ความเห็นเพิ่มเติมที่ 269 23 มิ.ย. 2552 (20:09) ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
บทความนี้เป็นบทความที่บรรยายเรื่องจริงของความโชคร้ายในชีวิตและข้อคิดการแก้ปัญหาชีวิตของคนคนหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่จะเป็นความคิดของเด็กที่อยู่แม.4ของนักเรียน ม.4 ในโรงเรียนบางละมุงและได้ลงในวารสารของโรงเรียนและเป็นที่ฮือฮามาก
จะร้องไห้ก็อายหมา
โดย ดิเลเบบิบอ
หลังจากที่ฉบับที่แล้ว บทความเรื่อง ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างน้ำกับความรักของผมของผมเผยแพร่ออกไปมีกระแสตอบรับที่ดีมาก จนทำให้ชาวบางละมุงบางคนแอบสืบว่าผมเป็นใคร เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้ว่าผมเป็นใครลองอ่านบทความนี้บางทีอาจจะพอเดาออกว่าผมคือใคร บทความ จะร้องไห้ก็อายหมา นี้จะบอกถึงชีวิตของผมได้อย่างชัดเจนที่สุด
ผมเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนที่อาศัยอยู่ในห้องแถวที่มีขนาดพอให้คน 5คนนอนได้ พ่อและแม่ของผมมีชีวิตอยู่พร้อมกับหนี้สินคอยตามหลังเพราะต้นเหตุมาจากความยากจนจนกระทั่งวันที่ผมเกิด ทำให้ครอบครัวต้องเจอกับความโชคร้ายมากกว่าเดิม ผมเป็นเด็กเกิดก่อนกำหนดทำให้พ่อแม่ต้องสูญเสียเงินทองจำนวนมากมายเพื่อรักษาชีวิตของผมไว้ผมรอดตายแต่พ่อแม่ต้องทำงานใช้หนี้ที่ยืมเขามารักษาผม
ตอน 3ขวบ ผมยังจำได้ดี เมื่อครั้งหนึ่งผมไปทำบุญที่วัดกับแม่ มีรถคันหนึ่งเป็นรถยนต์วิ่งเข้ามาชนและทับร่างผมไว้แม่กลับชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันยกรถออกจากร่างของผม แม่และพ่อใช้เงินในการรักษาผมไปมาก จนทำให้โทรทัศน์ ตู้เย็นและทองของแม่หมดไป
ผมมีพี่น้อง3คนแต่ดูเหมือนผมจะเป็นภาระที่คอยถ่วงความเจริญของครอบครัว เพื่อนบ้านหลายคนเห็นใจผมและครอบครัวแต่ไม่ใช่ทุกคนมีบ้านอยู่หลังหนึ่งมีฐานะค่อนข้างมีอันจะกินไม่ชอบคนจนอย่างผมเพราะเป็นเด็กที่มีนิสัยไม่ยอมใครเมื่อถูกรังแกผมก็จะสู้โดยไม่สนว่าคนคนนั้นเป็นลูกใครใหญ่โตมาจากไหนเพราะผมคิดว่าเมื่อผมไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัวอะไร
แน่นอนครับผมมีคนที่ไม่ชอบขี้หน้าผมและเราสองคนก็ไม่ถูกกันเหมือนจะไม่ลงรอยกันมาแต่ชาติปางก่อน เด็กที่ไม่ถูกกับผมคือเด็กในบ้านที่มีอันจะกันหลังนั้น ผมขอเรียกเด็กคนนี้ว่า ลูกเศรษฐี
ถึงแม้เราจะไม่ถูกกันแต่ผมถือว่าต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันคงไม่มีปัญหาอะไร
ทุกเช้าตอนไปโรงเรียนผมจะเข็นรถขายของเล่นไปขายที่หน้าโรงเรียนของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นขนมและของเล่นราคาตั่งแต่1บาทจนถึง 5บาทโดยเงินที่ได้จากการขายจะนำมาเป็นค่าขนมค่ากับข้าวไปโรงเรียน ส่วนแม่ของผมจะขายกระเพาะปลา,โจ๊ก บริเวณหน้าโรงเรียนและพ่อผมจะมีอาชีพขับรถสองแถว ซึ่งแน่นอนเงินส่วนใหญ่เงินส่วนใหญ่ทีพ่อแม่หามาได้จะเป็นเงินที่ใช้จ่ายเป็นค่าน้ำ ค่าไฟและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ภายในบ้านรวมถึงเป็นเงินที่เอาไว้ใช้หนี้ที่ผมก่อไว้ผมมีพี่น้องเป็นชายล้วน 3 คน เราทั้ง 3 คนพี่น้องจะช่วยกันไปขายของในทุกวันทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น เวลาพักกลางวันหลังเลิกเรียนเรา สามพี่น้องจะแอบปืนรั้วโรงเรียนออกมากินข้าวที่ร้านขายของหน้าโรงเรียนของแม่เพราะเงินที่เราได้ในแต่ละวันไม่พอต่อการซื้ออาหารกลางวันของโรงเรียน อาจารย์ฝ่ายปกครองก็คอยตีพวกเราทุกครั้งที่แอบปีนกำแพงออกไปจนกระทั่งเขารู้ว่า เหตุผลที่เราปีนกำแพงออกไปทุกวันนั้นคืออะไร เขาจึงปิดหูปิดตาในเรื่องของเรา
วันเสาร์อาทิตย์ ผมจะไปขายของที่ตลาดนัด ของที่ผมขายส่วนใหญ่จะเป็นของเล่นและแผ่นซีดีเก่าๆ ซึ่งลูกค้าที่ซื้อส่วนใหญ่ไม่ได้อยากได้ของที่ผมขายเพียงแต่สงสารผมจึงทำให้ผมขายหมดทุกวัน ลูกเศรษฐีที่ผมกล่าวถึงไปข้างต้น เห็นผมขายของทุกเสาร์อาทิตย์ก็ได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ไอขอทาน ตั้งแต่นั้นเป็นผมไม่เถียงและไม่ตอบโต้กับชื่อใหม่ของผม เพียงแต่ดูจากสภาพผมแล้วก็คล้ายๆกับที่เขาว่าแต่ผมคิดว่าผมโชคดีกว่าคนที่เขาว่าผมเพราะผมได้เรียนรู้ความลำบากตั้งแต่เด็ก ผมจึงพยายามคิดไปอีกมุมหนึ่งเพื่อไม่ให้ตัวเองดูตกต่ำ
แต่จนกระทั่งทำว่า ไอขอทานได้กลายเป็นชื่อที่เพื่อนๆในโรงเรียนเรียกผมจากการที่ ลูกเศรษฐีนำไปเผยแพร่ ผมต้องทนอยู่กับการดูถูกและแบ่งแยกในห้องเรียนจนทำให้ผมกลายเป็น เด็กเก็บกด จนกระทั่งกลายเป็น เด็กเกเร ผมประชดความโชคร้ายของผมด้วยการเรียกร้องความสนใจ ผมแกล้งเพื่อนและมีเรื่องชกต่อยเป็นประจำ จนกระทั่งผมอยู่ ป.5 วีรกรรมที่ผมทำกับคนอื่นมาทำให้ผมกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจของคนในโรงเรียน
แม่ของผมพาผมลาออกมาจากโรงเรียนเดิมแล้วไปซื้อบ้านอยู่ที่อื่นนั่นหมายความว่าครอบครัวผมมีฐานะที่ดีกว่าเดิม แม่ของผมเริ่มทำงานที่ดีขึ้น แต่พ่อกับมีปัญหาสุขภาพด้วยวัยหกสิบกว่าปีทำให้ทำงานไหวบ้างไม่ไหวบ้าง แต่ก็ยังดีที่ที่อยู่ใหม่ของผมไม่มีใครเรียกผมว่าไอขอทาน ผมเข้าเรียน ชั้น ป.6 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.ตะเคียนเตี้ย โรงเรียนนี้ช่วยทำให้คำว่าเด็กเกเรหลุดออกไปจากตัวผม ด้วยการที่มีครูที่คอยอบรมสั่งสอนผมและให้ความรักแก่ผมเหมือนเป็นแม่คนหนึ่งครูคนนี้ชื่อว่า ครูวิภา ครูวิภามีความเอ็นดูผมและมักเรียกผมว่า โดเรมอน เพราะตอนนั้นผมตัวเล็กอวบๆบ้อมๆเหมือนโดเรมอน ทุกพักกลางวันผมจะไปทานอาหารกลางวันกลับครูวิภา ครูวิภาจะชอบทำอาหารและซื้อขนมถ้วยมากินกับผมเป็นประจำพอกินเสร็จก็จะชวนผมร้องเพลงและวาดรูปเพราะครูวิภาเป็นครูสอนศิลปะ ผมมีความสุขทุกวันที่ได้มาโรงเรียนและเจอหน้าครูวิภา จนกระทั่งวันหนึ่ง ครูวิภา ลาออกจากราชการเพราะสุขภาพไม่ค่อยดีบวกกับมีอายุที่มากขึ้นเดินเหินไม่ค่อยสะดวก ผมจึงไม่ได้เจอหน้าครูคนนี้ของผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ผมเข้าเรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนบางละมุงซึ่งเข้ายากมาก ชีวิตของผมดีขึ้นเมื่อมาอยู่ที่บางละมุงแต่ความสุขก็ใช่ว่าจะยืนยาวเสมอไปเมื่อผมต้องรู้ว่าแม่ของผมป่วยเป็นโรคเนื้องอกในมดลูก อาการของแม่ทรุดหนักแม่ต้องเข้ารักษาตัวที่ ร.พ. ชลบุรี จนกระทั่งทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียเงินไปเยอะพอสมควรเมื่อข้างเท้าหลังอย่างแม่ล้มลง ยังไม่หมดแค่นี้แม่ยังได้โรคหัวใจ และ เบาหวาน แถมมากับอาการป่วยในครั้งนั้น ทุกวันนี้แม่อาการดีขึ้นและยังคงรักษาตัวอยู่แต่ก็สามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับคนปกติ
ชีวิตครอบครัวของผมถึงแม้จะมีโชคร้ายอยู่บ้างแต่ก็คงมีความสุขดีอยู่ด้วยกันบนพื้นฐานความรักและเข้าใจกัน จนกระทั่งผมอยู่ ม.2 พี่ชายคนโตของผมก็เปลี่ยนไป พี่ชายนคนโตของผมกลับมาจากโรงเรียนพร้อมบุหรี่ 1มวล เขานั่งสูบอย่างไม่คิดอะไร เมื่อแม่และพ่อเห็นเข้าก็คงจะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นด้วยความโมโหและเสียใจเขาตีและด่าว่าพี่ชายอย่างรุนแรง ดูเหมือนพี่ชายของผมจะสำนึกแต่ไม่เลย เขาเปลี่ยนจากบุหรี่เป็นกัญชา และเริ่มทุบตีทำร้ายผมอย่างไร้สาเหตุ...........ผมไม่คิดเลยว่าเขาจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
วันหนึ่งผมเห็นแม่นั่งร้องไห้ เมื่อได้รู้ว่า ระยะเวลา 1 เทรอมเต็มๆพี่ชายของผมไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ขอเงินพ่อแม่ไปโรงเรียนทุกวัน เท่านั้นยังไม่พอค่าเทรอมที่เขาขอไปไม่ได้เป็นเงินค่าเทรอมที่เขาว่าแต่เป็นเงินที่เขานำไปซื้อยาย้อมปอดมาคลายความอยากของเขาเท่านั้นเองเมื่อพ่อของผมรู้เข้าด้วยความเสียใจและโมโหจึงทุบตีพี่ชายผมอย่างโกรธเกลี้ยว แทนที่จะสำนึกพี่ชายของผมยังได้หนีออกไมกลางดึกในคืนนั้นพร้อมกับรถมอเตอร์ไซค์หนึ่งคัน
รุ่งเช้าเขากลับมาโดยไม่มีมอไซค์คันนั้นแต่เขาได้ยาบ้ามาเก็บไว้ใต้หมอนผมไม่รู้ว่าเขาทำเช่นนี้ไปทำไมแต่ที่รู้ๆก็คือทุกครั้งที่เขาคลุ้มคลั่งผู้ที่เป็นผู้รองรับอารมณ์เขาคือผมและน้องชายเขากระทำต่อผมและน้องอย่างไร้ความปราณีเหมือนไม่มีเยื่อใย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาทำอไรกับผมบ้าง แม้กายของผมจะเจ็บแต่ความรู้สึกข้างในใจกับคนที่คานตามกันมา เป็นคนที่เรารักเป็นพี่ที่เราเคารพกลับมาทำร้ายเราโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเราผิดอะไร
บางคนสงสัยว่าทำไมไม่บอกให้พ่อกับแม้รู้ผมอยากบอกว่าผมทำแล้วแต่ยิ่งผมทำเช่นนั้นเร่าไหร่ผมยิ่งเจ็บตัวเท่านั้น แถมสิ่งที่ผมไม่ต้องการคือการที่เขาเล่นสงครามประสาทกับผม
ความเลวร้ายของพี่ชายผมน่าจะมากเกินพอแล้วแต่ไม่เลย เมื่อวันหนึ่งผมกลับมาจากโรงเรียนและไม่มีใครอยู่บ้าน จนกระทั่งมีเสียวงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้ผมรู้ว่าแม่และพ่อนอนอยู่ที่โรงพยาบาล จากการถูกพี่ชายทำร้ายชกต่อย แม่ผมคิ้วแตก ปากแตก แต่พ่อผมยิ่งโชคร้ายกว่านั้นด้วยการที่อายุมากแล้วจึงนอนไม่สลบไม่รู้สติอยู่หลายวัน
ส่วนพี่ชายของผมที่ที่เขาอยู่ได้มีที่เดียวคือเรือนจำ
ความรักแทนที่จะกลายเป็นความเกลียดชังจากการกระทำอันไร้ความปราณีของคนคนหนึ่ง แต่ไม่เลยพ่อและแม่กลับให้อภัยพี่ชายผมโดยที่ไม่เคยได้ยินแม้คำขอโทษจากปากของเขา ผมและน้องก็เคยเกลียดชังการกระทำอันเลวร้ายแต่เมื่อผู้เป็นพ่อแม่ให้อภัยเราในฐานะลูกก็พร้อมที่จะเรียกคนคนนั้นว่าพี่
ทุกวันนี้พี่ชายผมพ้นโทษออกมาและเลิกเสพสารเสพติดแล้ว ยกเว้นบุหรี่ที่เขาไม่สามารถเลิกได้ เขาไม่ทุบตีผมและน้องอีกแล้วเพราะเขากลายเป็นคนบ้ามีอาการผิดปกติทางจิตเนื่องจากผลกระทบจากการเสพสารเสพติดเป็นเวลานาน จนตอนนี้ผมกลายเป็นพี่ชายคนโตที่ต้องดูแลพี่ชายคนโตที่กลายเป็นน้องคนเล็ก ครอบครัวเรายังต้องสูญเสียเงินมากพอสมควรในทุกเดือนเพื่อจะรักษาอาการทางจิตของพี่ชายให้หายเป็นปกติ
ผมไม่เคยอายที่มีพี่ชายเป็นคนบ้าและไม้ท้อที่เกิดมายากจนเพราะเราไม่สามาถกำหนดโชคชะตาได้แต่เราสามารถเลือกที่จะคิดและมองในอีกแง่มุมหนึ่งว่า ในความโชคร้ายย่อมมีความโชคดีเสมอ ทำให้ผมมีกำลังใจอยู่ได้จนทุกวันนี้
เคยร้องไห้เสียน้ำตามาหลายครั้ง ถูกคนชังคนดูถูกคนเหยียดหยาม
คอยกดฉันให้ต้อยต่ำคอยใส่ความ เหมือนไฟลามลุกโหมใส่น้ำมัน
ฉันต้องทนเศร้าโศกและร้องไห้ น้ำตาฉันรินไหลใจโศกสรรค์
คิดจะฆ่าตัวตายหลายคืนวัน แต่ว่าฉันยังต้องทนสู้ต่อไป
ยังมีคนที่รอคอยฉันอยู่ ยังมีใจจะสู้ไม่ถดถอย
จะต้องทนเพื่อพรุ้งนี้ที่รอคอย วาสนาแม้มีน้อยไม่เป็นไร
ตราบที่ฉันยังมีลมหายนใจอยู่ คำว่าสู้ยังคงอยู่ในตัวฉัน
ท่องจำไว้มันต้องมีเข้าสักวัน วันที่ฉันยิ้มได้สบายใจ
แม้โลกใบนี้จะทำให้คุณร้องไห้สักกี่ครั้ง แต่จงจำไว้คุณต้องอยู่ต่อไปให้ได้ ดิเลเบบิบอ ขอเอาใจช่วยทุกคน
นามผู้เขียน ดิเลเบบิบอ
ใครอ่านแล้วอย่าลืมช่วยส่งต่อนะค่ะดิฉันอ่านแล้วรู้สึกว่ามันอาจมีประโยชน์ต่อคนที่สิ้นหวังกับชีวิตและบทความนี้มันอาจเป็นกำลังใจให้พวกเขามีชีวิตต่อไป
as/ljufhf@hotmail.com (IP:125.24.12.10)