ยีสต์: จุลินทรีย์ชนิดแรกที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์

ยีสต์: จุลินทรีย์ชนิดแรกที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์

ยีสต์เป็นจุลินทรีย์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณถึงกับมีผู้กล่าวว่ายีสต์นั้นเป็นจุลินทรีย์ชนิดแรกที่ มนุษย์นำมาใช้ รายงานแรกเกี่ยวกับการใช้ยีสต์ คือการผลิตเบียร์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Boozah เมื่อประมาณ 6,000 ปีก่อนคริสตศักราช คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์จากยีสต์มาเป็นเวลานาน เช่นในการทำอาหารหมักบางชนิด ได้แก่ ข้าวหมาก ปลาเจ่า เครื่องดองของเมาหลายชนิดเช่น อ ุสาโทและกระแช่เป็นต้น ปัจจุบันมีการนำยีสต์มาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม หลายประเภท เป็นต้นว่าการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชนิดต่างๆเช่น เบียร์ ไวน์ และ วิสกี้ การผลิตเอธิลแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นสารเคมี และเชื้อเพลิง การผลิตเซลล์ยีสต์ เพื่อใช้เป็นยีสต์ขนมปังและเป็นโปรตีนเซลล์เดียว

ยีสต์คือรากลุ่มหนึ่งที่ส่วนใหญ่มีการดำรงชีวิตเป็นเซลล์เดี่ยว มีรูปร่างหลายแบบเช่น รูปร่างกลม รี สามเหลี่ยม รูปร่างแบบมะนาวฝรั่ง แบบคณโฑ หรือยาว เป็นต้น ยีสต์บางชนิดมีการสร้างเส้นใยเทียม (pseudomycelium) บางชนิดสร้างเส้นใยแท้ (true mycelium) ส่วนใหญ่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดย วิธีการแตกหน่อ หรือแบบอาศัยเพศโดยสร้างสปอร์ชนิดแอสโคสปอร์ (ascospore) หรือแบสิดิโอสปอร์ (basidiospove) ยีสต์ส่วนใหญ่ใช้สารอินทรีย์เป็นแหล่งพลังงานและแหล่งคาร์บอน พบทั่วไปในธรรมชาติ เช่นในดิน ในน้ำ ส่วนต่างๆ ของพืช ยีสต์บางชนิดพบอยู่กับแมลง ในกระเพาะของสัตว์บางชนิด แต่แหล่งที่พบยีสต์อยู่บ่อยๆ คือแหล่งที่มีน้ำตาลความเข้มข้นสูง เช่น น้ำผลไม้ น้ำผึ้ง และผลไม้ที่มีรสหวาน

โครงการเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อสารมวลชน ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาษาอังกฤษ: Yeast: The first microbe that man use


ความคิดเห็นที่ 1

beam_o_o@hotmail.com (Guest)
20 ก.พ. 2551 14:40
  1. ขอรายละเอียดของเนื้อหาอย่างละเอียดได้ไหมค่ะ ของยีสต์ เห็ดรา ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ



ความคิดเห็นที่ 3

seifer30@hotmail.com
15 เม.ย. 2551 23:34
  1. อนุกรมวิธานของยีสต์  ( taxonomy  of yeast )



                ยีสต์เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีการดำรงชีวิตแบบเซลล์เดี่ยว  ( unicellular  form )  มีหลายรูปแบบ คือ  กลม  ( round )  รี  ( oval )  สามเหลี่ยม  ( triangular )  ยาวปลายด้านหนึ่งแหลม     ( ogival,  boat )  รูปร่างแบบมะนาวฝรั่ง  ( apiculated )  คนโฑ ( flask )  ยาว  ( elongate )  และเป็นสาย ( filamentous )  ยีสต์บางชนิดมีการสร้างเส้นใยเทียม  ( pseudomycelium )  และเส้นใยแท้  ( true  mycelium )  วิธีการสืบพันธุ์ของยีสต์มีทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ  วิธีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้แก่  การแตกหน่อ  ( budding )  การแตกหน่อแบบมีฐานกว้าง ( bud-fission )  การแบ่งเซลล์โดยการขยายขนาดของเซลล์แล้วสร้างผนังกั้นแบ่งเซลล์เป็นสองส่วน         ( fission )  ยีสต์บางชนิดอาจมีการสร้างคอนิเดีย  ( conidia )  ยีสต์ที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมี  2  พวก  คือ พวกที่สร้างแอสโคสปอร์  ( ascosporogenous  yeasts )  และพวกที่สร้างเบสิดิโอสปอร์  ( basidiosporogenous  yeasts )  ซึ่งสปอร์ทั้งสองชนิดนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของนิวเคลียส  และตามด้วยการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซีส  ( meiosis )



                อนุกรมวิธานของยีสต์เริ่มในปี ค.ศ. 1838 เมื่อ Mayers ได้กำหนดชื่อจีนัส  Saccharomyces  จากคำภาษากรีกว่า sakehar  ซึ่งแปลว่า น้ำตาล  และ  mykes  ซึ่งหมายถึงเชื้อรา ( fungi )  โดยหนังสือที่นิยมใช้เป็นคู่มือในการจัดหมวดหมู่และจำแนกประเภทของยีสต์  คือ  The  Yeasts,  A Taxonomic  Study  ซึ่งทำการตีพิมพ์มาแล้วทั้งหมด  4  ฉบับ โดยฉบับที่  1  พิมพ์เมื่อ  ค.ศ. 1952  มี  Lodder  และ  Kreger-Van  Rij  เป็นบรรณาธิการ  ในหนังสือเล่มนี้จัดแบ่งยีสต์ออกเป็น  26  จีนัส และ 164 สปีชีส์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 Lodder  จัดพิมพ์ฉบับที่  2  แบ่งยีสต์ออกเป็น 39 จีนัส และ 394 สปีชีส์  ต่อมามีการตีพิมพ์ฉบับที่ 3  ในปี ค.ศ. 1984  โดยมี  Kreger-Van  Rij  เป็นบรรณาธิการ  แบ่งยีสต์ออกเป็น  50 จีนัส  และ  500 สปีชีส์  และเมื่อพิมพ์ครั้งที่  4  ในปี  ค.ศ. 1998  มี  Krutzman  และ Fell  เป็นบรรณาธิการ  แบ่งยีสต์ออกเป็น  2  phylum  คือ phylum  Ascomycota  ยีสต์ในกลุ่มนี้เรียกว่า  ascomycetous  yeasts  ซึ่งแบ่งออกเป็น  teleomorphic  ascomycetous  yeasts  และ  anamorphic  ascomycetous  yeasts  และ  Phylum  basidiomycota  หรือที่เรียกว่า  basidiomycetous  yeasts ซึ่งแบ่งออกเป็น teleomorphic basidiomycetous  yeasts  และ  anamorphic  basidiomycetous  yeasts  โดยมียีสต์ใน รวม  94  จีนัส และ  689  สปีชีส์



    ลักษณะที่ใช้ในการจัดจำแนกประเภท  (classification)  ของยีสต์



                ลักษณะที่สำคัญที่ใช้ในการจัดจำแนกประเภทของยีสต์  ตามหลักการของ  numerical  toxynomy  ที่รวบรวมโดย  Kurtzman  และ  Fell  (1998)  ประกอบด้วย



                1.   ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและการเพิ่มจำนวนแบบไม่มีเพศ



    ·       รูปร่างของเซลล์



    ·       การเจริญบนอาหารแข็งและอาหารเหลว



    ·       การสร้างเส้นใยแท้และเส้นใยเทียม



    ·       การสร้างสปอร์แบบไม่มีเพศภายในเซลล์  (asexual  endospore)



    ·       การสร้างคลามัยโดสปอร์  (chlamydospore)



    ·       การสร้างบอลิสโตสปอร์  (ballistospore)



    ·       การสร้าง  germ  tube



                2.   การเพิ่มจำนวนแบบมีเพศ



    ·       การสร้างแอสโคสปอร์



    ·       การสร้างแบสิดิโอสปอร์



    ·       การตรวจหา  mating  type



                3.   ลักษณะทางสรีรวิทยาและชีวเคมี



    ·       การหมักสารประกอบคาร์โบไฮเดรท



    ·       การแอสซิมิเลตสารประกอบคาร์บอน



    ·       การแอสซิมิเลตสารประกอบไนโตรเจน



    ·       การเจริญในอาหารที่ปราศจากวิตามิน



    ·       การเจริญในอาหารที่มีกลูโคส  50  และ  60  เปอร์เซ็นต์  และอาหารที่มีกลูโคส  5  เปอร์เซ็นต์  และโซเดียมคลอไรด์  10  เปอร์เซ็นต์



    ·       การเจริญที่อุณหภูมิ  37  องศาเซลเซียส  และที่อุณหภูมิอื่น ๆ 



    ·       การสร้างกรดจากการใช้กลูโคส



    ·       การสร้างสารประกอบอมัยลอยด์  (amyloid)



    ·       การสร้างเอนไซม์ยูรีเอส  (urease)



    ·       การทนต่อไซโคลเฮกซิมีด  (cycloheximide)



    ·       การทนต่อกรดอะซิติกเข้มข้น  1  เปอร์เซ็นต์



    ·       การย่อยเจลาติน



    ·       การทำปฏิกิริยากับสีไดอะโซเนียมบลูบี ( diazonium blue b )



    ·       การทนต่อคานาวานีน-ไคลซีน-โบรโมไธมอลบลู ( canavanine-clycine-bromothymol blue )



    ·       การสังเคราะห์เมลานิน ( melanin ) บนไดไฮดรอกซีฟีนิลานีน                               ( dihydroxyphenylanine )



    ·       การรีดิวซ์เตเตระโซเลียม ( tetraolium )



    ·       จำนวนโครโมโซม



                ส่วนลักษณะสำคัญที่ใช้ในการจำแนกประเภทตามหลักการของ chemotaxonomy นั้น ตามที่ Kurtzman และ Fell ( 1998 ) ได้รวบรวมไว้ คือ



    ·       ชนิดของโคเอนไซม์คิว ( coenzyme Q )



    ·       องค์ประกอบของผนังเซลล์



    ·       DNA-DNA hybridization



    ·       DNA-base composition



    ·       G+C contents




ความคิดเห็นที่ 6

katia-jkl@hotmail.com (Guest)
27 ธ.ค. 2551 15:57
  1. อยากได้ข้อมูลเรื่อง ยีสต์อาหารสัตว์ค่ะ......และโปรตีนเซลล์เดียว....ค่ะ

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ...^o^




ความคิดเห็นที่ 4

seifer30@hotmail.com
18 พ.ค. 2551 02:05
  1. บริเวอร์ยีสต์คืออะไร
    บริเวอร์ยีสต์ เป็นเชื้อยีสต์ที่มีชีวิต เป็น By-Product ที่ได้รับจากการผลิตเบียร์ มีรสชาติค่อนข้างรุนแรง บริเวอร์ยีสต์ประกอบไปด้วยธาตุอาหารสมบูรณ์มากมาย มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายถึง 16 ชนิดจากทั้งหมด 20 ชนิด เกลือแร่ 14 ชนิด และวิตามินอีก 17 ชนิด โดยบริเวอร์ยีสต์เป็นแหล่งธรรมชาติที่ดีที่สุดของ Vitamin B-Complex ซึ่งประกอบไปด้วย B1 (thiamine), B2 (riboflavin), B3 (niacin), B5 (pantothenic acid), B6 (pyridoxine), B9 (folic acid) และ H (biotin) นอกจากนี้ยังมีเกลือแร่สูง คือ โครเมียม สังกะสี เหล็ก ฟอสฟอรัส และ เซเลเนียม อีกทั้ง บริเวอร์ยีสต์ ยังเป็นแหล่งที่สำคัญของโปรตีนอีกด้วย โดยประมาณว่าจะมีโปรตีนถึง 16 กรัมต่อปริมาณผงยีสต์ 30 กรัม
    บริเวอร์ยีส์กับประโยชน์ต่อร่างกาย
    ใน บริเวอร์ยีสต์ ยังเป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญของ โครเมียม อีกด้วย ซึ่งสถาบัน U.S. FDA แนะนำขนาดที่ควรรับประทานต่อวันในคนปกติเท่ากับ 120 มิลลิกรัม โดย โครเมียม มีความสามารถในการลดระดับ คลอเรสเตอรอล ในเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกิจกรรมของอินซูลินภายในร่างกายซึ่งจะช่วยในบุคคลที่สูญเสียน้ำหนักได้เป็นอย่างดี โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดี แต่สามารถดูดซึมได้ดีจาก บริเวอร์ยีสต์ นอกจากนี้ โครเมียม ยังมีสรรพคุณเพื่อการรักษาสิวได้ผลดี นอกจากนี้ บริเวอร์ยีสต์ ยังเป็นแหล่งที่ดีของ RNA ที่มีประสิทธิภาพในการชลอความชราได้อีกด้วย

    บริเวอร์ยีสต์กับโรคเบาหวาน
    จากการศึกษาหลายๆ ชิ้นพบว่าการให้ผลิตภัณฑ์เสริม โครเมียม จะช่วยบุคคลที่ป่วยเป็นโรค เบาหวาน ได้ โดยผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนน้ำตาล แป้ง และสารอาหารอื่นๆ ให้เป็นพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันได้อย่างเพียงพอ หรือไม่ก็ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินที่ร่างกายสร้างได้ ซึ่งการเป็นโรค เบาหวาน จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย เช่น บาดแผลหายได้ช้า มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ และปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตา ไต ระบบประสาทและหัวใจ จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า โครเมียม ที่มีมากอยู่ใน บริเวอร์ยีสต์ จะสามารถช่วยบำบัดโรค เบาหวาน ได้ โดย โครเมียม จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมการทำงานของอินซูลินให้เหมาะสม ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็น เบาหวาน เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่ชอบกินของหวานด้วย โดยร่างกายสามารถจะดูดซึมธาตุโครเมียมจาก บริเวอร์ยีสต์ ได้ดีกว่าการดูดซึมจากแหล่งอาหารอื่นๆ

    นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า บริเวอร์ยีสต์ สามารถป้องกันการเป็นโรค เบาหวาน ของกลุ่มคนที่บุคคลภายในครอบครัวมีประวัติเป็นโรค เบาหวาน มาก่อนได้อีกด้วย มีการศึกษาชิ้นหนึ่งของประเทศเดนมารก์พบว่าบุคคลที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีอาการที่ดีขึ้นหลังจากได้รับประทานบริเวอร์ยีสต์ขนาด 2 ช้อนโต๊ะเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน

    ประโยชน์ในด้านอื่นๆ

    บริเวอร์ยีสต์กับระดับคลอเรสเตอรอลสูง
    มีการศึกษาของมหาวิทยาลัย Syracuse ใน New York พบว่า จากการทดลองให้บุคคลได้รับประทานบริเวอร์ยีสต์ขนาด 2 ช้อนโต๊ะเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน ปรากฏว่าบริเวอร์ยีสต์มีผลช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลได้ถึง 10%

    บริเวอร์ยีสต์กับระบบทางเดินอาหาร
    ►บริเวอร์ยีสต์กับโรคท้องร่วง ในแถบทวีปยุโรปได้ใช้บริเวอร์ยีสต์กันอย่างแพร่หลายเพื่อช่วยป้องกันการเกิดอาการท้องร่วงจากสิ่งมีชีวิตได้ และบริเวอร์ยีสต์ยังช่วยนักท่องเที่ยวป้องกันโรคท้องร่วงระหว่างการเดินทางได้อีกด้วย

    ►บริเวอร์ยีสต์กับโรคท้องผูก จากการศึกษาพบว่าบริเวอร์ยีสต์มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอาการท้องผูกได้ และมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่มีสุขภาพที่ดี สมบูรณ์

    ►บริเวอร์ยีสต์กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

    อื่นๆ
    ►บริเวอร์ยีสต์ช่วยอาการบาดเจ็บและสมานผิว

    ►บริเวอร์ยีสต์ช่วยในด้านอาการตึงเครียด

    ►บริเวอร์ยีสต์ช่วยในด้านสุขภาพการนอนหลับ

    รูปแบบและขนาดที่ใช้รับประทาน
    รูปแบบของบริเวอร์ยีสต์ที่ใช้เป็นธาตุอาหารเสริมมีทั้งในรูปแบบ เม็ดแคปซูล ก้อนเล็กๆ และผงสกัด โดยเราสามารถเติมบริเวอร์ยีสต์ในอาหารที่รับประทาน เช่น ซุป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการได้ นอกจากนี้ยังใช้เติมในน้ำส้มเพื่อดื่มกันอย่างแพร่หลายอีกด้วย บริเวอร์ยีสต์ไม่จำเป็นต้องแช่ในที่เย็น และมีอายุการใช้งานที่นาน

    ผงบริเวอร์ยีสต์คุณภาพสูงจะบรรจุด้วยโครเมียม 60 mcg ต่อ 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม) โดยแพทย์จะแนะนำให้รับประทาน 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน (ประมาณ 200 mcg) ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมและปลอดภัย โดยผงบริเวอร์ยีสต์จะมีรสชาติที่รุนแรง ถ้าผลิตภัณฑ์ใดไม่ปรากฏรสชาติดังกล่าวแสดงว่าไม่ใช่บริเวอร์ยีสต์ของจริงซึ่งจะไม่มีสารโครเมียมบรรจุอยู่

    คุณภาพของบริเวอร์ยีสต์นั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละขบวนการผลิต บางบรรจุภัณฑ์เป็นบริเวอร์ยีสต์จากขบวนการคัดเอาแอลกอฮอล์ออก หรือเป็น By-product ภายหลังจากขบวนการทำเบียร์ ซึ่งเป็นบริเวอร์ยีสต์ที่มีคุณภาพทางโภชนาการต่ำ บริเวอร์ยีสต์ที่มีคุณภาพสูงนั้นจะอยู่ในหัวน้ำตาลและต้องเป็นยีสต์ที่ตั้งใจปลูกไว้เพื่อการใช้เป็นอาหารเสริมโดยเฉพาะ

    ข้อควรระวัง

    ►เนื่องจากบริเวอร์ยีสต์ที่เป็นธาตุอาหารเสริมอาจจะมีผลต่อกับตัวยาอื่น ดังนั้นการใช้บริเวอร์ยีสต์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นการดีที่สุด

    ►บุคคลที่เป็นโรคกระดูกพรุนควรหลีกเหลี่ยงการใช้บริเวอร์ยีสต์เนื่องจากบริเวอร์ยีสต์จะมีสารฟอสฟอรัสเป็นปริมาณสูงกว่าแคลเซียม ซึ่งการที่มีสารฟอสฟอรัสเป็นปริมาณที่สูงจะทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายได้ ถ้าต้องการใช้ยีสต์เป็นธาตุอาหารเสริม ควรจะต้องมีการบริโภคแคลเซียมเพิ่มเติมเป็นพิเศษด้วย

    ►บุคคลที่ระบบภูมิคุ้มกันเสียหายอย่างรุนแรงควรหลีกเหลี่ยงใช้บริเวอร์ยีสต์ หรือไม่ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

    ►บุคคลที่มีร่างกายแพ้ต่อสัมผัสได้ง่ายเมื่อใช้บริเวอร์ยีสต์แล้วอาจเกิดอาการไมเกรน ปวดหัว บางครั้งอาจมีอาการผื่นคัน อาการบวมน้ำ เป็นหัด ได้

    ►บุคคลที่เป็นโรคเก๊าท์ควรหลีกเหลี่ยงการใช้บริเวอร์ยีสต์

    ►บางครั้งการใช้บริเวอร์ยีสต์ในครั้งแรกอาจก่อให้เกิดอาการมีแก๊สในลำไส้ ดังนั้นในการใช้บริเอวร์ยีสต์ควรเริ่มใช้แต่เพียงเล็กน้อยก่อน (น้อยกว่า 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน) จากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่แนะนำ

    ►ในการใช้บริเวอร์ยีสต์ถ้ามีอาการคลี่นเหียน อาเจียน ควรหยุดใช้ในทันทีและควรรีบปรึกษาแพทย์

    ►บริเวอร์ยีสต์ไม่เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ สามารถใช้ได้ในปริมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน

    ปฏิกริยาของบริเวอร์ยีสต์ต่อยาอื่น
    ถ้าร่างกายได้มีการใช้ยาประเภท Antidepressants , Monoamin Oxidase Inhibitors (MAOIs) เพื่อการบำบัดโรคอยู่ก่อนแล้ว ไม่ควรใช้บริเวอร์ยีสต์โดยปราศจากการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากบริเวอร์ยีสต์ประกอบด้วย tyramine เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารที่ควรหลีกเหลี่ยงในบุคคลที่ใช้ยาประเภท antidepressant หรือ MAOIs ตัวอย่างของยาประเภท MAOIs เช่น phenelzine, tranylcypromin, pargyline, selegiline, isocarboxazid โดยบริเวอร์ยีสต์จะไปทำปฏิกริยากับยาดังกล่าวก่อให้เกิด “สภาวะความดันโลหิตสูง” อย่างรวดเร็ว และจะทำให้ความดันของเลือดเพิ่มอย่างรุนแรงก่อให้เกิดอาการคลี่นเหีนย อาเจียน ปวดหัว และหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งปฏิกริยาเช่นถึงในที่สุดแล้วอาจก่อให้เกิดโรคหัวใจหรืออาการเป็นลมอย่างฉับพลันได้

    นอกจากนี้ในกรณีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน การใช้บริเวอร์ยีสต์เพื่อการบำบัดควรกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากบริเวอร์ยีสต์ประกอบด้วยสารโครเมียมเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (เช่น อินซูลิน หรือ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดประเภทอื่นๆ) และอาจนำไปสู่ภาวะเลือดมีกลูโคสน้อยกว่าปกติได้ ดังนั้นในการใช้บริเวอร์ยีสต์เป็นธาตุอาหารเสริมควรอยู่ภายใต้การดูแล แนะนำจากแพทย์เท่านั้น











ความคิดเห็นที่ 2

seifer30@hotmail.com
15 เม.ย. 2551 23:33
  1.  



    การพิสูจน์ความเหมือนเพื่อระบุเชื้อยีสต์  (Identification of Yeast)



                หลักการสำคัญเบื้องต้นก่อนนำเชื้อมาทำการพิสูจน์ความเหมือนเพื่อระบุเชื้อยีสต์  คือ ต้องใช้เชื้อที่เป็นเชื้อบริสุทธิ์  ส่วนลักษณะที่สำคัญที่ใช้ในการจัดจำแนกประเภทของยีสต์  คือ ลักษณะการเพิ่มจำนวนของเซลล์แบบไม่มีเพศ



                การแตกหน่อ วิธีการแตกหน่อแบ่งเป็น holoblastic budding และ enteroblastic budding  โดยใน holoblastic budding ผนังเซลล์ของเซลล์แม่ทุกชั้นร่วมในการสร้างหน่อ การแตกหน่อแบบนี้เป็นลักษณะของ Saccharomycetales  และยีสต์ที่มีความสัมพันธ์กับยีสต์กลุ่มนี้ ส่วน enteroblastic  budding  นั้น การแตกหน่อแรกจะเกิดจากการมีรอยแยกบนผนังเซลล์ของเซลล์แม่  โดยที่ชั้นในของผนังเซลล์แม่ยื่นเจริญออกไปเพื่อสร้างชั้นนอกสุดของผนังหน่อ และท้ายสุดขาดออกจากเซลล์แม่ หลังจากที่มีหน่อจำนวนมากเกิดที่บริเวณเดียวกัน  ตำแหน่งที่สร้างหน่อบนเซลล์แม่ล้อมรอบด้วยคอลลา (colla)  วิธีการแตกหน่อแบบนี้พบใน  basidiosporogenous yeast และพวกที่มีความสัมพันธ์กับยีสต์กลุ่มนี้



                การแตกหน่ออาจแบ่งตามตำแหน่งที่เกิด คือ อาจเกิดที่ขั้วเดียวของเซลล์แม่เรียกว่า  monopolar หรือ unipolar budding  โดยอาจเกิดบนฐานที่กว้าง เช่น ยีนัส Malassezia บางชนิดอาจเกิดที่ขั้วทั้งสอง คือ bipolar budding  โดยหน่อแยกออกจากเซลล์แม่เมื่อมีการสร้างผนังกั้นทางระหว่างเซลล์ใหม่ทั้งสอง ดังนั้นจึงเป็นการแตกหน่อบนฐานที่กว้าง หรือที่เรียกว่า “budfission” การแตกหน่อซ้ำ ๆ กัน ทำให้เกิดรอยแผลเป็นตามขวางหลาย ๆ แผลที่ขั้วทั้งสองด้าน การแตกหน่อที่ขั้วทั้งสองข้างเป็นลักษณะประจำของ  apiculate yeast เช่น Nadsonia, Hanseniaspora และ Kloeckera ยีสต์ที่เพิ่มจำนวนโดยการแตกหน่อส่วนใหญ่จะมีการแตกหน่อแบบ multilateral หรือmultipolar budding ซึ่งสามารถแตกหน่อได้ที่ตำแหน่งต่าง ๆ บนเซลล์แม่เช่น ยีนัส Saccharomyces, Debaryomyces, Hansenula และ Pichia



                การแบ่งเซลล์แบบ  Fission  เป็นการเพิ่มจำนวนโดยมีการเพิ่มขนาดของเซลล์ก่อนแล้วจึงมีผนังกั้นตามขวางแบ่งเซลล์ออกเป็นสองส่วน  เซลล์ที่สร้างใหม่  เรียกว่า อาร์โธรคอนิเดีย  (arthroconidia)  หรือ อาร์โธรสปอร์ พบเฉพาะในยีนัส  Schizosaccharomyces



                การสร้างคอนิเดีย (conidia) บนก้าน (stalk)  การสร้างคอนิเดียเกิดโดยมีโครงสร้างลักษณะเป็นท่อโผล่ออกไปจากเซลล์  1 ท่อ หรือมากกว่า  1 จากโครงสร้างนี้จะพบคอนิเดียที่ส่วนปลาย เมื่อแก่เต็มที่จะแยกออก โดยการสร้างผนังกั้นที่บริเวณกลาง ๆ  ของท่อ  และคอนิเดียถูกปล่อยออกไป พบในยีนัส  Sterigmatomyces



     



    ลักษณะของเซลล์



                ลักษณะต่าง ๆ  ของเซลล์ที่มีความสำคัญในการจัดจำแนกเชื้อยีสต์ มีหลายลักษณะดังที่จะได้กล่าวต่อไป



                สัณฐานวิทยาของเซลล์ที่เจริญในอาหารเหลวและอาหารแข็ง  ยีสต์มีรูปร่างของเซลล์หลายแบบ เช่น  กลม (spheroidal) ค่อนข้างกลม  (subglobose) รี (ellipsoidal) รูปไข่  (oval) ทรงกระบอก  (cylindrical) ยาว (elongate) เป็นสาย (filamentous) แหลมหัวแหลมท้ายแบบมะนาว (apiculate) ปลายด้านหนึ่งแหลม  (ogival) สามเหลี่ยม (triangular) และคนโฑ (flask)  เป็นต้น การศึกษาสัณฐานวิทยาของเซลล์นั้นอาจใช้เซลล์ที่เลี้ยงในอาหารเหลว หรือบนอาหารแข็ง



                สำหรับอาหารเหลวโดยปกติใช้ Malt extract broth หรือ 2-4% Glucose yeast extract peptone water  การตรวจผลทำโดยใช้กล้องจุลทรรศน์บันทึก รูปร่าง กลไกการเพิ่มจำนวน การเรียงตัวของเซลล์ ( เดี่ยว, คู่ หรืออยู่เป็นกลุ่มใหญ่ )  เซลล์สร้างแคปซูลหรือไม่  ขนาดของเซลล์ รวมทั้งสังเกตลักษณะการเจริญของเชื้อในอาหารเหลว



                สำหรับการเจริญบนอาหารแข็งก็เช่นเดียวกัน คือใช้เพื่อศึกษาทั้งสัณฐานวิทยาของเซลล์ และลักษณะการเจริญของเชื้อบนอาหารแข็ง  อาหารแข็งที่ใช้ในการศึกษานี้ คือ Malt extract agar และ 2% Glucose yeast extract peptone agar  ศึกษาลักษณะการเจริญของเชื้อบนอาหารแข็ง โดยลักษณะที่ต้องให้ความสนใจ คือ เนื้อ ( texture ) สี ผิวหน้า ความนูน และขอบของโคโลนี



                การสร้างเส้นใยเทียมและเส้นใยแท้  การเพิ่มจำนวนของยีสต์โดยการแตกหน่อนั้นเมื่อหน่อที่ได้ยังติดอยู่กับเซลล์แม่  ทำให้เกิดกลุ่มหรือสายของเซลล์ที่เรียกว่า เส้นใยเทียม  (pseudohypha) ซึ่งอาจเป็นแบบที่ไม่มีการพัฒนา (rudimentary) ประกอบด้วยเซลล์ยาวขนาดเท่า ๆ กัน หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างไปจากเซลล์เดิม  อธิบายรายละเอียดของเส้นใยเทียมแบบต่าง ๆ 



                1.   Mycotorula-type  เป็นเส้นใยเทียมที่ค่อนข้าง  compact  มีบลาสโตสปอร์  รูปร่างค่อนข้างกลมอยู่เป็นรอบ ๆ  รอยต่อของเซลล์ยาว ๆ  ที่ต่อกันเป็นเส้นใยเทียม



                2.   Mycotoruloides-type  ชนิดนี้ มีบลาสโตสปอร์ที่แตกแขนงอย่างหลวม ๆ  เกาะอยู่ที่รอยต่อ



                3.   Candida-type  มีสายของบลาสโตสปอร์  เกิดที่รอยต่อของเซลล์



                4.   Mycocandida-type  เป็นเส้นใยเทียมที่มีการแตกกิ่งก้านสาขามาก  มักมีบลาสโตสปอร์  1-2 สปอร์ ที่รอยต่อ หรือบลาสโตสปอร์อาจเรียงเป็นขด (whorl) หรือตั้งตรง (verticils) ที่รอยต่อของเซลล์



                5.   Blastodendrion-type ชนิดนี้มีบลาสโตสปอร์รูปร่างเป็นหยดน้ำ  เรียงตัวคล้ายกับโครงสร้างของเพนนิซิเลียม



                ยีสต์บางชนิดอาจพบว่ามีการสร้างทั้งเส้นใยแท้และเส้นใยเทียม  เช่น  Saccharomycopsis  และ Trichosporon  สำหรับยีสต์บางชนิดที่มีเส้นใยแท้อาจสร้างอาร์โธรสปอร์ หรืออาร์โธรคอนิเดีย จากการแตกหักของเส้นใย  และเรียงตัวแบบซิกแซก



                ปกติการศึกษาการสร้างเส้นใยเทียมและเส้นใยแท้ทำบน  Corn meal agar, Potato dextrose agar, Rice agar  หรือ Morphology agar  โดยวิธี  Slide cluture และ  Dalmau plate



                การสร้างสปอร์แบบไม่มีเพศ ยีสต์สามารถสร้างสปอร์แบบไม่มีเพศชนิดต่างๆ เช่น เอนโด-สปอร์ (endospore)  ซึ่งไม่ใช่ลักษณะปกติของยีสต์ทั่วไป  พบเฉพาะในยีนัส Candida, Trichosporon,  Cryptococcus  และ OOsporidium    เอนโดสปอร์ที่พบในยีสต์เป็นเซลล์ที่มีการกั้นขอบเขตภายในทำให้มีลักษณะเหมือนสปอร์อยู่ภายในเซลล์  มักพบในเชื้อที่มีอายุมาก ๆ  ซึ่งเก็บอุณหภูมิ



                ยีสต์บางชนิดสามารถสร้างคัลมัยโดสปอร์  (chlamydospore)  ซึ่งเป็นสปอร์ที่มีผนังหนาอาจเกิดที่เซลล์ตรงกลางหรือปลายเส้นใย  เป็นลักษณะเฉพาะในยีสต์บางชนิด  เช่น  Candida  albicans  และยีนัส  Metschnikowia



                ยีสต์บางชนิดสร้างสปอร์ที่สามารถดีดออกไปในอากาศได้ เรียกว่า บอลลิสโตสปอร์ พบเฉพาะใน  basidiosporogenous yeast  เช่น  Sporobolomyces



     



    ลักษณะการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ



                ยีสต์มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มี  2  พวก  คือ พวกที่สร้างแอสโคสปอร์ และพวกที่สร้างแบสิดิโอสปอร์



                ลักษณะการสร้างแอสโคสปอร์  เนื่องจากยีสต์ที่สามารถสืบพันธุ์โดยการสร้างแอสโคสปอร์นั้น มีทั้งพวกที่เป็น  homothallic  yeast  ซึ่งวงจรชีวิตอาจเป็น  haplontic,  diplontic และ diplohaplonic กับพวกที่เป็น  heterothallic  yeast  ดังนั้นการเกิดแอสโคสปอร์จึงมีความแตกต่างกัน



                สำหรับ homothallic yeast  ที่มีวงจรชีวิตแบบ  haplontic  นั้น เซลล์อยู่ใน haplophase  เป็นส่วนใหญ่  ทั้งนี้  plasmogamy, karyogamy และ meiosis  เกิดในไซโกตซึ่งเป็นช่วงเดียวที่นิวเคลียสเป็น  haploid  แตกหน่อแล้วหน่อยังติดอยู่กับเซลล์แม่  มีการรวมตัวของนิวเคลียส  ต่อมาเซลล์แม่และหน่อนั้นจะเปลี่ยนเป็นแอสคัส  และภายในมี  1-4  แอสโคสปอร์  กลไกการสร้างแอสคัสแบบนี้เรียกว่า  mother  daughter  cell conjugation  หรือ bud meiosis  เพราะนิวเคลียสที่มารวมตัวกันเกิดจาก 2 นิวเคลียส  ที่มาจากนิวเคลียสเดียวกัน  จึงถือว่าเป็นการผสมพันธุ์ในพวก  (inbreeding)  การเกิด diploid  แบบนี้พบในยีนัส  Torulaspora,  Debaryomyces,  Wingea  และ  Schwanniomyces  รวมทั้งสปีชีส์ของ  Pichia  และ  Hansenula  กลไกการเกิดแอสคัสแบบที่คล้าย ๆ กันนี้พบใน  apiculate  yeast  ยีนัส Nadsonia  ซึ่ง  karyogamy  เกิดจากนิวเคลียสของหน่อและของเซลล์แม่  แต่เมื่อรวมกันแล้วองค์ประกอบทั้งหมดจะไหลเข้าไปในหน่อที่สองซึ่งอยู่ที่ขั้วตรงข้าม  จากนั้นหน่อที่สองแยกออกโดยผนังกั้น  และกลายเป็นแอสคัส  นอกจากนั้นการเกิด diploid  อาจมาจากการรวมตัวกันของเซลล์  2  เซลล์  ที่มีนิวเคลียสเป็น haploid  โดยตรง  ได้เป็น  amoeboid conjugated asci  เช่นใน  Schizosaccharomyces  หรือเซลล์อาจสร้าง  conjugation  tube  ยาว ๆ เชื่อมระหว่างเซลล์ทั้งสองทำให้เกิด  conjugated asci  ที่มีรูปร่างแบบดัมเบล  เช่นใน Debaryomyces,  Torulaspora,  Wingea  และ Zygosaccharomyces  บางครั้ง conjugation tube  ไม่หลอมรวมกันเกิดเป็น abortive conjugation tube   ซึ่งเซลล์ที่มี  conjugation  tube  แบบนี้ อาจกลายเป็นแอสคัสที่มี 1-2  แอสโคสปอร์  โดยเชื่อว่าเกิดจากนิวเคลียสมีการแบ่งตัวแบบไมโตซีสได้  2  นิวเคลียส  แล้วมีการหลอมรวมกันสร้างนิวเคลียสที่เป็น  diploid  เชื้อบางชนิดสร้างแอสคัสทั้งชนิดปกติ  และชนิดที่มี  abortive  conjugation  tube  เช่น  Debaryomyces,  Torulaspora  และ  Wingea



                สำหรับ  homothallic  yeast  ที่มีวงจรชีวิตแบบ diplontic ซึ่งเซลล์จะคงตัวใน diploid phase นั้น  เซลล์ที่มีนิวเคลียสเป็น  diploid  จะเกิดไมโอซีสกลายเป็น  unconjugated  ascus  เช่นในยีนัส  Saccharomyces  และเซลล์  diploid  จะเกิดอีกอย่างรวดเร็ว โดย  conjugation  ของแอสโคสปอร์ที่กำลังงอกภายในแอสคัสหรือระหว่างสองนิวเคลียสที่เกิดจากการแบ่งแบบไมโตซีสของแอสโคสปอร์ที่กำลังงอก  ซึ่งวิธีหลังนี้เรียกว่า  direct diploidization  หรือ  auto-diploidization



                โดยทั่วไปการสร้างแอสคัสจะขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม  เช่น อาหาร อุณหภูมิ pH  และการให้อากาศ  สำหรับยีสต์บางชนิดสามารถสร้างสปอร์ได้บนอาหารเลี้ยงเชื้อที่ใช้เลี้ยงเชื้อตามปกติ  ในขณะที่บางชนิดจำเป็นต้องใช้อาหารสำหรับการสร้างสปอร์  (sporulation medium) โดยเฉพาะบางชนิดต้องเลี้ยงในอาหารที่อุดมสมบูรณ์  ซึ่งเรียกว่า  presporulation  medium ก่อน  เมื่อเซลล์มีการเจริญดีแล้วจึงถ่ายไปยังอาหารสำหรับการสร้างสปอร์ โดยปกติอาหารที่ใช้เพื่อให้มีการสร้างสปอร์จะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรทต่ำ  ทำให้ยีสต์มีการเจริญแบบไม่มีเพศน้อย  อาหารที่ใช้สำหรับการสร้างแอสโคสปอร์มีมากมายหลายชนิด  เช่น  Gorodkowa  agar,  acetate  agar, diluted V8 agar, 2% malt extract agar, V8 vegetative juice agar, Herman’s growth-restriction agar, com meal agar  ยีสต์บางชนิดตรวจพบแอสโคสปอร์เมื่อบ่มเชื้อที่อุณหภูมิเหมาะสมเพียง  3  วัน บางชนิดสร้างสปอร์ช้าต้องใช้เวลา  3-6  สัปดาห์ โดยทั่วไปยีสต์ที่แยกมาใหม่จะสร้างสปอร์ได้ง่าย  แต่เมื่อถ่ายเชื้อไปนาน ๆ  ความสามารถในการสร้างสปอร์จะลดลง  การสร้างแอสโคสปอร์ของยีสต์บางชนิดอาจต้องการสภาวะที่แตกต่างกันไป  เช่น  Saccharomyces  สร้างสปอร์ดีที่สุดบน  acetate  agar  ส่วน Zygosaccharomyces  rouxii  ซึ่งเป็น  osmophilic  yeast  สร้างสปอร์ดีที่สุดบนอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีโซเดียมคลอไรด์  2% ในขณะที่ยีสต์ในยีนัส  Lipomyces  สร้างสปอร์ดีบนอาหารที่ขาดไนโตรเจน เป็นต้น  สภาวะแวดล้อมที่มีผลมากต่อการสร้างสปอร์อีกประการหนึ่ง  คือ อุณหภูมิ  ยีสต์ส่วนใหญ่สร้างสปอร์ดีที่  20-25  องศาเซลเซียส  และโดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการสร้างสปอร์  จะต่ำกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญของยีสต์ชนิดนั้น



                แอสโคสปอร์มีรูปร่างหลายแบบ  เช่น  กลม  รี รูปถั่ว  (reniform)  ทรงกระบอกหัวท้ายมน  (cylindrical  with  obtuse ends)  รูปหมวก (hat)  รูปกระสวยและมีเส้น  (spindle with appendages)  รูปดาวเสาร์  (saturniform)  ทั้งนี้ผิวของแอสโคสปอร์อาจมีลักษณะเรียบบาง  หรือหนา และขรุขระเป็นรอยหยักที่ผิว  (warty)  นอกจากนั้นการเรียงตัวของแอสโคสปอร์ในแอสคัส  สีของแอสโคสปอร์ ขนาด  และจำนวนต่อแอสคัสซึ่งอาจมีตั้งแต่หนึ่งจนถึงหลายแอสโคสปอร์  มีความสำคัญในการจัดจำแนกเชื้อยีสต์



                การตรวจแอสโคสปอร์  และแอสคัสทำให้ง่ายโดยใช้กล้องจุลทรรศน์หัวน้ำมัน (oil immersion  objective)  ตรวจสปอร์บนสไลด์  โดยเตรียมซัสเพนซันของสปอร์ด้วยน้ำ  หรืออาจหยดสี  methylene blue  หรือไอโอดีน  (iodine)  ลงไปด้วยเล็กน้อย  และอาจย้อมด้วย malachite green เช่นเดียวกับที่ย้อม  เอนโดสปอร์ของแบคทีเรีย  แต่การย้อมด้วยสปอร์ด้วย  malachite green นี้ เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับการตรวจแอสโคสปอร์ของยีสต์



                ลักษณะการสร้างแบสิดิโอสปอร์  การสืบพันธุ์แบบมีเพศของ  basidiosporogenous yeast  ยังไม่เข้าใจกันอย่างสมบูรณ์ ใน heterothallic strain  ซึ่งพบว่า อาจมีทั้ง bipolar mating system และ tetrapolar mating system ทั้งนี้ dikaryotic mycelium  ที่สร้างขึ้นจาก mating ของเซลล์ที่ compatible กันนั้น จะสร้าง clamp cell ที่มีขนาดใหญ่พองมีไขมันมากเป็นที่เกิด karyogamy  เซลล์นี้ คือ โปรแบสิเดียม  (probasidium)  ซึ่งอาจพบที่ปลายเส้นใย  ในเส้นใย  หรือด้านข้างของเส้นใย  และมีผนังหนาหรือบางก็ได้  ส่วนใน homothallic strain  ซึ่งพบมี  2 ชนิด คือ  primary homothallic  ที่ uninucleate mycelium  ไม่มี clamp connection  และ  secondary homothallic  ซึ่งเส้นใยเป็นแบบ  dikaryotic mycelium  ที่มี  clamp  connection



                ยีสต์ยีนัส  Rhodosporidium  และ  Leucosporidium  สร้างสปอร์มีเพศซึ่งมีผนังหนาที่เรียกว่า  เทลิโอสปอร์  (teliospore)  หรือ  เทลิวโตสปอร์  (teleutospore)  และ อัสติโลสปอร์  (ustilospore)  มีรูปร่างกลมไข่และเหลี่ยม  เมื่อแก่เต็มที่เทลิโอสปอร์จะงอกโดยการสร้าง  germ  tube  หรือ โปรมัยซีเลียม  ซึ่งในบางสปีชีส์นิวเคลียสที่เป็น  diploid  แบ่งแบบโอซีส  ได้นิวเคลียส  4 นิวเคลียส  กระจายใยโปรมัยซีเลียม  มีผนังกั้นแบ่งเป็น 4  เซลล์  แต่ละเซลล์สร้างสปอริเดีย (sporidia)  ซึ่งจัดว่าเป็นแบสิดิโอสปอร์ชนิดหนึ่งออกมาด้านข้าง  หรือไมโอซีสอาจเกิดในเทลิโอสปอร์แล้วนิวเคลียสทั้ง  4  ที่ได้จึงเคลื่อนเข้าไปในโปรมัยซีเลียม  และมีการสร้างสปอริเดีย สปอริเดียอาจมีการแตกหน่อออกมาเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสแบบ  haploid  หรือบางครั้งเทลิโอสปอร์ งอกโดยไม่มีการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซีส  ผลที่ได้คือ เซลล์ธรรมดาซึ่งสามารถสร้างเส้นใย      เทลิโอสปอร์  โปรมัยซีเลียม  และสปอริเดีย ต่อไปได้เช่นกัน



     



    ลักษณะทางสรีรวิทยาและชีวเคมี  (Physiological  and  Biochemical Characteristics)



                ลักษณะทางสรีรวิทยา  และชีวเคมีที่จัดว่ามีความสำคัญสำหรับการจัดจำแนกเชื้อยีสต์  คือลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการใช้แหล่งคาร์บอนและไนโตรเจน  ความต้องการปัจจัยส่งเสริมการเจริญ  (growth  factor)  การเจริญที่อุณหภูมิสูง การเจริญบนอาหารที่มีน้ำตาลหรือเกลือโซเดียมคลอไรด์  ความเข้มข้นสูง  การสร้างเมตาบอไลท์  (metabolite) บางชนิด  ตลอดจนการถูกทำลายด้วยสารปฏิชีวนะ  ซึ่งจะได้กล่าวรายละเอียด



                การใช้สารประกอบคาร์บอน  (Utilizetion of Carbon Compound)  ปกติยีสต์ที่ใช้แหล่งคาร์บอนโดยการหมัก มักจะใช้แหล่งคาร์บอนชนิดนั้นโดยการออกซิเดชันได้ด้วย  ทั้งนี้อาจมีข้อยกเว้นแต่ก็น้อยมาก



                การหมักคาร์โบไฮเดรท  (Fermentation  of Carbohydrate)  ยีสต์มีความสามารถในการหมักน้ำตาลต่าง ๆ  กัน  ยีสต์บางชนิด  เช่น Kluyveromyces, 


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น