| ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น! |
|
Crop Circle วงกลมปริศนา ความจริง หรือ การหลอกลวงครั้งใหญ่
โพสต์เมื่อ:
12:16 วันที่ 26 ต.ค. 2550 ชมแล้ว:
2,079
ตอบแล้ว:
7
อยากทราบข้อมูลและความคิดเห็นของทุกคนเกี่ยวกับ crop circle
คุณคิดว่าสิ่งนี้เกิดจากอะไร มีความสัมพันธ์กับอะไรบ้าง จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1- ไม่ทราบว่าเมื่อกี้ คุณ ดู True Vision ช่อง 22 เหมือนผมใช่หรือเปล่า ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องจริง เห็นจากวีดีโอที่มีคนถ่ายไว้ได้อ่ะครับ น่าจะจริง แต่ว่า สวยมากจริงๆนะ >< มันทำได้เยี่ยมมากจอร์จ เห็นบางภาพแล้วขนลุกอยู่เลยเนี่ย kyoriku (IP:125.27.212.122) คิดว่ามันน่าจะมีความสัมพันธ์ กับ สิ่งลี้ลับนอกโลก ที่กำลังสื่ออะไรบางอย่าง เหมือนเป็นการส่งสาร kyoriku (IP:125.27.212.122) ดูเหมือนกันครับ เหมือนการหลอกลวงมากกว่า crop circle คืออะไรหรอครับ crop circle คือ อะไรไม่รู้ รู้แต่ว่า เป็นวงกลมปริศนา ที่มองไกลๆ เหมือนเป็นตราประทับหรือสัญลักษณ์พิเศษ มีความสวยงาม และละเอียดมากๆ มาเกิดบนไร่นา พืชพรรณ เช่น ข้าว ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด .... ส่วนตัวผมคิดว่าไม่น่าใช่ฝีอมนุษย์ ลองเสิร์ชหาใน Google ดูนะครับ มีเพียบเลย kyoriku (IP:125.24.61.149) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 ก.ค. 2551 (21:06) crop circle คือ เป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้ว ที่พื้นที่กสิกรรมของประเทศอังกฤษ เกิดคดีปริศนาที่ไม่ทราบที่ไปที่มา ซึ่งนำไปสู่เรื่องราวลึกลับ สารคดี และหนังสืออีกนับไม่ถ้วนจำนวนเล่ม ในช่วงเวลากลางคืน ได้ปรากฏมือลึกลับมาสร้างสัญญลักษณ์วงกลม อยู่กลางทุ่งนา พื้นที่เพาะปลูกข้าวสาลี ข้าวโพด หรือธัญพืชอื่นๆที่บังเอิญไปอยู่บนที่ดินผืนนั้น สัญลักษณ์วงกลมที่ไม่ทราบที่มานี้ มีขนาดเล็กตั้งแต่สิบฟุตไปจนถึงขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางนับร้องฟุต มีรูปแบบง่ายๆไปจนถึงรูปแบบพิลึกกึกกือซับซ้อน เป็นวงเป็นรัศมี ไม่มีใครทราบความหมาย ตลอดไปจนที่มาของวงกลมพวกนี้ เฉพาะที่อังกฤษ ในปีหนึ่งๆ มีวงกลมปริศนาเกิดขึ้นตามที่ต่างๆเป็นร้อยๆแห่ง มันคืออะไร? มาจากไหน? และต้องการสื่อความหมายอะไรกันแน่? นักวิชาการและผู้สนใจศึกษาเรื่องราวของวงกลมปริศนา ขนานนามตัวเองว่า cereologists โดยมาจากชื่อของเทวีจากเทพปกรณัมของโรมันที่ชื่อว่า Ceres พวกเขาเชื่อมั่นในทฤษฏีสองประการ เกี่ยวกับความเป็นมาของวงกลมปริศนา หรือ crop circles นี้ว่า ประการแรก crop circles น่าจะมาจากสภาพของดินฟ้าอากาศที่ผิดปกติ George Tenence Meaden ผู้เชียวชาญด้านฟิสิกข์กล่าวว่า ลักษณะของวงกลมเหล่านี้น่าจะมาจากลมหมุนประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏต่อสายตาชาวบ้านอย่างเราๆท่านๆมากนัก ภาษาวิชาการเค้าเรียกกันว่า "plasma vortex phenomenon" เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากลมหมุนลักษษระคล้ายลมหมุนธรรมดาแต่พ่วงประจุไฟฟ้าที่เกิดในบรรยากาศเข้ามาด้วย ลมหมุนที่เคลื่อนที่อยู่บนทุ่งนาจึงทำให้ธัญพืชที่อยู่ในบริเวณเกิดรูปร่างเป็นวงกลม crop circles ขึ้น เป็นไปได้ครับทฤษฎีนี้ มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมาก แต่ว่า.. ลวดลายที่เกิดขึ้น (โปรดพิจารณาภาพประกอบ) มันอัศจรรย์พันลึกเกินกว่าจะทำใจรับได้ว่า มันเกิดขึ้นด้วยฝีมือของธรรมชาติอย่างเดียวครับ แต่ในเมื่อไม่มีคำอธิบายที่ดีกว่านี้ การรับฟังทฤษฎีนี้ไว้ก่อน ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร จริงไหม? ประการที่สอง ก็หนีไม่พ้นการเกิดขึ้นด้วยฝีมือของ UFO ครับ เพราะหลายต่อหลายครั้งการเกิดขึ้นของ crop circles จะมีรายงานการพบเห็นสิ่งบินนอกพิภพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อไม่นานมานี้เอง ร่องรอยที่เกิดขึ้นบนทุ่งนา มีผู้สันนิษฐานว่า อาจจะเกิดจากร่องรอยการลงจอด หรือแสตนบายเหนือพื้นดินของ UFO แต่ทว่า นับวันลวดลายที่ปรากฏก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกที จนแทบไม่น่าเชื่อว่า มันจะเกิดขึ้นจากลวดลายบนตัวยาน ดังนั้น นักจานผีวิทยาบางคน จึงตั้งประเด็นเอาไว้ว่า เป็นไปได้ไหมครับ ที่วงกลมปริศนานี้ จะเป็นข่าวสารที่นักบินของ UFO เหล่านั้นทิ้งเอาไว้ ด้วยเจตนาบางอย่างที่เรายังไม่ทราบ วงกลมปริศนา 2 ในบรรดา crop circles ทั้งหลายที่เกิดขึ้น มีอยู่เหมือนกันครับ ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของพวกมือไม่อยู่สุข สร้างหลักฐานปลอมๆขึ้นมาเพื่อตบตาชาวโลก Jenny Randles ผู้เป็น cereologist ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งกล่าวว่า "ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ของวงกลมปริศนาพวกนี้ เป็นของที่ทำขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ หลังจากที่เราทำการศึกษาอย่างละเอียด เราพบว่า ง่ายมากที่จะแยกแยะ crop circles พวกนี้ ว่าอันไหนเกิดขึ้นด้วยฝีมือของคน และอันไหนที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือของอะไรบางอย่าง ซึ่งปัจจุบันเราก็ยังไม่ทราบ" แล้วเราจะแยกแยะได้อย่างไร ว่าอันไหน "จริง" อันไหนเป็นของ "ปลอม" ที่มนุษย์ทำขึ้นเอง ไม่ยากเลยครับ ผู้เชี่ยวชาญบางท่าน อธิบายถึงวิธีแยกแยะ crop circles ผ่านททางผู้สื่อข่าว BBC ไว้ว่า วงกลมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์นั้น หญ้าหรือธัญพืช จะมีรอยหักหรือช้ำเป็นทางอย่างเห็นได้ชัด ที่เป็นอย่างที่ก็เกิดจากการแหวกหรือการเหยียบย่ำของคนทำล่ะครับ หลายรายที่เอาอย่างพี่หนุ่ย คือ ฝากรอยเท้าเอาไว้ด้วย เป็นรอยย่ำอยู่รอบบริเวณ crop circles เลยทีเดียว "ใบข้าวสาลีเป็นสิ่งที่หัก หรือ ช้ำง่ายมาก" นักวิชาการท่านนั้นกล่าว ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่เราจะแยกแยะวงกลมปริศนานี้ออกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม เพราะของจริงนั้นไม่มีร่องรอยของการเหยียบย่ำ หัก หรือ ช้ำ ใบของธัญพืชจะเอนลู่ราบเป็นทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย "ที่น่าแปลกใจก็คือ เราไม่พบแม้แต่รอยเท้าแมวซักตัว ในช่วงที่สำรวจวงกลมที่เชื่อว่าเป็นของแท้" เขากล่าวต่อ "นอกจากรอยเท้าของพวกเราที่เข้าไปสำรวจ เราไม่พบรอยเท้าใครอีกเลย ราวกับว่าคนทำบินหรือล่องหนมาสร้างขึ้นเสียอย่าง นั้น " แล้ววงกลมปริศนาปลอม ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? ไม่ยากเลยครับ จากภาพที่เห็น คนไม่กี่คน เครื่องมือง่ายๆบางอย่าง ได้แก่ ท่อนไม้ หรือ กิ่งไม้ เชือกเส้นยาวๆสักเส้น แผ่นไม้บางๆสักแผ่น ปักกิ่งไม้ที่จะเป็นจุดศูนย์กลางของวงกลมเอาไว้ แล้วก็ลากเชือกตามภาพครับ ใช้แผ่นไม้ช่วยนิดนึง ในกรณีที่จะทำลวดลายหรือต้องการไม่ให้ใบของธัญพืชมีรอยช้ำเกินความจำเป็น เผื่อถูกจับได้ว่าเป็นของปลอมไงครับ เพื่อนๆที่ว่างอยากจะลองทำเล่นก็ไม่ยาก ออกแบบลวดลายตามต้องการแล้วก็เริ่มละเลงได้เลยครับ จะเอาสวยงามขนาดไหนก็ได้ แต่เจ้าของที่นาที่เราจะเข้าไปทำอาจไม่ชอบใจสักหน่อย ที่จู่ๆเราบุกรุกเข้าไปแบบนั้น สำหรับผู้ที่ไม่มีที่เป็นของตัวเองก็ขออนุญาตเขาก่อนละกันนะครับ เดี๋ยวติดคุกหัวโตไม่รู้ด้วย จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังเร็วเกินไปครับ ที่จะสรุปว่า crop circles เป็นของปลอมไปเสียทั้งหมด เพราะว่า เรายังขาดการศึกษาเกี่ยวกับด้านนี้อยู่พอสมควร จากบันทึกครั้งแรกที่มีการพบเรื่องนี้ ก็มีเมื่อ 20 - 30 ปีที่ผ่านมานี่เอง ยังไม่มีการบันทึกหรือศึกษาย้อนหลังไปมากกว่านั้น เมื่อเร็วๆนี้ มีนักวิชาการบางคน พยายามที่จะใช้คอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในการถอดรหัสความหมายที่ซ่อนอยู่ใน crop circles ซึ่งเชื่อได้ว่า ไม่ใช่ของที่เป็น man made แต่ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆแพลมออกมา ถ้ามีรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อไหร่ นาย Sonic จะรีบนำมาเสนอก็แล้วกันนะครับ พบในปี 1647ในปี 1990 จะปรากฏว่ารูปแบบพิมพ์ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง จากรูปแบบที่เป็นวงกลมธรรมดากลายมาเป็นรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ประกอบไปด้วย เส้นตรง , รูปเหลี่ยม และวงแหวนรูปขดเป็นวง (ดูรูปด้านล่างประกอบ) การสังหารหมู่สัตว์เลี้ยง ขโมยหรือมนุษย์ต่างดาว ท้าวความกันตาฟอร์มดีกว่านะครับ เมื่อประมาณ 5-6 ปี ที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ ได้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความปวเศียรเวียนเกล้าแก่บรรดาชาวไร่ ชาวนา ตลอดจนปศุสัตว์ต่างๆเป็นจำนวนมาก ถ้าเป็นเมืองไทย ท่านก็อาจจะเดาได้ว่า มันเป็นเรื่องดอกเบี้ย ธกส. หรือ การพักชำระหนี้เกษตรกร แต่นี่มันอเมริกา และเรื่องที่ว่า ก็เกี่ยวพันถึงชีวิตสัตว์เลี้ยงเป็นจำนวนมาก นั่นคือ การที่สัตว์เลี้ยงต่างๆนั่นคือ สัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้ในคอกปศุสัตว์ เช่น วัว หรือ ม้า ถูกมือมืดมาขโมยเอาไปตอนกลางคืน ขโมยไปเฉยๆก็ไม่น่าประหลาดใจหรอกครับ ถ้าสัตว์ที่ถูกขโมยไปนี้ไม่ถูกฆ่า โดยเลือกที่จะเฉือนเอาอวัยวะบางส่วนของมันไปเท่านั้น ส่วนร่างไร้วิญญาณที่เหลือของบรรดาสัตว์เลี้ยง ก็จะถูกทิ้งไว้อย่างน่าอนาถแถวๆทุ่งนานั่นแหละ อวัยวะที่ถูกเฉือนไปนั้นก็ได้แก่ เนื้อบางส่วนตรงคอ อวัยวะสืบพันธุ์ หู ลิ้น หัวใจ เป็นต้น ไม่ใช่แค่ในอเมริกาเท่านั้นนะครับ ที่บราซิลหรือแถบอื่นๆของโลก ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเช่นกัน เพียงแต่ไม่มากและเป็นข่าวครึกโครมเท่าที่เกิดในเมืองมะกันเท่านั้นเอง บริเวณที่พบเหตุการณ์ประหลาดนี้มากที่สุด ได้แก่ รัฐโคโลราโด และที่นิวแม็กซิโก จากยอดที่ได้รับการแจ้งความมายังสถานีตำรวจท้องถิ่นนั้น สัตว์เลี้ยงที่ตายไปมียอดรวมเกิน 300 ตัวทีเดียวครับ หลักฐานที่แสนประหลาด สัตว์ที่หายไปจะหายไปในช่วงกลางคืนเท่านั้น ส่วนหัวขโมยเล่า พวกเขาทำงานกันเงียบเชียบแบบเหลือเชื่อ บรรดาชาวไร่ เจ้าของปศุสัตว์แทบจะไม่ได้สำเหนียกถึงความเสียหายอันจะเกิดขึ้นกับพวกเขาเสียด้วยซ้ำ สัตว์เคราะห์ร้ายถูกเลือกเฉือนเอาอวัยวะบางส่วนไปดังที่กล่าวมาแล้ว ขโมยเหล่านี้ดูมีวิธีการและความชำนาญในเรื่องเชือดเอามากๆเสียด้วยสิครับ เรียกได้ว่า "แจ็ค เดอะ ริปเปอร์" ยังชิดซ้ายไปเลย ดูเอาเถิด จากรอยแผลที่พบในซากสัตว์เหล่านี้ พบว่า หัวขโมยมีความชำนาญในเรื่องสรีระของสัตว์เป็นพิเศษ สัตว์บางตัวถูกตัดอวัยวะที่ลึกลงไปถึง 18 นิ้วได้ โดยไม่มีรอยแผลเหวอะหวะแม้แต่นิดเดียว ทำให้ผู้ที่เข้าไปสอบสวน รวมทั้งแพทย์ต่างลงความเห็นว่า แผลที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดโดยการใช้สงเลเซอร์ผ่าตัดก็เป็นได้ นอกเหนือไปจากรอยแผลที่ชวนให้สงสัยแล้ว สิ่งที่ก่อความงุนงงให้กับตำรวจและเจ้าของไร่ที่สุดคือ ไม่มีรอยเท้าของสัตว์เลียงหรือหัวขโมย ไม่มีรอยเลือดหยดเป็นทางอย่างที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำ รูปการณ์ยังส่อออกมาว่า สัตว์เหล่านี้น่าจะถูกขโมยด้วยวิธีดึงตัวให้ลอยขึ้นสู่ที่สูง หลังจากชำแหละชิ้นส่วนที่ต้องการเสร็จ ซากของสัตว์จะถูกทิ้งลงมาจากอากาศ เพราะหลายต่อหลายตัวกระดูกหัก ชำใน อันเป็นร่องรอยของการถูกทิ้งลงมาจากที่สูง พื้นดินก็มีรอยบุ๋มอย่าง ชัดเจนเสียด้วยสิครับ ข้อน่าสงสัยอีกอย่างก็คือ ซากของสัตว์เหล่านี้นะครับ จะไม่มีนกหรือกา รวมทั้งสัตว์กินของเน่าเข้ามาเฉียดใกล้ ซึ่งนับว่าผิดวิสัยเอามากๆ ทั้งที่พื้นที่บริเวณนั้นเต็มไปด้วยสัตว์ประเภทดังกล่าว ขนาดวัวบางตัวตายด้วยอุบัติเหตุไม่ถึงชั่วโมง หมาป่าก็เข้ามางับเสียแล้ว แล้วมนุษย์ต่างดาวเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร? นักจานผีวิทยาและผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่า สัตว์เหล่านี้อาจถูกลักพาและผ่าตัดโดยมนุษย์ต่างดาว เพราะย่านที่มีคดีนี้ครึกโครมอยู่บ่อยๆนั้น บรรดาชาวไร่และเจ้าของปศุสัตว์ต่างพากันมองเห็น แวงประหลาดสีส้ม มีขนาดเล็กกว่าจันทร์เต็มดวงครึ่งหนึ่ง ลอยเรี่ยไปตามบริเวณที่พบซากสัตว์และบริเวณคอกสัตว์ บางคนเห็นเป็นดวงไฟสีน้ำเงิน โดยเฉพาะกลางปีที่ผ่านมานี้นะครับ ชาวไร่ทั้งหลายได้เห็นแสงไฟนี้บ่อยที่สุดจนเป็นที่รู้จักกันดี และเรียกดวงไฟชนิดนั้นว่า "แม่ใหญ่" หรือ Big Mama หลักฐานแค่นั้นมันจาพออาไร๊? บางท่านอาจคิดแบบนี้ ว่าที่ชาวไร่เห็นนั้น มันยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว ก็ใช่ครับ แต่ใช่ไม่หมด เพราะร่องรอยบริเวณที่พบซากสัตว์กันนั้น มีรอยบางชนิดที่คล้ายรอยลงจอดของ"ยาน"อะไรบางอย่างอยู่แถวนั้น เช่นรอยขาหยั่งเป็นรูปกลมๆมากมาย อนึ่งการผ่าตัดสัตว์เหล่านี้แทบจะไม่มีปัญหากับมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นเลย แถมน้ำหนักสัตว์ร่วม 500 กว่ากิโลในแต่ละตัว ก็สามารถยกไปได้เงียบๆโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ ซึ่งไม่ น่าจะมีมนุษย์ที่ไหนทำได้เลยจริงไหมล่ะครับ? ตำรวจท้องถิ่นชื่อ เบอร์นาร์ด อิเนซ ผู้โชกโชนในด้านสืบสวนคดีเหล่านี้กล่าวว่า ปกติแล้ว เข้าไม่เคยพบรอยเท้ามนุษย์หรือรอยอย่างอื่นในรัศมีร้อยเมตรรอบซากสัตว์ นอกจากรอยลงจอดดังกล่าว ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ในหลายรายที่พบซากใกล้ป่าละเมาะ บรรดากิ่งไม้ ยอดไม้ของพืชที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็หักกระจัดกระจาย เป็นพยานตอบรับได้ดีว่า มันหักเพราะซากสัตว์ถูกทิ้งลงมาจากที่สูง เข้ากันดีกับรอยช้ำบนตัวสัตว์เหล่านั้น คำตอบสำหรับประเด็นที่ว่า เหตุใดกาหรือสัตว์จึงไม่กรายใกล้ซากสัตว์เหล่านั้นก็คือว่า ผลการตรวจสอบเนื้อเยื่อจาก Lab พบว่า ซากสัตว์เหล่านั้นเน่าเปื่อยไวกว่าปกติอย่างที่ควรเป็นถึง 3 เท่าเชียวล่ะ nous_2540@hotmail.com (IP:125.24.181.171) |