การจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน

ข้าพเจ้านางจิราพร นุ่มฤทธิ์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

วิชาเอกปฐมวัยศึกษา รหัสประจำตัวนักศึกษา 2482100324 วันที่ 28 ตุลาคม 2550 เวลา 8.26 น.

ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่อไปนี้



การจัดการเรียนการสอนเพื่อเสนอความแตกต่างของผู้เรียน



การจัดการศึกษาในปัจจุบันของประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการเรียนรู้เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน ดังจะเห็นได้จาก หมวด 4 มาตรา 22 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ อีกทั่งในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้ให้สถานศึกษาจัดหลักสูตร สาระเพิ่มเติมเป็นหน่วยการเรียนรู้ รายวิชาใหม่ ๆ รายวิชาที่มีความเข้มขึ้น อย่างหลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ และความแตกต่างระหว่างบุคคล

การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย ได้กล่าวไว้ในหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ข้อ 2 ว่ายึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในระดับปฐมวัย นับว่าสำคัญยิ่งเป็นการจัดการศึกษาระดับแรกเพื่อวางรากฐานชีวิตของเด็กให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ มีพัฒนาการสมวัยอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และปัญญา เพื่อเป็นการเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมในการเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ความแตกต่างของผู้เรียนในทุกมิติ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูปฐมวัยต้องศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลในการนำไปวางแผนการจัดประสบการณ์

ในการปฏิรูปการศึกษาที่ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด แนวคิดในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาพหุปัญญา (Multiple Intelligence) ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อแนวคิดของนักการศึกษา ครูผู้สอนทุกระดับรวมทั้งครูปฐมวัย ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์รวมของผู้เรียน อันหมายถึง การพัฒนาผู้เรียนทั้งสองด้านซ้ายและด้านขวา (สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ 2544 : 1)



ทฤษฎีพหุปัญญาคืออะไร

ทฤษฎีพหุปัญญา เป็นการจำแนกความฉลาดหรือเชาว์ปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 7 ด้าน โดยนักจิตวิทยาซึ่งพยายามที่จะใช้ข้อค้นพบ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการยอมรับความแตกต่างนี้ และหาแนวทางส่งเสริมความฉลาดหรือเชาว์ปัญญาซึ่งเชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้สูงขึ้นได้อีก และในตัวของแต่ละบุคคลอาจมีความฉลาดหรือเชาว์ปัญญามากกว่าหนึ่งด้าน

ความเขาใจและการยอมรับในความแตกต่างของผู้เรียน โดยอาศัยการจำแนกตามทฤษฎีพหุปัญญา จะทำให้ครูพยายามหารูปแบบ วิธีการสอนที่เหมาะกับปัญญาและความถนัดของผู้เรียน และขณะเดียวกันในรูปแบบ วิธีการสอนที่เหมาะกับปัญญาและความถนัดของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนค้นพบและแสดงออกถึงศักยภาพ ความสามารถ ความถนัดด้านอื่น ๆ ได้อีก และยังสามารถพัฒนาปัญญา ความถนัดด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะเพื่อความเป็นเลิศได้อีกด้วย



ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง

เมื่อปี พ.ศ. 2526 เฮาวาร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ประกาศว่าโลกของเราตีความหมายของความฉลาด หรือ เชาว์ปัญญา หรือสติปัญญาแคบไป ซึ่งเขาได้เสนอในหนังสือชื่อ “ขอบเขตของจิต” (Frames of Mind) ว่าความฉลาดหรือเชาว์ปัญญาของมนุษย์ มีอย่างน้อย 7 ด้าน ประกอบด้วย ปัญญาด้านภาษา ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ปัญญาด้านมิติ ปัญญาด้านร่างกาย และการเคลื่อนไหว ปัญญาทางด้านดนตรี ปัญญาทางด้านมนุษย์สัมพันธ์ และปัญญาทางด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง และเรียกทฤษฎีของเขาว่า “ทฤษฎีพหุปัญญา” (Theory of Multiple Intelligence – M.I.) โดยเขาพบว่าสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาจะส่งผลต่อปัญญาและความสามารถในด้านต่าง ๆ (อารี สัณหฉวี 2543 : 1 – 4)

เพื่อให้ครูปฐมวัยได้เข้าใจในการศึกษา วิเคราะห์พหุปัญญาในเด็กปฐมวัยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ (2546 : 6 – 8) ได้จำแนกลักษณะความสามารถความถนัดไว้ 8 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพหุปัญญา และจะช่วยให้ครูปฐมวัยเห็นถึงความแตกต่างของผู้เรียน เพื่อพัฒนาวิธีการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก ดังนี้

1. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านภาษา (Linguistic Intelligence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการจดจำข้อมูล การเขียน การพูดสื่อสาร การถ่ายทอดใจความด้านภาษา อ่านจับใจความได้ดี จะสามารถใช้ภาษาอย่างสละสลวย พวกเขาจะชอบอ่าน เขียน ฟัง เล่าเรื่อง จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียน และมองเห็น

2. ผู้ที่มีความสามารถความถนัดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical and Mathematical Intelligence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการเข้าใจหลักเหตุผล การใช้ตัวเลข การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล การใช้ตรรกะศาสตร์ในการแก้ปัญหา พวกเขาจะชอบการทดลอง ค้นหาคำตอบ ทำงานกับตัวเลข ตั้งคำถาม ศึกษารูปแบบและความสัมพันธ์ จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการจัดหมวดหมู่ จำแนกประเภท การค้นหาคำตอบทางด้านรูปแบบและความสัมพันธ์

3. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) เด็กลักษณะนี้มีความสามารถในการวาดภาพ การออกแบบ การใช้สี การสร้างรูปสามมิติ การทำแผนที่ แผนฟัง การทำแผนภูมิ เข้าใจภาพหลายมิติ พวกเขาจะเรียนรู้ได้ดีและชอบที่จะวาด สร้าง และออกแบบสิ่งต่าง ๆ

4. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านดนตรี (Musical Intellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรี การฟังเพลง การร้องเพลง การแต่งเพลง การจำแนก แยกแยะเสียงดนตรี การเข้าใจความหมายเพลง และดนตรี พวกเขาจะเรียนรู้ได้ดีและชอบที่จะร้องเพลง ฟังเพลง เล่นดนตรี และตอบสนองต่อเสียงดนตรี

5. ผู้มีความสามารถความถนัดร่างกายและการเคลื่อนไหว (Body Kinesthetic Intellingence) เด็กในลักษณะนี้จะมีความสามารถในการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรม เช่น การเล่นกีฬา กิจกรรมพลศึกษา การเต้น การฟ้อน การรำ การแสดง รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้มือในการทำงาน พวกเขาชอบที่จะเคลื่อนไหว สัมผัสสิ่งต่าง ๆ พูดและใช้ภาษาทางกาย จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการได้สัมผัสจับต้องการเคลื่อนไหวมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ

6. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal lntellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่น การเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า การแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง สามารถสื่อสารระงับข้อพิพาทได้ดี การร่วมทีม การนำกลุ่ม การให้คำปรึกษาแก่ผู้อื่น พวกเขาชอบที่จะมีเพื่อนมาก ชอบพูดกับผู้คน คบหามิตรสหาย จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการทำงานร่วมกับผู้อื่นการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คน

7. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถที่จะทำอะไรด้วยตนเอง เข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง พวกเขาชอบที่จะใช้ความคิดลุ่มลึกเกี่ยวกับศาสนาปรัชญามากกว่าการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ชอบทำงานคนเดียว จะสนใจติดตามสิ่งที่ตนสนใจเป็นพิเศษ เรียนรู้ได้ดีผ่านการทำงานเพียงลำพัง โดยการเรียนรู้ด้วยตนเอง

8. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านความเข้าใจในธรรมชาติ (Naturalistic Intellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถที่จะค้นพบความสัมพันธ์ของสัตว์ พืช เข้าใจวงจรชีวิตและความสัมพันธ์ของคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ พวกเขาจะชอบและเรียนรู้ได้ดี ผ่านการสัมผัส มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

ทฤษฎีพหุปัญญา เป็นแนวคิดที่ครูปฐมวัยควรศึกษาและนำไปศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล อันจะนำไปสู่การวางแผนการจัดประสบการณ์ด้วยวิธีการ / รูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุล โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นเรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ ซึ่งจากการที่มีผู้ศึกษาวิจัยเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้รูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่ามีความสามารถทางพหุปัญญาทุกด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (สันติศักดิ์ ผาผาย 2546) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาที่ได้รับการจัดประสบการณ์ปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้ มีความสามารถทางพหุปัญญาสูงขึ้นทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ขวัญจิรา ภูสังข์ 2547) และจากการศึกษางานวิจัยความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมการละเล่นไทยกลางแจ้ง ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถทาง

พหุปัญญาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นไทยกลางแจ้งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (วิลินดา พงศ์ธราธิก 2547)

การพัฒนาพหุปัญญาในเด็กปฐมวัย ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ และแตกต่างจากครูแบบเดิมมาก กล่าวคือ ในห้องเรียนของพหุครูพหุปัญญา ครูจะเปลี่ยนการสอนต่อเนื่อง จากภาษาไปมิติสัมพันธ์ ศิลปะ ดนตรีเรื่อยไป ครูมักจะเอาวิธีของปัญญาทั้งเจ็ดรวมเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ (อารี สัณหฉวี 2543 : 49) จะไม่จัดประสบการณ์เป็นรายวิชา แต่ผู้สอนต้องจัดประสบการณ์ที่พยายามพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในทุก ๆ ด้านที่เป็นองค์รวม โดยที่มีการจำแนกความสามารถของคนไว้หลายลักษณะ และมีการเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ในระดับปฐมวัยเป็นการจัดกิจกรรมบูรณาการต่อเนื่อง เพราะจะทำให้นักเรียนได้เชื่อมโยงทักษะต่าง ๆ และกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงความรู้ที่ได้เรียนรู้ในกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง ทั้งในเรื่องความรู้ การนำไปปฏิบัติ และการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ 2544 : 5) และครูหรือผู้สอนจะต้องสังเกตศักยภาพ ความสามารถ และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อที่จะได้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวิธีการเรียนของผู้เรียน ส่วนการประเมินผลความสามารถหรือความฉลาดของเด็ก ครูจำเป็นต้องประเมินในบริบทและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ (นภเนตร ธรรมวร 2545 : 32)

ในทรรศนะของผู้เขียน การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ไม่ใช่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดเพียงวิธีการเดียว ในการจัดประสบการณ์เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียนระดับปฐมวัย แต่เป็นแนวคิด ทฤษฎีที่สอดคล้องกับหลักการ แนวคิด ในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยวัย พุทธศักราช 2546 ทั้งนี้ครูปฐมวัยควรศึกษาแนวคิด ทฤษฎี รูปแบบ วิธีการสอนอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจบัน และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่จะสนับสนุนให้การพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียนในระดับปฐมวัย บรรลุตามหลักการ และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล





บรรณานุกรม

กรมวิชาการ (2544) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กรุงเทพมหานคร

โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสุดภัณฑ์ (ร.ส.พ.)

กรมวิชาการ (2546) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 กรุงเทพมหานคร

โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว

ขวัญจิรา ภูสังข์ (2547 “การศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาที่ได้รับการจัดประสบการณ์

ปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้” ปริญญานิพนธ์

การศึกษามหาบัณฑิต (การศึกษาปฐมวัย) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครทรวิโรฒ

สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2544) กิจกรรมพัฒนาพหุปัญญาระดับปฐมวัย

กรุงเทพนมหานคร บริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด

นภเนตร ธรรมบวร (2545) การพัฒนากระบวนการคิดในเด็กปฐมวัย กรุงเทพมหานคร

โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิลินดา พงศ์ราธิก (2547) “ความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

การละเล่นไทยกลางแจ้ง” ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต (การศึกษาปฐมวัย)

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครทรวิโรฒ

สันติศักดิ์ ผาผาย (2546) “การศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

โดยใช้รูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้” ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต

(การศึกษาปฐมวัย) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครทรวิโรฒ

อารี สัณหฉวี (2543) พหุปัญญาในห้องเรียน : วิธีการสอนเพื่อพัฒนาหลายด้าน

กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์การศาสนา กรมการศาสนา


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น