และเพลงรำวงมาตรฐานทั้ง 10

วันนี้น้า (เราชื่อมิว) จะมาแบ่งบันความรู้กะเพื่อนๆกานน้า เรารักการรำวงม๊ากมาก โตขึ้นกะทำรำวงด้วยแหละ เจ๋วดีว่ามั้ย55+ มาหุ้นกันได้นะ และอย่าลืมเราชื่อ มิว!

ประวัติ

รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)



แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

เพลงรำวงมาตรฐาน

1.เพลงงามแสงเดือน-ท่าสอดสร้อยมาลา

2.เพลงชาวไทย-ท่าชักแป้งผักหน้า

3.เพลงรำมาซิมารำ-ท่ารำส่าย

4.เพลงคืนเดือนหงาย-ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง

5.เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ-ท่าแขกเต้าเข้ารัง-ท่าผาลาเพียงไหล่

6.เพลงดอกไม้ของชาติ-ท่ารำยั่ว

7.เพลงหญิงไทยใจงาม-ท่าพรหมสี่หน้า-ท่ายูงฟ้อนหาง

8.เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า-ท่าช้างประสานงา-ท่าจันทร์ทรงกลด

9.เพลงยอดชายใจหาญ-ท่าชะนีร่ายไม้-ท่าจ่อเพลิงกาฬ

10.เพลงบูชานักรบ-ท่าขัดจางนาง-ท่าจันทร์ทรงกลด



ความคิดเห็นที่ 98


22 ก.พ. 2552 13:35
  1. ขอบคุณมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก     นะ




ความคิดเห็นที่ 90

18 ธ.ค. 2551 20:24
  1. ดี555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555+++++++++++++++++++++++++++++/////////////////



ความคิดเห็นที่ 99

24 ก.พ. 2552 19:13
  1. ดีนะที่มีรำวงมาตราฐานไม่งั่น.......ตกๆๆๆๆๆ




ความคิดเห็นที่ 214

19 ธ.ค. 2553 15:45
  1. อยากให้มีความหมายของท่ารำเพลงรำซิมารำ



ความคิดเห็นที่ 213

18 ธ.ค. 2553 11:03
  1. LOVE ICE FOREVER



ความคิดเห็นที่ 88

30 พ.ย. 2551 17:23
  1. ขอ บ คุน มั๊ค ค์ มา ย น๊า คร๊า ส์  ..  .



    กา ม ลัง ต้อ ง กา น อยุ่ พอ ดี   ^^




ความคิดเห็นที่ 78

30 ก.ย. 2551 20:14
  1. ไก่ย่าง



ความคิดเห็นที่ 218

24 ม.ค. 2554 17:37
  1. วันนี้น้า (เราชื่อมิว) จะมาแบ่งบันความรู้กะเพื่อนๆกานน้า เรารักการรำวงม๊ากมาก โตขึ้นกะทำรำวงด้วยแหละ เจ๋วดีว่ามั้ย55+ มาหุ้นกันได้นะ และอย่าลืมเราชื่อ มิว! ประวัติ รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่ ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111) แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ วิธีเล่นรำวงมาตรฐาน 1. แสดงเป็นคู่ ชาย – หญิง จะใช้กี่คู่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ 2. ก่อนเริ่มรำ หญิง – ชาย ทำความเคารพกันด้วยการไหว้ หรือ หญิงพนมมือไหว้ ชายโค้ง 3. ก่อนรำแต่ละเพลง ดนตรีนำ 1 วรรค เพื่อให้การเดินเท้าในจังหวะแรกพร้อมเพรียงกัน 4. มีความพร้อมเพรียงในการรำ ระยะคู่ไม่ห่างหรือชิดกันเกินไป 5. ใช้ท่ารำตามที่กำหนดไว้ในแต่ละเพลง 6. พนมมือไหว้ซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะออกจากวงรำ ลักษณะการแต่งกายรำวงมาตรฐาน การแต่งกายรำวงมาตรฐานแต่งได้ 3 แบบ คือ 1. แบบพื้นเมือง ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม มีผ้าคาดเอว หญิง นุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มสไบอัดจีบ คาดเข็มขัด ลักษณะการแต่งกายรำวงมาตรฐานแบบพื้นเมือง (ภาพจากหนังสือ “วิพิธทัศนา” โดย กรมศิลปากร) 2. แบบไทยพระราชนิยม ชาย สวมกางเกงขายาว ใส่เสื้อพระราชทาน (แขนยาวหรือสั้นก็ได้) สวมรองเท้า (แบบที่ 1) ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อราชประแตน สวมรองเท้า ถุงเท้ายาว (แบบที่ 2) หญิง แต่งชุดไทยเรือนต้น และชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 สวมรองเท้า 3. แบบสากลนิยม ชาย แต่งชุดสูทสากล สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ผูกเนคไท สวมรองเท้า หญิง ชุดไทย เพลงรำวงมาตรฐานและท่ารำที่ใช้ เพลงและท่ารำที่ใช้ประกอบการเล่นรำวงมาตรฐาน ทั้ง 10 เพลง มีดังนี้ เพลงรำวงมาตรฐาน 1.เพลงงามแสงเดือน-ท่าสอดสร้อยมาลา งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (2 เที่ยว) เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์มิวายระกำ ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย (ใช้ท่ารำสอดสร้อยมาลา) ท่าสอดสร้อยมาลา อธิบายท่ารำ มือซ้ายจีบหงายที่ชายพก(ระดับหัวเข็มขัด)มือขวาตั้งวงสูง ระดับหางคิ้ว(ชายตั้งวงระดับศรีษะ)เอียง เลื่อนมือซ้ายที่จีบให้ห่างออกจากลำตัวเล็กน้อย แล้วปล่อยจีบเป็นมือแบหงายมือขวาจีบคว่ำ มือซ้ายพลิกข้อมือขึ้นตั้งวงมือขวาเลื่อนวงลงข้างลำตัว เล็กน้อยแล้วเปลี่ยนจากวงเป็นจีบหงายที่ชายพกเปลี่ยนเป็นเอียงขวา ก้าวเท้าซ้ายเป็นจังหวะที่ ๑ ก้าวขวาเป็นจังหวะที่ ๒ แล้วจรดส้นเท้า ซ้ายสองครั้งเป็นจังหวะที่๓และ๔เท้าซ้ายถอยหลังเป็นจังหวะที่๕ พร้อมทั้งเปลี่ยนเป็นมือขวาตั้งวงต่ำมือซ้ายจีบส่งหลัง ศรีษะเอียงขวารำเช่นนี้ไปจนจบเพลง 2.เพลงชาวไทย-ท่าชักแป้งผักหน้า ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่ การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้ เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์ เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเราเอย (ใช้ท่ารำชักแป้งผัดหน้า) ท่าชักแป้งผัดหน้า อธิบายท่ารำ จีบมือขวาลักษณะจีบปรกข้างระดับศรีษะมือซ้ายวงหน้าอยู่ระดับปาก เอียงขวาลดแขนเลื่อนมือขวาลงมาอยู่ระดับอกปล่อย จีบ เป็นมือแบ มือซ้ายจีบคว่ำ จีบมือขวาลักษณะจีบปรกข้างระดับศรีษะมือซ้ายวงหน้าอยู่ระดับปาก เอียงขวาลดแขนเลื่อนมือขวาลงมาอยู่ระดับอกปล่อย จีบ เป็นมือแบ มือซ้ายจีบคว่ำ มือซ้ายเลื่อนมาเป็นจีบปรกข้างด้านซ้าย ส่วนมือขวาตั้งวงหน้าเอียงซ้าย มือซ้ายเลื่อนมาเป็นจีบปรกข้างด้านซ้าย ส่วนมือขวาตั้งวงหน้าเอียงซ้าย ลดแขนเลื่อนมือมาอยู่ระอก มือซ้ายปล่อยจีบเป็นมือ หงายมือขวาจีบคว่ำทำเช่นนี้สลับไปมาจนจบเพลงส่วนเท้าย่ำไป ทุกจังหวะของเพลงเปลี่ยนมือทุกจังหวะที่ ๗ ลดแขนเลื่อนมือมาอยู่ระอก มือซ้ายปล่อยจีบเป็นมือ หงายมือขวาจีบคว่ำทำเช่นนี้สลับไปมาจนจบเพลงส่วนเท้าย่ำไป ทุกจังหวะของเพลงเปลี่ยนมือทุกจังหวะที่ ๗ เพลงรำซิมารำ เนื้อเพลงรำซิมารำ รำซิมารำ เริงระบำกันไห้สนุก ยามงานเราทำงานอย่างจริงจัง ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขุก ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์ ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึ่งจะคมขำ มาซิเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย. ท่ารำส่าย อธิบายท่ารำ แขนทั้งสองตึงโดยมือซ้ายอยู่ระดับไหล่ มือขวาคว่ำอยู่ระดับเอว แขนทั้งสองตึงโดยมือซ้ายอยู่ระดับไหล่ มือขวาคว่ำอยู่ระดับเอว มือซ้ายวาดแขนลงอยู่ระดับเอว พร้อมกับพลิกมือขวาหงายขึ้นระดับไหล่ สลับกันเช่นนี้จนจบเพลง ส่วนเท้าก้าวตามจังหวะเมื่อถึงเนื้อเพลงที่ว่า"เล่นอะไร ให้มีระเบียบให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ"ให้ฝ่ายหญิงกลับหลังหันตามจังหวะเพลง หมุนตัวทางซ้ายเดินเปลี่ยนที่กับฝ่ายชายเป็นรูปครึ่งวงกลมเมื่อถึงเนื้อเพลง "มาซิมาเจ้าเอ๋่ยมาฟ้อนรำมาเล่นระบำของไทยเราเอย"ให้ฝ่ายหญิงหมุนตัวกลับหลัง หันทางด้านขวาเดินกลับที่เดิม ฝ่ายชายก็เดินตามฝ่ายหญิงต่อไป มือซ้ายวาดแขนลงอยู่ระดับเอว พร้อมกับพลิกมือขวาหงายขึ้นระดับไหล่ สลับกันเช่นนี้จนจบเพลง ส่วนเท้าก้าวตามจังหวะเมื่อถึงเนื้อเพลงที่ว่า"เล่นอะไร ให้มีระเบียบให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ"ให้ฝ่ายหญิงกลับหลังหันตามจังหวะเพลง หมุนตัวทางซ้ายเดินเปลี่ยนที่กับฝ่ายชายเป็นรูปครึ่งวงกลมเมื่อถึงเนื้อเพล เนื้อเพลงคืนเดือนหงาย ยามกลางคืนเดือน เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา เย็นอะไรก้ไม่เย็นจิต ( เย็นจิต ) เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา เย็นร่มธงไทยปกไทยทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรม เอย. ________________________________________ ท่าสอดสร้อยมาลา "แปลง" อธิบายท่ารำ แปงมาจากท่าสอดสร้อยมาลาในเพลงงามแสงเดือนท่าเตรียม โดยยืนเท้าชิดกันมือซ้ายตั้งวงบนมือขวาจีบหงาย ที่ชายพกศรีษะเอียงขวาพอเริ่มเพลงมือขวาที่ จีบหงายที่ชายพกโบกขึ้นไปตั้งวงบนโดยไม่ต้องสอดหรือม้วนมือ มือซ้ายลดวงลงแล้วพลิกข้อมือเป็นจีบหงายที่ชายพก เปลี่ยนมาเอียงซ้าย มือซ้ายลดวงลงแล้วพลิกข้อมือเป็นจีบหงายที่ชายพก เปลี่ยนมาเอียงซ้าย มือซ้ายยกขึ้นไปตั้งวงบน มือขวาลดวงลงแล้วพลิกข้อมือเป็นจีบหงายที่ชายพก เอียงขวาทำเช่นนี้สลับกันจนจบเพลงการเก้าเท้าเริ่มก้าวเท้าขวาตรงคำว่า"คืน" ก้าวซ้ายตรงคำว่า"เดือน"เท้าขวาวางหลังด้วยจมูกเท้าตรงคำว่า"หงาย" เท้าขวาเหยียบหนักลงไปตรงคำว่า"เย็น"แล้วก้าวซ้ายตรงคำว่า"พระพาย" ก้าวขวาตรงคำว่า"พริ้ว"แล้วเท้าซ้ายวางหลังตรงคำว่า"มา"เอียงศรีษะข้างมือจีบ และเท้าที่วางหลังก็ข้างเดียวกับมือจีบเสมอ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เนื้อเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย งามเอยแสนงาม งามจิตยอดหญิงชาติไทย งามวงพักตร์ดังดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ รูปทรงสมส่วน ยั่วยวนหทัย สมเป็นดอกไม้ ขวัญใจชาติ เอย. ________________________________________ ท่าผาลาเพียงไหล่ อธิบายท่ารำ ท่าแขกเต้าเข้ารัง มือขวาจีบสูงมือซ้ายจีบอยู่ใต้ศอกขวา เท้าซ้ายแตะเท้าขวา เอียงซ้าย มือซ้ายจีบสูง มือขวาจีบอยู่ใต้ศอกซ้าย เท้าขวาแตะเท้าซ้าย เอียงขวา ใช้เท้าขวาที่แตะหมุนไปทางขวา มือขวาที่จีบอยู่ใต้ศอกเปลี่ยนเป็นจีบปรกข้าง มือซ้ายที่จีบสูงเปลี่ยนเป็นตั้งวง เอียงขวา ก้าวเท้าซ้ายไขว้เท้าขวา หมุนตัวถอยเท้าขวาลงวางหลังหันหน้ากลับที่เดิม ท่าผาลา มือขวาตั้งวง มมือซ้ายแบหงายต่ำระดับเอว เอียงขวา ใช้เท้าซ้ายแตะเท้าขวา เอียงขวา ท่าแขกเต้าเข้ารัง มือซ้ายจีบสูุุุง มือขวาจีบอยู่ใต้ศอกซ้าย เท้าขวาแตะเท้าซ้าย เอียงขวา มือขวาจีบสูง มือซ้ายจีบอยู่ใต้ศอกขวา เอียงซ้าย ใช้เท้าซ้ายที่แตะหมุนตัวไปทางซ้าย มือซ้ายที่จีบอยู่ใต้ศอกเปลี่ยนเป็นจีบปรกข้างมือขวาที่จีบสูงเปลี่ยนเป็นนตั้งวง เอียงซ้าย ก้าวเท้าขวาไขว้เท้าซ้าย หมุนตัว ถอยเท้าซ้ายลงวางหลังหันหน้ากลับที่เดิม ท่าผาลา มือซ้ายตั้งวง มือขวาแบหงายต่ำระดับเอว เอียงซ้าย ใช้เท้าขวาแตะเท้าซ้าย เอียงซ้าย **ทำท่าเช่นนี้สลับหมุนซ้ายขวาไปจนจบเพลง หญิงหมุนตังไปทางด้านซ้ายแล้วเปลี่ยนมือคำว่า"เราเล่น"มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาแบมือหงายคำว่า"เพื่อสนุก"มือซ้ายยกขึ้นตั้งวงมือขวาจีบที่ชายพกเดินไป ครึ่งวงกลม ๔ จังหวะ คำว่า"ขอให้เล่น"มือขวาจีบคว่ำ มือซ้ายแบมือหงาย คำว่า"ฟ้อนรำ"มือขวายกขึ้นตั้งวง มือซ้ายจีบหงายที่ชายพก เพลงดอกไม้ของชาติ เนื้อเพลงดอกไม้ของชาติ ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาสนวยนาฎร่ายรำ ( ๒ เที่ยว ) ๑. เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์ ชี้ชาติไทยเนาถิ่น เจริญวัฒนธรรม ๒.งามทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ. ________________________________________ ท่ารำยั่ว อธิบายท่ารำ มือซ้ายตั้งวงล่างมือขวาจีบส่งหลังเอียงศรีษะด้านเดียวกับวงชายหญิงหัน หน้าเข้าหากันโดยชายก้าวเท้าขวาออกนอกวงรำก่อน คำร้องเเล็กน้อย เพลงหญิงไทยใจงาม เนื้อเพลงหญิงไทยใจงาม เดือนพราว แวววาวระยับ แสงดาวประดับส่งให้เดือนงามเด่น ดวงหน้าโสภาเพียเดือนเพ็ญ คุณความดีที่เห็นเสริมให้เด่น เลิศงาม ขวัญใจหญิงไทยส่งศรีชาติ รูปงามพิลาสใจกล้ากาจเรืองงาม เกียรติยศก้องปรากฎทั่าคาม หญิงไทยใจงามยิ่งเดือนดาวพราวแพรว. ________________________________________ ท่าพรหมสี่หน้าและท่ายูงฟ้อนหาง อธิบายท่ารำ ท่าเชื่อมคือ มือทั้งสองจีบคว่ำระดับวงกลาง แล้วสอดจีบขึ้นไปตั้งวงบัวบาน เรียกว่าท่าพรหมสี่หน้า จากนั้นมือททั้งสองค่อยๆลดวงบัวบานลงมาส่งมือทั้งสองไปด้านหลังแขน ตึงคว่ำมือปลายนิ้วเชิดขึ้นเป็นท่ายุงฟ้อนหางแล้วเปลี่ยนเป็นท่าเชื่อม คือจีบคว่ำ การเก้าเท้าเช่นเดียวกับเพลง"คืนเดือนหงาย" เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่ จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่ เอย. ________________________________________ ท่าจันทร์ทรงกลด อธิบายท่ารำ ท่าเชื่อม มือทั้งสองจีบคว่ำด้านหน้า เอียงซ้าย จีบมือหงายทั้งสองข้างเหยียดแขนตึงไปข้างหน้า เสมอไหล่เป็นท่า"ช้างประสานงา" ท่าเชื่อมปล่อยจีบลงเป็นแบมือหงาย ปลายนิ้วตกลงอย่างรวดเร็ว พลิกข้อมือทั้งสองขึ้น เป็นวงหน้าให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นระดับคิ้ว หย่อนข้อศอกพองามเป็นท่า"จันทร์ทรงกลด" การเก้าเท้าเช่นเดียวกับเพลง คืนเดือนหงาย โดยก้าวเท้าขวา เก้าเท้าซ้าย แล้วใช้เท้าขวาวางหลัง ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา ใช้เท้าซ้ายวางหลัง ทำเช่นนี้จนจบเพลง เพลงยอดชายใจหาญ เนื้อเพลงยอดชายใจหาญ โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี น้องขอร่วมชีวี กอบกรณีกิจชาติ แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม น้องจักสู ้พยายาม ทำเต็มความสามารถ. ________________________________________ ท่าหญิง "ชะนีร่ายไม้" ท่าชาย "จ่อเพลิงกาฬ" อธิบายท่ารำ (หญิง)มือขวาตั้งวงบนมือซ้ายแบหงายระดับไหล่แล้วพลิกข้อมือ เป็นมือตั้งเปลี่ยนเป็นมือหงายสลับกันไปตามจังหวะของเพลง ลักษณะเหมือนรำส่ายเป็นท่า "ชะนีร่ายไม้" (ชาย)มือซ้านตั้งวงบนมือขวาจีบหงายระดับต่ำกว่าวงกลาง เล็กน้อยและงอแขนเล็กน้อยเป็นท่า"ก่อเพลิงกาฬ" (หญิง)มือซ้ายตั้งวงบนมือขวาแบหงายระดับไหล่แล้วพลิก ข้อมือเป็นมือตั้งเปลี่ยนเป็นมือหงายสลับกันไป (ชาย)มือขวาตั้งวงบนมือซ้ายจีบหงายระดับต่ำกว่าวงกลาง ทำท่าเช่นนี้สลับกันจนจบเพลงส่วนการเก้าเท้าจะเก้าเท้า ไปเรื่อยๆตามจังหวะของเพลงและเดินเบี่ยงตัวออกนอกวงรำ เพลงบูชานักรบ เนื้อเพลงบูชานักรบ น้องรักรักบูชาพี่ ที่มั่นคงที่มั่นคงกล้าหาญ เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดื์ชาตินักรบ น้องรักรักบูชาพี่ ที่มานะที่มานะอดทน หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ น้องรักรักบูชาพี่ ที่ขยันที่ขยันกิจการ บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ น้องรักรักบูชาพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยิ่งชีวิต เลือดเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ยงอยู่คู่พิภพ. ________________________________________ ท่าหญิง "ขัดจางนาง" ท่าชาย "จันทร์ทรงกลด" อธิบายท่ารำ เที่ยวที่ ๑ท่าหญิง"ขัดจางนาง"ท่าชาย"จันทร์ทรงกลด" (หญิง)มือทั้งสองจีบคว่ำ (ชาย)มือทั้งสองจีบคว่ำระดับวงกลาง (หญิง)พลิกข้อมือเป็นจีบหงายไขว้กันมือขวาทับซ้ายอยู่ระดับ วงล่างเอียงล่าง (ชาย)พลิกข้อมือเป็นจีบหงายระดับวงกลางงอแขนเล็กน้อย (หญิง)สลัดจีบเป็นมือแบหงายปลายนิ้วตก (ชาย)สลัดจีบเป็นมือแบหงายปลายนิ้วตกระดับวงกลาง (หญิง)พลิกมือขึ้นตั้งวงล่าง มือยังไขว้กันอยู่เอียงซ้ายเป็นท่า "ขัดจางนาง" (ชาย)พลิกมือขึ้นตั้งวงกลางเป็นท่า"จันทร์ทรงกลด" การก้าวเท้าเท้าขวาก้าวข้างก้าวเท้าซ้ายไขว้ก้าวเท้าขวา แล้วจรดจมูกเท้าซ้ายย่อเข่าลงจากนั้นเท้าซ้ายก้าวข้างเท้าขวา ก้าวไขว้เท้าขวาจรดจมูกเท้าแล้วย่อเข่าทำเช่นนี้สลับกันตาม จังหวะจนจบหนึ่งรอบ เที่ยวที่ ๒ ท่าหญิง"ล่อแก้ว"ท่าชาย"ขอแก้ว" (หญิง)จังหวะที่๑มือซ้ายเลื่อนขึ้นไปตั้งวงบนมือขวาจีบล่อ แก้วคว่ำแล้วเปลี่ยนเป็นจีบล่อแก้วหงายหักข้อมือเข้าลำแขน แขนตึงต่ำกว่าไหล่เล็กน้อยการก้าวเท้าเหมือนกันโดยเท้าขวา หนักหลังก่อนเริ่มก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา เท้าซ้ายวางหลัง (หญิง)จังหวะที่๒ปล่อยจีบล่อแก้วลงเป็นแบมือหงาย ปลายนิ้วตกแล้วยกขึ้นตั้งวงบนมือซ้ายจีบล่อแก้วคว่ำ ระดับวงบนแล้วเปลี่ยนเป็นจีบล่อแก้วหงาย (ชาย)มือขวาเปลี่ยนไปเป็นตั้งวงบนมือซ้ายแบมือยื่นออก ไปรับแก้วของหญิงและดำเนินการรำไปเช่นนี้จนจบเพลง การก้าวเท้า เท้าซ้ายหนักหลังก่อนแล้วก้าวเท้าขวา ก้าวเท้าซ้ายเท้าขวาวางหลัง



ความคิดเห็นที่ 104

9 มิ.ย. 2552 07:45
  1. นู๋อยากได้เนื้อเพลงมากกว่าอ่ะค่ะTT^TTมีแต่ชื่อแต่ก้อดีนะค่ะ




ความคิดเห็นที่ 14

25 ธ.ค. 2550 18:59
  1. ขอบคุณนะ เรากำลังทำรายงานเรื่องนี้อยู่พอดีเลย
    เป็นประโยชน์มากเลย



ความคิดเห็นที่ 24

24 ม.ค. 2551 16:59
  1. มีท่าประกอบด้วยได้ป่ะ



ความคิดเห็นที่ 39

8 มี.ค. 2551 16:19
  1. <P><STRIKE><EM>ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ</EM></STRIKE></P>



ความคิดเห็นที่ 83

9 พ.ย. 2551 18:55
  1. ขอบคุนมากค่า  จำเปนต้องไช้ ช่วยได้ม่ากอิอิ




ความคิดเห็นที่ 34

23 ก.พ. 2551 11:27
  1. อยากได้วิธีการรำวงมาตรฐานอ่ะ



ความคิดเห็นที่ 35

25 ก.พ. 2551 16:50
  1. <P align=center>&nbsp;</P>



ความคิดเห็นที่ 77

20 ก.ย. 2551 19:06
  1. 555+น่น่นเนเส




ความคิดเห็นที่ 68

24 ส.ค. 2551 12:29
  1. เออ...............................อืม.........................ไม่มีอะไรจะพูดบาย



ความคิดเห็นที่ 76

13 ก.ย. 2551 19:05
  1. ใอควาย



ความคิดเห็นที่ 69

25 ส.ค. 2551 18:55
  1. ทขอมไจนะ




ความคิดเห็นที่ 70

25 ส.ค. 2551 19:18
  1. ทำไมไม่มีเนื้อเพลงครับ


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น