วิชาการดอทคอม ptt logo

เผยแพร่บทคัดย่อ เพื่อประกอบการขอเลื่อนวิทยฐานะ เป็นรองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ของนางเจิมขจร บำรุง รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลชื่นชม

โพสต์เมื่อ: 09:38 วันที่ 3 พ.ย. 2550         ชมแล้ว: 29,448 ตอบแล้ว: 5
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์
บทคัดย่อนี้ เป็นบทคัดย่อจากการทำวิจัย "รายงานโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนอนุบาลชื่นชม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ" ของนางเจิมขจร บำรุง รองผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลชื่นชม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้<br /><br />
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------<br /><br />
<br /><br />
ชื่อเรื่อง: รายงานโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน<br /><br />
ของโรงเรียนอนุบาลชื่นชม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 <br /><br />
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ <br /><br />
ชื่อผู้วิจัย: นางเจิมขจร บำรุง รองผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการ<br /><br />
โรงเรียนอนุบาลชื่นชม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1<br /><br />
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ<br /><br />
ปีที่พิมพ์: 2550<br /><br />
<br /><br />
<br /><br />
บทคัดย่อ<br /><br />
<br /><br />
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการได้แก่ 1) เพื่อรายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนอนุบาลชื่นชม 2) เพื่อประเมินผลความพึงพอใจของข้าราชการครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/กรรมการที่ปรึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ที่มีต่อโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนอนุบาลชื่นชม ปีการศึกษา 2549 ทำการศึกษาจากข้าราชการครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/กรรมการที่ปรึกษา และผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนอนุบาลชื่นชม โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 225 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจของข้าราชการครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/กรรมการที่ปรึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ที่มีต่อโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><br />
ผลการศึกษาพบว่า ผลการดำเนินโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนอนุบาลชื่นชม จำนวนทั้งสิ้น 5 โครงการ มีผลการดำเนินงานประสบผลสำเร็จโดยรวมร้อยละ 89.72 และเมื่อพิจารณาข้อความแต่ละองค์ประกอบย่อยทั้ง 5 องค์ประกอบ พบว่า โครงการที่สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ โครงการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ เช่น การใช้อุปกรณ์ สื่อสาร สิ่งพิมพ์ กิจกรรมของโรงเรียน การประชุมเพื่อชี้แจงการปฏิบัติงานของโรงเรียน การจัดป้ายประกาศ หอกระจายข่าว การประกาศเสียงตามสาย และการพบปะเยี่ยมเยียนชุมชน รองลงมา คือ โครงการพัฒนางานให้บริการแก่ชุมชน เช่น การใช้สถานที่โรงเรียนเป็นที่ประชุมชาวบ้าน จัดงาน จัดกีฬาของชุมชน ให้ชุมชนใช้บริการห้องสมุด โรงอาหาร ห้องพยาบาล ส่วนการบริการด้านอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น ให้ยืมโต๊ะ เก้าอี้ เครื่องขยายเสียง เป็นต้น ส่วนองค์ประกอบที่มีผลดำเนินการต่ำสุด คือโครงการพัฒนางานสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่น<br /><br />
ผลการประเมินความพึงพอใจของข้าราชการครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/กรรมการที่ปรึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ที่มีต่อโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนพบว่า ข้าราชการครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/กรรมการที่ปรึกษา และผู้ปกครองนักเรียน มีความพึงพอใจต่อโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยภาพรวม 5 โครงการ มีความพึงพอใจที่สอดคล้องกันอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก (ค่าเฉลี่ย 3.73) และเมื่อพิจารณาข้อความแต่ละองค์ประกอบย่อยทั้ง 5 องค์ประกอบ พบว่า ข้าราชการครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน/กรรมการที่ปรึกษา และผู้ปกครองนักเรียน มีความพึงพอใจต่อโครงการพัฒนางานการเข้าร่วมกิจกรรมส่วนรวมของชุมชน เช่นงานประเพณี ประจำปี งานประเพณีท้องถิ่น งานวันสำคัญทางศาสนา งานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ งานรื่นเริง รองลงมา คือ มีความพึงพอใจต่อโครงการพัฒนางานให้บริการแก่ชุมชน เช่น การบริการด้านอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น ให้ยืมโต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น<br /><br />
จากการศึกษาผลการดำเนินโครงการพัฒนางานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนอนุบาลชื่นชม รวมทั้งสิ้น 5 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนางานให้บริการแก่ชุมชน โครงการพัฒนางานร่วมกิจกรรมของชุมชน โครงการพัฒนางานให้ชุมชนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน และโครงการพัฒนางานสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่น การดำเนินการบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดไว้ทุกประการ


นางเจิมขจร บำรุง/thoo4@hotmail(203.113.61.232)





จำนวน 4 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ธ.ค. 2553 (20:41)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา นางสาววัฒนา ประสานทอง
ปีที่ศึกษา 2552

บทคัดย่อ
การพัฒนาบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนการ์ตูนกับนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนตามปกติ นอกจากนี้ยังมีการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อบทเรียนการ์ตูนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 45 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) โดยกลุ่มทดลองเรียนเรื่อง สมการและโจทย์สมการด้วยบทเรียนการ์ตูน และกลุ่มควบคุมได้รับการเรียนการสอนจากครูตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) บทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้รายงานนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t - test
ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.47 / 80.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6367 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น หลังจากการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ร้อยละ 63.67 3) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้บทเรียนการ์ตูนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4 )นักเรียนระดับชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.50 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุปบทเรียนการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและโจทย์สมการ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 สามารถนำไปประกอบการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางสาววัฒนา ประสานทอง (IP:180.210.216.74)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 3 ก.ย. 2554 (12:46)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนเกิ้งวิทยานุกูล จังหวัดมหาสารคาม
ชื่อผู้วิจัย นายชุติวัติ นิติวรากุล ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
ปีที่พิมพ์ 2553
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการทดลองกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตพืช สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียด้วยชุดกิจกรรม การทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.26 / 82.44 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรม การทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตพืช มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.65 แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก
kruvat@hotmail.com (IP:118.175.129.34)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 มี.ค. 2555 (16:26)
เรื่อง : รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้
จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน : ระนอง จันทร์ดี
โรงเรียนบ้านยางโกลน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3
ปีที่ศึกษา : 2553


บทคัดย่อ

จุดมุ่งหมายของการศึกษา
1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน
เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 9 เล่ม

วิธีดำเนินการศึกษา
วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้าได้ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนาซึ่งมีขั้นตอน การดำเนินการดังนี้
1. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน โดยศึกษาหลักสูตร
และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จัดทำเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสม แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2553 เพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าดัชนีความเหมาะสม ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ
2. นำเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติที่มี
ในท้องถิ่น ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านยางโกลน
ปีการศึกษา 2553 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่เอกสารประกอบการเรียน
เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ( t – test Dependent )
3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน
เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านยางโกลน ปีการศึกษา 2553 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้
ในการประเมินได้แก่แบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา
ผลการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้พบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติที่มี
ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.12/80.44 เมื่อนำเอกสารประกอบการเรียนไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า มีประสิทธิภาพ 83.62/82.56
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้
เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อเปรียบเทียบโดย t-test แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้
เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของเล่นของใช้จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ทั้ง 9 เล่ม อยู่ในระดับ มาก คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 4.44
มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.04
nyaaaa9@gmail.com (IP:49.229.228.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 16 ม.ค. 2556 (00:58)
ชื่อเรื่อง ผลการใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย นายสุชาติ ปาณะศรี
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านระโนต (ธัญเจริญ)
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2554

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 จำนวน 34 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านระโนต (ธัญเจริญ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร จำนวน 11 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วนและการบวกการลบ การคูณ การหาร เป็นแบบปรนัย มี 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 แผน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร จำนวน 10 ข้อ
สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test dependent samples
ผลการวิจัย พบว่า
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 87.39/86.42 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหารที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.37
somsari@hotmail.com (IP:115.67.36.225)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม