ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี....ช่วยตอบค้วยค่าาา!!!!!!!

อยากจะให้ช่วยยกตัวอย่างปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

1. อุณหภูมิ

2. พื้นที่ผิวสัมผัส

3. ตัวเร่งปฏิกิริยา

4. ความเข้มข้นของสารตั้งต้น

ช่วยยกตัวอย่างอย่างละ 3-4 ตัวอย่างให้หน่อยนะค่ะ

คือไม่รู้จิงๆอ่าค่ะ แล้วจะต้องเอาไปวาดเป็นภาพออกมาด้วย

ช่วยหน่อยนะค่ะ......ขอบคุณมากๆๆเลยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 6


13 ธ.ค. 2552 13:03
  1. ขอบคุณมาก ครับ (Arigato)

ความคิดเห็นที่ 5

25 พ.ย. 2552 07:58
  1. เอออออ� คราวหน้าหาความรู้มาใหม่นะ� ดีๆๆๆๆมากๆเลย


ความคิดเห็นที่ 4

16 ก.ค. 2552 20:45
  1. ดีมากเลยครับ จะเอาไปรายงานพอดี ขอบคุณมากเลย

ความคิดเห็นที่ 3

1 มิ.ย. 2552 15:14
  1. ปฏิกิริยาแสดงการเกิดอะโครลิน

ความคิดเห็นที่ 2

18 ก.ย. 2551 00:40
  1. ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

    ���อัตราการเกิดปฏิกิริยาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คือ����������������������������1.) �ธรรมชาติของสารตั้งต้น. ������������������������������������������2.) ความเข้มข้นของสารกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี��������������������������� 3.) พื้นที่ผิวของสารกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี����������������������������4.) �อุณหภูมิกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี����������������������������5. ) ตัวเร่งและตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมี�������������อัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนั้น เป็นผลเนื่องมากจากสารตั้งต้นเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับสารผลิตภัณฑ์ การที่ทราบว่า อัตราการเกิดปฏิกิริยาขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง ทำให้สามารถควบคุมความเร็วของปฏิกิริยาได้ �สามารถจะทำให้เกิดเร็วหรือช้า ตามต้องการได้ ปฏิกิริยาบางชนิดอาจจะเกิดได้เร็วหรือช้า เนื่องจากธรรมชาติของสารตั้งต้น �เช่น �สารประกอบไอออนิกมักจะเกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่าสารโควาเลนต์ ปฏิกิริยาบางชนิดขึ้นอยู่กับความเข้มข้น แต่บางชนิดไม่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ก็ได้

    ธรรมชาติของสารตั้งต้น

    สารตั้งต้นบางชนิดทำปฏิกิริยาได้เร็ว� แต่บางชนิดทำปฏิกิริยาได้ช้า เช่น แผ่นโลหะทองแดง หรือแผ่นโลหะเงินจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ช้ามาก แม้ว่าจะใช้เปลวไฟช่วยก็ไม่สามารถทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วได้ ส่วนแผ่นโลหะแมกนีเซียมสามารถติดไฟได้เร็วมาก หรือฟอสฟอรัสขาวสามารถติดไฟได้เลยในอากาศ เป็นต้น

    รูปแสดงผลของความเข้มข้นต่อจำนวนการชนก้นของอนุภาค

    ������������������������������(ก) โมเลกุล �A �กับโมเลกุล B �ชนกันได้ �4 �แบบ �������������������������������(ข) �เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของ A �หรือ �B �เป็น 2 เท่า โมเลกุลจะชนกันได้ 8 แบบ������������������������������(ค) �เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของทั้ง A �และ B �เป็น 2 เท่า �โมเลกุลจะชนกันได้ �16 �แบบ

    ในปฏิกิริยาที่สารตั้งต้นมีสถานะเป็นก๊าช สามารถเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาได้ โดยการเพิ่มความดันของระบบ เนื่องจากเมื่อความดันของระบบสูงขึ้น ก็เป็นการเพิ่มความเข้มข้นของสารตั้งต้น จึงทำอนุภาคมีโอกาสชนกันมากขึ้น���������������������

    ������������������ ปฏิกิริยาที่มีสารตั้งต้นมากกว่าหนึ่งชนิด อัตราการเกิดปฏิกิริยาอาจขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารตั้งต้นทุกชนิดหรือชนิดใดชนิดหนึ่ง �หรือปฏิกิริยาบางชนิดอัตราการเกิดปฏิกิริยาไม่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารชนิดใดเลย นั่นคือไม่ว่าสารตั้งต้นมากน้อยเพียงใด ก็จะไม่มีผลกระทบต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เข่น���������������������

    ����������������� ปฏิกิริยาการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือดในตับ โดยปกติเมื่อมีแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือก ร่างกายจะต้องกำจัดออกทั้งในรูปแอลกอฮอล์โดยตรงและการสลายเป็นสารอื่น อัตราการสลายตัวของแอลกอฮอล์เป็นสารอื่นจะมีค่าคงที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอลกอฮอล์ในเลือดว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใด

    ความเข้มข้นของสารตั้งต้น

    เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารตั้งต้น จำนวนอนุภาคของสารตั้งต้นที่เข้าทำปฏิกิริยาก็มีมากขึ้นด้วย �จึงทำให้อนุภาคของสารตั้งต้นมีโอกาสชนกันมากขึ้น และเมื่ออนุภาคที่เข้าชนกันมีพลังงานมากพอ ก็สามารถเกิดปฏิกิริยาขึ้นได้ �แต่ถ้าความเข้มข้นของสารตั้งต้นลดลง อัตราการเกิดปฏิกิริยาก็จะลดลง�

    พื้นที่ผิวสัมผัสของสารตั้งต้น

    พื้นที่ผิวสัมผัสของสารตั้งต้นจะมีอิทธิพลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีก็ต่อเมื่อ ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปฏิกิริยาเคมีแบบเนื้อผสม กล่าวคือ สารตั้งต้นที่เข้าทำปฏิกิริยา ไม่อยู่ในสถานะเดียวกัน � ยิ่งพื้นที่ผิวสัมผัสมากปฏิกิริยายิ่งดำเนินไปเร็ว- ถ้าเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสโดยการบดให้เป็นผงละเอียดหรือตีให้เป็นแผ่นบางลง� โดยไม่เพิ่มปริมาณ� จะทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้นและสิ้นสุดเร็วขึ้น� แต่ได้ผลิตดภัณฑ์เท่าเดิม�� เมื่อเทียบกับไม่ได้เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส- ถ้าเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสโดยเพิ่มปริมาณ ปฏิกิริยาจะเกิดเร็วขึ้นและให้ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย- การเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสเป็นการเพิ่มความถี่ในการชนกันนั่นเอง

    อุณหภูมิกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

    ยิ่งอุณหภูมิสูงปฏิกิริยายิ่งดำเนินไปเร็วการเพิ่มอุณหภูมิให้กับปฏิกิริยาเคมี �ทำให้โมเลกุลของสารตั้งต้นเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้โมเกลุกลมีพลังงานสูงขึ้นไปด้วย ในทางทฤษฏีกล่าวว่า เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น �10 องศาเซลเซียส อัตราการชนกันของโมเกกุลจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.01 เท่า แต่ในทางปฏิบัติ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 องศาเซลเซียส อัตราการเกิดปฏิกิริยา จะเพิ่มขึ้นประมาณ �2-3 เท่า �และเมื่อพลังงานจลน์ของโมเกลุกลสูงขึ้นจะก่อให้เกิดผล คือ�������������������� -�การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้อนุภาค� ทำให้อนุภาคเคลื่อนที่เร็วขึ้น� จึงเพิ่มโอกาสในการชนมากขึ้น(ความถี่ในการชนมากขึ้น)มากขึ้น

    -��������� การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มจำนวนอนุภาคที่มีพลังงานจลน์สูง ซึ่งเมื่อชนกันแล้วเกิดผลสำเร็จ�� ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยามีค่าสูงขึ้น

    กราฟแสดงการกระจายพลังงานจลน์ของโมเลกุลของแก๊สที่อุณหภูมิต่างกัน เมื่อ ������������������จากกราฟจะเห็นว่า ที่อุณหภูมิ � จำนวนโมเลกุลที่มีพลังงานจลน์มกกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์มีมากกว่าที่อุณหภูมิ จึงมีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาได้มากกว่า และเมื่อโมเลกุลที่มีพลังงานจลน์ต่ำมาชนกับโมเลกุลที่มีพลังงานจลน์สูง แล้วหลังชนโมเลกุลมีพลังงานมากกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์ ก็สามารถเกิดปฏิกิริยาขึ้นได้แต่ควรจำไว้เสมอว่า �การเพิ่มอุณหภูมิของระบบจะไม่ทำให้ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

    ตัวเร่งและตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมี

    เช่น น้ำย่อย� แร่ธาตุต่าง สามารถทำให้ปฏิกิริยายิ่งดำเนินไปเร็ว ตัวเร่งปฏิกิริยา �( Catalyst) �คือ สารที่เติมลงไปในปฏิกิริยาแล้ว ทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น หรือ ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น �โดยที่ตัวเร่งปฏิกิริยา อาจจะมีส่วนร่วมในการเกิด ปฏิกิริยาด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยา ตัวเร่งเหล่านี้จะมีต้องมีปริมาณเท่าเดิมและมีสมบัติเหมือนเดิม �การที่ตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาได้ เนื่องจากว่า

    �������������������� - ตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยลดพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยาให้ต่ำลง �จึงทำให้มีโมเลกุลที่มีพลังงานสูงกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์จำนวนมากขึ้น ปฏิกิริยาเคมีจึงเกิดเร็วขึ้น �แต่จะไม่ทำให้พลังงานของปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไป

    -��������� ตัวเร่งปฏิกิริยามีสมบัติคือ� เข้าร่วมในปฏิกิริยา��และเมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุด�จะแยกตัวออกมาเป็นสารเดิม

    รูปแสดงผลของตัวเร่งปฏิกิริยาต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ���������������������จากกราฟจะเห็นว่าพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยาที่มีตัวเร่งปฏิกิริยาจะต่ำกว่าพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยา แต่พลังงานของปฏิกิริยายังคงเท่าเดิม เนื่องจากตัวเร่งปฏิกิริยาเพียงแต่ทำให้พลังงานก่อกัมมันต์ลดลง ไม่ทำไให้พลังงานของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลง

    สารยับยั้งปฏิกิริยา หรือตัวหน่วงปฏิกิริยา (inhibitor)

    เป็นสารที่เติมลงไปในปฏิกิริยาแล้วทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นช้าลง หรือทำให้อัตราการเกิด ปฏิกิริยาลดลง และเมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยา ตัวหน่วงปฏิกิริยาจะกลับคืนมาเหมือนเดิมและมีมวลคงที่ การที่ตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมี สามารถลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ เนื่องจากว่า ตัวหนวงปฏิกิริยาจะทำให้พลังงานก่อกัมมันต์เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีโมเกลุลที่มีพลังงานสูงกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์จำนวนน้อยลงปฏิกิริยาจึงเกิดได้ช้าลง �เช่น การใช้ยิปซัม ผสมในคอนกรีตเพื่อให้แข็งตัวช้าลง หรือ ในการใช้สารไนโตรกลีเซอรีน ซึ่งเป็นสารที่ระเบิดเร็ว เพียงเขย่าเบาก็ระเบิดรุนแรง ป้องกัน โดยใช้ขี้เลื่อยดูดซับสารนี้ไว้


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น