ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี....ช่วยตอบค้วยค่าาา!!!!!!!

อยากจะให้ช่วยยกตัวอย่างปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

1. อุณหภูมิ

2. พื้นที่ผิวสัมผัส

3. ตัวเร่งปฏิกิริยา

4. ความเข้มข้นของสารตั้งต้น

ช่วยยกตัวอย่างอย่างละ 3-4 ตัวอย่างให้หน่อยนะค่ะ

คือไม่รู้จิงๆอ่าค่ะ แล้วจะต้องเอาไปวาดเป็นภาพออกมาด้วย

ช่วยหน่อยนะค่ะ......ขอบคุณมากๆๆเลยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 2 

*-* (Guest)
18 ก.ย. 2551 00:40
  1. ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี



    ���อัตราการเกิดปฏิกิริยาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คือ
    ����������������������������1.) ธรรมชาติของสารตั้งต้น. ��������������
    ����������������������������2.) ความเข้มข้นของสารกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
    ��������������������������� 3.) พื้นที่ผิวของสารกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
    ����������������������������4.) อุณหภูมิกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
    ����������������������������5. ) ตัวเร่งและตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมี
    �������������อัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนั้น เป็นผลเนื่องมากจากสารตั้งต้นเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับสารผลิตภัณฑ์ การที่ทราบว่า อัตราการเกิดปฏิกิริยาขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง ทำให้สามารถควบคุมความเร็วของปฏิกิริยาได้ สามารถจะทำให้เกิดเร็วหรือช้า ตามต้องการได้ ปฏิกิริยาบางชนิดอาจจะเกิดได้เร็วหรือช้า เนื่องจากธรรมชาติของสารตั้งต้น เช่น สารประกอบไอออนิกมักจะเกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่าสารโควาเลนต์ ปฏิกิริยาบางชนิดขึ้นอยู่กับความเข้มข้น แต่บางชนิดไม่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ก็ได้



    ธรรมชาติของสารตั้งต้น


    สารตั้งต้นบางชนิดทำปฏิกิริยาได้เร็วแต่บางชนิดทำปฏิกิริยาได้ช้า เช่น แผ่นโลหะทองแดง หรือแผ่นโลหะเงินจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ช้ามาก แม้ว่าจะใช้เปลวไฟช่วยก็ไม่สามารถทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วได้ ส่วนแผ่นโลหะแมกนีเซียมสามารถติดไฟได้เร็วมาก หรือฟอสฟอรัสขาวสามารถติดไฟได้เลยในอากาศ เป็นต้น



    รูปแสดงผลของความเข้มข้นต่อจำนวนการชนก้นของอนุภาค


    ������������������������������(ก) โมเลกุล �A �กับโมเลกุล B �ชนกันได้ �4 �แบบ
    ������������������������������(
    ข) เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของ A �หรือ �B �เป็น 2 เท่า โมเลกุลจะชนกันได้ 8 แบบ

    ������������������������������(
    ค) เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของทั้ง A �และ B �เป็น 2 เท่า โมเลกุลจะชนกันได้ �16 �แบบ


    ในปฏิกิริยาที่สารตั้งต้นมีสถานะเป็นก๊าช สามารถเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาได้ โดยการเพิ่มความดันของระบบ เนื่องจากเมื่อความดันของระบบสูงขึ้น ก็เป็นการเพิ่มความเข้มข้นของสารตั้งต้น จึงทำอนุภาคมีโอกาสชนกันมากขึ้น
    ���������������������


    ������������������ ปฏิกิริยาที่มีสารตั้งต้นมากกว่าหนึ่งชนิด อัตราการเกิดปฏิกิริยาอาจขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารตั้งต้นทุกชนิดหรือชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือปฏิกิริยาบางชนิดอัตราการเกิดปฏิกิริยาไม่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารชนิดใดเลย นั่นคือไม่ว่าสารตั้งต้นมากน้อยเพียงใด ก็จะไม่มีผลกระทบต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เข่น
    ���������������������


    ����������������� ปฏิกิริยาการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือดในตับ โดยปกติเมื่อมีแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือก ร่างกายจะต้องกำจัดออกทั้งในรูปแอลกอฮอล์โดยตรงและการสลายเป็นสารอื่น อัตราการสลายตัวของแอลกอฮอล์เป็นสารอื่นจะมีค่าคงที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอลกอฮอล์ในเลือดว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใด



    ความเข้มข้นของสารตั้งต้น


    เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารตั้งต้น จำนวนอนุภาคของสารตั้งต้นที่เข้าทำปฏิกิริยาก็มีมากขึ้นด้วยจึงทำให้อนุภาคของสารตั้งต้นมีโอกาสชนกันมากขึ้น และเมื่ออนุภาคที่เข้าชนกันมีพลังงานมากพอ ก็สามารถเกิดปฏิกิริยาขึ้นได้แต่ถ้าความเข้มข้นของสารตั้งต้นลดลง อัตราการเกิดปฏิกิริยาก็จะลดลง



    พื้นที่ผิวสัมผัสของสารตั้งต้น


    พื้นที่ผิวสัมผัสของสารตั้งต้นจะมีอิทธิพลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีก็ต่อเมื่อ ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปฏิกิริยาเคมีแบบเนื้อผสม กล่าวคือ สารตั้งต้นที่เข้าทำปฏิกิริยา ไม่อยู่ในสถานะเดียวกัน � ยิ่งพื้นที่ผิวสัมผัสมากปฏิกิริยายิ่งดำเนินไปเร็ว- ถ้าเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสโดยการบดให้เป็นผงละเอียดหรือตีให้เป็นแผ่นบางลงโดยไม่เพิ่มปริมาณจะทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้นและสิ้นสุดเร็วขึ้นแต่ได้ผลิตดภัณฑ์เท่าเดิม�� เมื่อเทียบกับไม่ได้เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส- ถ้าเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสโดยเพิ่มปริมาณ ปฏิกิริยาจะเกิดเร็วขึ้นและให้ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย- การเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสเป็นการเพิ่มความถี่ในการชนกันนั่นเอง



    อุณหภูมิกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี


    ยิ่งอุณหภูมิสูงปฏิกิริยายิ่งดำเนินไปเร็วการเพิ่มอุณหภูมิให้กับปฏิกิริยาเคมีทำให้โมเลกุลของสารตั้งต้นเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้โมเกลุกลมีพลังงานสูงขึ้นไปด้วย ในทางทฤษฏีกล่าวว่า เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น �10 องศาเซลเซียส อัตราการชนกันของโมเกกุลจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.01 เท่า แต่ในทางปฏิบัติ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 องศาเซลเซียส อัตราการเกิดปฏิกิริยา จะเพิ่มขึ้นประมาณ �2-3 เท่าและเมื่อพลังงานจลน์ของโมเกลุกลสูงขึ้นจะก่อให้เกิดผล คือ��
    ������������������ -�การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้อนุภาคทำให้อนุภาคเคลื่อนที่เร็วขึ้นจึงเพิ่มโอกาสในการชนมากขึ้น(ความถี่ในการชนมากขึ้น)มากขึ้น


    -��������� การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มจำนวนอนุภาคที่มีพลังงานจลน์สูง ซึ่งเมื่อชนกันแล้วเกิดผลสำเร็จ�� ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยามีค่าสูงขึ้น



    กราฟแสดงการกระจายพลังงานจลน์ของโมเลกุลของแก๊สที่อุณหภูมิต่างกัน เมื่อ
    ������������������จากกราฟจะเห็นว่า ที่อุณหภูมิ จำนวนโมเลกุลที่มีพลังงานจลน์มกกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์มีมากกว่าที่อุณหภูมิ จึงมีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาได้มากกว่า และเมื่อโมเลกุลที่มีพลังงานจลน์ต่ำมาชนกับโมเลกุลที่มีพลังงานจลน์สูง แล้วหลังชนโมเลกุลมีพลังงานมากกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์ ก็สามารถเกิดปฏิกิริยาขึ้นได้แต่ควรจำไว้เสมอว่า การเพิ่มอุณหภูมิของระบบจะไม่ทำให้ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด



    ตัวเร่งและตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมี


    เช่น น้ำย่อยแร่ธาตุต่าง สามารถทำให้ปฏิกิริยายิ่งดำเนินไปเร็ว ตัวเร่งปฏิกิริยา �( Catalyst) �คือ สารที่เติมลงไปในปฏิกิริยาแล้ว ทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น หรือ ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเพิ่มขึ้นโดยที่ตัวเร่งปฏิกิริยา อาจจะมีส่วนร่วมในการเกิด ปฏิกิริยาด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยา ตัวเร่งเหล่านี้จะมีต้องมีปริมาณเท่าเดิมและมีสมบัติเหมือนเดิมการที่ตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาได้ เนื่องจากว่า


    �������������������� - ตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยลดพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยาให้ต่ำลงจึงทำให้มีโมเลกุลที่มีพลังงานสูงกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์จำนวนมากขึ้น ปฏิกิริยาเคมีจึงเกิดเร็วขึ้น �แต่จะไม่ทำให้พลังงานของปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไป


    -��������� ตัวเร่งปฏิกิริยามีสมบัติคือเข้าร่วมในปฏิกิริยา��และเมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดจะแยกตัวออกมาเป็นสารเดิม



    รูปแสดงผลของตัวเร่งปฏิกิริยาต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
    ��������������������จากกราฟจะเห็นว่าพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยาที่มีตัวเร่งปฏิกิริยาจะต่ำกว่าพลังงานก่อกัมมันต์ของปฏิกิริยา แต่พลังงานของปฏิกิริยายังคงเท่าเดิม เนื่องจากตัวเร่งปฏิกิริยาเพียงแต่ทำให้พลังงานก่อกัมมันต์ลดลง ไม่ทำไให้พลังงานของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลง


    สารยับยั้งปฏิกิริยา หรือตัวหน่วงปฏิกิริยา (inhibitor)


    เป็นสารที่เติมลงไปในปฏิกิริยาแล้วทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นช้าลง หรือทำให้อัตราการเกิด ปฏิกิริยาลดลง และเมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยา ตัวหน่วงปฏิกิริยาจะกลับคืนมาเหมือนเดิมและมีมวลคงที่ การที่ตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมี สามารถลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ เนื่องจากว่า ตัวหนวงปฏิกิริยาจะทำให้พลังงานก่อกัมมันต์เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีโมเกลุลที่มีพลังงานสูงกว่าหรือเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์จำนวนน้อยลงปฏิกิริยาจึงเกิดได้ช้าลงเช่น การใช้ยิปซัม ผสมในคอนกรีตเพื่อให้แข็งตัวช้าลง หรือ ในการใช้สารไนโตรกลีเซอรีน ซึ่งเป็นสารที่ระเบิดเร็ว เพียงเขย่าเบาก็ระเบิดรุนแรง ป้องกัน โดยใช้ขี้เลื่อยดูดซับสารนี้ไว้




ความคิดเห็นที่ 3

gummy_ae@hotmail.com (Guest)
1 มิ.ย. 2552 15:14
  1. ปฏิกิริยาแสดงการเกิดอะโครลิน



ความคิดเห็นที่ 4

Shop_Wann_Kung@hotmail.com (Guest)
16 ก.ค. 2552 20:45
  1. ดีมากเลยครับ

    จะเอาไปรายงานพอดี
    ขอบคุณมากเลย



ความคิดเห็นที่ 5

changnoy_pn@hotmail.com (Guest)
25 พ.ย. 2552 07:58
  1. เอออออ� คราวหน้าหาความรู้มาใหม่นะ� ดีๆๆๆๆมากๆเลย




ความคิดเห็นที่ 6

bladios (Guest)
13 ธ.ค. 2552 13:03
  1. ขอบคุณมาก ครับ (Arigato)

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น