|
ถ้าผมจะทำหนังสือแนะแนวคณะวิทยาศาสตร์เล่มหนึ่ง แล้วเขียนบทนำอย่างนี้ เด็กจะอ่านไหมครับ
โพสต์เมื่อ:
18:44 วันที่ 22 พ.ย. 2550 ชมแล้ว:
407 ตอบแล้ว:
10
บทนำ
(อาจจะออกแนวการเมืองที่ยืดยาวไปหน่อย) หลังจากที่ สถาบันนานาชาติเพื่อการพัฒนาการจัดการ ได้จัดอันดับประเทศไทยว่า แย่ที่สุด สำหรับเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เกิดเสียงรณรงค์ว่า จำนวนคนในด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยมีสัดส่วนน้อยอย่างน่าตกใจ ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน จำเป็นต้องเพิ่มโดยด่วน มีการเตือนให้สถาบันต่างๆ สนใจหาทางที่จะเพิ่มปริมาณนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาชีพนี้ในประเทศไทย จึงเกิดโครงการพิเศษอย่างมากมายที่ทำให้คนที่เรียนสาขาวิทยาศาสตร์เพียงไม่กี่คนกลายเป็นเหมือนชนชั้นสูงที่ต่างจากคนอื่นๆ แต่มีใครมองไหมว่า สถาบันที่เป็นความหวังของประเทศสำหรับเรื่องนี้โดยตรงคือ คณะวิทยาศาสตร์ แหล่งฝึกนักวิทยาศาสตร์และบุคลากรด้านนี้ให้กับประเทศไทย คณะวิทยาศาสตร์เป็นความหวังสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมากมาย ด้วยวิธีที่หยั่งรู้ความเป็นไปของสรรพสิ่งในธรรมชาติอย่างประณีตและมหัศจรรย์ และมีใครมองไหมว่า เกิดอะไรขึ้นกับคณะวิทยาศาสตร์? เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย สถาบันที่เป็นความหวังของแผ่นดินแห่งนี้ถูกมองเป็นอะไรไป ก่อนที่ใครๆ จะดูหมิ่นหรือตัดสินแหล่งฝึก ผู้มีฝีมือ และ นักปราชญ์ของแผ่นดิน แห่งนี้ เขาเหล่านั้นสนใจบ้างหรือเปล่าว่า คณะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่ ทำไมเมื่อคนคนหนึ่งตั้งใจจะเรียนคณะวิทยาศาสตร์ กลับต้องถูกแรงต่อต้านและพบอุปสรรคอย่างมากมาย จนต้องเปลี่ยนใจออกไปจากสาขานี้เสียส่วนใหญ่ ใครที่เข้ามาพัวพันกับคณะวิทยาศาสตร์ก็มักจะมีปัญหาน่าหนักใจ และก็มีคนกล่าวว่า คนที่ตั้งใจจะเรียนคณะวิทยาศาสตร์นั้น สร้างความสุขให้กับคนทั้งโลก แต่ตัวกลับอาภัพอับโชค ไร้ความชื่นใจ ทำไมเป็นเช่นนั้น และจะแก้ไขอย่างไร ถ้าพิจารณาดูคงพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยเหล่านั้น สะท้อนปัญหาเส้นทางการศึกษาของคนไทยเกือบทุกคนได้อย่างน่าสนใจ จากเรื่องจริงที่ได้คุยกับเพื่อนที่สนใจเรียนด้านนี้ ก็ได้รู้มาหลายครั้งว่า ประเทศไทยสูญเสียคนที่มีศักยภาพที่จะทำงานด้านนี้ไปคราวละมากๆ อย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่ยังครอบงำอยู่หลายอย่าง ซึ่งถ้าเราช่วยกันมองหาหนทางแก้แม้สักเล็กน้อย ก็น่าจะแก้ไขและทำให้เกิดสิ่งดีๆ ได้อีกมากมาย โดยไม่จำเป็นที่จะดันทุรังให้ผู้เรียนคณะนี้เป็นคนฉลาดหรือเรียนเก่ง ตามนโยบายของโครงการพิเศษเสมอไป คนที่เรียนไม่เก่งก็อาจทำอะไรได้ดีกว่ามาก ขอเพียงผู้เรียนรู้จักเลือกทำในสิ่งที่ใช่ มันขึ้นอยู่กับมุมมอง โอกาส และความพยายาม ทุกวันนี้ประเทศไทยยังคงมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมที่มาก ขาดความมั่นคงในตัวเองเมื่ออะไรๆ ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งนั้น หลายอย่างไทยผลิตเองไม่ได้ ต้องขายวัตถุดิบให้ต่างประเทศในราคาถูก แต่ซื้อกลับเข้ามาในราคาแพง แม้จะมีคนบอกให้เพิ่มการวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชน แต่บริษัทเอกชนต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ยังรับสมัครคนที่เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ด้วยเงินเดือนต่ำ เข้าไปทำงานที่มีความซ้ำซากสูง น่าช้ำใจที่ผู้เรียนคณะวิทยาศาสตร์ต้องฝ่าฟันการเรียนสารพัดเรื่องยาก บางครั้งเรียนอย่างขมขื่นกว่าคณะอื่นมาก แต่สังคมมักกล่าวถึงอนาคตของคนที่เรียนจบคณะนี้ในทำนองว่าโอกาสน้อย คนที่เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ก็เหมือนสไปเดอร์แมน ตรงที่ช่วยปกป้องชาวโลก ใครกันหนอที่คิดค้นวิธีช่วยโลกได้เวลาเกิดภัยพิบัติ ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ ใครกันหนอที่มีบทบาทมากในการคิดค้นยารักษาโรค ก็นักวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตความเป็นอยู่ ก็มีต้นกำเนิดจากการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ทุกวันนี้โลกของเราแย่มากส่วนหนึ่งเพราะวิทยาศาสตร์ แต่เวลาเกิดปัญหาในด้านนี้ คนที่จะมาแก้ต้องเรียนมาด้านวิทยาศาสตร์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็คือคนเรียนด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้มีคนบอกว่า "นักวิทยาศาสตร์แสนจะรักธรรมชาติ แต่คนในยุควิทยาศาสตร์เป็นคนที่ทำลายธรรมชาติ" วิทยาศาสตร์อยู่คู่โลกตลอดมา แม้สิ่งที่คนรุ่นก่อนสะสมมาจะไม่อ้างว่าเป็น วิทยาการ และเมื่อโลกวุ่นวายด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนที่เข้ามาแก้ก็แก้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ อย่าลืมว่า สุนทรียภาพของวิทยาศาสตร์ และความเพลิดเพลินรื่นรมย์ในวิทยาศาสตร์ มันก็เป็นไปเพื่อความเข้าใจธรรมชาติ นั่นคือสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลที่พวกเราทุกคนอยู่ ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้บังคับว่า ใครเรียนคณะนี้แล้วจะต้องทำงานที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หรือทำอะไรในแนวทางเดียวกัน เพราะคณะวิทยาศาสตร์เป็นคณะที่มีจุดมุ่งหมายสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการแตกต่างหลากหลายกันไป และคนทุกคนมีแนวทางชีวิตเป็นของตัวเอง มีทางแห่งความดีที่ต่างกัน แต่ถ้าผู้คนจำนวนมากยังเข้ามาเรียนแล้วไม่ได้นำสิ่งที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อยู่อย่างนี้ หรือไม่มีโอกาสสัมผัสความสุนทรีย์ในความเข้าใจธรรมชาติก็น่าเสียดาย ถ้าใครไม่มีอคติกับคณะวิทยาศาสตร์จนเกินไป ก็อาจสังเกตในภาพยนตร์เรื่องสไปเดอร์แมนได้ว่า ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ตัวเอกในเรื่องนั้น ชอบเรียนด้านวิทยาศาสตร์ และชอบศึกษาค้นคว้าด้านนี้ เมื่อเขามีงานทำแล้วก็ยังกลับไปเข้าห้องเรียนฟิสิกส์ทฤษฎี (ในภาคสามที่ถูกอำนาจมืดครอบงำ) คนไทยมีความนิยมในภาพยนตร์เรื่องสไปเดอร์แมน แต่สิ่งที่คณะวิทยาศาสตร์ได้รับ กลับไม่ค่อยต่างจากตอนที่สไปเดอร์แมนถูกใส่ร้าย จะมีสักวันไหม ที่คนที่เรียนคณะวิทยาศาสตร์จะเรียนและทำงานได้อย่างมีความสุข ชาวไทยจะเห็นว่าคณะวิทยาศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในการกอบกู้บ้านเมืองสร้างสรรค์สังคม จะมีสักวันไหมที่ปัญหาที่ครอบงำสังคมจะถูกเปิดออก แล้วคณะวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นดินแดนที่สงบสุข สมเป็นแผ่นดินที่เกื้อกูลชีวิตมากมาย มองคณะวิทยาศาสตร์ให้เต็มตาดีไหมครับ หนังสือเล่มนี้มีความมุ่งหมายว่า 1. เด็กที่มองว่าจะเข้าจะได้รู้จักคณะนี้มากขึ้น 2. เด็กที่พัวพันปัญหาค่านิยมและปัญหาอื่นจะมีหนทางแก้มากขึ้น 3. พยายามรวมปัญหาของสังคมเรื่องนี้เพื่อช่วยกันคิดแก้
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1- จากความที่ตัวเองก็เคยเป็นเด็ก ก็ขอใช้ความรู้สึกของเด็กตอบนะครับ < < < < "ไม่อ่านครับ" 1.บทนำยาวเกินไป เด็กเห็นก็เบื่อแล้ว 2.เรื่องที่เขียนในบทนำดูเป็นทางการเหมือนพวกหนังสือเรียนเล่มโตๆระดับปริญญาตรีมากกว่า ดูไม่ผ่อนคลายเหมือนกับว่ายิ่งอ่านจะยิ่งเครียด แล้วเด็กที่ไหนจะอ่านครับ ผมว่าถ้าจะทำเป็นสื่อให้เด็กๆอ่านผมแนะนำการ์ตูนครับ อ่านง่ายและชวนติดตาม สีสันสวยอ่านแล้วเพลินลูกกะตาดีครับ เมื่อก่อนตอนเด็กผมเคยมีการ์ตูนชุดวิทยาศาสตร์น่ารู้ เป็นการ์ตูนปกแข็งมีทั้งหมด9เล่ม รู้สึกจะเป็นของญี่ปุ่นนะครับแล้วคนไทยเอามาพิมพ์ขาย แต่ละเล่มจะแยกเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ต่างๆเช่นมหาสมุทร สัตว์ต่างๆ ไดโนเสาร์ อุตุนิยมวิทยา ธรณีวิทยา ฯลฯ เนื้อหาเขาเขียนได้น่าอ่านมากครับ ไม่เครียดเกินไป เป็นเรื่องพื้นฐานทั่วๆไป เข้าใจง่าย อ่านเพลินดีครับ รูปประกอบก็สวยดี เด็กๆคงจะชอบอ่านมากกว่า ถ้าอยากให้เด็กอ่าน ลองใช้ภาษาง่ายๆ ดูนะครับ ^^ คือ... ภาษาที่คุณใช้มันเป็นทางการไปอะครับ ขนาดผู้ใหญ่ยังไม่ค่อยอยากอ่านเลย เนยสด neizod.blogspot.comร่วมดูดความรู้โดยไม่ออกความเห็นแล้ว infinite ครั้ง - แจกดาวแล้ว 0 ดวง - ไม่ต้อง Vote ให้ดาวผมก็ได้ครับ สรุปว่า งานเขียนเพื่อคณะวิทย์ อันนี้ ไว้ที่นี่ครับ http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=33535 จะทยอยเรียบเรียงเนื้อหามาไว้ครับ แต่เรื่องการแนะแนวนี่ขอว่า เป็นงานเขียนที่ให้ข้อมูลเสริมเฉยๆ (เป็นงานที่ดูดพลังชีวิตมาก ทำให้ผมต้องกินข้าววันละหกมื้อ จากที่เคยกินวันละสองมื้อก็อยู่ได้)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว เข้าไปอ่านงานเขียนละ อ่านจนตาลายไปหมดเลย เราว่ายาวไปหน่อยนะ เฉพาะบทนำก็ท่าจะยากมากเสียแล้ว แต่โชคไม่ดี ผมคงจะมีความสามารถสูงสุดเท่านี้ครับ คงต้องแยกกล่าวถึงเป็นบท ว่าสิ่งที่ยาวไปคือบทใด เพราะเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีหลายส่วนมาก จะมีหลายบทที่ยาวกว่านี้ และคงยาวแบบนี้ทั้งเล่มครับ พอผมมาทำก็เห็นว่า มันเป็นงานใหญ่มาก ไม่ใช่เล่นๆ อย่างที่คิด ทีนี้เรื่องการเขียนให้คนสนใจก็เป็นภาระที่ยากกว่าอีกหลายเท่า จะดีไหมถ้าหนังสือเล่มนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานเฉยๆ และเป็นสื่อกลางรับข้อมูลจากคนในวงการเท่านั้น แล้วใครที่อยากจะช่วยประชาสัมพันธ์อะไรเกี่ยวกับคณะวิทย์ ก็ค่อยทำกิจกรรมกันเอง โดยเฉพาะองค์กรนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ผมรู้สึกว่า ถึงแม้งานเขียนนี้ไม่น่าสนใจเลย แต่ เด็กที่ต้องการข้อมูลหรือจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากมัน ก็น่าจะมีความทุ่มเทพอที่จะอ่านมันเอง อันนี้หมายถึงเฉพาะคนที่กำลังอยู่ในเส้นทางนี้ครับ อีกเรื่องหนึ่ง การอ่านจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องยากลำบากแน่ๆ ต่างจากเวลาจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว อึ่ม... ยอมรับนะเรื่องเด็กที่ทุ่มเทอ่าน ผมก็เคยเอา Text Calculus ภาษาอังกฤษมาอ่านตอนอยู่ม.4 ถึงจะใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจทั้งหมด (เพื่อที่จะลืมในเวลาถัดมา) แต่เชื่อเหอะครับ น้อยกว่า 0.0001% ที่จะทำอย่างผม แน่นอนครับ พอผม (ลอง) เอาไปให้เพื่อนๆ อ่าน พวกนั้นก็บอกว่า "คุณจะรีบอ่านทำไมครับ หนักหัวมากๆ เลยครับ" (แปลงเป็นภาษาสุภาพแล้วเน้อ... ^^") ทีนี้ ผมอยากถามคุณพีรกิตติ์ว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของคุณในการนำเสนอผลงานนี้คืออะไรครับ? ถ้าคุณต้องการเผยแพร่ความรู้แก่เด็กๆ ก็ต้องอดทนครับ ต้องทำในสิ่งที่เด็กอยากอ่านให้ได้ แน่นอนว่าการทำด้วยตัวคนเดียวนั้นลำบาก แต่ถ้าคุณสามารถหาผู้ช่วยได้หละครับ ^^ คนที่เค้าเข้าใจเด็กๆ เป็นอย่างดี เขียนในแบบที่เด็กชอบอ่านได้ (หาไม่ยากครับ ไปห้องครูอาจารย์ก็พบหลายท่านแล้ว แต่ผมไม่ยืนยันนะว่าพวกอาจารย์เค้าจะช่วย) เด็กหลายๆ คนคงระรึกถึงพระคุณของคุณเป็นแน่แท้ครับ เป็นบทนำที่คล้ายสุนทรพจน์เกินไปครับ ค่อนข้างเลี่ยนนั่นเอง คำนำคือการการโน้มน้าวชักจูง ซึ่งควรเป็นไปอย่างเรียบง่าย และไม่ยืดเยื้อเกินไป การเริ่มต้นด้วยปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำขึ้นเป็นหัวเรื่องครับ และชี้นำปัญหาได้น่าตกใจเกินกว่าจะเป็นการแนะแนว อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของการแนะแนวคือการแนะนำคณะวิทยาศาสตร์ ให้เด็กพอที่จะสนใจ เป็นทางเลือกหนึ่งในการเรียน คือควรจะบอกว่า อ่านเล่มนี้แล้วจะได้ข้อมูลในด้านนั้น ด้านนี้ ที่เป็นหัวเรื่องที่น่าสนใจให้หยิบอ่าน มากกว่าจะบอกว่า นี่ประเทศไทยกำลังมีปัญหาอย่างนี้ๆๆนะ เหมือนกับจะบอกว่าน้องควรจะเข้าคณะวิทย์เพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ ซึ่งส่วนนี้น่าจะแทรกไว้ในบทอื่นๆที่ไม่ใช่ส่วนของคำนำ และควรเกลาสำนวนมากขึ้นครับ ภาษาเป็นทางการ และ อ่านง่าย มีวิธีการเขียนอยู่ครับ (เพียงแต่เขียนยากเท่านั้นเอง) สอวน.phy50 (IP:125.25.159.238) เค้าว่า ไม่ได้เขียนให้เด็กอ่านโดยตรงไม่ใช่เหรอ แต่เป็นสื่อกลางสำหรับคนที่กลุ้มใจเรื่องนี้มาคิดร่วมกัน นิรนาม (IP:202.44.8.100) ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำจากทุกท่าน ผมเริ่มจับหลักได้แล้วในการสื่อสาร ตกลงว่า เอาเรื่องแนะแนวขึ้นก่อนก็ได้ เรื่องวิเคราะห์ปัญหาไว้ครึ่งหลังเลย ความจริงก็วางแผนไว้จะแบ่งเป็นสองภาค เอาภาคแนะแนวขึ้นต้นก่อน แต่ติดอยู่ว่า อยากจะเขียนนำด้วยเรื่องการเมือง เพราะเนื้อหาของหนังสือจะรวมมิตรสารพัดเรื่องที่ออกไปในแนวนั้น คิดว่า หน้าปกของหนังสือ "มองคณะวิทย์ <--สถาบันการศึกษาที่รวมศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ธรรมชาติ และกุมชะตาความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ"
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว |