ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น

ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น

ชีวิตของมนุษย์เรา มีความเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีมาโดยตลอด ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย คราวนี้ เป็นเรื่องราวรายละเอียดประเพณี พิธีกรรมที่เกี่ยวกับความตาย และการทำบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ



การ เกิด แต่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดมาสำหรับชีวิตมนุษย์ทุกรูปนามโดยเท่าเทียมกัน ดังมีคำกล่าวที่ว่า "มรณัง อนตีโต" คือ เราจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

ธรรมชาติของน้ำ คือ ความเหลว ธรรมชาติของคน คือ ความตาย

แม้ว่าความตายจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เกรงกันมาก แต่ก็ไม่เคยมีใครหลีกหนีพ้น ได้มีผู้คนเป็นจำนวนมากพยายามคิดค้นหาตัวยา หรือหนทางที่จะให้มีชีวิตอยู่อมตะ แต่ยังไม่เคยมีใครประสบผลสำเร็จ ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ทุกคนมีความตายเป็นของคู่กับการเกิด จึงไม่ควรเกรงกลัวกับความตายจนเกินเหตุ แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือการกระทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ควรพิจารณาว่า เราได้ประกอบคุณงามความดีและสร้างบุญกุศลเอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน ในช่วงที่มีโอกาสเหลืออยู่

พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตาย มีอยู่มากหลายอย่าง อาทิ

• พิธีทำบุญต่ออายุ

• การชักบังสุกุลเป็น

• การบอกหนทางผู้ป่วย

• พิธีการทำศพ



พิธีทำบุญต่ออายุ



ในสมัยโบราณ เมื่อมีผู้ป่วยหนัก เห็นว่าจะมีโอกาสรอดได้น้อย บรรดาญาติๆ หรือลูกหลาน จะนิมนต์สงฆ์มาสวดพุทธมนต์ บทโพชฌงค์ และชักบังสุกุล นอกจากนี้ยังมีพิธีทำบุญต่ออายุให้แก่คนชราทั่วๆ ไปซึ่งลูกหลานจะเป็นผู้จัดให้ คือกระทำก่อนที่จะเจ็บป่วยถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ส่วนใหญ่เป็นการทำพิธีทางศาสนา คือนิมนต์พระมาสวดพระปริตร และทำบุญอุทิศส่วนกุศลโดยมากลุกหลานจะกระทำให้ทุกๆปี หรือทุกๆ ๕ ปี ข้อนี้แล้วแต่ความสะดวกและเห็นสมควร



ประวัติความเป็นมา



การสวดโพชฌงค์ หรือ การสวดหลักธรรมชั้นสูง อันเป็นองค์แห่งธรรมเครื่องตรัสรู้ ซึ่งพระอริยเจ้าเมื่อระลึกถึง สามารถคลายความทุกขเวทนา ในเวลาอาพาธนั้นได้ ดังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพุทธตำนาน ดังนี้

เมื่อคราวที่พระมหากัสสปะ แลพระโมคคัลลานะอาพาธ พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาบทโพชฌงค์โปรด ทำให้พระอริยเจ้าทั้งสองคลายจากความทุกขเวทนาหายอาพาธ

อีกคราวหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ทรงประชวร ได้ตรัสให้พระมหาจุนทะแสดงบทโพชฌงค์ให้ฟัง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงหายประชวรเช่นกัน



การชักบังสุกุลเป็น



สำหรับการสวดบังสุกุลเป็น คือ การนำผ้ามาคลุมร่างคนเจ็บไว้ทั้งตัว ให้พระสงฆ์จับชายผ้า กล่าวคาถาเป็นภาษาบาลีว่า

อะจิรัง วะตะยัง กาโย

ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ

ฉุฑโฑ อะเปตะวัญญาโณ

นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง ฯ

แปลใจความได้ว่า กายนี้ไม่นานหนอ จักเป็นของเปล่าๆ

ปราศจากวิญญาณทับถมแผ่นดิน ดังท่อนไม้อันหาประโยชน์มิได้ ฉะนั้น ฯ

เป็นการช่วยให้คนป่วยหรือคนชรามีกำลังใจ ทั้งจากบทสวด และการที่ลูกหลานมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันด้วยความรัก และระลึกถึงว่าคนชราผู้นี้เคยเป็นดังร่มโพธิ์ร่มไทรที่เคยให้ความร่มเย็นแก่ลูกหลาน หากคนชราถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพัง โดยเฉพาะเมื่อยามเจ็บป่วยจะขาดกำลังใจเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ประเพณีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพุทธมนต์บทโพชฌงค์ และชักบังสุกุลแก่ผู้ที่กำลังป่วยหนัก จึงกระทำสืบเนื่องกันมา ในภาคอีสานจะมีพิธีสวดขวัญ ให้แก่คนไข้ที่กำลังเจ็บหนัก และทำพิธีค้ำต้นโพธิ์ต่ออายุ พิธีตวงข้าว ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญและสร้างขวัญกำลังใจทั้งสิ้น

บางคนเมื่อเจ็บป่วยหนัก อาจจะทำบุญต่ออายุ ด้วยการปล่อยนกปล่อยปลาปล่อยเต่า บางทีก็ไปซื้อสัตว์เป็นๆ จำพวกเป็ด ไก่ หมู วัว ควาย ที่เขากำลังจะฆ่าไปปล่อย ถือเป็นการไถ่อายุ



การบอกหนทางคนป่วย



ไม่ว่าจะกระทำพิธีต่ออายุหรือพยายามรักษาพยาบาลอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดแห่งการสิ้นอายุขัย ทุกคนก็ต้องตายละสังขารไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เมื่อคนป่วยเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ ญาติพี่น้องจะจัดเตรียมกรวยสำหรับใส่ดอดไม้ธูปเทียนซึ่งทำจากใบตอง นำมาใส่มือให้แก่ผู้ป่วยที่พนมไว้และทำการบอกหนทาง คือ บอกหรือกระซิบข้างหูว่า ให้นึกถึงพระอรหันต์ หรือภาวนา

อรหัง สัมมา ฯลฯ

เหตุแห่งการบอกหนทางเช่นนี้ เพราะมีความเชื่อกันว่า คนเราเมื่อจะหมดลมหายใจวิญญาณจะออกจากร่าง แต่จะไปสู่สุคติ หรือทุกขคติ ย่อมขึ้นอยู่กับจิตสำนึกครั้งสุดท้าย การบอกหนทางแก่ผู้ตาย ก็เพื่อให้ดวงวิญญาณได้ไปสู่สุคติหรือสู่สัมปรายภพ คือ ภพใหม่ที่ดี



ตำนานความเป็นมา



มีคตินิยามเกี่ยวกับเรื่องกรวยดอกไม้ธูปเทียนและการบอกหนทางแก่ผู้ตายอยู่ว่า พรานป่าผู้หนึ่งเมื่อมีชีวิตอยู่ได้ล่าสัตว์ขายเป็นอาชีพ ครั้นเมื่อเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ ได้เห็นวิญญาณของสัตว์ที่ตนเคยฆ่าจำนวนมากมาปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงเกิดความสะดุ้งหวาดกลัวต่ออกุศลที่กระทำไว้ พรานได้บอกเรื่องราวแก่ภิกษุลูกชายของตน

ภิกษุผู้เป็นลูกชายของพราน ได้ให้บิดาพนมมือแล้วจัดกรวยดอกไม้ธูปเทียนใส่ในมือ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย ครั้นเมื่อบิดาใกล้จะหมดลมหายใจ ภิกษุได้เตือนให้บิดาของตนรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย โดยกล่าวคำว่า

สัมมา อรหัง หรือ สัมมา สัมพุทโธ ให้นึกถึงพระอรหันต์

คนเจ็บใกล้หมดลมหายใจ เราเรียกว่าอยู่ในช่วงใกล้มรณะญาณ โสตประสาทและจักษุประสาท (หูและตา) ยังไม่ดับสนิท เมื่อเห็นอาการว่าใกล้จะหยุดหายใจ ให้พยายามดูแลใกล้ชิด นำกรวยดอกไม้ธูปเทียนที่จัดเตรียมไว้ใส่มือพนม พร้อมบอกหนทางแก่คนเจ็บ

คนโบราณเชื่อว่า ควรให้คนป่วยได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่และนำเงินติดกระเป๋าให้ด้วย เพราะเมื่อดวงวิญญาณออกจากร่างแล้ว จะได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่และมีเงินทองติดกระเป๋า สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสู่โลกของวิญญาณ



ลางบอกเหตุแห่งการมรณะ



ก่อนที่จะถึงมรณะญาณ จะมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างสำหรับคนป่วย เช่น กินสั่งลา ไฟธาตุแตก เป็นต้น

กินสั่งลา คือ อาการของคนป่วยที่เจ็บหนักมาเป็นเวลานาน กินข้าวกินน้ำไม่ค่อยได้ แล้วจู่ๆ ก็มีอาการเหมือนหายป่วย ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ขอข้าวขอน้ำกิน หลังจากนั้นอีกไม่นานก็จะหมดลมหายใจหรือตายอย่างสงบ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า กินสั่งลา

ไฟธาตุแตก คนป่วยจะปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมาอย่างไม่รู้ตัว ลูกหลานจะรีบทำความสะอาด และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ คนไข้หรือคนชราที่นอนเจ็บอยู่นั้น ตัวจะเย็นผิดปกติ หากเย็นจากปลายเท้ามาขึ้นตามลำดับเรียกว่า ตายขึ้น หากตายแล้วร่างกายจะเย็นจากตัวลงสู่ปลายเท้า เรียกว่า ตายลง เป็นภาษาชาวบ้าน

มีคติความเชื่ออันหนึ่ง กล่าวว่า หากมีนกแสกมาเกาะที่หลังคาบ้านที่มีคนป่วย หรือบินผ่าน พร้อมส่งเสียงร้องในเวลากลางคืน แสดงว่าคนป่วยนั้นถึงกาลหมดอายุ เพราะนกแสก เป็นพาหนะของพญายม



ของถูกผีทับ



เป็นคติความเชื่อของชาวบ้าน ว่าเมื่อก่อนที่คนเจ็บจะหมดลมหายใจ ต้องนำยาที่ใช้รักษาพยาบาลออกไปไว้นอกบ้าน มิฉะนั้น เมื่อคนเจ็บตาย ยานั้นเรียกว่าของถูกผีทับ ไม่สามารถนำมาใช้ได้เพราะคุณภาพเสื่อม บางทีเชื่อถึงขนาดต้องนำคาถาเลขยันต์ของศักดิ์สิทธิ์ออกไปนอกตัวบ้าน ก่อนที่คนเจ็บจะตาย มิฉะนั้นของจะเสื่อมต้องนำไปถวายวัดหรือนำไปเข้าพิธีปลุกเสกใหม่ เป็นคติความเชื่อของคนโบราณซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยยึดถือปฏิบัติกันแล้ว






ความคิดเห็นที่ 8

น้ำใส
16 พ.ค. 2554 14:28
  1. การตาย จริงๆแล้ว ตือการเปลี่ยนร่าง เปลี่ยนภพภูมิใหม่เท่านั้นเอง

    จิตวิญญาณของเราไม่มีวันตาย เพียงแค่ย้ายร่าง



ความคิดเห็นที่ 7

โอเบ (Guest)
4 พ.ค. 2554 13:51
  1. ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้ ความเชื่อละความคิดที่ดีๆเหล่านี้



ความคิดเห็นที่ 13

นกแสก
8 ก.ย. 2554 13:50
  1. มี  "คำพระ"  อยู่ประโยคหนึ่งกล่าวไว้น่าคิดว่า  "ความตายเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัว  แต่ความเกิดนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว"




ความคิดเห็นที่ 12

Mizusawa
8 ก.ย. 2554 12:24
  1.                   

                      ครั้งเด็กๆ พ่อแม่พาไปงานศพ 
                      มีพระมาสวด มีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ 
                     มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน
     
                     พ่อแม่พาไปไหว้เขาจนทั่ว 
                     แล้วก็ไปวิ่งเล่นนอกศาลา... 

                     พอเป็นวัยรุ่น ไปงานศพกับพ่อแม่
                     มีพระมาสวด มีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ
                     มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน

                     ตามพ่อแม่ไปไหว้ทักทายทุกคน
                     แล้วหลบไปนั่งอยู่ท้ายศาลา... 

                    ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ พาพ่อแม่ไปงานศพ
                    มีพระมาสวดมีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ 
                    มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน
     
                    ตรงไปไหว้ทักทายคนรู้จักทุกคน 
                    กลับมานั่งฟังพระสวดในศาลา... 

                    เมื่อมีครอบครัวมีลูก-หลาน พาครอบครัวลูกหลานไปงานศพ 
                    มีพระมาสวดมีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ 
                    มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน
     
                    มีคนมาไหว้หลายคน 
                    นั่งฟังพระสวดอยู่ด้านหน้าศพ... 

                    ท่ามกลางเสียงพระสวด...
                    ภาพต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโตผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความคิด... 
                    ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของผู้ที่ตายไปผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความคิด... 

                   ไปงานศพมานาน แต่เพิ่งจะได้คิด...
                   จากวิ่งเล่นนอกศาลา...
                   มานั่งอยู่ท้ายศาลา...
                   ขยับมานั่งกลางศาลา... 
                   และวันนี้นั่งอยู่แถวหน้าสุด...ใกล้ศพผู้ตาย 
           



    คัดมาจาก
    http://www.pantown.com/board.php?id=15918&area=&name=board2&topic=81&action=view




ความคิดเห็นที่ 10

Mizusawa
18 พ.ค. 2554 17:04
  1. ขอรับความอนุเคราะห์ อีก 2 clip ครับ







    http://www.youtube.com/watch?v=3CElWG_3pq0






    http://www.youtube.com/watch?v=3VCacdapFJE




ความคิดเห็นที่ 9

Mizusawa
17 พ.ค. 2554 03:04

  1.                     

                                แด่..มารดา
    ผู้วายชนม์








    http://www.youtube.com/watch?v=MQW3LOiZW-Q&feature=related





    http://www.youtube.com/watch?v=FSUeAwr4h7o




ความคิดเห็นที่ 11

Mizusawa
3 ส.ค. 2554 00:10
  1.                           

                             อันพระคุณ ใดเล่า จะเท่าแม่

                             เฝ้าดูแล เลี้ยงลูก ปลูกรับขวัญ

                             ยามเจ็บ-ไข้ แม่วิ่งหา สารพัน

                             ทุกๆวัน แม่ถนอม กล่อมให้นอน

                             หากหมดอื่น หมดไป หาใหม่แก้

                             หากหมดแม่ แล้วไม่มี ที่จะหา

                             พระคุณแม่แสน ประเสร็ฐ แต่เกิดมา

                             ร่วมชายคา เรือนตน แม่คนเดียว ฯ

    แด่ มารดาผู้วายชนม์


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น