วิชาการดอทคอม ptt logo

ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น

โพสต์เมื่อ: 20:39 วันที่ 26 พ.ย. 2550         ชมแล้ว: 41,130 ตอบแล้ว: 13
วิชาการ >> กระทู้ >> ปรัชญา
ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น
ชีวิตของมนุษย์เรา มีความเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีมาโดยตลอด ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย คราวนี้ เป็นเรื่องราวรายละเอียดประเพณี พิธีกรรมที่เกี่ยวกับความตาย และการทำบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ

การ เกิด แต่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดมาสำหรับชีวิตมนุษย์ทุกรูปนามโดยเท่าเทียมกัน ดังมีคำกล่าวที่ว่า "มรณัง อนตีโต" คือ เราจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
ธรรมชาติของน้ำ คือ ความเหลว ธรรมชาติของคน คือ ความตาย
แม้ว่าความตายจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เกรงกันมาก แต่ก็ไม่เคยมีใครหลีกหนีพ้น ได้มีผู้คนเป็นจำนวนมากพยายามคิดค้นหาตัวยา หรือหนทางที่จะให้มีชีวิตอยู่อมตะ แต่ยังไม่เคยมีใครประสบผลสำเร็จ ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ทุกคนมีความตายเป็นของคู่กับการเกิด จึงไม่ควรเกรงกลัวกับความตายจนเกินเหตุ แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือการกระทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ควรพิจารณาว่า เราได้ประกอบคุณงามความดีและสร้างบุญกุศลเอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน ในช่วงที่มีโอกาสเหลืออยู่
พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตาย มีอยู่มากหลายอย่าง อาทิ
• พิธีทำบุญต่ออายุ
• การชักบังสุกุลเป็น
• การบอกหนทางผู้ป่วย
• พิธีการทำศพ

พิธีทำบุญต่ออายุ

ในสมัยโบราณ เมื่อมีผู้ป่วยหนัก เห็นว่าจะมีโอกาสรอดได้น้อย บรรดาญาติๆ หรือลูกหลาน จะนิมนต์สงฆ์มาสวดพุทธมนต์ บทโพชฌงค์ และชักบังสุกุล นอกจากนี้ยังมีพิธีทำบุญต่ออายุให้แก่คนชราทั่วๆ ไปซึ่งลูกหลานจะเป็นผู้จัดให้ คือกระทำก่อนที่จะเจ็บป่วยถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ส่วนใหญ่เป็นการทำพิธีทางศาสนา คือนิมนต์พระมาสวดพระปริตร และทำบุญอุทิศส่วนกุศลโดยมากลุกหลานจะกระทำให้ทุกๆปี หรือทุกๆ ๕ ปี ข้อนี้แล้วแต่ความสะดวกและเห็นสมควร

ประวัติความเป็นมา

การสวดโพชฌงค์ หรือ การสวดหลักธรรมชั้นสูง อันเป็นองค์แห่งธรรมเครื่องตรัสรู้ ซึ่งพระอริยเจ้าเมื่อระลึกถึง สามารถคลายความทุกขเวทนา ในเวลาอาพาธนั้นได้ ดังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพุทธตำนาน ดังนี้
เมื่อคราวที่พระมหากัสสปะ แลพระโมคคัลลานะอาพาธ พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาบทโพชฌงค์โปรด ทำให้พระอริยเจ้าทั้งสองคลายจากความทุกขเวทนาหายอาพาธ
อีกคราวหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ทรงประชวร ได้ตรัสให้พระมหาจุนทะแสดงบทโพชฌงค์ให้ฟัง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงหายประชวรเช่นกัน

การชักบังสุกุลเป็น

สำหรับการสวดบังสุกุลเป็น คือ การนำผ้ามาคลุมร่างคนเจ็บไว้ทั้งตัว ให้พระสงฆ์จับชายผ้า กล่าวคาถาเป็นภาษาบาลีว่า
อะจิรัง วะตะยัง กาโย
ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะวัญญาโณ
นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง ฯ
แปลใจความได้ว่า กายนี้ไม่นานหนอ จักเป็นของเปล่าๆ
ปราศจากวิญญาณทับถมแผ่นดิน ดังท่อนไม้อันหาประโยชน์มิได้ ฉะนั้น ฯ
เป็นการช่วยให้คนป่วยหรือคนชรามีกำลังใจ ทั้งจากบทสวด และการที่ลูกหลานมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันด้วยความรัก และระลึกถึงว่าคนชราผู้นี้เคยเป็นดังร่มโพธิ์ร่มไทรที่เคยให้ความร่มเย็นแก่ลูกหลาน หากคนชราถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพัง โดยเฉพาะเมื่อยามเจ็บป่วยจะขาดกำลังใจเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ ประเพณีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพุทธมนต์บทโพชฌงค์ และชักบังสุกุลแก่ผู้ที่กำลังป่วยหนัก จึงกระทำสืบเนื่องกันมา ในภาคอีสานจะมีพิธีสวดขวัญ ให้แก่คนไข้ที่กำลังเจ็บหนัก และทำพิธีค้ำต้นโพธิ์ต่ออายุ พิธีตวงข้าว ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญและสร้างขวัญกำลังใจทั้งสิ้น
บางคนเมื่อเจ็บป่วยหนัก อาจจะทำบุญต่ออายุ ด้วยการปล่อยนกปล่อยปลาปล่อยเต่า บางทีก็ไปซื้อสัตว์เป็นๆ จำพวกเป็ด ไก่ หมู วัว ควาย ที่เขากำลังจะฆ่าไปปล่อย ถือเป็นการไถ่อายุ

การบอกหนทางคนป่วย

ไม่ว่าจะกระทำพิธีต่ออายุหรือพยายามรักษาพยาบาลอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดแห่งการสิ้นอายุขัย ทุกคนก็ต้องตายละสังขารไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เมื่อคนป่วยเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ ญาติพี่น้องจะจัดเตรียมกรวยสำหรับใส่ดอดไม้ธูปเทียนซึ่งทำจากใบตอง นำมาใส่มือให้แก่ผู้ป่วยที่พนมไว้และทำการบอกหนทาง คือ บอกหรือกระซิบข้างหูว่า ให้นึกถึงพระอรหันต์ หรือภาวนา
อรหัง สัมมา ฯลฯ
เหตุแห่งการบอกหนทางเช่นนี้ เพราะมีความเชื่อกันว่า คนเราเมื่อจะหมดลมหายใจวิญญาณจะออกจากร่าง แต่จะไปสู่สุคติ หรือทุกขคติ ย่อมขึ้นอยู่กับจิตสำนึกครั้งสุดท้าย การบอกหนทางแก่ผู้ตาย ก็เพื่อให้ดวงวิญญาณได้ไปสู่สุคติหรือสู่สัมปรายภพ คือ ภพใหม่ที่ดี

ตำนานความเป็นมา

มีคตินิยามเกี่ยวกับเรื่องกรวยดอกไม้ธูปเทียนและการบอกหนทางแก่ผู้ตายอยู่ว่า พรานป่าผู้หนึ่งเมื่อมีชีวิตอยู่ได้ล่าสัตว์ขายเป็นอาชีพ ครั้นเมื่อเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ ได้เห็นวิญญาณของสัตว์ที่ตนเคยฆ่าจำนวนมากมาปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงเกิดความสะดุ้งหวาดกลัวต่ออกุศลที่กระทำไว้ พรานได้บอกเรื่องราวแก่ภิกษุลูกชายของตน
ภิกษุผู้เป็นลูกชายของพราน ได้ให้บิดาพนมมือแล้วจัดกรวยดอกไม้ธูปเทียนใส่ในมือ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย ครั้นเมื่อบิดาใกล้จะหมดลมหายใจ ภิกษุได้เตือนให้บิดาของตนรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย โดยกล่าวคำว่า
สัมมา อรหัง หรือ สัมมา สัมพุทโธ ให้นึกถึงพระอรหันต์
คนเจ็บใกล้หมดลมหายใจ เราเรียกว่าอยู่ในช่วงใกล้มรณะญาณ โสตประสาทและจักษุประสาท (หูและตา) ยังไม่ดับสนิท เมื่อเห็นอาการว่าใกล้จะหยุดหายใจ ให้พยายามดูแลใกล้ชิด นำกรวยดอกไม้ธูปเทียนที่จัดเตรียมไว้ใส่มือพนม พร้อมบอกหนทางแก่คนเจ็บ
คนโบราณเชื่อว่า ควรให้คนป่วยได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่และนำเงินติดกระเป๋าให้ด้วย เพราะเมื่อดวงวิญญาณออกจากร่างแล้ว จะได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่และมีเงินทองติดกระเป๋า สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสู่โลกของวิญญาณ

ลางบอกเหตุแห่งการมรณะ

ก่อนที่จะถึงมรณะญาณ จะมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างสำหรับคนป่วย เช่น กินสั่งลา ไฟธาตุแตก เป็นต้น
กินสั่งลา คือ อาการของคนป่วยที่เจ็บหนักมาเป็นเวลานาน กินข้าวกินน้ำไม่ค่อยได้ แล้วจู่ๆ ก็มีอาการเหมือนหายป่วย ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ขอข้าวขอน้ำกิน หลังจากนั้นอีกไม่นานก็จะหมดลมหายใจหรือตายอย่างสงบ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า กินสั่งลา
ไฟธาตุแตก คนป่วยจะปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมาอย่างไม่รู้ตัว ลูกหลานจะรีบทำความสะอาด และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ คนไข้หรือคนชราที่นอนเจ็บอยู่นั้น ตัวจะเย็นผิดปกติ หากเย็นจากปลายเท้ามาขึ้นตามลำดับเรียกว่า ตายขึ้น หากตายแล้วร่างกายจะเย็นจากตัวลงสู่ปลายเท้า เรียกว่า ตายลง เป็นภาษาชาวบ้าน
มีคติความเชื่ออันหนึ่ง กล่าวว่า หากมีนกแสกมาเกาะที่หลังคาบ้านที่มีคนป่วย หรือบินผ่าน พร้อมส่งเสียงร้องในเวลากลางคืน แสดงว่าคนป่วยนั้นถึงกาลหมดอายุ เพราะนกแสก เป็นพาหนะของพญายม

ของถูกผีทับ

เป็นคติความเชื่อของชาวบ้าน ว่าเมื่อก่อนที่คนเจ็บจะหมดลมหายใจ ต้องนำยาที่ใช้รักษาพยาบาลออกไปไว้นอกบ้าน มิฉะนั้น เมื่อคนเจ็บตาย ยานั้นเรียกว่าของถูกผีทับ ไม่สามารถนำมาใช้ได้เพราะคุณภาพเสื่อม บางทีเชื่อถึงขนาดต้องนำคาถาเลขยันต์ของศักดิ์สิทธิ์ออกไปนอกตัวบ้าน ก่อนที่คนเจ็บจะตาย มิฉะนั้นของจะเสื่อมต้องนำไปถวายวัดหรือนำไปเข้าพิธีปลุกเสกใหม่ เป็นคติความเชื่อของคนโบราณซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยยึดถือปฏิบัติกันแล้ว
64157


chpu
ร่วมแบ่งปัน221 ครั้ง - ดาว 159 ดวง





จำนวน 10 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 พ.ย. 2550 (20:49)
ในทางพุทธศาสนา ได้มีการสอนเกี่ยวกับการตายของคนเราเอาไว้ในเรื่องของ “จิตใกล้ตาย” หรือ “ใกล้วาระแตกดับ” หรือที่เรียกว่า “มรณสันวิถี” โดยกล่าวไว้ว่า บุคคลใกล้ตายทั้งหลาย มักจะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นในขณะใกล้ตาย อันเป็นเครื่องบ่งบอกล่วงหน้าให้รู้ว่า จักไปสู่นรกอย่างแน่นอนนั้น เรียกว่า อารมณ์ มี ๓ อย่าง คือ



๑. กรรมารมณ์ ได้แก่กรรมที่ตนทำไว้แต่ก่อน ๆ มาปรากฏให้ระลึกขึ้นได้ ในขณะที่กำลังร่อแร่ใกล้จะตายในพริบตา ถ้าตนมีบาปอกุศลกรรมที่ทำไว้ ในขณะนี้ ก็จะปรากฏเป็นภาพแห่งอกุศลกรรมชนิดนั้นให้เห็นอย่างชัดเจนในมโนทวาร เช่น คนเคยทำอกุศลกรรมฆ่าคนไว้ ภาพที่ตนเคยฆ่าคน ก็จะปรากฏมาให้เห็น



คนที่ทำอกุศลกรรม คือ เตะตี ด่าว่าบิดามารดาไว้ก็ดี หรือ คนเคยทำอทินนาทาน ลักขโมย ปล้น รีดไถ ฉ้อฉล ผู้อื่นไว้ก็ดี คนเคยประพฤติผิดกาเมสุมิจฉาจาร นอกใจสามีภรรยาก็ดี มีความประพฤติชั่วมัวเมาดื่มสุราเมรัยก็ดี ฯลฯ อกุศลกรรมเหล่านี้ จะมาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เหมือนอย่างที่ตนเคยทำไว้ แล้วจิตก็จะยึดหน่วงเอาภาพอกุศลกรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายลงเวลานั้นแล้ว ก็นำไปสู่ทุคติภูมิ คือ เป็นสัตว์ในแดนนรก ต้องเสวยทุกขเวทนาตามสมควรแก่กรรมที่ทำไว้ ภาพที่เห็นซึ่งปรากฏแก่คนที่ใกล้ตายเต็มที จะเป็นการเห็นของเขาคนเดียวเท่านั้น คนอื่นไม่สามารถจะเห็นร่วมด้วย หากว่า กรรมารมณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏ ก็จะปรากฏอารมณ์อีกอย่างหนึ่ง คือ



๒. กรรมนิมิตตารมณ์ ได้แก่ อุปกรณ์แห่งการทำกรรมในอดีตมาปรากฏให้เห็น เพราะการทำกรรมทุกอย่าง ย่อมมีอุปกรณ์ คือ เครื่องมือสำหรับทำกรรม เช่น ทำกรรมปาณาติบาต ต้องมี มี ปืน แหลน หลาว ศาสตราวุธต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการฆ่า เครื่องมือในการทำอกุศลกรรมเหล่านี้ จะมาปรากฏเป็นกรรมนิมิตในขณะที่จะดับจิตขาดใจตาย ให้เห็นเป็นภาพชัดเจนที่สุด ให้เห็นเป็นมีด ปืน แหลน หลาว ของตนที่เคยใช้ทำปาณาติบาต



ถ้าทำอกุศลกรรมอย่างอื่น เช่น ลักขโมย ก็ปรากฏให้เห็นเครื่องมือในการลักขโมย ตลอดถึงท่าทางที่ตนทำเมื่อก่อนลักขโมย หรือ ทำการลักขโมย



ถ้าเคยประพฤติผิดประเวณี ก็ปรากฏภาพการทำผิดประเวณีที่ตนเคยทำเอาไว้, ถ้าเคยพูดโกหกหลอกลวงให้ผู้อื่นเสียหาย ก็ปรากฏภาพการโกหกหลอกลวงนั้น, ถ้าเคยดื่มสุราเมรัยเป็นปกติ ภาพแห่งการดื่มสุราเมรัย ก็จะมาปรากฏ, ถ้าเคยทำอกุศลกรรม คือ กัดปลา ชนไก่ ภาพกัดปลา ชนไก่ ตลอดจนกิริยาท่าทางที่ตนทำขณะปลากำลังกัดกัน หรือ ไก่กำลังชนกัน เช่น เอาหัวแม่มือทั้งสองชนกันอย่างแรง ปากก็พร่ำบ่นว่า โป๊กพ่อ ๆ ปรากฏ



แม้กระทำอกุศลกรรมอย่างอื่น ๆ เช่น ขโมยตัดเศียรพระพุทธรูป ฉ้อฉล ยักยอกเอาของผู้อื่น ภาพการกระทำอกุศลนั้น ๆ ก็จะมาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในมโนทวาร เหมือนดูหนังดูละครไม่ผิดเพี้ยน



เมื่อได้เห็นภาพการกระทำอกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า กรรมนิมิต ต่อจากนั้นก็ยึดหน่วงไว้เป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายในขณะนั้น ก็น้อมนำไปให้เกิดในทุคติภูมิ คือ เกิดเป็นสัตว์นรก ต้องเสวยโทษทุกข์ตามกรรมที่ทำไว้ แต่ถ้าหากนิมิตที่กล่าวมาทั้งสองประการไม่เกิด ก็จะเกิดอารมณ์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ



๓. คตินิมิตตารมณ์ ได้แก่นิมิตต่าง ๆ อันบ่งบอกถึงคติแห่งโลกที่ตนจะต้องไปเกิดหลังจากที่ได้ดับจิตตายไปจากมนุษย์โลกนี้แล้ว มาปรากฏให้เห็นทางมโนทวาร คือ ทางใจ บางอย่างก็เป็นภาพที่ตนเคยเห็น บางอย่างก็ไม่เคยเห็น แต่ส่วนมากเป็นภาพที่ตนไม่เคยเห็นทั้งสิ้น



สำหรับผู้ทำอกุศลกรรมไว้ จะต้องไปเกิดในนรก เมื่อเขาจะขาดใจตายนั้น เขาจะเห้นสิ่งที่บ่งบอกว่า จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก เช่น เปลวไฟร้อนระอุ เห็นหม้อทองแดง มีน้ำนรกกำลังเดือดพล่าน เห็นป่างิ้วมีหนามเป็นเหล็กลุกเป็นเปลวไฟ เห็นฝูงปีศาจมีรูปร่างพิกลต่าง ๆ หน้าตาดุร้ายถมึงทึง ถือไม้ค้อนเหล็กจะตีลงมาที่กบาลตน ซึ่งตนไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต หรือมิฉะนั้นเห็นฝูงปีศาจนั้น ถือท่อนเหล็กใหญ่โต จะพุ่งมาที่ทรวงอกตน หรือ มาฉุดกระชากลากตัวไป บางคนก็เห็นเป็นแร้งกา และหมาที่ดุร้าย คล้ายหมาป่า กำลังมาจะฉีกกัดเลือดเนื้อของตนกิน



บุคคลผู้ใกล้จะตายนั้น ย่อมเห็นอย่างชัดเจน มีความตกใจสะดุ้งกลัวใจสั่นระรัว แต่ไม่สามารถส่งเสียงร้องให้ผู้อื่นช่วยเหลือได้



เมื่ออ่านถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะมีคำถามกลับมาว่า แล้วในกรณีที่อารมณ์ทั้ง ๓ ประการไม่ปรากฏแก่บุคคลที่ใกล้จะตาย อย่างเช่น คนที่ตายโหงด้วยการ ถูกยิงตาย รถคว่ำตาย เครื่องบินตกตาย จมน้ำตาย ฯลฯ คือ ตายแบบกระทันหัน ไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัวตั้งสติ จิตวิญญาณของเขาเหล่านี้ จะไปอุบัติที่ใด ภพภูมิใด



ในทัศนะของผม ซึ่งอาจแตกต่างจากผู้รู้ท่านอื่นไปบ้าง ผมเชื่อว่า จิตวิญญาณที่ตายโหงดังกล่าว ถ้าถึงที่ตาย และเวลาตายจริง ๆ แล้ว แม้จะไม่รู้เนื้อรู้ตัว หรือ ตั้งอารมณ์ทัน ก็มักจะถูกกรรม หรือ กระแสกรรม ที่แรงมากกว่ากระแสน้ำ กระแสลม หรือ พลังงานใด ๆ ดึงดูดให้ไปยังภพภูมิใหม่ ส่วนจะไปภพภูมิใด ต้องขึ้นอยู่กับกรรมดีและกรรมชั่วที่เขาได้กระทำเอาไว้เป็นผู้ชักนำ



แต่ในบางกรณี ที่จิตวิญญาณนั้น ไม่ถึงที่ตาย และวาระ หรือ เวลาที่จะต้องตาย แต่ต้องมาตายด้วยมีกรรมมาตัดรอน พวกนี้พอตายไป จิตวิญญาณจะยังคงอยู่ในภพภูมิมนุษย์ อาจปรากฏรูปร่างให้คนอื่นเห็นได้ จะมีสัญญา หรือ ความจำเดิมในสมัยที่เป็นมนุษย์ทุกอย่าง ที่เรามักเรียกกันว่า “สัมภเวสี” หรือ “ภูติผีปีศาจ” และจิตวิญญาณนั้น มักจะล่องลอย หรือ สิงสถิตอยู่ในที่ที่ตนเองตาย หรือ ไม่ไกลไปจากละแวกนั้น จนกว่าจะได้รับกุศลผลบุญจากญาติมิตรที่ทำบุญอุทิศไปให้ จนมีกำลังหนุนส่งเพียงพอ ที่จะไปเกิดในภพภูมิใหม่ได้



หรือไม่ก็อาจจะล่องลอยไปในโลกแห่งวิญญาณ ตามกระแสบุญกระแสกรรมที่ทำมา แต่ยังไม่ได้ไปจุติ หรือ เกิดใหม่ ด้วยยังไม่ถึงวาระ และเมื่อถึงวาระแล้ว จิตวิญญาณนั้น อาจจะถูกกระแสกรรม ดึงดูดไปเกิดในภพภูมิใหม่ หรือไม่ ก็ถูกส่งไปยังสถานที่ที่พิพากษาดวงวิญญาณผู้ตาย ซึ่งผมเชื่อว่า ยังคงอยู่ในภพภูมิมนุษย์อยู่ แต่เป็นอีกมิติหนึ่งที่มองไม่เห็นกัน ณ สถานที่แห่งนั้น จะมีการชำระความ พิจารณาถึงกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิต หรือ อยู่ในโลกวิญญาณ ซึ่งผู้ทำการพิพากษานั้น ผมเข้าใจว่า คือ ท่านพระยามัจจุราช เทพเจ้าแห่งความตาย มากกว่าพระยายม ที่อยู่ในนรก ดังที่หลายคนเคยเข้าใจ เพราะประสบการณ์จากการอ่านเรื่องราวของคนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมา หรือในบางราย ที่ตายแล้วเกิดใหม่ ระลึกชาติได้ มักพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าไปในดินแดนแห่งหนึ่ง เวิ้งว้าง ว่างเปล่า ไม่มีกลางวันกลางคืน แต่มีแสงสว่างนวลอยู่ตลอดเวลา บางคนก็ไปพบพระยามัจจุราช ทำการตัดสิน บางคนก็อยู่ในโลกของวิญญาณ มีบ้านเรือน อาหารการกิน เหมือนมนุษย์ทุกอย่าง แต่เป็นทิพย์ และมีเหมือนกัน ที่ไม่มีบ้าน ไม่มีอาหารกินในโลกวิญญาณ ต้องอดอยากหิวโหย เป็นผีร่อนเร่พเนจร ต้องแย่งอาหารที่เขาเซ่นไหว้ ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการ หรือ อิ่มท้อง ทั้งนี้คงเนื่องจากผลบุญที่ทำไว้ หรือ ไม่ได้ทำ ในสมัยที่มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ หรือ ได้รับผลบุญที่ญาติทำส่งมาให้หรือไม่ นั่นเอง



มีคนที่ตายแล้วฟื้นหลายคน บอกว่า ไปเห็นนรกมา เพราะเห็นภาพการทรมาน ถ้าบอกว่า เห็น ผมเชื่อครับ เพราะนั่นเป็นนิมิตที่เขาจะไป แต่ถ้าบอกว่า ไปท่องนรกมา ผมไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะวันเวลาของเมืองมนุษย์ สวรรค์ และ นรก ต่างกันมากทีเดียว อย่าลืมว่า หนึ่งวัน หนึ่งคืน ในเมืองนรกนั้น เท่ากับ เก้าล้านปี ของเมืองมนุษย์ หากใครบอกว่า ตายไป แล้วไปเที่ยวนรก หรือ ท่องขุมนรกมาครึ่งค่อนวันล่ะก็ เมื่อเขากลับมาโลกมนุษย์ ต้องปาเข้าไปตั้ง ๔ – ๕ ล้านปี มนุษย์เชียวนะครับ จะให้เชื่อคงทำใจลำบาก



ที่ตายไปแล้วไปเห็นสวรรค์ ผมเชื่อครับ ว่าสิ่งที่เห็นเป็นสวรรค์จริง แม้จะไม่ตรงกับสภาพของสวรรค์ที่ปราชญ์ท่านแต่งหรือบรรยายเอาไว้ในไตรภูมิพระร่วง แต่ถ้าบอกว่า ไปเที่ยวสวรรค์ ไปพูดคุยกับเทวดา นางฟ้ามาล่ะก็ หัวขาดตีนเด็ด ผมก็ไม่เชื่อ เพราะเวลาในสวรรค์นั้น ช้ากว่าวันเวลาในเมืองมนุษย์มาก แต่ก็ยังช้าน้อยกว่าเวลาในเมืองนรกหลายล้านเท่าตัว กล่าวคือ หนึ่งวัน หนึ่งคืน ของสวรรค์ชั้นที่ ๑ คือ จาตุมหาราชิกา เท่ากับ ๕๐ ปี ในเมืองมนุษย์



เคยมีหนุ่มคนหนึ่ง พลัดหลงเข้าไปในเมืองลับแล อันเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกอมนุษย์ และเทวดาชั้นต่ำ ไปพบบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ไม่แตกต่างจากเมืองมนุษย์นัก แต่มีความสะอาด เรียบร้อย สวยงาม เป็นธรรมชาติ ไร้มลภาวะเป็นพิษ น่าอยู่ น่าอาศัยกว่าเมืองมนุษย์มากนัก ได้ไปพบรักกับหญิงสาวนางหนึ่ง อยู่กินกับนางจนมีลูกด้วยกัน วันหนึ่ง ลูกร้องโยเย หาแม่ ผู้เป็นพ่อก็ปลอบลูกน้อยว่า นิ่งเสียเถิด เดี๋ยวแม่ก็มาแล้ว ซึ่งเป็นการพูดโกหก ผิดกฎของเมืองลับแล ที่เป็นเมืองกึ่งมนุษย์ กึ่งสวรรค์ เมื่อนางกลับมา ก็ทราบได้ด้วยสังเกตเห็นผิวพรรณผู้เป็นสามีเศร้าหมองไป นางก็หยั่งรู้ว่า สามีทำผิดกฎที่เคยบอกเอาไว้ ว่า ห้ามพูดโกหก นางจึงจำเป็นต้องนำสามีมาส่งที่ชายป่า เขตแดนระหว่างเมืองมนุษย์กับเมืองลับแล บอกว่า น้องกับพี่หมดวาสนาที่จะอยู่ร่วมกันแล้ว พี่จงกลับไปใช้ชีวิตในภพภูมิของพี่เถิด ก่อนจาก ยังได้มอบทองคำแท่งให้จำนวนหนึ่ง ห่อผ้า สั่งกำชับไว้ว่า ห้ามเปิดให้ใครดูระหว่างทาง เมื่อถึงบ้านเมื่อไรค่อยเปิด



เมื่อสามีออกพ้นเขตหมู่บ้านเมืองลับแลมาแล้ว ก็มีอาการเหนื่อยอ่อน หมดเรี่ยวแรง กำลังวังชาไม่มี เดินไม่ค่อยจะไหว เพราะสภาพร่างกายจากหนุ่มวัยฉกรรจ์ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นคนแก่ หลังค่อม เข้าสู่วัยชรา เมื่อลัดเลาะเดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ตนเองเคยอยู่ ก็เที่ยวสอบถามชาวบ้าน ว่ารู้จักบ้านพ่อแม่ พี่น้อง ของตนที่ชื่อนั่น ชื่อนี่ บ้างไหม ? ผู้คนในหมู่บ้านไม่มีใครรู้จักเลยสักคน เลยเข้าไปอาศัยที่วัดในหมู่บ้าน พบหลวงตาเจ้าอาวาส อายุ ๘๐ ปี แข็งแรง ความจำดี ไม่หลงลืม หูตาดี ยังมองเห็น และได้ยินชัดเจน ก็เลยสอบถามท่าน ท่านก็เลยถามถึงชื่อโยม และบ้านที่พัก ชายผู้นั้นบอกว่า เขาชื่อ “บุญสิงห์” เป็นลูกนายนั่น นางนี่ บ้านอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ หลวงตาได้ฟัง ถึงกับผงะ เพราะตอนเป็นเด็ก อายุได้ ๘ ขวบ ได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่า นายบุญสิงห์ ลูกหมอแสง แพทย์แผนโบราณ ได้หายสาปสูญไปจากหมู่บ้าน หลังจากเข้าป่า หาสมุนไพร เป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่มีใครรู้ ส่วนพ่อแม่ของนายบุญสิงห์นั้น ล้มหายตายจากไปนานแล้ว ญาติพี่น้องอื่น ๆ ก็กระจัดพลัดพราก ย้ายจากถิ่นที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ ไปตั้งรกรากในที่อื่นจนหมดสิ้น



พอได้ฟังหลวงตาเล่าจนจบ นายบุญสิงห์ถึงกับน้ำตาคลอ บอกเล่าเรื่องของตนให้หลวงตาฟัง ว่าตนนี่แหละ คือ คนคนเดียวกับที่หายไป แต่ตนจำได้ว่า ได้ไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้ไม่นาน แค่ปี กว่า ๆ เท่านั้น แต่ทำไมพอออกมา อายุ และวัยของตน ถึงแก่เฒ่าลงไปร่วมร้อย และกาลเวลาในหมู่บ้านที่ตนอยู่ ถึงได้ผ่านไปเร็วถึง ๗๐ – ๘๐ ปี ต่อมาภายหลัง จึงมาเข้าใจว่า ถิ่นที่ตนไปอาศัยอยู่นั้น ไม่ใช่เมืองมนุษย์ แต่เป็นเมืองลับแล ที่มีเวลาช้ากว่าเมืองมนุษย์นั่นเอง (๑ ปีเมืองลับแล เท่ากับ ๕๐ ปี เมืองมนุษย์ โดยประมาณ ทั้งนี้ เนื่องจากเมืองลับแล แม้อยู่ในเขตสวรรค์ชั้นที่หนึ่งก็จริง แต่อยู่ปลายเขตติดต่อกับเมืองมนุษย์ ดังนั้น วันเวลาจึงแตกต่างจากสวรรค์ชั้นที่หนึ่งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เขาไกรลาศ)
64159

chpu
ร่วมแบ่งปัน221 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 26 พ.ย. 2550 (23:33)
อา..ได้ความรู้ดีครับ มันคล้ายๆจะเป็นความเชื่อทางศาสนา ที่ผสมผสานจนกลายมาเป็นความเชื่อทางวัฒนธรรมประเพณีหรือเปล่า เพราะศาสนาพุทธจริงๆไม่ได้พูดเรื่องเหล่านี้ มันจึงน่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนาท้องถิ่นดั้งเดิม ที่ผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาพุทธเข้าไปด้วยกระมัง? ซึ่งความเชื่อเเต่ละเรื่อง ก็จะมีความเชื่อทางศาสนาผสมผสานในระดับที่เเตกต่างกันไป บางส่วนของความเชื่อก็มาจากคำสอนทางศาสนา ขณะที่บางส่วนก็เป็นความเชื่อที่ถูกเติมเเต่งเพิ่มเข้ามานอกเหนือจากความเชื่อทางศาสนาเพียวๆ เช่น เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติ หรือห้ามปฏิบัติ เพราะมี เหตุ-ผล อะไร อะไร ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ได้อยู่ในคำสอนทางศาสนาเเต่อย่างใด อย่างไรศึกษาเรื่องพวกนี้ไว้ จะได้เห็นความสัมพันธ์เเละของเชื่อมโยงความเชื่อทางศาสนากับความเชื่อทางวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม จนกลายมาเป็นลักษณะเฉพาะของความเชื่อ ที่มีลักษณะเฉพาะตามเเต่ละท้องถิ่นที่เเตกต่างกัน เเต่ยังไงซะความเชื่อก็คือความเชื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคล เเละไม่เสียหายอะไรที่จะยึดประโยคนี้ไว้ในใจ

"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"
yoshisuku
ร่วมแบ่งปัน304 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 1 ธ.ค. 2550 (08:53)
64800
คำว่า “มรณะ” หรือ “มรณัง” ที่แปลว่า ความตาย นั้น เป็นสิ่งที่สัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ภพภูมิใดก็ตาม หากยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้วล่ะก็ ต้องพบและประสบด้วยกันทุกตัวตน หลายคนหรือคนนอกศาสนา ที่ไม่เคยได้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างถึงแก่น มักจะเข้าใจกันไปว่า ความตาย คือ จุดสิ้นสุดของชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอย่างมาก เพราะแท้จริงแล้ว ความตาย คือ จุดเริ่มต้นของชีวิตต่างหาก ชีวิตหลังความตายเป็นชีวิตใหม่ ในชาติ หรือภพภูมิใหม่ ส่วนจะเป็นภพภูมิใด ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับบาปบุญ ที่เกิดจากกรรม หรือ การกระทำของผู้นั้นในภพภูมิก่อนเป็นผู้ชักพาไปปฏิสนธิ หรือ เกิดใหม่ นั่นเอง



ที่นี้จะเชื่อได้อย่างไรว่า คนเราหรือสรรพสัตว์โลกทั้งหลายเมื่อตายไปแล้วต้องเกิด ? เรื่องนี้ต้องขอตอบว่า จะรู้ได้ด้วยตัวของตัวเอง หรือ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ฯ เท่านั้น คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจอวิญญาณ หรือ ภูติผีปีศาจ ไม่เจอด้วยตนเอง มักจะไม่เชื่อคำบอกเล่าของคนที่เขาประสบพบเห็นมา หาว่าปั้นเรื่องแต่งขึ้นมาหลอกลวง หลอกให้กลัว หรือพูดเล่นสนุกปาก ต่อเมื่อเขาผู้นั้น ประสบพบเจอด้วยตนเองเข้าอย่างจัง เมื่อนั้นแหละจะเชื่อ และเชื่อไปจนตาย หากใครมาบอกว่า ผีไม่มีจริงในโลก เขาจะเถียงหัวชนฝาเลยทีเดียว



พี่ชายคนโตของผม ปัจจุบันอายุ ๖๕ ปี สมัยที่ยังทำการค้าขายอยู่ที่วัดช่างเหล็ก เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน แต่แรกเริ่มเดิมทีเป็นคนที่ไม่กลัวผี ไม่เชื่อว่าผีมีจริง เพราะไม่เคยเจอ เคยไปนอนเฝ้าศพคนตาย เป็นเพื่อนเจ้าภาพหลายต่อหลายงาน ดึกดื่นเที่ยงคืนออกจากบ้าน หรือกลับบ้านคนเดียว ก็ไม่เคยเจอ ใครมาบอกว่าเคยเจอผี แกไม่เชื่อหรอกครับ



แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ประมาณตีสอง แกขี่รถเครื่อง หรือจักรยานยนต์ออกไปซื้อของที่ตลาดหัวรถไฟ (สถานีรถไฟธนบุรี) ขณะที่ขี่รถผ่านหน้าวัดตลิ่งชัน ด้วยความเร็วปกติ เรื่อย ๆ ไม่รีบร้อนนั้น แกก็ต้องตกใจสุดขีด เบรครถจนเสียหลัก เกือบล้มคว่ำขมำหงาย ด้วยมีหญิงสาวผิวขาว ผมยาวเลยไหล่ อายุประมาณ ๒๐ ปี มาจากไหนไม่ทันเห็น เดินตัดหน้ารถของแกในระยะกระชั้นชิด ๔ – ๕ เมตร เท่านั้น แกตกใจ รีบหักหลบ พอให้รถเบี่ยงพ้นไม่ชนคุณเธอไปได้ชนิดใจหายใจคว่ำ เมื่อหยุดรถได้ หันกลับไปจะด่าให้หายแค้นสักหน่อย คุณเธอผู้นั้น ก็ค่อย ๆ หายวับไปต่อหน้าต่อตาในทันทีทันใด



เท่านั้นแหละครับ ขนทั่วตัวแกลุกซู่ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เย็นวาบไปทั้งตัว ดีที่เครื่องยนต์ไม่ดับ แกเข้าเกียร์ได้ก็บิดคันเร่งบึ่งไปข้างหน้า ไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวากันล่ะ ตามองไปข้างหน้า โกยแน่บอย่างเดียว ชนิดไม่เหลียวมามองอีกเลย มาทราบภายหลังว่า วิญญาณที่พี่ชายผมเจอนั้น ชื่อนางหวาน ชาวบ้านละแวกนั้นรู้จักกันดี เรียกกันติดปากว่า “ผีอีหวาน” ในสมัยที่มีชีวิตอยู่เป็นสาวสวยประจำหมู่บ้าน หนึ่งในตำบลเลยทีเดียว แต่ต้องมาตายเพราะมีชู้ เมื่อผัวที่เป็นทหารรับจ้างกลับมาจากลาว หรือ เวียดนาม พบเห็นเข้า เลยยิงนางหวานตาย ส่วนชายชู้หนีรอดไปได้ ศพของนางในขณะนั้นยังไม่ได้เผา ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด เก็บไว้ในโกดังของวัด วันดีคืนดี ใครโชคไม่ดี ดวงตก แล้วต้องเดินทางผ่านล่ะก็ มักจะเจอนางในรูปลักษณ์ต่าง ๆ กัน ชนิดที่เรียกว่า ดึกดื่นค่ำคืนยามวิกาล คนที่เขารู้ หรืออยู่ละแวกนั้น ไม่มีใครเขากล้าเดินทางผ่านหน้าวัดตลิ่งชันกันหรอก มีแต่พี่ชายผมนี่แหละที่อาจจะไม่รู้ หรือ รู้แต่ไม่กลัว เลยเจอดีเข้าจนได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา พี่ชายผมก็ไม่คิดที่จะเดินทางผ่านหน้าวัดตลิ่งชันตอนกลางคืนอีกเลย แม้จะมีคนร่วมเดินทางไปด้วยก็เถอะ



ผี หรือ วิญญาณผู้ตายที่มาปรากฎร่างให้เห็น คืออะไร ? ทำไม มาหลอกมาหลอนผู้คน ทำไมไม่ไปผุดไปเกิด ทั้ง ๆ ที่พุทธศาสนาสอนว่า คนเรา หรือ สัตว์โลกทั้งหลาย ตายแล้วต้องเกิด และ เกิดทันที ไม่มีการรีรอ เรื่องนี้ผมเองก็ได้ศึกษามามาก อ่านประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณที่มาปรากฎตัว เรื่องของคนตายแล้วฟื้น เรื่องของคนที่เกิดมาแล้วระลึกชาติได้ มามากต่อมาก เรียกว่า เจอหรือพบเห็นที่ไหน เป็นต้องอ่าน เคยถามผู้รู้หลายท่าน ท่านก็ยืนยันในหลักคำสอนว่าคนเราตายแล้วต้องเกิดทันที และต้องเกิดอยู่ในทางทั้ง ๗ สาย คือ พรหม เทวดา มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และ สัตว์นรก ประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น โดยท่านบอกว่า ภูตีผีปีศาจ หรือ วิญญาณที่มาปรากฎร่างให้เห็นนั้น น่าจะจัดอยู่ในสองจำพวก คือ ไม่เป็นเปรต ก็เป็นอสุรกาย มีกำเนิดเป็นโอปปาติกะ คือ ปรากฎรูปร่างเป็นตัวเป็นตน เป็นผู้ใหญ่ทันที ไม่ต้องเกิดเป็นเด็กทารกแล้วค่อย ๆ เจริญเติบโต เหมือนมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ปกติมักจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นอาทิสมานกาย มีร่างกายเป็นปรมาณู



ผมเองก็รับฟังครับ แต่ไม่ฟังอย่างเดียว ฟังแล้วคิดตาม พร้อมกับศึกษาเรื่องภพภูมิต่าง ๆ ไปด้วย ก็มีความเห็นแย้งว่า หากภูติผีปีศาจที่เราพบเห็น ซึ่งบางทีไม่ใช่อื่นไกล เป็นพ่อแม่ พี่น้องของเราที่ล่วงลับไปแล้วมาปรากฎให้เห็นด้วยตาเปล่า ไม่ใช่ในความฝัน ต้องเป็นเปรต เป็นอสุรกายอย่างที่ท่านบอกไว้ เราก็ย่อมเสียใจ เพราะเท่ากับว่า ท่านไม่ได้ไปดีอย่างที่เราคิดเราหวัง เพราะเปรต อสุรกายนั้น อยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่าเดรัจฉาน มีสภาพโดยทั่วไปอดอยาก หิวโหย มีร่างกายพิกล ตัวสูงโย่ง หรือ ไม่ก็ใหญ่โต มีมือเท้าเก้งก้าง มักไม่นุ่งผ้า มือเท่าใบลาน ปากเท่ารูเข็ม ฯลฯ



เอ. แต่วิญญาณที่เราพบเห็นนั้น ไม่ใช่ลักษณะที่ว่านี้นี่นา ส่วนมากเรามักเห็นเป็นรูปเป็นร่างของคนเราดี ๆ นี่แหละ มีอาการครบทั้งสามสิบสองประการ (เว้นแต่เจอผีหัวขาด) ถ้าไม่สังเกตให้ดี เช่นไม่มีเงา หรือ เดินเท้าไม่ติดพื้น ดวงตาไม่มีแวว หรือ มีน้ำในดวงตา ฯลฯ บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ที่เราเจอน่ะ เป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วมาปรากฎร่างให้เห็น บางทียังได้พูดคุยกันนานสองนานอีกต่างหาก นอกเสียจากว่า มารู้ในภายหลัง หรือไม่ ก็รู้ในขณะนั้น เพราะพี่ท่านเล่นหายไปต่อหน้าต่อตา อย่างที่พี่ชายผมพบมา ถึงรู้ว่าเป็นผี



ไม่ต้องอื่นไกล ขอยกตัวอย่างเรื่องของ แม่นาคพระโขนง ซึ่งเราท่านเคยได้ฟังเรื่องราวกันมามากต่อมาก ทำให้รู้เรื่องเป็นอย่างดี นางนาคเมื่อตายท้องกลม มาปรากฎรูปร่างให้คนเห็น เป็นหญิงสาวแสนสวย เหมือนเมื่อมีชีวิต อุ้มลูกที่เป็นผีมา ร้อง อุแว้ ๆ ๆ ได้อีก จนนางนาคต้องร้องกล่อมให้หลับ ด้วยเสียงที่โหยหวน เยือกเย็น เป็นที่ได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน จนชาวบ้านในละแวกนั้น ไม่มีใครกล้าออกมาเดินเพ่นพ่าน หลังพระอาทิตย์ตกดิน ทิดมากเอง เมื่อพบเห็นแม่นาคผู้เป็นเมีย ยังเข้าใจว่า นางนาคเป็นคน แม้มารู้ภายหลังจากชาวบ้านว่า นางนาคตายท้องกลมไปตั้งนานแล้ว ก็ไม่เชื่อ จนมาเจอด้วยตาตนเอง เมื่อนางนาคใช้มือที่ยาวหยิบมะนาวที่หล่นไปใต้ถุนขณะตำน้ำพริกอยู่บนบ้านน่ะแหละ ถึงหูตาสว่าง เชื่อสนิทใจว่าเมียตนตายไปแล้วจริง ๆ



เมื่อรู้แล้ว ทิดมากก็ต้องเผ่น ทำให้นางนาคต้องตามไปทุกหนทุกแห่ง ทิดมากอยู่กับใครไม่ได้ ก็ต้องไปอาศัยวัดมหาบุษย์ แม่นาคก็ไม่กลัว อยู่กุฏิไหน ก็ตามไปกุฏินั้น พระเณรต่างหากที่ต้องกลัว เผ่นหนีกันจ้าละหวั่น มีที่เดียวที่แม่นาคไม่กล้าเข้าไปตอแยด้วย คือ ภายในโบสถ์ ได้แต่วนเวียนอยู่ภายนอก จนพระอาทิตย์ใกล้ขึ้น หรือเริ่มสว่างน่ะแหละ จึงค่อยจากไป



หากแม่นาคเป็นเปรต เป็นอสุรกาย สภาพของแม่นาคไม่น่าจะคงรูปลักษณ์เอาไว้อย่างเดิมได้ จริงอยู่ มีเปรต หรือ อสุรกายบางตน สามารถจำแลงร่างได้ แต่ไม่นาน ต้องกลับไปสู่สภาพเดิมในที่สุด แต่ตรงกันข้าม ปกติแล้ว คนที่เจอแม่นาค มักจะเจอในรูปลักษณ์ที่เป็นคน นอกเสียจากแม่นาคจะสำแดงเดช หลอกหลอน เนรมิตกายตนเองให้ใหญ่โต ให้น่ากลัว นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง



เท่าที่ทราบ เปรต อสุรกาย มักจะมาปรากฎตัวให้เห็น เพื่อขอส่วนบุญ หากอุทิศกุศลผลบุญไปให้ เขาก็จะจากไปโดยดี และเท่าที่ศึกษามา เปรต อสุรกาย มักจะอยู่ในภพภูมิของตน คือ เปตภูมิ ที่ห่างไกลจากภพภูมิมนุษย์มาก ติดต่อสื่อสารกันไม่ได้ เปรตที่จะรับส่วนบุญได้โดยตรง มีชนิดเดียวเท่านั้น คือ ปรทัตตุปชีวิกเปรต เพราะอยู่ใกล้บ้านเรือน หรือภพภูมิมนุษย์มากที่สุด การรับส่วนบุญทำได้ ด้วยการเงี่ยหูฟัง หากใครอุทิศกุศลผลบุญมาให้ตน ก็กล่าวอนุโมทนา สาธุ ก็จะได้ผลบุญนั้น หากไม่ได้ยิน หรือกล่าวอนุโมทนาสาธุไม่ได้ เช่น เปรตปากเท่ารูเข็ม ได้แต่ร้องวี๊ด ๆ เหมือนเสียงนกหวีด อย่างนี้ก้ไม่อาจรับส่วนบุญนั้นได้



สรุปความเชื่อของผมนะครับ ท่านผู้อ่านอ่านแล้ว ไม่จำเป็นต้องเชื่อตาม ขอให้ใช้วิจารณญาณกันเอง ว่า ควรเชื่อหรือไม่ ? ผมเชื่อว่า ภูติผีปีศาจ หรือ วิญญาณคนตาย ที่มาปรากฎตัวให้เราท่านทั้งหลายเห็นนั้น กำเนิดเป็น โอปปาติกะ คือ ตายแล้วเกิดเป็นตัวตนขึ้นมาทันทีทันใด คือ เกิดแล้วโตทันที แต่โอปปาติกะนั้น ไม่ใช่เปรต หรือ อสุรกายเสมอไป ส่วนมากเป็นจิตวิญญาณชนิดหนึ่ง ที่ยังคงอยู่ในภพภูมิมนุษย์ ยังไม่ไปเกิดในภพภูมิอื่น หรือ ยังเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ได้ ด้วยกุศลผลบุญที่ทำไว้ยังไม่เพียงพอ หรือ อาจตายก่อนกำหนดกรรมที่ทำเอาไว้ เนื่องจากมีกรรมเก่า หรือ กรรมปัจจุบัน มาตัดรอน (ผีตายโหง) ที่เราท่านเรียกกันว่า “สัมภเวสี” หรือ “วิญญาณที่รอการเกิด” นั่นเอง



สัมภเวสีนั้น ยังคงมีสัญญา หรือ ความจำ ในสมัยที่เป็นมนุษย์ได้ครบถ้วน ดังนั้น จิตวิญญาณจึงคงรูปลักษณ์ในสมัยเมื่อเป็นมนุษย์ทุกอย่าง ยังมีกิเลส ตัณหา ราคะ ไม่ต่างกับสมัยที่มีชีวิตอยู่เป็นคน มีรัก มีโลภ มีโกรธ มีหลง มีร้อน มีหนาว มีหิว มีอิ่ม เหมือนปุถุชนคนธรรมดา สัมภเวสีนั้น ต้องการที่อยู่ หรือ ที่สิงสถิต ถ้าสถิตอยู่ที่ต้นไม้ก็เรียกว่า นางไม้, ถ้าสถิตอยู่ในบ้านเรือน (ส่วนมากมักจะเป็นบรรพบุรุษของเรา) หรือ ศาลที่ตั้งไว้ในบริเวณบ้านเรือน ในหมู่บ้าน ก็เรียกว่า ผีบ้านผีเรือน ผีปู่ตา ส่วนมาก ตายที่ไหน จิตวิญญาณมักจะสิงสถิตที่นั่น เนื่องจากวิญญาณนั้นต้องการที่อยู่ เปรียบได้กับพลังงาน ที่ต้องการที่อยู่ จะอยู่ลำพังไม่ได้



พวกวิญญาณที่ตายโหง เช่น ตายบนท้องถนน ตกน้ำตาย เครื่องบินตกตาย ฯลฯ พวกนี้น่าสงสาร เพราะสถานที่ที่จะสิงสถิตนั้น กว้างใหญ่ไพศาล เวิ้งว้าง กลายเป็นผีข้างถนน ผีน้ำ หรือ พรายน้ำ ต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งร้อนและหนาว และอดอยากหิวโหย เนื่องจากวิญญาณผู้ตาย อยู่ห่างไกลจากญาติพี่น้องมาก เวลาพี่น้องทำบุญอุทิศกุศลผลบุญไปให้ ไม่ได้ยิน หรือ ไม่ได้รับทราบ ก็เลยไม่ได้อนุโมทนา เลยไม่ได้รับกุศลผลบุญนั้น เว้นเสียแต่ว่า มีการทำพิธีอัญเชิญวิญญาณของคนที่ตายโหงบนท้องถนน หรือ ในแม่น้ำลำคลอง มาสิงสถิตในรูปภาพของตนที่ตั้งไว้ในงานศพ หรือ เวลาญาติพี่น้องทำบุญไปให้ เวลากรวดน้ำ ได้ฝากน้ำที่กรวดนั้น บอกกล่าวแม่พระธรณี แม่พระคงคา หรือ ทวยเทพเทวาทั้งหลาย มีพระภูมิเจ้าที่ รุกขเทวดา อากาศเทวดา ฯลฯ ให้ช่วยนำข่าวการทำบุญอุทิศกุศลผลบุญไปแจ้งให้ญาติพี่น้องของตนที่ล่วงลับทราบ และอนุโมทนา ถึงจะได้รับ



ดังนั้น เราท่านจึงมักจะเห็นญาติพี่น้องของผู้ตาย หาท่านผู้รู้ที่มีความสามารถทางจิต โดยไปยังที่เกิดเหตุ ที่ที่เขาตาย กระทำพิธีอัญเชิญวิญญาณ ให้มาสถิตในรูปภาพ ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น หรือ มีหลายคน ที่เวลาจะเทน้ำที่กรวดลงบนพื้นดิน หรือ โคนต้นไม้ จะต้องบอกกล่าวฝากฝังทวยเทพเทวา แม่พระธรณี แม่พระคงคา ก็ด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน หากไม่ได้กระทำการใด ๆ ในสองประการข้างต้น วิญญาณผู้ตายก็จะไม่ได้รับกุศลผลบุญ และต้องเร่ร่อน อดอยาก หิวโหย วนเวียนอยู่ในท้องถนนหรือแม่น้ำลำคลอง คอยปรากฎตัวให้คนเห็นเพื่อขอส่วนบุญ หากใครมีเคราะห์กรรมหนัก หรือเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมา เมื่อเห็นเข้าก็อาจจะต้องตาย เพราะความตกใจ เกิดอุบัติเหตุ เป็นผีเฝ้าถนน เฝ้าคุ้งน้ำด้วยกัน หรือไม่ก็เฝ้าที่ตรงนั้นแทน ต้องใช้เวรใช้กรรมจนกว่าจะหลุดพ้นจากที่ตรงนั้น บางรายอาจจะอยู่นานเป็นร้อย ๆ ปี หรือ ร่วมพันปี อย่างเช่น วิญญาณของนักรบไทย พม่า มอญ ที่เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น วันดีคืนดี ก็จะปรากฎได้ยินเสียงโห่ร้องก้องทุ่ง ขุนเขา มีเสียงอาวุธ เช่น มีดดาบ โล่ เขน กระทบกัน ที่โชคร้าย หรือ ดวงตก ปรากฎให้เห็นเป็นรูปร่าง มองเห็นด้วยตา หรือ เข้ามาในความฝันก็มี ไม่เชื่อลองถามนักศึกษาวิชาทหารปีสุดท้าย หรือ ครูฝึก ร.ด. ที่ไปฝึกภาคสนามดูได้ ทุกปีที่ไปฝึก มักพบเห็น หรือ เจอะเจอเป็นประจำ เว้นเสียแต่ จะได้มีการบอกกล่าวให้เขาทราบก่อน ไม่ไปทำอะไรที่เป็นการลบหลู่ ล่วงเกิน หรือ รบกวนความสงบสุขของเขา อธิษฐานจิต กรวดน้ำอุทิศกุศลผลบุญไปให้เขาบ้าง อย่างนี้ก็จะนอนหลับ และทำกิจกรรมที่นั่นอย่างราบรื่น ปลอดภัย ไร้กังวล
chpu
ร่วมแบ่งปัน221 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 4 พ.ค. 2554 (13:51)
ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้ ความเชื่อละความคิดที่ดีๆเหล่านี้
โอเบ (IP:182.93.161.54)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 16 พ.ค. 2554 (14:28)
236241
การตาย จริงๆแล้ว ตือการเปลี่ยนร่าง เปลี่ยนภพภูมิใหม่เท่านั้นเอง

จิตวิญญาณของเราไม่มีวันตาย เพียงแค่ย้ายร่าง
น้ำใส
ร่วมแบ่งปัน178 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 17 พ.ค. 2554 (03:04)


                    

                            แด่..มารดา
ผู้วายชนม์








http://www.youtube.com/watch?v=MQW3LOiZW-Q&feature=related





http://www.youtube.com/watch?v=FSUeAwr4h7o


Mizusawa
ร่วมแบ่งปัน600 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 18 พ.ค. 2554 (17:04)

ขอรับความอนุเคราะห์ อีก 2 clip ครับ







http://www.youtube.com/watch?v=3CElWG_3pq0






http://www.youtube.com/watch?v=3VCacdapFJE


Mizusawa
ร่วมแบ่งปัน600 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 3 ส.ค. 2554 (00:10)

                          

                         อันพระคุณ ใดเล่า จะเท่าแม่

                         เฝ้าดูแล เลี้ยงลูก ปลูกรับขวัญ

                         ยามเจ็บ-ไข้ แม่วิ่งหา สารพัน

                         ทุกๆวัน แม่ถนอม กล่อมให้นอน

                         หากหมดอื่น หมดไป หาใหม่แก้

                         หากหมดแม่ แล้วไม่มี ที่จะหา

                         พระคุณแม่แสน ประเสร็ฐ แต่เกิดมา

                         ร่วมชายคา เรือนตน แม่คนเดียว ฯ

แด่ มารดาผู้วายชนม์


Mizusawa
ร่วมแบ่งปัน600 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 8 ก.ย. 2554 (12:24)

                  

                  ครั้งเด็กๆ พ่อแม่พาไปงานศพ 
                  มีพระมาสวด มีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ 
                 มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน
 
                 พ่อแม่พาไปไหว้เขาจนทั่ว 
                 แล้วก็ไปวิ่งเล่นนอกศาลา... 

                 พอเป็นวัยรุ่น ไปงานศพกับพ่อแม่
                 มีพระมาสวด มีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ
                 มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน

                 ตามพ่อแม่ไปไหว้ทักทายทุกคน
                 แล้วหลบไปนั่งอยู่ท้ายศาลา... 

                ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ พาพ่อแม่ไปงานศพ
                มีพระมาสวดมีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ 
                มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน
 
                ตรงไปไหว้ทักทายคนรู้จักทุกคน 
                กลับมานั่งฟังพระสวดในศาลา... 

                เมื่อมีครอบครัวมีลูก-หลาน พาครอบครัวลูกหลานไปงานศพ 
                มีพระมาสวดมีหมู่ญาติผู้ตายมาต้อนรับ 
                มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด พบปะพูดคุยกัน
 
                มีคนมาไหว้หลายคน 
                นั่งฟังพระสวดอยู่ด้านหน้าศพ... 

                ท่ามกลางเสียงพระสวด...
                ภาพต่างๆ ตั้งแต่เด็กจนโตผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความคิด... 
                ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของผู้ที่ตายไปผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความคิด... 

               ไปงานศพมานาน แต่เพิ่งจะได้คิด...
               จากวิ่งเล่นนอกศาลา...
               มานั่งอยู่ท้ายศาลา...
               ขยับมานั่งกลางศาลา... 
               และวันนี้นั่งอยู่แถวหน้าสุด...ใกล้ศพผู้ตาย 
       



คัดมาจาก
http://www.pantown.com/board.php?id=15918&area=&name=board2&topic=81&action=view


Mizusawa
ร่วมแบ่งปัน600 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 8 ก.ย. 2554 (13:50)

มี  "คำพระ"  อยู่ประโยคหนึ่งกล่าวไว้น่าคิดว่า  "ความตายเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัว  แต่ความเกิดนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว"


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5559 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม