|
ความสัมพันธ์ของเท้า ถุงเท้า เเละ รองเท้า
โพสต์เมื่อ:
23:11 วันที่ 27 พ.ย. 2550 ชมแล้ว:
3,382
ตอบแล้ว:
13
คราวนี้ลองมาหาความสัมพันธ์ของทั้ง 3 อย่าง ในรูปเเบบของการใช้ เหตุ-ผล ทางภาษาเป็นหลัก ในการอธิบายความสัมพันธ์ ส่วนผมถ้าคิดได้จะมาเพิ่มเติมเรื่อยๆครับ..
จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1- ....................................................................................................................... ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 3 สิ่ง เท้า ถุงเท้า รองเท้า ถ้าเรียงลำดับ จากสิ่งที่เป็นต้นเหตุ ไปสู่ ผล ต่อไปเรื่อยๆ เท้า ตามมาด้วยรองเท้า เเละสุดท้ายคือ ถุงเท้า เท้าเป็นสิ่งที่ต้องมีมาก่อน อาจจะเรียกว่าปฐมเหตุ ที่ทำให้มีรองเท้า เเละ ถุงเท้าตามมา เกี่ยวกับเท้า เท้าเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เเละฝ่าเท้าคือส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นโลก เวลา ยืน เดิน วิ่ง กระโดด น้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย จะลงมาสู่เท้า เเละลงสู่พื้นโลก เท้าคือจุดรับเเรงดึงดูดของโลกที่กระทำต่อมวลร่างกาย หรืออีกนัยหนึ่ง อาจจะบอกได้ว่า ฝ่าเท้าเป็นจุดเชื่อมต่อ ระหว่าง ตัวคนกับพื้นโลก ระหว่าง ยืน เดิน วิ่ง หรือกระโดด เป็นจุดที่มีพื้นที่น้อยมาก ถ้าเทียบกับน้ำหนักตัว เเละ ความสูงเเละพื้นที่ร่างกายโดยเฉลี่ยของคนทั่วไป ฝ่าเท้านั้นเป็นจุดที่เชื่อมต่อกับพื้นโลก โดยเฉพะเวลาที่มนุษย์ต้องการเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วว่องไว ประกอบกับเมื่อเท้าต้องรับน้ำหนักร่างกายเอาไว้บนพื้นที่เเคบๆ เพียงฝ่าเท้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เเรงเสียดทาน ที่เกิดขึ้นระหว่าง เท้ากับพื้นโลก ซึ่งจะกระทำในทิศตรงกันข้ามกับการเคลื่อนที่ของเท้า เเรงเสียดทานนี้เองที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ฝ่าเท้าเกิดการบาดเจ็บหรือการเมื่อยล้าที่ฝ่าเท้า (ถ้าผิดบอกเเก้ได้ครับ ) มี(ต่อ) ถามต่อ 1.ถ้าคนใช้มือ เดินต่างเท้า ทฤษฎีคงต้องเปลี่ยน หรือไม่ 2.ถ้าคนไม่มีเท้า หรือเท้าพิการ ทฤษฎีคงต้องเปลี่ยน หรือไม่ 3.ถ้าคนสวมรองเท้าที่ไม่สบาย เท้ามีปัญหาหรือไม่ รองเท้าดี เท้าจึงดี 4.ถ้าคนไม่มีเงิน ไม่ต้องใส่รองเท้าได้หรือไม่ 5.ถ้าพระสงฆ์ผู้มีทิฎฐิ เช่นนั้น ไม่สวมรองเท้า รองเท้า ถุงเท้า จะมีค่าอะไร ถ้าพระสงฆ์เดินด้วยอาการสงบสุข ไม่สวมรองเท้า รองเท้า ถุงเท้า จะมีค่าอะไร ถ้าพระสงฆ์เดินด้วยอาการสงบสุข ทุกข์ที่เกิดจากแรงเสียดทาน จากการวิ่ง กระโดด ความทุกข์เหล่านั้น คงไม่มี ควบคุมอารมณ์ได้ เท้าอยู่ได้ แม้นเกิดบาดเจ็บ ก็ทำให้สำนึกว่า โลกนี้เจือไปด้วยทุกข์ ไม่ได้สุข แม้นเท้าเองยังต่อห่อหุ้มด้วยเครื่องป้องกัน ร่างกายส่วนอื่นจึงต้องห่อหุ้มป้องกัน เช่นกัน ทุกข์ทั้งร่าง 6.เท้าเมื่อรู้จักสัมผัส สิ่งอื่น ความแข็งแรงของเท้าจะเกิดขึ้นระดับหนึ่ง แข็งแรงกว่าเท้าที่ไม่ยอมแตะพื้นผิวอื่นเลย ท่านเห็นว่าอย่างไรที่ฝ่าเท้าได้ออกกำลังกาย 7.เท้า อาจช่วยร่างกายอะไรไม่ได้เลย ถ้าร่างกายมีน้ำหนักมาก จนเท้าต้านทานไม่หนัก ไม่ไหว เท้าและข้อเท้าเสื่อมเร็วเกินปกติ เท้าจึงต้องพึ่งจิตใจและร่างกาย อย่าได้กินอะไรมากเกินไปจนเท้าขยับไม่ไหว 8.แล้วตอนนอนหลับให้สบาย ทำไมไม่ใส่รองเท้า แล้วตอนอาบน้ำ ทำไมไม่ใส่รองเท้า แล้วตอนแช่เท้ากับน้ำอุ่น ๆ ทำไม่ไม่ใส่รองเท้า รองเท้าเป็นเรื่องดี ทำไมไม่ใส่รองเท้าตลอดวัน ตลอดเดือน ตลอดปี รองเท้า ถุงเท้า บางครั้งก็เป็นเครื่องกั้นความสุข หรือไม่ เลือกใช้เมื่อจำเป็นได้หรือไม่ 9.แม้นแก่ชราแล้ว เท้าก็หมดความสำคัญ เพราะร่างกายเริ่มป่วย เจ็บมากขึ้น ร่างกายทนสภาพทั่วไปได้ เท้า รองเท้า ถุงเท้า จึงไม่มีความหมายทั้งมวล เพราะลืมนึกไปว่า เท้าไม่ได้อยู่โดยโดดเดี่ยว ยังมีสมอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็นตัวผลักดันให้เท้าทำงาน ให้เท้าสามารถอยู่รอดปลอดภัย เท้าจึงต้องสำนึกบุญคุณอวัยวะอื่นด้วยเช่นกัน สวัสดีครับ คุณbad&good สำหรับคำถามที่น่าสนใจ การตอบคำถามก็ถือว่าช่วยประเทืองความคิดได้อีกทางครับ ข้อ 1 สำหรับข้อ 1 จริงๆตรงนี้ไม่ใช่ทฤษฎี เเต่เป็นเพียงการฝึกคิด ในจุดที่ยากที่จะลงลึก คือ คนทั่วไปจะไม่ใส่ใจ เเละไม่เคยมีใครมาสนใจจะคิดตรงจุดนี้ การฝึกคิดนี้จึงเป็นเพียงการยกตัวอย่างความสัมพันธ์ขึ้นมา ให้เราใช้เปรียบเทียบเชื่อมโยงโดยใช้ศาสตร์ต่างๆ ผสมผสานให้ออกมาในลักษณะของการใช้ภาษาในการอธิบาย ส่วน ใช้มือเดินต่างเท้า จริงๆผมก็เคยเจอ ในทีวี พวกคนสู้ชีวิต หรือคนพิการที่ใช้มือในการช่วยเดิน หรือเเม้เเต่นักยิมนาสติก หรือนักกายกรรม ที่บางทีก็ใช้สองมือเดินต่างเท้า เเต่เนื่องจาก การฝึกคิดนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างความสัมพันธ์ ที่มีขอบเขต อยู่ในวงที่อาจจะเเคบไปบ้าง คือ ความสัมพันธ์ของเท้า ถุงเท้า เเละ รองเท้า ซึ่งโดยปกติเเล้ว มันจะเหมือนอยู่ในกรอบของเงื่อนไข ที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์นี้ได้อย่างใกล้ชิด เช่น ถ้าพูดถึง เท้า ถุงเท้า รองเท้า จะนึกถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องอะไรได้บ้าง เหล่านั้นจะถือว่าอยู่ในกรอบของเรื่องนี้ เช่น ถ้าพูดถึง เท้า ถุงเท้า รองเท้า มีอะไรที่สัมพันธ์ใกล้ชิดบ้าง เช่น 1. คน เพราะโดยทั่วไป รองเท้าสัมพันธ์กับคน คนสร้างรองเท้า คนใช้รองเท้า จริงๆ รองเท้าสำหรับสุนัขก็มี เเต่ที่เด่นชัดกว่า คือ คน 2. นึกถึงเท้า อันนี้ก็มีอยู่เเล้วเป็นส่วนหนึ่งในตัวอย่าง 3. พื้น หรือ พื้นโลก หรือพื้นของอะไรก็เเล้วเเต่ที่สำพันธ์กับรองเท้า ในการใช้งานรองเท้าจะต้องสัมพันธ์กับพื้น ในเเง่ของเเรง เเรงดึงดูด เเรงเสียดทาน ถ้าอธิบายในเรื่องฟิสิกต่างๆ ซึ่งผมต้องเดาค่อนข้างมาก 4. การเคลื่อนที่ ที่สัมพันธ์กับคน ในข้อ 1 เช่น การยืน การเดิน การวิ่ง การกระโดด (การเคลื่อนที่ของคนที่มีลักษณะสัมพันธ์กับเท้าเเละสัมพันธ์กับพื้น) เป็นต้น ผมจึงคิดว่ากรณีการยืนด้วยมือ เช่น ยิมนาสติก กายกรรม ที่เจตนา หรือ ผู้พิการ ที่ต้องใช้มือด้วยความจำเป็น เเละอุตสาหะ จึงค่อนข้างไกลจากกรอบการเชื่อมโยงนี้ค่อนข้างมาก คือถ้าผมบอกว่า ความสัมพันธ์ ของถุงเท้า เท้าเเละ รองเท้า ในกรอบตรงนี้ มันก็คือ เราคิดในกรณีที่มีเท้าอยู่เเล้ว มีเท้า เเล้วก็มีถุงเท้า เเล้วก็มีรองเท้า เพราะถ้ายกกรณี ไม่มีเท้าขึ้นมาก็ต้องมานั่นคิดกันใหม่หมด ประกอบกับตัวอย่างใช้ฝึกคิดนี้ไม่ใช่ทฏษฎี( คือไม่ได้เขียนว่าเป็นทฏษฎี ) เเต่เป็นการฝึกการ เหตุ-ผล เชื่อมโยง จากกรอบความสัมพันธ์ที่มีมาให้ คือ เรื่องนี้เกี่ยวกับเท้า ถุงเท้า รองเท้า เมื่อไม่ใช่ทฏษฎี จึงไม่ได้สาระสำคัญอันใดที่จะเห็นเเย้ง ในประเด็นที่อยู่นอกกรอบของความสัมพันธ์นี้ (ยาวมากเลย) คือ พูดถึงคนที่มีเท้าเเน่นอนครับ ข้อ 2 คำตอบเหมือนข้อ 1 ครับ ข้อ 3 อันนี้ก็เกี่ยวกับ เดี๋ยวคงมีเเตกเเขนงในช่วงต่อไป เช่น เรื่องรองเท้ากัด ซึ่งสามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์ของตัวกลางอย่าง "ถุงเท้า" ได้ดี ข้อ 4 คำตอบเหมือนข้อ 1 ครับ ข้อ 5 อืม..ถ้าเรามองในเรื่องศาสนา เราก็จะได้เเนวความคิดอีกเเบบหนึ่ง ซึ่งคุณ bad&good อธิบายได้ดีเเล้วครับ เเต่ถ้าจะอธิบายโดยใช้เรื่องศาสนาคงต้องเเยกไปอีกเป็นข้อใหม่ครับ ถ้ามีโอกาส จะลองดูเพราะจริงๆผมก็ไม่ค่อยถนัดด้านนี้เท่าใด ข้อ 6 ข้อนี้ อืม... อา.. ก็น่าจะใช่ครับ เช่น หนังเท้าจะหนาเเละด้านมากกว่าคนที่ใส่รองเท้า อะไรประมาณนี้ เเต่ผมคิดว่าในชีวิตจริง ฝ่าเท้ามันก็ต้องเเบกรับน้ำหนักตัวของเราอยู่เเล้ว ไม่รู้ว่าจะมีผลต่อความเเข็งเเรงของเท้าต่างกันมากน้อยเเค่ไหน เพราะการเดินเท้าเปล่าสำหรับคนธรรมดา น้ำหนักความสำคัญระหว่างความเเข็งเเรงของฝ่าเท้ากับอันตรายที่จะเกิดกับฝ่าเท้ามันมีนัยไม่เท่ากัน คือ สมมุติว่า ผมเดินไม่ใส่รองเท้า 10 วัน ทั้งกลางวันกลางคืน กับ เดินใส่รองเท้า 10 วัน ทั้งกลางวันกลางคืน เเล้วมาวัดความเเข็งเเรงของฝ่าเท้าที่เกิดขึ้น กับ อันตรายที่เกิดขึ้นกับฝ่าเท้า ผม ว่าอย่างใด ออกมาเป็นรูปธรรม เห็นได้ มากน้อยกว่ากัน เช่นวัดความหนาของหนังเท้าที่เพิ่มขึ้น หรือวัดความเเข็งเเรงของกล้ามเนื้อบริเวณเท้าเเละส่วนที่เกี่ยวข้อง เเละมาวัดสภาพการบาดเจ็บของฝ่าเท้าเเละกล้ามเนื้อเท้าจากการไม่ใส่รองเท้า ผมว่าเท้าคงเละมากกว่าอ่ะครับ ทั้งเศษเเก้ว เศษกระจก เสี้ยน ตะปู กรวด ข้อ 7 นี้เห็นด้วยครับ น้ำหนักมากเกินไปไม่ดี ครับนอกจากเท้าเเล้ว เข่าจะเสียรวมถึงข้อต่อต่างๆในส่วนที่รับน้ำหนักร่างกายอื่นๆอีกหลายส่วนยังไม่รวมโรคหัวใจ เบาหวาน อีกสารพัด ข้อ 8 อันนี้ตอบทีหลังครับ ข้อ 9 อันนี้ตอบทีหลังครับ สวัสดีครับ ดูก่อนท่านYoshi ข้าพเจ้ากล่าวถาม เช่นนั้น โดยรวม เพื่อให้ท่านเข้าใจว่า มนุษย์เกิดมาแล้ว เป็นทุกข์ ไม่ได้สุขสนุกตามจินตนาการ เป็นของจริง เรื่องจริง ที่มนุษย์ต้องพิจารณาว่า กิเลสของมนุษย์มันแสนสุดที่ทำลายให้หมดสิ้นไปได้ ........................................... ข้าพเจ้าไม่ได้คาดหวังกับ คำตอบอะไร มากนัก ........................................... การฝึกคิดหาคำตอบกับเรื่อง เท้า รองเท้า ถุงเท้านี้ ข้าพเจ้าถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง คือ คิดแล้วไม่ได้ประเทืองอะไรเพิ่มเติม คิดแล้วเทคโนโลยี ขั้นสูง ไม่ได้เพิ่ม .......................................... การฝึกคิดที่มีประโยชน์ ควรต้องมีเป้าหมายในการคิด ......................................... ถ้าต้องการเป้าหมาย การรักษา เท้า อยู่ในสภาพดีตลอดอายุขัยของมนุษย์ สามารถหาอ่านได้จากหนังสือด้านสุขภาพอนามัย ถ้าต้องการเป้าหมาย ประโยชน์ของรองเท้ารูปแบบต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ต่อเท้า และเหมาะสมต่อการใช้งาน ก็คงต้องไปดู ประเภทของรองเท้า เป้าหมายที่ต้องการ ถ้าท่านได้รับทราบแล้ว ทำได้แล้ว สามารถทำให้ท่านดำรงชีวิตได้ปกติสุข ถือว่าท่านสอบผ่านในการดำรงชีวิต ถ้าไม่ได้คิดไปเพื่องานอาชีพและความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ขอได้หยุดคิด การใช้ความคิดมากเกินไป กิเลสจะพุ่งพล่านไปทั่วจิต จิตจึงไม่มีสมาธิ จดจ่อต่อการงาน จดจ่อต่อการเรียน จิตของผู้นั้นฟุ้งซ่าน ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไร(และไม่ได้ดับกิเลสด้วย) ........................................ การคิดเรื่องที่ตนเอง คิดว่าเป็นเรื่องใหม่ และเสียเวลาคบคิด ตีปัญหาให้แตก แต่เรื่องเหล่านั้นบางเรื่อง มีวิธีแก้ปัญหาอยู่แล้ว Copyความคิดนั้น ทำเพื่อตนเองตามCopy จงอย่าได้เสียเวลาคิดให้ปวดหัว ดังนั้น การต้องการหาคำตอบ สิ่งแรกคือ การถามผู้อื่น ผู้รู้ ว่ามีวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามี และท่านเห็นดีด้วย(อย่าพิจารณาละเอียดจนเกินไป) จงทำตามคำแนะนำเขา ......................................... โดยสรุป คิดเพื่อจะแก้ปัญหาใกล้ตัว ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว อย่าได้คิดเพื่อคิด อย่าได้คิดได้ แล้วไม่ทำ อย่าได้คิดให้แตกฉาน แล้วทำตามทฤษฎีนั้นไม่ได้ หมายถึง ไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน ........................................ เมื่อท่านต้องการเป็นอาชีพอะไร จงเดินไปหา กลุ่มวิชา เพื่อเรียนกับมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อที่นั่น ตรวจสอบท่านแล้ว หลายครั้งเห็นว่า ท่านไม่มีคุณสมบัติ จงยอมรับเขา จงไปเรียนวิชาชีพอื่น ที่ต้องการเป็นอันดับรองลงไป อย่าได้เพลอสร้างอาชีพประหลาดให้กับตนเอง การเสี่ยงทำไป อาจได้ผลดี และย่ำแย่ การยอมรับในสังคมเจริญแล้ว การทำตามเส้นทางของสังคมที่เจริญแล้ว (ที่เจือไปด้วยกิเลส) อย่างน้อยก็ทำให้ท่านดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข ตามแบบมนุษย์ที่ปกติสุข ทั่วไป ดังนั้น จึงขอย้ำว่า อย่าได้คิดมาก ถ้าคิดมาก ขอได้ไปช่วยแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยตัวของท่านเอง จะเป็นการดีเยี่ยม สวัสดีครับ ผมเข้าใจทีคุณ bad&good กล่าวมา คือ อยากอธิบายว่า การคิดตรงนี้ เป็นพื้นฐานจริงๆครับ คือ ฝึกจากอะไรใกล้ๆตัว หาความสัมพันธ์ เหตุ-ผล ซึ่งนำมาสู่ปัญหา เเละการเเก้ปัญหาอย่างมีระบบ ได้จัดระบบคิด เมื่อได้เจอเรื่องอื่นที่มีความซับซ้อนมากกว่านี้ เเละทำให้ได้มุมมองที่สามารถเห็นจุดที่อาจจะเป็นเหตุที่เราอาจจะมองข้าม เเต่ถ้าให้คิดในเรื่องที่มีประโยชน์ตามปกติผมก็คิดได้นะครับ (ลองดูจากกระทู้อื่นๆ) อืม... ถือว่าเป็นสีสันในการคิดอย่างหนึ่งเเล้วกันครับ เเล้วเดี๋ยวจะเพิ่มเติมส่วนที่มีสาระในโอกาสต่อไปครับ สวัสดีครับ ชีวิตมนุษย์ผู้มีกิเลส อย่างน้อย ควรมีเป้าหมายในชีวิต เป้าหมายในชีวิตแรก คือ การดำรงชีวิตให้ยาวนานที่สุด ด้วยว่า มีเงินพอเพียงสำหรับหนึ่งชีวิต ด้วยว่า มีความรู้ทำมาหากิน ได้ พออยู่ได้ ด้วยว่า มีสุขถาพที่แข็งแรงสำหรับอายุขัยที่ปกติ ด้วยว่า มีวาจาดี มีเหตุผล พอทำให้มีชีวิต รอดปลอดภัยอยู่ได้ ด้วยว่า ไม่มีชีวิตที่โลดโพน เสี่ยงต่อชีวิต แม้นเพียงไมกี่นาที ท่านYoshi พึงคิดเรื่องแบบนี้ ท่านมีเป้าหมายที่เห็นมันทำได้ มันสวยงาม มันดีพร้อม หรือยัง ความจริง สิ่งเหล่านี้ โลกมนุษย์ มีคำตอบรออยู่ ให้ท่านอ่านมากมาย ไม่ต้องยกตัวอย่างให้คิด ให้ตอบ กัน บางเรื่องทุกคนยอมรับกัน บางเรื่องทุกคนก็ไม่ยอมรับ บางกลุ่มคนจึงประสบความสำเร็จในชีวิตขั้นพื้นฐาน บางกลุ่มคนที่เพี้ยน ๆ หน่อย ความสำเร็จ กลับไม่มี เพราะไม่ยอมเดินไปตามความรู้พื้นฐานนั้น การไม่ยอมเรียนหนังสือ ถึงขั้นหนึ่งตามสังคม กำหนด การเดินตาม การเข้าใจตามผู้อื่น จึงไม่เกิด จึงทำให้ผู้นั้น ไม่ประสบความสำเร็จขั้นพื้นฐาน ข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านคิดได้ ท่านทำได้ เพียงแต่ ต้องคิดเรื่องเหล่านี้ ก่อนเป็นพื้นฐาน ........................................................ เมื่อท่านกำหนดทิศทางที่ดี ให้กับตนเองได้แล้ว เข้าใจดีแล้ว ต่อไปท่านมีจิตใจที่ดี เผื่อแผ่ ความรู้แบบเดียวกัน ให้กับผู้อื่น ท่านก็จะเป็นผู้อยู่ในวงการรัฐศาสตร์ สร้างคน สร้างหมู่บ้าน สร้างเมือง สร้างชาติได้ เพราะท่านมีความเมตตา เอื้ออาทรต่อผู้คน อย่างบริสุทธิ์ใจ แบ่งความรู้ระดับพื้นฐาน กำหนดทิศทางแบบเดียวกับท่าน มาตรฐานชีวิต จึงดีขึ่น เกือบเท่า ๆ กัน ....................................................... แต่คนไทย ผ่านชีวิต มาแล้วหลาย 10 ปี มีความรู้มากมาย แต่ก็ไม่ได้มีอะไร ที่ดีขึ้น มากขึ้นกว่า มาตรฐานที่กำหนดไว้ ได้ มันเป็นเพราะอะไร การติดตามให้เกิด มากน้อยเพียงไร คนขี้เกียจ ทำตาม มากน้อยเพียงไร คนมีกิเลส มากน้อย ไม่เท่ากัน คนจึงมีเส้นทางชีวิต ที่ทำไว้ ต่างกัน ตามกรรม เหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่าปวดหัว สำหรับนักรัฐศาสตร์ผู้มีใจเมตตา ขอให้ท่านทำให้ตนเอง ดำรงอยู่รอด ที่มีคุณภาพดี กว่า มาตรฐานคนปกติทั่วไป เพียงเท่านี้ ท่านก็สำเร็จแล้ว ไม่ต้องเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา คิดทฤษฎีใหม่มาก การยอมรับความรู้เก่า ที่ดีกว่า ความคิดของตนเอง ต่อไปท่านก็จะเข้าใจสังคมดีขึ้น เข้าใจความรู้อันเป็นพื้นฐานมากขึ้น จึงสังเคราะห์เรื่องใหม่ได้มากขื้น ดีขึ้นกว่าเดิม น่าฟัง น่าอ่าน น่าติดตาม มากขึ้น ชีวิตคนเรา ไม่จำเป็นต้องแสดงออก ทุกเรื่อง บางเรื่องเรายังไม่แก่กล้า เสนอไป ก็ขายหน้าผู้อื่น นิ่งเสียดีกว่า เดินตามความรู้ที่ดีกว่าเรา ดีกว่า ถ้าแม้นท่านเบื่อหน่ายชีวิตแบบนี้แล้ว พุทธศาสตร์เป็นทางออกทางหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเห็นว่า ช่วยท่านให้หลุดพ้นได้ ไม่มีท่าน ไม่มีข้าพเจ้า ไม่มีข้อกระทู้ ไม่มีคำตอบกระทู้ มีแต่ความสงบ มีแต่ธรรมชาติของโลก คงเหลืออยู่ สิ่งนั้นคือเป้าหมายแห่งพุทธ อา...ท่าน bad&good ครับ คือ มันเป็นเเค่การให้ลองฝึกคิดจริงๆครับ คือ ไม่ได้ชักจูง ให้ใครเชื่อ หรือ เเสดงว่าที่คิดต้องถูกต้องเลยเเม้เเต่นิดเดียวครับ เเล้วอย่างเรื่อง เท้า ถุงเท้า รองเท้า เราสามารถนำความสัมพันธ์ของมันไปประยุกต์ใช้โดยเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆได้จริงๆครับ เช่น ถ้าพูดถึง รองเท้า รองเท้ามันก็จะต้องเเข็งต้องเหนียวพอที่จะรับน้ำหนักของเรา เเล้ว ทนเเรงเสียดทานที่เกิดขึ้นได้ คือ มันจะต้องเเข็งเเรง สิ่งที่เเข็งเเรงโดยมากมักจะเป็นของหรือวัสดุที่เเข็ง ถ้าใส่รองเท้าเท้าก็ต้องสัมผัสกับรองเท้าโดยตรง เมื่อประกอบกับรองเท้าทีต้องมีความเเข็งเเรงในระดับที่เพียงพอที่จะรับน้ำหนักตัวของเรา เเละ ทนเเรงเสียดทานกับพื้นขณะเรากำลังเคลื่อนไหว มันทำให้เกิดผลตามมา เท้าที่ต้องสัมผัสโดยตรงกับพื้นรองเท้าที่เเข็งหยาบ ความเเข็งเเละหยาบของรองเท้า มีประโยชน์คือ 1. รับน้ำหนักที่ผ่านฝ่าเท้าที่ลงสู่พื้นได้โดยไม่เสียหาย 2. ทนต่อเเรงเสียดทานที่เกิดขึ้นขณะ เดิน หรือ วิ่ง เเต่ 1. มีผลเสียกับเท้า เพราะความเเข็งเเรงของรองเท้าที่สัมผัสกับเท้าที่อ่อนกว่านุ่มกว่า จะทำให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า รองเท้ากัด เพราะรองเท้าที่เเข็งไปเสียดสีกับหนังเท้าที่อ่อนนุ่มกว่าโดยเฉพาะเมื่อใส่รองเท้านั้น นานสักระยะหนึ่ง เเละรองเท้าที่เเข็งนั้นโดยส่วนมากจะคงตัวในลักษณะที่ไม่สามารถหยืดหยุ่นตามรูปร่างของเท้าได้ทุกส่วน คือ เมื่อสวมเเล้วไม่กระชับ บางส่วนที่ชิดกับข้อเท้า หรือ ตาตุ่ม มาก เเต่ตรงข้างบนเท้าหรือข้างเท้า มันไม่ชิด เมื่อเราเคลื่อนเดิน หรือ วิ่ง จึงเกิดการเคลื่อนไหวของเท้า( หลวม) เเละส่วนของรองเท้าที่ชิดกับส่วนของเท้ามาก เช่น ตาตุ่ม หรือ ข้อเท้า จะเกิดการเสียดสี เวลาเคลื่อนไหว จุดนั้นองจะเกิดเป็นเเผล หนังลอกได้ 2. ผลเสียกับรองเท้า เนื่องจากรองเท้านั้นสัมผัสกับเท้าโดยตรง สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ขี้ไคลเเละเหงื่อจากเท้าจะไปสะสมในรองเท้า เกิดความชื้นสะสม เกิดเชื้อรา เเละกลิ่นเหม็น ปัญหารองเท้าดำรองเท้าสกปรกตามมา การที่รองเท้าเเละเท้าสัมผัสกันโดยตรงจึงสามารถเกิดผลเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย - - เเละเมื่อมีตัวกลางอย่างถุงเท้าเข้ามากั้นกลางระหว่างเท้าเเละรองเท้า มันเเก้ปัญหาอย่างไร ลักษณะของถุงเท้าโดยทั่วไปที่เราๆรู้จักจะมีลักษณะหยืดหยุ่น เหนียว เเต่ไม่เเข็ง เหมือนรองเท้า ถุงเท้า จึง 1. ช่วยลดช่องว่าง ระหว่าง เท้าเเละรองเท้า ทำให้เท้ากับรองเท้าเเนบเเน่นเป็นหนึ่งเดียว มากยิ่งขึ้น เมื่อใส่ถุงเท้าเเล้วสวมรองเท้า ส่วนที่เดิมที่มักจะไปเสียดสีกับรองเท้าเช่น ตาตุ่ม หรือ ข้างนิ้วโป้ง จะมีถุงเท้าคั่นกลาง เเม้เนื้อถุงเท้าจะถูกกดอยู่ระหว่าง ส่วนของรองเท้าเเละส่วนของเท้า มันก็สามารถช่วยลดการเสียดสี ด้วยคุณสมบัติที่นุ่มเเละหยืดหยุ่นของมัน ส่วนช่องว่างส่วนอื่นๆระหว่างเท้าเเละรองเท้าก็จะถูกเเทนที่ด้วยมวลของถุงเท้าทำให้ทุกส่วนของเท้ากระชับพอดีกับรองเท้ามากขึ้น สิ่งที่สำคัญของถุงเท้าคือลักษณะที่หยืดหยุ่นของมัน ความหยืดหยุ่นเเละนุ่มของถุงเท้า ทำให้ เท้าเเละรองเท้าอยู่ร่วมกันได้โดย ไม่ส่งผลลบต่อกัน ถุงเท้าเป็นตัวกลางลดการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้า ด้วยการที่มันเอง รับเเรงกดเเละเเรงเสียดทานด้านหนึ่งจากเท้าเเละอีกด้านจากรองเท้า เเต่ด้วยความหยืดหยุ่นของมัน เมื่อมันได้รับเเรงกดเเละเเรงเสียดทาน มันสามารถที่จะยุบตัวเเละยืดตามเเรงกดเเรงเสียดทาน โดยที่ตัวมันไม่เสียหายเหมือนหนังบริเวณ เท้าที่สัมผัสกับรองเท้าโดยตรง ในขณะเดียวกัน ถุงเท้ายังซึมซับเหงื่อความอับชื้นที่มาจากเท้า ไม่ให้ไปสะสมในรองเท้า จนเกิด เชื้อรา กลิ่นเหม็น (มีต่อ) ถ้าปรียบกับคนเรา ก็เหมือนกับคน 2 คน ที่มีความคิดเห็นที่ต่างกัน เเต่ต้องมาอยู่ร่วมกันหรือทำงานร่วมกัน (เท้ากับรองเท้า) ด้วยความคิดที่เเตกต่างกัน เลยทำให้ทั้งสอง เกิดความขัดเเย้ง ทะเลาะเบาะเเว้ง สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้เเก่ทั้งสองฝ่าย ( รองเท้าก็เหม็น เท้าก็เป็นเเผล) เราจึงต้องมีถุงเท้ามาเป็นตัวกลางเพื่อทำให้คนทั้งสองสามารถเชื่อมโยงทำงานอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เเต่ "ถุงเท้า" นี้เป็นถุงเท้าที่มองไม่เห็น ซึ่งก็คือ ความหยืดหยุ่นทางความคิดเเละจิตใจ พูดให้ง่ายขึ้น เช่น รู้จักการยอมรับในความเเตกต่างทางความคิด การประนีประนอมออมชอม เเบบพบกันคนละครึ่งทาง เป็นต้น เเต่ถ้าทั้งสอง ยังยึดมั่นในความคิดเเบบไม่ยอมรับกันเลย เเละมัวเเต่ทะเลาะเบาะเเว้ง ก็รังเเต่จะเสียด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย คนหนึ่งก็เหม็น(รองเท้า) อีกคน ก็เป็นเเผล(เท้า) เเละถุงเท้านี้ไม่ได้มาจากสวรรค์ หรือมีใครนำมาให้ เเต่ต้องเกิดมาจากการที่ทั้งสองคนร่วมกันสร้างขึ้นมา ร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วยกัน ถุงเท้า ที่ทั้งสองร่วมกันสร้างขึ้นมา ก็คือ การยอมรับในความเเตกต่างของกันเเละกัน ความออมชอมประนีประนอม ให้เกียรติ์ให้ความเคารพซึ่งกันเเละกัน เมื่อใดที่ทั้ง 2 ร่วมกันสร้างถุงเท้าจนสำเร็จ รองเท้ากับเท้าก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่ต้องเหม็น ไม่ต้องมีเเผล เเละถุงเท้ายังช่วยลดช่องว่างระหว่างเท้ากับรองเท้าอีกด้วย (ช่องว่างทางความคิด) "เรามาร่วมกันสร้างถุงเท้ากันดีกว่าครับ" ท่านYoshi จริงจังกับชีวิตหน่อย ถ้าไม่เช่นนั้น ท่านต้องเก็บเรื่องที่เขียน ไว้ในไดอารี่ ไว้อ่านเอง คนเดียว .................................................... ก็เพราะท่านไม่เข้าใจ เช่นนี้ ถ้าคน 2 คน มาอยู่ร่วมกัน คนหนึ่ง บรรลุนิพพานแล้ว เมื่อจากไป การได้มาอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน คงไม่มีอีกต่อไปแล้ว เสมือนหนึ่ง เท้า ไม่มีวันได้พบกับ ถุงเท้า และรองเท้า แล้ว ฉันนั้น ต่อไป ถุงเท้า รองเท้า ก็ไม่ต้องมาทนกลิ่นเหม็นจากเท้าแล้ว ดีไม๊ เพราะเชื่อว่า ท่านไปไม่ถึงเรื่องเช่นนี้ คงต้องคุยกันอีกนาน หรือไม่คุยกันอีกเลย จึงจะเข้าใจการดับกิเลส เปรียบเหมือน เปิดทีวี ให้ท่านดู ท่านก็ไม่อยากดู อยากไปทำอย่างอื่น แบบนั้น เวรกรรม เวรกรรม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 8 มิ.ย. 2551 (17:20) <P>ไปบวชไป๊....bad&good</P> <P>คนเค้าอธิบายในเชิงตรรกะ เชิงวิทยาศาสตร์ แต่พี่แกเล่นมาแนวธรรมมะในขณะที่ตัวเองก็ยังอยู่ในโลกของมนุษย์ที่มีกิเลสนั่นแหล่ะ ไม่งั้นคนเราจะทำงานทำไมล่ะเพราะมันไปตอบสนองกิเลสในสิ่งที่อยากได้ อยากมี แต่ในโลกแห่งความจริงไม่ทำงาน ก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงิน ก็อยู่ไม่ได้ </P> <P>ในเมื่อเราต้องมีชีวิตอยู่ก็อยู่ให้เป็นปกติสุขตามกิเลสพื้นฐานของคนทั่วไปพึงมี ไม่ใช่โลภ หรืออยากมีมากมาย หรือไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมี ฯลฯ</P> <P>อย่างที่คุณ Yoshisuku เค้ามาอธิบายความสัมพันธ์ของเท้า รองเท้า และถุงเท้านั่นไง เพราะในเมื่อเราต้องดำเนินชีวิตในสังคมของกิเลส จะทำอย่างไรให้มีความสุขในชีวิตล่ะก็ต้องมีข้อคิด และเค้าก็นำเรื่องใกล้ตัวที่เกิดกับคนทั่วไป หรือกับคนส่วนมาก มาอธิบายบรรยายเหตุและผลที่ต้องมีถุงเท้า หรือตัวกลางนั่นเอง</P> <P>มันเป็นข้อคิดของพวกเราๆนี่แหล่ะถ้าจะให้คิดไปในทางพุทธศาสนาก็ต้องไปบวชน่ะพ่อคุณ แต่เจ้าของกระทู้เค้าทำต้องการสื่อให้คนทั่วไปที่ต้องดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมสมัยนี้ได้มองเห็นโดยการเปรียบเทียบ </P> <P>ไม่ได้จะว่านะคะ...แต่รำคาญที่คนนึงพูดเรื่องนึงเพื่อต้องการอธิบายหัวข้อของประเด็นนั้น แต่อีกคนก็ดันทุรังเอาความคิดในอีกแง่ของตัวเอง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันเลยมาเป็นอีกประเด็น ทำให้กระทู้ดูไร้สาระไปเลย ถามมาได้ถ้ารองเท้าดีทำไมไม่ใส่ตลอด หึๆ Common Sense น่ะมีไหม เค้าไม่ได้จะมาบอกว่ารองเท้านี่ดีโครตๆ ขาดไม่ได้ เค้าต้องการชีให้เห็นการอยู่ร่วมกันต่างหากล่ะท่าน เอ้า..บรรลุหรือยัง ทีเนี้ย อธิบายมาก็ยาวแล้วคงจะถึงบางอ้อสักทีนะท่าน</P> <P>อธิบายไปชักวน... ไปดีกว่า</P> <P>ปล. ขอบคุณคุณ Yoshisuku ที่นำเรื่องใกล้ๆตัวมาเปรียบเทียบทำให้เรามองเห็นภาพ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น สำหรับบางคนก็ช่างเค้าเถอะค่ะ </P> gade (IP:70.95.170.135) |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |