|
ตรีทศเคราะห์เทวา (๗๙)
พลูโต เทพเจ้าแห่งขุมนรก (๘) พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา แต่ละถ้อยคำที่เปล่งออกจากพระโอษฐ์ เป็นสิ่งที่มีค่าเอนกอนันต์ ทุกถ้อยคำที่พระองค์ได้ทรงแนะนำสั่งสอน ชี้แนะหนทางแสงสว่างให้แก่เรานั้น มีค่ากว่ารัตนะทั้ง ๗ ที่พระเจ้าจักรพรรดิหยิบยื่นให้เสียอีก เพราะสมบัติจักรพรรดิจะทำให้เราสมบูรณ์พร้อม เฉพาะในโลกนี้ที่เป็นมนุษย์อยู่เท่านั้น แต่แสงแห่งธรรมอันเกิดจากรัตนะภายใน ที่ส่องสว่างในกลางใจ จะส่งผลให้เราสมบูรณ์พร้อมทั้งมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ เราจะดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ทั้งภัยในโลกนี้ และภัยในสังสารวัฏ ชีวิตเราจะก้าวไปสู่ความเต็มเปี่ยมได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ดังนั้น การปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส จึงเป็นทางมาแห่งรัตนภายนอกและภายใน เป็นทางแห่งความหลุดพ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน เทวทูตสูตร ว่า นรชนเหล่าใด เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ถูกเทวทูตตักเตือนแล้ว ยังประมาทมัวเมาในชีวิตอยู่ นรชนเหล่านั้นจะเข้าถึงอบายภูมิ เศร้าโศกสิ้นกาลนาน ส่วนผู้เป็นนักปราชญ์บัณฑิต ถูกเทวทูตตักเตือนแล้ว ก็ไม่ประมาทในธรรมของพระอริยเจ้า เห็นโทษภัยในความยึดมั่นถือมั่น อันเป็นเหตุให้เกิดชาติและมรณะ แล้วไม่ถือมั่นในธรรม (ความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ) เหล่านั้น ย่อมล่วงพ้นจากทุกข์เข้าถึงความสุขอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และ นักโทษที่ถูกจองจำทรมาน ที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำนี้ พระองค์ตรัสเรียกว่าเป็น เทวทูต ที่จะเตือนใจให้เราไม่ประมาทในชีวิต โดยให้เรามองให้เห็นว่า ทันทีที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ สิ่งที่บ่งบอกถึงความทุกข์ที่เราสังเกตเห็นได้ ก็คือเสียงร้องไห้ของเด็กทารกแรกเกิด ความเกิด มาพร้อมกับความแก่ แต่ค่อย ๆ แก่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน จนกระทั่งวัยชรา เมื่อชีวิตเข้าสู่ความแก่ชรา สังขารก็ร่วงโรย ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างบารมี ลุกนั่งก็ไม่สะดวก แล้วโรคภัยไข้เจ็บ ก็มาเบียดเบียน บางครั้ง ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ด้วยความยากลำบากตลอดชีวิต ก็ค่อย ๆ หมดไปกับการรักษาสังขารร่างกายนี้ให้อยู่ต่อไป พอถึงคราวความเจ็บป่วยรุมเร้าหนักเข้า ก็ไม่มีใครที่จะมาแบ่งเบาความทุกข์นี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อถึงคราวที่พญามัจจุราชมาเยือน ก่อนจะละโลก ไม่มีใครเลยที่จะมาช่วยเราได้ เราต้องช่วยเหลือตัวเอง ความดีและบุญกุศลที่เราได้ทำเอาไว้นี่น่ะแหละ จะเป็นที่พึ่งแก่เราในยามนั้น ดังนั้นความทุกข์ต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งตาย นักปราชญ์บัณฑิตท่านมองเห็นว่า เป็นเครื่องเตือนสติให้เราไม่ประมาทในการสร้างความดี เมื่อเห็นทุกข์เห็นโทษในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหล่านี้แล้ว ก็จะได้หาทางที่จะได้ไม่ต้องเกิดกันอีกต่อไป พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ทางไปพระนิพพาน เป็นทางไปสู่ความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เป็นทางแห่งความหลุดพ้น ที่เป็นเป้าหมายปลายทางของมนุษย์ทุก ๆ คน สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาตรัสให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ที่เกิดตามภพภูมิต่าง ๆ แล้วทรงทราบว่า หมู่สัตว์ได้เสวยกรรมดี เพราะประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริตและมโนสุจริต เป็นสัมมาทิฎฐิ เชื่อกฎแห่งกรรม ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เมื่อละโลกไปแล้ว ก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หรือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถึงพร้อมด้วยสมบัติ ส่วนผู้ที่ทำกรรมชั่ว ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฎฐิ ละโลกก็เข้าถึงเปรตวิสัยก็มี ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานก็มี เข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็มากมาย สำหรับผู้ทำกรรมชั่วเอาไว้ เวลาละจากโลกนี้ไปแล้ว จะถูกนายนิริยบาล ซึ่งเป็นยมทูตนำไปลงโทษ เริ่มตั้งแต่พาไปพบพระยายมราช ซึ่งเป็นใหญ่ในเมืองนรก เป็นเรื่องจริงที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเหมือนผู้พิพากษา คอยทำหน้าที่ตัดสินสัตว์นรก ที่ทำกรรมชั่วให้ไปเสวยกรรม พอนายนิริยบาลนำสัตว์นรกนั้นไปหาพระยายมก็จะไต่สวนว่า พระยายม ท่านไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๑ ปรากฏในหมู่มนุษย์หรือ สัตว์นรก ไม่เห็นเลย พระยายม ท่านไม่ได้เห็นเด็กทารกที่เกิดมาบ้างหรือ สัตว์นรก เคยเห็น พระยายม พอเห็นอย่างนั้นแล้ว เคยคิดบ้างไหมว่า แม้เราก็มีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้ แต่เนื่องจากสัตว์นั้นไม่เคยคิดมาก่อน ก็เลยตอบว่า ไม่เคยคิดเลย พระยายม แล้วเคยเห็นเทวทูตที่ ๒ คือ คนชรา หลังค่อม ถือไม้เท้าเดินงกๆ เงิ่นๆ นั้นน่ะ ท่านเคยเห็นบ้างมั๊ย? สัตว์นรก เคยเจ้าข้า พระยายม เมื่อเห็นแล้ว เคยได้สติ มีความคิดที่จะทำความดีบ้างมั๊ย สัตว์นรก ไม่เคยคิดเลยเพราะกำลังมัวเพลิดเพลินอยู่ พระยายมก็จะให้โอกาส ด้วยการถามปัญหาต่อไป จุดประสงค์ของการถาม ก็เพียงเพื่อจะให้ผู้นั้นได้นึกถึงคุณงามความดี ที่เคยทำไว้ในสมัยที่เป็นมนุษย์ จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ๆ นั่นเอง ท่านถามถึงเทวทูตที่ ๓ ว่า แล้วเคยเห็นคนป่วยหนัก ที่เวลาเดินต้องมีคนคอยพยุงบ้างมั๊ย สัตว์นรก เคยเห็น พระยายม เมื่อเห็นแล้ว เคยคิดไหมว่า ตัวเรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้ ควรจะรีบทำความดีด้วยกายวาจาใจ สัตว์นรก เรื่องนี้ไม่ได้ฉุกคิดเลย เพราะข้าพเจ้ามัวประมาทอยู่ พระยายม ถ้าอย่างนั้น เคยเห็นเทวทูตที่ ๔ คือนักโทษที่ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตัวมาลงโทษให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานบ้างมั๊ย สัตว์นรก เคยเห็นเจ้าข้า พระยายม พอเห็นแล้ว ได้สติคิดว่า แม้ถ้าเราทำความชั่วเช่นนี้ คงจะต้องถูกลงโทษ อย่ากระนั้นเลย เราพึงทำแต่ความดี จะได้ไม่ถูกลงโทษ เคยคิดอย่างนี้บ้างไหม" สัตว์นรก ไม่เคยคิดเลย พระยายมราช จะถามถึง เทวทูตที่ ๕ ว่า ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ ท่านไม่ได้เห็นคนที่ตายไปแล้ว สองสามวันก็ขึ้นอืด เนื้อตัวเขียวชํ้า มีนํ้าเลือดน้ำเหลืองไหลเยิ้มในหมู่มนุษย์บ้างหรือ สัตว์นรก เคยเห็นมาบ้าง พระยายม เมื่อเห็นแล้ว เคยคิดบ้างไหมว่า แม้ตัวเราก็มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ควรที่เราจะรีบทำความดี เก็บเกี่ยวบุญกุศลก่อนที่จะที่จะหลับตาลาโลก ถ้าสัตว์ผู้นั้นคิดถึงคุณงามความดีของตัวเองได้ ก็จะได้ไปเสวยสุขในสุคติภูมิตามกำลังบุญ แต่ถ้ายังนึกไม่ได้ พระยายมก็จะกล่าวว่า ท่านไม่เคยทำความดีอะไรเอาไว้เลย มัวแต่ประมาทอยู่ ทำความชั่วเป็นอาจิณ พวกนายนิริยบาลจะลงโทษท่าน บาปกรรมนี้ มารดาบิดาไม่ได้ทำให้ท่าน ญาติพี่น้องก็ไม่ได้ทำให้ท่าน ไม่มีใครในโลกทำให้ท่าน ท่านนั่นแหละเป็นคนทำเอง ท่านก็จะได้เสวยวิบากกรรมด้วยตนเอง พอพระยายมราชไต่สวนจบ ก็จะนั่งนิ่งทีเดียว เพราะรู้ว่าช่วยอะไรไม่ได้แล้ว พวกนายนิริยบาลก็นำสัตว์นรกนั้นไปรับกรรม เอาตะปูเหล็กที่ลุกเป็นไฟเผาไฟตอกที่มือเท้าทั้งสี่ และที่กลางอก สัตว์นรกนั้นต้องเสวยทุกขเวทนาไปจนกว่ากรรมที่ทำไว้จะสิ้นสุดลง บางตนก็ถูกจับขึงพืด แล้วก็เอาขวานถาก เอามีดคมกริบแล่เนื้อเถือหนัง จับห้อยหัวลง แล้วเอาพร้าที่ทั้งร้อนทั้งคมมาถาก จากนั้นก็จับโยนเข้าไปในมหานรก มหานรก มี ๔ มุม ๔ ประตู มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบเอาไว้ด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของนรกเป็นเหล็กลุกเป็นไฟ ความร้อนแรงแผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์ แล้วในมหานรก มีแต่ไฟลุกท่วมอยู่ตลอดเวลา ถ้าเอาก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ เท่าบ้านหลังโต ๆ โยนเข้าไปในไฟนรก เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น หินก้อนนั้นก็จะแหลกละเอียดเป็นจุลทันที แต่ที่สัตว์นรกทนอยู่ได้ ก็เพราะแรงกรรมที่ทำเอาไว้ ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานซํ้าแล้วซํ้าเล่า ส่วนทุกข์ในนรกขุมอื่น ๆ ที่ยิ่งกว่านี้ ยังมีอีกมากมายก่ายกองทีเดียว ดังนั้น เมื่อเรามี โอกาสสั่งสมบุญในภาวะที่เป็นมนุษย์นี้แล้ว ก็ควรที่จะรีบขวนขวายสร้างความดี สั่งสมบุญมีให้เต็มที่ เราควรจะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนที่จะละจากโลกนี้ไป ให้ตั้งปณิธานไว้เลยว่า ต่อจากนี้ไป เราจะประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ให้เป็นอุปนิสัย เป็นอัธยาศรัยที่ดี ๆ ติดแน่นอยู่ในใจ แล้วก็หมั่นพิจารณาถึงเทวทูตทั้ง ๕ ที่มาเตือนสติเรา ไม่ให้ประมาท คือว่า ให้หาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความทุกข์จากการถูกทรมาน และความตาย มาเป็นอุทาหรณ์สอนตัวเอง แล้วมุ่งสั่งสมบุญ แผ้วถางทางไปสู่สวรรค์นิพพาน ชีวิตเราจะได้ดำรงอยู่อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ เมื่อทุกคนทำได้อย่างนี้ เราจะได้ไม่ต้องไปตอบปัญหาพระยายมราชในเมืองนรกให้เสียเวลา ไปเสวยสุขอยู่ในสุคติกันเลย เพราะผู้สั่งสมบุญเอาไว้อย่างดีแล้ว มีแต่เทวทูตจากทุกสวรรค์ชั้นฟ้าเท่านั้น จะต้องนำวอทองและราชรถอันตระการ มาอัญเชิญไปสถิตย์ในสุคติสวรรค์... เรื่องของ เทวทูต ที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้น ได้มีการบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฏก อุปริปัณณาสก์ มัชฌินิกาย ข้อ ๕๐๔ หน้า ๓๓๖ บาลี สยามรัฐ ถือได้ว่า เป็นพุทธวจนะ คือ คำตรัสสอนที่ออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง หากผู้ใดนับถือพระพุทธเจ้า ก็จงยอมรับเถอะว่า นรกนั้นมีจริง พระยายม เหล่านายนิรยบาล มีจริง แต่ถ้าไม่นับถือพระพุทธเจ้า จะไม่เชื่อคำตรัสสอนของท่าน ก็สุดแท้แต่ใจ เมื่อพิจารณาคำสอนเรื่องเทวทูตแล้ว จะเห็นว่า พระยายม หรือ ผู้เป็นใหญ่ในนรกนั้น ท่านมิได้มีจิตใจโหดร้าย กระหายที่จะลงโทษสัตว์นรกซะทีเดียว ท่านได้เพียรพยายาม ปลอบใจ ค่อย ๆ ประโลมถามคำถามต่าง ๆ ได้เพียรอธิบายถึง ๕ ครั้ง ๕ ประการ เพื่อให้สัตว์นรกนั้นเกิดสติ จะได้รำลึกถึงกรรมดีที่ตนได้กระทำไว้ในสมัยเมื่อเป็นมนุษย์ เพื่อที่จะได้ส่งไปเสวยกรรมดีนั้น ๆ แทนที่จะต้องตกนรกหมกไหม้ตราบนานแสนนาน แต่ก็นั่นแหละครับ คนชั่วก็คือคนชั่ว ยิ่งชั่วบริสุทธิ์ด้วยแล้ว ยากครับ ที่จะนึกถึงความดีที่เคยทำ เพราะตนเองไม่เคยทำกรรมดี ถึงทำไว้บ้าง ก็น้อยหรือเจือจางมาก จนนึกไม่ออก บอกไม่ถูก จึงต้องถูกลงโทษ โยนเข้าไปในมหานรกทั้ง ๘ ขุมใหญ่ ในที่สุด จากเรื่องเทวทูต ผมได้ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการไปพบพระยายม ในเมืองนรก จะเห็นว่า ผู้ที่จะไปพบพระยายมได้นั้น จะต้องอุบัติเป็นสัตว์นรก และถูกพาไปพบพระยายมก่อน ท่านไม่ได้ตัดสิน ลงโทษ หรือ พิพากษาอันใด ท่านมีหน้าที่ไต่ถามเรื่องเทวทูตทั้งห้า พร้อมอรรถาธิบายให้สัตว์นรกตนนั้นได้เกิดสติ เพื่อที่จะส่งไปเกิดในภพภูมิอื่น ไม่ต้องรับโทษในนรก ดังนั้น ผู้ที่จะไปพบพระยายม และอุบัติเป็นสัตว์นรก จะต้องเป็นคนชั่วช้าสามานย์ กระทำแต่กรรมชั่วเป็นนิจสิน เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว จิตวิญญาณก็จะไปอุบัติในนรกภูมิ เพื่อพบพระยายมทันที ไม่มีผู้ใดนำทาง หรือ นำพาทั้งสิ้น กรรมชั่วต่างหาก ที่พาไป แต่ถ้าบุคคลใดประกอบคุณงามความดี ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สร้างสาธารณกุศล ศาสนสถาน ยึดมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อยู่เนืองนิจ เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว รับรองได้เลยครับว่า ไม่มีโอกาสที่จะไปพบกับพระยายม หรือ ไปบังเกิดเป็นสัตว์นรก และต้องมาตอบคำถามเรื่องเทวทูต ๕ อย่างจริงแท้แน่นอน แต่จะไปอุบัติในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติ อยู่ในวิมานแมนเมืองสวรรค์ หรือไม่ก็ชั้นพรหม ส่วนจะชั้นไหนขึ้นอยู่กับกุศลกรรมความดีที่ทำไว้ว่ามีมากน้อยเพียงใด ![]() จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1- ![]() ตั้งแต่ยมโลกไปถึงอเวจี มีระยะได้พันโยชน์ ก็ดูประหนึ่งว่า ยมโลก กับ นรก เป็นคนละแห่ง พวกลูกสมุนของพระยายม ที่เรียกว่า ยมบาล ถ้าแปล ก็ว่า ผู้ดูแลรักษาเมืองยม แต่ที่ใช้อยู่ในหนังสือ เรียกว่า นิรยบาล นิรยบาล แปลว่า ผู้ดูแลรักษาเมืองนรก ถูกต้องตามคำแปลดีกว่ายมบาล แต่ใช้ นิรยบาล ชาวบ้านไม่รู้จัก เรียกก็ยาก รู้จักแต่ยมบาล หรือถ้าจะเรียกให้สะดวก และถูกอย่างที่ชาวบ้านเรียกกัน ก็เป็น ยมพะบาล ในนรกมีเทวดาผู้ถือบัญชีบุญและบาปของมนุษย์ ดังที่กล่าวไว้ในไตรภูมิ ก็แปลก ทำไม่ไม่ใช้ยมบาลผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ถือบัญชี กลับไปใช้เทวดา ซึ่งเท่ากับเกณฑ์ หรือลงโทษเทวดาที่เสวยสุขอยู่ด้วยนางฟ้า นางสวรรค์ ต้องไปตกอยู่ในเมืองนรก และต้องเป็นพนักงานบัญชี ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของเทวดาโดยเฉพาะ เพราะเทวดามีแต่เที่ยวเล่นชมนางฟ้าตามอำเภอใจ ไม่ต้องทำงานเป็นข้าราชการของใคร มาถึงตอนนี้ ผมขอแทรกเพื่อให้เกิดความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า การที่ผมเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า พระยายมราช ผู้เป็นใหญ่ในนรก กับ พระยามัจจุราช เทพเจ้าแห่งความตายนั้น น่าจะเป็นเทพคนละองค์กัน และ มีบทบาทหน้าที่ต่างกัน เห็นจะเข้าเค้า สอดคล้องกับความคิดเห็นของท่านเสฐียร โกเศศ ดังที่ผมได้คัดลอกมาให้อ่านพิจารณากัน อันที่จริงแล้ว เทวดา ท่านต้องอยู่บนสวรรค์ หรือ อาจจะอยู่บนโลกมนุษย์ก็ได้ แต่ภพภูมิของท่านนั้น คือ สวรรค์ ซึ่งเป็นสุคติภูมิ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่ท่านจะไปจุติในเมืองนรก ในสภาวะของเทวดา ซึ่งเรื่องราวที่ได้นำเสนอมา หากเชื่อตามหนังสือไตรภูมิทั้งหมด จะทำให้สับสนมาก ยิ่งหนังสือ พระมาลัยด้วยแล้ว ยิ่งทำให้สับสนปนเปไปกันใหญ่ อย่าลืมว่า เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องแต่งในภายหลังทั้งสิ้น ไม่ได้มีการบันทึกไว้ในพระสูตรแต่อย่างไร แม้จะอ้างอิงชื่อนรก สวรรค์ ต่าง ๆ จากพระสูตรก็ตาม แต่ในส่วนเนื้อหารายละเอียดของสวรรค์ นรก นั้น พระสูตรไม่ได้กล่าวเอาไว้อย่างแน่นอน ชีวิตหลังความตายในทัศนะของผมนั้น เชื่อว่า เมื่อคนเราถึงที่ตาย และเวลาตาย ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ต้องประจวบเหมาะกัน ถ้าถึงเวลาตาย แต่ไม่ถึงที่ตาย ก็จะยังไม่ตาย แต่ถ้าถึงที่ตาย และเวลาตายแล้วไซร้ บุคคลคนนั้นต้องตาย ท่านพระยามัจจุราช ที่ผมเชื่อว่า ท่านคือเทพเจ้าแห่งความตาย ซึ่งเป็นเทวดาที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกา หรือ ชั้นที่หนึ่ง ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ว่า น่าจะเป็นเทวดาพระเคราะห์ที่มีนามว่า พระเกตุ หรือ อาจจะเป็นองค์เดียวกันกับท่านท้าวเวสสุวัณ โลกบาลประจำทิศเหนือ ก็ได้ ท่านก็จะใช้ให้บริวารของท่าน คือ พระกาฬไชยศรี ขี่นกแสก มาเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณบุคคลผู้นั้นไป ในสถานที่แห่งหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างโลกทั้งสาม เป็นภพภูมิกลาง จะเรียกว่า พิภพมัจจุราช ก็คงไม่ผิดนัก ณ ที่แห่งนี้ ท่านพระยามัจจุราช จะเป็นผู้ตรวจสอบดูว่า ดวงวิญญาณผู้ที่ตายนั้น เป็นวิญญาณบุญ หรือ วิญญาณบาป ด้วยการพิจารณาจากบัญชีบุญ ที่จดโดย ท่านสุวรรณ จดไว้ในแผ่นทองคำ และ บัญชีบาป ที่จดโดยท่านสุวาร ที่จดไว้ในแผ่นหนังหมา ถ้าทำดี ก็จะส่งให้เทวทูต มารับไปสู่สรวงสวรรค์ และถ้าทำชั่ว ก็จะส่งให้ยมทูต นำตัวไปลงทัณฑ์ในนรก ตามบุญและบาปที่ทำเอาไว้ เมื่อไปสู่สรวงสวรรค์ ก็จะต้องไปรายงานตัวแก่เทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ เสียก่อน อย่างเช่น ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็จะต้องไปรายงานตัวต่อท่านท้าวสักกะเทวราช หรือ พระอินทร์ เป็นต้น เมื่อลงไปในนรก ก็จะต้องไปพบกับพระยายมราชเสียก่อน เพื่อที่ท่านจะได้มีคำสั่งให้นำไปอยู่ในนรกขุมใด ได้รับโทษทัณฑ์อย่างไร นานเพียงใด อีกครั้งหนึ่ง อันพระยายมราช นั้น ถ้าเชื่อในหลักพุทธศาสนา ท่านไม่ใช่เทวดาแน่นอน และคงอยู่ในสภาพของสัตว์นรก แต่ที่มีฤทธิ์อำนาจ มีบารมี ได้เป็นใหญ่ ทำหน้าที่ปกครองนรกนั้น ก็คงด้วยผลกรรมดีที่ท่านทำเอาไว้ในสมัยเป็นมนุษย์ ที่มีมากพอที่จะทำให้ท่านอยู่ในนรกได้ โดยปราศจากการลงโทษให้ได้รับทุกข์ทรมานต่าง ๆ แต่ยังต้องเสวยเศษกรรมที่ทำเอาไว้ ด้วยการถูกกรอกด้วยน้ำทองแดงทุกวัน ในเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเรื่องอดีตชาติของพระยายมราช และสมุนบริวารของท่าน ผมได้นำมากล่าวเอาไว้แล้วในตอนต้น แต่ถ้าเชื่อในลัทธิฮินดู หรือ พราหมณ์ ท่านเป็นเทพเจ้าแน่นอน และเป็นโลกบาลประจำทิศใต้อีกต่างหาก อีกทั้งยังทำหน้าที่ทั้งคร่าวิญญาณผู้ตาย ทำหน้าที่ตัดสิน และลงโทษเบ็ดเสร็จ ถือว่า มีอำนาจมากทีเดียว ซึ่งความเชื่อของฮินดูนั้น ก็เชื่อในแนวเดียวกับของยุโรป คือ กรีก และโรมัน คือ ท่านเป็นเทพเจ้าที่อยู่บนสรวงสวรรค์มาก่อน แล้วได้รับบัญชาจากเทพจูปิเตอร์ ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ให้ไปปกครองในเมืองนรก (ตาร์ตารัส) ทรงพระนามว่า เทพเจ้าพลูโต นั่นเอง มาเข้าเรื่องของท่านเสฐียร โกเศศ ที่เขียนไว้ ใน เล่าเรื่องในไตรภูมิ กันต่อดีกว่า ซึ่งผมเห็นว่า แนวความคิดของท่าน ไม่ควรมองข้าม น่าจะนำมาพิจารณาเพื่อประดับสติปัญญาในเรื่องนี้ ผมจึงตัดสินใจ คัดลอกเรื่องราวของท่านมาทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ มาให้อ่านกัน นอกจากนรกซึ่งกล่าวมาแล้ว หนังสือไตรภูมิยังกล่าวถึงนรกพิเศษอีกแห่งหนึ่ง คือ นรกโลกันต์ อันเป็นนรกอยู่ระหว่างจักรวาล ๓ จักรวาล ถ้าจะเปรียบอย่างที่เขาเปรียบไว้ ก็เหมือนเขียนเป็นวงกลม ๓ วง ต่างว่า แต่ละวงเป็นจักรวาลหนึ่ง ๆ เอาวงกลมสองวงเรียงอยู่ในระดับเดียว ให้ใกล้ชิดกัน แล้วเอาอีกวงหนึ่ง คือ วงที่สาม วางซ้อนกันไว้ข้างบนสองวงนั้น ก็จะเป็นรูปตั้งวง ๓ วง อย่างรูปสามเหลี่ยม แต่อีกวง เป็นยอดของอีกสองวง เมื่อวางเรียงกันตามรูปนี้ จะเกิดมีช่องว่างระหว่างกลางเป็นรูปสามเหลี่ยม ช่องว่างนี้แหละเรียกว่า โลกันต์ แปลว่า อยู่ระหว่างโลก หนังสือไตรภูมิกล่าวว่า โลกันต์นรก กว้างได้ ๘,๐๐๐ โยชน์ มีคูลึก วงรี หาพื้นน้ำบ่มิได้ หาฝาเบื้องบนบ่มิได้ เบื้องบนเป็นปล่องขึ้นไปถึงพรหมโลก ในโลกันต์นรกมืดแสนมืด แสงดาวเดือนและดวงตะวันที่ส่องโลก ส่องไปไม่ถึง เพราะโลกันต์นรกอยู่นอกกำแพงจักรวาล คือ อยู่พ้นกำแพงเหล็กซึ่งกั้นโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกนรกออกไป นรกโลกันต์นี้เห็นจะมีความหนาวเย็นเฉียบอย่างนรกก้นบึ้งของฝรั่ง คงไม่ร้อนเหมือนนรกอเวจี เพราะแสงตะวันส่องไม่ถึง และมืดตื๋อ สัตว์ที่ตกนรกโลกันต์มองไม่เห็นอะไรเหมือนกับคนหลับตา ต่อเมื่อใดพระโพธิสัตว์จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า กล่าวคือ เมื่อท่านเสด็จมาปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ๑ เมื่อท่านประสูติ ๑ เมื่อท่านตรัสรู้ ๑ เมื่อท่านตรัสเทศนาพระธรรมจักร คือ เทศนาเป็นครั้งแรก ๑ และเมื่อเสด็จเข้าสู่นิพพาน ๑ ใน ๕ กาลนี้ แต่ละกาลสัตว์ในนรกโลกันต์จะเห็นแสงสว่างได้ครั้งหนึ่ง แต่กระนั้นก็เห็นแสงสว่างได้ชั่วดีดนิ้วมือ หรือ ชั่วพริบตา หรือ ชั่วฟ้าแลบแวบเดียวเท่านั้น แล้วกลับมืดอย่างเดิม ผู้ใดกระทำร้ายต่อพ่อแม่ และพระสงฆ์ และยุยงให้สงฆ์แตกร้าวกัน ครั้นตายไปก็ไปเกิดในนรกโลกันต์ มีตัวสูงใหญ่ถึง ๖,๐๐๐ วา มีเล็บมือ เล็บตีน ยาวดั่งค้างคาว ตัวใหญ่มหึมา เอาเล็บเกาะกำแพงจักรวาล ห้อยตัวเอาหัวลงเหมือนค้างคาว เมื่อหิวขึ้นมา ต่างตัวก็ต่างจะกินกัน โอบรัดฟัดกันจนม้วนต้วนตกลงไปในน้ำ น้ำนั้นเย็นแสนเย็น (มาได้ความชัดตอนนี้เอาว่าเป็นนรกเย็น) สัตว์นรกที่ตกลงไปถูกน้ำกัดเน่าเปื่อย แหลกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนตาย แล้วกลับเป็นสัตว์นรกขึ้นอีก ทนทุกข์ทรมานตายแล้วเกิดเป็นใหม่อยู่อย่างนี้ นานชั่วพุทธันดรกัลป์หนึ่ง ถึงจะหมดกรรม พุทธันดรกัลป์ คือ ระยะเวลา หรือ กัลป์ที่อยู่ระหว่างพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งกับอีกองค์หนึ่งจะมาตรัสรู้ เป็นเวลาที่ว่างพระศาสนา เรื่องนรกตามที่กล่าวไว้ในหนังสือไตรภูมิฉบับนี้ มีข้อความอยู่หลายแห่งซึ่งฟังไม่ใคร่ชัดเจนนัก จะเป็นเพราะคัดลอกกันมาหลายทอด เกิดขาดตกบกพร่องขึ้นก็ทราบไม่ได้ ที่กำหนดนรกให้มีแต่ไฟเผาผลาญ และให้อยู่ใต้ดินลงไป ก็สมกับที่ทางวิทยาศาสตร์ว่า ลึกลงไปภายในโลกร้อนระอุลุกเป็นไฟ แต่นรกเย็น หนาวยิ่งกว่าน้ำแข็งก็มี หากไม่มีกล่าวไว้ในไตรภูมินี้ นรกของฮินดู นรกของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่แปลกไปจากนี้ก็มี และเป็นเรื่องที่กล่าวไว้อย่างยุ่ง ๆ ยิ่งกว่าเรื่องนรกในไตรภูมิ แต่นรกเหล่านี้ อยู่นอกเรื่องที่มิพึงประสงค์จะเล่า คือ ต้องการเล่าแต่เรื่องนรกอันเกี่ยวกับภาษาและวรรณคดี และที่ชาวบ้านรู้จักกันเท่านั้น คนรุ่นก่อนได้ยินได้ฟังพระเทศน์เรื่องนรกอยู่บ่อย ๆ ทั้งได้เคยดูรูปภาพที่เขาเขียนไว้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกอยู่เสมอว่า ถ้าทำบาปทำชั่ว ตายไปจะต้องตกนรกหมกไหม้ และทนทุกข์ทรมานตั้งกัปตั้งกัลป์ เพราะด้วยความเชื่อซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องของเหตุผล ทำให้คนส่วนมากกลัวบาป เกรงกรรม ถ้าไม่เหลืออดเหลือกลั้นก็ไม่ใคร่กล้าทำบาปทำกรรม คนรุ่นใหม่เห็นว่า นรกเป็นเรื่องเหลวไหล มีแต่สอนให้คนโง่ เลิกเชื่อเสียเถิด มาเชื่ออย่างใหม่ที่ก้าวหน้าดีกว่า แต่คนรุ่นเก่ามีความรู้และการศึกษายังล้าหลัง วิ่งตามคนรุ่นใหม่ไม่ใคร่ทัน เมื่อทิ้งของเก่า มาจับถือของใหม่ก็ไม่ได้แน่น ในที่สุด เก่าก็หาย ใหม่ก็ไม่ได้ กลายเป็นไม่มีอะไรจะยึดถือ เปรียบเหมือนเมื่อก่อนเคยนุ่งผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง และสกปรกมาก น่ารังเกียจ ก็ถอดทิ้งเสีย แต่จะนุ่งอย่างใหม่ก็ไม่รู้จักนุ่ง ก็เลยกลายเป็นคนไม่นุ่งผ้า ดีเหมือนกัน นี่ข้าพเจ้าพูดแดกให้ ![]() ๑. เวตตรณีนรก คนผู้อยู่ในแผ่นดินนี้แล มั่งคั่งมั่งมี มีข้าวของมาก ไพร่ฟ้าข้าไทมาหลาย มักกระทำร้ายแก่คนผู้อื่น ชิงเอาทรัพย์ ข้าวของ ของท่านผู้อื่น ด้วยคนมี กำลังมากกว่า ครั้นตายได้ไปเกิดในนรกอันชื่อเวตตรณี นั้น ยมบาล อันอยู่เวตตรณีนรก นั้น เทียรย่อมถือไม้ ค้อน มีด พร้า หอก ดาบ หลาว แหลน เครื่องข้า (ฆ่า) เครื่องแทง เครื่องยิง เครื่องตี ทั้งหลายฝูงนั้น เทียรย่อมเหล็กแดง แลมีเปลวพุ่งขึ้นไปดังไฟไหม้ฟ้านั้น ลุกดังนั้นบ่มิ วาย...ได้คงภาษาของพญาลิไท ไว้เพื่อความไพเราะในแง่วรรณคดีด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็ได้แก่พวกเจ้าพ่อ มาเฟียทั้งหลาย ที่มีลูกน้องบริวารมากมาย เที่ยวไปกดขี่ ข่มเหง รังแก ขูดรีดเอาทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตนด้วยวิธีการต่าง ๆ ถึงขั้นประทุษร้าย ทำร้ายร่างกาย อย่างพวกมาเฟียโบ๊เบ๊ ที่เป็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ พวกนี้ไม่แคล้วลงนรกขุมนี้แน่นอนถ้าตายไปล่ะก็ ๒. สุนขนรก ผู้กล่าวร้าย สมณพราหมณ์ อุปัชฌายาจารย์ ตกนรกขุมนี้ ถูกฝูงสุนัข ๕ จำพวกกัด ถูกฝูงแร้งกา จิกตี ก็สมน้ำหน้าอยู่หรอก เพราะพวกนี้มีปาก แต่ไม่ใช้ปากให้คุณ ให้โทษใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่สมณะ ชีพราหมณ์ ครู อาจารย์ อย่างนี้ต้องให้หมานรก กัดให้จมเขี้ยว กระชากเนื้อออกมา ถูกแร้งกาจิกกินเนื้อออกมาเป็นชิ้น ๆ เสียให้เข็ด ๓. สโชติกนรก มีพื้นเป็นเหล็กแดง ถูกยมบาล เอาฆ้อนใหญ่ไล่ตี พวกนี้ ตอนมีชีวิตอยู่ คงเที่ยวข่มเหงรังแกผู้ที่ด้อย หรือ อ่อนแอกว่า พวกนักเลงหัวไม้ พวกอันธพาล พวกนักเรียน นักเลง ยกพวกตีกัน ตายไป ถูกคนที่มีอำนาจเหนือกว่าไล่ตีเอาซะบ้าง จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างที่เลวแก่คนอื่น ๔. อังคารกาสุนรก ชักชวนคนอื่นทำบุญแล้วเบียดบังทรัพย์สินนั้น ผู้ที่ตกนรกขุมนี้ ถูก ยมบาลเอาหอกดาบไล่แทงให้ตกในหลุมถ่านเพลิง ๕. โลหกุมภีนรก มีหม้อเหล็กแดงใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยเหล็กแดงเป็นน้ำ มียมบาล จับเอาสัตว์หย่อนหัวลงหรือจับพุ่งลงในหม้อดิน พวกเปิบพิสดารทั้งหลาย ได้แก่ พวกนึ่งปูเป็น ๆ หรือ เอาตั๊กแตนไปทอดเป็น ๆ พวกที่ชอบเอาสัตว์ไปทรมานให้ตาย ด้วยการถ่วงน้ำ จำไว้ให้ดีนะครับ ตายไป นรกขุมนี้รอคอยท่านอยู่ ๖. อโยทกนรก มีหม้อเหล็กแดงใหญ่เหมือนโลหกุมภีนรก แต่มียมบาลเอาเชือกเหล็ก แดงลุกเป็นเปลวไล่ตระหวัดแล้วบิดให้คอขาดออก แล้วเอาทอดในหม้อเหล็กแดง สัตว์นรกในขุมนี้ คงทำกรรมเอาไว้ดุจเดียวกับโลหกุมภีนรก แต่หนักข้อกว่า ตรงที่ ทำให้สัตว์นั้นทุกข์ทรมานก่อนเอาไปต้มในน้ำร้อน นึ่ง หรือ ทอด เช่น พวกที่ฆ่าไก่เป็นอาชีพ ก่อนฆ่า มีการเชือดคอ เทเลือดออกจนหมด แล้วเอาใส่ในหม้อน้ำที่เดือดพล่าน พวกทอดตั๊กแตนปาทังก้า ที่เด็ดปีกมันออก ก่อนนำไปทอด ฯลฯ พวกนี้ตายเมื่อไหร่ ได้เป็นสมาชิกนรกขุมนี้แน่นอน ๗. ถุสปลาสนรก มีแม่น้ำเหมือนใสสะอาด สัตว์มีความกระหายโจนลงไปพื้นแม่น้ำ กลับเป็นพื้นเหล็กแดง น้ำกลายเป็นไฟที่ลุกไหม้จากข้าวลีบและแกลบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะผลของการโกงด้วยการเอาข้าวลีบแกลบฟางปนใน ข้าวเปลือก ซึ่งกรรมข้อนี้ น่าจะรวมไปถึงพวกที่คดโกง ปลอมปนสินค้า หรือ พวกที่ให้บริการลูกค้าแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือเต็มใจในการให้บริการ ให้คุ้มกับเงินที่เสียไปด้วย แม้กระทั่งกรรมในยุคไฮเทค พวกที่ปล่อยไวรัส ทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ก่อให้เกิดความเสียหาย แล้วขายโปรแกรมป้องกัน หรือ พวกแบล็คเมล์ต่าง ๆ ตายไป น่าจะตกนรกขุมนี้ เพราะหากินโดยไม่สุจริตนั่นเอง ๘. สัตติหตนรก แปลว่า นรกที่สัตว์ถูกฆ่าด้วยหอก เมื่อเป็นคน คงใช้หอก หรือ ของแหลมทิ่มแทงสัตว์ หรือ ผู้อื่นให้ได้รับความเจ็บปวดทรมาน หรือตาย จึงต้องเกิดเป็นสัตว์นรก ถูกฆ่าด้วยหอก หรือ ถูกของแหลมทิ่มแทงดุจเดียวกัน ๙. พิลสนรก แปลว่า นรกมีโพรง-ปล่อง พวกดักสัตว์ทั้งหลาย รวมไปถึงพวกที่ล่อลวงคนให้ไปตาย หรือประทุษร้ายร่างกาย เพื่อประสงค์ทรัพย์สิน พวกนี้ตายไปเป็นสัตว์นรก ที่เต็มไปด้วยโพรง หรือ ปล่อง ที่ตกลงไปแล้ว จะถูกของแหลมทิ่มแทง และมีไฟ หรือ น้ำกรด แผดเผา จดมอดไหม้ละลายไป ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย จนกว่าจะหมดกรรม ๑๐. ปุราณมิฬหนรก นรกที่มีแม่น้ำเต็มไปด้วยคูถอาจม หิวก็กินคูถแทนอาหาร พวกนี้ทำกรรมเอาไว้ด้วยการให้อาหาร หรือ ของเสีย ของที่เสื่อมสภาพ ยาที่หมดอายุ แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะพวกที่เอาไปถวายสมณะชีพราหมณ์ ประเภทสังฆทาน เวียนเทียน พระท่านไม่รู้ ฉันเข้าไป ท้องผูก ท้องร่วง บางทีอาจถึงแก่มรณภาพ อย่างนี้ ตายไปล่ะก็ นอกจากถูกไฟนรกเผาผลาญแล้ว ยังต้องกินของเสียแทนอาหารอีกด้วย ข้อนี้รวมไปถึงผู้ที่คดโกงคนอื่น หรือตระหนี่ถี่เหนียว แย่งชิงทรัพย์ผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตายไปก็ไม่พ้นนรกขุมนี้เหมือนกัน ๑๑.โลหิตปุพพนรก นรกที่มีแม่น้ำเต็มไปด้วยน้ำเลือดและหนอง หิวก็กินน้ำเลือด และหนองแทนอาหาร พวกนี้เมื่อเป็นคน ชอบรีดนาทาเร้น สูบเลือดสูบเนื้อคนที่ยากไร้ ข่มเหง รังแกผู้ที่ด้อยกว่า และไม่เคยทำบุญสุนทานใด ๆ ตายไปต้องตกนรกขุมนี้ รับโทษทรมานด้วยอาวุธต่าง ๆ แล้ว ยังต้องหิวโหย กินเลือด และหนองตนเองอีกด้วย ๑๒. โลหิตพฬิสนรก นรกที่มียมบาลเอาเบ็ดโลหะเกี่ยวลิ้น พวกนี้เมื่อเป็นคนไม่พ้นจำพวก ยิงนก ตกปลา เห็นสัตว์เป็นเกมกีฬา หรือประเภทพวกปลิ้นปล้อนโกหก หลอกลวง ร้อยลิ้นกะลาวน พูดสัปปะดี้ สีปะดน ให้คนทะเลาะกัน หรือให้ร้ายผู้อื่นด้วยคำพูด เมื่อตายไปจึงถูกลงโทษด้วยวิธีดังกล่าว ๑๓. สังฆาฏนรก ชื่อไปซ้ำกับนรกขุมใหญ่ ดูจากชื่อแล้ว มีความหมายดุจเดียวกัน คือ เป็นนรกที่ใช้ลงโทษสัตว์นรกที่ผิดศีลข้อที่หนึ่ง คือ ทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รังแกสัตว์ให้ได้รับทุกข์ทรมาน เมื่อมาอยู่นรกขุมนี้ จึงถูกลงโทษ ประทุษร้ายด้วยอาวุธต่าง ๆ นานัปการ จากยมบาล ๑๔. อวังสิโรนรก ยมบาลเอาหัวห้อยลง เอาฆ้อนเหล็กตี ก็คงทำกรรมด้วยการทุบศีรษะคน หรือ สัตว์ ในสมัยที่มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ตายไป ทำกรรมใดไว้ กรรมนั้นก็ต้องตอบสนอง ๑๕. โลหสิมพลีนรก แปลว่า ป่าไม้งิ้วโลหะ เกิดจากโทษคบชู้ผิดศีลข้อ ๓ ๑๖. มิจฉาทิฏฐินรก นรกของคนผู้ประกอบด้วยอเหตุกทิฏฐิ คือ พวกเห็นผิดเป็นชอบ ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ นรกสวรรค์มีจริง ตายไปแล้ว กว่าจะรู้ว่านรกมีจริง ก็สายเกินไปเสียแล้ว นรกพิเศษ โลกันตนรก หรือ โลกันตริกนรก อยู่ในระหว่างจักรวาลทั้ง ๓ กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ มีแต่ความมืด จะมีแสงสว่างครั้งหนึ่งเมื่อพระโพธิสัตว์จะเสด็จถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา หรือสมภพจากครรภ์พระมารดา (เป็นพระพุทธเจ้า) แสดงพระธรรมจักรและเสด็จสู่พระนิพพาน จึงมีแสงสว่างแวบหนึ่ง คนทำร้ายพ่อแม่ สมณชีพราหมณ์ ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน ครั้นตายลง จะมาเกิดในนรกขุมนี้ มีแต่ความหิวกระหายจะกัดกินกันเอง เนื่องมีมือเกี่ยวอยู่ที่ขอบปากจักรวาล เมื่อกัดกินกันเอง ก็หล่นตกลงในน้ำเย็นจัดจนละลายเปื่อยไป อนึ่งที่ว่าโลกันตริกนรกมีความเย็น เพราะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ มาว่ากันต่อถึงเรื่องราวในเมืองนรก ที่ท่านเสฐียร โกเศศ ได้เขียนไว้ในหนังสือ เล่าเรื่องในไตรภูมิ ว่าท่านได้กล่าวถึงเรื่องนรกต่อไปอย่างไรบ้าง เชิญติดตาม นรกบ่าว ๑๖ ขุมนี้ ที่ควรกล่าวคือ โลหกุมภีนรก ซึ่งมีหม้อเหล็กเป็นไฟแดงขนาดใหญ่โตเหลือประมาณ มีน้ำเหล็กเป็นไฟเหมือนกัน ผู้ใดตีพระเจ้าพระสงฆ์ เมื่อตายแล้วไปตกนรกขุมนี้ ถูกยมบาล คือ ผู้คุมเมืองนรกจับเอาตัว ทุ่มให้หัวทิ่มลงไปในหม้อ แต่ไม่ตาย ถึงตาย ก็กลับเป็นขึ้นมาใหม่ ทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะถึงวันสิ้นเวรกรรม หม้อเหล็กและน้ำเหล็กลุกเป็นไฟนี้ ชาวบ้านรู้จักดี แต่เรียก หม้อทองแดง น้ำทองแดง มักพูดสบถสาบานกันว่า ให้ตกนรกหม้อทองแดง ถูกกรอกน้ำทองแดง ดังนี้ นรกอีกขุมหนึ่งที่ควรกล่าวชื่อ คือ โลหสิมพลีนรก หรือ นรกต้นงิ้ว ต้นงิ้วเหล่านี้ขึ้นอยู่ในนรกขุมนี้มากมาย อย่างเป็นป่าต้นงิ้วทีเดียว แต่ละต้นสูงตั้งโยชน์ มีหนามยาวตั้ง ๑๑ นิ้ว มีอยู่ทั่วลำต้น เป็นเปลวไฟลุกอยู่ตลอดเวลาไม่มีดับ นรกนี้มีไว้ลงโทษหญิงชายซึ่งทำชู้ด้วยเมียเขาผัวเขา เมื่อตายแล้วไปตกในนรกขุมนี้ ถูกยมบาลต้อนขึ้นต้นงิ้ว ไม่ขึ้นก็ไม่ได้ เพราะยมบาลเอาหอกและเหล็กแดงแทง แล้วยังมี แร้งปากหนา กาปากเหล็ก คอยจิกเนื้อ และมีสุนัขคอยกัดอีกด้วย ที่ต้องขึ้นต้นงิ้ว คือ ขึ้นไปหาชู้ของตนซึ่งปีนขึ้นไปก่อนแล้ว เมื่อปีนขึ้นไปถูกหนามงิ้วบาดทั่วตัว และถูกไฟลวกแขนขาขาด ทนไม่ไหวก็หล่นร่วงลงมาทั้งคู่ แต่ไม่ตาย ถูกยมบาลเอาเหล็กแดงแทงบังคับให้ขึ้นไปอีก ต้องทนทุกข์อยู่อย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะสิ้นเวรสิ้นกรรม ในภาษาไทยถ้าพูดว่า ตายไปแล้วจะต้องขึ้นต้นงิ้ว ก็หมายความว่า ไปทำชู้กับเมียเขา ผัวเขา เป็นบาปหนัก จะต้องตกนรกขึ้นต้นงิ้ว ดังกวีกล่าวไว้ว่า ใครสร้างกรรมทำชู้ด้วยคู่เขา ให้ร้อนเร่าร่างโรยอยู่โหยหิว ครั้งชีวันบรรลัยก็ไพล่ปลิว ให้ขึ้นงิ้วยมบาลประหารแทง ยมบาล หรือ ผู้คุมเมืองนรก นรกขุมใหญ่ไม่มี เห็นจะเป็นเพราะนรกเหล่านั้นมีกำแพงล้อมรอบแน่นหนาเป็นแดน ๆ อยู่แล้ว ถ้าจะมี เห็นจะเป็นยมบาลเฝ้าประตูนรกเท่านั้น ส่วนนรกบ่าว และนรกเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่กล่าวว่า มีกำแพงหรืออะไรล้อมไว้ จึงมียมบาลเป็นผู้คุมดูแล ยมบาลเหล่านี้ เดิมก็เคยเป็นคน ทำทั้งบุญและบาป ตายไปจึงเกิดเป็นยมบาล ๑๕ วัน อีก ๑๕ วัน เป็นยมบาลเหมือนกัน แต่ถูกยมบาลอื่นฆ่าฟันพุ่งแทงให้ได้รับความเดือดร้อน สับเปลี่ยนวนเวียนกันดังนี้กว่าจะสิ้นกรรม ผู้เป็นใหญ่เหนือยมบาลทั้งหลาย คือ พระยายมราช เป็นผู้ทรงธรรมเที่ยงตรงหนักหนา ผู้ใดตายไป จะต้องไปหาพระยายมราชก่อน พระยายมราชจะสอบสวนบุญบาปของผู้นั้น ถ้าสอบสวนได้ความว่า เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ได้กระทำบุญบาปมาแล้วอย่างไรบ้าง ถ้าทำบุญสุนทานมาโดยตลอด ไม่เคยก่อกรรมทำชั่วใด ๆ เทวดา ๔ องค์ ซึ่งเป็นผู้ถือบัญชีสำหรับจดบุญและบาป ก็จะเขียนชื่อผู้นั้นลงในแผ่นทองสุก แล้วทูนใส่เหนือหัวไปทูลพระยายมราช พระยายมราชก็จบใส่หัว แล้วสาธุการอนุโมทนายินดี แล้วก็วางไว้บนแท่นทอง อันประดับด้วยแก้วสัตตพิธรัตนะและรัศมีอันเรืองงามแล ผู้ใดอันกระทำบาปไซร้ เทวดานั้นก็จะตราบัญชีนั้นลงในแผ่นหนังหมา และเอาไว้แห่งหนึ่ง แล้วบังคับให้ฝูงยมบาลมาเอาตัวมันไปทรมานในนรก ดังที่เคยพูดติดปากว่า เอาหอกโตเท่าใบพาย แทงทะลุหูซ้ายตลอดหูขวา และทรมานอีกหลายอย่าง แล้วแต่บาปกรรมที่ทำไว้หนักและเบา ถ้าเอาบุญกับบาปมาหักลบกัน ถ้าหนักไปทางบุญ ก็ไปขึ้นสวรรค์ ถ้าหนักไปทางบาป ก็ไปตกนรกเสียก่อน ใช้โทษบาปหมดแล้ว จึงจะไปเสวยบุญของตนได้ ถ้าบาปและบุญเท่ากัน ก็ส่งไปเป็นยมบาลเดือนหนึ่ง มีสบาย ๑๕ วัน และตกนรก ๑๕ วัน ไตรภูมิกล่าวพรรณาเรื่องนรกบ่าวไว้ละเอียดละออว่า ผู้ทำบาปอย่างไหน จะต้องไปตกนรกบ่าวขุมไหน ได้รับโทษทัณฑ์เป็นอย่างไร ก็อธิบายไว้หมด แต่เรื่องนรกใหญ่ ๘ ขุม ไม่มีอธิบายไว้ หรือจะเห็นว่า เพียงนรกบ่าวก็เดือดร้อนแก่ผู้ตกนรกมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพรรณนาอะไรอีก หรือไม่เช่นนั้น ก็ลืมเล่าไป หรือไม่ก็ไม่ทราบว่า จะสรรหาอะไรมาพรรณาให้ยิ่งไปกว่านี้ได้ ![]() ๒. กาฬสุตตนรก นายนิรยบาล ใช้เส้นเชือกหรือด้ายสีดำ ตัดสัตว์นรกเหล่านี้เป็นท่อน ๆ ๘ ท่อน ๖ ท่อน ๔ ท่อน ตั้งแต่ส้นเท้าจึงถึงสะเอว ถึงเสวยทุกขเวทนาแค่ไหนก็ยังไม่ตาย จนกว่าจะหมดผลกรรม เนื่องด้วยผลกรรม ที่สั่งให้ฆ่าผู้อื่นด้วยการตัดแขน ขา, ให้ฆ่าลงโทษสัตว์หรือมนุษย์ด้วยแส้ หรือหวาย เป็นบรรพชิตใช้ประคตเอว หรือ จีวรแล้วเป็นผู้ทุศีล เผาไฟ สุมป่าเพื่อจับสัตว์ ฯลฯ ๓. มหาอเวจี แปลว่า ไม่มีคลื่น ไม่มีการหยุดพัก ถูกทรมานไม่หยุด ถูกตัดอวัยวะต่าง ๆ เช่น มือ เท้า ศีรษะขาด มีดาบประคอง (ตรึง) ให้ อยู่กับที่ อวัยวะต่าง ๆ ที่ถูกตัดขาดจะงอกมาอีก ผู้ที่ตกนรกขุมนี้ ได้แก่ คนฆ่าหมู ฆ่าโค ล่าเนื้อ สารถีฝึกช้าง มาด้วยความทารุณ ล้อมล่าสัตว์ แล้วทิ่มแทงด้วยหอก ยิงด้วยลูกศร หญิงชายคบชู้ประพฤตินอกใจ จับ สัตว์เป็น ๆ โยนเข้ากองไฟ ฯลฯ หรือพวกที่ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ประทุษร้าย พระตถาคตเจ้า ประพฤติอกุศลกรรมบถอย่างร้ายแรง ฯลฯ อย่างเช่น พระเทวทัต เป็นต้น ๔. สังฆาตนรก แปลว่า บด กระหนาบ สัตว์นรกถูกนิรยบาลต้อนเข้าไปในระหว่างภูเขา แล้วมีกองเพลิงปรากฏ ภูเขา ๒ ลูก จะเคลื่อนมา จาก ๔ ทิศ กลิ้งบดให้แหลก ในสมัยที่เป็นคน มักขุดหลุม ใช้ใบไม้พรางปิดตัว ซุ่มล่าสัตว์ทิ่มแทงด้วยหอกแหลน หลาว ฯลฯ ๕. โรรุวนรก แปลว่า ร้องเสียงดัง มีสระโบกขรณี แต่ไม่มีน้ำ มีแต่ไฟอยู่ในสระ เมื่อสัตว์โผลงไปถูกไฟไหม้ร้องคร่ำครวญ พวกนี้ในสมัยที่เป็นคน เป็นพวกไม่มีศาสนา ชอบทำลายเผาศาสนสถานหรือ เทวาลัยของผู้อื่น จุดไฟเผาโพรงงูเหลือม ตีผึ้ง ฯลฯ ๖. มหาโรรุวนรก ถูกทรมานเนื่องจาก ถูกนายนิรยบาล ถือค้อนตีศีรษะ เพราะบาป กรรมที่ตัดศีรษะสัตว์ที่ยังเป็น ๆ อยู่ หรือ พวกที่ฆ่าสัตว์ด้วยการใช้ฆ้อนทุบที่ศีรษะก่อนจะลงมือฆ่า เช่น ฆ่าหมู, ฆ่าวัว ควาย, หรือ ปลา ฯลฯ เป็นต้น ๗. ตาปนนรก มีหลาวเหล็กเสียบ ย่างไฟ มีสุนัขคอยกัด พวกนี้ก่อกรรมทำเข็ญด้วยการจุดไฟเผาบ้านเรือนผู้อื่น เผาคนหรือสัตว์ให้ตายทั้งเป็น หรือพวกชอบฆ่าสัตว์ด้วยการนำไปเสียบไม้ เผาไฟ ย่างกิน ทั้งที่สัตว์นั้นยังเป็น ๆ อยู่ ๘. มหาตาปนนรก ถูกลงโทษให้ปีนภูเขา ที่กำลังร้อนแดงแล้วตกลงบนหลาวเหล็ก พวกนี้ได้แก่พวกพรานป่า ล่าสัตว์ด้วยการขุดหลุมพราง หรือ วางกับดัก บางทีไม่เฉพาะแต่สัตว์เท่านั้น แม้แต่คนบางคนที่เดินพลัดหลงและตกลงไป ก็จะถูกหลาวไม้ไผ่ที่เป็นกับดักก้นหลุมแทงเอาถึงกับความตายได้ สญฺชีโว กาฬสุตฺโต จ สงฺฆาโต โรรุโว ตถา มหาโรรุว ตาโป จ มหาตาโป วีจินิรโย นรกใหญ่ ๘ ขุมนี้ ในไตรภูมิพระร่วง มีลำดับตามคาถานี้ คือ สัญชีวะ กาฬสุตตะ, สังฆาตะ, โรรุวะ, มหาโรรุวะ, ตาปะ, มหาตาปะ, และอวีจินิรยะ แต่ในโลกบัญญัติ เป็นสัญชีวะ, กาฬสุตตะ, มหาอเวจี, สังฆาตะ, โรรุวะ มหาโรรุวะ, ตาปนะ, และอเวจี (อุวิจิ) แต่คำบรรยายถึงลักษณะ ผู้เกิดใน ๒ ขุมแรก และการทำบาปกรรมต่างกันอยู่ เสฐียร โกเศศ ได้กล่าวถึงเรื่องของนรก ไว้ในหนังสือ เล่าเรื่องในไตรภูมิ ไว้อย่างน่าอ่าน จึงขอคัดลอกนำมาเผยแพร่ให้ได้พิจารณากัน พอสังเขป ดังนี้ หนังสือไตรภูมิ กล่าวเริ่มต้นด้วยเรื่องเมืองนรก ซึ่งผู้กระทำบาปย่อมไปเกิด ว่ามีนรกใหญ่ ๘ ขุม ขุม ในภาษาไทยแปลว่า หลุม ในที่นี้ หมายถึง หลุมใหญ่มาก ลึกลงไปใต้ดิน ซ้อนกันเป็นชั้นกันลงไป เป็น ๘ ขุม ในไตรภูมิให้ชื่อขุมนรก เรียงลำดับกันลงไปตั้งแต่สูงไปหาต่ำ คือ สัญชีพนรก, กาลสูตนรก, สังฆาตนรก, โรรุพนรก, ตาปนรก, มหาตาปนรก, มหาอวีจินรก ชื่อที่ให้ไว้นี้นับได้ ๗ ขุมเท่านั้น ขาดหายไปขุมหนึ่ง คือ มหาโรรุพนรก ซึ่งเป็นขุมที่ ๕ สัตว์อันเกิดในนรกเหล่านี้ มีอายุยืนนานนับไม่ถ้วน เพียงแต่สัตว์นรกขุมแรกก็มีอายุยืนได้ ๕๐๐ ปี เมืองนรก วัน ๑ กับ คืน ๑ ของเมืองนรก ได้ ๙ ล้านปี ของเมืองมนุษย์ ส่วนสัตว์นรกขุมอื่นที่อยู่ถัดไป มีอายุนับทวีคูณ จำนวนปีของนรกขุมแรก หรือ สองเท่าตัวเป็นลำดับไปจนนับไม่ถ้วน เรืองนับปีเมืองนรกเปรียบเทียบกับปีเมืองมนุษย์นี้ ที่พูดติดปากกันในพวกชาวบ้าน มักพูดกล่าวว่า ๑๐๐ ปี เมืองมนุษย์ เท่ากับ วัน ๑ กับ คืน ๑ ของเมืองสวรรค์ ๑๐๐ ปี เมืองสวรรค์ เท่ากับ วัน ๑ คืน ๑ ของเมืองนรก เท่านี้ยังไม่สะใจ ลางทีจำนวน ๑๐๐ ปี เปลี่ยนเป็น ๕๐๐ ปีก็มี อย่างจำนวนหลังนี้เห็นจะถูก เพราะ ๕๐๐ ปี เป็นจำนวนที่ถนัดปากมากกว่า ๑๐๐ ปี เพราะอะไรก็เป็น ๕๐๐ เช่น เกวียน ๕๐๐, โค ๕๐๐, พ่อค้า ๕๐๐, โจร ๕๐๐ ฯลฯ ที่สุดคำว่า โจร ๕๐๐ กล่าวแต่ ๕๐๐ เฉย ๆ ก็ใช้เป็นคำพูดดูหมิ่นกันได้ ในนรกทั้ง ๘ ขุมนี้ ที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทย คือ มหาอวีจินรก มักเรียกเพี้ยนและพูดกันสั้น ๆ ว่า นรกอเวจี คนสามัญเมื่อต้องการจะทำให้เขาเชื่อตน มักกล่าวคำเป็นเชิงสบถสาบานว่า ถ้าพูดไม่จริง ขอให้ตกนรกอเวจีเถิด หรือพูดย่อเป็นติดปากอย่างพล่อย ๆ ว่า ให้ตกนรกซี คือ หมายความว่า ให้ตกนรกอเวจีนี้เอง คำว่า อวีจิ หรือเพี้ยนเป็น อเวจี แปลว่า ปราศจากคลื่น แปลอย่างนี้ไม่ได้ความสมกับที่เป็นชื่อนรกขุมก้นบึ้ง ท่านจึงแปลแก้ว่า ปราศจากหยุดพัก คือ ได้รับทุกข์ทรมานอย่างไม่มีสร่าง ไม่มีหยุด ซึ่งเป็นการแปลลากเข้าหาความ ฝูงสัตว์อันไปเกิดในนรกอเวจีนับว่าเป็นหนักที่สุด ต้องทนทุกข์ทรมานนานถึงสิ้นมหากัลป์หนึ่งจึงพ้น ระยะเวลามหากัลป์หนึ่งนานแสนนาน จนไม่อาจนับเป็นปีเดือนได้ ได้แต่อุปมาเหมือนว่ามีภูเขาลูกหนึ่ง สูงได้โยชน์หนึ่ง วัดโดยรอบเขาได้ ๓ โยชน์ ถึงร้อยปีเอาผ้าทิพย์อันอ่อนบางดังควันมากวาดภูเขาแต่ละคาบ เมื่อใดภูเขานั้นราบเรียบเพียงแผ่นดิน จึงเรียกว่า มหากัลป์หนึ่งแล กล่าวอธิบายความนานว่านานแสนนานด้วยวิธีอุปมาอย่างนี้ ของฝรั่งก็มี เช่นกล่าวว่า สูงไกลขึ้นไปทิศเหนือในแดนแห่งสวิทยด (Svithjod) มีภูเขาหินอยู่เขาหนึ่ง สูงได้ร้อยไมล์ (๑๐ โยชน์) กว้างได้ร้อยไมล์ ทุกระยะพันปี มีนกน้อยตัวหนึ่ง เอาจะงอยปากมาลับที่เขานี้ครั้งหนึ่ง ถ้าหินที่เขานี้สึกหรอไปจนหมดสิ้น ก็เท่ากับเป็นวันหนึ่งของกัลป์หนึ่ง (Single day of eternity) มหากัลป์หนึ่ง แบ่งเป็น ๕ อสงไขยกัลป์ อสงไขย แปลว่า กำหนดนับไม่ได้ เมื่อนับไม่ได้ แต่เอามานับรวมกันได้ถึง ๕ จำนวนนับไม่ได้ ก็เป็นมหากัลป์หนึ่ง ดังนี้ จึงนับว่า นานเหลือที่จะนับ โลกเรานี้ และรวมทั้งโลกอื่นในสกลจักรวาล เมื่อมีอายุได้กัลป์หนึ่งก็ต้องถูกไฟล้างราบ เรียกไฟที่ล้างโลกนี้ว่า ไฟบรรลัยกัลป์ เมื่อเกิดมีไฟไหม้อย่างใหญ่หลวง เช่น ในคราวมหาสงคราม ก็มักพูดเปรียบเทียบว่า เหมือนไฟบรรลัยกัลป์ นรกใหญ่ ๘ ขุมนี้ มีกำแพงเหล็กแดงลุกเป็นไฟอยู่เสมอ ล้อม ๔ ด้าน รูปสี่เหลี่ยม ข้างบนก็เป็นเหล็กแดง พื้นล่างก็เป็นเหล็กแดง ลุกเป็นไฟอยู่เสมอทั้งข้างล่างข้างบนเหมือนกัน กำแพงทั้ง ๔ ด้าน ยาวด้านละ ๑,๐๐๐ โยชน์ หนา ๙ โยชน์ มีประตูเข้า ๔ ทิศ ๔ ประตู ส่วนข้างบนและพื้นล่างมีความหนา ๙ โยชน์เหมือนกัน นรกใหญ่แต่ละขุม มีนรกบริวาร เรียกในหนังสือไตรภูมิว่า นรกบ่าว ล้อมอยู่ด้านละ ๔ ขุม นรกใหญ่ขุมหนึ่งจึงมีนรกบ่าว ๑๖ ขุม นรกใหญ่ ๘ ขุม ก็มีนรกบ่าวรวมกันได้ ๑๒๘ ขุม รวมกับนรกใหญ่ ๘ ขุม เบ็ดเสร็จทั้งขุมเล็กขุมใหญ่ ก็เป็นนรก ๑๓๖ ขุม ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีนรกเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน นรกบ่าว ๑๖ ขุมนี้ มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน แต่มีชื่อรวมเรียก อุสุทธ หรือ อุสสทนรก แปลว่า นรกมีสิ่งที่ทิ้งแล้ว เช่น มูตรคูถ ถ่านเถ้าไฟ เป็นต้น ก่อนที่จะฟังเรื่องราวต่อไป ใคร่ขอนำเอาชื่อ และเรื่องราวเกี่ยวกับนรกขุมย่อยทั้ง ๑๖ ขุม มาแทรก เนื่องจาก ท่านเสฐียร โกเศศ ไม่ได้กล่าวเอาไว้ทั้งหมด คงกล่าวถึงนรกขุมย่อย เพียง ๒ ขุม คือ โลหกุมภีนรก และ โลหสิมพลีนรก เท่านั้น ซึ่งจะได้นำมาเสนอต่อในตอนท้าย นรกขุมย่อย (อุสสทนรก) หรือ นรกบ่าว นรกบริวาร มีดังนี้ ๑. กุกกุลนรก มีเพลิงเรืองแสงร้อนแรงรุ่งโรจน์โชตนาการ สัตว์ถูกฝังจมลงไปละลาย ไปเหมือนหยดน้ำผึ้งที่ถูกยกขึ้นแล้ว ๒. ปีฬกุณปนรก ...บางพวก (หนี) ออกมาจากกุกกุลนรก เห็นเหมือนสระโบกขรณี ก็พากันโผ ลงสู่น้ำมีพวกหนอนปากคมเหมือนหอกรุมกันเจาะไชผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก สัตว์เหล่านั้น หนีขึ้นจากปีฬกุณปนรก เห็นหมู่ไม้งามเขียวชอุ่ม มีใบร่มปิด ก็รีบพากันเข้าไปอาศัย กลับมีฝูงกา แร้ง หมาจิ้งจอก จิกตี กัดกิน ๓. อสิปัตตวนนรก ฝูงสัตว์หนีออกจากปีฬกุณปนรก เห็นต้นไม้ร่มเงาเหมือนป่ามะม่วงก็ พากันเข้าไป ที่แท้คือ อสิปัตตวนนรก หมายถึงนรกที่มีต้นไม้มีใบเป็น ดาบ ทางเข้าก็เต็มไปด้วยมีดโกนขวากหนาม เมื่อเข้าไปแล้วก็มีลมพัด เอา (ใบไม้) หอกดาบ ลูกศรให้ตกลงเชือดเฉือนร่างกาย ๔.เวตตรณีนรก เมื่อสัตว์ออกมาจากอสิปัตตวนนรก พบกับนรกขุมนี้ มีแม่น้ำเต็มไปด้วยน้ำกรด พอพวกสัตว์โผลงไปสู่แม่น้ำนี้ ก็ถูกน้ำกัดผิวเนื้อย่อย กระดูกเป็นชิ้นน้อยใหญ่ เป็นโครงกระดูกลอยฟ่อง ไม่มีเนื้อ มีเอ็น คุมไว้ อุสสทนรกทั้ง ๔ นี้ เป็นนรกบริวาร ตั้งอยู่ที่ประตู ทั้ง ๔ ทิศ ของมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก จึงมี ๓๒ ขุม ทั้งนี้ย่อความตามคัมภีร์โลกบัญญัติ ในสัปดาห์หน้า จะมาว่ากันต่อ ถึงนรกขุมย่อย ๑๖ ขุม ที่กล่าวไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง มาให้พิจารณากัน เพราะเนื้อที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ไม่พอ อย่าพลาดการติดตามเชียวนะครับ เรื่องอย่างนี้ ใช่ว่าจะหาอ่านที่ไหนได้ง่าย ๆ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกันเน้อ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 ก.พ. 2551 (16:12) ๑. สัญชีวนรก ที่เสวยกรรมของสัตว์นรกที่ถูกประหารหรือทำร้ายกันเอง พอล้มตายลง จึงมีลมรำเพยพัดถูกต้องกายแล้ว จะฟื้นขึ้นมารับวิบากกรรมต่อ เล็บมือของสัตว์นรกขุมนี้ เป็นเล็บเหล็กเป็นดาบ (ทำร้ายกันเอง) ด้วยวิบากกรรม ที่ขายหรือให้อาวุธผู้อื่น หรือ ผู้ที่จองเวรกัน สนองเวรกัน เรื่องที่ดิน , ให้เชือดหรือสั่งให้ เชือด สัตว์ที่มีชีวิตให้หรือขายอาวุธเพื่อเข่นฆ่าหรือปล้น ฯลฯ<BR><BR>๒. กาฬสุตตนรก นายนิรยบาล ใช้เส้นเชือกหรือด้ายสีดำ ตัดสัตว์นรกเหล่านี้เป็นท่อน ๆ ๘ ท่อน ๖ ท่อน ๔ ท่อน ตั้งแต่ส้นเท้าจึงถึงสะเอว ถึงเสวยทุกขเวทนาแค่ไหนก็ยังไม่ตาย จนกว่าจะหมดผลกรรม เนื่องด้วยผลกรรม ที่สั่งให้ฆ่าผู้อื่นด้วยการตัดแขน ขา, ให้ฆ่าลงโทษสัตว์หรือมนุษย์ด้วยแส้ หรือหวาย เป็นบรรพชิตใช้ประคตเอว หรือ จีวรแล้วเป็นผู้ทุศีล เผาไฟ สุมป่าเพื่อจับสัตว์ ฯลฯ<BR><BR>๓. มหาอเวจี แปลว่า ไม่มีคลื่น ไม่มีการหยุดพัก ถูกทรมานไม่หยุด ถูกตัดอวัยวะต่าง ๆ เช่น มือ เท้า ศีรษะขาด มีดาบประคอง (ตรึง) ให้ อยู่กับที่ อวัยวะต่าง ๆ ที่ถูกตัดขาดจะงอกมาอีก ผู้ที่ตกนรกขุมนี้ ได้แก่ คนฆ่าหมู ฆ่าโค ล่าเนื้อ สารถีฝึกช้าง มาด้วยความทารุณ ล้อมล่าสัตว์ แล้วทิ่มแทงด้วยหอก ยิงด้วยลูกศร หญิงชายคบชู้ประพฤตินอกใจ จับ สัตว์เป็น ๆ โยนเข้ากองไฟ ฯลฯ หรือพวกที่ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ประทุษร้าย พระตถาคตเจ้า ประพฤติอกุศลกรรมบถอย่างร้ายแรง ฯลฯ อย่างเช่น พระเทวทัต เป็นต้น<BR><BR>๔. สังฆาตนรก แปลว่า บด กระหนาบ สัตว์นรกถูกนิรยบาลต้อนเข้าไปในระหว่างภูเขา แล้วมีกองเพลิงปรากฏ ภูเขา ๒ ลูก จะเคลื่อนมา จาก ๔ ทิศ กลิ้งบดให้แหลก ในสมัยที่เป็นคน มักขุดหลุม ใช้ใบไม้พรางปิดตัว ซุ่มล่าสัตว์ทิ่มแทงด้วยหอกแหลน หลาว ฯลฯ<BR><BR>๕. โรรุวนรก แปลว่า ร้องเสียงดัง มีสระโบกขรณี แต่ไม่มีน้ำ มีแต่ไฟอยู่ในสระ เมื่อสัตว์โผลงไปถูกไฟไหม้ร้องคร่ำครวญ พวกนี้ในสมัยที่เป็นคน เป็นพวกไม่มีศาสนา ชอบทำลายเผาศาสนสถานหรือ เทวาลัยของผู้อื่น จุดไฟเผาโพรงงูเหลือม ตีผึ้ง ฯลฯ<BR><BR>๖. มหาโรรุวนรก ถูกทรมานเนื่องจาก ถูกนายนิรยบาล ถือค้อนตีศีรษะ เพราะบาป กรรมที่ตัดศีรษะสัตว์ที่ยังเป็น ๆ อยู่ หรือ พวกที่ฆ่าสัตว์ด้วยการใช้ฆ้อนทุบที่ศีรษะก่อนจะลงมือฆ่า เช่น ฆ่าหมู, ฆ่าวัว ควาย, หรือ ปลา ฯลฯ เป็นต้น<BR><BR>๗. ตาปนนรก มีหลาวเหล็กเสียบ ย่างไฟ มีสุนัขคอยกัด พวกนี้ก่อกรรมทำเข็ญด้วยการจุดไฟเผาบ้านเรือนผู้อื่น เผาคนหรือสัตว์ให้ตายทั้งเป็น หรือพวกชอบฆ่าสัตว์ด้วยการนำไปเสียบไม้ เผาไฟ ย่างกิน ทั้งที่สัตว์นั้นยังเป็น ๆ อยู่<BR><BR>๘. มหาตาปนนรก ถูกลงโทษให้ปีนภูเขา ที่กำลังร้อนแดงแล้วตกลงบนหลาวเหล็ก พวกนี้ได้แก่พวกพรานป่า ล่าสัตว์ด้วยการขุดหลุมพราง หรือ วางกับดัก บางทีไม่เฉพาะแต่สัตว์เท่านั้น แม้แต่คนบางคนที่เดินพลัดหลงและตกลงไป ก็จะถูกหลาวไม้ไผ่ที่เป็นกับดักก้นหลุมแทงเอาถึงกับความตายได้<BR><BR>สญฺชีโว กาฬสุตฺโต จ สงฺฆาโต โรรุโว ตถา มหาโรรุว ตาโป จ มหาตาโป วีจินิรโย นรกใหญ่ ๘ ขุมนี้ ในไตรภูมิพระร่วง มีลำดับตามคาถานี้ คือ สัญชีวะ กาฬสุตตะ, สังฆาตะ, โรรุวะ, มหาโรรุวะ, ตาปะ, มหาตาปะ, และอวีจินิรยะ แต่ในโลกบัญญัติ เป็นสัญชีวะ, กาฬสุตตะ, มหาอเวจี, สังฆาตะ, โรรุวะ มหาโรรุวะ, ตาปนะ, และอเวจี (อุวิจิ) แต่คำบรรยายถึงลักษณะ ผู้เกิดใน ๒ ขุมแรก และการทำบาปกรรมต่างกันอยู่<BR><BR>เสฐียร โกเศศ ได้กล่าวถึงเรื่องของนรก ไว้ในหนังสือ เล่าเรื่องในไตรภูมิ ไว้อย่างน่าอ่าน จึงขอคัดลอกนำมาเผยแพร่ให้ได้พิจารณากัน พอสังเขป ดังนี้<BR><BR>หนังสือไตรภูมิ กล่าวเริ่มต้นด้วยเรื่องเมืองนรก ซึ่งผู้กระทำบาปย่อมไปเกิด ว่ามีนรกใหญ่ ๘ ขุม ขุม ในภาษาไทยแปลว่า หลุม ในที่นี้ หมายถึง หลุมใหญ่มาก ลึกลงไปใต้ดิน ซ้อนกันเป็นชั้นกันลงไป เป็น ๘ ขุม ในไตรภูมิให้ชื่อขุมนรก เรียงลำดับกันลงไปตั้งแต่สูงไปหาต่ำ คือ สัญชีพนรก, กาลสูตนรก, สังฆาตนรก, โรรุพนรก, ตาปนรก, มหาตาปนรก, มหาอวีจินรก ชื่อที่ให้ไว้นี้นับได้ ๗ ขุมเท่านั้น ขาดหายไปขุมหนึ่ง คือ มหาโรรุพนรก ซึ่งเป็นขุมที่ ๕<BR><BR>สัตว์อันเกิดในนรกเหล่านี้ มีอายุยืนนานนับไม่ถ้วน เพียงแต่สัตว์นรกขุมแรกก็มีอายุยืนได้ ๕๐๐ ปี เมืองนรก วัน ๑ กับ คืน ๑ ของเมืองนรก ได้ ๙ ล้านปี ของเมืองมนุษย์ ส่วนสัตว์นรกขุมอื่นที่อยู่ถัดไป มีอายุนับทวีคูณ จำนวนปีของนรกขุมแรก หรือ สองเท่าตัวเป็นลำดับไปจนนับไม่ถ้วน<BR><BR>เรืองนับปีเมืองนรกเปรียบเทียบกับปีเมืองมนุษย์นี้ ที่พูดติดปากกันในพวกชาวบ้าน มักพูดกล่าวว่า ๑๐๐ ปี เมืองมนุษย์ เท่ากับ วัน ๑ กับ คืน ๑ ของเมืองสวรรค์ ๑๐๐ ปี เมืองสวรรค์ เท่ากับ วัน ๑ คืน ๑ ของเมืองนรก เท่านี้ยังไม่สะใจ ลางทีจำนวน ๑๐๐ ปี เปลี่ยนเป็น ๕๐๐ ปีก็มี อย่างจำนวนหลังนี้เห็นจะถูก เพราะ ๕๐๐ ปี เป็นจำนวนที่ถนัดปากมากกว่า ๑๐๐ ปี เพราะอะไรก็เป็น ๕๐๐ เช่น เกวียน ๕๐๐, โค ๕๐๐, พ่อค้า ๕๐๐, โจร ๕๐๐ ฯลฯ ที่สุดคำว่า โจร ๕๐๐ กล่าวแต่ ๕๐๐ เฉย ๆ ก็ใช้เป็นคำพูดดูหมิ่นกันได้<BR><BR>ในนรกทั้ง ๘ ขุมนี้ ที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทย คือ มหาอวีจินรก มักเรียกเพี้ยนและพูดกันสั้น ๆ ว่า นรกอเวจี คนสามัญเมื่อต้องการจะทำให้เขาเชื่อตน มักกล่าวคำเป็นเชิงสบถสาบานว่า ถ้าพูดไม่จริง ขอให้ตกนรกอเวจีเถิด หรือพูดย่อเป็นติดปากอย่างพล่อย ๆ ว่า ให้ตกนรกซี คือ หมายความว่า ให้ตกนรกอเวจีนี้เอง<BR><BR>คำว่า อวีจิ หรือเพี้ยนเป็น อเวจี แปลว่า ปราศจากคลื่น แปลอย่างนี้ไม่ได้ความสมกับที่เป็นชื่อนรกขุมก้นบึ้ง ท่านจึงแปลแก้ว่า ปราศจากหยุดพัก คือ ได้รับทุกข์ทรมานอย่างไม่มีสร่าง ไม่มีหยุด ซึ่งเป็นการแปลลากเข้าหาความ ฝูงสัตว์อันไปเกิดในนรกอเวจีนับว่าเป็นหนักที่สุด ต้องทนทุกข์ทรมานนานถึงสิ้นมหากัลป์หนึ่งจึงพ้น ระยะเวลามหากัลป์หนึ่งนานแสนนาน จนไม่อาจนับเป็นปีเดือนได้ ได้แต่อุปมาเหมือนว่ามีภูเขาลูกหนึ่ง สูงได้โยชน์หนึ่ง วัดโดยรอบเขาได้ ๓ โยชน์ ถึงร้อยปีเอาผ้าทิพย์อันอ่อนบางดังควันมากวาดภูเขาแต่ละคาบ เมื่อใดภูเขานั้นราบเรียบเพียงแผ่นดิน จึงเรียกว่า มหากัลป์หนึ่งแล กล่าวอธิบายความนานว่านานแสนนานด้วยวิธีอุปมาอย่างนี้ ของฝรั่งก็มี เช่นกล่าวว่า สูงไกลขึ้นไปทิศเหนือในแดนแห่งสวิทยด (Svithjod) มีภูเขาหินอยู่เขาหนึ่ง สูงได้ร้อยไมล์ (๑๐ โยชน์) กว้างได้ร้อยไมล์ ทุกระยะพันปี มีนกน้อยตัวหนึ่ง เอาจะงอยปากมาลับที่เขานี้ครั้งหนึ่ง ถ้าหินที่เขานี้สึกหรอไปจนหมดสิ้น ก็เท่ากับเป็นวันหนึ่งของกัลป์หนึ่ง (Single day of eternity) <BR><BR>มหากัลป์หนึ่ง แบ่งเป็น ๕ อสงไขยกัลป์ อสงไขย แปลว่า กำหนดนับไม่ได้ เมื่อนับไม่ได้ แต่เอามานับรวมกันได้ถึง ๕ จำนวนนับไม่ได้ ก็เป็นมหากัลป์หนึ่ง ดังนี้ จึงนับว่า นานเหลือที่จะนับ โลกเรานี้ และรวมทั้งโลกอื่นในสกลจักรวาล เมื่อมีอายุได้กัลป์หนึ่งก็ต้องถูกไฟล้างราบ เรียกไฟที่ล้างโลกนี้ว่า ไฟบรรลัยกัลป์ เมื่อเกิดมีไฟไหม้อย่างใหญ่หลวง เช่น ในคราวมหาสงคราม ก็มักพูดเปรียบเทียบว่า เหมือนไฟบรรลัยกัลป์<BR><BR>นรกใหญ่ ๘ ขุมนี้ มีกำแพงเหล็กแดงลุกเป็นไฟอยู่เสมอ ล้อม ๔ ด้าน รูปสี่เหลี่ยม ข้างบนก็เป็นเหล็กแดง พื้นล่างก็เป็นเหล็กแดง ลุกเป็นไฟอยู่เสมอทั้งข้างล่างข้างบนเหมือนกัน กำแพงทั้ง ๔ ด้าน ยาวด้านละ ๑,๐๐๐ โยชน์ หนา ๙ โยชน์ มีประตูเข้า ๔ ทิศ ๔ ประตู ส่วนข้างบนและพื้นล่างมีความหนา ๙ โยชน์เหมือนกัน<BR><BR>นรกใหญ่แต่ละขุม มีนรกบริวาร เรียกในหนังสือไตรภูมิว่า นรกบ่าว ล้อมอยู่ด้านละ ๔ ขุม นรกใหญ่ขุมหนึ่งจึงมีนรกบ่าว ๑๖ ขุม นรกใหญ่ ๘ ขุม ก็มีนรกบ่าวรวมกันได้ ๑๒๘ ขุม รวมกับนรกใหญ่ ๘ ขุม เบ็ดเสร็จทั้งขุมเล็กขุมใหญ่ ก็เป็นนรก ๑๓๖ ขุม ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีนรกเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน นรกบ่าว ๑๖ ขุมนี้ มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน แต่มีชื่อรวมเรียก อุสุทธ หรือ อุสสทนรก แปลว่า นรกมีสิ่งที่ทิ้งแล้ว เช่น มูตรคูถ ถ่านเถ้าไฟ เป็นต้น<BR><BR>ก่อนที่จะฟังเรื่องราวต่อไป ใคร่ขอนำเอาชื่อ และเรื่องราวเกี่ยวกับนรกขุมย่อยทั้ง ๑๖ ขุม มาแทรก เนื่องจาก ท่านเสฐียร โกเศศ ไม่ได้กล่าวเอาไว้ทั้งหมด คงกล่าวถึงนรกขุมย่อย เพียง ๒ ขุม คือ โลหกุมภีนรก และ โลหสิมพลีนรก เท่านั้น ซึ่งจะได้นำมาเสนอต่อในตอนท้าย<BR><BR>นรกขุมย่อย (อุสสทนรก) หรือ นรกบ่าว นรกบริวาร มีดังนี้<BR><BR>๑. กุกกุลนรก มีเพลิงเรืองแสงร้อนแรงรุ่งโรจน์โชตนาการ สัตว์ถูกฝังจมลงไปละลาย ไปเหมือนหยดน้ำผึ้งที่ถูกยกขึ้นแล้ว <BR><BR>๒. ปีฬกุณปนรก ...บางพวก (หนี) ออกมาจากกุกกุลนรก เห็นเหมือนสระโบกขรณี ก็พากันโผ ลงสู่น้ำมีพวกหนอนปากคมเหมือนหอกรุมกันเจาะไชผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก สัตว์เหล่านั้น หนีขึ้นจากปีฬกุณปนรก เห็นหมู่ไม้งามเขียวชอุ่ม มีใบร่มปิด ก็รีบพากันเข้าไปอาศัย กลับมีฝูงกา แร้ง หมาจิ้งจอก จิกตี กัดกิน<BR><BR>๓. อสิปัตตวนนรก ฝูงสัตว์หนีออกจากปีฬกุณปนรก เห็นต้นไม้ร่มเงาเหมือนป่ามะม่วงก็ พากันเข้าไป ที่แท้คือ อสิปัตตวนนรก หมายถึงนรกที่มีต้นไม้มีใบเป็น ดาบ ทางเข้าก็เต็มไปด้วยมีดโกนขวากหนาม เมื่อเข้าไปแล้วก็มีลมพัด เอา (ใบไม้) หอกดาบ ลูกศรให้ตกลงเชือดเฉือนร่างกาย<BR><BR>๔.เวตตรณีนรก เมื่อสัตว์ออกมาจากอสิปัตตวนนรก พบกับนรกขุมนี้ มีแม่น้ำเต็มไปด้วยน้ำกรด พอพวกสัตว์โผลงไปสู่แม่น้ำนี้ ก็ถูกน้ำกัดผิวเนื้อย่อย กระดูกเป็นชิ้นน้อยใหญ่ เป็นโครงกระดูกลอยฟ่อง ไม่มีเนื้อ มีเอ็น คุมไว้<BR><BR>อุสสทนรกทั้ง ๔ นี้ เป็นนรกบริวาร ตั้งอยู่ที่ประตู ทั้ง ๔ ทิศ ของมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก จึงมี ๓๒ ขุม ทั้งนี้ย่อความตามคัมภีร์โลกบัญญัติ<BR><BR>ในสัปดาห์หน้า จะมาว่ากันต่อ ถึงนรกขุมย่อย ๑๖ ขุม ที่กล่าวไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง มาให้พิจารณากัน เพราะเนื้อที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ไม่พอ อย่าพลาดการติดตามเชียวนะครับ เรื่องอย่างนี้ ใช่ว่าจะหาอ่านที่ไหนได้ง่าย ๆ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกันเน้อ <BR> ความดี .com (IP:117.47.47.241) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 23 ก.พ. 2551 (16:15) อืม ยังไม่ปักไจ++ |