คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ภาพเเละพื้นกับการมอง
โพสต์เมื่อ: 19:05 วันที่ 1 ธ.ค. 2550         ชมแล้ว: 306 ตอบแล้ว: 5
ถ้าเราเคยสังเกตการมองของเรา เวลาเรามองอะไรก็ตาม ส่วนที่เราจ้องดูอยู่เท่านั้นที่ชัด เเต่พื้นที่ภาพจากมุมมองที่เหลือจะออกเบลอๆ ส่วนที่ชัด คือ ภาพ ส่วนที่เบลอๆจะกลายเป็นพื้นไป เเละเวลามองเรากลับรู้สึกว่ามันเป็นภาพเดียวกัน คือ ไม่มีการเเบ่งภาพเเละพื้น ทั้งๆที่ภาพรวมมันชัดเบลอต่างกันมาก ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรครับ

yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 4 ธ.ค. 2550 (12:24)
ผมว่า...
...ไม่ชัดกว่า ไม่เบลอกว่า เท่ากันหมด เพียงแต่ตาเราโฟกัสภาพอยู่บริเวณตรงกลาง เท่านั้น
ลองทำดูแล้วครับ...
SaLaSs เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 302 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 5 ธ.ค. 2550 (11:56)
ผมเห็นด้วยครับ ในเเง่ของชีววิทยามันก็น่าจะประมาณนั้น เเต่ถ้าในเชิงปรัชญา เราอาจจะได้มุมมองที่มากกว่านั้น ตามความคิดของผม
การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่เเตกต่างกัน ระหว่าง ความชัด เเละ ความไม่ชัด เเต่เราก็ยังรู้สึกถึงภาพรวมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกับว่า 2 สิ่งที่เเตกต่าง มันอยู่คู่กันโดยธรรม เป็นตัวเเบ่งความเเตกต่าง
ถ้าเรามองทุกอย่างได้ชัดเท่ากันเหมือนกันหมด มันอาจจะเเปลความหมายออกได้ 2 เเนวทาง คือ
1. หมายถึงทุกสิ่งที่มองไม่มีอะไรชัดกว่าอะไร จึงอาจจะบอกได้ว่า ไม่มีอะไรที่มองได้ชัดสักอย่าง พอไม่มีตัวเปรียบเทียบ ความชัดย่อมไม่มีไปด้วย ทุกอย่างเบลอเท่าๆกัน
หรือ
2. ไม่มีความเบลอ เพราะมองทุกอย่างชัดเท่ากันหมด พอไม่มีตัวเปรียบเทียบ ความเบลอหรือไม่ชัดนั้นย่อมไม่มีไปด้วย

เเต่เวลาเรามองจริงๆ กลับมีทั้ง 2 อย่างอยู่ร่วมกัน เป็นภาพ-พื้น สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของความเบลอเเละความชัดนั้น ก็น่าจะมาจาก
"ความหยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงกลับไปกลับมาของมัน" ระหว่าง
ภาพ-พื้น กับ ชัด-เบลอ
เมื่อไหร่ที่เราโฟกัส (ดัง คห เเรกว่า ) จุดนั้นจะกลายเป็นจุดที่ชัดกว่าขึ้นมา เเละส่วนที่อยู่รอบนอกก็จะเบลอ เเต่เราไม่ได้เชื่อว่ามันเบลอ เพราะพอเราเปลี่ยนโฟกัสไปตรงส่วนที่เบลอเเทน(มองไปจุดที่เบลอ) ส่วนนั้นก็จะชัดเจนขึ้นมา ส่วนที่ชัดตอนเเรกจะกลับเบลอไปเเทน
น่าจะเรียกได้ว่า
"การเปลี่ยนกลับไปมาระหว่างภาพเเละพื้นที่สัมพันธ์กับความชัด-เบลอในการมอง"
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 6 ธ.ค. 2550 (00:27)
ถ้าเช่นนั้น...
...สิ่งที่ตรงข้ามกัน(ต่างกัน)แต่อยู่ร่วมกัน(คู่กัน)
...เป็นของคู่กัน
...แล้วมีอะไรบ้างที่ไม่คู่กัน(ไม่เป็นของคู่) ไม่มีปฏิปักษ์และไม่เป็นปฏิปักษ์(ไม่แตกต่าง)
...เป็นเอกะ(หนึ่งเดียว)
น่าคิดนะครับ
SaLaSs เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 302 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 6 ธ.ค. 2550 (12:40)
อืม...ใช่ครับมันก็น่าคิดอยู่ เเต่มันก็ไม่ใช่จะง่าย ขนาดนั้น
ลักษณะการอยู่ร่วมกันสัมพันธ์กัน จริงๆ ลักษณะของความสัมพันธ์ก็น่าจะมีหลายเเบบอยู่
1. ลักษณะความสัมพันธ์เเบบ ภาพ-พื้น เเละ การมอง มันก็เหมือนกับว่า เมื่อเราโฟกัสไปที่จุดใด ตรงนั้นก็จะกลายเป็นขอบเขตของภาพ (ชัด) เเละ ส่วนที่นอกจากนั้นจะกลายเป็นพื้นไปเเทน (เบลอ ไม่ชัด) เป็นลักษณะของการเปลี่ยนเเปลงเเทนที่กลับไปมา ระหว่างภาพเเละพื้น
2. ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง ขาว-ดำ เป็นลักษณะของความเป็นคู่ ที่ไม่มีลักษณะของ ขาวสมบูรณ์ เเละ ดำสมบูรณ์ เเต่เป็นการสัมพัทธ์ ระหว่างอัตราส่วนของขาวดำ ซึ่งเรียกได้ 2 เเบบ

" ไม่มี ดำ ที่สุด หรือ ขาวทีสุด มีเเต่ ดำน้อย ดำมาก ขาวน้อย ขาวมาก ขึ้นอยู่กับเราเอาอะไรเป็นตัวตั้งในการเปรียบเทียบ"

เเละเมื่อพูดถึง ขาว น้อย ขาว มาก ดำน้อย ดำมาก ก็น่าจะนึกถึง "สีเทา"
สีเทา คือ สีที่ผสมกันระหว่าง ขาว เเละ ดำ
เมื่อขาวที่สุดไม่มี ดำที่สุดก็ไม่มี "สีเทา" จึงเป็นความจริง ส่วนสีขาวเเละดำนั้น เป็นเเค่สิ่งสมมุติ เมื่อ ดำน้อย เราเรียกว่าขาว ในขณะเดียวกัน ถ้าขาวน้อยเราเรียกว่าดำ
สีเทาจึงเป็นสีเเห่งความจริง สีเเห่งธรรมชาติ สีเเห่งการหลอมรวม ที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมเห็นได้เด่นชัด เพราะถึงเเม้เมื่อเเยกย่อยจะสามารถเห็นโมเลกุลของสี ทั้งขาวดำได้ เเต่ใน(ภาพรวม) เราก็ยังเห็นเป็นสีเทา
ขาว เเละ ดำ ไม่มีจริง สีเทาเท่านั้นที่มีจริง สีเทาเป็นตัวเเทนของธรรมชาติ ที่เกิดจาก การผสมผสาน จากจุดที่ละเอียดที่สุดพื้นฐานที่สุด ของ ขาว เเละ ดำ ซึ่งไม่สามารถหาความจริงสูงสุดให้กับมันได้ เเต่ สีเทา นั้นเห็นได้ชัดเจนเเละเป็นะรรมชาติมากกว่า ซึ่งที่จริงเเล้ว ความขาวจริงๆ หรือดำจริงๆ อาจจะมี หรือ ไม่มี ก็ได้ ถ้าเอาเรื่องเเบบ มาร่วมด้วย มันก็อาจมีอยู่ ในอีกลักษณะ ที่คนโดยทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้...
นอกจากนั้น สีเทา ยังเเสดงถึง ลักษณะของความสัมพันธ์ที่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวเมื่อมองในภาพรวม

3.ลักษณะของความเป็นคู่ ที่ไม่มีจริง ทั้งในลักษณะภาพรวม เเละ การเเยกเปรียบเทียบ ความดี ความชั่ว ไม่มีใครที่ชั่วที่สุด เเละ ดีที่สุด มีเเค่ชั่วมาก
ชั่วน้อย เเล้วเเต่ เราจะยึดตรงไหนเป็นหลัก ตรงไหนเป็นตัวเปรียบเทียบ ใครจะนิยามดีที่สุด? ก่อนจะนิยามความหมายคำว่าดีที่สุด ก็ต้องนิยามได้ว่าดีคืออะไร มีลักษณะอย่างไร เเละค่อยมาที่ ดีที่สุด หรือ เลวที่สุด ทั้ง 2 อย่างนี้ก็เช่นกัน ไม่มีที่สุด ไม่มีลักษณะของความเป็นหนึ่งเดียวที่เเยกจากกันโดยสมบูรณ์
เเละพื้นฐานโดยธรรมชาติของคนนั้น ใครจะกำหนดถ้าไม่ใช่เรากำหนดขึ้นมา สิงโตต้องฆ่าเพื่อความอยู่รอด อย่างงี้จะเรียกดี หรือ ไม่ดี ได้หรือ อะไรที่เป็นไปตามธรรมชาติ ในสายตาของ ธรรมชาติเป็นผู้มอง น่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เเต่ในสายตาของมนุษย์มันเป็นอะไรก็ได้ ตั้งเเต่ ดีเลิศประเสริฐศรี ยัน เลวนรกสั่งมาเกิด ทำไม มนุษย์ถึงมองเเละกำหนดค่าที่เเตกต่างขึ้นมาให้กับทุกสิ่งได้

เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่นอกจากจะฝืนธรรมชาติของสสารร่วมกันกับชีวิตทั้งปวงเเล้วมนุษย์ยังฝืนธรรมชาติของ(ชีวิต) ด้วยกันเองอีกด้วย คือ พยายามฝืนธรรมชาติทุกวิถีทาง พยายามไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในส่วนที่มีผลต่อความรู้สึก "อัตตา" ของตัวเอง หรือ "การมีอยู่" ของตนเองเเละสิ่งต่างๆรอบๆตัว
นำมาสู่สิ่งที่เรียกว่า "อย่างนี้ดี " "อย่างนี้ไม่ดี" เพราะเอาไปเปรียบเทียบกับสัตว์ ว่าป่าเถื่อน เเต่จริงๆนั้นไม่ใช่ ดี เเละ ไม่ดี เกิดจากที่คน มี"อัตตา" สูง คิดถึง ความมีอยู่ของตน เเละสิ่งอื่นรอบๆตัว เเล้วทำการเปรียบเทียบ ให้คุณค่า ต่อสิ่งนั้น สิ่งนั้นไม่ดี มันไม่ดี เพราะเราไปกำหนด(ยึดติด) เเล้วเราจะไม่ทำสิ่งนั้น เเต่จริงๆเเล้ว ดี ไม่ดี มันไม่มีมาตั้งเเรก เเละ ไม่เคยมีมานานเเล้ว จุดหมายอย่างหนึ่งที่เราควรไปให้ถึง ถ้าทำได้คือ การอยู่เหนือความดี เเละ ความชั่ว ด้วยใจที่บริสุทธิ์เป็นกลางมองทุกอย่าง บนความเป็นไปตามธรรมชาติ จะดีกว่า.....
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 7 ธ.ค. 2550 (08:16)
นั่นสิครับ...
...อัตตา(ตัวตน)หลายคนแปลว่า ตัวตน(ตัวเรา) อย่างเดียว
...แต่จริงๆแล้ว มี ความหมายถึง ของเรา ด้วยนะ
ดังที่เคยได้ยินบ่อยๆว่า ตัวกู ของกู ไงครับ ยิ่งเป็นตัวเรา ของเรา มากเท่าไหร่
ก็จะยิ่งยึดเราเป็นหลัก กอด อกไว้แน่นจนหายใจไม่ออก
...เช่น
...เรียนมาสูงก็สำคัญว่าตนเก่งแล้ว ความคิดเราเหนือคนทั่วไป นี่คือ ปัญญาตู (ขอใช้ตูแทนกูนะครับเพื่อความสุภาพ)
...มีตำแหน่งการงานก็สำคัญว่าเรามียศตำแหน่งแล้ว มีอำนาจมาก นี่คือ ยศตู
เป็นต้น
เมื่อมี ตู ย่อมเอา ตูเป็นหลัก เปรียบเทียบ(และแน่นอน ตู ก็ต้องถูกเสมอ)
...และใช้ ตู นั่นแหละแยกแบ่งสิ่งต่างๆเป็นคู่ๆตาม ตู เกิดเป็นขาว-ดำ สวย-ขี้เหร่ รวย-จน
อิ่ม-หิว ฯลฯ และยึดตามนั้นอีก(เพราะ ตู แบ่งไว้แล้ว)
...จนมองธรรมชาติแยกเป็นสองฝั่ง จนกลายเป็นคู่ๆ
...ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่เป็นคู่
ท่านล่ะครับ คิดว่าอย่างไรบ้างครับ...
SaLaSs เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 302 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.