ประเมินความรู้นร.ไทยเกือบรั้งท้าย [7 ธ.ค. 50 - 04:04] | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

ประเมินความรู้นร.ไทยเกือบรั้งท้าย [7 ธ.ค. 50 - 04:04]

โพสต์เมื่อ: 21:31 วันที่ 7 ธ.ค. 2550         ชมแล้ว: 3,921 ตอบแล้ว: 5
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. โครงการ PISA (Programme for International Student Assessment) ซึ่งเป็นโครงการสำรวจความรู้และทักษะการเรียนของเด็กอายุ 15 ปี ในประเทศสมาชิกขององค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) และประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่ไม่ใช่สมาชิก เรียกว่าประเทศร่วมโครงการ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ปี 2543 ได้เปิดเผยผลประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี จาก 57 ประเทศ จำนวนกว่า 4 แสนคน พบว่า ในส่วนของประเทศไทยนักเรียนไทยมีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีผลการประเมินทุกด้านที่มีผลเทียมทันกับนักเรียนจากประเทศกลุ่มสมาชิก OECD นั่นคือนักเรียนจากโรงเรียนสาธิต ส่วนกลุ่มอื่นๆ อยู่ในระดับอ่อนมาก โดยเฉลี่ยคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนไทยอยู่ในระดับที่ต้องการดูแลจากทุกฝ่ายเพื่อยกระดับอย่างเร่งด่วน

โครงการ PISA ชี้ว่าในการประเมินรอบปี 2006 หลายประเทศมีผลการประเมินสูงขึ้น นับตั้งแต่ ค.ศ.2000 เป็นต้นมา เช่น เกาหลี มีคะแนนการอ่านเพิ่มสูงขึ้นมาก และเป็นการเพิ่มให้นักเรียนกลุ่มคะแนนสูง ทำให้ช่องว่างระหว่างนักเรียนเก่งกับนักเรียนอ่อนยิ่งกว้างออกไป ขณะที่โปแลนด์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีคะแนนเพิ่มสูงขึ้นมาก และเป็นการเพิ่มในกลุ่มนักเรียนที่เป็นกลุ่มอ่อน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาของโปแลนด์ แต่สำหรับนักเรียนไทยกลับมีคะแนนที่ลดลง ทั้งๆ ที่มีการปฏิรูปการศึกษาเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้เกาหลีมีคะแนนการอ่านเป็นอันดับ 1 สูงกว่าฟินแลนด์ซึ่งเคยมีคะแนนการอ่านเป็นอันดับ 1 แต่ในครั้งนี้ตกลงมาอยู่อันดับ 2 ตามด้วยจีน-ฮ่องกง แคนาดา และนิวซีแลนด์ ส่วน 5 อันดับประเทศที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เรียงตามลำดับได้แก่ ไอร์แลนด์ ออสเตรเลีย โปแลนด์ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ สำหรับประเทศไทยมีคะแนนค่าเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD โดยอยู่ในอันดับ ประมาณ 41-42 จาก 57 ประเทศ

นอกจากนี้ผลการประเมินยังชี้ว่า นักเรียนแต่ละประเทศรู้เรื่องวิทยาศาสตร์แตกต่างกันมาก นักเรียนจากฟินแลนด์มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยจีน ฮ่องกง แคนาดา จีน ไทเป เอสโทเนีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ประเทศที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เรียงตามลำดับได้แก่ ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เกาหลี เยอรมนี สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเช็ก สวิตเชอร์แลนด์ ออสเตรีย เบลเยียม และไอร์แลนด์ ส่วนประเทศไทยมีคะแนนด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ย โดยนักเรียนไทยถึง 47% ที่รู้วิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน และมีเพียงหนึ่งในร้อยคนเท่านั้นที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในระดับสูง.


จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


NpEducate
ร่วมแบ่งปัน915 ครั้ง - ดาว 193 ดวง





จำนวน 5 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 7 ธ.ค. 2550 (21:54)
เด็กไทย ขี้เกียจ จริงงงงงงงงงงงงง

สนใจด้าน อื่นมากกว่า อะ และ ผมก็ด้วย
D (IP:125.25.154.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ธ.ค. 2550 (07:15)
ชอบโทษเด็กอยู่เรื่อยเลยนะ



พ่อแม่และครู บอกให้เด็กอ่านหนังสือ

เด็กอ่านไปก็หลับ (ผู้ใหญ่ก็ยังหลับเลย ครูก็เช่นกัน)

ก็ไม่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านให้นี่ครับ

ไม่บอกว่าให้อ่านหน้าไหน

อ่านจบแล้ว ก็ไม่ได้ให้ตอบคำถาม



ต้องโทษ ....

ครูไทย

ผู้ปกครองไทย

ผอ.ไทย

เลขา สพฐ.ไทย

รมตศึกษาของไทย

นายกรัฐมนตรีของไทย

โน่นแหละครับ



ถ้า...



" เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ "



เด็กไทยจะเก่งมากเลย ไม่เครียดอีกต่างหาก และสามารถสู้กับเด็กเวียดนามได้สบาย
NpEducate
ร่วมแบ่งปัน915 ครั้ง - ดาว 193 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 19 ธ.ค. 2551 (06:43)

กระบวนการจัดการศึกษาน่าจะปกพร่องเช่น
1.  นโยบายไม่ให้เรียนซ้ำชั้น  ทำให้นักเรียนไม่เพียรพยายามต่อการเรียน
     ครูถูกกดดัน  ไม่มีอิสระด้านวิชาการ
2.  การประเมิน  ผู้ประเมินมักถามหาเอกสารแทนที่จะดูจากสภาพจริงครูจึง
     ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปทำเอกสารต่างๆ  ละเลยการสอนในชั้นเรียน
3.  การจัดการทรัพยากรณ์ไม่เสมอภาคโดยเฉพาะด้านบุคลากร โรงเรียน
     มัธยมบางแห่ง จำนวนครู/นักเรียน = 1/30 ครูต้องสอน 25ช.ม./สัปดาห์
     บางคนสอนหลายระดับชั้นหลายวิชาและต้องทำหน้าที่พิเศษอีกเช่นธุรการ,
     ทะเบียนวัดผล,พยาบาล, ฯลฯไม่มีเวลาไปพัฒนาตนเองที่เกี่ยวกับการเรียน
     การสอน
           
               การศึกษาของไทยสมัยนี้
               ครูมากมีโปรเจกเด็กโง่เขลา
               ออกข้อสอบปรนัยให้เด็กเดา
               ครูเข้าเป้าเด็กเข้าฌานอ่านไม่เป็น


หมายเหตุ  1. ครูเป็นข้าราชการที่ไม่ได้ค่าตอบแทนในการเข้าเวร หรือทำงาน
                 ล่วงเวลา
             2. ครูที่โรงเรียนขาดแคลนได้ไปช่วยราชการที่โรงเรียนที่มีครูเกินก็มี
                 (ความจำเป็นของบางคนสำคัญมากกว่าความจำเป็นของราชการ)
             3. ครูไทยทำงานให้กับทุกกระทรวง


krupanya s
ร่วมแบ่งปัน316 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 ธ.ค. 2551 (07:38)

ครูสอนอย่างไรก็ได้
เพราะสอนเอง ออกข้อสอบเอง เฉลยเอง ตรวจให้คะแนนเอง

น่าจะมีการตรวจสอบคุณภาพจากภายนอกบ้าง
เช่นให้เด็กทำข้อสอบจากส่วนกลาง ร่วมกันเฉลยข้อสอบ
วิเคราะห์ วิจารณ์การออกข้อสอบและการประเมินผลการเรียนของครูได้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24842 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 19 ธ.ค. 2551 (08:08)

สถิติเด็กไทยติดอันดับเรียนหนักมากเป็นที่ 2ของโลก อ่อน "คณิต-วิทย์" ได้ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติ

เด็กไทยอ่อนวิชาคณิต-วิทย์ ผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติ อยู่ที่อันดับ 29 และ 21 จาก 59 ประเทศทั่วโลก ทั้งที่จัดเวลาเรียนมากเป็นที่ 2 ของโลก เผย 5 อันดับที่ได้คะแนนสูงสุดอยู่ในเอเชีย ทั้งสิงคโปร์-ไต้หวัน-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-ฮ่องกง "สสวท." ตั้งเป้า 10 ปี มหาวิทยาลัยเอกชน-ราชภัฏ-ราชมงคล พร้อมใจไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน เลขาฯ กพฐ.สั่งกำชับ 370 โรงเรียนยอดนิยมลดเก็บค่าใช้จ่ายผู้ปกครองที่ไม่จำเป็น

เด็กนักเรียนไทยได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติ ทั้งที่จัดการเรียนการสอนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในลำดับ 29 ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในลำดับ 21 จากจำนวน 59 ประเทศ ทาง สสวท.ตั้งเป้าจะทำให้เด็กนักเรียนไทยได้คะแนนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติในอีก 10 ปีข้างหน้า
จากมติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1228833665&grpid=00&catid=04



"อจ.มศว"แฉข้อสอบปรนัยทำเด็กไทยอ่อน"คณิต-วิทย์" แนะสสวท.พัฒนาตำรา-เปลี่ยนวิธีคิด

อาจารย์ มศว ออกโรงชำแหละ เหตุผลสัมฤทธิ์"คณิต-วิทย์"เด็กไทยตกต่ำ มีปัจจัยทั้งใช้ข้อสอบปรนัยวัดผล ไม่ให้เด็กตกซ้ำชั้น ชี้สสวท.ตั้งเป้า 10 ปีพัฒนาได้ไม่ง่าย ผอ.สทศ.ชี้แบบเรียนคณิตศาสตร์อ่านเข้าใจยาก ด้านเลขาฯ กพฐ. แจงต้องใช้เวลา

จากกรณีที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ออกมาเปิดเผยผลการวิจัยโครงการศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ร่วมกับนานาชาติ ปี 2550 หรือ TIMSS - 2007 ซึ่งมี 59 ประเทศ และ 8 รัฐเข้าร่วม ซึ่งปรากฏว่าพบเด็กไทยอ่อนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยผลคะแนนคณิตศาสตร์อยู่อันดับที่ 29 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่กำหนดไว้ และวิทยาศาสตร์อยู่อันดับที่ 21 และเมื่อเปรียบเทียบกับผลคะแนนเมื่อปี 2542 ทั้ง 2 วิชาลดลง คณิตศาสตร์จาก 467 คะแนน เหลือ 441 คะแนน และวิทยาศาสตร์ จาก 482 คะแนน เหลือ 471 คะแนน นั้น 

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาเด็กไทยอ่อนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นปัญหาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการแก้ไขมาโดยตลอด แต่จะให้เห็นผลทันทีคงเป็นไปไม่ได้ จะต้องใช้เวลา โดยการแก้ไขปัญหานั้น สพฐ.ได้ร่วมมือกับ สสวท.จัดโรงเรียนนำร่องกว่า 1,750 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนามาตรฐานการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และถ้าประสบความสำเร็จจะขยายไปโรงเรียนต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้ศึกษารูปแบบการสอนของเอกชนที่เปิดสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับโรงเรียนต่างๆ ด้วย ส่วนผลวิจัยที่พบว่าโรงเรียนในสังกัด สพฐ.มีคะแนนนต่ำสุดนั้น ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโรงเรียนในสังกัด สพฐ.มีจำนวนมาก 



คุณหญิงกษมา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเสนอให้ปรับเปลี่ยนมาตรฐานการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั้น ตนเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ทาง สพฐ.ทำอยู่แล้ว อาทิ 1.พัฒนาคุณภาพครู และแก้ปัญหาการบรรจุครูสอนให้ตรงกับวุฒิการศึกษา 2.กำหนดมาตรการดูแลเด็กที่เรียนอ่อนและติดตามผลอย่างใกล้ชิด 3.พัฒนาสื่อการสอนให้ทันสมัยและเหมาะสม เนื่องจากพบว่าการสอนส่วนใหญ่ยังขาดแคลนสื่อการสอนที่ทันสมัย โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และ 4.การให้ผู้สอนสร้างบรรยากาศการเรียนให้สนุกและน่าสนใจมากขึ้น เป็นต้น    



นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กไทยอ่อนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาตร์ มาจากหลายปัจจัย เช่น พื้นฐานของผู้เรียนเอง ปัญหาขาดแคลนครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และในปี 2552 สพฐ.ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีการเข้มงวดเรื่องมาตรฐานการสอนมากขึ้น โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ตั้งเป้าไว้อีก 10 ปีข้างหน้า ผลการประเมินวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยจะสูงกว่านานาชาตินั้น ตนมองว่าเป็นแค่การตั้งเป้าหมาย แต่ต้องเร่งพัฒนาภายในไม่กี่ปีนี้ คงไม่รอถึง 10 ปีแน่นอน    



นางอุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (ผอ.สทศ.) กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะต้องพลิกโฉมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ใหม่ โดยเฉพาะ สสวท.จะต้องพัฒนาแบบเรียนให้ทันสมัย อ่านเข้าใจ โดยเฉพาะแบบเรียนคณิตศาสตร์ต้องเขียนให้อ่านเข้าใจ เพราะปัจจุบันเป็นนามธรรมมากเกินไป รวมทั้งต้องอบรมและพัฒนาครูด้วยวิธีการใหม่ เช่น อบรมผ่านระบบออนไลน์ แทนการเรียกมาอบรมได้ครั้งละไม่กี่ร้อยคน ซึ่งจะยิ่งทำให้เห็นผลการพัฒนาล่าช้าไปอีก ที่สำคัญจะต้องแก้ปัญหาขาดแคลนครู ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาในระดับโรงเรียน ไม่ใช่แก้ปัญหาในระดับภาคหรือภาพรวมเท่านั้น ส่วนที่ทาง สสวท.ระบุว่า อีก 10 ปีข้างหน้าเด็กไทยจะมีคะแนนประเมินสูงกว่าเด็กนานาชาตินั้น ตนมองว่าเป็นไปได้ยาก มีทางเดียว สสวท.จะต้องพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แบบก้าวกระโดด ไม่ใช่ค่อยๆ ทำเหมือนในอดีต ซึ่งหากทุกคนตั้งใจทำน่าจะประสบผลสำเร็จได้  



นายณรงค์ ปั้นนิ่ม อาจารย์สาขาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และประธานคณะกรรมการผู้ดูแลวิชาคณิตศาสตร์ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวได้หมักหมมอยู่ในระบบการเรียนการสอนในสังคมไทยมานานมากแล้ว เพราะครูไทยใช้ระบบข้อสอบปรนัยมาวัดผลเด็ก และการฝึกเด็กก็ยังใช้ข้อสอบปรนัยอีก ซึ่งเป็นข้อสอบที่ไม่ได้พัฒนาระบบคิด และการใช้เหตุผล ข้อสอบปรนัยเป็นข้อสอบที่ทำลายเด็กไทยอย่างมาก คนที่มาเรียนครูก็ถูกมอมเมาด้วยข้อสอบปรนัย มาเป็นครูก็ใช้ข้อสอบปรนัย เด็กบางคนทำข้อสอบโดยไม่ต้องอ่านคำถาม แต่ใช้วิธีสุ่มเดาก็สามารถสอบผ่านได้  



"สังคมการศึกษาไทยเราบริโภคข้อสอบปรนัยมาตั้งแต่ปี 2516 ถึงตอนนี้เป็นเวลาถึง 35 ปี วงจรข้อสอบปรนัยได้ทำลายเด็กไทย โดยที่ครูไทยยังไม่รู้ตัว อีกทั้งครูทุกวันนี้ก็มุ่งสอนเพื่อหวังให้เด็กสอบเรียนต่อได้ มีการสอนวิธีลัด สอนเทคนิค โดยไม่ได้สอนเพื่อให้เด็กเกิดความรู้ เด็กทุกวันนี้จึงชอบไปกวดวิชา แม้แต่สอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้วบางคนก็ยังต้องไปกวดวิชา เพราะมาเจอข้อสอบอัตนัยหรือข้อสอบที่ให้คิดวิเคราะห์แล้วเขียนออกมา เด็กมีปัญหาทำไม่ได้ เข้าสู่การทำงานก็ไร้คุณภาพ ในขณะที่ประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูง ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย จะไม่ใช้ข้อสอบปรนัยกับเด็กของเขา" นายณรงค์กล่าว  



นายณรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ระบบการเรียนที่ไม่ให้เด็กซ้ำชั้น ก็ทำลายเด็ก เพราะจะไม่มีความตั้งใจในการเรียน บางคนได้เกรดเฉลี่ย 0 มาซ่อมก็สามารถผ่านไปได้ เท่าที่ทราบในเมืองไทยมีโรงเรียนจิตรลดาเพียงโรงเรียนเดียวที่ยังมีการซ้ำชั้น หากผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ แต่โรงเรียนอื่นๆ ไม่มีการซ้ำชั้น แม้ผลการเรียนของเด็กจะไม่ผ่านก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากการเรียนสมัยก่อนมาก ทั้งนี้ หลายคนอาจจะบอกว่าเด็กไทยในปัจจุบันนี้ก็ตั้งใจและเป็นเด็กเก่ง ไปแข่งขันระดับนานาชาติไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ก็คว้ารางวัลต่างๆ มามากมาย ซึ่งก็น่าดีใจ น่ายินดี แต่เด็กกลุ่มนี้เป็นชนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่ชนกลุ่มมากยังมีปัญหาอยู่ในระดับที่แย่มาก น่าเป็นห่วง  



"ที่ สสวท.ตั้งเป้าว่ามีแผนพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทยมีคะแนนสูงขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า คิดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย สสวท.เองต้องปรับเปลี่ยนตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการคิด การพัฒนาตำราต่างๆ เพราะเท่าที่มีโอกาสพัฒนาครูคณิตศาสตร์มาเป็นปีที่ 9 เพื่อให้ครูมีความรู้ ทักษะ และวิธีการสอนคณิตศาสตร์ ก็ยังพบว่าครูยังติดกับดักการสอนแบบปรนัย ซึ่งไม่อาจจะวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาได้ เมื่อเด็กต้องไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่วัดกันด้วยความรู้ ความเข้าใจ เหตุผล เด็กไทยจึงทำไม่ได้ ผลสัมฤทธิ์จึงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ" นายณรงค์กล่าว



จากมติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1228913881&grpid=00&catid=04


สิง
ร่วมแบ่งปัน761 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0235 seconds !