|
สติ คือ อะไรกันแน่ ?
โพสต์เมื่อ:
12:18 วันที่ 17 ธ.ค. 2550 ชมแล้ว:
47,479
ตอบแล้ว:
27
วันหนึ่งขณะนั่งซักผ้าอยู่ ปล่อยความคิด ความรู้สึก ดูมันบ้าง ปล่อยมันไปตามเคยชินบ้าง
พยายามทำให้ขณะของการซักผ้า เป็นขณะของการเจริญสติ .... .... .... .... .... แล้วก็แว๊บเกิดคำถามผุดขึ้นมาว่า " จริงๆ แล้ว ที่เรียกว่า สติ นั้น เป็นอย่างไร ? " คำถามที่ 1 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกได้ว่าเรามีสติ มีสติดี มีสติมาก และ คำถามที่ 2 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกว่าเรามีสติขาดพร่อง มีสติน้อย หรือขาดสติอย่างสิ้นเชิง จำนวน 27 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- คัดลอกจาก Link http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13453&highlight= ที่คุณ bad&good ให้ไว้ น่าพิจารณา น่ารับฟังมากครับ ...................................................................................................... นิพพานถึงได้ 4 รูปแบบด้วยกันครับ คือ 1.สุกขวิปัสสโก เป็นนิพพานชนิดที่ว่ายังหยาบมากอยู่ คือยังรักษานิพพานให้คงอยู่ไม่ได้ดั่งใจ บางคนถึงครั้งเดียวก็ลืมไปอีกนาน ไม่มีความเป็นทิพย์ของจิต 2.ปฏิสัมภิทาญาณ เป็นนิพพานชนิดที่ว่าหยาบน้อย ละเอียดกว่าสุกขวิปัสสโก รักษานิพพานได้ดีขึ้น คือบางครั้งเพียงอ่านสำนวนธรรมแบบปฏิสัมภิทา ก็สามารถเรียกใจกลับได้เลย ไม่มีความเป็นทิพย์ของจิต แต่มีความเข้าใจในสำนวนธรรมแบบปฏิสัมภิทา 3.เตวิชโช นิพพานลักษณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนครับ แต่คงละเอียดกว่าแบบที่ 1 และ 2 ญาณนี้ได้จักษุทิพ ระลึกชาติได้ ถึงได้ยากกว่าแบบที่ 2 ( ยังไม่เคยเจอเองกับตา ได้ยินมาอีกที ) 4.อภิญญา อันนี้สูงสุดครับ มีความเป็นทิพย์แห่งจิตพร้อมหมด ปฏิสัมภิทาญาณก็แจ้ง เตวิชโชก็แจ้ง ญาณอันนี้สามารถดับขันธ์ปรินิพพานได้ แต่เป็นข้อยากที่สุดแห่งการฝึกฝน ไม่รู้ว่าต้องบำเพ็ญบารมีบุญมาสักกี่แสนชาติ ถึงจะสำเร็จ ( ยังไม่เคยเห็นเองกับตา ได้ยินมาอีกที ) เชื่อไม่เชื่อก็ลองพิจารณาเองนะครับ เพราะนี่เป็นเพียงข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ไม่มีประสงค์ร้าย ไม่หวังผลโประโยชน์อื่นใด เป็นแต่เพียงข้อมูลทางธรรม ขอแสดงความเห็นนะครับ คำถามที่ 1 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกได้ว่าเรามีสติ มีสติดี มีสติมาก >> ตอนที่ไม่เผลอ ครับ คำถามที่ 2 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกว่าเรามีสติขาดพร่อง มีสติน้อย หรือขาดสติอย่างสิ้นเชิง >> ตอนที่เผลอ ครับ ตอนไหนที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตอนนั้นขาดสติแน่ๆ ไม่มีขาดมากขาดน้อย ขาดก็คือขาด ****************************************** ครูบาอาจารย์ท่านว่า " เราเรียนรู้เพื่อที่เห็นความจริงซึ่งสาวลงไปจนถึงรากจนสาวต่อไปไม่ได้อีกแล้วนั้น ว่าจริงๆแล้วเราควร ..จับไว้.. หรือ ..ควรละ.. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกข์ ให้รู้ทุกข์ เหตุของทุกข์ให้ละเสีย ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้าก็ต้องรู้จักเรียนรู้วิธี ..ละ.. เสีย ไม่ใช่อยากละก็ละได้เลยอย่างใจไม่อย่างนั้นพระอรหันต์ก็เต็มบ้านเต็มเมือง มันต้องเรียนรู้เพื่อให้จิตใจมันเข้าใจกระบวนการทำงานของตัวมันเองเสียก่อน ไม่ใช่ ละ ละ ละ ท่าเดียว ละอะไรก็ไม่รู้ " " อย่างเราปฏิบัตินี่เพื่อให้รู้ว่าอย่างไหนเรียกว่าตอนนั้นมี..สติ.. อย่างไหนเรียกตอนนั้นว่า..ขาดสติ..และเมื่อรู้จักจิตใจที่มีสติแล้ว มันจะเรียนรู้ลงไปอีกขั้นหนึ่งว่า จิตที่มีสตินี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเห็นกระบวนการทำงานของจิตใจ เพราะจิตที่หลงขาดสติ มันไม่ตั้งมั่น มันไม่ทำให้เกิดปัญญาแค่นั้นเอง " " อย่าหลงประเด็น เราเรียนรู้วิธีละไม่ใช่หรือ ? ในเมื่อเราจะศึกษาวิธีการละ อะไรที่เป็นเครื่องมือของการละเราก็ไม่จับ ไม่ยึด เพื่อที่..จะเอา..เครื่องมือไว้เป็นของเราเสียเอง การฝึกสติเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เพื่อจะ..เอาสติ.. อย่างนั้นก็เหมือนเรากอดเสาต้นหนึ่งอยู่อย่างเหนียวแน่น วันหนึ่งเรารู้ว่าเสาที่กอดอยู่นั้นมันโสโครก เราจะละเสาต้นนั้นเสีย แต่ดันไปเห็นราวบันไดอลูมิเนียมที่มันวาวกว่า ดูสะอาดกว่า ก็เปลี่ยนไปเกาะราวบันไดแทนนะสิ จากเสาถึงราวบันไดไม่เห็นมีตรงไหนที่เกี่ยวกับการละเลย ก็ยังจับยังเกาะอยู่ดี " ดีใจที่มีผู้รู้เพิ่มมาอีก 1 คน ขอคุยนอกเรื่องนะ ท่านKamsuk ....................................................... คนเรามีตา สอง ตา คนเราไม่มี สอง ตา ด้านหลัง ถ้ามีคนเดินมาทำร้ายท่าน ด้านหลัง เช่นนี้ ท่าน เผลอ หรือไม่ ถ้าท่านตั้งใจซักผ้า มีคนเดินมาทำร้ายท่าน ด้านหลัง เช่นนี้ ท่าน เผลอ หรือไม่ ถ้าท่านไม่ซักผ้าแล้ว เตรียมรบกับผู้อื่นแล้ว มีคนเดินมาทำร้ายท่าน ด้านหลัง(โดนอาวุธ ซัดมาแต่ไกลเลย) เช่นนี้ ท่าน เผลอ หรือไม่ .............................................. การตั้งใจ และไม่ตั้งใจ กับความไม่เผลอ กับชีวิต นี้ คือความจริง เหนื่อยนะที่กลัวเขาลอบฆ่า เหตุแห่งการฆ่า คืออะไร ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าว ............................................... การมีสติปัฏฐาน 4 ต่อเรื่องการทำความดี แคบลงไปอีก การมีสติปัฏฐาน 4 ต่อเรื่อง จิต เฝ้ามองดู จิต อยู่นั้น ท่านเห็นว่า ไม่เพียงพอ หรืออย่างไร เสา มีเพียงต้นเดียว เสา คือ จิต จิต คือ เสา จิตว่างจากกิเลส จิตว่างจากโลกธรรม 8 จิตไม่มีเสา ไม่มีอะไรอยู่ในจิตอีกแล้ว นั้นคือ จิตสงบ จิตนิพพาน ระดับหนึ่ง ............................................ ณ ที่นี้ยังไม่มีใครกล่าวถึง เสาที่ 2 เลย อืม..... อย่างนี้ พอจะตรงประเด็น ไม๊ .......................................... เพราะตัวยึดของท่าน คืออะไร ที่จะไม่ทำให้เผลอ โปรดชี้แจงแถลงไข ให้เรา ได้เข้าใจมากขึ้น จิต คือ ผู้รู้ สติ ก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้รู้ เกิดขึ้นร่วมกับการรับรู้หรือการกระทบของจิตเสมอ อธิบายตามแนวทางของคุณ bad & good สติ อาจจะพิจารณาเป็นปริมาณหรือระดับของสภาวะอันหนึ่งที่เกิดขึ้นร่วมกับการรับรู้ของจิต ซึ่งเราอาจจะสมมติให้มีสเกล 0.00 จนถึง 10.00 ...................................................................................................... เพื่อให้เป็นรูปธรรม เราอาจจะช่วยกันแยกแยะว่า ลักษณะอย่างไรบ้าง ที่บ่งบอกสภาวะของการมี หรือการขาดสติ พร้อมทั้งทดลองให้สเกลคะแนน เช่น - ขับรถอยู่ แล้วง่วง รู้ว่าง่วงมากๆ จึงจอดแวะพักข้างทาง - อยู่ดีๆ ก็มีคนเอาเงินมาให้ ... เกิดความสงสัย จึงไม่รับเอาไว้ - ขับรถอยู่ โทรศัพธ์มือถือดังขึ้น ... พิจารณาแล้ว ก็แอบรถเข้าหยุดข้างทางแล้วค่อยรับโทรศัพท์ - เราเข้าแถวเป็นคิวเพื่อซื้ออาหารอยู่ อยู่ดีๆก็มีคนเดินพรวดพราดเข้ามาลัดคิด ... เราจะพิจารณาบอกกล่าวเขา หรือจะวางเฉย - เดินๆไป ข้างทางมีคนวางแผงขายล็อตตารี่ ... เกิดครึ้มอกครึ้มใจอยากจะซื้อช่วยเขาสักใบ จริงๆ ตัวอย่างมีมากมายมาก มีในทุกขณะของชีวิตของเราเลยทีเดียว ... ลองช่วยกันดูซิครับว่า ลักษณะอย่างไร ที่เราเรียกว่ามีสติ และมีมากน้อยอย่างไร 1.สติ รู้ว่าง่วง รู้ว่าขับต่อไป อาจตายแน่ จึงหยุดขับ 2.สติ ระวังตัว รู้ว่า เอ เขาเอาเงินให้ฉัน ฟรี ทำไม ต้องมีอะไรแน่ จึงถาม ไม่ได้รีบรับเงินไว้ ถ้าเป็นเรื่องดี รับเงินไว้ ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี ไม่รับเงินไว้ 3.สติ รู้ว่าขับไป คุยไป อาจเกิดอุบัติเหตุ จึงหยุดขับ แล้วคุย 4.สติ เห็นแล้วว่ามีคนเดินเข้ามาลัดคิว เอ จะเอากับมันอย่างไรดี ปล่อยเขาไป ไม่อยากทะเลาะ (ไม่อยากก่อกรรมอันเล็ก ๆ ) ปล่อยเขาไป ไม่อยากทะเลาะ (ตัวเขาใหญ่กว่า ไม่อยากมีเรื่อง อืม) ไม่ปล่อยเขา ว่าให้ได้อาย สอนให้รู้จัก คำว่า คิว สังคมจะได้มีระเบียบ ไม่ปล่อยเขา ชกเขา ว่าให้ได้อาย สอนให้รู้จัก คำว่า คิว สังคมจะได้มีระเบียบ ไม่ปล่อยเขา เดินไปขึ้นหน้าเขา ไม่ให้เขาแซง เขาแซงคนอื่นก็ช่าง ไม่ปล่อยเขา ลากเขาไปท้ายแถว แล้วเดินไปที่คิวของตนเอง (เริ่มเสียสติ วะ พี่MathGuy) เอ้อ เจ้าKamSuk ดูๆแล้ว สติจะเกี่ยวข้องกับ การเลือกกระทำ ไม่มากก็น้อย เมื่อมีการกระทบในขณะนี้แบบนี้ ... เราจะตอบโต้ ตอบสนองอย่างไร? อะไรเป็นตัวพิจารณา เป็นตัวบอกว่า ต้องทำแบบนี้นะ ไม่ควรทำแบบนั้นนะ แต่หากเป็นสิ่งที่เรามีประสบการณ์ มีความเคยชิน ... เราก็มักจะกระทำไปเลยตามความเคยชิน ................................................... ผมจึงขอเสนอว่า เราควรพิจารณาสติร่วมกับ "ความเคยชิน" และความเคยชินที่ว่านี้ ก็คือ จิตใต้สำนึก อนุสัย หรือสังโยชน์นั่นเอง สติ จึงเกี่ยวข้องกับ กาย วาจา ใจ สัมมาสติ คือ สติที่ถูกต้อง คือ สติที่เลือกที่แต่สิ่งดี คือ สติเลือกที่จะดับกิเลส นั่นเอง มิจฉาสติ คือ สติเลือกที่จะทำชั่ว เลือกแต่เพิ่มกิเลส เลือกทำเพื่อให้เกิดลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สำหรับตนเอง สติด้านดี และ สติด้านชั่ว เป็นตัวพิจารณา บอกให้เราทำอย่างนั้น อย่างนี้ เพื่อสำเร็จเป้าหมายนั้น ๆ เมื่อสติเข้าใจเรื่องนั้น กำหนดเป็นนโยบายไว้เช่นนั้น การตัดสินใจ จึงเกิดขึ้นฉับพลัน โดยไม่ต้องไตร่ตรองอีก จึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่ "เคยชิน" ความเคยชิน ในสิ่งที่ดี คนทั่วไป มองเป็นสิ่งปกติ ความเคยชิน ในสิ่งที่ไม่ดี คนทั่วไป เขาเรียกคนเหล่านั้น ว่า คนหน้าด้.... คนไร้ยางอาย ทำจนเป็นปกติจนไม่รู้สึกว่าชั่ว คนประเภทนี้ พระพุทธเจ้า ถือว่า สอนได้ยากเช่นกัน สอนให้ทำดีได้ยาก สติจึงไม่ได้ร่วมกับความเคยชิน ความเคยชิน คือ การทำดี อยู่เป็นนิสัย ก็ได้ ความเคยชิน คือ การทำชั่ว อยู่เป็นนิสัย ก็ได้ ตนเองเห็นว่า ถูก เธอจะเห็นว่าผิด ก็ช่วยไม่ได้ ฉันถูกของฉัน ความเคยชิน เป็นจิตใต้สำนึก ถูกต้อง เช่น ทำงานแล้วต้องได้เงิน ไม่ได้เงิน ไม่ทำงานให้ เอ้อ มันคิดตังค์หมดทุกเรื่อง ไม่มีน้ำใจเลย ของใช้ส่วนรวม ไม่ค่อยทนุถนอมใช้งาน ของส่วนตัว กลับทุนถนอมใช้งาน ใครทำเสียหาย ก็โวยวาย เอ้อ ของสิ่งเดียวกันแท้ ๆ นิสัยและอารมณ์การใช้งาน ต่างกันมาก เคยชินมาก แบบนี้ ผมขออนุญาตอ้างถึง"หลักการ"นิดหนึ่งนะครับ ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฎกในส่วนของอภิธรรม สติเป็นเจตสิกตัวหนึ่งใน 52 ตัว สติเจตสิกมีลักษณะจำเพาะ ดังนี้ อปิลาปนลกฺขณา มีความระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆคือมีความไม่ประมาท "เป็นลักษณะ" อสมฺโมหรสา มีการไม่หลงลืม "เป็นกิจ (หน้าที่)" อารกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีการรักษาอารมณ์ "เป็นผล" ถิรสญฺญาปทฏฺฐานา มีการจำได้แม่นยำ "เป็นเหตุใกล้" สติเป็นเครื่องชักนำใจให้ยึดถือกุสลธรรมเป็นอุดมคติ ถ้าหากว่าขาดสติเป็นประธานเสียแล้ว สมาธิก็ไม่สามารถจะมีได้เลย และเมื่อไม่มีสมาธิแล้ว ปัญญาก็เกิดไม่ได้ เหตุให้เกิดสติ โดยปกติมี ๑๗ ประการ คือ (๑) ความรู้ยิ่ง เช่น สติของบุคคลที่ระลึกชาติได้ พระพุทธองค์ระลึกชาติได้ไม่จำกัดชาติจะระลึกได้ทุกชาติที่พระองค์ปรารถนา สติของพระอานนท์จำพระสูตรที่พระพุทธจ้าตรัสไว้ได้หมด (๒) ทรัพย์ เป็นเหตุให้เจ้าของทรัพย์มีสติ คือเมื่อมีทรัพย์มักจะเก็บรักษาไว้อย่างดี และจะระมัดระวังจดจำไว้ว่าตนเก็บทรัพย์ไว้ที่ใด (๓) สติเกิดขึ้นเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เช่น พระโสดาบันจะจำได้โดยแม่นยำถึงเหตุการณ์ที่ท่านได้บันลุเป็นพระโสดาบัน หรือบุคคลที่ได้รับยศยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต (๔) สติเกิดขึ้น โดยระลึกถึงเหตุการณ์ที่ตนได้รับความสุขที่ประทับใจ เมื่อนึกถึงก็จะจำเรื่องต่าง ๆ ได้ (๕) สติเกิดขึ้น เนื่องจากความทุกข์ที่ได้รับเมื่อระลึกถึงก็จะจดจำได้ (๖) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ตนเคยประสบ (๗) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเหตุการณ์ที่ตรงกันข้ามกับที่เคยประสบ (๘) สติเกิดขึ้น เพราะคำพูดของคนอื่น เช่น มีคนเตือนให้เก็บทรัพย์ที่ลืมไว้ (๙) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเครื่องหมายที่ตนทำไว้ เช่น เห็นหนังสือที่เขียนชื่อไว้ถูกลืมไว้ (๑๐) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเรื่องราวต่าง ๆ หรือผลงาน เช่น เห็นพุทธประวัติก็ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น (๑๑) สติเกิดขึ้น เพราะความจำได้ เช่น มีการนัดหมายไว้ เมื่อมองไปที่กระดานก็จำได้ว่าต้องไปตามที่ได้นัดไว้ (๑๒) สติเกิดขึ้น เพราะการนับ เช่น การเจริญสติระลึกถึงพระพุทธคุณ ก็ใช้นับลูกประคำ เพื่อมิให้ลืม (๑๓) สติเกิดขึ้น เพราะการทรงจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่ศึกษาค้นคว้า แล้วจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ (๑๔) สติเกิดขึ้นเพราะการระลึกชาติได้ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง (บุคคลที่มิใช่พระพุทธเจ้า) (๑๕) สติเกิดขึ้น เพราะการบันทึกไว้ เมื่อดูบันทึกก็จำได้ (๑๖) สติเกิดขึ้น เพราะทรัพย์ที่เก็บได้เช่นเห็นทรัพย์ก็นึกขึ้นได้ว่าได้เก็บทรัพย์ไว้ (๑๗) สติเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เคยพบเคยเห็นมาแล้ว เมื่อเห็นอีกครั้งก็ระลึกได้ *********************** จะเห็นได้ว่าทั้ง 17 ข้อนี้ จะมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ "ความระลึก" ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของเจตสิกตัวนี้ ท่านพุทธทาส ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับสติว่า สติ คือ ความรู้ หรือปัญญา ที่นำออกมาใช้ในขณะปัจจุบันนั้นๆ อย่างทันท่วงที .................................................................................................. ที่ผมเสนอให้พิจารณา "ความเคยชิน" เพราะว่าตามจริงแล้ว จิตใจของเราจะทำงานโดยอัตโนมัติ ตามความเคยชิน ซึ่งความเคยชินนี้ ก็คือการสั่งสมของกุศลจิต และอกุศลจิต ในจิตใจของเราเอง หากเราจะพิจารณา สติ (เอาเฉพาะที่เป็นสัมมาสติ) ว่าเป็นคุณภาพส่วนหนึ่งที่เป็นกุศล อาการที่เรารู้ทันว่า ตอนนี้จิตใจกำลังทำให้เกิดกุศล หรืออกุศล จะเป็นส่วนสำคัญอันแรกของสติ และเมื่อรู้ทัน แล้วสามารถนำกลับมาให้เป็นกุศล โต้ตอบด้วยแนวทางที่เป็นกุศล ตัวสติตัวนี้ ก็จะเกิดการสั่งสม เกิดการเจริญพัฒนาขึ้น ความเคยชินในส่วนนี้ก็จะเป็นบวก แต่หากไม่รู้ทัน แล้วพลัดหลงไปทางอกุศล ... คุณภาพของสติก็จะลดหลง ความเคยชินในส่วนนี้ก็จะเป็นลบ ............................................................. ทีนี้ ความเคยชินที่เป็นลบ จะถูกทำให้กลายเป็นบวกได้อย่างไร ตรงนี้คือหน้าที่ของ สัมมาทิฏฐิ ความคิดชอบ ความรู้ชอบ หรือปัญญานั่นเอง ความรู้จริง หรือปัญญา จึงเป็นตัวที่จะเปลี่ยนความเคยชินที่ไม่ดี ให้กลายเป็นความเคยชินที่ดี คือ เปลียนแปลงนิสัย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การกระทำเดิมๆ ที่เป็นไปในทางยอมตามกิเลส ให้เป็นรู้ทันกิเลส และเอาชนะกิเลสได้ในที่สุด พิจารณาเช่นนี้แล้ว สติ จึงต้องทำงานร่วมกับปัญญาด้วย ....................................................... คำถามก็คือ เราจะฝึกสติ เจริญสติได้อย่างไร ? หากอธิบายว่า สติ คือ ความระลึกได้ ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า ความระลึกได้ คืออะไร เป็นอย่างไร ต่างจากการจดจำ หรือสัญญาอย่างไร ตอบความเห็น 15 เมื่ออ่านข้อความเหล่านั้นแล้ว ถ้าผู้ที่ไม่เคยติดตาม พุทธธรรม ก็จะไม่เข้าใจว่า สิ่งเหล่านั้น คืออะไร ............................................ ความหมาย และ เหตุแห่งการเกิดสติ นั้น บีบความหมายแคบลงไปใน มุมมองแห่งพุทธศาสตาร์ ไม่ได้ไปมุมมองวิชาการอื่น การอธิบายนั้น จึงอธิบายอย่างมีเหตุผล โดยพระพุทธเจ้า หรือโดยการเรียบเรียงบทความโดยพระอรหันต์ ข้อสังเกต คือ ไม่มีกิเลส เจือปนอยู่ในคำว่า สติ เว้นแต่มีคำว่า ทรัพย์ คงให้ความหมายตามแบบอย่างชาวบ้านผู้หวงแหนทรัพย์ ซึ่งพระไม่มีไปมากกว่า 8 อย่าง ตัวอย่าง เหตุแห่งการเกิดสติ นั้น ก็ไม่จำเป็นที่ทุกคน ต้องมีประสบการณ์นั้น เพราะบางคนไม่ทราบ บางคนยังไม่ได้อยู่ในภาวะนั้น บางคนจึงอาจนึกไม่ถึงว่า สิ่งนั้นเรียกว่า สติ(สัมมาสติ) ซึ่งแน่นอน คำอธิบายจึงได้รายละเอียด หลากหลาย กว่าผู้ตั้งและตอบกระทู้ทั้งหมด ผู้ที่เดิน ค้นหาเอง โดยการปฎิบัติ และตรรกะ ก็มักจะได้คำตอบ ส่วนใดส่วนหนึ่งของธรรมะเรื่องนี้ ผู้ที่หาอ่านได้ในพระธรรม ก็เหมือนขุดได้ขุมทรัพย์ เพียงแต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้น จะได้ความรู้สึกหรือไม่ ถ้าไม่ ขุมทรัพย์จึงไม่ใช่ขุมทรัพย์ ไม่ต่างจาก ไก่ได้พลอย ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า โดยความเข้าใจของท่านKamSuk ท่านMathGuy น่าจะเข้าใจได้ไม่ต่างกัน (อ่านตามคำตอบ ตามความคิดเห็นนะ) ผมพออ่านมานิดๆหน่อยๆน่ะครับ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากหรอกครับ ^ _^ ผมด้วยกับที่คุณ Mathguy นะ เกี่ยวกับ ความเคยชิน ความเคยชิน ผมก็สังเกตุเหมือนกันกัน ว่าแม้ไม่ใช่สาเหตุที่ส่งผลโดยตรงให้จิตใจเกิดกุศล หรือ อกุศล ผมว่าตามความเข้าใจตัวเองนะครับ " ความเคยชินมันคล้ายกับ ..องศา..ของปากกระบอกปืนใหญ่ ที่เมื่อตั้งองศาไว้เท่าไหร่ ลูกปืนใหญ่ที่ถูกยิงออกไปกี่ลูกกี่ลูก แม้ว่าวิถีจะไม่ตรงกันทุกครั้ง วิถีมันจะอยู่ในแน้วโน้มเดียวกัน เมื่อค่อยๆปรับ องศา วิถีมันก็ค่อยๆเปลี่ยนไปด้วย แต่ถ้าไม่ปรับวิถีมันอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่เปลี่ยน ถึงเปลี่ยนก็ไม่จะเกินค่าๆหนึ่ง " ท่านkamsuk ปากกระบอกปืนของท่าน เคยชิน ยิงต่อความชั่ว หรือ ปากกระบอกปืนของท่าน เคยชิน ยิงต่อความดี ความเคยชินในทางที่ดี จะพอกพูนความดีให้มากขึ้น สะสมกรรมดี ความเคยชินในทางไม่ดี ก็จะนำจิตใจของเราให้มีคุณภาพต่ำลงไป สะสมกรรมไม่ดี ........................................................................................................ หากเราจะมองว่า การปฏิบัติธรรม ก็คือ การสร้างความเคยชินในการทำดี โดยมี สติ(ศีล) สมาธิ ปัญญา เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่เป็นแก่นเป็นหัวใจ ......................................................................................................... "ความเคยชิน" อันนี้ ก็จะมาพ้องกับแนวคิดของการปฏิบัติ ที่ต้องทำบ่อยๆ ทำมากๆ ทำอย่างต่อเนื่อง สะสมกันไป ... ทำความเพียรชอบ ทำเหตุให้ดีที่สุด ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 28 ธ.ค. 2550 (18:12) องศาของผม เล็งไปทั้งทางดี และ ทางไม่ดี ตามเหตุปัจจัยที่กระทบ ประกอบด้วยการสั่งสมแต่เดิม เมื่อมันเล็งไปทางไม่ดีก็ทุรนทุรายจะแย่อยู่แล้วครับ จริงๆ ก็พอมองเห็นๆอยู่ว่า หลายๆกรณี องศาเพี้ยนผิดไป แต่เราก็ยังปล่อยไปเลยตามเลย ให้ลูกกระสุนมันสะท้อนกลับมาโดนตัวเราเอง - เพราะเป็นเหตุปัจจัย ของวิบากกรรม ของคนอื่นๆ(ที่เกี่ยวข้องกับเรา - โดยสมัครใจ?) ที่ยังไม่อาจจะเปลี่ยนแก้ไขในตอนนี้ได้ - เพราะยังติดใจ เอาทุกข์เข้าแลกอามิสสุข แบบหยาบๆ ชั่วคราว ที่ทำให้เราติดหนึบเข้าไปอีก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 2 ม.ค. 2551 (16:37) สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณครู MathGuy ขอให้คุณครูและครอบครัวมีความสุขนะคะ http://www.krukimPbmind.com สวัสดีปีใหม่ครับครูคิม ขอให้มีความสุข มีกำลังใจที่ดีครับ ... .................................................................. 2-3 วันที่แล้วผมขับรถขึ้นลงขอนแก่น-ลำพูน ช่วงที่ผ่านพิษณุโลก ก็ให้นึกถึงว่า ครูคิมอยู่แถวๆนี้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 9 ก.พ. 2551 (13:11) <FONT color=#ff0000 size=5>เพราะเหตุใดสติจึงเป็นองค์แรกแห่งการบรรลุธรรม?</FONT> ช่วกตอบให้ผมหน่อย loving_by_heart_86@yahoo.com (IP:202.29.24.193) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 9 ก.พ. 2551 (13:38) ตอบความเห็นที่ 26 ไม่มีเหตุอันใด ที่สัมมาสติ อยู่ที่ข้อที่ 1 ต้องให้ความสำคัญทั้ง 8 ข้อ จึงบรรลุธรรม ........................................................... ขอถามว่า ถ้าท่านเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง อริยมรรค 8 ท่านจะทำอย่างไร ถ้าทุกข้อมีความสำคัญเท่ากัน
|
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |