วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService"

สติ คือ อะไรกันแน่ ?
โพสต์เมื่อ: 12:18 วันที่ 17 ธ.ค. 2550         ชมแล้ว: 47,538 ตอบแล้ว: 27
วันหนึ่งขณะนั่งซักผ้าอยู่ ปล่อยความคิด ความรู้สึก ดูมันบ้าง ปล่อยมันไปตามเคยชินบ้าง
พยายามทำให้ขณะของการซักผ้า เป็นขณะของการเจริญสติ

.... .... .... .... ....

แล้วก็แว๊บเกิดคำถามผุดขึ้นมาว่า

" จริงๆ แล้ว ที่เรียกว่า สติ นั้น เป็นอย่างไร ? "

คำถามที่ 1 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกได้ว่าเรามีสติ มีสติดี มีสติมาก

และ

คำถามที่ 2 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกว่าเรามีสติขาดพร่อง มีสติน้อย หรือขาดสติอย่างสิ้นเชิง

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 27 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 ธ.ค. 2550 (13:10)
ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า คือ
บีบความหมายให้แคบลง ขอให้อยู่ในเรื่องของศาสนาพุทธ
มีสติ คือ จิตใจ คอยดูแลควบคุมสิ่งที่ กาย วาจา ใจ กำลังกระทำอยู่ว่า ก่อให้เกิดกิเลส หรือไม่ พ้นจากโลกธรรม 8 หรือไม่
ถ้าไม่ สิ่งนั้นคือ เริ่มขาดสติ ต้องเตือนตนเอง เตือนสติให้กลับมา ไม่ให้จิตใจ หลุดไปจากเป้าหมายมาก คือ ไม่ติดกิเลส มาก
เครื่องวัดกิเลสคือ ตนเอง ถ้ามีสเกล 1 - 10
เมื่อจิตเริ่มมีถึง 3 - 4 ก็ต้องเตือนให้ลดมาที่ 0-1 ทำนองนั้น
จิตก็เหมือนเครื่องยนต์ คงนิ่งติด 0 เสมอนั้น เป็นไปได้ยาก
มันจะขี้น-ลง 1-10 อยู่ตลอดเวลา
........................................
คำตอบนี้ จึงตอบได้ทั้งข้อ 1 และ 2
........................................
การตั้งใจซักผ้า มาก จนคนมาร้องเรียก ก็ไม่ได้ยิน
อย่างนี้ ไม่ได้ขาดสติ เพียงแต่ เกิด สติปัฎฐานต่อเรื่องการซักผ้า ซึ่งไม่ได้เกิดกิเลสอะไรมาก ถึงขีด 4-10

การซักผ้าด้วยความเหม่อลอย
คิดเรื่องอื่นที่เป็นกุศลกรรม สติก็ไปอยู่ที่ความคิดเรื่องนั้น

การซักผ้าด้วยความเหม่อลอย
คิดเรื่องอื่นที่เป็น อกุศลกรรม สติก็ไปอยู่ที่ความคิดเรื่องนั้น จิตเริ่มก่อกิเลส 1-10
...................................
ในนิทาน เซ็น
บางครั้งดูเหมือนพระอาบัติ อุ้มสาว ข้ามคูคลอง
แต่จิตของพระ ไม่ได้คิด อกุศล คิดเพียงแต่ช่วยให้ สาว ข้ามคลองได้
จิตจึงไม่มีกิเลสต่อ สาว นั้น
ซึ่งคาดคะเน กิเลส ได้ยากต่อ พระ นั้น
........................................
ซึ่งเรื่องแบบนี้ พระสงฆ์ไทย ไม่ทำกัน
มันจะได้หมดข้อสงสัย ว่า พระนี้มีกิเลส หรือไม่
เอาง่าย ๆ ห้ามพระทำแบบนั้น จะได้ไม่ถูกตำหนิ
.................................................
พระใช้จ่ายเงิน กับ พระไม่ใช้จ่ายเงิน มีกิเลสหรือไม่ ยากที่จะตอบ
................................................
การผิดศีล 5 ศีล 227 อย่างตั้งใจ และทำแบบเป็นประจำ แบบตั้งใจ อย่างมีสติแบบคนธรรมดา
แต่โดยความหมายของพุทธ คือ ขาดสติอย่างสิ้นเชิง คือ กิเลสเลวสุดขั้ว ก็ทำลงไป ความเป็นนิพพาน ก็ไม่มีเหลือในเวลานั้น (มีสติ จึงดูเหมือนสร้างกลับมาได้ใหม่ด้วย)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 17 ธ.ค. 2550 (16:06)
ขอบคุณ คุณ bad&good มากครับ

คำตอบที่ผมมีอยู่ในใจคือ

"ความรู้สึก/ความคิดรับผิดชอบชั่วดี(ต่อการกระทบในขณะนั้นๆ) + การสามารถบังคับ/ควบคุมให้ตัดสินใจเลือกกระทำ(เจตนา) ไปในทิศทางของกุศลจิต"


ซึ่งพิจารณาแล้วตรงกันพอสมควร คำอธิบายที่คุณ bad&good ให้ เข้าใจได้ง่าย และชัดเจนดีครับ
................................................................................................

มีประเด็นที่น่าสนใจคือ

- จิตที่ดี(โดยธรรมชาติ หรือในขณะนั้น) เขาก็จะเลือกทำดีไปเลยโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องไปกำหนดบังคับ โดยไม่ต้องคิดมาก เช่น กรณีตัวอย่างที่พระเซ็น(ที่มีจิตใจบริสุทธิ์)ช่วยผู้หญิง

- แต่ในขณะที่จิตคิดหรือรู้สึกไปในทางอกุศล ทางที่ไม่ดี ... หากไม่รู้ทัน ก็จะเผลอไป จนกลายเป็นลงมือกระทำ พูด คิดปรุงแต่งยิ่งๆขึ้น(วางแผนการจะทำนั่นทำนี่ หรือรู้สึกผิดๆย้ำลงไปในสัญญาความจดจำฝังใจเดิมๆที่ผุดขึ้นมา)


ตรงที่เราเรียกว่า "รู้ทัน" ซึ่งต้องรู้ทันทั้งส่วนที่เป็นความรู้สึก และส่วนที่เป็นความคิด ... มักจะเป็นคำอธิบายความหมายของคำว่า "สติ" ที่จะพบได้ในหนังสือธรรมะร่วมสมัยปัจจุบันนี้


ก็ให้มีคำถามตามมาก็คือ

"ที่ว่ารู้ทันความคิด รู้ทันความรู้สึก" นั้น เป็นอย่างไร? จะฝึกอย่างไร ?

................................................................................................

อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งคุณ bad&good ได้พูดไว้ชัดเจนทีเดียว คือ กรณีที่มีใจจดจ่อกับการซักผ้า
ในลักษณะที่เป็นสมาธิ ... แล้วมีคนเรียกชื่อ ก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้สนใจ

ทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่เราต้องทำอะไรทีละอย่าง กับทำหลายๆอย่างพร้อมๆกันนั้น สติ และ สมาธิ เขาทำงานขัดแย้งกันหรือไม่


.................................................................................................

*** การอธิบายระดับกิเลสของจิตใจด้วยสเกลคะแนน 1 - 10 โดยพิจารณาว่า ระดับ 1 - 3 ที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้น หากสามารถรู้ทันไม่ปล่อยให้ขึ้นไปถึง 7 - 10 จนกระทำกรรมชั่วออกมา ... รู้ทันจนทำให้ลดหายลงเป็น 0 - 1 ได้ ... เป็นการอธิบายที่ดีมากครับ !

(ทางคณิตศาสตร์ เรียกว่า ใช้หลักการคิดแบบ Fuzzy )
..................................................................................................
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 17 ธ.ค. 2550 (20:09)
ถ้าให้ท่านMathGuy เป็นเจ้าหนูจำไม เจ้าโกรธไม๊เนี่ยะ
................................................................................
คำถามที่ว่า
ในขณะที่เราต้องทำอะไรทีละอย่าง กับทำหลายๆอย่างพร้อมๆกันนั้น สติ และ สมาธิ เขาทำงานขัดแย้งกันหรือไม่
................................................................................
โดยคำตอบที่ยุติธรรมแล้ว ร่างกาย สามารถเพียงทีละอย่าง
ร่างกาย ทำได้ทีละอย่าง ทีละเรื่อง อย่างต่อเหนื่อง จึงดูเหมือนทำได้ทีละหลายอย่าง
ยิ่งทำซับซ้อน และให้เร็วต่อเนื่องมาก ๆ ร่างกายก็ยิ่งเหนื่อยมาก ๆ ไม่ถึง ครึ่งวันก็จะเกิดความอ่อนหล้า อดทนไม่ได้
ร่างกายโดยธรรมชาติอยากอยู่อย่างสงบ (พระพุทธทาส กล่าวไว้ว่า ร่างกาย จิตเดิม มีนิพพานอยู่เป็นทุนเดิม แต่เมื่อจิตไม่ทราบ จิตจึงไม่สนใจต่อนิพพาน จึงไม่เดินไปหานิพพาน คือ ไม่รู้หนทางแห่งการบรรลุนิพพาน อย่างถาวร คือ บรรลุอรหันต์ ทำอย่างไร ไม่ทราบ)
..............................................
คนจึงต่างจากเครื่อง อย่างมาก เครื่องทีละหลายอย่างได้ แต่คนทำหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้
(คำตอบนี้ หลายคนอาจเริ่มอยากโต้แย้ง ก็ลองคิดพิจารณาช้า ๆ ต่อร่างกาย ก็แล้วกัน ฃ
ปะเดี๋ยว เจ้าYoshi คงจะแย้ง)
มันเหมือนจอทีวี ที่ปล่อยแสง ทีละจุด แต่ตาเรามองไม่ทัน เราก็เห็นภาพปกติดี
จะทราบอีกที ก็ต้องผ่านกล้องถ่ายภาพ หรือ ฉายเป็นภาพยนต์ ให้ดู
...............................................
ตอบแบบคนปกติ ก็แล้วกัน ถ้ามันทำอะไรได้หลายๆอย่างพร้อมๆกันนั้น ซึ่งให้เห็นได้จริง
สติ และ สมาธิ เขาทำงานไม่ขัดแย้งกัน เพราะเขาทำจนเคยชิน ทำจนชำนาญมาก เช่น
1.การขับรถ (มันทำหลาย แต่มันไม่แปลก เพราะทุกคนทำกันได้)
2.นักกายกาย โยนของ 5 ชิ้น ด้วย สองมือ บนหัวทูลของ 1 ชิ้น ขาข้างหนึ่งเลี้ยงฟุตบอล ปากคาบไม้ เลี้ยงปลายมีดอยู่อีกเล่มหนึ่ง (ถ้าทำได้คนเดียว มันดูเก่ง) (แต่ถ้าทำได้พร้อมกัน 1000 คน มันกลายเป็นเรื่องปกติ ใครก็ทำได้)
ไม่ได้พิศดาร อะไรเลย เรื่องของเรื่อง มันอวดเก่ง ต้องการให้ผู้อื่นสรรเสริญ หรือ ต้องการแลกกับ ลาภที่พึงได้
............................................
ตัวอย่าง เรื่องการทำกูศลกรรม พร้อมกัน ด้วยสติ สมาธิ ที่ทำได้ยาก เช่น
พระพุทธเจ้า สอนธรรมด้วยความเมตตา ด้วยสัมมาวาจา ด้วยความสงบเย็น ด้วยต้องการให้ผู้อื่นรู้ตาม
ทำพร้อมกับ จิตของพระพุทธเจ้า ต้องดำรงค์อยู่กับนิพพาน(สงบเย็น) อยู่เสมอ
เหมือนดั่งว่า ต้องปล่อยไอเย็นออกมาจากน้ำแข็งตลอดเวลา ผู้สัมผัสจึงรู้เย็น ตามไปด้วย

ส่วนผู้อื่น ก็ต่อว่าพระองค์ ตำหนิพระองค์ ไม่ยอมรับฟังพระองค์ ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา ด้วยต่างทิฎฐิก้น ต่างความเห็นกัน ต่างผลประโยชน์กัน

ถ้าเป็นผู้สอนที่ไม่สงบเย็นแล้ว สักพัก ตบะก็แตก อยากทะเลาะด้วย สอนเท่าไรก็ไม่เชื่อไม่ทำตาม สอนฟรี เหนื่อย เสียแรง น่าเบื่อ เสียเวลา เออ ข้าเก่ง เอง โX..
เปรียบดั่งว่า เข้าใจว่าตนเป็นน้ำแข็ง แต่กลับเป็นกองไฟ ปล่อยไอร้อน ให้ผู้อื่นฝืนรับเปลวเพลิงระอุ

การสอนธรรมด้วยอารมณ์ ไม่อวดเก่ง ก็อารมณ์เสียที่ผู้ฟังเข้าใจตนเองได้ยาก
จึงทำให้ตนเอง หลุดจากนิพพาน ได้โดยง่ายกว่านั่งสมาธิ

สติผู้สอน จึงต้องควบคุมทั้ง อารมณ์กิเลสของตนเอง และต้องพูด เพื่อควบคุมกิเลสของผู้ฟังด้วย(คือ พูดไป ดูอารมณ์คนอื่นไป รับได้ รับไม่ได้)
ถ้าตนเองควบคุมกิเลสทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ การควบคุม ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ทั้งสองฝ่าย ก็เริ่มจะบานปลาย
โดยมากมักเกิดโทสะ(โมโห) มานะ(คิดว่าตนเองเก่งกว่า) เป็นส่วนใหญ่ นิพพานจึงพังทั้งคู่
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 ธ.ค. 2550 (20:31)
คำถามต่อมา
ที่ว่ารู้ทันความคิด รู้ทันความรู้สึก" นั้น เป็นอย่างไร? จะฝึกอย่างไร ?
...................................................
เป็นเรื่องของสมาธิ เป็นเรื่องของสติปัฎฐานสี่ คือ จิตจดจ่อ สิ่งที่กระทำ หรือไม่
หากจิตไม่จดจ่อ คือ มีค่าเท่ากับ 0 ความรู้ทันความรู้สึก เท่ากับ 0
หากจิตไม่จดจ่อ คือ มีค่าเท่ากับ 100 ความรู้ทันความรู้สึก เท่ากับ 100
โดยธรรมชาติของคน ไม่ได้จดจ่อ 100 ตลอดเวลา
จะเกิดก็ต่อเมื่อ ทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา ดังเช่น พระอาจารย์มั่น (ต้องไปฟังMP3ที่ http://www.dhammajak.net/audio/dhamma/files/pumun.php


ฟังทั้งหมดแล้ว ดูเหมือนกับ พระท่านจดจ่อแต่เรื่องการทำสมาธิ อย่างเดียวเท่านั้น
เพื่อบรรลุนิพพาน เป็นที่หมายอย่างเดียวเท่านั้นเช่นกัน

หากท่านMathGuy จะCopyวิธีการท่านพระอาจารย์มั่น ก็น่าจะได้ นิพพาน เป้าหมายสูงสุด อย่างไม่ยากเย็น เชื่อว่าจิตจะรู้ทันความคิด รู้ทันความรู้สึก 90 - 100 ตลอดเวลา
เหมือนเป็นคนขยันทำแต่เรื่องนั้น เพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียว คือ จิตว่าง และสงบเย็น
ความจดจ่อเต็ม 100 ณ ที่นี้ ไม่ได้หมายถึง เกร็ง เครียด จะทำ จะเอา นิพพาน ให้ได้
ถ้าคิดแบบนั้นก็ไม่ต่างจากเด็กขยันเรียน ตั้งใจสอบให้ได้ที่ 1 (ซึ่งมันต่างความรู้สึกแบบนิพพานมาก เนื่องจากไม่ได้เจือด้วยกิเลสใด ๆ)

การทำสมาธิดังกล่าว ท่านคงต้องเสียสละ อะไร หลาย ๆ อย่าง
จนอาจต้องเสีย ลาภอันพึงได้ เสียยศอันพึงได้ เสียสรรเสริญอันพึงได้ เสียสุขอันพึงได้ในปัจจุบัน (ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าวขยายความอีก ท่านคงเข้าใจว่าคืออะไร ทางแห่งพระสงฆ์แบบพระอาจารย์มั่น คงอยู่ประมาณนั้น ความหมดทุกข์ หมดโศก จึงเป็นไปได้โดยง่าย)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 17 ธ.ค. 2550 (21:06)
เรื่องการบรรลุธรรม หรือเข้าไปอยู่ในกระแสของการบรรลุธรรมแล้ว
พอจะจินตาการได้ว่า เหมือนการมีจิตใจอันใหม่ที่ฉลาด (เป็นจิตใจที่เป็นกุศลขั้นสูง ที่ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ) ตื่น รู้ เบิกบาน เท่าทันการกระทบต่างๆ ไม่เผลอ ไม่โง่ ไม่เสื่อมอีกแล้ว ... ดังนั้นตามนัยนี้ เราพอจะมองเห็น เข้าใจได้ไม่ยาก



แต่ที่ดูยากคือ จิตใจของเราขณะนี้ ที่ยังถูกห่อหุ้มอยู่ ที่พอจะเห็น ที่พอจะรู้ ก็กลายเป็นเปลือกหุ้มที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ผนวกกับวิบากกรรมเก่าๆที่ยังส่งผลอยู่ ไม่อาจจะละเว้นหรือหลีกเลี่ยงไปได้โดยง่าย ... ที่ยังพอมีอยู่ ให้เป็นสติ เป็นกำลังใจที่ดี ก็คือ ตัวฉันทะ ศรัทธา ความสนใจ ใคร่ในธรรม และการเพียรปฏิบัติ ซึ่งยังคงทำได้ค่อนข้างน้อยมาก ... ต้องคอยระลึก เตือนอยู่เสมอ ว่าต้องทำอยู่บ่อยๆ เรื่อยๆ ระลึกอยู่เสมอถึงความไม่ประมาทในชีวิต มีมรณะสติ มีเมตตา

การภาวนา การเจริญสติ การฝึกสมาธิ เจริญวิปัสสนา ... เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องทดลอง เรียนรู้ให้เห็น ให้เข้าใจจิตใจของตนเองให้ได้
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 18 ธ.ค. 2550 (11:39)
ก็อยากให้ดู ขุมทรัพย์ ที่เป็นประโยชน์อีกเรื่องหนึ่ง http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14326


เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คือ นิพพาน
ผู้ดำรงค์อยู่ในนิพพาน กรณีตนเองยังไม่หมดอายุขัย ลง
....................

คำถามจึงเกิดขึ้นกับตนเองว่า ทำอย่างไรให้ นิพพาน ดำรงค์อยู่ในจิตและกาย ตลอดอายุขัย

โชคดี ที่มีผู้ชี้ทางแก่ข้าพเจ้า ขุมทรัพย์ได้รับนั้น ดูที่ http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13453&highlight=

และ www อื่นที่เกี่ยวข้อง

หวังว่า เรื่องทั้งหมด คงเป็นประโยชน์ต่อท่านMathGuy
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 18 ธ.ค. 2550 (13:09)
จาก Link http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14326

ที่คุณ bad&good ให้ไว้

ผมอ่านตามแบบให้ความใส่ใจประมาณ 70% (กึ่งๆอ่านผ่านๆ แต่เก็บเอาความ พิจารณาตามหลวมๆ แบบสบายๆ ... ถึงต้อนสุดท้าย ให้เกิดความปิติ ซ่านเข้ามาในจิตใจ)

-----------------------------------------------------------------------------------------


ขอยกตัวอย่างการบรรลุธรรมอันลือลั่นของพระอินทร์ ซึ่งมาเข้าเฝ้าสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า เรื่องนี้มีมาในสักกปัญหสูตร อันหมายถึงปัญหาที่ท่านท้าวสักกะหรือพระอินทร์ลง มากราบทูลถามพระพุทธเจ้าถึงในโลกมนุษย์ หากคุณศึกษาเนื้อความดังต่อไปนี้ให้ดี ก็จะเห็น ตัวอย่างการบรรลุมรรคผลอันเกิดจากการพิจารณาธรรมที่ไม่ยากจนเกินไป และเมื่อเข้าใจแล้วก็ย่อมทราบชัดว่าการบรรลุมรรคผลเป็นของสากล ไม่จำเพาะว่าต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น ขอเพียงมีดวงจิต เป็นกุศล สามารถเข้าใจภาษาธรรมะ จะเป็นเทวดาอินทร์พรหมไหนๆก็มีสิทธิ์ด้วยกันทั้งสิ้น

ครั้งนั้นพระพุทธองค์ท่านประทับอยู่ในถ้ำชื่ออินทสาละ พระอินทร์รวมทั้งเหล่าเทวดาอัน เป็นเทพบริวารได้มาเข้าเฝ้า พระอินทร์กล่าวสรรเสริญคุณแห่งพระพุทธศาสนาว่าทำให้เทวดามี สหายใหม่มากขึ้น ส่วนสัตว์ในอบายภูมิได้เพื่อนน้อยลง อีกทั้งพระอินทร์ได้เห็นตัวอย่างการบรรลุ ธรรมในหมู่เทพด้วยกัน จึงมากราบทูลขอพุทธานุญาต ถามธรรมเพื่อความบรรลุถึงเช่นนั้นบ้าง

พระพุทธองค์ทรงอนุญาตและตรัสรับรองว่าจะตอบปัญหาของพระอินทร์ให้หายสงสัยถึง ที่สุด เนื่องจากเล็งเห็นว่าท้าวสักกะเป็นบัณฑิต จะถามอะไรย่อมประกอบด้วยประโยชน์ กับทั้งมี ความสามารถเข้าใจเนื้อความธรรมะได้รวดเร็วฉับพลัน ฉะนั้นพระองค์จะไม่เปลืองแรงเปล่ากับการตอบคำถามเป็นแน่

ครั้งนั้นความสงสัยอย่างที่สุดของพระอินทร์ท่าน คืออยากทราบว่าอะไรเป็นเครื่องมัดใจสัตว์ ทั้งหลายให้ต้องผูกเวรกัน ทั้งที่บางพวกไม่อยากมีเวร ก็ไม่แคล้วต้องถูกเบียดเบียน ต้องตอบโต้ ต้องก่อเวรกับผู้รุกราน ต่อให้เป็นเทวดา หรือกระทั่งเป็นพระอินทร์ผู้ยิ่งใหญ่ในดาวดึงส์ ยังถูกเหล่า อสูรราวีเข้าจนได้

ในการตอบเพื่อให้มรรคให้ผลแก่ผู้ควรบรรลุ พระพุทธเจ้าทรงเลือกที่จะไม่ให้คำตอบโยงไป เกี่ยวพันกับอดีตกรรมหนหลังที่เทวดาและอสูรเคยผูกเวรกันมา ทว่าจำกัดขอบเขตอยู่ในเหตุผลของจิต และคำตอบแบบยิงเข้าเป้าโดยตรงของพระพุทธองค์ก็คือ…

ดูกรจอมเทพ เหล่าเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ต่างก็มีความริษยาและความ ตระหนี่เป็นเครื่องผูกใจไว้ แม้เหล่าชนจำนวนมากปรารถนาความเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความพยาบาท แม้กระนั้นพวกเขาก็ยังต้องเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่

คำตรัสของพระพุทธองค์หมายความว่า พวกเราตกอยู่ในจักรวาลแห่งการเบียดเบียน ถูก จองจำพันธนาการอยู่ด้วยสายโซ่คือความริษยาและความตระหนี่ ต่อให้ไม่อยากมีเวรก็ต้องมีเวร ต่อ ให้ไม่อยากมีศัตรูก็ต้องมีศัตรู เราไม่ทำเขาเขาก็มาทำเราอยู่วันยังค่ำ ยากที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ตลอด รอดฝั่ง

ดังกล่าวแล้วว่าพระอินทร์เป็นผู้มีปัญญามาก เพียงฟังเท่านั้นท่านก็เบี่ยงเบนความสนใจจาก เวรนอกตัว มาเป็นเหตุแห่งเวรอันเป็นของภายใน นั่นคือความริษยาและความตระหนี่ทันที ซึ่งในขั้น นี้ผู้มีปัญญาใกล้ถึงธรรมทั้งหลายต่างก็เหมือนกัน คือตัดความสนใจนอกตัว เอาสติเข้ามาตั้งที่ภายใน รู้อยู่กับเรื่องของใจตน

เมื่อเกิดสติรู้อยู่ที่จิตอันเป็นของจริงในตนแล้ว พระอินทร์ก็ทูลถามต่อ…

ข้าแต่พระสุคต ด้วยคำตอบของพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ข้ามความสงสัยเรื่องต้นเหตุแห่งภัยเวรแล้ว แต่กระนั้นก็ยังสงสัยอยู่ ว่าความริษยาและความตระหนี่มีอะไรเป็น ต้นเหตุให้เกิดขึ้น ข้าพระองค์ใคร่ที่จะทราบว่าเมื่ออะไรมี ความริษยาและความตระหนี่จึงมี และเมื่ออะไรไม่มี ความริษยาและความตระหนี่จึงไม่มี?

พระอินทร์ไม่ได้ถามอย่างคนช่างซักหรือสักแต่อยากรู้อยากเห็น เพราะท่านถามเจาะเอา แก่นสารอันเป็นที่สุดด้วย นั่นคือ ‘เมื่ออะไรไม่มี ความริษยาและความตระหนี่จึงไม่มี’ อันนี้ถือเป็น คำถามที่ลึกซึ้งสุดยอดของศาสนาพุทธเรา ซึ่งกล่าวถึงเหตุแห่งการมีทุกข์ และเหตุแห่งการดับทุกข์ ผู้รู้ทางศาสนาย่อมทราบดีว่าคำถามนี้ของพระอินทร์เริ่มเข้าข่ายอริยสัจจ์ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการถามเอาความรู้แจ้งในระดับอริยะแล้ว

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า…

ดูกรจอมเทพ ความริษยาและความตระหนี่ มีวัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่ รักเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้น เมื่อวัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รักมีอยู่ ความริษยาและความตระหนี่จึงมี เมื่อวัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รักไม่มี ความริษยาและความตระหนี่จึงไม่มี

พระอินทร์ย่อมเห็นแจ้งตามจริงตามพุทธพจน์ทันที ว่าเมื่อปราศจากเครื่องยึดให้จิตรักใคร่ใจย่อมว่างจากความริษยาและความตระหนี่ แต่กระนั้นก็ยังไม่ถึงที่สุดของความสงสัย พระอินทร์จึง ทูลถามต่อไป…

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ วัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รัก มีอะไรเป็นต้นเหตุ ให้เกิดขึ้น ข้าพระองค์ใคร่ที่จะทราบว่าเมื่ออะไรมี วัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รักจึง มี และเมื่ออะไรไม่มี วัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รักจึงไม่มี?

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

ดูกรจอมเทพ วัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รักนั้น มีความพอใจเป็นต้นเหตุ ให้เกิดขึ้น เมื่อความพอใจมี วัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รักจึงมี เมื่อความพอใจไม่มี วัตถุอันเป็นที่รักและวัตถุอันไม่เป็นที่รักจึงไม่มี

บัดนั้นพระอินทร์เห็นเข้ามาที่จิตอีกครั้ง เห็นว่าบุคคลหรือวัตถุภายนอกย่อมไม่อาจเป็นที่รักได้เลย หากขาดตัวแปรสำคัญตัวเดียวคือ ‘ความพอใจ’ หากขาดความพอใจเสียแล้ว ทั้งโลกย่อมไม่มีสิ่งใดควรยึดมั่นว่าน่ารักหรือน่าชังอีกต่อไป

พระอินทร์ยังมีคำถามต่อ…

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ความพอใจมีอะไรเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้น ข้าพระองค์ใคร่ที่จะ ทราบว่าเมื่ออะไรมี ความพอใจจึงมี และเมื่ออะไรไม่มี ความพอใจจึงไม่มี?

พระพุทธองค์ตรัสตอบ

ดูกรจอมเทพ ความพอใจมีความตรึกเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้น เมื่อความตรึกมี ความ พอใจจึงมี เมื่อความตรึกไม่มี ความพอใจจึงไม่มี

นี่คือคำตอบที่ชัดเจน เรียบง่าย และตรงไปตรงมายิ่ง คนเราถ้าไม่ตรึกนึกถึงสิ่งใด ความพอใจหรือความไม่พอใจเกี่ยวกับสิ่งนั้นย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ขอให้พิจารณาดูว่าถ้าคุณผ่านไปเห็นหรือมีอะไรผ่านมาให้ได้ยิน แต่คุณไม่ยินยลสนใจ ไม่ใส่ใจตรึกนึกเปรียบเทียบให้เห็นข้อดีข้อเสียต่างๆ คุณย่อมไม่รู้สึกรู้สา แม้เห็นอยู่ว่าสวยงามหรือชวนชัง แต่ทุกอย่างก็สักแต่ผ่านมาแล้วผ่านไป โดยไม่มีใจคุณติดตามไปด้วย

แต่ธรรมดาคนเราเมื่อพบเห็นหรือได้ยินอะไร ก็มักเอากลับมานึกถึง เอากลับมาคิดต่อ แล้วก็เกิดอาการตอกย้ำ ตัดสินยิ่งๆขึ้นว่านั่นน่าพอใจ นั่นน่าจับต้อง นั่นน่าได้มาไว้เป็นสมบัติ นี่แหละ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเพราะความตรึกนึกเป็นเหตุ จึงมีความพอใจเกิดขึ้นได้

พระอินทร์ทูลถามต่อ…

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ความตรึกมีอะไรเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้น ข้าพระองค์ใคร่ที่จะ ทราบว่าเมื่ออะไรมี ความตรึกจึงมี และเมื่ออะไรไม่มี ความตรึกจึงไม่มี?

คราวนี้พระพุทธองค์ตรัสตอบมาถึงระดับพ้นวิสัยที่จะเข้าใจด้วยมุมมองของการมีตัวตน (ลองอ่านช้าๆจะไม่ยากเกินเข้าใจนะครับ)

ดูกรจอมเทพ ส่วนหนึ่งของความตรึกมาจากความสำคัญมั่นหมาย อันประกอบด้วยความทะยานอยาก ความถือตัว และความเห็นผิด ความสำคัญมั่นหมายนั่นแหละเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้น เมื่อความสำคัญมั่นหมายมี ความตรึกจึงมี เมื่อความสำคัญมั่นหมายไม่มี ความตรึกจึงไม่มี

ความสำคัญมั่นหมายคืออาการที่จิตทรงจำ ตลอดจนหมายรู้ได้ว่าอะไรคืออะไร หน้าตาแบบ ไหนเป็นของคนรัก หน้าตาแบบไหนเป็นของศัตรู และหน้าตาแบบไหนเป็นตัวคุณเอง หาก ปราศจากอาการสำคัญมั่นหมายอันประกอบไปด้วยความทะยานอยาก ความถือตัว และความเห็นผิดเสียแล้ว คุณจะไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ไม่มีข้างคนรัก ไม่มีข้างศัตรูเลย ทุกคนเป็นพวกเดียวกัน คือ เป็นเหยื่อของความไม่รู้ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

เมื่อ ‘รู้สึกชัด’ เข้ามาในภายใน เห็นว่าจิตนี้ มีองค์ประกอบส่วนหนึ่งเป็นความสำคัญมั่น หมาย หรือความจำได้หมายรู้ ก็เท่ากับคุณเห็นแบบแยกส่วน ว่าความจำได้หมายรู้เป็นแค่อะไรชิ้นหนึ่ง เป็นต่างหากจากจิต เป็นต่างหากจากตัวตน และถ้าตั้งความเห็นไว้ถูกต้อง ว่าความจำได้ หมายรู้เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เกิดขึ้นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แล้วต้องสาบสูญไปสู่ความเป็นอื่น คุณก็จะไม่เห็นตัวคุณอยู่ในความจำ และไม่เห็นความจำโดย ความเป็นตัวคุณแต่อย่างใดเลย

มาต่อกันเรื่องพระอินทร์ พอฟังคำตอบถึงตรงนี้ ‘ตัวสำคัญมั่นหมาย’ ก็ปรากฏต่อจิตของ ท่านแล้ว คือท่านเห็นความสำคัญมั่นหมายเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่ง อันนำมาซึ่งความตรึก ความพอใจ แล้วเป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่รัก สิ่งที่เป็นต้นตอแห่งความริษยาและความตระหนี่ ดังนั้นท่านจึงทูล ถามพระพุทธเจ้าต่ออย่างจะเอาคำตอบสำคัญสุดยอด คือ…

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงได้ชื่อว่าทำเหตุอันควรที่จะให้ถึง ความดับในส่วนของความสำคัญมั่นหมาย อันประกอบด้วยความทะยานอยาก ความถือตัว และความเห็นผิด?

คำตอบสำหรับคำถามนี้ พระพุทธองค์ตรัสโดยถือหลักว่าจะต้องปฏิบัติได้จริงสำหรับเทวดา เหล่าเทวดาประสบกับสัมผัสดีๆอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจะหาเครื่องพิจารณาให้จิตถอนจากความ ทะยานอยาก ความถือตัว และความเห็นผิด จึงต้องว่ากันด้วยเรื่องความดีใจและความเสียใจกันเป็น หลัก เพราะแม้ในโลกสวรรค์ที่อุดมด้วยทิพยสภาพอันแสนประณีตไร้ที่ติ ก็อาจเป็นทางมาแห่งโสมนัสและโทมนัสได้

พระพุทธองค์จึงอาศัยโอกาสแคบๆนี้เป็นช่องชี้ทางสว่างให้พระอินทร์ คือ…

ดูกรจอมเทพ อาตมภาพจะกล่าวถึงโสมนัสโดยแยกเป็น ๒ คือโสมนัสที่ควรเสพก็มี โสมนัสที่ไม่ควรเสพก็มี โทมนัสก็แยกเป็น ๒ คือโทมนัสที่ควรเสพก็มี โทมนัสที่ไม่ควรเสพก็ มี และอุเบกขาก็แยกเป็น ๒ คืออุเบกขาที่ควรเสพก็มี อุเบกขาที่ไม่ควรเสพก็มี โสมนัส โทมนัส และอุเบกขาใดทำให้กุศลเจริญขึ้น กับทั้งปราศจากความตรึก ความ ตรอง อย่างนั้นควรเสพ แต่ถ้าทำให้อกุศลเจริญ อย่างนั้นไม่ควรเสพ

ได้ฟังอย่างนี้ สำหรับพระอินทร์ก็โดนใจเต็มๆ เพราะท่านเพิ่งมีประสบการณ์อันทำให้ระลึก ได้ถึงการเสพโสมนัสควบคู่ไปกับโทมนัสมาสดๆร้อนๆ กล่าวคือเหล่าพรรคพวกเทวดาของท่านเพิ่ง รบกับเหล่าอสูร ซึ่งเมื่อพระอินทร์เป็นฝ่ายชนะ ก็ย่อมมีความโสมนัสยินดี

ความโสมนัสยินดีอันเกิดจากชัยชนะต่ออริราชศัตรูนั้น เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ก็ย่อม เห็นชัด ว่าเป็นโสมนัสที่ประกอบไปด้วยทางมาแห่งอาชญา ประกอบไปด้วยทางมาแห่งศาตรา ไม่ เป็นไปเพื่อความแหนงหน่ายคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์อันเกิดจากการรู้แจ้งมรรคผล
นิพพาน

ส่วนการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสอันเกิดจากการได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคนั้น ไม่เป็นทางมาแห่งอาชญา ไม่เป็นทางมาแห่งศาตรา แต่เป็นไปเพื่อความแหนงหน่ายคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับทุกข์อันเกิดจากการรู้แจ้งมรรคผลนิพพาน

ระหว่างฟังเทศนาธรรมไขปัญหาอยู่นั้นเอง พระอินทร์ก็บรรลุธรรม (กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า บรรลุมรรคผล หรือได้ดวงตาเห็นธรรม รู้จักพระนิพพานเป็นวาระแรก) ดังความตามพระสูตรที่ว่า…

ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี
ปราศจากมลทิน ได้บังเกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมเทพ เพราะเห็นแจ้งว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านั้นทั้งมวลล้วนมีความดับลงเป็นธรรมดา

การสืบเหตุสืบผลของความมีความเป็นทั้งหลายตามลำดับนั้น เปรียบเสมือนการปอกกาบใบของต้นกล้วยออกทีละชั้นจนไม่เหลืออะไร ไม่พบแก่นอันเป็นสุดท้ายนอกจากความว่างเปล่า และ ณ ที่ที่พบความว่างเปล่าจากตัวตนนั้นเอง ความรู้สึกในตัวตนย่อมหายไป

กล่าวโดยสรุปอีกครั้ง เทวดาบรรลุมรรคผลได้นะครับ แต่ตามอัตภาพอันเป็นอัครมหาสุขแล้ว ท่านจะไม่มีโอกาสเจริญสติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ เหมือนมนุษย์โลก พวกท่านไม่มีกายอันเต็มไป ด้วยอึฉี่และตับไตไส้พุงโสโครก ตั้งอยู่อย่างอุดมโรค เป็นรังโรคที่รอวันแตกดับ มีแต่กายทิพย์อัน หอมหวนนุ่มนิ่ม กับสภาพแวดล้อมน่ารื่นรมย์สุดประมาณ การจะพิจารณาให้เกิดความแหนงหน่าย

จึงยาก แต่ก็มีโอกาสอันแคบอยู่ คือพิจารณาเห็นสายโซ่แห่งเหตุผลของการมีการเป็น หรือเห็นเข้า มาในจิต ในอารมณ์ของตนเป็นขณะๆ ว่าเกิดแล้วต้องดับไปทั้งหมด กระทั่งจบลงที่การรู้แจ้งว่ากาย ทิพย์ใจทิพย์นั้น หาใช่ตัวตนของ


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 18 ธ.ค. 2550 (13:25)
คัดลอกจาก Link http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13453&highlight=

ที่คุณ bad&good ให้ไว้

น่าพิจารณา น่ารับฟังมากครับ
......................................................................................................



นิพพานถึงได้ 4 รูปแบบด้วยกันครับ คือ

1.สุกขวิปัสสโก เป็นนิพพานชนิดที่ว่ายังหยาบมากอยู่ คือยังรักษานิพพานให้คงอยู่ไม่ได้ดั่งใจ บางคนถึงครั้งเดียวก็ลืมไปอีกนาน ไม่มีความเป็นทิพย์ของจิต

2.ปฏิสัมภิทาญาณ เป็นนิพพานชนิดที่ว่าหยาบน้อย ละเอียดกว่าสุกขวิปัสสโก รักษานิพพานได้ดีขึ้น คือบางครั้งเพียงอ่านสำนวนธรรมแบบปฏิสัมภิทา ก็สามารถเรียกใจกลับได้เลย ไม่มีความเป็นทิพย์ของจิต แต่มีความเข้าใจในสำนวนธรรมแบบปฏิสัมภิทา

3.เตวิชโช นิพพานลักษณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนครับ แต่คงละเอียดกว่าแบบที่ 1 และ 2 ญาณนี้ได้จักษุทิพ ระลึกชาติได้ ถึงได้ยากกว่าแบบที่ 2 ( ยังไม่เคยเจอเองกับตา ได้ยินมาอีกที )

4.อภิญญา อันนี้สูงสุดครับ มีความเป็นทิพย์แห่งจิตพร้อมหมด ปฏิสัมภิทาญาณก็แจ้ง เตวิชโชก็แจ้ง ญาณอันนี้สามารถดับขันธ์ปรินิพพานได้ แต่เป็นข้อยากที่สุดแห่งการฝึกฝน ไม่รู้ว่าต้องบำเพ็ญบารมีบุญมาสักกี่แสนชาติ ถึงจะสำเร็จ ( ยังไม่เคยเห็นเองกับตา ได้ยินมาอีกที )

เชื่อไม่เชื่อก็ลองพิจารณาเองนะครับ เพราะนี่เป็นเพียงข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ไม่มีประสงค์ร้าย ไม่หวังผลโประโยชน์อื่นใด เป็นแต่เพียงข้อมูลทางธรรม

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 24 ธ.ค. 2550 (23:26)
ขอแสดงความเห็นนะครับ

คำถามที่ 1 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกได้ว่าเรามีสติ มีสติดี มีสติมาก



>> ตอนที่ไม่เผลอ ครับ


คำถามที่ 2 : ตอนไหน/อย่างไร ที่เรียกว่าเรามีสติขาดพร่อง มีสติน้อย หรือขาดสติอย่างสิ้นเชิง


>> ตอนที่เผลอ ครับ ตอนไหนที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตอนนั้นขาดสติแน่ๆ ไม่มีขาดมากขาดน้อย ขาดก็คือขาด





******************************************



ครูบาอาจารย์ท่านว่า

" เราเรียนรู้เพื่อที่เห็นความจริงซึ่งสาวลงไปจนถึงรากจนสาวต่อไปไม่ได้อีกแล้วนั้น ว่าจริงๆแล้วเราควร ..จับไว้.. หรือ ..ควรละ.. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกข์ ให้รู้ทุกข์ เหตุของทุกข์ให้ละเสีย ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้าก็ต้องรู้จักเรียนรู้วิธี ..ละ.. เสีย ไม่ใช่อยากละก็ละได้เลยอย่างใจไม่อย่างนั้นพระอรหันต์ก็เต็มบ้านเต็มเมือง มันต้องเรียนรู้เพื่อให้จิตใจมันเข้าใจกระบวนการทำงานของตัวมันเองเสียก่อน ไม่ใช่ ละ ละ ละ ท่าเดียว ละอะไรก็ไม่รู้ "

" อย่างเราปฏิบัตินี่เพื่อให้รู้ว่าอย่างไหนเรียกว่าตอนนั้นมี..สติ.. อย่างไหนเรียกตอนนั้นว่า..ขาดสติ..และเมื่อรู้จักจิตใจที่มีสติแล้ว มันจะเรียนรู้ลงไปอีกขั้นหนึ่งว่า จิตที่มีสตินี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเห็นกระบวนการทำงานของจิตใจ เพราะจิตที่หลงขาดสติ มันไม่ตั้งมั่น มันไม่ทำให้เกิดปัญญาแค่นั้นเอง "


" อย่าหลงประเด็น เราเรียนรู้วิธีละไม่ใช่หรือ ? ในเมื่อเราจะศึกษาวิธีการละ อะไรที่เป็นเครื่องมือของการละเราก็ไม่จับ ไม่ยึด เพื่อที่..จะเอา..เครื่องมือไว้เป็นของเราเสียเอง การฝึกสติเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เพื่อจะ..เอาสติ.. อย่างนั้นก็เหมือนเรากอดเสาต้นหนึ่งอยู่อย่างเหนียวแน่น วันหนึ่งเรารู้ว่าเสาที่กอดอยู่นั้นมันโสโครก เราจะละเสาต้นนั้นเสีย แต่ดันไปเห็นราวบันไดอลูมิเนียมที่มันวาวกว่า ดูสะอาดกว่า ก็เปลี่ยนไปเกาะราวบันไดแทนนะสิ จากเสาถึงราวบันไดไม่เห็นมีตรงไหนที่เกี่ยวกับการละเลย ก็ยังจับยังเกาะอยู่ดี "
kamsuk เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 48 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 25 ธ.ค. 2550 (20:00)
ดีใจที่มีผู้รู้เพิ่มมาอีก 1 คน
ขอคุยนอกเรื่องนะ ท่านKamsuk
.......................................................
คนเรามีตา สอง ตา
คนเราไม่มี สอง ตา ด้านหลัง

ถ้ามีคนเดินมาทำร้ายท่าน ด้านหลัง เช่นนี้ ท่าน เผลอ หรือไม่
ถ้าท่านตั้งใจซักผ้า มีคนเดินมาทำร้ายท่าน ด้านหลัง เช่นนี้ ท่าน เผลอ หรือไม่

ถ้าท่านไม่ซักผ้าแล้ว เตรียมรบกับผู้อื่นแล้ว มีคนเดินมาทำร้ายท่าน ด้านหลัง(โดนอาวุธ ซัดมาแต่ไกลเลย) เช่นนี้ ท่าน เผลอ หรือไม่

..............................................
การตั้งใจ และไม่ตั้งใจ กับความไม่เผลอ กับชีวิต นี้ คือความจริง

เหนื่อยนะที่กลัวเขาลอบฆ่า
เหตุแห่งการฆ่า คืออะไร ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าว
...............................................
การมีสติปัฏฐาน 4 ต่อเรื่องการทำความดี
แคบลงไปอีก
การมีสติปัฏฐาน 4 ต่อเรื่อง จิต เฝ้ามองดู จิต อยู่นั้น
ท่านเห็นว่า ไม่เพียงพอ หรืออย่างไร

เสา มีเพียงต้นเดียว
เสา คือ จิต
จิต คือ เสา
จิตว่างจากกิเลส จิตว่างจากโลกธรรม 8 จิตไม่มีเสา ไม่มีอะไรอยู่ในจิตอีกแล้ว
นั้นคือ จิตสงบ จิตนิพพาน ระดับหนึ่ง

............................................
ณ ที่นี้ยังไม่มีใครกล่าวถึง เสาที่ 2 เลย
อืม.....
อย่างนี้ พอจะตรงประเด็น ไม๊
..........................................
เพราะตัวยึดของท่าน คืออะไร ที่จะไม่ทำให้เผลอ
โปรดชี้แจงแถลงไข ให้เรา ได้เข้าใจมากขึ้น
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 26 ธ.ค. 2550 (16:33)
จิต คือ ผู้รู้

สติ ก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้รู้ เกิดขึ้นร่วมกับการรับรู้หรือการกระทบของจิตเสมอ

อธิบายตามแนวทางของคุณ bad & good

สติ อาจจะพิจารณาเป็นปริมาณหรือระดับของสภาวะอันหนึ่งที่เกิดขึ้นร่วมกับการรับรู้ของจิต

ซึ่งเราอาจจะสมมติให้มีสเกล 0.00 จนถึง 10.00

......................................................................................................

เพื่อให้เป็นรูปธรรม เราอาจจะช่วยกันแยกแยะว่า ลักษณะอย่างไรบ้าง ที่บ่งบอกสภาวะของการมี หรือการขาดสติ พร้อมทั้งทดลองให้สเกลคะแนน

เช่น

- ขับรถอยู่ แล้วง่วง รู้ว่าง่วงมากๆ จึงจอดแวะพักข้างทาง

- อยู่ดีๆ ก็มีคนเอาเงินมาให้ ... เกิดความสงสัย จึงไม่รับเอาไว้

- ขับรถอยู่ โทรศัพธ์มือถือดังขึ้น ... พิจารณาแล้ว ก็แอบรถเข้าหยุดข้างทางแล้วค่อยรับโทรศัพท์

- เราเข้าแถวเป็นคิวเพื่อซื้ออาหารอยู่ อยู่ดีๆก็มีคนเดินพรวดพราดเข้ามาลัดคิด ... เราจะพิจารณาบอกกล่าวเขา หรือจะวางเฉย

- เดินๆไป ข้างทางมีคนวางแผงขายล็อตตารี่ ... เกิดครึ้มอกครึ้มใจอยากจะซื้อช่วยเขาสักใบ






จริงๆ ตัวอย่างมีมากมายมาก มีในทุกขณะของชีวิตของเราเลยทีเดียว ... ลองช่วยกันดูซิครับว่า ลักษณะอย่างไร ที่เราเรียกว่ามีสติ และมีมากน้อยอย่างไร

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 26 ธ.ค. 2550 (22:24)
1.สติ รู้ว่าง่วง รู้ว่าขับต่อไป อาจตายแน่ จึงหยุดขับ
2.สติ ระวังตัว รู้ว่า เอ เขาเอาเงินให้ฉัน ฟรี ทำไม ต้องมีอะไรแน่ จึงถาม ไม่ได้รีบรับเงินไว้
ถ้าเป็นเรื่องดี รับเงินไว้
ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี ไม่รับเงินไว้
3.สติ รู้ว่าขับไป คุยไป อาจเกิดอุบัติเหตุ จึงหยุดขับ แล้วคุย
4.สติ เห็นแล้วว่ามีคนเดินเข้ามาลัดคิว เอ จะเอากับมันอย่างไรดี
ปล่อยเขาไป ไม่อยากทะเลาะ (ไม่อยากก่อกรรมอันเล็ก ๆ )
ปล่อยเขาไป ไม่อยากทะเลาะ (ตัวเขาใหญ่กว่า ไม่อยากมีเรื่อง อืม)
ไม่ปล่อยเขา ว่าให้ได้อาย สอนให้รู้จัก คำว่า คิว สังคมจะได้มีระเบียบ
ไม่ปล่อยเขา ชกเขา ว่าให้ได้อาย สอนให้รู้จัก คำว่า คิว สังคมจะได้มีระเบียบ
ไม่ปล่อยเขา เดินไปขึ้นหน้าเขา ไม่ให้เขาแซง เขาแซงคนอื่นก็ช่าง
ไม่ปล่อยเขา ลากเขาไปท้ายแถว แล้วเดินไปที่คิวของตนเอง
(เริ่มเสียสติ วะ พี่MathGuy) เอ้อ เจ้าKamSuk
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 27 ธ.ค. 2550 (12:14)
ดูๆแล้ว สติจะเกี่ยวข้องกับ การเลือกกระทำ ไม่มากก็น้อย

เมื่อมีการกระทบในขณะนี้แบบนี้ ... เราจะตอบโต้ ตอบสนองอย่างไร?

อะไรเป็นตัวพิจารณา เป็นตัวบอกว่า ต้องทำแบบนี้นะ ไม่ควรทำแบบนั้นนะ

แต่หากเป็นสิ่งที่เรามีประสบการณ์ มีความเคยชิน ... เราก็มักจะกระทำไปเลยตามความเคยชิน


...................................................


ผมจึงขอเสนอว่า เราควรพิจารณาสติร่วมกับ "ความเคยชิน"

และความเคยชินที่ว่านี้ ก็คือ จิตใต้สำนึก อนุสัย หรือสังโยชน์นั่นเอง

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 27 ธ.ค. 2550 (18:00)
สติ จึงเกี่ยวข้องกับ กาย วาจา ใจ
สัมมาสติ คือ สติที่ถูกต้อง คือ สติที่เลือกที่แต่สิ่งดี คือ สติเลือกที่จะดับกิเลส นั่นเอง
มิจฉาสติ คือ สติเลือกที่จะทำชั่ว เลือกแต่เพิ่มกิเลส เลือกทำเพื่อให้เกิดลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สำหรับตนเอง

สติด้านดี และ สติด้านชั่ว เป็นตัวพิจารณา บอกให้เราทำอย่างนั้น อย่างนี้ เพื่อสำเร็จเป้าหมายนั้น ๆ

เมื่อสติเข้าใจเรื่องนั้น กำหนดเป็นนโยบายไว้เช่นนั้น การตัดสินใจ จึงเกิดขึ้นฉับพลัน โดยไม่ต้องไตร่ตรองอีก จึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่ "เคยชิน"
ความเคยชิน ในสิ่งที่ดี คนทั่วไป มองเป็นสิ่งปกติ
ความเคยชิน ในสิ่งที่ไม่ดี คนทั่วไป เขาเรียกคนเหล่านั้น ว่า คนหน้าด้....
คนไร้ยางอาย ทำจนเป็นปกติจนไม่รู้สึกว่าชั่ว คนประเภทนี้ พระพุทธเจ้า ถือว่า สอนได้ยากเช่นกัน สอนให้ทำดีได้ยาก

สติจึงไม่ได้ร่วมกับความเคยชิน
ความเคยชิน คือ การทำดี อยู่เป็นนิสัย ก็ได้
ความเคยชิน คือ การทำชั่ว อยู่เป็นนิสัย ก็ได้ ตนเองเห็นว่า ถูก เธอจะเห็นว่าผิด ก็ช่วยไม่ได้ ฉันถูกของฉัน

ความเคยชิน เป็นจิตใต้สำนึก ถูกต้อง เช่น ทำงานแล้วต้องได้เงิน ไม่ได้เงิน ไม่ทำงานให้
เอ้อ มันคิดตังค์หมดทุกเรื่อง ไม่มีน้ำใจเลย

ของใช้ส่วนรวม ไม่ค่อยทนุถนอมใช้งาน
ของส่วนตัว กลับทุนถนอมใช้งาน ใครทำเสียหาย ก็โวยวาย เอ้อ
ของสิ่งเดียวกันแท้ ๆ นิสัยและอารมณ์การใช้งาน ต่างกันมาก เคยชินมาก แบบนี้
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 27 ธ.ค. 2550 (18:30)
ผมขออนุญาตอ้างถึง"หลักการ"นิดหนึ่งนะครับ ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฎกในส่วนของอภิธรรม

สติเป็นเจตสิกตัวหนึ่งใน 52 ตัว

สติเจตสิกมีลักษณะจำเพาะ ดังนี้

อปิลาปนลกฺขณา มีความระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆคือมีความไม่ประมาท "เป็นลักษณะ"

อสมฺโมหรสา มีการไม่หลงลืม "เป็นกิจ (หน้าที่)"

อารกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีการรักษาอารมณ์ "เป็นผล"

ถิรสญฺญาปทฏฺฐานา มีการจำได้แม่นยำ "เป็นเหตุใกล้"

สติเป็นเครื่องชักนำใจให้ยึดถือกุสลธรรมเป็นอุดมคติ ถ้าหากว่าขาดสติเป็นประธานเสียแล้ว สมาธิก็ไม่สามารถจะมีได้เลย และเมื่อไม่มีสมาธิแล้ว ปัญญาก็เกิดไม่ได้

เหตุให้เกิดสติ โดยปกติมี ๑๗ ประการ คือ

(๑) ความรู้ยิ่ง เช่น สติของบุคคลที่ระลึกชาติได้ พระพุทธองค์ระลึกชาติได้ไม่จำกัดชาติจะระลึกได้ทุกชาติที่พระองค์ปรารถนา สติของพระอานนท์จำพระสูตรที่พระพุทธจ้าตรัสไว้ได้หมด

(๒) ทรัพย์ เป็นเหตุให้เจ้าของทรัพย์มีสติ คือเมื่อมีทรัพย์มักจะเก็บรักษาไว้อย่างดี และจะระมัดระวังจดจำไว้ว่าตนเก็บทรัพย์ไว้ที่ใด

(๓) สติเกิดขึ้นเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เช่น พระโสดาบันจะจำได้โดยแม่นยำถึงเหตุการณ์ที่ท่านได้บันลุเป็นพระโสดาบัน หรือบุคคลที่ได้รับยศยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต

(๔) สติเกิดขึ้น โดยระลึกถึงเหตุการณ์ที่ตนได้รับความสุขที่ประทับใจ เมื่อนึกถึงก็จะจำเรื่องต่าง ๆ ได้

(๕) สติเกิดขึ้น เนื่องจากความทุกข์ที่ได้รับเมื่อระลึกถึงก็จะจดจำได้

(๖) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ตนเคยประสบ

(๗) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเหตุการณ์ที่ตรงกันข้ามกับที่เคยประสบ

(๘) สติเกิดขึ้น เพราะคำพูดของคนอื่น เช่น มีคนเตือนให้เก็บทรัพย์ที่ลืมไว้

(๙) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเครื่องหมายที่ตนทำไว้ เช่น เห็นหนังสือที่เขียนชื่อไว้ถูกลืมไว้

(๑๐) สติเกิดขึ้น เพราะเห็นเรื่องราวต่าง ๆ หรือผลงาน เช่น เห็นพุทธประวัติก็ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น

(๑๑) สติเกิดขึ้น เพราะความจำได้ เช่น มีการนัดหมายไว้ เมื่อมองไปที่กระดานก็จำได้ว่าต้องไปตามที่ได้นัดไว้

(๑๒) สติเกิดขึ้น เพราะการนับ เช่น การเจริญสติระลึกถึงพระพุทธคุณ ก็ใช้นับลูกประคำ เพื่อมิให้ลืม

(๑๓) สติเกิดขึ้น เพราะการทรงจำเรื่องราวต่าง ๆ ที่ศึกษาค้นคว้า แล้วจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้

(๑๔) สติเกิดขึ้นเพราะการระลึกชาติได้ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง (บุคคลที่มิใช่พระพุทธเจ้า)

(๑๕) สติเกิดขึ้น เพราะการบันทึกไว้ เมื่อดูบันทึกก็จำได้

(๑๖) สติเกิดขึ้น เพราะทรัพย์ที่เก็บได้เช่นเห็นทรัพย์ก็นึกขึ้นได้ว่าได้เก็บทรัพย์ไว้

(๑๗) สติเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เคยพบเคยเห็นมาแล้ว เมื่อเห็นอีกครั้งก็ระลึกได้

***********************

จะเห็นได้ว่าทั้ง 17 ข้อนี้ จะมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ "ความระลึก" ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของเจตสิกตัวนี้
kamsuk เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 48 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 27 ธ.ค. 2550 (18:50)
ท่านพุทธทาส ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับสติว่า

สติ คือ ความรู้ หรือปัญญา ที่นำออกมาใช้ในขณะปัจจุบันนั้นๆ อย่างทันท่วงที

..................................................................................................

ที่ผมเสนอให้พิจารณา "ความเคยชิน"

เพราะว่าตามจริงแล้ว จิตใจของเราจะทำงานโดยอัตโนมัติ ตามความเคยชิน
ซึ่งความเคยชินนี้ ก็คือการสั่งสมของกุศลจิต และอกุศลจิต ในจิตใจของเราเอง

หากเราจะพิจารณา สติ (เอาเฉพาะที่เป็นสัมมาสติ) ว่าเป็นคุณภาพส่วนหนึ่งที่เป็นกุศล

อาการที่เรารู้ทันว่า ตอนนี้จิตใจกำลังทำให้เกิดกุศล หรืออกุศล จะเป็นส่วนสำคัญอันแรกของสติ

และเมื่อรู้ทัน แล้วสามารถนำกลับมาให้เป็นกุศล โต้ตอบด้วยแนวทางที่เป็นกุศล
ตัวสติตัวนี้ ก็จะเกิดการสั่งสม เกิดการเจริญพัฒนาขึ้น ความเคยชินในส่วนนี้ก็จะเป็นบวก

แต่หากไม่รู้ทัน แล้วพลัดหลงไปทางอกุศล ... คุณภาพของสติก็จะลดหลง ความเคยชินในส่วนนี้ก็จะเป็นลบ

.............................................................

ทีนี้ ความเคยชินที่เป็นลบ จะถูกทำให้กลายเป็นบวกได้อย่างไร ตรงนี้คือหน้าที่ของ สัมมาทิฏฐิ ความคิดชอบ ความรู้ชอบ หรือปัญญานั่นเอง

ความรู้จริง หรือปัญญา จึงเป็นตัวที่จะเปลี่ยนความเคยชินที่ไม่ดี ให้กลายเป็นความเคยชินที่ดี คือ เปลียนแปลงนิสัย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การกระทำเดิมๆ ที่เป็นไปในทางยอมตามกิเลส ให้เป็นรู้ทันกิเลส และเอาชนะกิเลสได้ในที่สุด

พิจารณาเช่นนี้แล้ว สติ จึงต้องทำงานร่วมกับปัญญาด้วย

.......................................................

คำถามก็คือ เราจะฝึกสติ เจริญสติได้อย่างไร ?
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 27 ธ.ค. 2550 (20:16)
หากอธิบายว่า สติ คือ ความระลึกได้

ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า ความระลึกได้ คืออะไร เป็นอย่างไร ต่างจากการจดจำ หรือสัญญาอย่างไร
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 27 ธ.ค. 2550 (20:19)
ตอบความเห็น 15
เมื่ออ่านข้อความเหล่านั้นแล้ว
ถ้าผู้ที่ไม่เคยติดตาม พุทธธรรม ก็จะไม่เข้าใจว่า สิ่งเหล่านั้น คืออะไร
............................................
ความหมาย และ เหตุแห่งการเกิดสติ นั้น บีบความหมายแคบลงไปใน มุมมองแห่งพุทธศาสตาร์
ไม่ได้ไปมุมมองวิชาการอื่น

การอธิบายนั้น จึงอธิบายอย่างมีเหตุผล โดยพระพุทธเจ้า หรือโดยการเรียบเรียงบทความโดยพระอรหันต์
ข้อสังเกต คือ ไม่มีกิเลส เจือปนอยู่ในคำว่า สติ เว้นแต่มีคำว่า ทรัพย์ คงให้ความหมายตามแบบอย่างชาวบ้านผู้หวงแหนทรัพย์ ซึ่งพระไม่มีไปมากกว่า 8 อย่าง

ตัวอย่าง เหตุแห่งการเกิดสติ นั้น ก็ไม่จำเป็นที่ทุกคน ต้องมีประสบการณ์นั้น เพราะบางคนไม่ทราบ บางคนยังไม่ได้อยู่ในภาวะนั้น บางคนจึงอาจนึกไม่ถึงว่า สิ่งนั้นเรียกว่า สติ(สัมมาสติ)

ซึ่งแน่นอน คำอธิบายจึงได้รายละเอียด หลากหลาย กว่าผู้ตั้งและตอบกระทู้ทั้งหมด

ผู้ที่เดิน ค้นหาเอง โดยการปฎิบัติ และตรรกะ ก็มักจะได้คำตอบ ส่วนใดส่วนหนึ่งของธรรมะเรื่องนี้

ผู้ที่หาอ่านได้ในพระธรรม ก็เหมือนขุดได้ขุมทรัพย์ เพียงแต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้น จะได้ความรู้สึกหรือไม่ ถ้าไม่ ขุมทรัพย์จึงไม่ใช่ขุมทรัพย์ ไม่ต่างจาก ไก่ได้พลอย

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า โดยความเข้าใจของท่านKamSuk ท่านMathGuy น่าจะเข้าใจได้ไม่ต่างกัน (อ่านตามคำตอบ ตามความคิดเห็นนะ)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 27 ธ.ค. 2550 (22:47)
ผมพออ่านมานิดๆหน่อยๆน่ะครับ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากหรอกครับ ^ _^

ผมด้วยกับที่คุณ Mathguy นะ เกี่ยวกับ ความเคยชิน

ความเคยชิน ผมก็สังเกตุเหมือนกันกัน ว่าแม้ไม่ใช่สาเหตุที่ส่งผลโดยตรงให้จิตใจเกิดกุศล หรือ อกุศล

ผมว่าตามความเข้าใจตัวเองนะครับ

" ความเคยชินมันคล้ายกับ ..องศา..ของปากกระบอกปืนใหญ่ ที่เมื่อตั้งองศาไว้เท่าไหร่ ลูกปืนใหญ่ที่ถูกยิงออกไปกี่ลูกกี่ลูก แม้ว่าวิถีจะไม่ตรงกันทุกครั้ง วิถีมันจะอยู่ในแน้วโน้มเดียวกัน เมื่อค่อยๆปรับ องศา วิถีมันก็ค่อยๆเปลี่ยนไปด้วย แต่ถ้าไม่ปรับวิถีมันอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่เปลี่ยน ถึงเปลี่ยนก็ไม่จะเกินค่าๆหนึ่ง "
kamsuk เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 48 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 28 ธ.ค. 2550 (09:18)
ท่านkamsuk
ปากกระบอกปืนของท่าน เคยชิน ยิงต่อความชั่ว
หรือ
ปากกระบอกปืนของท่าน เคยชิน ยิงต่อความดี
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.