คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เจตจำนงอิสระ..????ท
โพสต์เมื่อ: 16:36 วันที่ 29 ธ.ค. 2550         ชมแล้ว: 15,205 ตอบแล้ว: 51
หรือมนุษย์ไม่สามามีเจตจำนงอิสระ?


ในช่วงหนึ่งของชีวิต ในช่วงเวลาที่เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ ผมเคยคิดมั่นว่าการอยู่ในโลกนี้เป็นความทรมานอย่างหนึ่ง กระทั่งอยากจากลาโลกนี้ไปอย่างถาวร หากสามารถหนีจากดาวเคราะห์เบี้ยวๆ ใบนี้ไปได้ในตอนนั้น ผมก็ไม่เสียดายอะไรเลยแม้แต่น้อย
ชีวิตนั้นสั้นก็จริง แต่สำหรับคนหลงทาง มันยาวนานเหนืออนันต์ ถ้าเช่นนั้นจากโลกล่วงหน้าสักหลายปีจะเป็นไร การเกิดและตายไปของใครหนึ่งคนก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างใดๆ ในโลก
ในห่วงเวลานั้น ผมตั้งคำถามกับความว่างว่า “ทำไมไม่มีใครถามความสมัครใจของผมก่อนเกิดเลยว่า ผมอยากกำเนิดในโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตที่เรียกว่า “สัตว์ประเสริฐ” หรือไม่ โลกนี้ไม่ยุติธรรมตั้งแต่นาทีแรกของชีวิต ใครบอกว่ามนุษย์มีเจตจำนงอิสระ? เราไม่สามารถกำหนดรูปร่างหน้าตา สถานะ มิพักเอ่ยถึงการควบคุม”ตัณหา”ที่ฝังในเซลล์ของเรา ไปจนถึงอารมณ์ที่แปรปรวณเพราะสารเคมีในร่างกาย
ถัดมาอีกช่วงเวลาหนี่งเมื่อผมยอมรับความจริงว่า นี่เป็น “ข้อแม้” ของการมีชีวิตบนโลก ไม่มีสิ่งมีชีวิตสักหนึ่งเดียวที่สมัครใจเกิดมาเอง เรื่องเลวร้ายสำหรับคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแย่ของคนอีกคน เราเพียงไม่สามารถกำหนดข้อแม้ของการเกิด แต่เปลี่ยนแปลงชีวิตที่เหลือของเราได้ ไม่มีประโยชน์ใดที่จะโทษใครที่ทำให้เราฝังอยู่ในสังขารนี้
เดินทางมาอีกช่วงหนึ่ง ผมพบสูตรของชีวิตง่ายๆ ดังนี้ “หากมองให้ดี มันก็ดี หากมองให้แย่ มันก็แย่”
โลกนี้มิได้เลวร้าย หากเรายอมมองในด้านดี... ธรรมชาติ ความรัก มิตรภาพ อารมณ์ ฯลฯ ชีวิตก็เหมือนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า เรามิอาจกำหนดขนาดและคุณภาพของผืนผ้าใบที่รับมาเป็น “ของขวัญวันเกิด” แต่สามารถระบายสีสันตามใจ อยู่ที่ว่าเราเลือกระบายสีหม่นหรือสีสดใส
เมื่อเปลี่ยนท่าทีและการมอง คำถามนี้ก็ไม่ต้องการคำตอบ เละชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป...



พิมพ์ครั้งแรก Diary of Questions มติชน 2548

จาก หนังสือ “รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง” วินทร์ เลียววาริณ
69780


จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 49 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 13 ม.ค. 2551 (11:55)
คุณ bad&good นี่แหล่ะ
มรรคแปดข้อแรกเลยบรรจุ "สัมมาทิฐิ" เอาไว้ ถ้าไม่เห็นชอบแล้ว จะแก้ปัญหาลำบากแก้ยาก ปัจจุบันน่าจะใช้คำว่า ทรรศนคติ (Attitude)
สัมมาทิฐิ ต้องรู้อะไร ก็ต้องรู้ ปัญหา สาเหตุ เป้าหมาย และวิธีการแก้ไข เป็นอันดับแรก
ทุกสิ่งตกอยู่ใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เพราะฉนันปัญหาทุกปัญหา ความทุกข์ทั้งมวลแก้ไขได้
ถ้าไม่งั้นแล้ว ความทุกข์ของเราก็คงไม่หมด จริงมั๊ย

แน่นอน มีปัญหาแบบแก้ไขคนเดียว แบบแก้ไขเป็นกลุ่ม แบบแก้ไขระหว่างประเทศ มีกลไกอยู่

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ถามว่า ถ้าเราไม่คิดแก้ไข ไม่ร่วมมือ ไม่เริ่มจากตัวเองแล้ว ระดับที่สูงขึ้นไปก็คงแก้ไม่ได้
บางอย่างทำให้วิถีชีวิตเราลำบากขึ้นนิดหน่อย เช่น ผมไม่เลือกซื้อ สินค้ายี่ห้อไนกี้ เพราะใช้แรงงานเด็กที่อินเดีย แต่กลัวเด็กจะได้รายได้จากไหนก็เลยจ่ายเงินมูลนิธิเพื่อเด็กของอินเดีย ทำเท่าที่เราจะทำได้ และเลือกทำให้ดีที่สุด ผมลดการใช้พลาสติก ซื้อของที่ซุปเปอร์ทีนึงก็เอากระเป๋าส่วนตัวไปด้วย ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังรณรงค์เรื่องนี้อยู่พอดีเลยดูไม่แปลกอะไร
ผมเลือกประหยัดน้ำไฟ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ มีระเบียบในการทำงาน ในการเรียน มุ่งมั่น ตั้งใจ
ผมอฺธิฐานขอให้คนฑิเบตรอดพ้นทุกขเวทนา ขอให้สงครามลดลง ในฐานะคาธอลิคผมก็ขอพระผู้เป็นเจ้าเป็นกำลังให้พวกเขา เมื่อถึงเวลาที่เราได้มีส่วนร่วมกับเรื่องดังกล่าว เราทำเต็มที่แน่นนอน พวกนี้ถือเป็นความดีทั้งนั้นมิใช่หรือ พอเราทำดีแล้วก็พิจารณาว่าเออนะ ความเมตตาเริ่มเกิดในใจแล้วนะ เรามีเมตตา เราทำความดี เราก็มีความสุข มีสมาธิ ปัญญา ตามมาเป็นลำดับ

ที่บอกว่าเริ่มจากตัวเอง เริ่มอย่างไร การกระทำในชีวิตประจำวัน ตื่นขึ้นมา จนกระทั่งนอน
นี่แหละคือหลักธรรมที่นำมาปฏิบัติได้อย่างแท้จริง นิพพานไม่ไปไหนหรอก อยู่ตรงนี้แหละคุณ

แต่เมื่อทรรศนคติ ไม่ตรงกันแล้ว สัมมาสังกัปปะเกิดได้ลำบาก อย่างตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นนี้แหละคับ

แล้วแบบไหนถือว่าเป็น สัมมาทิฐิ กันแน่นะ ลองพิจารณาให้ดี โยนิโสมนัสสิการ
เพื่อให้มรรคสมบูรณ์และปัญหาในชีวิต ในสังคม ก็จะนิพพานไป

การเกิดหรือไม่เกิด อยู่ตรงที่เหตุยังอยู่หรือเหตุหมดไปแล้ว
เหตุจะหมดต้องเริ่มจากการกระทำในชีวิตประจำวัน

เด็กเล็กๆ จะมองแค่รอบตัว ถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง
พอโตขึ้นวุฒิภาวะสูงขึ้นก็เริ่มมองสังคม เริ่มรู้ว่าเราก็มีส่วนร่วมในสังคม ลดความเป็นตัวตน
เมื่อถึงที่สุด เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปเลย กลายเป็นจักรวาล
นี่มิใช่การพัฒนาการของมนุษย์หรอกหรือ
thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 91 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 183 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 13 ม.ค. 2551 (13:21)
ความรู้ทางด้าน อริยมรรค 8 ตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจนั้น
ข้าพเจ้ายอมรับว่า เล็กและแคบ อยู่
ข้าพเจ้ายังไม่สามารถสร้างให้ สลับ ซับซ้อน ได้มาก
ด้วยเกรงว่า การขยายความในแต่ละหัวข้อ จะมากเกิน
จะมากจนวนกลับ เป็นเพิ่มกิเลส ให้ตนเอง
ด้วยรู้ตนเองว่า ไม่ได้สามารถควบคุมตนเองได้มาก สัมมาสติมีน้อย อยู่
...............................................................
ท่านอาจมองว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ดื้อรั้น
แต่ถ้าท่านเห็นพระสงฆ์ตัวอย่าง หลวงปู่มั่นภูริทัตโต
ลองฟัง MP3 ที่ http://www.dhammajak.net/audio/dhamma/files/pumun.php

หรือยังไม่อิ่มความรู้ ก็ขอได้ฟังMP3 จากพระสงฆ์อื่น
เมื่อข้าพเจ้าฟังแล้ว ในหนึ่ง ๆ วัน พระสงฆ์เฝ้าพากเพียรแต่เรื่องเหล่านั้น เพียงเรื่องราวเดียว
(ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป ก็ไม่เห็นด้วยว่า วัน ๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไร)
ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสมาก ขนาดนั้น ข้าพเจ้าก็อยากกระทำตามแบบหลวงปู่มั่น

..........................................................
สัมมาทิฏฐิ(ความเข้าใจธรรมอย่างถูกต้อง)
สัมมาสังกัปโป(มีเป้าหมายอย่างถูกต้อง คือ ดับกิเลส)
สัมมาสติ(มีสติ ควบคุมดูแล จิต ไม่ให้ก้าวล่วงสู่ กิเลส ไม่สั่งสมกิเลส)
..........................................................
คำย่อ นี้ แม้นต้องการขยาย ก็ย่อมขยายได้
แต่ไม่อธิบาย ไปถึง การปล่อยให้กิเลสจากจิตใจ งอกงาม เติบโต
.........................................................
ข้าพเจ้าก็ทราบอยู่ว่า
พระสงฆ์เริ่มแตกความคิดเห็น
พระกลุ่มหนึ่ง เพื่อบรรลุนิพพาน แล้วจบที่ตนเอง
อย่างมากที่สุด คือ ส่งเชื้อแห่งความดีต่อผู้อื่น
ผู้อื่นจะสืบทอดได้หรือไม่ พระเหล่านั้นไม่ได้กังวล

ส่วนพระอีกกลุ่มหนึ่ง บอกว่า ไม่ได้ ต้องอนุรักษ์ให้ศาสนาพุทธ ดำรงค์อยู่
เพื่อชนรุ่นหลัง เพื่อชนผู้ต้องการดับทุกข์สิ้นเชิง
ปรัชญา ทางพุทธ จึงมี 2 มุมมอง
ปรัชญาในความหมายของข้าพเจ้า ก็คงหมายถึง ยังหาข้อยุติไม่ได้
ว่า ทำถูกต้อง หรือทำผิด
.............................................
แต่พุทธประวัติ ก็สอนให้ทราบว่า ศาสนาพุทธเกิดที่ใด
เนปาล (คนนับพุทธ ก็ไม่ถึง 10%)
อินเดีย (คนนับพุทธ ก็ไม่ถึง 10%)
เกาหลีใต้ ท่านMon ก็อ้างข่าวว่า ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นคริสต์แล้ว
ไทย บางครอบครัว ก็เริ่มจะเปลี่ยนเป็นศาสนาอื่น
สิ่งเหล่านี้ เมื่อข้าพเจ้าอ่านแล้ว ก็ไม่ได้กังวลอะไร
ประวัติศาสตร์ นอกพระไตรปิฎก กล่าวว่า ชาวพุทธ อพยพไปอยู่ประเทศอื่น
สร้างพุทธสถานใหม่ ก่อเกิดพระสงฆ์ใหม่
อืม ศาสนาพุทธ ยังไม่ตาย ยังคงดิ้นไปได้ระดับหนึ่ง
(มันไม่ต่างจากกลุ่มโจรก่อการร้าย บิลดาเดน ชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ตาย
พร้อมที่จะล้างแค้นได้ทุกเมื่อ ได้ล้างแค้นน้อย ล้างแค้นมาก ก็สะใจกิเลส ตน)
แม้นไม่มีชาติ เขานั้นยังอยู่
เขายังอยู่ จิตเขาไปทางใด ต่อไป เลว
เขายังอยู่ จิตเขาไปทางใด ต่อไป ดี
อย่างไรเล่า จึงบรรลุนิพพาน
ชาติ ไม่มีชีวิต ไม่รู้จักนิพพาน
ติดชาติ เพื่ออะไร
ควบคุม กำกับดูแล ผู้อื่น ไม่ได้
ควบคุม กำกับดูแล ตนเอง ได้
จักทำสิ่งใดก่อน ดี
พละ กำลัง ของตน มีอยู่เท่าไร
เพียงจับจอบ จับเสียม จับเครื่องคิดเลข จับเงินไม่ถึงหมื่นต่อเดือน จะเอาอะไรต่อกร
............................................


ส่วนเรื่องการทำดีเพื่อโลก
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วย
แต่บางประเทศ วัฒนธรรม จิตสำนึกของคนในชาติ ไม่ได้สูงส่ง อะไรมาก
หากทำได้เพียง 5%ของคนในชาติ ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย (แต่คงไม่เพียงพอ)
ประเทศที่เจริญทางด้านอุตสาหกรรม เป็นแหล่งต้นกำเนิดโลกร้อนเหมือนกัน
โรงงานเหล่านั้น ถ้าไม่หยุดผลิต
ก็เปลี่ยนวิธีผลิตใหม่ เพื่อให้ลดปัญหาโลกร้อนได้สัก 1-10%
ที่น่ารักมาก ก็ไม่ผลิตประเทศตน แต่ไปผลิตในประเทศที่ไม่มีข้อห้ามทางกฏหมาย
เช่น มาที่ผลิตในไทย ไทยก็ดีใจมาก ที่เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลมาสู่ไทย
เศรษฐกิจไทยจะได้รุ่งเรือง (บวกมลพิษ)
..................................................
การทำดีเพื่อโลก หลายอย่าง ดูเหมือนได้ผล และไม่ได้ผล
ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติของ การหมดไปของทรัพยากรธรรมชาติ และไม่ธรรมชาติ
จะเป็นตัวลงโทษให้กับมนุษย์เอง เพราะมันหมดแล้ว
ข่าวก็เตือนหลายเดือนแล้ว จะหมดแล้ว
ทำฮิตไปได้พักหนึ่ง สุดท้ายก็หยุดไป

สิ่งเหล่านี้ ใครไปกราบขอร้องว่า อย่าได้ทำ มันก็คงสวนกลับด้วยเหตุผลนานับประการ
......................................................
สุดท้าย ข้าพเจ้าเข้าใจว่า
ความเป็นนิพพาน
ไม่ได้เป็นอะไรส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล
ไม่ได้อะไรในสิ่งที่อยากได้
(ต้องเสียใจจริงกับ ผู้หวังบรรลุนิพพาน แต่กลับไม่ได้อะไรเลย จริง ๆ)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 17 ม.ค. 2551 (19:08)
หลายท่านชอบฟังประวัติหลวงปู่มั่น จากการเล่าของหลวงตามหาบัว
ที่ญี่ปุ่นนี่ก็มีคนให้ฟัง
มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชอบฟังเป็นชีวิตจิตใจ ปฏิบัติธรรม รักความสงบสงัด
แต่ทุกคนบอกว่า เขาเป็นคนประหลาด กลายเป็นเรื่องประหลาดไปซะอย่างนั้น
แทนที่จะเข้ากลุ่มได้ กลับกลายเป็นเข้ากลุ่มไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
เพราะเขาเลือกอย่างนั้น
ตอนเรียนที่โรงเรียนภาษาญี่ปุ่น อาจารย์สอนภาษาเป็นผู้หญิงแก่มากแล้ว แกก็ไม่สบตาอาจารย์ พยายามทำตัวหลีกห่างจากผู้หญิง จนผู้อื่นรู้สึกว่าถูกผลักให้ออกห่าง
ผมสงสัยมากเลยว่า ทำไมนะอาจารย์สอนภาษาแก่ขนาดนั้นแล้ว เรายังต้องระมัดระวังตัวเอง ความคุมอารมณ์ใคร่ตนเองขนาดนั้นเลยเหรอ (ซึ่งคนทั่วไปก็ไม่รู้สึกอะไรเลยยยย)
เป็นเพราะอะไรกันนะ แต่ก็ได้แต่แอบอธิฐานอยู่ในใจ ว่าขอให้เขาได้สมดั่งที่ใจปรารถนา

และทุกครั้งที่คนอื่นต่อต้านแก ผมจะฟังและค้าน เพื่อไม่ให้มองเพือนคนนี้ในแง่ลบ และไม่อยากให้คิดว่า การที่เขาเลือกทางเดินอย่างนั้นมันเป็นสิ่งที่ผิด ฟังเหมือนยกตนเองว่าเป็นคนดี แต่ในเรื่องนี้จริงๆแล้วผมไม่คิดว่าตนเองดีหรือไม่ดีเลย ผมแค่อยากให้คนเรายอมรับในสิ่งที่คนอื่นเลือกเท่านั้นเอง

ตอนนี้เขาจบจากโรงเรียนภาษาเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเฉพาะทาง นิสัยบางอย่างเขาเปลี่ยนไป จากตอนแรกที่โกนหัวเลี่ยม ตอนนี้กลายเป็นไว้ผม และได้ยินมาอีกทางหนึ่งว่า เขาเป็นคนทะลึ่ง ผมก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา คนเราย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจของตนเองเสมอ

ที่เล่านี้ไม่ได้ต้องการบอกอะไรเป็นพิเศษ ต้องการบอกเพียงว่า การข่มบางอย่างเอาไว้ โดยที่ไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้แจ่มแจ้ง ให้มันรู้ซึ้ง มันก็แค่ข่มเอาไว้

หลักธรรมต้องเข้าใจด้วยตนเอง ฟังร้อยครั้งก็แค่นั้นแหล่ะ จริงแค่ไหนใช้กับตัวเองได้รึเปล่า ก็ไม่รู้ เราฟังมาก็แค่รู้ว่า อ๋อ มีแบบนี้ด้วยเนอะ แล้วพอถึงตาเราบ้างล่ะเป็นแบบไหน นี่เป็นข้อดีของพหูสูต คือรู้เทคนิคเยอะขึ้น แต่ยังไงๆ ต้องรู้ด้วยตนเอง เข้าใจด้วยตนเอง
ตรงไหนจริงหรือไม่ ถามไตรปิฎก

แต่ที่แน่ๆ เราเป็นมนุษย์ เราถูกเลี้ยงดูจากสังคม เราพึ่งพิงสังคมตลอดเวลา ข้าวแต่ละเม็ด เส้นใยฝ้ายแต่ละเส้น แม้แต่ความคิดของเราก็รับมาจากสังคม ถ้าบอกว่า สังคมเป็นอย่างไร วุ่นวายอย่างไรช่างมัน ทั้งๆ ที่ตนเองสามารถมีส่วนร่วมเล็กๆน้อยๆ ได้ แต่ก็ไม่ใส่ใจ ดีหรือไม่นั้น ก็คิดเอาเองละกัน

การที่เราทำตัวแปลกแยก แต่ยังใช้ชีวิตในสังคม แทนที่จะเป็นผลดี กลับกลายเป็นความลักลั่น

ถ้าตัดสังคมได้แล้ว ไม่สนใจใครแล้ว บวชเลย ไม่ต้องรอ วันนี้วันพรุ่งบวชเลย เอาตัวเองให้รอดไปก่อน พยายามทำให้เต็มที่ให้บรรลุไปเลย จะได้มาเล่าให้คนอื่นฟังได้อีกด้วยอนุโมทนาคุณ

แต่ถ้าบอกว่า ยังมีโน่นมีนี่ต้องทำ แสดงว่ายังมีห่วง ถ้ายังมีห่วง ก็คือยังอยู่ในสังคม ถ้าอยู่ในสังคม ปัญหาสังคมก็หลีกหนีไม่ได้ และถ้าไม่ร่วมมือแก้ไข ก็คือการละเลย
ถ้าละเลย จะเรียกว่าคนดีได้อย่างไร ลองพิจารณา

คนดีไม่ใช่จำมาพูด ท่องมาจาก กุลศลธรรม 10 แต่ต้องทำได้ด้วยตนเอง
thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 91 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 183 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 17 ม.ค. 2551 (20:00)
ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน
..................................
ตนแล มีขึ้น มีลง เมื่อควบคุมอย่างสบาย ๆ ไม่ได้ เมื่อกิเลสเพิ่ม ก็คือเพิ่ม
ก็คือ เขา
ไม่ใช่ตนเอง
เรื่องของเขา
ส่วนเรื่องของข้าพเจ้า
ถ้ามาเฝ้าดูข้าพเจ้า คงไม่ได้ประโยชน์อะไร
เขาใช้งาน ก็ต้องทำตามไป
ทำได้ในระดับหนึ่ง ก็คงทำไป
ทำไม่ได้ เขารับไม่ได้ ก็ต้องเชิญข้าพเจ้า ลาออกไป
.........................................................
เส้นทางเดินของชีวิต มีหลายเส้นทาง
ทุกคนมีสิทธิในการเดิน ถูกกฎหมาย แต่อาจไม่ถูกใจใคร
ความจริง ไม่มีสูตรสังคม กำหนดไว้
ถ้าไม่บวช ก็ต้องรบ กับปัญหาสังคม
ถ้าไม่บวช ต้องทำตนแบบนี้แบบนั้น
ปัญหาต่างประเทศ มันไกลเกินไป ที่จะไปคิดถึง
ปัญหาในประเทศ มันพึงคิดแก้ปัญหา เป็นอันดับแรก
เวลา คนที่มีชื่อเสียงในประเทศของเรา ย่ำแย่
กลับไม่มีชาวต่างประเทศมาช่วยเหลือ จะขอร้องอย่างไร คงไม่ช่วย
.................................
ทุกปัญหา ในประเทศ รอคนไทยช่วยเหลือ
แต่คนไทย ส่วนใหญ่ ก็.............................
ท่านThanit จะว่าอย่างไร
ผู้มีรถส่วนตัวและไม่มีสัมภาระมากมาย กรุณาขึ้นรถเมล์ทุกคนได้ไม๊ (ไม่)
ให้ในท้องถนน มีแต่รถเมล์ จะได้รถไม่ติด ไม่เปลืองพลังงานชาติ (ไม่ ไม่ทำ)
ขี้จักรยาน ก็ได้ ดีนะ (ไม่)
แค่ 2 ป้ายรถเมล์ เดินไปเถอะ (ไม่)
แค่ ชั้น 2 - 3 โปรดเดินขึ้นบันได อย่าขึ้นลิฟท์ เปลืองไฟ (ไม่)
ฯลฯ

ทุกอย่าง ไม่........ทั้งหมด
ตัวอย่าง ไม่มี ใครจะยอมอดทนทำ
อะไรเล่า คือ สิ่งทำให้เขารู้สึกอยากทำ
อะไรเล่า ทีจะทำให้ ธิเบต ได้ดังสมหวัง
ก็ทำสิ่งที่ไม่ ให้เป็น OK เราจะทำ
...........................................
คนไทยพยายามทำดี แต่ไม่มีอำนาจ ไม่มีBack ใครไปทำ
ก็โดนเขา......................................
(คิดเองเถิด)

.............................................
คนดีไม่ใช่จำมาพูด
ก็ถ้าไม่พูด ท่านก็ว่า.........
ถ้าพูด ท่านก็ว่า.....................
ท่านจะให้ทำอย่างไร ตามใจท่าน หรืออย่างไร
ท่านจะกำหนดกฎเกณฑ์อย่างไร ให้เว็บกระทู้ทั้งหมด ดูเรียบร้อย
ท่านพอมีเวลาว่าง ก็ขอเรียนเชิญ มาดูแลควบคุม ช่วยเหลือ ท่านเว็บมาสเตอร์
ถ้า ทำฟรี ผู้อำนวยการ ยินดี เป็นอย่างยิ่งครับ (ข้าพเจ้ารับรอง)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 17 ม.ค. 2551 (21:24)
หรือมนุษย์ไม่สามามีเจตจำนงอิสระ?

หลังจากได้ความคิดลอยๆจากเรื่อง "ช่องว่าง" เลยได้ มาต่อตรงนี้ดู
มนุษย์ไม่สามารถมีเจตจำนงค์อิสระ
ในความเห็นข้างบนนี้ ได้กล่าวถึง ไม่เป็นอิสระจาก "เหตุ" ที่นำมาสู่ "ตัวเรา" นั่นหมายความว่า ถ้าเราจะเป็นอิสระได้ "ตัวเรา" จะต้อง"ไม่มี" เพราะการที่ตัวเรายังมี ก็เเสดงว่า "เหตุ" ที่นำมาสู่ตัวเรานั้นยังมีอยู่ เเละหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเราไม่มีอิสระ คือการที่เรามีตัวเราผู้คิดนี้อยู่ เเละในขณะเดียวกัน ตัวเราเอง จะกลายเป็น "เหตุ" ที่สร้างผลคือความไม่เป็นอิสระให้เเก่ทุกสิ่ง ต่างๆต่อไปกระทบไปเรื่อยๆ มนุษย์จะสามารถมีเจตจำนงค์เสรีได้ก็ต่อเมื่อ ไม่มีเหตุ ที่ทำให้มีเราผู้คิดนี้อีกต่อไป ไม่มีเหตุ ไม่มีเรา ไม่มีอะไรอีกต่อไป.... เเต่ในเมื่อเรา เกิดมาเเล้ว มี "ตัวเรา" "ผู้คิดนี้ขึ้นมาเเล้ว" เเสดงว่าเราไม่สามารถจะไปเเก้เหตุที่ผ่านมาเเล้วได้ เราจึงอยู่กับปัจจุบันมาเเก้ที่ตัวเราเอง เมื่อตัวเราผู้คิด นั่นเองที่ทำให้ตนเอง ไม่สามารถมีเจตจำนงค์อิสระได้ คือ
ไม่เป็นอิสระจากความเป็น "ตัวเรา" ทางศาสนา เรียกว่า ตัว...ของ...
เราจึงพยายามลดความเป็นตัวเรา ลดความคิดที่เป็นตัวเราให้น้อยลงให้ลดลง เพื่อกลับไปสู่ ไม่มีตัวเรา ไม่มีความคิด ไม่มีจิตใจเรา ยิ่งทำตรงนี้ได้มากเท่าไหร่ มนุษย์ก็จะยิ่งมีเจตจำนงค์เสรีที่เเท้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันการที่ตัวเรามุ่งสู่ความว่างจากตัวตน เมื่อตนเองไม่มี ย่อมมองเห็นสิ่งอื่นไม่มีตามไปด้วย การมองสิ่งอื่นดังนี้ก็เหมือนเรามีเจตจำนงค์อิสระที่เเท้จริงเกิดขึ้นเเล้ว เพราะ ไม่มีตัวเรา ไม่มีความคิดเรา เมื่อไม่มีความคิดของเรา ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัส ก็มองทุกอย่างดั่งความว่างเปล่า
เมื่อนั้น เราจึงมีเจตจำนงค์อิสระที่เเท้จริงได้ เป็นอิสระจาก "ตัวเรา ผู้คิด"
เเละสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเราเป็นอิสระจาก ตัวเรา ผู้คิด
คือ เราจะไม่นำพาตัวเราไปผูกพันธ์ผูกมัดกับทุกสิ่ง เมื่อเราเป็นอิสระจากทุกสิ่งได้เเม้กระทั่งตนเอง เมื่อนั้น สิ่งอื่นๆก็จะไม่สามารถมาผูกมัดตัวเรา ได้เช่นกัน เพราะ.....ไม่มีตัวเรา ก็ไม่มีอะไรให้มาเกาะเกี่ยวเป็น เหตุ เป็นผล นำพาได้อีกต่อไป......
ตัวเราหยุด ก็เหมือนทุกอย่างหยุดไปด้วย
มีอิสระจากตัวเอง

ตัวเราไม่มี คนอื่นไม่มี ทุกสิ่งไม่มี
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 18 ม.ค. 2551 (05:45)
คุณ bad&good ไม่สงสัยเหรอ ว่าทำไม ผมถึงเลือกคุยกับคุณ

ก็เพราะผมชอบคุยกับคนที่มีความคิดเป็นของตนเอง กระตือรือร้นในการแสดงออก
เพราะเมื่อคุยแล้ว มีการตอบโต้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน ถูกใจหรือไม่ถูกใจ
ผมเรียกมันว่า "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยทรัพยากรมนุษย์"

ต่างฝ่ายต่างตกผลึก ตกผลึกแล้วเจียรนัยได้ด้วยตัวเอง
ตั้งแต่ม.3 เป็นต้นมา ทั้งในชั้นเรียน และนอกชั้นเรียน ผมมีกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่คุยกันอย่างสร้างสรรค์เช่นนี้ จนบัดนี้บ้างเป็นหมอ บ้างเป็นวิศวกร บ้างเป็นนักบัญชี บ้างเรียนต่อ จากเด็กบ้านนอกกลุ่มหนึ่ง ขับเคลือนตัวเองอย่างมีพลัง กระตือรือร้น แม้จะยืนอยู่บนความแตกต่าง แต่ที่แน่ๆ พวกเราพัฒนาตนเอง และเจียรนัยซึ่งกันและกัน

ความมีระเบียบหรือไม่มีระเบียบของเวปไซต์ไม่มีในหัวผมเลย แต่ที่มีคือการได้คุยกับคนๆหนึ่ง ผมยอมรับความหลากหลาย (ในขณะที่ตัวเองมีเส้นทางของตนเอง) ยอมรับแม้กระทั่ง จะดูหมิ่นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเสพยา จะค้าประเวณี ถ้าพวกเขากล้ายืนบนจุดยืนของตัวเอง และพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ ผมว่าเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของฟรี ผมเองเป็นพวกที่คิดว่า เงินมีสภาพเป็นแค่ "ตัวแทน" เหมือนคูปองที่ไร้ค่า แต่ผลของงานที่ทำ ต้องมองเห็น และเงินมันเป็นตัวกลางแทนผลของงาน ถ้าได้เป็นถ้วยชามลามไห ได้เป็นส้มตำ ไม่ใช่เงินก็ยังถือว่าเป็นผลของงาน พูดง่ายๆก็คือ "ทำงาน ต้องได้งาน"

ดังนั้นของฟรีไม่ยอมรับ เพราะมันหมายความว่า "ทำงานแล้ว ไม่เกิดผล" คือสักแต่ทำๆไป ผลไม่เกิด ไร้ค่า ทำงานแล้วได้แกงส้ม ไข่เจียว มากิน ก็ยังดีกว่าทำแล้วไร้ค่า

ถ้าเวปมาสเตอร์ชอบของฟรีนะครับ หมายความว่าเวปมาสเตอร์ทำงานแบบสูญเปล่านะ อิๆๆๆๆ
thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 91 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 183 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 18 ม.ค. 2551 (09:01)
สาธุ สาธุ
ให้มีกรอบแห่งความดี เป็นที่ตั้ง บ้างก็แล้วกัน
ข้าพเจ้าก็ไม่ได้รับรองว่า HRด้วยHR แล้วอนาคต จะได้เป็นอะไร
HR1ที่เป็นเบ้าหลอมที่ไม่ดี HR2 HR3 อาจจะเสื่อมทรามลงก็ได้
...................................
ส่วนการทำงานฟรี
ข้าพเจ้า เข้าใจว่า ท่านเข้าใจอย่างไร
ข้าพเจ้า เห็น ผู้ทำงานฟรี ด้วยการสร้างผลิตผลที่ดี และสักแต่ว่าทำ
ส่วนท่านThanit คงไม่ใช่คนประเภทหลัง
และคงอะไรฟรี ๆ ให้กับผู้อื่น มามากแล้ว แต่ไม่รู้ตัวเอง
เอาเถิด อย่างน้อยข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า
ทุกข์ของสังคม ไม่มีวันแก้ไขได้หมด
ทุกข์ของผู้อื่น ไม่ว่า ในประเทศ หรือต่างประเทศ ไม่มีวันแก้ไขได้หมด
............................................
ถ้าข้าพเจ้าและเขาเหล่านั้น ใช้หลักการเช่นเดียวกับท่าน
ว่า ทำอะไรให้ฟรี ๆ คงไม่ทำให้
ว่า ช่วยสนับสนุน ท่านดาไล คงไม่ทำให้ (เพราะทำแบบฟรี ๆ) เอ้อ..มันย้อนศร...ห้ามขำ
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 18 ม.ค. 2551 (15:23)
คำว่า "ฟรี" ของผม กับของคุณ bad&good คงไม่เหมือนกัน

ถ้าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย +/+ ไม่ใช่ของฟรี เพราะเป็นการแลกเปลี่ยน
ถ้าเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย -/- ไม่ใช่ของฟรี เพราะต้องทำตามหน้าที่
ถ้ากรณีอื่นๆ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง "ไม่คิดสอย มัวแต่คอยดอกไม้ร่วง"* อันนั้นเป็นของฟรี

กรณีดาไลลามะ
1. ดาไลลามะ กับประชาชน -/- ประชาชนเดือดร้อน ดาไลลามะเดือดร้อน ใครมีหน้าที่ มีบทบาทอะไร ต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่ของฟรี
2. คนบนโลก กับ ดาไลลามะ 0/+ แต่ ดาไลลามะ "พยายามทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนพ้นภัย และบนพื้นฐานของหน้าที่ที่ท่านพึงต้องกระทำ" หมายความว่า "ท่านคิดสอย ไม่มัวแต่คอยดอกไม้ร่วง" ดังนั้นการที่พวกเราๆท่านๆ ช่วยเป็นกำลังใจให้ จะเรียกว่าของฟรีได้หรือ

* ส่วนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่๖ เรื่อง"ท้าวแสนปม"
ในลักษณ์นั้นว่าน่าประหลาด
เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า
เหตุไฉนย่อท้องรอรา
ฤาจะกล้าแต่เพียงวาที
เห็นแก้วแวววับจับจิต
ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้เต็มที่
เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี
อันมณีฤาจะโลดไปถึงมือ
อันของสูงแม้ปองต้องจิต
ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ
มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ
ฤาแย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม
ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง
คงชวดดวงบุปผะชาติสอาดหอม
ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินดอม
จึ่งได้ออมอบกลิ่นสุมาลี
............................................................................
ประการที่สอง มนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากรบนโลก ต้องได้รับการฝึกฝน จึงจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ อันนี้เป็นเรื่องจริง
แต่การใช้แม่พิมพ์ปั๊มให้มนุษย์เหมือนกัน เอาไว้ใช้กับระบบการทำงานที่มุ่งหวังให้ได้หุ่นยนต์มนุษย์มาใช้งานบนสายพานการผลิตอุตสาหกรรม
ถ้าจะให้ใครเป็นแม่แบบใคร คงเอาไปใช้กับ แผนก HR ของบริษัทแล้วล่ะมัง

แต่ในสังคมควรทำเช่นนั้นหรือ

การที่มนุษย์พัฒนาตนเอง และขัดเกลาซึ่งกันและกัน ไม่เหมือนการใช้แม่พิมพ์
เพราะไม่ได้มุ่งทำให้เหมือน แต่มุ่งทำให้กลมกลืน เข้ากันได้ดี และได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า กรอบที่น่าจะมี มีเพียงอย่างเดียวคือ "การให้เสรีภาพ"

แม้เจตจำนงเสรีไม่ได้มีตัวเลือกเป็นอนันต์ แต่อย่างน้อยก็ยังมีให้เลือกบ้าง ผลจะเป็นอย่างไร รับผิดชอบด้วยละกัน
thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 91 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 183 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 19 ม.ค. 2551 (10:55)
ข้าพเจ้าไม่คิดเลย เพียงแค่คำว่า "ฟรี"
จะจุดประกายไฟของท่านได้เพียงนี้
คำว่า ฟรี ไม่ต้องแปล
คนไทยรู้จักกันดี
จะ + - * / ก็คือ ฟรี ทั้งมีเงื่อนไข และไม่มีเงื่อนไข
ของฟรี(ในประเทศไทย) จึงมีในโลก และไม่มีในโลก
ท่านเองก็หลุดปากมาหลายครั้ง
กับการเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยที่จะทำ
เช่นการรณรงค์สิ่งแวดล้อมที่ญี่ปุ่น ท่านก็เห็นด้วย
คือ ทำฟรี เพื่อโลก
.....................................
คำว่า ฟรีในการกระทำเพียงเรื่องเดียว
อาจเกิดประโยชน์และเสียประโยชน์ หลาย ๆ ทอด หลาย ๆ ผล ก็ได้
ไม่ใช่เพียงแต่การแลกเปลี่ยน
ไม่ใช่เพียงแต่เป็นหน้าที่
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านคงคิดได้หลายมุม
ณ ที่นี้จะไม่ขอกล่าว เชื่อว่าท่านคิดได้
ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้ให้ เป็นจุดเริ่มต้น ว่าต้องการอะไร หรือไม่ได้ต้องการอะไร
คำว่า ให้ทาน จึงเกิดขึ้น
การให้ทาน หลายประเภท จึงเกิดขึ้น ไม่ว่า อามิสทาน อภัยทาน ธรรมทาน
....................................
ส่วนผู้คิดจะไปสอยดอกไม้ หรือบทกวี ที่ท่านกล่าวถึงนั้น
เมื่ออ่านกวี ให้ดีแล้ว
ไม่ได้ให้ความหมายของการให้ หรือ ให้ฟรี
แต่เป็นการแสดงความคิดเห็น ให้ผู้อื่นมีความหวัง มีความพยายาม จะเอา จะทำให้สำเร็จ
ไม่ให้มัวแต่มองดอกไม้ ได้แต่ชมว่าสวย ว่าเสี้ยวโว้ย
ไม่ให้มัวแต่เสียดายที่ไม่ได้เอามาเป็นเจ้าของ
ไม่ได้รอให้มันหมดค่า คือ ร่วง หรือ ใช้การไม่ได้แล้ว จึงเอามาเป็นเจ้าของ
แต่สอนให้ มนุษย์ทำให้สำเร็จ ถ้าอยากได้มัน ก็รีบทำอะไรสักอย่างซะ มันถึงจะได้
ซึ่งแบบนี้ ไม่ได้แปลว่า ให้ฟรี
แต่หมายถึง จะเอา ด้วยอุบายอะไร ก็แล้วแต่
..........................................................
ข้าพเจ้าได้ย่อข้อความของท่าน ที่ว่า
"การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยทรัพยากรมนุษย์"
มาเป็น การพัฒนาHRด้วยHR
HR ในที่นี้ มีความหมายเดียวกับท่าน
HR นี้ ไม่ได้หมายถึง ฝ่ายบุคคลในบริษัท
ดังนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่า HRในสังคมของท่านควรทำเป็นเช่นไร
HRของท่านจึงได้จบหมอ จบวิศวกร จบบัญชี
..............................................
ส่วนความเห็นที่ข้าพเจ้า กล่าวว่า การพัฒนาHRด้วยHR นั้น
ข้าพเจ้าไม่รับรองว่า การพัฒนาHRด้วยHR ตามแบบอย่างของท่านแล้ว
ในอนาคต กลุ่มคนHRเหล่านั้น จะได้อาชีพการงานที่ดี ๆ หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่รับรอง

HR1ที่เป็นเบ้าหลอมที่ไม่ดี HR2 HR3 อาจจะเสื่อมทรามลงก็ได้
ตัวอย่างเช่น แก๊งเด็กจรจัด สอนกลุ่มเด็กจรจัดที่หัวอ่อนกว่า เช่นนี้
อย่างไรก็มีอาชีพที่ไม่ดี ในอนาคต
ด้วยว่า หัวหน้าแก๊งจรจัด เป็นเบ้าหลอม ที่ไม่ดี
นี้คือ เสรีภาพของหัวหน้าเด็กจรจัด
(ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า หัวหน้าแก๊งเสรีภาพในการสอนคน เลยเถิดขนาดไหน)

ข้าพเจ้าจึงเป็นห่วง และได้กล่าวว่า
ให้มีกรอบแห่งความดี เป็นที่ตั้ง บ้างก็แล้วกัน ในการเป็นเบ้าหลอม

เบ้าหลอมมนุษย์ คือ มนุษย์ที่เป็นผู้นำแห่งความดี และมนุษย์ที่เป็นผู้นำแห่งความชั่ว
เบ้าหลอมมนุษย์ เป็นแม่พิมพ์
แต่แม่พิมพ์แบบนี้ ต่างจาก แม่พิมพ์ที่ท่านเข้าใจ
ส่วนวัตถุดิบ ก็คือ มนุษย์ที่ยังไม่รู้ความ ไม่รู้เรื่องบางเรื่อง
วัตถุดิบมนุษย์ ต่างจาก วัตถุดิบอื่นที่ท่านเข้าใจ
วัตถุดิบมนุษย์ ไม่โง่มาก ไม่ฉลาดมาก ที่จะแปรเปลี่ยนไปตามแบบพิมพ์นั้น
เพราะมนุษย์มันรู้จักคิด รู้จักถามเหตุผล รู้จักอะไรมากมาย
จนมนุษย์ผู้ยอมรับ ก็จะขึ้นรูปตามแบบพิมพ์นั้น
(แต่ก็ไม่เหมือนทั้งหมด ท่านอย่าได้เป็นห่วงต่อธรรมชาติมนุษย์)
.......................................
จนมนุษย์ผู้ไม่ยอมรับ ก็ไม่ขึ้นรูปตามแบบพิมพ์นั้น
เพราะมันไม่เห็นด้วย ไม่ทำตามด้วย

มนุษย์สองกลุ่มนี้ จึงเป็นไปตามบทสรุป ที่ท่านกล่าวถึง ที่ว่า
แม้เจตจำนงเสรีไม่ได้มีตัวเลือกเป็นอนันต์ แต่อย่างน้อยก็ยังมีให้เลือกบ้าง
ผลจะเป็นอย่างไร รับผิดชอบด้วยละกัน
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 19 ม.ค. 2551 (16:45)
ผมถือว่าเป็นคำชมนะ ที่พิมพ์ไว้ว่า "จุดประกายไฟของท่านได้เพียง"
จริงๆแล้วเพราะคนหลายคนชอบคิดว่า "คำศัทพ์ในความคิด มันก็คงเหมือนๆกันนั่นแหล่ะ"
อย่างที่คุณ bad&good บอกว่า "คนไทยรู้จักกันดี จะ + - * / ก็คือ ฟรี"
ผมรู้สึกถึงความต่าง ไม่งั้นคงไม่สาธยายไว้หรอก ความรู้สึกต่อคำๆหนึ่งมันมีแฝงอยู่
เวลาใช้สื่อสารกัน เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เลยต้องมีคำจำกัดความบอกไว้ก่อน

หลายเดือนก่อน มีเพื่อนญี่ปุ่นที่เคยเรียนภาษาไทย มาถามผมว่า
คำว่า "เยอะ", "เยอะแยะ", "มาก", "มากมาย", "ล้นหลาม", "หลากหลาย", "เบอะบาน" ฯลฯ
มันต่างกันอย่างไร ผมนั่งคิดอยู่นานมาก เพื่อหาคำจำกัดความของแต่ละคำ
ก็เพราะเราคิดไม่ถึงว่า จะมีคนเข้าใจไม่ตรงกันด้วยเหรอ
ดังนั้นเวลาคนหนึ่งพูดขึ้นมา แล้วเรารู้สึกว่า "เอ๊ ทำไมมันฟังแล้ว แปล่งๆ ไม่เข้าท่า"
วิธีเดียวที่ผมต้องทำคือ คำจำกัดความ

ฉนั้นเอง
"ทำฟรี ผู้อำนวยการ ยินดี เป็นอย่างยิ่งครับ" กับ "ทำงานแล้ว ไม่เกิดผล"
และ
"ทำอะไรให้ฟรี ๆ คงไม่ทำให้" ช่วยสนับสนุนท่านดาไล คงไม่ทำให้ (เพราะทำแบบฟรี ๆ)

ความรู้สึกมันแตกต่างกันลิบลับ จนยกตรรกะทั้งสองมาร่วมความหมายกันไม่ได้
ทำให้คิดว่า เราเข้าใจคำว่าฟรีต่างกันรึเปล่า ซึ่งก็ต่างกันจริง

อนุมานไปได้ว่า คำว่า "ให้ทาน" ของคุณ กับของผม ก็คงต่างกันอยู่ดี เหมือนคุยกันคนละภาษา

ทำอะไรทุกอย่าง ต้องใช้กำลัง และใช้เวลา นี่คือความจริง มันคือต้นทุน
เมื่อทำแล้วจะต้องเกิดผล ถ้าไม่เกิดผลคือ ต้นทุนสูญเปล่า

พอพูดถึงคำว่า "ทำฟรี" คนเลยชอบ ฉวยหมับทันที เพราะตัวเองไม่ต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุน แต่ได้รับผลของการกระทำที่ตัวเองอยากได้

เลยรู้สึกว่า คนที่ชอบ"ได้ของฟรี" จัดเป็นคนประเภทที่ "ไม่คิดจะทำอะไร ไม่คิดจะเสียอะไร หวังแต่จะได้แต่ถ่ายเดียว" และคนที่ชอบ "ทำให้ฟรี" ก็เป็นคนที่สนับสนุน คนเหล่านั้น

ดังนั้นผมไม่ทราบว่าคุณ bad&good จัดคนประเภทดังกว่าว่าอะไร จัดให้อยู่พวกเดียวกับดาไลลามะจะเป็นเรื่องที่ควรแล้วหรือ

อย่างที่บอก ผมยอมรับเรื่องความเสรี แม้จะมีคนที่ชอบของฟรี หรือชอบทำให้ฟรี ก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ที่แน่ๆ ผมคงไม่สนับสนุน

ถ้าคุณคิดว่าทุกข์ของสังคมไม่มีวันแก้หมด ก็เท่ากับสนับสนุนว่า มนุษย์ไม่มีทางถึงนิพพาน
เพราะตัวมนุษย์ก็เป็นกลุ่มของสังคมเป็นที่ชุมนุมของสังขารธรรม (มนุษย์เป็นอนัตตา) แล้วปัญหาสังคม ที่เรียกว่า "มนุษย์" จะแก้ไขได้อย่างไรกัน นี่ไม่ได้เล่นคำนะ มันเห็นๆกันอยู่

ส่วนเรื่องบทร้อยกรอง จุดประสงค์ของคนแต่ง ก็เข้าใจกันอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะหยิบมาอธิบายเรื่องอื่นไม่ได้นี่นะครับ สมองมันพาไป พอนึกถึงของฟรี หัวแล่นไปที่คำนี้เลยทีเดียว แล้วร้อยกรองก็อธิบายได้ตรงอย่างที่ใจอยากจะบอก ถ้าคุณ bad&good พิจารณาซักหน่อย ก็คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

ส่วนเรื่องอาชีพของเพื่อนๆ นั่นเป็นแบบพิมพ์บนสายพานแห่งอุตสาหกรรมสำหรับใช้ในการทำงาน จุดประสงค์ไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงที่ว่า แต่ละคนมีความคิดอิสระ และมีความกระตือรือร้น ซึ่งผลักดันตนเองไปสู่เส้นทางที่อยากจะไป รวมถึงมีความเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น
พลังเหล่านั้น มาจากการแลกเปลี่ยนความคิด การขัดเกลาและการพัฒนาซึ่งกันและกัน
หมอ วิศวะ เป็นตัวแทนของความสำเร็จในการศึกษาของพวกเราในยุคนั้นเท่านั้นเอง
แต่ความสำเร็จในพฤติกรรม ในความคิด เหล่านั้นเทียบกันไม่ได้เลย และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ
thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 91 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 183 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 19 ม.ค. 2551 (18:55)
ตอบ ความเห็นที่ 41
ก็ต้องขอโทษด้วย กับความคิดเห็นที่ 40 ในเรื่องเกี่ยวกับ ฟรี

ฟรีระหว่าง การทำงาน กับ ท่านดาไล
ความฟรี จึงเสียภาษา ต่างความหมาย ต่างความเข้าใจกันมาก
..............................................................

คำว่า ฟรี
นี้เป็นจึงเป็น กรรมของข้าพเจ้า

คำว่า ฟรี จึงดูต่ำต้อยนัก
คำว่า เสียสละ คงดูสูงค่า มากกว่า
..............................................................
ในความเห็นที่ 40 ที่ว่า
คำว่า ฟรี ไม่ต้องแปล
คนไทยรู้จักกันดี
จะ + - * / ก็คือ ฟรี ทั้งมีเงื่อนไข และไม่มีเงื่อนไข นั้น

ขอเน้นย้ำว่า " ฟรี อย่างมีเงื่อนไข"

คำว่า ฟรี โดย ไม่ต้องเสียอะไรเลย คงไม่มีหรอก
คงต้องเสียอะไรมากมาย อย่างที่ท่านกล่าวไปแล้วทั้งหมด

อย่าไปรู้สึกเลยว่าตนเองนั้นโX.. ที่ต้องเสียอะไรมากมาย เช่นนั้น
เพราะด้วยความเสียสละ ความฟรี
มันจึงไม่ได้คาดหวังสิ่งที่ได้รับ (ก็ได้)
....................................
ความเห็นสำคัญของแต่ละคน ต่างกัน
ทำฟรี(เสียสละ)เพื่อพ่อแม่ของตน อย่างไรก็ดีกว่าทำเพื่อคนอื่น
ที่เขาคิดว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรมากไปกว่าพ่อแม่ของตน
...................................
การทำงานบริการฟรี เรื่องอื่น (ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนน้อย)
เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า
ก็ยินยอม ทำกันไป ให้ฟรี ๆ กันไป
โดยไม่ได้คาดหมายว่า จะเสียเปล่าหรือไม่ (ก็ได้)
...................................
การตัดสินใจ ช่วยเหลือ สนับสนุน ของแต่ละคน
มันขึ้นอยู่กับความเห็นความสำคัญต่อเขา อย่างไร

ส่วนผู้ได้รับประโยชน์ จะคิดเห็นอย่างไร
คิดอย่างขอบคุณเป็นที่สุด
คิดอย่าง ตนเองเป็นผู้โชคดี
คิดอย่าง ตนเองได้กำไร
คิดอย่าง บุญคุณนี้ต้องทดแทน
คิดอย่าง ที่ท่านคิด ข้างต้น
ก็สุดแล้วแต่ท่านและเขาเหล่านั้น
เพราะคำว่า ฟรี คำว่า เสียสละ ผู้ให้ฟรี ผู้เสียสละ เป็นผู้ริเริ่ม
โดยคาดหวังให้เกิดสิ่งหนึ่ง
แต่แล้วสิ่งอื่นที่ไม่ได้คาดหวัง อาจเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องการให้เกิด ก็ได้
.....................................
โอ้.............ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าวเรื่อง ฟรี อีกต่อไป ดีกว่า
ทำให้จิตของข้าพเจ้า ฟุ้งซ่าน มากไปกว่านี้
..................................
ส่วนเรื่องของแม่พิมพ์
ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า ท่านคิดอะไรของท่าน อยู่
ข้าพเจ้าไม่ได้เตือนท่าน

ข้าพเจ้าเพียงแต่เขียน แสดงความเห็นให้ทราบ ว่า ข้าพเจ้าคิดอย่างไร
ไม่ได้หมายความว่า ไม่เห็นด้วยกับท่าน
แต่เสริมให้ทราบว่า ควรมีกรอบแห่งความดี บ้าง
ก็เพราะท่านเอง ก็ยกตัวอย่าง อีกวรรคหนึ่งที่ความเห็นที่ 37 ว่า
ความมีระเบียบหรือไม่มีระเบียบของเวปไซต์ไม่มีในหัวผมเลย แต่ที่มีคือการได้คุยกับคนๆหนึ่ง ผมยอมรับความหลากหลาย (ในขณะที่ตัวเองมีเส้นทางของตนเอง) ยอมรับแม้กระทั่ง จะดูหมิ่นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเสพยา จะค้าประเวณี ถ้าพวกเขากล้ายืนบนจุดยืนของตัวเอง และพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ ผมว่าเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว
นั้นข้าพเจ้าอ่านแล้ว ทราบดีว่าท่านหมายความว่า อะไร
แต่ยังคงมีผู้อื่น อ่านอยู่ และอาจทำให้ผู้อ่าน อ่านแล้วผิดความหมาย
เนื่องจากวรรคนี้ ต่อจากวรรคก่อน
ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเขาคุยเรื่องแบบนี้ เรียนแบบ แบบท่านเช่นนี้
ก็จะทำให้เขาเจริญได้เหมือนกัน

ข้าพเจ้าก็หวังดี เขียนกำกับ ให้ผู้อ่านอื่น อยู่ในกรอบบ้าง จะได้ไม่ไปผิดทาง
ข้าพเจ้าคงไม่ผิดนะ ที่ได้กระทำเช่นนั้น ลงไป
...............................................
หวังว่า ท่านคงเข้าใจข้าพเจ้า
...............................................
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 20 ม.ค. 2551 (06:26)
ผมก็ต้องขออภัยเช่นกันในหลายๆเรื่อง

สาธุ สาธุ สาธุ นิพพานัง ปรมัง สุขขัง
thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 91 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 183 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 20 ม.ค. 2551 (14:18)
-*-
จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 29 ม.ค. 2551 (00:56)
เป็นการโต้กันที่ยาวจริงๆ -*-
ผ่านมา (IP:202.28.27.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 3 ก.พ. 2551 (21:48)
75047
จงทำตามเจตจำนงแห่งสายลม ที่ไม่เคยยึดติด
Wind_Scholar เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 116 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 20 ก.พ. 2551 (19:01)


จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 21 ก.พ. 2551 (17:13)

เห็นความเห็นที่ 47


แล้วนึก ขำ


เจ้าจิงไจ   คงเมาธรรมะ  คงเมากับความคิดเห็นต่าง ๆ


 


bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 21 ก.พ. 2551 (17:51)


จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 12 มิ.ย. 2551 (23:19)
<P>ไม่มีเจตนาที่ชักนำเรา<BR>ไม่มีเจตจำนงเสรี อย่างที่เรารู้</P>
<P>ความจริงก็คือ เราไม่มีตัวตน<BR><BR>ไม่มีเหตุผลที่จะหลีกหนี ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้</P>
แงบ (IP:124.120.86.95)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 1 ก.ค. 2551 (21:52)

.....


เจ็บ ..ตรงที่ใจมันรักเเต่เธอ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 26 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.