|
เจตจำนงอิสระ..????ท
โพสต์เมื่อ:
16:36 วันที่ 29 ธ.ค. 2550 ชมแล้ว:
16,978
ตอบแล้ว:
53
หรือมนุษย์ไม่สามามีเจตจำนงอิสระ?
ในช่วงหนึ่งของชีวิต ในช่วงเวลาที่เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ ผมเคยคิดมั่นว่าการอยู่ในโลกนี้เป็นความทรมานอย่างหนึ่ง กระทั่งอยากจากลาโลกนี้ไปอย่างถาวร หากสามารถหนีจากดาวเคราะห์เบี้ยวๆ ใบนี้ไปได้ในตอนนั้น ผมก็ไม่เสียดายอะไรเลยแม้แต่น้อย ชีวิตนั้นสั้นก็จริง แต่สำหรับคนหลงทาง มันยาวนานเหนืออนันต์ ถ้าเช่นนั้นจากโลกล่วงหน้าสักหลายปีจะเป็นไร การเกิดและตายไปของใครหนึ่งคนก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างใดๆ ในโลก ในห่วงเวลานั้น ผมตั้งคำถามกับความว่างว่า ทำไมไม่มีใครถามความสมัครใจของผมก่อนเกิดเลยว่า ผมอยากกำเนิดในโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตที่เรียกว่า สัตว์ประเสริฐ หรือไม่ โลกนี้ไม่ยุติธรรมตั้งแต่นาทีแรกของชีวิต ใครบอกว่ามนุษย์มีเจตจำนงอิสระ? เราไม่สามารถกำหนดรูปร่างหน้าตา สถานะ มิพักเอ่ยถึงการควบคุมตัณหาที่ฝังในเซลล์ของเรา ไปจนถึงอารมณ์ที่แปรปรวณเพราะสารเคมีในร่างกาย ถัดมาอีกช่วงเวลาหนี่งเมื่อผมยอมรับความจริงว่า นี่เป็น ข้อแม้ ของการมีชีวิตบนโลก ไม่มีสิ่งมีชีวิตสักหนึ่งเดียวที่สมัครใจเกิดมาเอง เรื่องเลวร้ายสำหรับคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแย่ของคนอีกคน เราเพียงไม่สามารถกำหนดข้อแม้ของการเกิด แต่เปลี่ยนแปลงชีวิตที่เหลือของเราได้ ไม่มีประโยชน์ใดที่จะโทษใครที่ทำให้เราฝังอยู่ในสังขารนี้ เดินทางมาอีกช่วงหนึ่ง ผมพบสูตรของชีวิตง่ายๆ ดังนี้ หากมองให้ดี มันก็ดี หากมองให้แย่ มันก็แย่ โลกนี้มิได้เลวร้าย หากเรายอมมองในด้านดี... ธรรมชาติ ความรัก มิตรภาพ อารมณ์ ฯลฯ ชีวิตก็เหมือนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า เรามิอาจกำหนดขนาดและคุณภาพของผืนผ้าใบที่รับมาเป็น ของขวัญวันเกิด แต่สามารถระบายสีสันตามใจ อยู่ที่ว่าเราเลือกระบายสีหม่นหรือสีสดใส เมื่อเปลี่ยนท่าทีและการมอง คำถามนี้ก็ไม่ต้องการคำตอบ เละชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป... พิมพ์ครั้งแรก Diary of Questions มติชน 2548 จาก หนังสือ รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง วินทร์ เลียววาริณ ![]() มนุษย์ไม่สามารถมีเจตจำนงอิสระ ............................................... ตอบแฟนพันธุ์แท้แห่งพุทธ ต้องบอก ถูกต้องแล้วครับ ............................................... ถ้าเธอยังมีบาปติดตัวอยู่มาก ยังไม่ได้ชดใช้กรรม เสมือนหนึ่งว่า ติดหนี้อยู่มากมาย ยังไม่ได้ชำระหนี้เลย แต่ตายเสียก่อน เธอจะไปตอบ ท่านยมพบาลว่า อย่างไร ฉันอยากกำหนดชีวิตฉันใหม่ ก่อนไปเกิด โถ.........ผู้ไม่สำนึกแห่งบาปกรรม โถ.........ผู้มีเจตจำนงอิสระ เธอยังโชคดีนะ ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ถือว่าได้โอกาสสูงสุดแล้ว ที่จะได้แก้กรรม ล้างกรรม ได้โอกาสกระทำแต่กรรมดี ๆ ส่วนหน้าตา ผิวพรรณ รูปพรรณ แรกเริ่มต้น คงกำหนดอะไรไม่ได้ เธออย่าได้เสียใจ มีบางอย่าง รูปร่าง ความแข็งแรง ผิวหนังสมบูรณ์ เธอยังคงกำหนดได้ ตามแต่ปัจจัยแวดล้อมของเธอ การสร้างความรู้ การสร้างฐานะ เธอยังกำหนดใหม่ได้ ตามแต่ปัจจัยแวดล้อมของเธอ พ้นจากแวดล้อมของเธอแล้ว คงเหลือแต่เธอ ผู้เริ่มคิดได้ คิดเป็น จะกำหนดเจตจำนงค์ที่เธอมีสิทธิกำหนดเอง คือ บุญและบาป แต่เหตุอันใดหนา ที่ทำให้เธอกลับไม่เข้าใจ แล้วยังคงสะสมบาปต่อไป สุดท้ายแล้วเธอจึงต้องถูกสาป วนมาเกิดใช้กรรม ตลอดไป (อย่าดีใจนะ อาจไม่ได้เป็นคน) ..................................................................... อย่างไรเจตจำนงคงไม่มี คงมีแต่ฟ้าลิขิต เหมือนเธอ ถูกผลิตปั้นออกมาจากโรงงานแห่งฟ้า ดังนั้น เธอจึงไม่สิทธิที่จะกำหนด เพราะเธอไม่ใช่ผู้สั่งผลิต -*- เขียนดีจัง ต้องติดตาม เรามีอิสระที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ ไม่มีใครบังคับให้เราโง่หรือฉลาดต่อชีวิต เราจึงมีสิทธิที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างทัดเทียมกัน ขึ้นอยู่ก็แต่ว่าใครจะลงมือทำดีไปก่อน สะสมความดีไปก่อนแล้ว เจตจำนงอิสระ มันไม่มีหรอก ไม่มีตั้งเเต่ครั้งเเรกที่มนุษย์ รู้สึก เเละ คิดถึงมัน เเล้ว (เมื่อไหร่?) ความดี มีหรือไม่มี มนุษย์ต่างดาว มีหรือไม่มี ความสุข มีหรือไม่มี เจตจำนงอิสระ มีหรือไม่มี ไม่ว่าจะยกอะไรขึ้นมา มันก็มีผลให้เลือกเเค่ 2 อย่าง คือ มี หรือ ไม่มี ผลของเจตจำนงอิสระที่เกิดขึ้น นำไปสู่ ความมี หรือ ไม่มี ไม่ว่าจะมองไปเรื่องใด ก็จะมีเเต่ มี หรือ ไม่มี เหล่านี้ไม่ได้เรียกว่า อิสระหรือเจตจำนงค์อิสระที่เเท้จริง สิ่งที่จริงต้องไม่ใช่ผลของสิ่งนั้น หมายความว่า เจตจำนงค์อสระที่เเท้ ต้องไม่มี "มี" หรือ "ไม่มี" มาเป็นตัวพิสูจน์หรือบ่งชี้ เเต่มันควรสมบูรณ์อยูในตัวมันเอง สิ่งที่ต้องการ ความมี หรือ ไม่มีเป็นตัวตัดสิน เเสดงว่า สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งจริงเเต่เป็นเเค่การสมมุติถึงสิ่งนั้นให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เพราะถ้ามันจริง มันต้องไม่มีอะไรตามมา โดยเฉพาะสิ่งที่ผลของมันจะมาตัดสินตัวมันเองได้ หากจะพูดถึง xxxxxxxxx สักอย่างมันก็ควรจะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความมีเเละไม่มี..... ความมีเเละไม่มี มาจาก "คน" คน เป็นผู้ให้กำเนิด ความ "มี" เเละ "ไม่มี" ของนามธรรมต่างๆ คนส่วนมากชินเเละให้ความสำคัญ กับความมีเเละไม่มี ของสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม เพราะ ประสาทสัมผัสต่างๆ + สมอง ที่พัฒนามาสูง ความไม่มี เเละ ความไม่รู้ สำหรับคนหลายกรณีจะเป็นสิ่งเดียวกัน คนใช้ประสาทสัมผัสในการกำหนด มี ไม่มี ให้เเก่ทุกสิ่ง เเม้กระทั่งสิ่งที่เป็นนามธรรม เเต่.......ทั้งหลายนั้น มันผิดทั้งหมด ผิดตั้งเเต่สาเหตุเเรก คือ คนเชื่อว่า ทุกสิ่งมีพื้นฐานจากการ "มี" ตัวเรามี คนอื่นมี ทุกอย่างมี สิ่งที่เรียกว่า "ไม่มีจึงเกิดตามมา" ในลักษณะ มี ก็มีทั้งคู่ ไม่มีก็ไม่มีเลย เมื่อคนเรามีพื้นฐานการมองสิ่งต่างๆจากการ "มี" เมื่อสิ่งนั้นเกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงไป คนจึงเข้าใจว่า มันกลายเป็น "ไม่มี" ซึ่งเป็นการมอง ที่ทำให้คนเราเกิดการยึดติด เพราะสิ่งเหล่านั้นยังคงมีอยู่ เเต่มีอยู่อย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลง เเต่ยังไงคนก็ยังมองว่ายังมี เพราะ....อัตราการเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงที่เป็นไปช้าๆ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอายุของคน ถ้าคนเรา อายุเเค่ 3 วัน เหมือนเเมลง ทุกคนก็คงไม่ต้องยึดติดในชีวิตเพราะเเป๊ปเดียวก็ตายเเล้ว อาจจะหันมาทำอะไรที่ดีๆ กว่านี้เพื่อโลก เพื่อส่วนรวมก็เป็นได้ เเต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับอัตราการเคลื่อนไหวเปลี่ยนของสิ่งเเวดล้อมด้วยเช่นกัน... ไปไกลเเล้ว.... เอ้อ ไปไกลแล้ว จริง ๆ .................................... 1.ก่อนเกิด ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ 2.เกิดมาแล้ว(ในวัยที่ผู้ปกครอง ดูแลท่าน) ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ 3.เกิดมาแล้ว(ในวัยที่รู้ดีชั่ว รู้กำหนดชะตากรรมตนเอง) ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ 4.แก่แล้ว(ในวัยที่รู้ดีชั่ว รู้กำหนดชะตากรรมตนเอง) ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ 5.เจ็บแล้ว ป่วยแล้ว(ในวัยที่รู้ดีชั่ว รู้กำหนดชะตากรรมตนเอง) ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ (อาจข้ามไปข้อ 7 หรือ 8 หรืออาจมาที่ข้อ 6) 6.เจ็บแล้ว ป่วยแล้ว(ในวัยไม่รู้ตัวเองแล้ว) ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ (อาจข้ามไปข้อ 8 หรืออาจวนกลับไปที่ข้อ 5) 7.ตายไปแล้ว(ในตอนจิตรู้ดีชั่วของตนเอง) ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ (แล้ววนไปข้อ 1 ใหม่ ถามตนเองใหม่) 8.ตายไปแล้ว(ในวัยไม่รู้จักตัวเอง) ท่าน สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ ท่าน ไม่สามารถ "กำหนด" มีเจตจำนงค์ได้หรือไม่ (แล้ววนไปข้อ 1 ใหม่ ถามตนเองใหม่) วัฏฏสงสาร แท้ ๆ วนไปวนมา เจตจำนง บางครั้งกำหนดได้เอง เจตจำนง บางครั้งกำหนดเองไม่ได้ (มี เทพ ยมพบาล ช่วยให้คะแนน ช่วยกำหนดให้) แต่ผมชอบประโยคนี้มากกว่า "คำถามนี้ก็ไม่ต้องการคำตอบ และชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป" อืม... ดูเหมือนจะสั้นเกินไป จริง ๆ ....................................................... เพราะความคิดของเขา ดูสับสน กลับไปกลับมา เดี๋ยวรู้สึกชีวิตมีเวลาอันสั้น เดี๋ยวรู้สึกชีวิตมีเวลาอันยาว เดี๋ยวมองโลกแง่ร้าย เดี๋ยวมองโลกแง่ดี งง ไม่เข้าใจ ![]() ก้อชีวิตคนเรามันไม่ได้ย่ำอยุ่กะที่นิคร้าฟ คุน "เบดเเอนด์กู๊ด" มันเปลี่ยนเเปลงไปตลอดทุกอณุเวลาทั้งความคิด การกระทำ เเละเหตุกานต่างๆ เเละมันก้อคิดอยุ่กะปัจจัยหลายๆ อย่างที่เขากะลังเผชิญอยุ่ คุนไม่ได้ไปร่วมเผชิญกะเขา "คุนไม่รุ้" หรอก อิกอย่าง ชีวิตของคนเเต่ละคน สิ่งมีชิวิตเเต่ละชนิด ก้อเเตกต่างก่น ตั้งเเต่กำเนิดเเล้วด้วยซ้ำไป..... ปะมานว่า "ไม่มีไครเหมือนเรา เเละเราก้อไม่มีไครเหมือนด้วย" *-* กอบกุนสำหรับทุกๆ คอมเมนต์ งับป๋ม หุหุ เหอๆ ส่วนตัวผมคิดว่า "ชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป" มันแสดงว่า เขามีความสุขกับการอยู่บนโลกใบนี้พอคนมีความสุขก็จะรู้สึกว่า "ทำไมมันเร็วเหลือเกิน" ถ้าคนสามารถรู้สึกว่า "ชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป" ถ้ารู้สึกได้ แสดงว่าเขากำลังมีความสุข มันจะทำให้เรารู้คุณค่าของการมีชีวิต และใช้มันอย่างคุ้มสมกับที่เราได้เกิดมาแล้ว อย่างนี้มิใช่หรือ ตอบ ความเห็น 10 ภาพ สวยดีนะ .............................................. ก็ไม่ได้ว่าอะไร ความเห็นของท่าน คือ ความจริง ก็ไม่ได้ว่าอะไร ข้าพเจ้าเพียงแต่ชี้มุมมอง อีกมุมมองหนึ่ง ให้คิด ในวัน ๆ หนึ่ง คนเรา คนเดียวกันมีกิจกรรมโดยรวม เหมือนกันเกือบทุกวัน เช่น กิน อึ ทำงาน พูด เรียนรู้ ดูหนังสือ ดูทีวี เที่ยว เล่น นอน ฯลฯ แต่รายละเอียดของกิจกรรมเดิมนั้น ต่างกัน เช่น กินข้าวขาหมู กินก๋วยเตี๋ยว กินเลี้ยง ไม่มีจะกิน ................................................. ยิ่งทำกิจกรรม ที่ซับซ้อน มาก คนนั้นก็จะรู้สึกว่า ไม่เหมือนกับชาวบ้านมาก ส่วนผู้ที่มีกิจกรรม ซับซ้อนน้อย ชีวิตอาจจะเบื่อ หรืออาจะไม่เบื่อ ก็ได้ คือ อาจรู้สึกสุขก็ได้ แต่กิจกรรมซับซ้อนน้อยหรือมาก อาจไม่ใช่คำตอบของความดีทั้งหมด ................................................ สิ่งที่แต่ละคน ต่างกัน เรื่องหนึ่ง คือ เจตจำนงค์ สิ่งที่แต่ละคน ต่างกัน เรื่องหนึ่ง คือ กิจกรรมอะไรที่ต้องทำ กิจกรรมอะไรที่ห้ามทำ สิ่งที่แต่ละคน ต่างกัน เรื่องหนึ่ง คือ รู้ว่าทำกิจกรรมนั้นแล้วได้อะไร กับไม่รู้ว่าทำกิจกรรมอะไร ถึงจะกำหนดอนาคตตนเองได้ .............................................. เพราะทุกอย่าง มาลงอยู่ที่คำตอบของท่าน คือ "ไม่มีไครเหมือนเรา เเละเราก้อไม่มีไครเหมือนด้วย" ............................................. จนบัดนี้แล้ว ก็ยังไม่ทราบคำตอบ เพราะไม่ได้ไปอ่านพระธรรม(ให้มาก ๆ) "ชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป" เพราะจิต รู้สึก สม อยาก กับกิเลส ที่ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีมากมาย ล้นหลาม ใช้จ่ายอย่างไร ก็ยังไม่หมด แต่ตนเองใกล้ตายแล้ว จิตจึงคิดเช่นนั้น .......................................................... "ชีวิตก็ดูเหมือนจะยาวนานเกินไป" เพราะจิต รู้สึก ไม่สม อยาก กับกิเลส ที่ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีน้อยมาก หรือไม่มีเลย คงเหลือแต่ หนี้สินที่คิดว่า จ่ายไม่หมดในชาตินี้ คงเหลือแต่ ไร้ความสามารถ ความเหลือเดน คงเหลือแต่ การสาปแช่ง คงเหลือแต่ ความทุกข์ทรมาน (แต่ไม่ยักจะตาย) แต่ตนเองยังคงมีอายุยืนยาวมาก จิตจึงคิดว่า โลกนี้น่าเบื่อ อยาก................. ................................................ ทั้งหมดอาจเป็นเพราะไม่รู้ การควบคุมร่างกายและจิตใจอย่างไร ให้รู้สึกโลกนี้ โลกหน้า น่าอยู่ ยิ้มได้ พออยู่พอกิน ชีวิตไม่โลดโพนมากจนเกินไป ตกลงพื้น ดังแอ๊ก แล้วร้องว่า เจ็บ จริง ๆ ไม่น่าทำแบบนั้นลงไปเลย แล้วโลกจึงดูไม่น่าอยู่ ............................................ การเลือกทำกิจกรรมที่ดี ทางเดียว ชึวิตจึงน่าอยู่ การเลือกทำกิจกรรมที่ดีบ้าง เลวบ้าง บางครั้ง ชึวิตก็อาจจะผิดพลาดไป โลกจึงไม่น่าอยู่ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 10 ม.ค. 2551 (21:52) พระธรรม ที่คุณพูดหมายถึงอะไร ????? งงงงงงงงงงงง -*- ........ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 ม.ค. 2551 (12:54) ในอีกความคิด อิสระไม่มี เพราะ ความเป็นตัวเรา ไม่ใช่เหตุเเรกที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ หรือพูดง่ายๆว่า ตัวเรา ผู้คิด เป็นผล ที่มาจากความซับซ้อน ของหลายๆอย่างข้างนอกนั่น ตัวเรา ผู้คิด จึงไม่มีความเป็นอิสระ อย่างน้อยที่สุดก็ " ไม่สามารถที่จะอิสระจาก "เหตุ" ที่มาก่อนที่จะเป็น "ตัวเรา" "ผู้คิดนั้นได้" เหตุในที่นี้หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งเเต่จุดนั้น จุดที่มาก่อน ตัวฉัน ผู้คิด ย้อนกลับไปเรื่อยๆ รวมถึงส่วนที่เชื่อมโยง ทั้งด้านกว้างด้านยาว ไว้ทั้งหมด " ทุกอย่างเป็นสิ่งเดียวกัน" ตัวฉัน ผู้คิดนั้นเอง ที่บิดเบือน ทำให้เกิด ความมี ความต่าง อย่างน้อย 2 ปัจจัยขึ้นไป เช่น "ทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว" กับ " ทุกสิ่งเป็นเอกเทศต่อกัน" เเละทั้ง 2 นี้ ยังไม่มีความคงที่ มันเเปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเเต่ "ตัวฉัน ผู้คิด" เท่านั้น "ยังไม่ทราบคำตอบ เพราะไม่ได้ไปอ่านพระธรรม" อ่านแล้วงงๆ ทำไมถึงแน่ใจนักว่าการอ่านพระธรรม จะทำให้ทราบคำตอบ และทำไมถึงแน่ใจว่าคำตอบที่ว่าจะเป็นจริง มีเหตุผล น่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ ฟังดูเหมือนว่า คำตอบสำหรับทุกคำถามสำหรับคุณที่คิดแบบข้างบนนี้ ได้ถูกตอบแล้วด้วย"ศรัทธา" ถ้าอย่างนั้น อ่านไบเบิ้ล อ่านอัลกุรอาน อ่านอะไรก็ได้คำตอบเหมือนกัน คือศรัทธา ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่เขียน ไม่เกี่ยวกับว่าตีความไปทางใด (แต่อาจเกิดการชกหน้ากันได้ ทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์กันได้ ถ้า"อิน"กับมันมากเกินไป) ...แต่ก็ยังดีกว่านั่งหายใจเลยๆไม่ทำอะไร แหละเนอะ...รู้จักค้นคว้า...เพื่อได้มาซึ่งข้อมูล เอาไปกลั่นกรอง และสังเคราะห์ จนเกิดปัญญาในที่สุด ถ้าส่วนตัว ผมคงคิดอย่างเนื้อความในความเห็นที่ ๕ แนวอัตถภาวนิยม (เรียกไม่ถูก??) แนวว่า เพราะสิ่งนี้ สิ่งนั้นจึงมี (ไม่ได้คิดเองนะ เอามาจากท่านพุทธทาสอีกที) เพราะความที่เราเป็นมนุษย์ มีสติรับรู้โลกภายนอก ทำให้เราเทอะทะไปว่า ตัวเรา ของเรา โลกที่เราเห็นและสัมผัสมีตัวตน นรกมี สวรรค์มี ความดีมี ความชั่วมี เจตจำนงค์เสรีก็ควรจะมี อะไรต่างๆก็มี ถ้าเริ่มจากความคิดที่ว่า ตัวเรามีและประสาทสัมผัสของเรามี เพราะเงื่อนไขเท่า่นี้เป็นจุดเริ่มของทุกอย่างของการ มีหรือไม่มี ความคิดทางพุทธ(แขนงหนึ่ง...ที่พูดอย่างนี้เพราะพุทธ ก็เหมือนศาสนาอื่นๆ ที่มีระดับลดหลั่น หลากหลาย ขัดแย้งในตัวเองอยู่มาก) ขยายต่อว่า ถ้าจะหลุดจากเงื่อนไขที่ว่า ต้องออกจากวัฏสงสาร สู่นิพพาน จากนั้นก็จะไม่มี การมี หรือไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งเหตุปัจจัยให้พิจารณาว่า อะไรมี อะไรไม่มี ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น ถ้าเป็นผม ผมคงไม่เอาแบบนั้น ขอเป็นมนุษย์ดีกว่ามั้ง (อันนี้เป็นเจตจำนงค์ส่วนบุคคล) อยากเลือกที่จะเข้าใจความเป็นมนุษย์ ทั้งที่เหมือนกันในบางแง่และทั้งแตกต่างหลากหลายในบางแง่ ใช้เหตุผลและปัญญา เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ู้ และเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง ที่ถึงแม้จะถูกจำกัดด้วยมุมมองและประสาทสัมผัสที่จำกัดของมนุษย์ แต่เราก็เดินไปเรื่อยๆ เติบโตไปเรื่อยๆ นอกนึกดูสิว่า วันนี้มนุษย์เรามีสิทธิเสรีมากกว่าในมนุษย์อดีตเพียงไหน ที่สามารถเลือกทางเดินชีวิตได้ ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็นเจ้า เป็นราชวงศ์ เพื่อที่จะมีอยู่มีกิน ไม่ต้องอดอยาก ไม่ต้องเป็นไพร่เป็นทาส ไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปรบไปใช้แรงงานปกป้องผลประโยชน์ ที่ดินของขุนนางชนชั้นกรรมสิทธิ์ อย่าคิดว่าสมัยก่อนบวชเป็นพระแล้วจะรอดเลย หนังสือเรียนประถมโกหกที่ว่าเป็นพระแล้วเลื่อนฐานะได้ มีเช่นนั้นทุกคนคงบวชเป็นพระหนีทหารกันหมดแล้ว แล้วคงไม่เหลือคนปลูกข้าวให้พระกินด้วยิ อย่าลืมนะ ว่านี่เป็นเสรีภาพสัมพัทธ์ และก็อย่าลืมเช่นกันว่า ความทรมานและอดอยากทางกายนั้นยังมีอยู่ในประเทศนี้ ในโลกนี้ ยังมีคนเจ็บจริง อดจริง ที่แม้กระทั่งนิพพานก็ยังอาจช่วยคนเหล่านั้นไม่ได้ (เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่านิพพานมีจริงหรือไม่) แต่ความตายอาจช่วยได้ ผมว่าเป็นไปได้นะ ที่ว่าปราชญ์โบราณคิดลึกคิดมากกันได้ อาจเพราะพวกเขาอยู่ค่อนข้าูงสบาย เทียบไม่ได้กับความอดหยาก การถูกกดขี่ของคนส่วนใหญ่ คงสบายเหมือนพวกเราที่นั่งพิมนั่งอ่านกันอยู่นี่ไงล่ะ ....อย่างนี้เราควรจะยังคงเป็นศาสดานั่งเทียน สังเคราะห์"ความดี"จากมุมมองเล็กๆของเราี แล้วเทศน์ให้คนเหล่านั้นปฏิบัติให้หลุดพ้น หรือเราควรจะไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจชีวิตของเค้า ทำให้เค้าทรมานและอดอยากทางกายน้อยลง และสามารถเลือกชีวิตของเขาเองได้อย่างมีสติและปัญญา หวังว่า ผู้อ่านคงเข้าใจการ"ตีความ"ในมุมมองจำกัดๆของมนุษย์แบบผมนะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 11 ม.ค. 2551 (17:52) เหนื่อยไม๊ เอ้อ.....รสชาติแห่งชีวิต ....................................................... ข้าพเจ้าขออนุญาตนำความคิดเห็นที่ 49 ของท่านMathGuy ในกระทู้"วิทย์ฯกับพุทธฯขัดแย้งกันหรือไม่" ดังนี้ เราแต่ละคนที่เข้ามาพูดคุยกันนี้ มีเหตุปัจจัยที่ต่างกัน แต่ต้องนับว่าเรามีกรรมร่วมกันที่ได้มีโอกาส ได้รู้จักกันบ้าง โดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ในเรื่องที่อาจจะมีความสนใจร่วมกัน ถ้าเราทำตัวเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ได้รู้จักกับเพื่อน กับกัลยาณมิตรที่ดี อันนี้นับได้ว่า ได้ประโยชน์มาก แต่หากเราเข้ามาพูดคุยแบบคนพาล และมาเจอกับคนพาลเข้า อันนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์น้อย พลอยได้โทษไปเสียมากกว่า (แต่หากเรารู้ทัน วางตัวถูกต้อง ... เราก็ทำให้ได้ประโยชน์ได้เช่นกัน และเป็นประโยชน์ที่ทำได้ยากทีเดียว ... ต้องค่อยๆฝึก) ทุกๆอย่างนั้น ว่าไปตามจริง อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ อยู่ที่จิตใจของเราที่เป็นประธาน การพูดคุยกันนี้ เราอาจจะทำด้วยเจตตนาที่เป็นกุศล โดยทำความเข้าใจดังนี้ - เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - ฝึกรับฟังคนอื่น รับฟังตัวเราเอง ให้สะท้อนให้เห็นตัวเราเอง - ถ้าทำให้เป็นการสนทนาธรรมได้ อย่างถูกต้อง จะได้บุญกุศลมาก เป็นการทำความคิดให้ตรงให้ชอบ นำไปสู่ การฝึกสติ สมาธิ ปัญญา ต่อไป ................................................................ จริง ๆ ในกระทู้นั้น ข้าพเจ้าก็แสดงความคิดเห็นไว้มาก เหมือนกัน ถ้าสนใจก็ขอให้ไปอ่านที่กระทู้นั้น ............................................................... ห้องนี้ เหมาะสมแล้ว ที่เรียกว่า ห้องปรัชญา มันเหมือนตอนที่ข้าพเจ้าเรียนวิชาปรัชญา(เพียงเล่มเดียว เนื่องจากข้าพเจ้าเรียนบัญชี) ตอนนั้น ก็รู้สึกทั้งชอบและไม่ชอบ ปรัชญา เพราะรู้สึกว่า ไม่เห็นด้วย และเห็นด้วย ปรัชญาของแต่ละลัทธิ ตีกันบ้างก็มี สอดคล้องกันก็ไม่มี เหนือกว่าผู้อื่น อย่างมาก ก็มี ด้อยกว่าผู้อื่น อย่างมาก ก็มี แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป เอ้อ...ทำไม อาจารย์ผู้สอน จึงค่อนข้างเป็นคนดี มีเหตุผล รู้จักสอน ให้เลือกมุมมอง ให้รู้จักตัดสินใจ ให้รู้จักคิดตามเหตุผลนั้นได้ โดยไม่รู้จักเบื่อ โดยไม่สับสนกับตนเอง ................................................... บางครั้ง ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจข้าพเจ้า ได้มากกว่านี้ และรู้จักตนเองว่า ยังไม่บรรลุนิพพาน ยังไม่บรรลุธรรม (กล่าวอะไรลงไป อย่างเชื่อมั่นมาก ก็ไม่ได้) ก็เลยเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกที่เว็บ "ธรรมจักร" บ้าง เพื่อพูดคุยกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่า น่าจะให้อะไร มากกว่านี้ได้ ก็ต้องเลือกอ่าน เลือกคุย อยู่เหมือนกัน และได้ความรู้อะไรมากขึ้น กว่าที่คิด และตอบกระทู้ที่เว็บนี้ ลดลง อดรน ทนไม่ได้ ก็จะตอบคำถามบ้าง (หวังว่า สมาชิกท่านอื่น คงไม่น้อยใจ) ................................................... มาอ่านถึงของท่าน Ongarius ก็รู้สึกว่า อืม.........คลื่นลูกกลาง ๆ มาทางนี้แล้ว เมื่ออ่านความเห็นของท่านโดยรวมแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นว่า ท่านเข้าใจในความเห็นของข้าพเจ้าดี ถ้าท่านอ่านความเห็นในห้องนี้ ไปพบข้าพเจ้า กับ ท่านMathGuy ก็จะคุยวน ลงเอย มาเข้าที่ธรรมะ ทุกครั้งไป (ถ้าเห็นชื่อ 2 คน นี้ ไม่ชอบ ก็ให้อ่านข้ามไปได้นะครับ ไม่ได้โกรธ อะไร) บางครั้ง ท่านOngarius ไม่ได้เห็นหัวอก ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า นับถือ ศาสนาพุทธ ท่านคิดว่า ข้าพเจ้า ควรกล่าวถึง ศาสนาใด อย่าลืมนะครับ ข้าพเจ้าไม่ได้มีอาชีพ ครูอาจารย์สอนปรัชญา ไม่ได้เคร่งครัด กับ ศาสนาเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าทราบดีแล้ว คำว่า สงบสันติ คืออะไร ข้าพเจ้าจึงไม่ขอ เปรียบเทียบศาสนา ไม่ขอเปรียบเทียบคนดี ว่า ใครดีกว่าใคร ไม่มีประโยชน์ ........................................................ สิทธิในการเลือกที่จะเดินไปตามเส้นทางใด เป็นสิทธิของท่าน ความคิดเห็นอันแรงกล้า ความเชื่อมั่นสูงสุดของท่าน แม้นท่านตะโกนเสียงดัง ก้อง ต่อ ห้องนี้ แล้วก็ตาม มี และ ไม่มี ผู้ที่เชื่อฟัง ผู้ที่เชื่อถือ ท่าน (แม้นจะเป็นข้าพเจ้า ตะโกนเอง ก็ตาม) ........................................................ ข้าพเจ้าเพียงแต่แสดงความคิดเห็นตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจ และมีวิถีชีวิตแบบนั้น บางส่วน ข้าพเจ้าเคยคิดแบบท่านที่คิดว่า ถ้าเป็นผม ผมคงไม่เอาแบบนั้น ขอเป็นมนุษย์ดีกว่ามั้ง (ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ว่า อะไร) พระพุทธเจ้าก็ตอบด้วยความเมตตาว่า เธอก็จะติดอยู่กับวัฏฏสงสาร ตลอดไป มนุษย์เราทุกคน ถ้ายังไม่เบื่อโลก ก็จะเลือกทางนั้น เสมอ มนุษย์มักจำไม่ได้ กับคำว่า ลำบาก ตั้งแต่เป็นเด็กทารก จนถึงสิ้นลม ตอนลำบาก มาก ๆ ทุกข์มาก ๆ ไม่ได้คิดอะไร ตอนสุข สนุก สดชื่น สมใจ มาก ๆ ก็อยากได้แบบนั้นอีก มากกว่านี้อีก ก็ไม่ว่า ตอนที่เราจะถูกลิขิต ให้ลำบาก แบบนั้น แบบนี้ เราก็ต้องผ่านมันไป เพราะเกิดมาแล้ว ต้องจบให้ได้ เรื่องเศร้า ๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง ให้ดู ให้อ่าน วนเวียนชีวิต คนเป็นโรคเอดส์ คนพิการ เด็กปัญญาอ่อน ปัญหาสังคม ปัญหามลพิษ ปัญหาระเบิดนิวเคลียร์ ปัญหาโลกร้อน ปัญหาพลังงานโลกกำลังจะหมด ปัญหาขอทาน ปัญหาคนจนอพยพหากินในเมือง-ทิ้งหมู่บ้านของตนให้เสื่อมโทรม ปัญหาแย่งกันกิน แย่งกันทำงาน แย่งกันรวย ปัญหาค่าแรงต่ำ ปัญหารถติด ปัญหาของแพงขึ้นราคา ปัญหาภัยสังคม ปัญหาอยากเรียนที่ดี ๆ ได้เงินเดือนมาก ๆ ผู้ปกครองนคร จะทราบเรื่องเหล่านี้ดี แก้ได้หมดหรือไม่ (ไม่) ........................................................... ผู้ที่โชคดีก็คงพ้นภัย ทุก ๆ ปัญหานั้น ปัญหา คือ ทุกข์ (ทุกข์ที่ผู้อื่นไม่อยากได้ยิน ไม่อยากมอง เพราะตอนนี้ยังคงมีความสุข สุขระดับหนึ่ง ที่รับได้ ทุกข์ของผู้อื่น อย่ามายุ่งกับตน) ปัญหาเหล่านี้ น่าจะนำมาหักล้างกับเรื่องที่โลกมนุษย์ช่างน่าอยู่ ก็ได้ .......................................................... ยินดีด้วยกับท่าน ที่ชอบอ่านคำสอนของพระพุทธทาส การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า องค์เดียวกัน ความเข้าใจธรรม กลับต่างกัน การฟังคำสอนของพระพุทธทาส องค์เดียวกัน ความเข้าใจธรรม กลับต่างกันได้ เช่นกัน (ด้วยว่า ยังคงใช้เหตุผลของตนเอง ผสมเข้ากับเหตุแห่งพุทธ) ผู้ที่เข้าใจข้าพเจ้า ก็จะเข้าใจว่า ความเห็นที่ 6 เขียนไปเพี่ออะไร ก็อยากสรุปโดยย่อว่า เจตจำนงค์ช่วงชีวิตหนึ่งของคน กำหนดได้ ด้วยเหตุปัจจัยหนึ่ง เจตจำนงค์ช่วงชีวิตหนึ่งของคน กำหนดไม่ได้ ด้วยเหตุปัจจัยหนึ่ง .............................................................................. แต่เมื่อใดที่คว้าได้รางวัลที่ 1 แล้ว (นิพพานแล้ว) เจตจำนงค์นั้นอื่น ๆ คงยุติลง ไม่ต้องลิขิต ชีวิต จิตวิญญาณของตนอีกแล้ว สบายแล้ว ไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว เสมือนหนึ่งได้รับรางวัลที่ 1 ไม่ต้องให้ชีวิตลำบากต่อวัฎฎสงสาร อีกต่อไป ................................................................. หวังว่า ท่านOngarius คงเห็นภาพ สิ่งที่กล่าวมา ซึ่งความคิดเห็นของข้าพเจ้า คงไม่มีสิทธิที่จะบังคับความคิดเห็นของท่าน แต่อย่างไร อิอิ ผมอาจจะฟังเหมือนจับผิด แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรคุณ bad&good หรอกครับ เพียงแต่ลองคิดดูว่า ความเห็นบางอย่างที่ถึงคล้ายกัน ถ้าลองใส่กรอบใหม่ อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะว่าความเห็นนั้นคือการตีความไปตั้งแต่ต้นแล้ว และด้วยข้อจำกัดของภาษา เช่นคุณ bad&good อาจจะใช้ภาษาทางพุทธเพราะเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจง่ายและคุ้นเคย แต่ผมอาจจะใช้อีกภาษาหนึ่ง (แม้กระทั่งภาษาเอง ก็เป็นสิ่งที่เราใช้แทนความจริง ไม่ใช่ความจริง) พุทธวิปัสสนาก็เป็นศาสตร์หนึ่งวิธีหนึ่ง ที่อาจช่วยในการค้นพบตัวตนของมนุษย์ แต่ไม่ใช่วิธีเดียวในโลก ขออภัยที่ผมอาจฟังดูเผด็จการทางความคิดไปหน่อย แต่มันก็เป็นแค่โวหารของผมครับ ที่สำคัญ ผมเห็นด้วยกับท่านที่ว่า การรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในอินเตอร์เน็ต การลองคิดจากกรอบที่แตกด่างออกไป ย่อมจุดประกายทางความคิด ให้กับสังคมอินเตอร์เน็ต และยังสังคมในวงกว้าง บางทีผมลองออกจากอัตลักษณ์ของตนเอง เอาตัวเองไปใส่หัวอกคนอื่น(ถึงแม้จะยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม) ก็เพียงเพื่อในเข้าใจเขามากขึ้น เข้าใจความเป็นมนุษย์ ที่ควรเคารพกันด้วยความเสมอภาค เพราะคนเราแต่ละคนถูกกำหนดด้วยเงื่อนไข ประสบการณ์ต่างๆกัน ยากจะหยั่งได้ ผมแค่รู้สึกว่า ในสังคมเราที่ถึงแม้จะเป็นเมืองพุทธ แต่ยังมีคนมากมายที่ยังไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ และไม่เคารพความเสมอภาคเท่าเทียมกัน คิดว่าบางคนโง่เง่า ควรถูกปกครอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 12 ม.ค. 2551 (09:05) ถามหน่อย ongarius กับ bad&good เป็นเกย์ กันหรอ ?????? หุหุ 55555555555555+ ![]() ใหนๆ กระทู้นี้ก็นำเรื่องเจตจำนงเสรีมาพูดถึงแล้ว มีคนศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว ลองดูทางเลือกของจีนสมัยจักรพรรดิหวูซุงที่จะปราบปรามพระพุทธศาสนากันบ้างปะไร พระบรมราชโองการของจักรพรรดิหวูซุงให้ปราบปรามพระพุทธศาสนา พระบรมราชโองการฉบับที่แปด (พ.ศ.1388) เราได้ทราบมาว่า ไม่เคยมีใครกล่าวขวัญถึงพระพุทธเจ้ามาจนตลอดสมัยสามรัชกาลเลยนับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์หวุยมนี้เองที่ศาสนาที่บูชารูปปั้นนี้ได้ค่อยๆ รุ่งเรืองขึ้น ดั้งนั้นในยุคหลังๆ นี้ พระพุทธศนาจึงได้ถ่ายทอดวิถีทางแปลกๆ ของตนเองออกมา ได้ฉีดเชื้อโรคเข้าไปทุกคราวที่ได้โอกาส แพร่หลายไปคล้ายเถาองุ่นที่งอกงามมาก จนกระทั้งได้วางยาพิษให้แก่ขนบธรรมเนียมแห่งชาติของเรา และก่อนที่จะมีใครรู้สึกตัว พระพุทธศาสนาก็ค่อยๆ หลอกลวงและทำจิตใจของคนให้งงงัน ดังนั้น มหาชนจึงถูกนำออกไปนอกลู่นอกทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปบนภูเขาและที่ราบทั้งเก้าแว่นแคว้นและผ่านทะลุกำแพงและหอคอยแห่งเมืองหลวงทั้งสองแห่งของเราเข้าไป แต่ละวันๆ เราจะเห็นว่ามีพระและผู้นิยมนับถือเพิ่มจำนวนมากขึ้น และวัดวาอารามก็ใหญ่โตขึ้นทุกที พระพุทธศาสนาทำให้ความแข็งแรงของประชาชนอ่อนล้าไปเพราะการก่อสร้างอาคารสถานที่ด้วยดินและไม้ ได้ขโมยเอาความมั่งคั่งสมบูรณ์แห่งเครืองประดับที่ทำด้วยทองและวัตถุอันมีค่าอื่นๆ ไป ทำให้คนทั้งหลายละทิ้งเจ้านายและบิดามารดาของตน ติดตามพวกครูอาจารย์ไป และเอาระเบียบวินัยของพระมาพรากสามีภรรยา ในการทำลายกฏหมายและทำมนุษยชาติให้ได้รับความทุกข์ร้อนแล้ว ไม่มีอะไรจะเกินลัทธินี้ไปได้เลย! บัดนี้แม้หากชายคนหนึ่งไม่ได้ทำการงานในนา บางคนจะต้องอดอยาก ถ้าหากหญิงคนหนึ่งไม่เลี้ยงไหม ใครสักคนหนึ่งจะต้องหนาวเหน็บ ในปัจจุบันนี้มีภิกษุและนางชีอยู่ในจักรวรรดิสุดที่จะคณานับ แต่ละคนแต่งก็รอให้พวกชาวไร่ชาวนาเลี้ยงดู และรอคอยตัวไหมมาหุ้มห่อร่างกายให้ วัดวาอารามที่เป็นของสาธารณะและโบสถ์ส่วนตัวมีจำนวนมากมายไม่มีขอบเขตจำกัด วัดวาอารามและโบสถ์วิหารทั้งหมดนั้นมีหอคอยสูงๆ และมีเครืองประดับประดาที่สวยงามมากมายพอที่จะส่งแสงข่มตัวปราสาทราชมนเฑียรขององค์จักรพรรดิเองได้ การหยุดชะงักของสินค้าและกำลังคนและความเสือมโทรมในด้านศีลธรรมที่รบกวนราชวงศ์จิ้น ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ฉี และราชวงศ์เหลียงทั้งปวงนั้น เกิดเพราะสถานการณ์นี้ทั้งนั้น ดังนั้นเกาสุและไถซุงซึ่งเป็นผู้ตั้งราชวงศ์ของเราขึ้นนี้จึงได้ใช้ยุทธศิลป์ปราบขบถและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและใช้ศิลปะเกี่ยวกับสันติสุขทำให้ประเทศจีนตั้งอยู่ในระเบียบได้ โดยแกว่งไม้เรียวสองอันนี้เท่านั้น เกาสุและไถซุงก็สามารถปกครองแผ่นดินได้ จะมีใครสามารถิดเอาศาสนาป่าเถือนของพวกตะวันตกไกลนี้มาท้าทายพวกเราได้เล่า? ในระหว่างศักราชเจิ้นกวน และใคยว่าน ได้มีการออกกฏข้อบังคับบีบคั้นพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่สามารถช่วยขจัดพระพุทธศาสนาให้หมดไปอย่างสิ้นเชิงได้ และพระพุทธศาสนากลับได้รับการยกย่องอย่างแพร่หลายทวีมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้ตรวจสอบรายงานก่อนๆ โดยตลอดและได้ปรึกษากับมติชนทุกฝ่ายหมดแล้ว ก็ไม่มีความสงสัยเหลืออยู่ในจิตใจของพวกเราแม้แต่น้อยเลยว่าความชั่วร้ายนี้ควรจะกำจัดให้หมดไป พวกมุขอำมาตย์เสนาบดีที่มีความจงรักภักดีต่อราชสำนักและแว่นแคว้นต่างๆ ได้ให้ความร่วมือดังที่เราประสงค์อย่างมากมาย ได้เสนอสิ่งที่เหมาะสมที่สุดซึ่งเราเห็นว่าคงเอามาใช้ได้ผลมากทีเดียวเมื่อมีโอกาสที่จะกดขี่เบียดเบียนแหล่งชั่วร้ายที่มีอายุเก่าแก่ และปฏิบัติตามกฏหมายและสถาบัต่างๆ ของกษัตริย์ในสมัยโบราณอย่างครบถ้วน ที่จะช่วยเหลือมนุษย์ชาติและนำประโยชน์สุขมาให้แก่มหาชนแล้ว เราจะสามารถถอดใจไม่ทำได้อย่างไรกัน? วัดต่างๆ ในจักรวรรดิที่ได้ถูกทำลายไปแล้วมีจำนวน 4,200 วัด ภิกษุและชี ราว 26,500 รูป ได้ถูกบังคับให้สึกและถูกลงบัญชีไว้ในฐานะที่จะต้องเสียภาษีปีละสองครั้ง วัดส่วนบุคคลถูกทำลายกว่า 40,000 วัด ได้ปลดเปลื้องที่ดินที่มีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ชั้นยอดเยี่ยมราว 30 หรือ 40 ล้านชิง และปล่อยหญิงชาย 150,000 คนซึ่งจะเป็นบุคคลที่จะต้องเสียภาษีปีละสองครั้งต่อไป พวกภิกษุและชีถูกนำไปให้ผู้อำนวยการเกี่ยวกับคนต่างด้าวพิจารณาตัดสินอย่างเด็ดขาดว่านี่เป็นศาสนาต่างด้าว ในที่สุด เราได้สั่งให้ผู้ชายกว่า 2,000 คนของศาสนาเนสตอเรียนและมัสเดียน กลับไปเป็นคฤหัสถ์และเลิกทำให้ขนบประเพณีเดิมของจีนต้องมีมลทินต่อไป น่าอนาถ, สิ่งที่ไม่เคยมีใครนำพาในอดีตนั้น ดูเหมือนว่าได้รอคอยโอกาสนี้อยู่นานแล้ว ถ้าหากเวลานี้พระพุทธศาสนาจะถูกำราบให้หมดไปได้แล้ว ใครจะกล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกาละเล่า? ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาที่โง่เง่าและไม่ได้ผลิตอะไรขึ้นมาเลยกว่าแสนคนได้ถูกขับไล่ออกไป และอาคารที่โอ่โถงไร้ประโยชน์นับไม่ถ้วนได้ถูกทำลายลง นับจากนี้ไปเราอาจทำให้ประชาชนตั้งอยู่ในควาวสงบ และความบริสุทธิ์ได้ ทำหลักการเกี่ยวกับการไม่กระทำให้รุ่งเรืองได้ ทำให้รัฐบาลของเรามีระเบียบได้อย่างง่ายดาย และทำให้ลัทธิประเพณีให้เป็นปึกแผ่นซึ่งจะทำให้มหาชนทุกแว่นแคว้นแสวงจุดหมายปลายทางในกฎที่น่าเคารพของเราได้ นับตั้งแต่เริ่มกำจัดสิ่งที่ชั่วร้ายนี้ให้หมดไปแล้ว ก็ได้มีการปฏิบัติงานอย่างได้ผลเป็นประจำวันและในวิถีทางที่ไม่มีใครทราบ บัดนี้เราได้ส่งโองการนี้ไปยังข้าราชการตามแคว้นต่างๆ ซึ่งพวกเขาคงปฏิบัติสมดังเจตจำนงของเราได้เป็นแน่ อ้างอิง บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน ภาค 4-5 ในเวปไซต์หนังสือธรรมะออนไลน์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลับ http://www.mcu.ac.th/site/ โอ้ เจตจำนง (เสรี) ที่ยืนบนพื้นฐานแห่งการทำลายพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประวัตศาสตร์ ให้เราพิจารณา เพราะชีวิตประจำวันของเราๆท่านๆที่เกิดขึ้นมาแล้วก็คงต้องอยู่ในสังคมโลกที่นี้ ขอให้เราดำรงตนอยู่ด้วยความรอบคอบ และเข้าใจมนุษย์ที่แตกต่างนี้ด้วยเถิด |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |