|
เจตจำนงอิสระ..????ท
โพสต์เมื่อ:
16:36 วันที่ 29 ธ.ค. 2550 ชมแล้ว:
16,979
ตอบแล้ว:
53
หรือมนุษย์ไม่สามามีเจตจำนงอิสระ?
ในช่วงหนึ่งของชีวิต ในช่วงเวลาที่เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ ผมเคยคิดมั่นว่าการอยู่ในโลกนี้เป็นความทรมานอย่างหนึ่ง กระทั่งอยากจากลาโลกนี้ไปอย่างถาวร หากสามารถหนีจากดาวเคราะห์เบี้ยวๆ ใบนี้ไปได้ในตอนนั้น ผมก็ไม่เสียดายอะไรเลยแม้แต่น้อย ชีวิตนั้นสั้นก็จริง แต่สำหรับคนหลงทาง มันยาวนานเหนืออนันต์ ถ้าเช่นนั้นจากโลกล่วงหน้าสักหลายปีจะเป็นไร การเกิดและตายไปของใครหนึ่งคนก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างใดๆ ในโลก ในห่วงเวลานั้น ผมตั้งคำถามกับความว่างว่า ทำไมไม่มีใครถามความสมัครใจของผมก่อนเกิดเลยว่า ผมอยากกำเนิดในโลกนี้ ในรูปแบบชีวิตที่เรียกว่า สัตว์ประเสริฐ หรือไม่ โลกนี้ไม่ยุติธรรมตั้งแต่นาทีแรกของชีวิต ใครบอกว่ามนุษย์มีเจตจำนงอิสระ? เราไม่สามารถกำหนดรูปร่างหน้าตา สถานะ มิพักเอ่ยถึงการควบคุมตัณหาที่ฝังในเซลล์ของเรา ไปจนถึงอารมณ์ที่แปรปรวณเพราะสารเคมีในร่างกาย ถัดมาอีกช่วงเวลาหนี่งเมื่อผมยอมรับความจริงว่า นี่เป็น ข้อแม้ ของการมีชีวิตบนโลก ไม่มีสิ่งมีชีวิตสักหนึ่งเดียวที่สมัครใจเกิดมาเอง เรื่องเลวร้ายสำหรับคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแย่ของคนอีกคน เราเพียงไม่สามารถกำหนดข้อแม้ของการเกิด แต่เปลี่ยนแปลงชีวิตที่เหลือของเราได้ ไม่มีประโยชน์ใดที่จะโทษใครที่ทำให้เราฝังอยู่ในสังขารนี้ เดินทางมาอีกช่วงหนึ่ง ผมพบสูตรของชีวิตง่ายๆ ดังนี้ หากมองให้ดี มันก็ดี หากมองให้แย่ มันก็แย่ โลกนี้มิได้เลวร้าย หากเรายอมมองในด้านดี... ธรรมชาติ ความรัก มิตรภาพ อารมณ์ ฯลฯ ชีวิตก็เหมือนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า เรามิอาจกำหนดขนาดและคุณภาพของผืนผ้าใบที่รับมาเป็น ของขวัญวันเกิด แต่สามารถระบายสีสันตามใจ อยู่ที่ว่าเราเลือกระบายสีหม่นหรือสีสดใส เมื่อเปลี่ยนท่าทีและการมอง คำถามนี้ก็ไม่ต้องการคำตอบ เละชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป... พิมพ์ครั้งแรก Diary of Questions มติชน 2548 จาก หนังสือ รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง วินทร์ เลียววาริณ ![]() ตอบ ความเห็น 10 ภาพ สวยดีนะ .............................................. ก็ไม่ได้ว่าอะไร ความเห็นของท่าน คือ ความจริง ก็ไม่ได้ว่าอะไร ข้าพเจ้าเพียงแต่ชี้มุมมอง อีกมุมมองหนึ่ง ให้คิด ในวัน ๆ หนึ่ง คนเรา คนเดียวกันมีกิจกรรมโดยรวม เหมือนกันเกือบทุกวัน เช่น กิน อึ ทำงาน พูด เรียนรู้ ดูหนังสือ ดูทีวี เที่ยว เล่น นอน ฯลฯ แต่รายละเอียดของกิจกรรมเดิมนั้น ต่างกัน เช่น กินข้าวขาหมู กินก๋วยเตี๋ยว กินเลี้ยง ไม่มีจะกิน ................................................. ยิ่งทำกิจกรรม ที่ซับซ้อน มาก คนนั้นก็จะรู้สึกว่า ไม่เหมือนกับชาวบ้านมาก ส่วนผู้ที่มีกิจกรรม ซับซ้อนน้อย ชีวิตอาจจะเบื่อ หรืออาจะไม่เบื่อ ก็ได้ คือ อาจรู้สึกสุขก็ได้ แต่กิจกรรมซับซ้อนน้อยหรือมาก อาจไม่ใช่คำตอบของความดีทั้งหมด ................................................ สิ่งที่แต่ละคน ต่างกัน เรื่องหนึ่ง คือ เจตจำนงค์ สิ่งที่แต่ละคน ต่างกัน เรื่องหนึ่ง คือ กิจกรรมอะไรที่ต้องทำ กิจกรรมอะไรที่ห้ามทำ สิ่งที่แต่ละคน ต่างกัน เรื่องหนึ่ง คือ รู้ว่าทำกิจกรรมนั้นแล้วได้อะไร กับไม่รู้ว่าทำกิจกรรมอะไร ถึงจะกำหนดอนาคตตนเองได้ .............................................. เพราะทุกอย่าง มาลงอยู่ที่คำตอบของท่าน คือ "ไม่มีไครเหมือนเรา เเละเราก้อไม่มีไครเหมือนด้วย" ............................................. จนบัดนี้แล้ว ก็ยังไม่ทราบคำตอบ เพราะไม่ได้ไปอ่านพระธรรม(ให้มาก ๆ) "ชีวิตก็ดูเหมือนจะสั้นเกินไป" เพราะจิต รู้สึก สม อยาก กับกิเลส ที่ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีมากมาย ล้นหลาม ใช้จ่ายอย่างไร ก็ยังไม่หมด แต่ตนเองใกล้ตายแล้ว จิตจึงคิดเช่นนั้น .......................................................... "ชีวิตก็ดูเหมือนจะยาวนานเกินไป" เพราะจิต รู้สึก ไม่สม อยาก กับกิเลส ที่ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีน้อยมาก หรือไม่มีเลย คงเหลือแต่ หนี้สินที่คิดว่า จ่ายไม่หมดในชาตินี้ คงเหลือแต่ ไร้ความสามารถ ความเหลือเดน คงเหลือแต่ การสาปแช่ง คงเหลือแต่ ความทุกข์ทรมาน (แต่ไม่ยักจะตาย) แต่ตนเองยังคงมีอายุยืนยาวมาก จิตจึงคิดว่า โลกนี้น่าเบื่อ อยาก................. ................................................ ทั้งหมดอาจเป็นเพราะไม่รู้ การควบคุมร่างกายและจิตใจอย่างไร ให้รู้สึกโลกนี้ โลกหน้า น่าอยู่ ยิ้มได้ พออยู่พอกิน ชีวิตไม่โลดโพนมากจนเกินไป ตกลงพื้น ดังแอ๊ก แล้วร้องว่า เจ็บ จริง ๆ ไม่น่าทำแบบนั้นลงไปเลย แล้วโลกจึงดูไม่น่าอยู่ ............................................ การเลือกทำกิจกรรมที่ดี ทางเดียว ชึวิตจึงน่าอยู่ การเลือกทำกิจกรรมที่ดีบ้าง เลวบ้าง บางครั้ง ชึวิตก็อาจจะผิดพลาดไป โลกจึงไม่น่าอยู่ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 10 ม.ค. 2551 (21:52) พระธรรม ที่คุณพูดหมายถึงอะไร ????? งงงงงงงงงงงง -*- ........ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 ม.ค. 2551 (12:54) ในอีกความคิด อิสระไม่มี เพราะ ความเป็นตัวเรา ไม่ใช่เหตุเเรกที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ หรือพูดง่ายๆว่า ตัวเรา ผู้คิด เป็นผล ที่มาจากความซับซ้อน ของหลายๆอย่างข้างนอกนั่น ตัวเรา ผู้คิด จึงไม่มีความเป็นอิสระ อย่างน้อยที่สุดก็ " ไม่สามารถที่จะอิสระจาก "เหตุ" ที่มาก่อนที่จะเป็น "ตัวเรา" "ผู้คิดนั้นได้" เหตุในที่นี้หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งเเต่จุดนั้น จุดที่มาก่อน ตัวฉัน ผู้คิด ย้อนกลับไปเรื่อยๆ รวมถึงส่วนที่เชื่อมโยง ทั้งด้านกว้างด้านยาว ไว้ทั้งหมด " ทุกอย่างเป็นสิ่งเดียวกัน" ตัวฉัน ผู้คิดนั้นเอง ที่บิดเบือน ทำให้เกิด ความมี ความต่าง อย่างน้อย 2 ปัจจัยขึ้นไป เช่น "ทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว" กับ " ทุกสิ่งเป็นเอกเทศต่อกัน" เเละทั้ง 2 นี้ ยังไม่มีความคงที่ มันเเปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเเต่ "ตัวฉัน ผู้คิด" เท่านั้น "ยังไม่ทราบคำตอบ เพราะไม่ได้ไปอ่านพระธรรม" อ่านแล้วงงๆ ทำไมถึงแน่ใจนักว่าการอ่านพระธรรม จะทำให้ทราบคำตอบ และทำไมถึงแน่ใจว่าคำตอบที่ว่าจะเป็นจริง มีเหตุผล น่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ ฟังดูเหมือนว่า คำตอบสำหรับทุกคำถามสำหรับคุณที่คิดแบบข้างบนนี้ ได้ถูกตอบแล้วด้วย"ศรัทธา" ถ้าอย่างนั้น อ่านไบเบิ้ล อ่านอัลกุรอาน อ่านอะไรก็ได้คำตอบเหมือนกัน คือศรัทธา ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่เขียน ไม่เกี่ยวกับว่าตีความไปทางใด (แต่อาจเกิดการชกหน้ากันได้ ทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์กันได้ ถ้า"อิน"กับมันมากเกินไป) ...แต่ก็ยังดีกว่านั่งหายใจเลยๆไม่ทำอะไร แหละเนอะ...รู้จักค้นคว้า...เพื่อได้มาซึ่งข้อมูล เอาไปกลั่นกรอง และสังเคราะห์ จนเกิดปัญญาในที่สุด ถ้าส่วนตัว ผมคงคิดอย่างเนื้อความในความเห็นที่ ๕ แนวอัตถภาวนิยม (เรียกไม่ถูก??) แนวว่า เพราะสิ่งนี้ สิ่งนั้นจึงมี (ไม่ได้คิดเองนะ เอามาจากท่านพุทธทาสอีกที) เพราะความที่เราเป็นมนุษย์ มีสติรับรู้โลกภายนอก ทำให้เราเทอะทะไปว่า ตัวเรา ของเรา โลกที่เราเห็นและสัมผัสมีตัวตน นรกมี สวรรค์มี ความดีมี ความชั่วมี เจตจำนงค์เสรีก็ควรจะมี อะไรต่างๆก็มี ถ้าเริ่มจากความคิดที่ว่า ตัวเรามีและประสาทสัมผัสของเรามี เพราะเงื่อนไขเท่า่นี้เป็นจุดเริ่มของทุกอย่างของการ มีหรือไม่มี ความคิดทางพุทธ(แขนงหนึ่ง...ที่พูดอย่างนี้เพราะพุทธ ก็เหมือนศาสนาอื่นๆ ที่มีระดับลดหลั่น หลากหลาย ขัดแย้งในตัวเองอยู่มาก) ขยายต่อว่า ถ้าจะหลุดจากเงื่อนไขที่ว่า ต้องออกจากวัฏสงสาร สู่นิพพาน จากนั้นก็จะไม่มี การมี หรือไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งเหตุปัจจัยให้พิจารณาว่า อะไรมี อะไรไม่มี ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น ถ้าเป็นผม ผมคงไม่เอาแบบนั้น ขอเป็นมนุษย์ดีกว่ามั้ง (อันนี้เป็นเจตจำนงค์ส่วนบุคคล) อยากเลือกที่จะเข้าใจความเป็นมนุษย์ ทั้งที่เหมือนกันในบางแง่และทั้งแตกต่างหลากหลายในบางแง่ ใช้เหตุผลและปัญญา เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ู้ และเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง ที่ถึงแม้จะถูกจำกัดด้วยมุมมองและประสาทสัมผัสที่จำกัดของมนุษย์ แต่เราก็เดินไปเรื่อยๆ เติบโตไปเรื่อยๆ นอกนึกดูสิว่า วันนี้มนุษย์เรามีสิทธิเสรีมากกว่าในมนุษย์อดีตเพียงไหน ที่สามารถเลือกทางเดินชีวิตได้ ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็นเจ้า เป็นราชวงศ์ เพื่อที่จะมีอยู่มีกิน ไม่ต้องอดอยาก ไม่ต้องเป็นไพร่เป็นทาส ไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปรบไปใช้แรงงานปกป้องผลประโยชน์ ที่ดินของขุนนางชนชั้นกรรมสิทธิ์ อย่าคิดว่าสมัยก่อนบวชเป็นพระแล้วจะรอดเลย หนังสือเรียนประถมโกหกที่ว่าเป็นพระแล้วเลื่อนฐานะได้ มีเช่นนั้นทุกคนคงบวชเป็นพระหนีทหารกันหมดแล้ว แล้วคงไม่เหลือคนปลูกข้าวให้พระกินด้วยิ อย่าลืมนะ ว่านี่เป็นเสรีภาพสัมพัทธ์ และก็อย่าลืมเช่นกันว่า ความทรมานและอดอยากทางกายนั้นยังมีอยู่ในประเทศนี้ ในโลกนี้ ยังมีคนเจ็บจริง อดจริง ที่แม้กระทั่งนิพพานก็ยังอาจช่วยคนเหล่านั้นไม่ได้ (เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่านิพพานมีจริงหรือไม่) แต่ความตายอาจช่วยได้ ผมว่าเป็นไปได้นะ ที่ว่าปราชญ์โบราณคิดลึกคิดมากกันได้ อาจเพราะพวกเขาอยู่ค่อนข้าูงสบาย เทียบไม่ได้กับความอดหยาก การถูกกดขี่ของคนส่วนใหญ่ คงสบายเหมือนพวกเราที่นั่งพิมนั่งอ่านกันอยู่นี่ไงล่ะ ....อย่างนี้เราควรจะยังคงเป็นศาสดานั่งเทียน สังเคราะห์"ความดี"จากมุมมองเล็กๆของเราี แล้วเทศน์ให้คนเหล่านั้นปฏิบัติให้หลุดพ้น หรือเราควรจะไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจชีวิตของเค้า ทำให้เค้าทรมานและอดอยากทางกายน้อยลง และสามารถเลือกชีวิตของเขาเองได้อย่างมีสติและปัญญา หวังว่า ผู้อ่านคงเข้าใจการ"ตีความ"ในมุมมองจำกัดๆของมนุษย์แบบผมนะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 11 ม.ค. 2551 (17:52) เหนื่อยไม๊ เอ้อ.....รสชาติแห่งชีวิต ....................................................... ข้าพเจ้าขออนุญาตนำความคิดเห็นที่ 49 ของท่านMathGuy ในกระทู้"วิทย์ฯกับพุทธฯขัดแย้งกันหรือไม่" ดังนี้ เราแต่ละคนที่เข้ามาพูดคุยกันนี้ มีเหตุปัจจัยที่ต่างกัน แต่ต้องนับว่าเรามีกรรมร่วมกันที่ได้มีโอกาส ได้รู้จักกันบ้าง โดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ในเรื่องที่อาจจะมีความสนใจร่วมกัน ถ้าเราทำตัวเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ได้รู้จักกับเพื่อน กับกัลยาณมิตรที่ดี อันนี้นับได้ว่า ได้ประโยชน์มาก แต่หากเราเข้ามาพูดคุยแบบคนพาล และมาเจอกับคนพาลเข้า อันนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์น้อย พลอยได้โทษไปเสียมากกว่า (แต่หากเรารู้ทัน วางตัวถูกต้อง ... เราก็ทำให้ได้ประโยชน์ได้เช่นกัน และเป็นประโยชน์ที่ทำได้ยากทีเดียว ... ต้องค่อยๆฝึก) ทุกๆอย่างนั้น ว่าไปตามจริง อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ อยู่ที่จิตใจของเราที่เป็นประธาน การพูดคุยกันนี้ เราอาจจะทำด้วยเจตตนาที่เป็นกุศล โดยทำความเข้าใจดังนี้ - เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - ฝึกรับฟังคนอื่น รับฟังตัวเราเอง ให้สะท้อนให้เห็นตัวเราเอง - ถ้าทำให้เป็นการสนทนาธรรมได้ อย่างถูกต้อง จะได้บุญกุศลมาก เป็นการทำความคิดให้ตรงให้ชอบ นำไปสู่ การฝึกสติ สมาธิ ปัญญา ต่อไป ................................................................ จริง ๆ ในกระทู้นั้น ข้าพเจ้าก็แสดงความคิดเห็นไว้มาก เหมือนกัน ถ้าสนใจก็ขอให้ไปอ่านที่กระทู้นั้น ............................................................... ห้องนี้ เหมาะสมแล้ว ที่เรียกว่า ห้องปรัชญา มันเหมือนตอนที่ข้าพเจ้าเรียนวิชาปรัชญา(เพียงเล่มเดียว เนื่องจากข้าพเจ้าเรียนบัญชี) ตอนนั้น ก็รู้สึกทั้งชอบและไม่ชอบ ปรัชญา เพราะรู้สึกว่า ไม่เห็นด้วย และเห็นด้วย ปรัชญาของแต่ละลัทธิ ตีกันบ้างก็มี สอดคล้องกันก็ไม่มี เหนือกว่าผู้อื่น อย่างมาก ก็มี ด้อยกว่าผู้อื่น อย่างมาก ก็มี แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป เอ้อ...ทำไม อาจารย์ผู้สอน จึงค่อนข้างเป็นคนดี มีเหตุผล รู้จักสอน ให้เลือกมุมมอง ให้รู้จักตัดสินใจ ให้รู้จักคิดตามเหตุผลนั้นได้ โดยไม่รู้จักเบื่อ โดยไม่สับสนกับตนเอง ................................................... บางครั้ง ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจข้าพเจ้า ได้มากกว่านี้ และรู้จักตนเองว่า ยังไม่บรรลุนิพพาน ยังไม่บรรลุธรรม (กล่าวอะไรลงไป อย่างเชื่อมั่นมาก ก็ไม่ได้) ก็เลยเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกที่เว็บ "ธรรมจักร" บ้าง เพื่อพูดคุยกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่า น่าจะให้อะไร มากกว่านี้ได้ ก็ต้องเลือกอ่าน เลือกคุย อยู่เหมือนกัน และได้ความรู้อะไรมากขึ้น กว่าที่คิด และตอบกระทู้ที่เว็บนี้ ลดลง อดรน ทนไม่ได้ ก็จะตอบคำถามบ้าง (หวังว่า สมาชิกท่านอื่น คงไม่น้อยใจ) ................................................... มาอ่านถึงของท่าน Ongarius ก็รู้สึกว่า อืม.........คลื่นลูกกลาง ๆ มาทางนี้แล้ว เมื่ออ่านความเห็นของท่านโดยรวมแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นว่า ท่านเข้าใจในความเห็นของข้าพเจ้าดี ถ้าท่านอ่านความเห็นในห้องนี้ ไปพบข้าพเจ้า กับ ท่านMathGuy ก็จะคุยวน ลงเอย มาเข้าที่ธรรมะ ทุกครั้งไป (ถ้าเห็นชื่อ 2 คน นี้ ไม่ชอบ ก็ให้อ่านข้ามไปได้นะครับ ไม่ได้โกรธ อะไร) บางครั้ง ท่านOngarius ไม่ได้เห็นหัวอก ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า นับถือ ศาสนาพุทธ ท่านคิดว่า ข้าพเจ้า ควรกล่าวถึง ศาสนาใด อย่าลืมนะครับ ข้าพเจ้าไม่ได้มีอาชีพ ครูอาจารย์สอนปรัชญา ไม่ได้เคร่งครัด กับ ศาสนาเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าทราบดีแล้ว คำว่า สงบสันติ คืออะไร ข้าพเจ้าจึงไม่ขอ เปรียบเทียบศาสนา ไม่ขอเปรียบเทียบคนดี ว่า ใครดีกว่าใคร ไม่มีประโยชน์ ........................................................ สิทธิในการเลือกที่จะเดินไปตามเส้นทางใด เป็นสิทธิของท่าน ความคิดเห็นอันแรงกล้า ความเชื่อมั่นสูงสุดของท่าน แม้นท่านตะโกนเสียงดัง ก้อง ต่อ ห้องนี้ แล้วก็ตาม มี และ ไม่มี ผู้ที่เชื่อฟัง ผู้ที่เชื่อถือ ท่าน (แม้นจะเป็นข้าพเจ้า ตะโกนเอง ก็ตาม) ........................................................ ข้าพเจ้าเพียงแต่แสดงความคิดเห็นตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจ และมีวิถีชีวิตแบบนั้น บางส่วน ข้าพเจ้าเคยคิดแบบท่านที่คิดว่า ถ้าเป็นผม ผมคงไม่เอาแบบนั้น ขอเป็นมนุษย์ดีกว่ามั้ง (ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ว่า อะไร) พระพุทธเจ้าก็ตอบด้วยความเมตตาว่า เธอก็จะติดอยู่กับวัฏฏสงสาร ตลอดไป มนุษย์เราทุกคน ถ้ายังไม่เบื่อโลก ก็จะเลือกทางนั้น เสมอ มนุษย์มักจำไม่ได้ กับคำว่า ลำบาก ตั้งแต่เป็นเด็กทารก จนถึงสิ้นลม ตอนลำบาก มาก ๆ ทุกข์มาก ๆ ไม่ได้คิดอะไร ตอนสุข สนุก สดชื่น สมใจ มาก ๆ ก็อยากได้แบบนั้นอีก มากกว่านี้อีก ก็ไม่ว่า ตอนที่เราจะถูกลิขิต ให้ลำบาก แบบนั้น แบบนี้ เราก็ต้องผ่านมันไป เพราะเกิดมาแล้ว ต้องจบให้ได้ เรื่องเศร้า ๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง ให้ดู ให้อ่าน วนเวียนชีวิต คนเป็นโรคเอดส์ คนพิการ เด็กปัญญาอ่อน ปัญหาสังคม ปัญหามลพิษ ปัญหาระเบิดนิวเคลียร์ ปัญหาโลกร้อน ปัญหาพลังงานโลกกำลังจะหมด ปัญหาขอทาน ปัญหาคนจนอพยพหากินในเมือง-ทิ้งหมู่บ้านของตนให้เสื่อมโทรม ปัญหาแย่งกันกิน แย่งกันทำงาน แย่งกันรวย ปัญหาค่าแรงต่ำ ปัญหารถติด ปัญหาของแพงขึ้นราคา ปัญหาภัยสังคม ปัญหาอยากเรียนที่ดี ๆ ได้เงินเดือนมาก ๆ ผู้ปกครองนคร จะทราบเรื่องเหล่านี้ดี แก้ได้หมดหรือไม่ (ไม่) ........................................................... ผู้ที่โชคดีก็คงพ้นภัย ทุก ๆ ปัญหานั้น ปัญหา คือ ทุกข์ (ทุกข์ที่ผู้อื่นไม่อยากได้ยิน ไม่อยากมอง เพราะตอนนี้ยังคงมีความสุข สุขระดับหนึ่ง ที่รับได้ ทุกข์ของผู้อื่น อย่ามายุ่งกับตน) ปัญหาเหล่านี้ น่าจะนำมาหักล้างกับเรื่องที่โลกมนุษย์ช่างน่าอยู่ ก็ได้ .......................................................... ยินดีด้วยกับท่าน ที่ชอบอ่านคำสอนของพระพุทธทาส การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า องค์เดียวกัน ความเข้าใจธรรม กลับต่างกัน การฟังคำสอนของพระพุทธทาส องค์เดียวกัน ความเข้าใจธรรม กลับต่างกันได้ เช่นกัน (ด้วยว่า ยังคงใช้เหตุผลของตนเอง ผสมเข้ากับเหตุแห่งพุทธ) ผู้ที่เข้าใจข้าพเจ้า ก็จะเข้าใจว่า ความเห็นที่ 6 เขียนไปเพี่ออะไร ก็อยากสรุปโดยย่อว่า เจตจำนงค์ช่วงชีวิตหนึ่งของคน กำหนดได้ ด้วยเหตุปัจจัยหนึ่ง เจตจำนงค์ช่วงชีวิตหนึ่งของคน กำหนดไม่ได้ ด้วยเหตุปัจจัยหนึ่ง .............................................................................. แต่เมื่อใดที่คว้าได้รางวัลที่ 1 แล้ว (นิพพานแล้ว) เจตจำนงค์นั้นอื่น ๆ คงยุติลง ไม่ต้องลิขิต ชีวิต จิตวิญญาณของตนอีกแล้ว สบายแล้ว ไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว เสมือนหนึ่งได้รับรางวัลที่ 1 ไม่ต้องให้ชีวิตลำบากต่อวัฎฎสงสาร อีกต่อไป ................................................................. หวังว่า ท่านOngarius คงเห็นภาพ สิ่งที่กล่าวมา ซึ่งความคิดเห็นของข้าพเจ้า คงไม่มีสิทธิที่จะบังคับความคิดเห็นของท่าน แต่อย่างไร อิอิ ผมอาจจะฟังเหมือนจับผิด แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรคุณ bad&good หรอกครับ เพียงแต่ลองคิดดูว่า ความเห็นบางอย่างที่ถึงคล้ายกัน ถ้าลองใส่กรอบใหม่ อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะว่าความเห็นนั้นคือการตีความไปตั้งแต่ต้นแล้ว และด้วยข้อจำกัดของภาษา เช่นคุณ bad&good อาจจะใช้ภาษาทางพุทธเพราะเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจง่ายและคุ้นเคย แต่ผมอาจจะใช้อีกภาษาหนึ่ง (แม้กระทั่งภาษาเอง ก็เป็นสิ่งที่เราใช้แทนความจริง ไม่ใช่ความจริง) พุทธวิปัสสนาก็เป็นศาสตร์หนึ่งวิธีหนึ่ง ที่อาจช่วยในการค้นพบตัวตนของมนุษย์ แต่ไม่ใช่วิธีเดียวในโลก ขออภัยที่ผมอาจฟังดูเผด็จการทางความคิดไปหน่อย แต่มันก็เป็นแค่โวหารของผมครับ ที่สำคัญ ผมเห็นด้วยกับท่านที่ว่า การรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในอินเตอร์เน็ต การลองคิดจากกรอบที่แตกด่างออกไป ย่อมจุดประกายทางความคิด ให้กับสังคมอินเตอร์เน็ต และยังสังคมในวงกว้าง บางทีผมลองออกจากอัตลักษณ์ของตนเอง เอาตัวเองไปใส่หัวอกคนอื่น(ถึงแม้จะยากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม) ก็เพียงเพื่อในเข้าใจเขามากขึ้น เข้าใจความเป็นมนุษย์ ที่ควรเคารพกันด้วยความเสมอภาค เพราะคนเราแต่ละคนถูกกำหนดด้วยเงื่อนไข ประสบการณ์ต่างๆกัน ยากจะหยั่งได้ ผมแค่รู้สึกว่า ในสังคมเราที่ถึงแม้จะเป็นเมืองพุทธ แต่ยังมีคนมากมายที่ยังไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ และไม่เคารพความเสมอภาคเท่าเทียมกัน คิดว่าบางคนโง่เง่า ควรถูกปกครอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 12 ม.ค. 2551 (09:05) ถามหน่อย ongarius กับ bad&good เป็นเกย์ กันหรอ ?????? หุหุ 55555555555555+ ![]() ใหนๆ กระทู้นี้ก็นำเรื่องเจตจำนงเสรีมาพูดถึงแล้ว มีคนศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว ลองดูทางเลือกของจีนสมัยจักรพรรดิหวูซุงที่จะปราบปรามพระพุทธศาสนากันบ้างปะไร พระบรมราชโองการของจักรพรรดิหวูซุงให้ปราบปรามพระพุทธศาสนา พระบรมราชโองการฉบับที่แปด (พ.ศ.1388) เราได้ทราบมาว่า ไม่เคยมีใครกล่าวขวัญถึงพระพุทธเจ้ามาจนตลอดสมัยสามรัชกาลเลยนับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์หวุยมนี้เองที่ศาสนาที่บูชารูปปั้นนี้ได้ค่อยๆ รุ่งเรืองขึ้น ดั้งนั้นในยุคหลังๆ นี้ พระพุทธศนาจึงได้ถ่ายทอดวิถีทางแปลกๆ ของตนเองออกมา ได้ฉีดเชื้อโรคเข้าไปทุกคราวที่ได้โอกาส แพร่หลายไปคล้ายเถาองุ่นที่งอกงามมาก จนกระทั้งได้วางยาพิษให้แก่ขนบธรรมเนียมแห่งชาติของเรา และก่อนที่จะมีใครรู้สึกตัว พระพุทธศาสนาก็ค่อยๆ หลอกลวงและทำจิตใจของคนให้งงงัน ดังนั้น มหาชนจึงถูกนำออกไปนอกลู่นอกทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปบนภูเขาและที่ราบทั้งเก้าแว่นแคว้นและผ่านทะลุกำแพงและหอคอยแห่งเมืองหลวงทั้งสองแห่งของเราเข้าไป แต่ละวันๆ เราจะเห็นว่ามีพระและผู้นิยมนับถือเพิ่มจำนวนมากขึ้น และวัดวาอารามก็ใหญ่โตขึ้นทุกที พระพุทธศาสนาทำให้ความแข็งแรงของประชาชนอ่อนล้าไปเพราะการก่อสร้างอาคารสถานที่ด้วยดินและไม้ ได้ขโมยเอาความมั่งคั่งสมบูรณ์แห่งเครืองประดับที่ทำด้วยทองและวัตถุอันมีค่าอื่นๆ ไป ทำให้คนทั้งหลายละทิ้งเจ้านายและบิดามารดาของตน ติดตามพวกครูอาจารย์ไป และเอาระเบียบวินัยของพระมาพรากสามีภรรยา ในการทำลายกฏหมายและทำมนุษยชาติให้ได้รับความทุกข์ร้อนแล้ว ไม่มีอะไรจะเกินลัทธินี้ไปได้เลย! บัดนี้แม้หากชายคนหนึ่งไม่ได้ทำการงานในนา บางคนจะต้องอดอยาก ถ้าหากหญิงคนหนึ่งไม่เลี้ยงไหม ใครสักคนหนึ่งจะต้องหนาวเหน็บ ในปัจจุบันนี้มีภิกษุและนางชีอยู่ในจักรวรรดิสุดที่จะคณานับ แต่ละคนแต่งก็รอให้พวกชาวไร่ชาวนาเลี้ยงดู และรอคอยตัวไหมมาหุ้มห่อร่างกายให้ วัดวาอารามที่เป็นของสาธารณะและโบสถ์ส่วนตัวมีจำนวนมากมายไม่มีขอบเขตจำกัด วัดวาอารามและโบสถ์วิหารทั้งหมดนั้นมีหอคอยสูงๆ และมีเครืองประดับประดาที่สวยงามมากมายพอที่จะส่งแสงข่มตัวปราสาทราชมนเฑียรขององค์จักรพรรดิเองได้ การหยุดชะงักของสินค้าและกำลังคนและความเสือมโทรมในด้านศีลธรรมที่รบกวนราชวงศ์จิ้น ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ฉี และราชวงศ์เหลียงทั้งปวงนั้น เกิดเพราะสถานการณ์นี้ทั้งนั้น ดังนั้นเกาสุและไถซุงซึ่งเป็นผู้ตั้งราชวงศ์ของเราขึ้นนี้จึงได้ใช้ยุทธศิลป์ปราบขบถและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและใช้ศิลปะเกี่ยวกับสันติสุขทำให้ประเทศจีนตั้งอยู่ในระเบียบได้ โดยแกว่งไม้เรียวสองอันนี้เท่านั้น เกาสุและไถซุงก็สามารถปกครองแผ่นดินได้ จะมีใครสามารถิดเอาศาสนาป่าเถือนของพวกตะวันตกไกลนี้มาท้าทายพวกเราได้เล่า? ในระหว่างศักราชเจิ้นกวน และใคยว่าน ได้มีการออกกฏข้อบังคับบีบคั้นพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่สามารถช่วยขจัดพระพุทธศาสนาให้หมดไปอย่างสิ้นเชิงได้ และพระพุทธศาสนากลับได้รับการยกย่องอย่างแพร่หลายทวีมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้ตรวจสอบรายงานก่อนๆ โดยตลอดและได้ปรึกษากับมติชนทุกฝ่ายหมดแล้ว ก็ไม่มีความสงสัยเหลืออยู่ในจิตใจของพวกเราแม้แต่น้อยเลยว่าความชั่วร้ายนี้ควรจะกำจัดให้หมดไป พวกมุขอำมาตย์เสนาบดีที่มีความจงรักภักดีต่อราชสำนักและแว่นแคว้นต่างๆ ได้ให้ความร่วมือดังที่เราประสงค์อย่างมากมาย ได้เสนอสิ่งที่เหมาะสมที่สุดซึ่งเราเห็นว่าคงเอามาใช้ได้ผลมากทีเดียวเมื่อมีโอกาสที่จะกดขี่เบียดเบียนแหล่งชั่วร้ายที่มีอายุเก่าแก่ และปฏิบัติตามกฏหมายและสถาบัต่างๆ ของกษัตริย์ในสมัยโบราณอย่างครบถ้วน ที่จะช่วยเหลือมนุษย์ชาติและนำประโยชน์สุขมาให้แก่มหาชนแล้ว เราจะสามารถถอดใจไม่ทำได้อย่างไรกัน? วัดต่างๆ ในจักรวรรดิที่ได้ถูกทำลายไปแล้วมีจำนวน 4,200 วัด ภิกษุและชี ราว 26,500 รูป ได้ถูกบังคับให้สึกและถูกลงบัญชีไว้ในฐานะที่จะต้องเสียภาษีปีละสองครั้ง วัดส่วนบุคคลถูกทำลายกว่า 40,000 วัด ได้ปลดเปลื้องที่ดินที่มีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ชั้นยอดเยี่ยมราว 30 หรือ 40 ล้านชิง และปล่อยหญิงชาย 150,000 คนซึ่งจะเป็นบุคคลที่จะต้องเสียภาษีปีละสองครั้งต่อไป พวกภิกษุและชีถูกนำไปให้ผู้อำนวยการเกี่ยวกับคนต่างด้าวพิจารณาตัดสินอย่างเด็ดขาดว่านี่เป็นศาสนาต่างด้าว ในที่สุด เราได้สั่งให้ผู้ชายกว่า 2,000 คนของศาสนาเนสตอเรียนและมัสเดียน กลับไปเป็นคฤหัสถ์และเลิกทำให้ขนบประเพณีเดิมของจีนต้องมีมลทินต่อไป น่าอนาถ, สิ่งที่ไม่เคยมีใครนำพาในอดีตนั้น ดูเหมือนว่าได้รอคอยโอกาสนี้อยู่นานแล้ว ถ้าหากเวลานี้พระพุทธศาสนาจะถูกำราบให้หมดไปได้แล้ว ใครจะกล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกาละเล่า? ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาที่โง่เง่าและไม่ได้ผลิตอะไรขึ้นมาเลยกว่าแสนคนได้ถูกขับไล่ออกไป และอาคารที่โอ่โถงไร้ประโยชน์นับไม่ถ้วนได้ถูกทำลายลง นับจากนี้ไปเราอาจทำให้ประชาชนตั้งอยู่ในควาวสงบ และความบริสุทธิ์ได้ ทำหลักการเกี่ยวกับการไม่กระทำให้รุ่งเรืองได้ ทำให้รัฐบาลของเรามีระเบียบได้อย่างง่ายดาย และทำให้ลัทธิประเพณีให้เป็นปึกแผ่นซึ่งจะทำให้มหาชนทุกแว่นแคว้นแสวงจุดหมายปลายทางในกฎที่น่าเคารพของเราได้ นับตั้งแต่เริ่มกำจัดสิ่งที่ชั่วร้ายนี้ให้หมดไปแล้ว ก็ได้มีการปฏิบัติงานอย่างได้ผลเป็นประจำวันและในวิถีทางที่ไม่มีใครทราบ บัดนี้เราได้ส่งโองการนี้ไปยังข้าราชการตามแคว้นต่างๆ ซึ่งพวกเขาคงปฏิบัติสมดังเจตจำนงของเราได้เป็นแน่ อ้างอิง บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน ภาค 4-5 ในเวปไซต์หนังสือธรรมะออนไลน์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลับ http://www.mcu.ac.th/site/ โอ้ เจตจำนง (เสรี) ที่ยืนบนพื้นฐานแห่งการทำลายพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประวัตศาสตร์ ให้เราพิจารณา เพราะชีวิตประจำวันของเราๆท่านๆที่เกิดขึ้นมาแล้วก็คงต้องอยู่ในสังคมโลกที่นี้ ขอให้เราดำรงตนอยู่ด้วยความรอบคอบ และเข้าใจมนุษย์ที่แตกต่างนี้ด้วยเถิด ความเห็นที่เเฝงไว้ด้วยอคติส่วนตัวที่มีเเต่ทำลายตัวเองเเละผู้อื่น ลดได้ก็ควรลด ละได้ก็ควรละ เลิกได้ก็ควรเลิก เเละทุกคนควรจะเริ่มจากตัวเองก่อน ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ อดไม่ได้ ก็ควรหาสถานที่ที่เหมาะสมกับความคิดตรงนั้น.... สวัสดี ท่านthanit_khom ท่านลองหลับตาดูว่า แล้วนึกว่าตอนนั้น คือ ยุคจักพรรดิหวูซุงกลายเป็นประเทศไทย(ตอนนี้) ท่านรู้สึกอย่างไรกับประเทศไทยตอนนี้ คนของประเทศไทยเป็นดังว่าหรือไม่ ตามวรรคนี้ที่ว่า "มหาชนจึงถูกนำออกไปนอกลู่นอกทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปบนภูเขาและที่ราบทั้งเก้าแว่นแคว้นและผ่านทะลุกำแพงและหอคอยแห่งเมืองหลวงทั้งสองแห่งของเราเข้าไป แต่ละวันๆ เราจะเห็นว่ามีพระและผู้นิยมนับถือเพิ่มจำนวนมากขึ้น และวัดวาอารามก็ใหญ่โตขึ้นทุกที พระพุทธศาสนาทำให้ความแข็งแรงของประชาชนอ่อนล้าไปเพราะการก่อสร้างอาคารสถานที่ด้วยดินและไม้ ได้ขโมยเอาความมั่งคั่งสมบูรณ์แห่งเครืองประดับที่ทำด้วยทองและวัตถุอันมีค่าอื่นๆ ไป ทำให้คนทั้งหลายละทิ้งเจ้านายและบิดามารดาของตน ติดตามพวกครูอาจารย์ไป และเอาระเบียบวินัยของพระมาพรากสามีภรรยา ในการทำลายกฏหมายและทำมนุษยชาติให้ได้รับความทุกข์ร้อนแล้ว ไม่มีอะไรจะเกินลัทธินี้ไปได้เลย!" ประวัติศาสตร์ คือ ประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน คือ ปัจจุบัน เมื่อไรเธอเอา ประวัติศาสตร์ที่เลวร้าย มาผูกปัจจุบันที่สงบ ปัจจุบันคงความเลวร้าย สมดังตั้งใจ ให้เกิดขึ้นใหม่ ..................................................... เหมือนดั่ง 14 ตุลาคม เหมือนดั่ง 16 ตุลาคม เหมือนดั่ง พฤษภา ทมิฬ เหมือนดั่ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนดั่ง บริเวณอิสราเอล เหมือนดั่ง เกาหลี กับ ญี่ปุ่น เหมือนดั่ง ประชาธิปไตย กับ คอมมิวนิสต์ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ทุกศาสนาต้องการให้เกิด "ความสงบสันติสุข" เป็นภาพรวม ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ของเรา ทรงมีเจตนารมณ์เช่นนั้น ท่านเหล่า นับถือศาสนาใด จึงรู้สึกไม่ชอบ ไม่รัก ด้วยความสงบสุข ข้าพเจ้า เชื่อว่า โดยทุกศาสดาแล้ว ต้องการให้เกิด ความสงบสันติสุข แม้นในทุกครอบครัว พ่อแม่ ก็อยากให้ลูก ๆ อยู่ด้วยความสงบสุข .............................................................. เมื่ออ่านพระราชโองการของจักรพรรดิหวูซุงแล้ว ท่านลองคิดว่า ถ้าท่านเป็นจักรพรรดิ ท่านจะทำอย่างไร ในเมื่อสังคมของจีน เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มไม่เชื่อ เริ่มไม่ทำตามท่านแล้ว คนจีนหรือคนทุกประเทศ ต่างก็ไม่ชอบ "ขอทาน" การบิณฑบาตร คนที่ต่างศาสนา มักมองเป็นเช่นนั้น (ห้ามความคิดไม่ได้) (ส่วนผู้เป็นพระสงฆ์หากวางตัวไม่ดี การบิณฑบาตรนั้น ก็ไม่ต่างสิ่งที่คิดไว้ ดังนั้น เส้นแบ่ง เส้นแห่งความเข้าใจของพระสงฆ์ จึงต้องรำลึกถึง สิ่งใดควรรับบิณฑบาตร ฉัน(กิน)สักเท่าไรจึงเพียงพอ ฉันกี่ครั้ง ฉันก่อนเวลาใด มีกฎวินัย กำหนดอยู่ ซึ่งโดยความจริง ครั้งแรก พระพุทธเจ้าเคยทดสอบกับพระองค์แล้ว ว่า ไม่กิน ไม่ได้ จึงเห็นว่า กินพอประทั่งชีวิตได้ ก็พอแล้ว เพื่อให้ร่างกาย มีแรงพอที่จะทำให้จิต มีความรู้แจ้ง ในการค้นหาวิธีการพ้นทุกข์ขั้นสุด ซึ่งโชคดีที่พระองค์ค้นพบได้จนสำเร็จ และยังมีจิตเมตตาเผื่อแผ่ เผยแผ่ ให้กับผู้สนใจเรื่องแบบเดียวกันได้ พ้นทุกข์ด้วย (ไม่ต่างจากได้รางวัลที่ 1 แล้ว ไม่เก็บกินคนเดียว ยังมีใจเอื้อเฟื้อแจกให้ผู้อื่นอีกด้วย) ....................................................................... ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีด้วยซ้ำ ที่พระอริยสงฆ์จากการอบรมของพระพุทธเจ้า ไม่กี่รูป ได้ไปเผยแผ่ศาสนาพุทธ จนรุ่งเรือง แบบนั้น และเป็นประเทศ ที่กล่าวกับตนเองว่า มีพระโพธิสัตว์เกิดขึ้นมากที่สุดด้วย (คงเป็นเพราะเป็นประเทศที่มีพื้นที่อันกว้างใหญ่ในทวีปเอเชีย) ในยุคนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่า ประเทศจีน ไม่ได้เจริญมากมาย อย่างที่ท่านเห็น ภาพรวม ๆ คือ ประเทศจีน เป็นสังคมเกษตร สังคมประมาณว่า พออยู่พอกิน ไปถึงไม่มีอะไรจะกิน ถึงคราวที่ ทางการต้องการใช้คน ก็ต้องบังคับให้รับใช้ราชการ ไม่ทำ ก็ต้องตาย ตอนที่ประชาชน จน ๆ ก็ไม่มีใครสนใจ ตอนที่สังคมกำลังอยู่ในยุคไฟสงคราม ก็มาเกณฑ์ไปใช้งาน ตอนจบสงคราม ตายก็มี พิการก็มี ราชการก็ไม่ได้บำรุง ไม่ได้ให้อะไรมากนัก บางท้องที่ เจ้าเมือง นายอำเภอ ได้แต่กดขี่ข่มเหง รีดภาษี กลายเป็น คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาด คนมีอำนาจ ถ้าประชาชนที่มีชีวิตแบบนี้ คิดได้รอบแบบนี้ แล้วได้รับ เชื้อแห่งความรู้แจ้ง จากพระสงฆ์ ว่า ความทุกข์เกิดจากการวนเวียนในการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความทุกข์เกิดจากกิเลสของเธอ ผู้ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความทุกข์เกิดจากกิเลสของเธอ ผู้เสีย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ด้วยความยากจนของประชาชนเมืองนั้น ท่านเห็นว่า พวกเขาเหล่านั้นคิดอย่างไร อดทน ทำจิตให้สะอาด สงบเย็น สักวันหนึ่ง เขาจะไม่ต้องวนเวียนกับวัฎฎสงสาร ได้ ไม่ดีหรือ (ในใจของผู้ยากไร้เหล่านั้น ก็ต้องตอบว่า ดี) กินน้อย ใช้น้อย เป็นไม๊ (ไม่ต้องสอนฉัน เพราะปกติ ฉันแทบจะไม่มีอะไรจะกินแล้ว) การยอมรับ จึงเป็นไปได้ง่าย (บางครั้งผู้ที่ทุกข์ถึงที่สุด ก็จะทราบความหมายคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้อย่างง่ายดาย) กลับมาที่จักรพรรดิ ท่านเห็นแบบนั้น ก็ตายล่ะวา คนของประเทศเริ่มเปลี่ยนนิสัย ดูเหมือนเป็นคนขี้เกียจ กลับกลายเป็นพระไปหมด ต่อไปบ้านเมืองจะต้องเกิดปัญหาการมีกินมีใช้ แน่ ๆ เลย เอาแบบนี้ ต้องใช้กำลัง ต้องใช้การทำลาย ด้วยกองทัพ ด้วยตำรวจเมือง ด้วยเจ้าเมือง ท่านคิดว่า ทำได้ง่ายหรือไม่ เอามีดจ่อคอพระ เอาหอก จ่อพุงพระ ถามว่า พระยอมไม๊ (ไม่ยอม ก็ต้องตาย) เชื่อว่า บางองค์ บรรลุแล้ว ก็ยอมตาย หรือไม่ทันจะยอม ก็ตายแล้ว ทหารมันบ้าเลือด (ไม่เคยเห็นหรือไม่ 14 ตุลาคม เวลามีเรื่องกันระหว่างผู้มีอาวุธ กับผู้ไม่มีอาวุธ) ............................................................. ศาสนาใด ที่ไม่ขัดแย้งต่อจักรพรรดิ ท่านว่าอยู่กับจักรพรรดิ ได้หรือไม่ (ได้ ตอบให้) (ผู้ใดอยู่ข้างเดียวกัน ย่อมอยู่ด้วยกันได้) ประวัติศาสตร์ จึงเป็น ประวัติศาสตร์ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ของประวัติศาสตร์ ส่วนใด ส่วนหนึ่ง ย่อมรู้เห็น ความชนะ แพ้ ความจริง ก็มีผู้รู้เห็น ผู้รู้เห็นเหล่านั้น ไม่ได้เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ส่วนการวินิจฉัยความดี ความงาม ขั้นสูงสุด นั้น มันเป็นเรื่องความรู้แห่งสัจจธรรม (ถ้าใครว่า ศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง ไม่มีประโยชน์ งานที่เขาทำอยู่ มีประโยชน์มากกว่า ท่านก็ไม่ต้องไปโกรธเขา เพราะเขาไม่ทราบว่า สัจจธรรม ของท่าน คืออะไร ทำจิต และ ร่างกาย ของท่านให้ตรงกับคำสอน ให้เกิดความดีงาม ให้สงบสุข เช่นนี้ โลกก็รับรู้แล้ว ว่า ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้โลก สงบสุข นี่แหละเป็นเครืองพิสูจน์ความยึดติดของตัวเองชั้นดีเยี่ยมเลยทีเดียว ความศรัทธากับความยึดติดมันแตกต่างกันมาก การธำรงพระศาสนากับการยึดติดในศาสนาไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ความเข้าใจในความคิดอันหลากหลายของผู้คนบนโลก ในฐานะที่เราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เราจะมีทางออกอย่างไร เราจะสอนพวกเขาอย่างไร นี่แหล่ะคือปัญญา สังคมเช่นนี้มิใช่ไม่เกิดในสมัยนี้ ดาไลลามะที่เรียกร้องสันติภาพ หลังจากที่คณะสงฆ์วัชรญาณฑิเบตโดนกดขี่ทางศาสนาจากจีน ผมคิดว่าไม่แตกต่างจากข้อความด้านบน โลกมอบรางวัลโนเบลให้ดาไลลามะ หมายความว่า นานาประเทศยอมรับเรื่องการรักษาวัฒนธรรม การรักษาศาสนาของตน และสิทธิมนุษยชน ข้อความที่คัดลอกมานี้เป็นเพียงแค่บางส่วน จากทั้งหมด ที่ทำเป็นหนังสือออนไลน์ ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และที่นั่นเอง อบรมคณะสงฆ์เพื่อให้เห็นความแตกต่างของความคิดนานาประเภทบนโลกใบนี้ ที่นั่นกล้าที่จะบรรจุไว้ในหนังสือธรรมมะออนไลน์ ให้คนทั่วไปได้อ่านอีกด้วย ผมเชิญชวนทุกท่านอ่านมากๆ และประมวลสิ่งที่ได้นี้ ท่านจะเป็นพหูสูต และเป็นมนุษย์ในสังคมที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์มากเท่าไร จะเดินทางบนโลกปัจจุบันได้อย่างแน่วแน่ มีจุดหมายชัดเจน แม้ประวัติศาสตร์บางอย่างจะขมขื่น แต่มันมีอะไรแฝงไว้มากมาย และนี่เองปรัชญาขงจื้อ ที่มีชื่อเสียง พอถึงเวลาปฏิบัติจริงขึ้นมา สภาพมันเป็นอย่างที่โพสต์ไว้ เจตจำนงเสรี ท่านเลือกได้....จริงหรือ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ความหมาย เจตจำนงค์ของข้าพเจ้า กับ เจตจำนงค์ของท่าน นั้น ต่างกันมาก ......................................... พระพุทธเจ้า แสดงให้มนุษย์ส่วนที่นับถือ ศาสนาพุทธ ได้รับทราบถึง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ความไม่ยึดติด ในสมบัติของตน ความไม่ยึดติด ในโลกธรรม 8 ความไม่ยึดติดใน ทรัพย์สมบติ พระมหาราชวัง เขตแดน และตำแหน่งพระมหากษัตริย์ การท่องเที่ยวตาม ดินแดนต่าง ๆ (เมื่อก่อน ไม่มี พาสปอร์ต) เพื่อเผยแผ่ธรรมะ การสั่งให้พระอริยสงฆ์เดินทางเผยแผ่ ไปทั่วทุกทิศทุกทาง ให้ได้ไกลมากที่สุด ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้เจตนาให้ ครอบคลุมพื้นที่ศาสนา แต่คงเจตนา แจกความรู้แห่งการดับทุกข์ ให้แก่ทุกคน ............................................... ความสันติสุข จึงเป็นของแถม ความนิพพาน คือ สิ่งที่แจกจ่าย เผยแผ่ไป .............................................. ระบบประชาธิปไตย ระบบคอมมิวนิสต์ พระพุทธเจ้าคงไม่ได้คิดจักเกี่ยวข้องด้วย การให้รางวัลจากสังคม ระบบประชาธิปไตย อาจเป็นสิ่งที่ซ้อนเร้น เพื่อ.................. ข้าพเจ้าทราบดีว่า ใคร ๆ ก็อยากเลือกให้ทั้งโลก เป็นระบอบประชาธิปไตย เพื่อกิเลส........................สักอย่างหนึ่งของ...................นิยม ................................................ ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า แม้นเธอทั้งหลายจักหมกมุ่นต่อประวัติศาสตร์ มากจนเกินไป แม้นเธอทั้งหลายจักหมกมุ่นต่อทรัพย์ ต่อเกียรติยศ ต่อดินแดน ต่อชาติ ต่อการสรรเสริญ ต่อความสุข มากจนเกินไป การบรรลุธรรม คงไม่สำเร็จ การตายแล้วเกิดใหม่ (เป็นอะไรก็ไม่รู้) มาต่อต้านและสนับสนุนเรื่องเดิม ๆ (หรือไม่ ก็ไม่รู้) คงได้เกิดขึ้นต่อ ๆ ไป (หรือไม่ ก็ไม่รู้ เช่นกัน) ............................................... เจตจำนงค์ของข้าพเจ้า จึงแคบ สั้น ง่าย มีเป้าหมายเพื่อจิตของตน การร้องตะโกน เพื่อ ธิเบต ผ่านInternet ที่ใดก็ตาม ก็ไม่เป็นผล(หรืออาจจะเป็นผล) หากแม้ผู้กระทำนั้น ยังคง หน้าอดทน ยังคง ขัง เขาเหล่านั้น อยู่ ณ ที่นั้น ที่ ที่ เขาและท่านไม่ต้องการ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 12 ม.ค. 2551 (15:30) คำสอนของพุทธองค์จะอยู่ในตัวคุณ bad&good หรือยังนั้นต่างหากสำคัญกว่าการรู้ว่าพุทธองค์ท่านสอนว่าอย่างไร และการที่คำสอนของพุทธองค์เข้ามาในใจใส่ในจิตของคุณแล้วหรือยังนั่นน่ะ ผลของการกระทำมันแสดงให้เห็นชัดแจ้ง คนไร้วาสนาจิตย่อมวุ่น "พร่ำสวดพร่ำสอนแจ้งนิพพาน" (จี้กง) อย่าเลย ข้าพเจ้ายังไม่ถึงนิพพาน ข้าพเจ้ายังไม่ถึงบรรลุธรรม ซึ่งกล่าวไว้แล้วหลายหน ข้าพเจ้า ยังไม่กล้าหาญ ที่จะพร่ำสอนแจ้งนิพพาน การไม่ยึดติดอะไร คงไม่ต้องแปลอะไร ให้มากความหมาย ให้ดูจากการกระทำของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ ตรัสรู้จนปรินิพพานแล้ว พระองค์ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของที่ดิน แม้นแต่ผืนเดียว (คงต้องหาอ่าน ในพระไตรปิฎก เองนะ) ................................. คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นไปตามนั้น ความเข้าใจของผู้ฟังธรรม อาจไปไม่ถึง พระพุทธเจ้า ทั้งข้าพเจ้าและท่าน อาจไปไม่ถึงในส่วนนั้น ในแต่ละมุมนั้น ................................ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต ................................. ขอบคุณที่เตือนข้าพเจ้า ขอบคุณในความหวังดี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 13 ม.ค. 2551 (04:25) คุณ bad&good ปัญญาเป็นตัวที่เฉียบคมมาก และมันเองเป็นตัวให้มนุษย์ใช้เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ได้อย่างแยบยล < กรณีดาไลลามะ ปัญญาคงไม่เลือกใช้อุเบกขาเท่านั้น เมตตาธรรมต้องหยิบมาใช้ค้ำจุน กรุณาธรรมต้องหยิบมาใช้อย่างเห็นจริง อิทธิบาทต้องใช้ควบคู่กันไป เรานิ่งเฉยเมื่อเห็นคนเดือนร้อนได้เหรอ ดาไลลามะเรียกร้องให้แบ่งประเทศให้เหรอ ก็เปล่า เพียงแต่ประชาชนนับถือพุทธในฑิเบตเดือนร้อนทุกหย่อมหญ้า จนต้องอพยบมาอินเดีย ความจริงเรื่องนี้จึงปรากฏขึ้นมา คุณ bad&good สังขารธรรมทั้งหลาย เป็นอนิจจัง สังขารธรรมทั้งหลาย เป็นทุกข์ ทั้งสังขารธรรม และอสังขารธรรม เป็นอนัตตา มีเหตุมีปัจจัย เป็นอิทัปปัจจยตา จิตที่ถึงพร้อมด้วยธรรม ถึงด้วยมรรค ย่อมพัฒนาไปตามธรรมชาติ ธรรมทุกอย่างโยงใยเหมือนใยแมงมุม ปัญญาใช้ตัดกิเลส เพราะปัญญามันเลือกใช้ธรรมได้อย่างลงตัว เหมาะเจาะ เหมาะแก่สังคม เหมาะแก่กลุ่มคน เหมาะสมทั้งปวง สมเป็น สัตบุรุษธรรม ธรรมชาติเหล่านี้เหนี่ยวนำมาใส่ในใจในใจแล้วหรือยัง ถ้ายัง แล้วจิตจะเอาเหตุอะไรให้เกิดผล มรรคที่รู้ๆกันว่ามีแปดข้อ ถึงเวลาเอามาใช้จริง ใช้ยังไงกัน ธรรมในหลักธรรมมีมหาศาล แต่ทุกอย่างโยงใยถึงกันหมด พรหมวิหารยังใช้ไม่เป็น อิทธิบาทยังใช้ไม่เป็น สัตตปุริสธรรมยังใช้ไม่ได้ มรรคยังไม่เป็นรูปธรรม โอวาทปาฎิโมกข์ยังขับไม่ไป ปฏิจสมุปบาทยังไม่รู้เห็น มงคลชีวิตตั้งสามสิบแปดจะเลือกใช้ตอนไหน ศีล สมาธิ เพียงพอแล้วหรือยัง ทั้งหมดนี้ไม่ต้องกังวลเลย แต่ละวันสะสมธรรมชาติเหล่านี้ไป หยิบมาใช้ เห็นคุณค่าของมัน แล้วแสดงมันออกมา โคแม่กินหญ้าไปด้วย ให้นมโคลูกไปด้วยไม่ได้หรือ มองสังคมทะลุแล้วละก้อ รีบหยิบธรรมชาติเหล่านี้มาใช้ คนจะเข้าถึงธรรมได้ จะอยู่ไหนก็ทำได้ ปัญหาสังคมมากมาย เป็นโอกาสใช้ธรรม เป็นโอกาสฝึกธรรม แล้วจิตที่ฝึกดีแล้ว จะนำสุขมาให้เอง ไม่เห็นต้องบอก ไม่เห็นต้องแจ้ง ไม่เห็นต้องหวังมันเลย นิพพานน่ะ ทำเหตุไปเรื่อยๆ ผลมันก็เกิด เพราะมันเป็นอิทัปปัจจยตา ไม่ต้องบอกให้คนหนีสังคม หนีความเป็นมนุษย์หรอก เพราะในสังคม เพราะตัวมนุษย์ มันเป็นที่ที่ให้เราฝึกธรรมชาติเหล่านี้ได้ดีที่สุด ดีกว่าสวรรคาไลย ดีว่านรกหมกไหม้ ดีกว่าพรหมโลก เพราะอะไรนะเหรอ ไหนลองตอบซักนิดซิครับ ไอ้ที่ชื่อว่า thanit_khom มันกำลังปฏิบัติธรรมอะไร ไอ้ที่เรียกว่า bad&good ล่ะ มันกำลังปฏิบัติธรรมอะไร พิจารณามัน แล้วก็อ๋อ นั่นแหล่ะปัญญา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 13 ม.ค. 2551 (05:12) พาหุง มหาการุณิโก ที่ท่องๆ กันลองมองหรือไม่ กรณีไหนใช้ทาน กรณีไหนใช้ขันติ กรณีไหนใช้เมตตา กรณีไหนใช้อิทธิ กรณีไหนใช้สันติ กรณีไหนใช้ปัญญา กรณีไหนใช้อิทธูปะเทสะวิธินา กรณีไหนใช้ญาณ ก็มีให้ลองนำมาใช้ในแต่ละช่วงแต่ละโอกาส คราวสงครามแย่งน้ำ พุทธองค์ไม่ห้ามทรงห้ามสงครามเหรอ เห็นสงครามแล้วนิ่งเฉยเหรอ ก็ไม่ โปรดจงพิจารณา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 13 ม.ค. 2551 (09:13) ผิดแล้วท่าน พระพุทธเจ้าก็เคยห้ามการทะเลาะกัน ก่อนเกิดสงคราม ................................................. ข้าพเจ้าดีใจที่ท่านมีจิตที่ดีงาม เช่นนั้น การแสดงออกเช่นนั้น เป็นเรื่องดีมาก แต่ปัญหามีมากมายให้ท่านแก้ไข ปัญหาภายในบ้าน พ่อ แม่ พี่ น้อง ผู้มีปัญหา ปัญหารอบหมู่บ้านของท่าน ปัญหารอบตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ของท่าน ปัญหารอบข้างประเทศ ของท่าน ปัญหาทางสังคม ปัญหาการศึกษา ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหามากมาย จนไม่อยากจะกล่าวซ้ำ ท่านไม่คิดจะช่วยบ้างหรือ (แค่เพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็พอ) แม้นเพียงเรื่องการพัฒนาคนทั้งประเทศ ให้เรียนถึง ม.6 ทุกคน แม้นเพียงเรื่องทำให้ประเทศ มีความสะอาดเทียบเท่าประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร ญี่ปุ่น โอย มากมาย กิเลส ของคนสร้างขึ้นมากมาย กิเลสของคนอยากแก้ปัญหา ก็มีมากมายเช่นกัน รสชาติของความอร่อยของกิเลส แตกต่างกัน แต่ละคนก็ชอบที่จะทำ ปัญหาบนโลกใบนี้ ข้าพเจ้าเชื่อได้ว่า แก้ไขได้ และแก้ไขไม่ได้ มีหลายคนเจ็บปวดมามาก สำหรับเรื่องที่ราชการแก้ไขปัญหาให้เขาเหล่านั้นไม่ได้ หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวให้ทราบอย่างมากมาย หลายเรื่อง การแก้ปัญหาอาจใช้ด้วยกำลัง อาจใช้ด้วยวาจา ขึ้นอยู่กับเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับสิทธิ ขึ้นอยู่กับกฎกำหนด(คือฝ่ายหนึ่งกระทำแล้วไม่ผิด) คนนั่งสวดมนต์ ไหว้พระ ปฎิบัติธรรม จำศีลอยู่กับถ้ำ เมื่อยุคก่อน ๆ ก็ถูกตำหนิว่ากล่าวมากมาย ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เรื่องแบบนี้ เมื่อพุทธกาล ก็มีผู้ว่ากล่าว ตำหนิ พระพุทธเจ้า อยู่มากมาย ไม่เว้นแม้แต่พระบิดาของพระองค์ ว่าลูกหลานของเขา อย่าได้ชวนไปบวช จะชวนบวช ให้อนุญาตพ่อแม่ของเขา ก่อนได้หรือไม่ เอ้อ พระพุทธเจ้า จึงตั้งกฎนี้ขึ้นว่า ต่อไปทุกคน ผู้ที่ขอบวชต้องได้รับการยินยอมจากพ่อแม่ ปัญหามีหลายเรื่องมากมาย ถ้าหากท่านเปิดสำนักงาน ถามหาความช่วยเหลือผู้คน อย่างฟรี ๆ ไม่ขอค่าบริการ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ไม่ถึงเดือน งานของท่าน จะได้รับอย่างมากมาย มากมาย จนคิดถึงเรื่องอื่นน้อยลง มีหลายเรื่องเหมือนกัน ที่ทุกคนน้อยใจ ไม่มีใครช่วย (บางครั้งสร้างปัญหาเพิ่มซ้ำเช่นเดิม) เรื่องงาน เรื่องของเขา เรื่องของเรา เรื่องของข้าพเจ้า เรื่องของท่าน น้อยใจ ได้ทุกเรื่อง ได้แต่มีผู้ปลอบใจ หรือให้เงินทองบ้าง แต่งานนั้น การแก้ปัญหา ต้องเดินหน้าต่อไป ด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเขาไม่แก้ปัญหาของเขาเอง ก็หมดแล้ว ผู้ให้กำลังใจกับจิตของตนเอง ผู้นั้นจะเลือกอะไร ฆ่าตัวตาย หรือจะสู้ชีวิตก้าวเดินต่อไป ................................................ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 13 ม.ค. 2551 (11:55) คุณ bad&good นี่แหล่ะ มรรคแปดข้อแรกเลยบรรจุ "สัมมาทิฐิ" เอาไว้ ถ้าไม่เห็นชอบแล้ว จะแก้ปัญหาลำบากแก้ยาก ปัจจุบันน่าจะใช้คำว่า ทรรศนคติ (Attitude) สัมมาทิฐิ ต้องรู้อะไร ก็ต้องรู้ ปัญหา สาเหตุ เป้าหมาย และวิธีการแก้ไข เป็นอันดับแรก ทุกสิ่งตกอยู่ใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉนันปัญหาทุกปัญหา ความทุกข์ทั้งมวลแก้ไขได้ ถ้าไม่งั้นแล้ว ความทุกข์ของเราก็คงไม่หมด จริงมั๊ย แน่นอน มีปัญหาแบบแก้ไขคนเดียว แบบแก้ไขเป็นกลุ่ม แบบแก้ไขระหว่างประเทศ มีกลไกอยู่ ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ถามว่า ถ้าเราไม่คิดแก้ไข ไม่ร่วมมือ ไม่เริ่มจากตัวเองแล้ว ระดับที่สูงขึ้นไปก็คงแก้ไม่ได้ บางอย่างทำให้วิถีชีวิตเราลำบากขึ้นนิดหน่อย เช่น ผมไม่เลือกซื้อ สินค้ายี่ห้อไนกี้ เพราะใช้แรงงานเด็กที่อินเดีย แต่กลัวเด็กจะได้รายได้จากไหนก็เลยจ่ายเงินมูลนิธิเพื่อเด็กของอินเดีย ทำเท่าที่เราจะทำได้ และเลือกทำให้ดีที่สุด ผมลดการใช้พลาสติก ซื้อของที่ซุปเปอร์ทีนึงก็เอากระเป๋าส่วนตัวไปด้วย ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังรณรงค์เรื่องนี้อยู่พอดีเลยดูไม่แปลกอะไร ผมเลือกประหยัดน้ำไฟ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ มีระเบียบในการทำงาน ในการเรียน มุ่งมั่น ตั้งใจ ผมอฺธิฐานขอให้คนฑิเบตรอดพ้นทุกขเวทนา ขอให้สงครามลดลง ในฐานะคาธอลิคผมก็ขอพระผู้เป็นเจ้าเป็นกำลังให้พวกเขา เมื่อถึงเวลาที่เราได้มีส่วนร่วมกับเรื่องดังกล่าว เราทำเต็มที่แน่นนอน พวกนี้ถือเป็นความดีทั้งนั้นมิใช่หรือ พอเราทำดีแล้วก็พิจารณาว่าเออนะ ความเมตตาเริ่มเกิดในใจแล้วนะ เรามีเมตตา เราทำความดี เราก็มีความสุข มีสมาธิ ปัญญา ตามมาเป็นลำดับ ที่บอกว่าเริ่มจากตัวเอง เริ่มอย่างไร การกระทำในชีวิตประจำวัน ตื่นขึ้นมา จนกระทั่งนอน นี่แหละคือหลักธรรมที่นำมาปฏิบัติได้อย่างแท้จริง นิพพานไม่ไปไหนหรอก อยู่ตรงนี้แหละคุณ แต่เมื่อทรรศนคติ ไม่ตรงกันแล้ว สัมมาสังกัปปะเกิดได้ลำบาก อย่างตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นนี้แหละคับ แล้วแบบไหนถือว่าเป็น สัมมาทิฐิ กันแน่นะ ลองพิจารณาให้ดี โยนิโสมนัสสิการ เพื่อให้มรรคสมบูรณ์และปัญหาในชีวิต ในสังคม ก็จะนิพพานไป การเกิดหรือไม่เกิด อยู่ตรงที่เหตุยังอยู่หรือเหตุหมดไปแล้ว เหตุจะหมดต้องเริ่มจากการกระทำในชีวิตประจำวัน เด็กเล็กๆ จะมองแค่รอบตัว ถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง พอโตขึ้นวุฒิภาวะสูงขึ้นก็เริ่มมองสังคม เริ่มรู้ว่าเราก็มีส่วนร่วมในสังคม ลดความเป็นตัวตน เมื่อถึงที่สุด เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปเลย กลายเป็นจักรวาล นี่มิใช่การพัฒนาการของมนุษย์หรอกหรือ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 13 ม.ค. 2551 (13:21) ความรู้ทางด้าน อริยมรรค 8 ตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจนั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่า เล็กและแคบ อยู่ ข้าพเจ้ายังไม่สามารถสร้างให้ สลับ ซับซ้อน ได้มาก ด้วยเกรงว่า การขยายความในแต่ละหัวข้อ จะมากเกิน จะมากจนวนกลับ เป็นเพิ่มกิเลส ให้ตนเอง ด้วยรู้ตนเองว่า ไม่ได้สามารถควบคุมตนเองได้มาก สัมมาสติมีน้อย อยู่ ............................................................... ท่านอาจมองว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ดื้อรั้น แต่ถ้าท่านเห็นพระสงฆ์ตัวอย่าง หลวงปู่มั่นภูริทัตโต ลองฟัง MP3 ที่ http://www.dhammajak.net/audio/dhamma/files/pumun.php หรือยังไม่อิ่มความรู้ ก็ขอได้ฟังMP3 จากพระสงฆ์อื่น เมื่อข้าพเจ้าฟังแล้ว ในหนึ่ง ๆ วัน พระสงฆ์เฝ้าพากเพียรแต่เรื่องเหล่านั้น เพียงเรื่องราวเดียว (ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป ก็ไม่เห็นด้วยว่า วัน ๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไร) ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสมาก ขนาดนั้น ข้าพเจ้าก็อยากกระทำตามแบบหลวงปู่มั่น .......................................................... สัมมาทิฏฐิ(ความเข้าใจธรรมอย่างถูกต้อง) สัมมาสังกัปโป(มีเป้าหมายอย่างถูกต้อง คือ ดับกิเลส) สัมมาสติ(มีสติ ควบคุมดูแล จิต ไม่ให้ก้าวล่วงสู่ กิเลส ไม่สั่งสมกิเลส) .......................................................... คำย่อ นี้ แม้นต้องการขยาย ก็ย่อมขยายได้ แต่ไม่อธิบาย ไปถึง การปล่อยให้กิเลสจากจิตใจ งอกงาม เติบโต ......................................................... ข้าพเจ้าก็ทราบอยู่ว่า พระสงฆ์เริ่มแตกความคิดเห็น พระกลุ่มหนึ่ง เพื่อบรรลุนิพพาน แล้วจบที่ตนเอง อย่างมากที่สุด คือ ส่งเชื้อแห่งความดีต่อผู้อื่น ผู้อื่นจะสืบทอดได้หรือไม่ พระเหล่านั้นไม่ได้กังวล ส่วนพระอีกกลุ่มหนึ่ง บอกว่า ไม่ได้ ต้องอนุรักษ์ให้ศาสนาพุทธ ดำรงค์อยู่ เพื่อชนรุ่นหลัง เพื่อชนผู้ต้องการดับทุกข์สิ้นเชิง ปรัชญา ทางพุทธ จึงมี 2 มุมมอง ปรัชญาในความหมายของข้าพเจ้า ก็คงหมายถึง ยังหาข้อยุติไม่ได้ ว่า ทำถูกต้อง หรือทำผิด ............................................. แต่พุทธประวัติ ก็สอนให้ทราบว่า ศาสนาพุทธเกิดที่ใด เนปาล (คนนับพุทธ ก็ไม่ถึง 10%) อินเดีย (คนนับพุทธ ก็ไม่ถึง 10%) เกาหลีใต้ ท่านMon ก็อ้างข่าวว่า ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นคริสต์แล้ว ไทย บางครอบครัว ก็เริ่มจะเปลี่ยนเป็นศาสนาอื่น สิ่งเหล่านี้ เมื่อข้าพเจ้าอ่านแล้ว ก็ไม่ได้กังวลอะไร ประวัติศาสตร์ นอกพระไตรปิฎก กล่าวว่า ชาวพุทธ อพยพไปอยู่ประเทศอื่น สร้างพุทธสถานใหม่ ก่อเกิดพระสงฆ์ใหม่ อืม ศาสนาพุทธ ยังไม่ตาย ยังคงดิ้นไปได้ระดับหนึ่ง (มันไม่ต่างจากกลุ่มโจรก่อการร้าย บิลดาเดน ชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ตาย พร้อมที่จะล้างแค้นได้ทุกเมื่อ ได้ล้างแค้นน้อย ล้างแค้นมาก ก็สะใจกิเลส ตน) แม้นไม่มีชาติ เขานั้นยังอยู่ เขายังอยู่ จิตเขาไปทางใด ต่อไป เลว เขายังอยู่ จิตเขาไปทางใด ต่อไป ดี อย่างไรเล่า จึงบรรลุนิพพาน ชาติ ไม่มีชีวิต ไม่รู้จักนิพพาน ติดชาติ เพื่ออะไร ควบคุม กำกับดูแล ผู้อื่น ไม่ได้ ควบคุม กำกับดูแล ตนเอง ได้ จักทำสิ่งใดก่อน ดี พละ กำลัง ของตน มีอยู่เท่าไร เพียงจับจอบ จับเสียม จับเครื่องคิดเลข จับเงินไม่ถึงหมื่นต่อเดือน จะเอาอะไรต่อกร ............................................ ส่วนเรื่องการทำดีเพื่อโลก ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วย แต่บางประเทศ วัฒนธรรม จิตสำนึกของคนในชาติ ไม่ได้สูงส่ง อะไรมาก หากทำได้เพียง 5%ของคนในชาติ ก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย (แต่คงไม่เพียงพอ) ประเทศที่เจริญทางด้านอุตสาหกรรม เป็นแหล่งต้นกำเนิดโลกร้อนเหมือนกัน โรงงานเหล่านั้น ถ้าไม่หยุดผลิต ก็เปลี่ยนวิธีผลิตใหม่ เพื่อให้ลดปัญหาโลกร้อนได้สัก 1-10% ที่น่ารักมาก ก็ไม่ผลิตประเทศตน แต่ไปผลิตในประเทศที่ไม่มีข้อห้ามทางกฏหมาย เช่น มาที่ผลิตในไทย ไทยก็ดีใจมาก ที่เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลมาสู่ไทย เศรษฐกิจไทยจะได้รุ่งเรือง (บวกมลพิษ) .................................................. การทำดีเพื่อโลก หลายอย่าง ดูเหมือนได้ผล และไม่ได้ผล ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติของ การหมดไปของทรัพยากรธรรมชาติ และไม่ธรรมชาติ จะเป็นตัวลงโทษให้กับมนุษย์เอง เพราะมันหมดแล้ว ข่าวก็เตือนหลายเดือนแล้ว จะหมดแล้ว ทำฮิตไปได้พักหนึ่ง สุดท้ายก็หยุดไป สิ่งเหล่านี้ ใครไปกราบขอร้องว่า อย่าได้ทำ มันก็คงสวนกลับด้วยเหตุผลนานับประการ ...................................................... สุดท้าย ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ความเป็นนิพพาน ไม่ได้เป็นอะไรส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ไม่ได้อะไรในสิ่งที่อยากได้ (ต้องเสียใจจริงกับ ผู้หวังบรรลุนิพพาน แต่กลับไม่ได้อะไรเลย จริง ๆ) |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |