~~...นางในฝัน....~~

นางในฝัน

วิชาศีลธรรมในสมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนค่อนข้างน่าเบื่อ ยังโชคดีที่มีตำนานสนุกๆ แทรกเข้ามาบ้าง ดังเช่นเรื่องนี้

ปุณณวัฒนกุมารเป็นบุตรชายของเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี พ่อแม่อยากให้แต่งงาน แต่แกไม่ยอมแต่งเสียที เมื่อทนรบเร้าไม่ได้ ก็ตั้งข้อเสนอว่าหากหาหญิงสาวที่มีคุณสมบัติห้าอย่างนี้มาได้ เขาจึงจะยอมแต่งงาน

สเป็คฯที่ว่านี้เรียกว่า “เบญจกัลยาณี” อันได้แก่

1 เกสกลฺยาณํ ผมงาม คือ หญิงผู้มีผมยาวถึงสะเอว และปลายผมงอนขึ้น

2 มงฺสกลฺยาณํ เนื้องาม คือ หญิงผู้มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี

3 อฏิกลฺยาณํ กระดูกกงาม คือ หญิงผู้มีฟันสีขาวประดุจสังข์และเรียบเสมอกัน

4 ฉวิกลฺยาณํ ผิวงาม คือ หญิงผู้มีผิวกายงามละเอียดสวยงาม

5 วยกลฺยาณํ วัยงาม คือ หญฺงผู้ที่แม้จะคลอดบุตรกี่ครั้ง ก็ยังคงเต่งตึงไม่หย่อนยาน (ไม่รุ้ว่าดูออกอย่างไร)

อืม ! ขอไม่มากเลยนะ

สังเกตว่าทั้งห้าข้อเป็นคุณสมบัติทางกายภาพทั้งสิ้น









ตำนานเล่าต่อไปว่า ฝ่ายพ่อแม่ก็ไม่ย่อท้อ ส่งพราหมณ์ไปเป็นแมวมองค้นหาหญิงสาวตามสเป็คฯนี้จนพบเข้าคนหนึ่งในเมองสาเกต ชื่อนางวิสาขา ยามนั้นนางวิสาขาพร้อมทั้งหญิงบริวารออกมาเที่ยวเล่นกัน ฝนเทลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารทั้งหลายพากันวิ่งหลบฝนเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขายังคงเดินด้วยฝีเท้าปกติ

พราหมณ์แมวมองรู้สึกแปลกใจยิ่ง ถามนางว่า “ทำไมเธอจึงไม่วิ่งหลบฝนเหมือนกับหญิงคนอื่นๆ ?”

คำตอบของนางคือ “เป็นหญิงสาววิ่งแล้วดูไม่งาม หากหกล้มอาจเสียโฉมพิการ หมดคุณค่าไป” (ความจริงนางตอบยาวกว่านี้มาก)

แสดงว่านางวิสาขาไม่เพียงแต่สวย ยังฉลาดด้วย นับว่าเป็นความโชคดีของปุณณวัฒนกุมารที่นางวิสาขามิได้กำหนดสเป็คฯของ “เบญจบุรุษ” ด้วย









ก่อนส่งตัว บิดาของนางวิสาขาเรียกนางไปให้โอวาทสิบประการ

1 ไฟในอย่านำออก คืออย่านำความไม่ดีของพ่อผัวแม่ผัวและสามีออกไปพูดให้คนภายนอกฟัง

2 ไฟนอกอย่านำเข้า คือเมื่อคนภายนอกตำหนิพ่อผัวแม่ผัวและสามีอย่างไร อย่านำมาพูดให้คนในบ้านฟัง

3 ให้แก่คนที่ควรให้เท่านั้น คือให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วแล้วนำมาคืน

4 ไม่ให้แก่คนที่ไม่ควรให้ คือไม่ให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วไม่คืน

5 ให้ทั้งเก่คนที่ควรให้และไม่ควรให้ คือเมื่อมีญาติมิตรผู้ยากจนขอความช่วยเหลือพึ่งพาอาศัย จะให้คืนหรือไม่ให้คืน ก็ควรให้

6 พึงนั่งให้เป็นสุข คือไม่นั่งในที่กีดขวางพ่อผัว แม่ผัวและสามี

7 พึงนอนให้เป็นสุข คือไม่ควรเข้านอนก่อนพ่อผัว แม่ผัวและสามี

8 พึงบริโภคให้เป็นสุข คือควรควรจัดให้พ่อผัว แม่ผัวและสามีบริโภคแล้ว ตนจึงบริโภคภายหลัง

9 พึงบำเรอไฟ คือให้มีความสำนึกอยู่เสมอว่า พ่อผัว แม่ผัวและสามีเป็นเหมือนกองไฟ และพญานาคที่ต้องบำรุงดูแล

10 พึงนอบน้อมเทวดาภายใน คือให้มีความสำนึกอยู่เสมอว่าพ่อผัวแม่ผัวและสามีเป็นเหมือนเทวดาที่จะต้องให้ความนอบน้อม



เชื่อแน่ว่าตัวละครในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ในสมัยหนึ่งที่ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างแม่ผัว - ลูกสะใภ้คงไม่เคยปฏิบัติตามโอวาทสิบประการนี้ แม่ผัวกับลูกสะใภ้จึงทะเลาะกันในละครมานานนับสิบปี

หลายคนในสมัยนี้คงบอกว่า โอวาทสิบประการนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิสตรอย่างยิ่ง เป็นการอบรมสร้าง “ช้างเท้าหลัง” ย่างแท้จริง พูดสั้นๆ คือบทบาทของหญิงเป็นเพียงทาสรับใช้ชายเท่านั้น

ทว่าเราคงใช้ข้อแม้ทางสังคมในยุคอินเตอร์เน็ตเป็นมาตรวัดพฤติกรรมวคนในสมัยกว่าสองพันปีก่อนไม่ได้ คำถามที่น่าสนใจมากกว่าคือ เมื่อ พ.ศ. นี้มีข้อใดในโอวาทสิบประการนี้ที่ยังใช้ได้หรือว่าล้าสมัยไปหมดแล้ว ??

ดูเหมือนเหลืออยู่ไม่กี่ข้อที่ว่าด้วยการไม่เป็นคนขี้นินทาและมีเมตตา

ส่วนการที่บริโภคอาหารหลังสามีและพ่อผัว แม่ผัว ออกจะเป็นเรื่องที่ไม่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอย่างไรพิกล

สังคมปัจจุบันต้องการ “โอวาทสิบประการ” เสมอ แต่มันเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆ

ในสภาพสังคมที่เงินทองหายาก ภรรยาจำนวนมากต้องออกไปทำงานนอกบ้านอีกแรงหนึ่งด้วย กระนั้นสามีหลายคนยังคาดหวัง (ด้วยความโลภ) ว่า บทบาทของ “เบญจกัลยาณี” ต้องไม่ลดลง พูดง่ายๆ ว่า หญิงสาวนอกจากต้องทำงานนอกบ้านมาช่วยด้านการเงินแล้ว ยังต้องเลี้ยงลูก ดูแลเรื่องการกินอยู่ ซักผ้า ล้างจานด้วย ฯลฯ จึงจะเป็นยอดภรรยา (น่ารังเกียจจิต)

ผ่านมาหลายปี สเป็คฯ ของผู้ชายเราไม่เคยเปลี่ยนเลยคือเอาแต่ได้จริงๆ !!

อาจจะจริงอย่างที่คนโบราณว่า เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก เพราะโลกนี้ยังเป็น “ปิตาธิปไตย” จริงๆ

ชายยังคงคาดหวังว่าหญิงต้องเป็นคนดูแลตนส่วนหญิงจำนวนหญิงจำนวนไม่น้อยก็ตกอยู่ในกับดักของความเชื่อที่ว่า ต้องเอาใจชาย มิฉะนั้นเขาอาจเปลี่ยนใจ (เป็นความคิดที่โง่มากนะ)

การเอาใจส่วนหนึ่งก็คือการรักษาสภาพร่างกายของตนเองให้มีเสน่ห์ยวนใจเสมอๆ เราก็จึงยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยยาลดความอ้วน การดูดไขมันเพื่อเอาใจชาย ด้วยความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มัดใจชายได้

แต่หาก “คุณค่า” เหล่านี้เป็นตัวมัดใจชายจริง หญิงสาวเหล่านั้นจงระวังด้วยว่า วันหนึ่งเมื่อสเป็คฯนี้หมดอายุ เขาก็ไปหาคนใหม่ได้







คุณค่าของหญิงไม่น่าจะใช่(ไม่ใช่เลยแหละ)การมีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุก ฟันสีขาวประดุจสังข์ หรือการที่คลอดลูกกี่ครั้งยังเต่งตึง

“เบญจกัลยาณี” น่าจะหมายถึงคนที่ยืนหยัดเคียงค่าสามี ไม่ใช่เดินตาม เป็นเพื่อนไม่ใช่ทาส เอาใจแต่ไม่ตามใจ อ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ

เพราะสเป็คฯทางกายหมดอายุเร็วกว่าสเป็คฯทางใจนัก







จากหนังสือ “ความฝันโง่ๆ” ของวินทร์ เลียววาริณ

เรื่อง นางในฝัน (หน้า 137-140 )


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น