|
เด็ก ... อนาคตของชาติ
โพสต์เมื่อ:
16:20 วันที่ 2 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
17,145
ตอบแล้ว:
66
วิชาการ.คอม > ครูอาจารย์
วิชาการ.คอม > ครูอาจารย์ > ครูคุยทั่วไป วิชาการ.คอม > ข่าวบริการวิชาการ > การศึกษาทั่วไป
สวัสดี ปีใหม่ ครับ
ช่วงหยุดปีใหม่ ผมมีโอกาส เล่นเน็ต ในร้านอินเตอร์เน็ต ซึ่งเต็มไปด้วยเด็กๆ เด็ก ที่ผู้ใหญ่ บอกว่า เป็นอนาคตของชาติ เด็กที่ตั้งตารอ โรงเรียนเลิก โรงเรียนปิด เพื่อเล่นเกมส์ออนไลน์ เด็กที่ คุยกันแต่เรื่องเกมส์ ตลอดเวลา เด็กที่ มีคำหยาบ คำด่า ออกมาทุกครั้งที่เปิดปากพูด (ระหว่างที่พิมพ์อยู่นี้ ผมได้ยินคำด่า คำหยาบ เกินร้อยคำ) เด็กที่ บอกว่า ผมแบ่งเวลาได้ ผมเล่นเกมส์หลังเลิกเรียน แต่กลับถึงบ้าน ผมอ่านหนังสือ (ไม่รู้ทำจริงแค่ไหน) เวลาผ่านไป เด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้น กลายเป็นผู้ใหญ่ นำพาชาติไปสู่อนาคต ตลอดเวลาที่ผ่านมา เล่นแต่เกมส์ ไม่เคยหาความรู้ ใส่ตน แล้วอย่างนี้จะมีความรู้อะไรไปใช้ พัฒนาประเทศ แล้วชาติไหน จะเจริญ ในขณะที่เด็กกำลังเล่นเกมส์ ที่ชายแดนใต้ มีทหาร กำลังต่อสู้ และ ตายแทนเด็กพวกนี้ เพื่อให้อนาคตของชาติยังอยู่ ... เป็นความเชื่อ ... ความจริง มันต่างกัน การศึกษาที่มีอยู่ ไม่ได้ช่วยส่งเสริมเด็ก มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่ออนาคตของชาติเลย การศึกษาที่เป็นอยู่ ส่งเสริมแต่ความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ลุ่มหลงในกิเลส ของทุนนิยม การศึกษาส่งเสริม ให้เด็กเห็นแก่ตัวมากขึ้น มากขึ้น ทุกๆ วัน แล้วเรายังจะฝากอนาคตของชาติไว้กับเด็กออนไลน์ อย่างนี้หรือ คงต้องโทษที่ผู้ใหญ่ นำพาแต่สิ่งที่ทำลายความเจริญมาให้เด็ก แล้วก็ฝากอนาคตไว้ที่เด็กที่มีแต่สิ่งทำลายชาติ ตกเป็นทาสของทุนนิยม เราคงต้องช่วยกัน ทำให้การศึกษา มีภูมิคุ้มกันมากพอ ที่จะไม่ให้เด็กๆ ของเรา ตกเป็นเหยื่อของ ทุนนิยม หรือ นิยมกิเลส ขอบคุณครับ นายสติ 2 ม.ค. 51 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 16 ม.ค. 2551 (04:59) ผมต้องขออภัยนะครับที่ต้องให้รอ พอดีช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นช่วงแห่งการสอบเข้าป.โทน่ะครับ เลยวุ่นๆ เรื่องเอกสารนิดหน่อย เข้ามาตอบได้ทีละกระทู้สองกระทู้ก็หมดเวลาซะแล้ว แต่พูดไปก็เหมือนแก้ตัว แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ใส่ภาษาไทยให้อีกคลิปนึงแล้วนะครับ ส่วนเรื่องพ่อแม่รังแกฉัน พูดฟันธงออกไปอย่างนั้น จะถูกต้องหรือเปล่านั้น คงตอบได้ยาก (แต่ผมค่อนข้างที่จะไม่เห็นด้วย) เพราะพ่อแม่แต่ละท่านก็มีวิธีการเลี้ยงดูลูกที่แตกต่างกัน และท่านก็คงจะไม่ทราบผลของการเลี้ยงดูได้ชัดเจนนักหรอกครับ แต่ที่แน่ๆ ท่านพยายามเลี้ยงดูลูกหลานของท่านอย่างที่ตัวเองคิดว่า "ดีที่สุด" แล้ว ข้อนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความจริง ทว่าผลของมันเป็นอย่างไร ท่านคงคาดเดาได้ลำบาก แต่เมื่อการศึกษาผลกระทบจากการเลี้ยงดูบุตร มีการศึกษาเป็นวิธีการ เป็นหลักเป็นการมากยิ่งขึ้น พ่อแม่รุ่นใหม่ก็เริ่มปรับตัว เรียนรู้การเลี้ยงดูลูกหลานตัวเองได้ดียิ่งขึ้นเป็นลำดับ ข้อนี้ต้องยกข้อดีให้งานวิจัย ในคลิปที่สอง เราได้ยินผู้เชียวชาญเรื่อง NEET พูดถึงการที่เราๆท่านๆ ต่างประโคมข่าว บอกกันว่า "จงทำสิ่งที่ตัวเองฝัน" แต่เด็กบางคนที่ยังมัวๆ กับอนาคตของตนเองว่าจริงๆแล้วฉันชอบอะไร ฉันอยากทำอะไร จึงกลายเป็นยึดมั่นกับความคิดนั้นไปว่า ถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ ไม่ลองทำ (ซึ่งจริงๆทำไปแล้วอาจจะชอบก็ได้ แต่ยังไม่ลองทำ) เด็กเหล่านั้นจึงมีมากยิ่งขึ้น (เป็นเช่นนี้เหมือนกันทั่วโลก) ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของสังคมเสียทั้งหมด เพราะยังมีเด็กหลายคนที่ติดตามความฝันของตัวเองได้โดยแนวคิดดังกล่าว แต่ว่ามันอาจเป็นผลที่เกิดจากความแตกต่างของแต่ละคน แต่ละสถานการณ์ เมื่อประโคมกันทั่วประเทศโดยไม่แยกแยะนิสัย ลักษณะของคน ประเภทเหมารวมผ้าโหล ผลมันก็เลยกลายเป็นแบบนี้ ดังนั้นแล้วการแก้ปัญหาจึงควรทำแบบบูรณาการก็จริง แต่เรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เราจำเป็นต้องใส่ใจเป็นคนๆ ไป ไม่ใช่เหมารวม ถึงแม้ว่าจะใช้เวลามาก จะใช้ทรัพยากรมาก ก็ยังดีกว่าแก้อันนั้นกลายเป็นปัญหาอันนี้ ไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งเป็นการสิ้นเปลือง และสูญเปล่ามากกว่ามิใช่หรือ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 16 ม.ค. 2551 (10:41) การหยุดมองดูภาพ หรือบางส่วนของภาพ ย่อมจะทำให้เห็นส่วนต่างๆ แตกต่างกัน มีสีต่างกันเป็นต้น ชีวิต จิตใจของคนเราก็เช่นกัน การใช้สีประกอบคำอธิบาย จึงเป็นสีที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่มีใครเข้าไปป้ายสี หรือเปลี่ยนสีตามใจชอบแต่อย่างไร การไม่ยอมรับสีต่างๆ (ที่สะท้อนคุณภาพของจิตใจ) เหล่านี้ต่างหาก ที่จะทำให้เรามองคลาดเคลื่อนไปได้ แน่นอนว่า "สี" เหล่านี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่คงทนถาวร ย่อมแปรเปลี่ยนไปได้ แต่เราย่อมปรารถนาสีที่เป็นสิ่งที่ดีงาม ที่คงทนถาวร เป็นสีที่มีคุณภาพ และไม่ถูกแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งกระทบ กิเลสต่างๆได้โดยง่าย ......................................................................................... เรื่อง การเป็นผู้นำ หากหมายถึง ผู้นำทางสังคม เรื่องอำนาจ กิเลส ผลประโยชน์ จะทำให้สิ่งดีงามต่างๆ ถูกบดบังไปแทบทั้งหมด หากเป็นผู้นำของตัวเอง ...อันนี้ ทำได้อย่างแน่นอน ที่ตัวเราเองทุกๆคน (Just Do It) หากจะพูดถึง ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำทางคุณธรรม การรวมพลังในสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้พลังของกัลยาณมิตรจำนวนมาก เข้ามาช่วยกันเสียสละ อุทิศตน ทำสิ่งที่สร้างสรรค์ ให้เกิดขึ้น .................................................................... แต่หากจะพูดกันเพียงหลักการ แนวคิด ย่อมมีพลังไม่มาก ที่จะต้านทานกระแสกิเลส ที่มีมากกว่ามาก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 16 ม.ค. 2551 (14:42) คุณ MathGuy ผู้นำทางคุณธรรม จะนำคนไปทางไหนเหรอครับ แล้วคนแต่ละคนจะทำอะไรในแต่ละวันเหรอครับ แล้วผู้นำต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ อยากรู้ คือผมมันเป็นคนประเภทต้องลงรายละเอียด ไม่งั้นไม่เห็นภาพ คิดไม่ออก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 16 ม.ค. 2551 (16:52) ถ้ารู้จักแบ่งเวลาก็ไม่มีปัญหาจริงใหมครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 16 ม.ค. 2551 (16:54) "ผู้นำทางคุณธรรม" ......................................................................................................... ในที่นี้ผมหมายถึง กลุ่มคน กลุ่มกัลยาณมิตร ที่อาจจะรวมกันเป็นองค์กร เพื่อให้เกิดอำนาจสีขาว คือ "พลังคุณธรรม" ที่จะผลักดัน ทำให้เกิดสิ่งที่ดีต่อสังคม .......................................................................................................... ผมมองว่า ที่เราพูดคุยกันอยู่นี้ ทำให้เกิดพลังเล็กๆ ที่กระจัดกระจายกันอยู่ คำถามก็คือ ถ้าต้องการให้เกิดพลังทางคุณธรรม เพื่อที่จะเป็นผู้นำทางคุณธรรม อย่างเป็นระบบ อย่างเป็นเชิงรุกได้นั้น เราจะต้องทำอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะเกิดกระแสของพลังความดี ที่จะมาทัดทานกระแสทางโลกที่เป็นไปในเชิงกิเลส เชิงอำนาจ เชิงผลประโยชน์ เชิงเห็นแก่ตัว ที่รุนแรงอยู่ในขณะนี้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 16 ม.ค. 2551 (18:23) ขอแสดงความคิดเห็นตามคิดของผมเลยนะครับ (ความคิดของเด็กม.ปลาย ) ที่ผมบอกว่าเกมไม่เคยทำร้ายใคร และเด็กต่างหากที่ทำร้ายตนเอง ....ผมเคยเป็นเด็กไม่ดีมาก่อนแล้วเมื่อผมลองมองย้อนกลับไปเมื่อตอนยังเหลวแหลกอยู่นั้น เมื่อผมได้มามองและเปรียบกับทุกวันนี้มันต่างกันมาก แม้ว่าจะมีปัจจัยหลายๆอย่างทำให้เด็กติดเกมส์ แต่นั้นมันไม่ใช่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า .. เด็กจะมีความคิดได้มากแค่ไหนต่างหาก ทุกวันนี้เด็กๆไปเรียนทุกวันๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันเรียนไปเพื่ออะไร ถ้าหากมีคนมาสอนให้เขาเรียนรู้อะไรต่างๆนานา แล้วบอกกับเด็กเหล่านั้นว่าที่หนูเรียนๆไปนั้น เพื่อเอาไปใช้กับอะไร แล้วมันเกี่ยวกับเด็กติดเกมส์อย่างไร ? คุณลองคิดสิว่าถ้าเด็กๆที่ติดเกมส์เขาคิดได้ว่า "พวกเขาเล่นเกมไปเพื่ออะไร เล่นทำไม เล่นแล้วได้อะไร มันให้อะไรเรา" "เราเอาไปใช้อะไรได้" บางทีมันอาจจะช่วยให้ปัญหาเด็กๆที่ติดเกมส์ลดน้อยลงก็เป็นได้ ทุกวันนี้ผู้ใหญ่ทั้งหลายเห็นเด็กติดเกมส์ ก็จะสั่งให้เด็กๆเลิกเล่น บอกกับเด็กๆว่า "มันไม่ดีนะเกมส์ อย่าไปเล่นมัน" แทนที่ผู้ใหญ่จะสอนให้เด็กๆรู้จักคิดหาเหตุผลให้กับตัวเอง สังคมทุกวันนี้จึงเป็นแบบนี้ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น รวมถึงเด็กๆ ไม่มีเหตุผล ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย หลงงมงายกับวัตถุนิยม เพราะไม่รู้จักเหตุผล ไม่หาเหตุผลที่ดีๆมาคิด ที่ผมเลิกติดเกมส์ได้ คงเป็นเพราะได้กินบุญเก่า มา เพราะตอนนั้นได้ชมรายการหนึ่งทางทีวี เกี่ยวกับเรื่องเกมส์ออนไลน์ (ตอนนั้นติดถึงขนาดเสียการเรียน) เนื้อหาของรายการได้ไปติดตามเกี่ยวกับเด็กๆที่ติดเกมส์ และเกมส์ประเภทต่างๆ และมีอยู่ประโยคหนึ่งในรายการที่ทำให้ผมคิดได้ "เกมส์ออนไลน์การแข่งขันที่ไม่มีจุดจบ" เพราะยิ่งเล่นไปมันก็จะมีสิ่งแปลกๆใหม่ๆมาเรื่อยๆไม่มีทางจะจบเกมส์นั้นได้เลย นอกจากเกมส์จะปิดตัวไปเอง **อย่าให้มันถึงเวลาที่สายเกินไป แล้วมาโทษว่าเกมส์มอมเมาเด็กกันเลยครับ **ไม่ใช่แค่เรื่องเกมส์หรอกที่เป็นปัญหาของเด็กๆ บางทีผู้ใหญ่ต่างก็รู้ก็เห็น แต่ยังนิ่งเฉย ** แล้วอนาคตของชาติล่ะครับ .... สอนให้เด็กรู้จักเหตุผล(เหตุผลที่มันดีๆนะครับ) ดีกว่าสอนให้เด็กรู้จักวิธีละเลิกนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 16 ม.ค. 2551 (20:03) นาย 100Years เคยเล่นเกมเขียนคันจิ (อักษรจีนในภาษาญี่ปุ่น) หรือเปล่า นินเทนโดเอามาทำเป็นเกม ได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบสนุกสนาน วิธีการเรียนรู้แบบนั้นทำให้เราจำได้อย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องท่องๆๆๆจำๆๆๆๆ แต่เล่นๆๆๆๆจำได้แบบธรรมชาติ เคยเล่นเกมเศรษฐีทางคอมพิวเตอร์รึเปล่าครับ เคยเล่นเกมฝึกสมองทางคอมพิวเตอร์รึเปล่าครับ เกมสนุกแบบมีสาระ เคยเล่นเกมจำลองตลาดหลักทรัพย์รึเปล่าครับ ลองเล่นดู ฝึกการลงทุน เกมไม่ใช่มีแต่ข้อเสีย แต่มนุษย์ที่เกิดมาเพื่อแข่งขันและประสานประโยชน์ เกมจึงเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์เพื่อฝึกฝนการใช้ชีวิต เปรียบได้กับพฤติกรรมการเล่นของลูกสิงโต ลูกเสือ ก็ไม่น่าจะผิด ทฤษฎีเกมส์ ทฤษฎีที่ดังกระฉ่อนโลก มีบทบาททางเศรษฐศาสตร์ บทบาททางการเมือง การฑูต ตลอดจน บทบาททางธุรกิจ การต่อรอง จนทำให้ผู้คิดทฤษฎีนี้ได้รับรางวัลโนเบล อย่างที่บอกนะครับ หลายอย่างอาจมีข้อเสีย แต่มันก็มีข้อดีแฝงอยู่เสมอ ไม่ต่างจากพลังงานนิวเคลียร์กับระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ต่างจากฆาตกรต่อเนื่องกับแม่ชีเทเรซ่า ไม่ต่างจากน้ำสะอาดใสเย็นกับน้ำท่วมบังกลาเทศ ไม่ต่างจากลมเย็นเอื่ยๆสบายๆกับไต้ฝุ่นพัดถล่มภาคใต้ ไม่ต่างจากไฟใหม้ชุมชนแออัดกับไฟให้ความอบอุ่นชาวเขา มันมีประโยชน์แล้วก็มีโทษคละเคล้ากันไป ลองเลือกเพชรที่จมอยู่นั้นมาซิครับ มันช่างสวยและมีคุณค่าจริงๆ นี่ไม่ใช่ปรัชญาคิดฝันเอาเอง เมื่อก่อนผมก็แค่ฟังๆ ไม่เข้าใจ แต่พอถึงช่วงหนึ่ง ผมก็ อ๋อ... มันหมายความว่าอย่างนี้นี่เอง เราคุยกันหลายลักษณะ หลายบริบทมาก ที่ผมคุยตรงนี้ ... ก็ไม่เหมือนกับที่ผมพูดคุยบอกกล่าวกับลูกชายผม "เหตุผลที่ดีนั้นมีมากมาย แต่มันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่มีใครโดนใจ เอามาเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลง ให้ตัวเราทำสิ่งที่ดีขึ้น" เราอาจจะมีแรงบันดาลใจจากอะไรก็ได้ และอาจจะเป็นในวิธี รูปแบบที่แตกต่างออกไป ซึ่งแต่ละคนก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ที่คุณ 100Years ยกตัวอย่างกรณีของตัวเองนั้น น่ารับฟัง น่าพิจารณา แต่ลักษณะเช่นนี้ ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ สำหรับคนอื่นๆที่ เข้าไปติดเกมส์มากแล้ว ผมจึงอยากให้เราช่วยๆกัน จากมุมมอง จากประสบการณ์ที่ต่างๆกัน แต่ด้วยเจตนาดี ความปราถนาดี ความเข้าใจอันดีร่วมกัน - จะป้องกัน อย่างไร? - เมื่อเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว จะดึงออกมาได้อย่างไร ? - เมื่อเข้าไปติดมากๆแล้ว จะช่วยเขาได้อย่างไร ? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 17 ม.ค. 2551 (05:42) ก็เพราะว่าเหตุผลมีมากมายนั่นเอง เราจะหยิบเหตุผลไหนมาใช้ล่ะ เหตุผลแบบไหนจะเหมาะสมล่ะ เรื่องนี้ผมตรึกตรองมาแล้วก่อนเข้าเรียนปีหนึ่ง จนตกผลึกในความคิดว่า "บนเหตุผล เราต้องใช้คุณค่าเป็นตัวชี้นำ" เห็นว่านาย 100Yearsมีเหตุผลเพียงพอ สำหรับผม เด็กม.ปลายก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว และเหตุผลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มากจริงๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ เมื่อคนๆหนึ่งถึงจุดนี้ผมจะเลิกพูดเรื่องเหตุผลกับเขาได้อย่างสบายใจ แต่จะพูดถึงคุณค่า ความเห็นอกเห็นใจ เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ บาลานส์ความต้องการของตัวเองกับผู้อื่น และเลือกเหตุผลมารองรับ เมื่อพื้นฐานกว้างๆของเรารับรู้คล้ายๆ กันแล้ว เราคงต้องมาพิจารณา และถกเถียงกันเรื่องคุณค่า ดังกล่าว แต่อย่างที่ว่า แต่ละคนแตกต่างกัน เมื่อพื้นฐานแตกต่างกันมาก เราคุยกันยาก จึงต้องเริ่มปรับฐานให้เข้าใจกันได้เบื้องต้น ไม่ใช่ใครต้องปรับเข้าหาใคร แต่ต้องปรับเข้าหากัน ซึ่งมีทางเดียวคือ ฟังประสพการณ์ของผู้อื่น เล่าประสพการณ์ของตนเอง เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นคนๆไป เป็นทวิภาคี เป็นกลุ่มย่อยที่จำนวนคนกับเวลาสมดุลกัน (คือทุกคนได้เล่าประสพการณ์ของตนเอง ในเวลาที่จำกัด) ดังนั้นทุกครั้งผมจะพยายามหลีกเลี่ยงการหว่านโปรย นี่คือวิธีการของผม คห.52 ของคุณ 100 YEARS ทีว่า... ที่ผมเลิกติดเกมส์ได้ คงเป็นเพราะได้กินบุญเก่า มา เพราะตอนนั้นได้ชมรายการหนึ่งทางทีวี... ผมว่า เป็นบุญเก่า แต่ชาติปางก่อนเลย ถ้าทีบ้าน คุณ 100years ดูแต่ละครหลังข่าว ดูรายการเพลงที่เขาเปิดซ้ำๆกัน... แล้วบังเอิน เปิดมาเจอรายการทีวีนั้น...ซึ่งผมไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่า เป็นบุญในชาตินี้ ที่ครอบครัว คุณ 100years รวมกันทำ ที่ดูทีวี ดูข่าวสารบ้านเมือง สารคดี รายการที่มีสาระ ประเทืองปัญญา แล้วทำให้ คุณ100years มีโอกาสได้ดูรายการทีวีที่ดีๆนั้น ประกอบกับการสร้างสรรค์เมล็ดกล้าทางความคิดด้วยตัวเองและครอบครัว เมื่อหล่อหลอมกับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม จึงส่งผลให้ คุณ100yeara เกิดปัญญา... ถ้าเราตั้งข้อสังเกตุจะเห็นว่า ถึงแม้จะมีพื้นฐานทางครอบครัวดี ก็ยังมีโอกาส ติดเกมส์ เพียงแต่เด็กที่ได้รับการบ่มเพาะเมล็ดกล้าทางความคิดที่สมบูรณ์ เมื่อได้รับการชี้แนะที่เหมาะสม เม็ดกล้าก็งอกงาม ก่อเกิดปัญญา เช่น คุณ100years... จากคำแปลของคุณthanit_khom ในคลิปที่2 ตอนท้าย... คุณหมอ: ในเรื่องของลูกๆ มีพ่อแม่จำนวนมากที่ไม่ได้ให้การสอนสั่งว่า เด็กๆ น่าจะโตเป็นผู้ใหญ่แบบไหนการศีกษาก็เช่นกัน ดังนั้นผลกระทบที่เด็กๆได้รับก็คือเมื่อพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องเป้าหมายในชีวิตของมนุษย์เอย เรื่องที่ว่าตัวเองน่าจะทำอะไรดี จะทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างไรดีเอย กลายเป็นสภาพที่ไม่รู้ไม่เข้าใจไปซะ จะเห็นว่า คุณหมอ สรุปปัญหา ต้นเหตุของNEET คือ พ่อแม่ และระบบการศึกษา ไม่ได้สอนให้เด็กวางเป้าหมายของชีวิต...อนาคต จะเป็นอะไร ...ทำอะไรให้ตัวเอง...ทำอะไรให้สังคม ในแง่มุมของผม คุณหมอ คงหมายถึง พ่อแม่ และระบบการศึกษา ไม่ได้สอนเด็ก มีขบวนการทางความคิดที่เหมาะสม เริ่มจากเป้าหมาย คงไม่ใช่ อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่ แล้วบอกว่า มีเป้าหมายแล้ว คงต้องผ่านขบวนการทางความคิด มีเหตุมีผล สนับสนุน เช่น เพราะชอบวิชานี้ ....เก่งวิชานั้น จึงอยากเป็น... ต้องวางแผน เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย... ตรวจสอบ เป็นระยะ ว่าอยู่ในกรอบที่จะไปสู่เป้าหมายหรือไม่... แก้ไขปรับปรุง ปัญหาที่อาจทำให้ไม่ได้ตามเป้าหมาย... เคยได้ยินมาว่า ทางญี่ปุ่น ได้พยายามบรรจุเนื้อหา เกี่ยวกับการสร้างขบวนการการแก้ปัญหา ขบวนการทางความคิด ไว้ในหลักสูตร การเรียนการสอน ตั้งแต่เด็กเล็ก จนถึงอุดมศึกษา ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาในระดับรัฐของญี่ปุ่น... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 18 ม.ค. 2551 (19:17) เกม ผมก็ยอมรับนะครับว่าที่ผมมาถึง และมายืนตรงจุดนี้ได้ก็เพราะมีเกมส์ เกมส์ทำให้ผมได้ประสบการณ์หลายๆอย่าง ทำให้เจอกับคนแปลกหน้า เจอคนหลายรูปแบบ ทั้งดี และไม่ดี ไม่ใช่ว่าผมจะว่าเกมทุกเกมส์มันไม่ดี เกมส์ดีๆมีมากมาย แต่ก็ลองคิดอีกต่อไปสิครับ ถ้าไอเกมส์ที่มันดี เด็กเล่นแล้วติด มันจะมีปัญหาอะไร แต่ที่ทุกวันนี้ เดินเข้าไปในร้านเกมส์ มีแต่อะไร ฟัน ยิง แทง สิ่งดีๆมีแต่ไม่เลือก นี่ล่ะครับปัญหา ถ้าหากว่าเล่นแล้วจัดการกับเวลาและหน้าที่ได้ ก็คงไม่มีปัญหาเกิดหรอกครับ (แต่ส่วนมากมักจะทำกันไม่ได้) เด็ก ป.5 ป.6 นั่งรถไปโรงเรียน สิ่งที่ผมได้ยินพวกเขาคุยกัน มีแต่เนื้อหาของเกมส์ทั้งสิ้น โตขึ้นมาหน่อย ม.1 ม.2 เข้าไปในห้องสมุดโรงเรียน อินเทอร์เน็ต ไว้ค้นหาข้อมูลต่างๆ ..... เข้าดูคลิปวีดีโอเกมส์ นั่งเล่นเกมส์ มันเป็นปัญหาที่ผมก็อยากเข้าไปช่วยแก้ แต่เมื่อผมลองกลับไปนึกถึงตัวผมตอนนั้น ตอนที่ติดเกมส์ พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่เตือนเท่าไรก็ไม่เชื่อ คงเป็นเพราะยังเด็กเกินไป คิดตื้นๆ กว่าจะกลับใจได้เสียเวลาไปร่วมๆปี เรียนตามเพื่อนแทบไม่ทัน เด็กไทยเป็นประเภทไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา (ตามภาษาบ้านๆน่ะครับ) ปัญหามันเยอะแยะไปหมด และผลกระทบจากเด็กติดเกมส์ มันไม่ได้แค่ระดับเล็กๆ มันยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาที่มันจะถลำลึกไปได้อีก เช่น... เด็กๆจะหาเงินเพื่อไปซื้ออาวุธ สิ่งของในเกมส์ แทนที่จะนำเงินเหล่านั้นไปใช้ให้มันคุ่มค่า (ของที่ขายกันในเ้กมส์มันกินก็ไม่ได้ ราคาแพงก็แพง) และในวุฒิภาวะที่ยังเด็กรายได้ ก็มาจากผู้ปกครองทั้งนั้น น้อยคนจะหารายได้ด้วยตนเอง เมื่อขอไม่ได้ ก็ขโมยเงิน สะสมนิสัยแต่เด็กแต่เล็ก สภาพแวดล้อมในร้านเกมส์ เวลาพูดกัน แต่ละคำอย่างที่เจ้าของกระทู้บอก มันมีแต่คำหยาบคาย ทำให้มันหล่อหลอมเด็กๆให้หยาบกระด้าง **แต่ใช่ว่าจะมีแต่ด้านลบ ในสิ่งดีๆก็มี แต่ผมขอยกตัวอย่างในด้านที่มันไม่ดีละกัน ที่จริงยังมีอีกเยอะ ถ้าความเห็นของผมมันไม่ดี ขอความกรุณาชี้แนะด้วยครับผม จากคห.28 ในคลิปที่2 นายซุซุกิ ตอบคำถามหนึ่ง.... Q: ทำไมถึงไม่คิดออกไปทำงานในสังคมทั่วไปล่ะ A: โดยพื้นฐานของผมแล้ว เรื่องการคบหากับคนทั่วไปไม่ค่อยเก่งก็ไม่เชิง แต่มันมีส่วนที่น่ารำคาญเยอะเช่น หากโดนนินทาว่า "ไอ้หมอนั่นน่ะจะเรียกมันว่าอะไรดีนะ" โดนซุบซิบ เล่าลือกันปากต่อปากเอยว่า "อีตานั่นมันกำลังคิดอะไรของมันอยู่" ซึ่งเราจะเห็นพวกเขาทำพฤติกรรมอย่างนั้นเบื้องหลังเรา เรื่องเหล่านั้นมันทำให้ผมมีความรู้สึกอยู่ข้างใน ว่าการสมาคมกับคนน่ะ มันยุ่งยากมากเรื่อง น่ารำคาญ ในความเห็นของ นายซุซุกิ ต่อตนเอง มี2 ประเด็น... 1 คิดว่า ตัวเอง ขาดทักษะในการติดต่อสื่อสาร กับคนอื่น หรือ ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ 2 มีทัศนคติเชิงลบ ต่อตนเอง กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าตัวเองแปลก เคยได้ยินมาว่า การได้รับการเลี้ยงดู แบบประคบประหงมเกินไป ให้ความช่วยเหลือเกินสมควร ไม่ให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง หรือช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง จะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ขาดความภูมิใจในตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดป้ญหา เช่นเดียวกับนายซุซุกิ คงต้องให้ผู้รู้ ด้านจิตวิทยา หรือ จิตแพทย์ เป็นผู้วิเคราะห์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 19 ม.ค. 2551 (05:21) ที่คุณสิงวิเคราะห์มา น่าสนใจ งั้นวันอาทิตย์นี้ผมไปโบสถ์แล้วกลับมาแปลต่อให้เสร็จดีกว่า เพราะอยากฟังการวิเคราะห์ของ คุณ สิง เพิ่มเติม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 21 ม.ค. 2551 (21:12) เกมส์ ก็ใช่ว่า จะมีแต่ข้อเสีย ข้อดี ก็มีเยอะแยะครับ อย่างที่คุณ 100 post ไว้นั่นแหละครับ แต่สำหรับกระทู้นี้ ต้องการให้เห็น ข้อเสีย ในการปล่อยให้เด็กไปเล่นเกมส์ โดยที่ เด็กคนนั้น ยังไม่สามารถรับผิดชอบอนาคตของตนเองได้ ก็จะเกิดปัญหาตามมา เต็มไปหมด จนเรามองว่า เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เด็กเกิดใหม่ ทุกวัน ... แถวบ้านผม มีร้านเกมส์ คนเต็มร้านทุกวัน ทุกระดับชั้นเลยล่ะครับ ไม่เว้น มหาลัย และเจ้าของร้านนี้ เป็นพ่อ แม่ ลูกอ่อน เปิดร้านได้ไม่นาน ก็คลอดลูก แล้วก็เลี้ยงลูกในร้านเน็ต แต่ละวัน อยู่ในร้านเน็ต ลองจินตนาการดูนะครับ เวลาผ่านไป เด็กคนนี้ โตขึ้น เราคิดว่า เด็กคนนี้ จะเป็นอย่างไร ครับ ... อนาคตของเด็กคนนี้ จะเป็นอย่างไร (สำหรับประเด็น เด็กที่รับผิดชอบต่ออนาคตตัวเองได้แล้ว แต่เป็นลูกเจ้าของร้านเน็ต ก็มีนะ ผมไม่ได้ บอกว่า จะไม่มีกรณีนี้ แต่น้อยมากๆ ครับ และผมไม่ขอพูดถึงในกระทู้นี้ครับ) และสำคัญที่สุด สำหรับทุกท่านที่มีความรู้สูงส่ง ทั้งหลาย เราต้องช่วยกันแก้ปัญหาครับ โดยดูแลคนรอบข้างของทุกท่าน ให้ดูแล ลูกหลาน ไม่ให้ไปข้องแวะกับเกมส์ ก่อนที่เขาจะเกิดความรับผิดชอบต่ออนาคตของเขาเอง เพราะหากปล่อยไป เขาจะไม่มีทางเกิด รับผิดชอบต่ออนาคตตัวเอง เลย ... และเราอย่าได้หวังให้เขา รับผิดชอบต่ออนาคตครอบครัวของทุกท่านเลยครับ ยิ่งไม่มีทาง ... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 25 ม.ค. 2551 (13:33) Please forgive me นายสติ (#60) and smile ,I can see that game (drug, smoke, alcohol, sex, ...) addiction can be harmful and people (kids, adults, politicians, ...) should refrain from all kinds of addiction (attachments?). [At the time of the Buddha, I quote: [D 1.14] Whereas some recluses and brahmins, living off food given in faith, are addicted to heed­­­less and idle games such as these-eight-row chess, ten-row chess, chess in the air, hopscotch, spilli­kins [or jacks­traws], dice, stick games, hand-pictures, ball-games [marbles], blowing through toy pipes [playing whistl­ing games with folded leaves], playing with toy ploughs, turning somer­saults [acrobat­ics], playing with toy windmills, toy measures, toy chariots, toy bows, guessing letters drawn in the air or on ones back, guess­ing thoughts, mimick­ing deformities-[D 1:7] he abstains from heedless and idle games such as these. This, too, is part of his moral virtue.] (Please note "guessing letter..." indicates that a written language was in use during the Buddha's live time.) To me, life is full of games. I play some games to better myself and others. I play some to defend certain states of the world I live. And some to remain silent (unknown). I think many people do play these games too. I don't know how they play the games. This is how I play mine in any repeating (many turns/moves) game: 1) look, listen measure and learn 2) compute the possibilities/alternatives (actions-->outcomes) 3) choose one action-->outcome 4) do it Then I check the outcome (actual=expected?) and learn and repeat. I think most games (and works, relationships, [software/society] programs,...) can be played this way. The differences may be only in the "reward" for winning and the "loss" for losing. Where did I go wrong? SR (IP:144.138.31.224) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 27 ม.ค. 2551 (02:21) ผมเป็นคนนึงครับที่ชอบเล่นเกมส์ ที่ผ่านมา ผมเล่นเกมส์ เพราะสนุก และผมพยายามหาข้ออ้างให้ได้เล่นเกมส์ เกมส์ที่เล่น เช่น เกมส์ Ceasar Pharoh Zeus Civilization สามก๊ก xcom capitalism เป็นต้น เกมส์เหล่านี้ มีประโยชน์ แตกต่างกันไป แต่ ผมเล่นจนติด เล่นทั้งวัน เล่นทั้งคืน เกมส์มีประโยชน์ ก็กลายเป็นโทษได้เช่นกัน เสียงาน เสียการ ต่อให้ คนที่มีความรับผิดชอบต่ออนาคตของตนเองแล้ว หากปล่อยไหลไปตามอารมณ์เกมส์ เกมส์ก็จะกลายเป็นโทษ แต่หากเราเรียนรู้เกมส์ ว่าสอนอะไรเรา และรับผิดชอบต่ออนาคตของตนได้จริงๆ เกมส์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ ไม่น้อยทีเดียว และควรเลือกเกมส์เล่น ไม่ใช่ เล่นดะ เพราะเดี๋ยวนี้ เกมส์ไม่มีประโยชน์ มีเยอะแยะ เกมส์ มีทั้งประโยชน์ และ โทษ หากเราสามารถรับผิดชอบต่ออนาคตของตนเองได้แล้ว การเล่นเกมส์ นั้น จะเป็นไปเพื่อให้เราได้เรียนรู้ สิ่งที่เกมส์นั้นๆ ใส่เอาไว้ เกิดเป็นประโยชน์ หากเรายังไม่สามารถรับผิดชอบต่ออนาคตของตนเอง การเล่นเกมส์ นั้น จะเป็นโทษ มหันต์ เพราะจะทำให้เราไม่คิดถึงอนาคตของเรา เราจะสนใจเพียงว่า สนุกกับเกมส์ไปวันๆ มากกว่า สนุกกับการใช้ชีวิตให้มีความหมาย เพราะเรามีอนาคต เราจึงมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ หากเราไม่มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ แสดงว่า เราไม่มีอนาคต หนูก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นเกมเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ได้เล่นบ่อยเพราะกลัวเสียการเรียน และไม่ได้ไปเล่นที่ร้านเกมด้วย ด้วยเหตุผลว่าไม่ชอบบรรยากาศเท่าไร หนูคิดว่าเกมไม่ได้ทำร้ายใคร ผู้ที่เข้าไปเล่นต่างหากที่ทำร้ายกันเอง คนสร้างเกมคงไม่ได้คิดว่าเกมที่พวกเขาสร้างขึ้นมาจะทำร้ายอนาคตของชาติ... และระบบการศึกษาของไทยก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น คุณครูบอกและสอนพวกเราอยู่เสมอ คุณครูคงไม่สามารถตามไปคุมพวกเราได้ตลอดเวลา พ่อแม่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเด็กๆคนอื่นคิดได้อย่างหนูArabica ก็คงดีมากเลย รู้ว่าควรเล่นมากน้อยแค่ไหน แค่พักผ่อน สนุกๆก็พอ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 29 ม.ค. 2551 (02:28) เกมไม่ได้ทำร้ายใครครับ ผู้ที่เข้าไปเล่นต่างหากที่ทำร้ายกันเอง ... ก็อยู่ที่ตัวเราเองครับ เข้าไปเล่นเกม ทำไม ... ถ้าเล่นเพื่อสนุกๆ ไปวันๆ ก็เป็นการทำร้ายอนาคตของตัวเองแล้วล่ะครับ ... เพราะไม่เกิดการเรียนรู้อะไรให้เกมส์ ... และ หากคนสร้างเกม มีสำนึกรับผิดชอบต่ออนาคตของเด็กจริงๆ (ชาติใด ก็ได้) เขาคงประเมินเห็นได้ว่า เกม ที่เขาคิดจะสร้าง จะก่อให้เกิดปัญหาใดบ้าง และจะไม่ตัดสินใจทำเกม อย่างนั้นออกมา ... ลองพิจารณาดูนะครับ อย่าเพิ่งเชื่อครับ ... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 4 พ.ค. 2551 (21:32) กระทู้ เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กติดเกม...http://www.vcharkarn.com/vcafe/121965 |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |