|
สมาธิ คือ อะไรกันแน่ ?
โพสต์เมื่อ:
13:55 วันที่ 7 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
4,021
ตอบแล้ว:
8
ได้เคยตั้งกระทู้เชิงถาม ให้ช่วยกันพิจารณา ทำธรรมวิจัย ว่า สติคืออะไร? ปัญญาคืออะไร?
เช้าวันนี้ ขณะที่นั่งรถใคร่ครวญในหัวข้อธรรมเหล่านี้ ก็ให้เกิดมองเห็นว่า คำว่า "สมาธิ" ที่อยู่ในองค์ประกอบของ ศีล(สติ) สมาธิ และ ปัญญา ที่เคยเข้าใจว่า น่าจะให้ความหมายได้ง่ายกว่าคำว่า สติ และ ปัญญา พอลองสืบสวนเอาเข้าจริงๆ ... ดูเหมือนจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เคยเข้าใจ เคยได้ยิน ได้ฟัง ................................................................................................................... ขอทบทวนความหมายเดิม ที่เราๆ พอจะรู้จักกัน สมาธิ = มีใจจดจ่อ ตั้งมั่น อยู่ในอารมณ์เดียว ................................................................................................................... จึงขอเชิญชวนร่วมกัน ทำธรรมวิจัย ในประเด็นที่เกี่ยวกับ ความหมาย ความสำคัญ และการฝึกสมาธิ
.................................................................................................................... (1) การคุยโทรศัพท์กับเพื่อนหรือแฟนได้นานๆเป็นชั่วโมงนี่ เรียกว่าสมาธิหรือไม่? (2) การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์อยู่ได้หลายๆชั่วโมง เรียกว่าสมาธิหรือไม่? (3) การที่เราปักใจชื่นชมพรรคการเมืองนี้อย่างมั่นคง เรียกว่าสมาธิหรือไม่? (4) การที่ปักใจเชื่อว่าความคิดเห็นของเราถูกต้อง แม้จะมีคนอื่นไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เรียกว่ามีสมาธิหรือไม่? (5) คนที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน (Homeless) เนื้อตัวมอมแมม ดูสกปรก ผมเผ้ารุงรัง ดูเหมือนไม่สนใจ ไยดีอะไร เรียกว่ามีสมาธิหรือไม่? และอื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจจะยกถามในทำนองนี้ได้ จำนวน 8 ความเห็น, หน้า่ | -1- ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า เมื่อตอนหนุ่ม ๆ เข้าใจว่า 1.สมาธิ คือ การนั่งสมาธิ แบบศาสนาพุทธ 2.สมาธิ คือ การทำเป็นประจำสม่ำเสมอ คือตนเองเห็นว่า ศีล สมาธิ ปัญญา , ศีล ปัญญา สมาธิ ในความหมาย สมาธินั้น คือ ทำศีล ทำปัญญา ทำให้ได้เป็นประจำ สม่ำเสมอ ............................................ ปัจจุบัน ก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้นัก แต่เข้าใจว่า สมาธิแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สมาธิทางโลก สมาธิทางธรรม 1.สมาธิทางโลก อาจเป็นสัมมา และ อาจเป็นมิจฉา 2.สมาธิทางธรรม เป็นสัมมา โดยล้วน แต่ถ้าใช้ไม่เป็น มันจะกลายเป็นสมาธิทางโลก (สมาธิทางธรรม ยังแตกแขนงไปอีกมาก ณ ที่นี้ จะไม่ขอกล่าวถึง) ................................................................................ ความหมาย สมาธิ = มีใจจดจ่อ ตั้งมั่น อยู่ในอารมณ์เดียว ถ้าว่าด้วยศาสนา ข้าพเจ้าเข้าใจว่า อารมณ์เดียว ไม่ได้หมายถึง 1 อารมณ์ แต่หมายถึง มีอารมณ์โดยรวม ซึ่งอยู่ในขอบเขตของคำว่า อารมณ์แห่งความดี ของคำว่า อารมณ์แห่งนิพพาน เวลาใดที่จิตเริ่มเสื่อมลง กิเลสเริ่มมีขึ้น ก็ต้องใช้สติเตือนตนเอง ให้จิตกลับมาสู่ขอบเขตแห่งอารมณ์นิพพาน ให้ได้ การจอจ่อแบบนี้ จึงไม่ถึงกับทำทุกเสี้ยววินาที จนเคร่งเครียดเกินไป จนความสงบเย็นไม่มี ................................................ การพยายามให้จิตกลับมาสู่หลักที่ดี จึงคล้ายหลักสติปฎิฐาน 4 ทำให้รู้สึกว่า การนั่งสมาธิ มักใช้ควบคู่ไปกับ สติปฎิฐาน 4 .............................................. ความเป็นสมาธิกับความดี ความเป็นสมาธิกับนิพพาน ข้าพเจ้า เชื่อว่า มีตัวอย่างความเย็น ความนิพพาน ให้เห็น เช่นกัน เราคงเคยเห็น คงที่ผิวพรรณดี(ไม่จำเป็นต้องขาว) อารมณ์ดี วาจาดี ดูประหนึ่งว่าเป็นเศรษฐี (แต่ไม่ได้เป็นเศรษฐี) ดูเป็นนิสัยปกติ โดยรวม เย็น สีหน้าท่าทางดี วาจาดี สงบ น่าฟัง น่าคบหา ......................................... ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า ความดีอย่างเป็นสมาธิ ในทางพุทธ คือ คนที่มีลักษณะแบบนั้น (ส่วนกิเลส จะมีน้อยหรือมาก นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณา) ความเย็นโดยปกติวิสัย ข้าพเจ้าเชื่อว่า สามารถทำได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ผู้นั้นเริ่มเข้าใจแล้วว่า กิเลสคืออะไร ธรรมะคืออะไร นิพพานคืออะไร และสมาธิแห่งความดี คืออะไร ............................................ ส่วนสมาธิในทางโลก ก็คล้ายกับสมาธิในทางธรรม แตกต่างกัน คือ ไม่ทราบอะไร คือ กิเลส ไม่ทราบว่าอะไร คือ นิพพาน ทราบเพียงอย่างเดียว สติ จดจ่อ อยู่กับเรื่องนั้น เป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือ พยายามทำให้สำเร็จ โดยใช้หลักวิชาการ หลักการจัดการ หลักของตนเอง หลักธรรมะ(คือมันเห็นอะไรดี นำมาประยุกต์ได้ทั้งหมด) .................................. ดังนั้น 1.การคุยกับแฟน โดยรวมถือเป็นสมาธิทางโลก ตั้งใจคุย เพื่อเป้าหมายอย่างหนึ่ง โดยมากการคุยกันทางโทรศัพท์(ไม่รวมถึงแฟน) เป็นเรื่องที่ต้องใช้สมาธิคุย การพูดคุยกัน ก็เพื่อสื่อสารอะไรกันอย่างหนึ่ง ถ้าเริ่มคุยไม่รู้เรื่อง ก็จะมีฝ่ายหนึ่ง ทบทวนเรื่อง แต่ถ้าเริ่มคุยไม่รู้เรื่อง เพราะฝ่ายหนึ่งตั้งใจไม่คุยด้วย ตั้งใจไม่ให้สำเร็จ การพูดคุยแบบนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คงต้องหยุดการสนทนา การพูดคุยกับแฟน ก็ถือว่า อยู่ในอารมณ์ติดต่อสื่อสาร "อารมณ์เดียว" เพื่อเป้าหมายความสัมพันธ์กัน (แต่กิเลสจะเพิ่มหรือลด อันนี้ไม่ทราบ) .................................................................. 2.การเล่นเกมส์ ที่สุดแห่งการจดจ่อ เหมือนกัน (เรื่องของนามธรรม หลอกให้จิต หลงใหลได้) เกมส์ที่สร้างสรรค์ ก็ทำให้คนสร้างสรรค์ เกมส์ที่ไม่สร้างสรรค์ คนก็จะโลภ คนก็จะก้าวร้าว มากขึ้น ไม่ตั้งใจเล่นเกมส์ ก็คงไม่สอบผ่านเกมส์นั้น บางเกมส์ ทำให้เกิดทักษะในการบังคับ บางเกมส์ ทำให้เกิดทักษะวางแผนให้เกิดการทำงานเป็นขั้นตอน บางเกมส์ ทำให้รู้จักแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า บางเกมส์ ก็สามารถวัดผลความสามารถบางอย่างได้ บางคนเล่นเกมส์ มากกว่าทำงาน มากกว่าเรียนหนังสือ เกมส์จึงทำให้คนเสียเวลาไปมาก ต่อการเรียนรู้สิ่งอื่น เพื่อการดำรงค์ชีวิต ............................. 3.การชื่นชม พรรคการเมือง ดารา นักร้อง นัก.......... อะไรก็ตาม ถือว่าใช้สมาธิ เหมือนกัน ถ้ากล่าวถึงแฟนพันธ์แท้ พวกนี้จะใช้สมาธิสูงมากในการจำเรื่องราวต่าง ๆ นานาของผู้นั้น กลุ่มนั้น คณะนั้น ทีมนั้น บริษัทนั้น .................................. 4.การปักใจเชื่อความคิดเห็นของตนเอง ถือเป็นสมาธิ คล้ายข้อ 3.ชื่นชมผู้อื่น บางครั้งถ้าปักใจเชื่อ ถูกต้องแล้ว(เป็นสัมมาทิฏฐิ) สิ่งนั้นคือ ถูกต้องแล้ว บางครั้งถ้าปักใจเชื่อ ถูกต้องแล้ว แต่เชื่อแบบผิด ๆ (เป็นมิจฉาทิฏฐิ) สิ่งนั้นคือ ยังคงมีกิเลสเจือปนอยู่ การช่วย คนนิสัยแบบนี้ ก็ลำบากเหมือนกัน ถ้าสอนไม่ได้ ก็ต้องให้ธรรมชาติลงโทษ ถ้าสอนไม่ได้ ก็ต้องให้สังคมลงโทษ ถ้าสอนไม่ได้ ก็ต้องให้กฎแห่งกรรม ลงโทษ ดังนั้น เมื่อสติรู้ ว่า ถูกเตือนโดยสิ่งภายนอก บ่อย ๆ จิตต้องพิจารณาเรื่องที่ถูกเตือน บ้าง ทบทวนบ้าง ...................................................... ถ้าจิตมีสมาธิแห่งความชื่นชมความคิดเห็นของตนเอง สูง ตลอดไป โดยไม่สนใจสิ่งอื่น และไปอย่างผิดทาง สิ่งนั้น เป็นสมาธิที่กู่ไม่กลับ อันนั้น ก็ต้องปล่อยเขาไป ....................................... ความมีสัมมาทิฏฐิของเขา จะทำให้เขารอด แต่ตนเองไม่รอด เพราะตนเองนั้นแหละมีมิจฉาทิฏฐิ อย่างไม่รู้ตัว ความมีมิจฉาทิฏฐิของเขา จะทำให้เขาไม่รอด แต่ตนเองรอดได้ เพราะตนเองมีสัมมาทิฏฐิ ความสับสนที่เกิดขึ้น คือ ใครกันแน่ที่มีสัมมาทิฏฐิ อันนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงเครื่องชี้วัด(หรือผลที่ได้รับ) ไว้มากมาย ................................................................ 5.คน จรจัด (homeless) ถ้าเป็น บ้าแล้ว ก็คงไม่รู้แล้วว่า อะไร คือ สมาธิ เขาคงอยู่กับโลกอีกโลกหนึ่ง โลกแห่งความไม่เป็นจริง ส่วน คน จรจัด (homeless) ถ้ายังไม่เป็น บ้า ก็ต้องเรียกว่า วิถีชีวิต เขาดำรงค์ได้ระดับนี้ อาจเป็นได้ที่จะเปลี่ยน ให้ดีขึ้น หรือไม่ ก็แล้วตัวของเขา (เป็นเหมือนข้อสอบหลอกให้ตอบ คือ ไม่ใช้เรื่องของสมาธิของคน จรจัด ................................................................. 6.การทำสงคราม ก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่งในการรบให้ชนะอย่างไร สมาธิแบบนี้ ถือเป็น มิจฉาทิฏฐิ ........................................ โดยสรุป ข้าพเจ้าเข้าใจว่า สมาธิ มีทั้งสมาธิทางโลก และสมาธิทางธรรม สมาธิ อาจมีทั้งสั้นและยาว ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของความสำเร็จการกระทำ สมาธิจึงมีทั้งเพื่อเลวและเพื่อดี อ่านคำตอบ ข้อคิดเห็นของคุณ bad&good แล้วให้รู้สึกยินดี ใจเป็นกุศลไปด้วย (ปิติ ชื่นชม ยินดีน้อยๆ) ได้คำตอบเช่นนี้ กระทู้นี้ก็ถือว่าสมบูรณ์มากๆเลยทีเดียว ...................................................................................................... ผมอ่านตรงนี้ "อารมณ์เดียว ไม่ได้หมายถึง 1 อารมณ์ แต่หมายถึง มีอารมณ์โดยรวม ซึ่งอยู่ในขอบเขตของคำว่า อารมณ์แห่งความดี ของคำว่า อารมณ์แห่งนิพพาน" ถึงกับหลุดปากอุทานออกมาเลย (เผลอตัว) สำหรับตัวผมเองถือว่านี่เป็น breakthrough ของแนวคิด ของความเข้าใจเลยทีเดียว ผมมีความเห็นว่า ผู้ที่เป็นนักปฏิบัติธรรม ที่ฝึกอบรมการทำสมาธิ ในรูปแบบต่างๆ ควรต้องนำเอาความหมายนี้ไปพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง "อารมณ์โดยรวม ซึ่งอยู่ในขอบเขตของคำว่า อารมณ์แห่งความดี ของคำว่า อารมณ์แห่งนิพพาน" หรือจะเอาให้ง่ายๆแบบภาษาชาวบ้าน ผมขอให้คำอธิบายดังนี้ "จิตใจที่มั่นคงอยู่ในกุศล อยู่ในความสงบระงับ (กาย เวทนาระงับ) รู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ ทุกๆขณะและสามารถปล่อยวางลงไปได้ ยังความบันเทิง ความปิติสุข ให้ดำรงอยู่ อย่างต่อเนื่อง ... จนกลายเป็นสมาธินั่นเอง" ................................................................................................. และการที่จะรู้ว่าใครมีสมาธิ(ทางธรรม)หรือไม่ เราอาจจะดูได้จาก สิ่งที่คุณ good&bad เรียกว่า ความเย็นโดยปกติวิสัย ................................................................................................... เอาจิตที่เป็นกุศลของเรา เอาสติ ปัญญาของเรา พิจารณากริยาอาการ ใบหน้า การกระทำ ของบุคคล ในระดับหนึ่งเราจะรู้ได้ว่า คนๆนั้นมีความเย็นโดยปกติวิสัย มากน้อยเพียงใด ................................................................................................... ความเย็นโดยปกติวิสัย ตัวนี้ น่าจะเป็นหลักกิโล ที่จะบอกว่า จิตใจเรามีคุณภาพเรื่อง สมาธิ มากน้อยเพียงใด เราอาจจะดูตัวอย่างได้จาก ผู้นำ หรือหัวหน้าของกลุ่มคนต่างๆ (ที่เป็นคนดี มีความสามารถ) ดูตัวอย่างได้จาก พระชาวบ้านธรรมดา(ที่มีจิตใจขั้นสูงแล้ว) ที่มีควาสงบเย็น สวัสดีค่ะ ขออนุญาตนำกระทู้นี้ไปลิ้งค์ไว้ที่บอร์ดของครูคิมนะคะ พยายามติดตามอ่านอยู่เสมอค่ะ ภายหลังที่หน้าตาของวิชาการ.คอมเปลี่ยนไปก็หายไปพักหนึ่ง และหลายครั้งเข้ามาก็ไม่ได้โพส ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุขนะคะ http:www.krukimpbmind.com หนังสือธรรมะบางเล่ม ได้กล่าวว่า บนพื้นโลกใบนี้ มีทั้ง นรกและสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน ........................................................... ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยเข้าใจ ตอนนั้นเข้าใจว่า สวรรค์อยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดิน มนุษย์ก็อยู่บนผิวโลก แบ่งชั้นใครชั้นมัน มองไม่เห็นซึ่งกันและกัน ....................................................... ถ้าแบ่งสถานที่ ก็จะเห็นภาพชัดขึ้น ในเรื่อง นรก สวรรค์ แต่ในสถานที่เดียวกัน เช่น บ้าน ครอบครัว มี 2 กลุ่มพฤติกรรม คือ ดี กับ เลว บ้านนั้นก็มี นรกและสวรรค์ อยู่ติดกัน .............................................. ความเป็นโลกมืด และโลกสว่าง เกิดจากมนุษย์เป็นผู้เลือกเดิน ความเป็นโลกสีดำ สีเทา(บ้านเอาทั้งดีและเลว) โลกสีขาว(พุทธบริสุทธิ์) สีชมพู(บ้านแห่งสุข) เกิดจากมนุษย์เป็นผู้เลือกเดิน เกิดจากพ่อแม่ของครอบครัวเป็นผู้นำทาง .............................................. ในวัด เอง ก็อาจมีพระ 2 กลุ่ม ก็ได้ นรกและสวรรค์ ก็มีอยู่ ณ ที่นั้น เหมือนกัน ............................................... การทำความดีของพระสงฆ์ ไม่ได้เน้นไปกับการทำงาน เพื่อเง.......... เพื่อย................. ข้าพเจ้าเชื่อว่า เป็นข้อห้าม และไม่ทำให้ กิเลส ลดลง อบายมุข6 ทางแห่งความเสื่อม ทางแห่งการทำให้ "เสียเวลา" ในการศึกษาธรรมะ (พระบางรูป ก็เสียเวลาไปกับเรื่องนี้มาก เช่น การดูละคร โขน หนัง จากทีวี (นอกเหนือจากข่าวสาร และเรื่องวิชาการ น่ารู้สำหรับสงฆ์ ) เมื่อพิจารณาดูแล้ว เหมือนไม่ได้ทำความผิดอะไร แต่พระวินัยที่พระพุทธเจ้า ได้กำหนดไว้ เพื่อเตือนสติแก่พระสงฆ์ เตือนโดยไม่ต้องเก็บไว้เป็นปริศนาธรรม ....................................................... สมาธิ ต่อ อารมณ์แห่งความดี ในระดับพระสงฆ์แล้ว จึงสูงกว่า ฆราวาส มาก สวัสดีครับครูคิม ครูคิมจะนำไป link ได้เลยครับ...แต่ผมต้องขอบอกว่า กระทู้ในห้อง ปรัชญา(และศาสนา) ที่ผมพยายามเข้ามาพูดคุย และก็มีคุณ good&bad อีกท่านหนึ่งที่นับได้ว่า เป็นผู้ที่ได้สนใจ ได้ทำการศึกษา และมีประสบการณ์พอสมควร เข้ามาช่วยๆกัน แลกเปลี่ยนอะไรกันตรงนี้ แนวทางและลักษณะที่พูดคุยกัน ยังคงเป็นความคิดเห็น มุมมองส่วนตัว ที่สะท้อนออกมาจากประสบการณ์การศึกษา ประสบการณ์ชีวิต และการได้ปฏิบัติธรรมบ้าง จึงไม่แนะนำให้นำไปใช้ในทางอ้างอิง อย่างเอาจริงเอาจัง แต่ให้พิจารณาเป็นการแลกเปลี่ยน ที่แต่ละคน ต้องนำไปใคร่ครวญ พิจารณาก่อน หากมีอะไรที่ผิดเพี้ยน ไขว้เขว ก็ให้มีจิตกุศล ช่วยกันชี้แนะ แก้ไข ให้อยู่ในแนวทางที่ดีงาม ถูกต้องมากยิ่งๆขึ้น ............................................................................................ ผมมีแนวคิดว่า จะนำเสนออะไร ที่เป็นรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง ... อันนี้อาจจะต้องรอให้มีเวลาที่อำนวยมากกว่านี้ ขอให้ครูคิมมีสุขภาพแข็งแรงครับ เมื่อวานผมไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด ได้หนังสือโอวาทของหลวงพ่อวัดท่าซุง (เล่ม 2) มาอ่าน มีที่สะดุดใจ หรือตรง(โดน)ใจผมมาก ขอนำมาฝากคุณ good&bad ..................................................................................................................... ความรู้สึกที่ว่าเห็น ที่เราเรียกว่า ทิพจักขุญาณ จะดีมากดีน้อยขนาดไหน มันขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของจิตในเวลานั้น ถ้าในเวลานั้นความรู้สึกของจิตมันล้างกิเลสไปได้มาก เทียบเท่ากับพระสกิทาคามี หรือพระอนาคามี เฉพาะในเวลานั้นนะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเสียจริงๆเลยนะ คือเวลานั้นจิตมันสะอาดเทียบเท่าพระสกิทาคามีหรือพระอนาคามี ความรู้สึกที่เห็นมันชัดมาก การเคลื่อนไหวเร็วมาก ในเมื่อเราทำได้เช่นนั้นแล้ว ยามปกติก็หันมาฝึกอารมณ์จิต ให้หันมาทรงสภาพนั้น มันก็จะคล่องตัวทุกอย่าง ....................................................................................................... อ่านแล้วได้กำลังใจดีมากครับ สิ่งที่เราเคยเข้าใจว่า สูง ว่าเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ มีความเป็นไปได้ที่เราจะทำให้เกิดขึ้นได้ ในเสี้ยวขณะหนึ่ง ของจิตใจที่บริสุทธิ์ เกิดขึ้นได้ในขณะปัจจุบัน ที่เรามีชีวิตอยู่นี้ เมื่อเรารู้ขณะจิตที่บริสุทธิ์ มากยิ่งๆขึ้น ... นั่นแหละคือหลักกิโลของเรา นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเป็นปกติ โดยการทำความเพียร สร้างเหตุ สร้างปัจจัยที่ถูกต้อง และนี่ก็คือ ภาพของสมาธิ ที่ผมเริ่มเห็นเด่นชัดมากขึ้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 11 ม.ค. 2551 (13:43) สมาธิ เท่าที่ที่เคยผ่าน มันน่าจะเป็น "วิธีการ" ที่กระทำต่อ "จิต" จุดประสงค์ คือ ทำจิตให้มีอัตราการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนเเปลงที่ช้าลง ช้าลงมากพอ ที่จะสามารถ ควบคุมให้จิตเคลื่อนไหว ไปในลักษณะไปในทางเดียวกัน เเบบเดียวกัน โดยในขั้นเเรกๆต้องมีหลัก ให้จิตได้เกาะเป็นหลัก เช่น กำหนดลมหายใจ ด้วย xxxx ต่างๆกัน เเต่เมื่อชำนาญ ก็ไม่ต้อง "ควบคุม" ด้วยหลักอีก.... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 13 ม.ค. 2551 (13:31) สมาธิคือการรู้ความเป็นไปของจิต ณปัจจุบันมัง bird.ck@hotmail.com (IP:203.158.221.227) |