|
โพสต์เมื่อ:
13:08 วันที่ 8 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
46,629
ตอบแล้ว:
232
สืบเนื่องจากความคิดเห็นที่ 1162 ในกระทู้มุมมองใหม่(ต่อจากอีกมุมมอง)
ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของ ดร.แขชนะ ครับ
เริ่มด้วยภาพนกพิลาบตัวนี้
ผมไปชมเสาชิงช้านี้เมือวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ก่อนที่เขาจะรื้อลงมา
แล้วก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ผมจะถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้
เพราะโดยปกติ ไม่ว่าผมจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าไปถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้เลย
ด้วยไม่ได้เตรียมพร้อมและอดทนไม่พอ
แต่นกพิลาปที่เสาชิงช้านั้นเชื่องมาก หากคุณถืออาหารไว้ในมือ นกแทบจะบินมาเกาะมือเลยที่เดียว
นกตัวนี้อยู่ใกล้ผมที่สุดมันเกาะนิ่งไม่เดินไปมาเหมือนนกตัวอื่น
พอเอารูปมาดูถึงได้ทราบว่าทำไมเขาไม่ได้เดินไปมา
![]() พยายามนึกประเด็นคุยอยู่ว่าคุยอะไรแล้วคนจะสนใจคุยด้วยบ้าง ที่ผ่านมาดูจะคุยอยู่สองสามคนเท่านั้น ผมเองตอนเรียนหนังสืออยู่ก็ตกวิชาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ ไม่ชอบเรียนเรื่องการรบเท่าใดนัก แล้วก็รู้สึกว่าสงครามไม่ว่าใครก่อ ก็เป็นเรื่องโหดร้ายทั้งสิ้น คุณยายเล่าให้ฟังเรื่องตอนสงครามโลกครั้งที่สอง คุณยายเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงหาบข้าวแกงขายอยู่แถวราชดำเนิน เสาชิงช้า บางลำพู คุณยายเป็นผู้หญิงตัวนิดเดียว ทำงานหนักมากเลี้ยงคุณแม่อยู่คนเดียวเพราะคุณตาเสียชีวิตตั้งแต่แม่เล็ก ๆ และคุณยายก็เรียนหนังสือน้อยแค่ประถมสองเท่านั้น คุณยายมีพี่น้องสองคน(ปัจจุบันท่านเสียไปหมดแล้วครับ ถ้าอยู่ก็อายุเกินร้อยหมดแล้ว) แม่คุณยายตายแล้วพ่อคุณยายก็แต่งงานใหม่ได้ไม่นานพ่อคุณยายก็ตาย คุณยายทั้งสองคนต้องอยู่กับแม่เลี้ยงที่มีพ่อเลี้ยงคนใหม่ คุณยายก็เลยไม่ได้เรียนหนังสือ แต่คุณยายทำอาหารเก่ง ทำข้าวแกงขายเลี้ยงลูก(ก็แม่ผมนั่นแหละครับ) ภาวะสงครามทำให้อาหารหายาก แต่คุณยายบอกว่าอาหารขายดี ขายหมดแล้ว ลูกค้าบอกให้เอาน้ำล้างหม้อแกงแล้วอุ่นให้ก็ยังขายได้ เรื่องของแม่ค้าข้าวแกง คงไม่น่าสนใจเท่ากับนายทหารใหญ่นะครับ คุณยายอยู่กรุงเทพฯ อยู่บ้านห้องแถวนอกกำแพงเมืองตรงป้อมมหากาฬ(วันนี้บ้านยังอยู่ครับ) พวกญี่ปุ่น ใหญ่มาก เขาอยากได้อะไร ก็พิมพ์ธนบัตรใช้เอง พกเงินมาเป็นม้วนแบบตั๋วรถเมล์ อยากได้อะไรก็ฉีกตั๋วรถเมล์ซื้อเอา หลายเรื่องที่คุณยายเล่าเหมือนละครที่เคยดู กลางคืน จุดตะเกียง และต้องพรางไฟ เพราะทหารพันธมิตรมาทิ้งระเบิด ตรงไหนสว่าง จะเสี่ยงกับลูกระเบิดลงหัว ตอนผมเกิด มีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ก็ยังมีการใช้ตะเกียงร่วมด้วยเพราะไฟฟ้าดับบ่อย ๆ ช่วงสงครามโลก รู้สึกว่าจะมีน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ตอนนั้นแม่ผมยังเป็นเด็ก คงอายุน้อยกว่าคุณพ่อดร.แขชนะหลายปีเพราะท่านเป็นถึงนายพัน ถนนราชดำเนินน้ำท่วมสูงมาก ทำมาหากินไม่ได้ในช่วงน้ำท่วม ทำให้คนยากไร้ต้องยึดอาชีพขโมย เวลาที่มีคนไปขโมยของทหารญี่ปุ่น เมื่อถูกจับได้ เขาจะให้คนขโมยกินของที่ขโมยเข้าไป เช่นตะปู น้ำมัน แล้วก็ใช้บูทเหยียบที่ท้องขโมยของญี่ปุ่นต้องตายทุกคน ไม่มีใครรอดหากถูกจับได้ คุณยายก็ขายข้าวแกงไม่ได้เหมือนกันเพราะน้ำท่วมบางช่วงถึงคอ คุณแม่ซึ่งเป็นเด็กตอนนั้น แอบไปขอรับปันส่วนข้าวที่รัฐบาลแจกให้โดยที่ไม่บอกคุณยาย คุณยายบอกว่าใจหายมากคิดว่าคุณแม่หายไปกับน้ำ(ถ้าหายคงไม่มีผมมาเล่าเรื่องนี้) เวลาขนข้าวกลับบ้าน แม่เดินลุยน้ำแล้วเอาถุงข้าว(แต่ก่อนเป็นถุงผ้า)เทินหัวเดินมา ข้าวสุกที่กินแล้วเหลือ จะต้องเก็บไว้ ตากให้แห้ง เอากลับมาหุงกินใหม่ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าท่านกินกันอย่างไร ภาพความลำบากในช่วงสงคราม นึกอย่างไรก็คงไม่เท่ากับที่คนในยุกต์นั้นรับเอาไว้ ภาวนาว่า อย่าให้เกิดสงครามในช่วงชีวิตของเราเลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 15 ม.ค. 2551 (09:55) ถึงแม้ว่าจะมีคนเข้ามาคุยด้วยน้อย แต่สังเกตดูปริมาณของการคลิกเข้าอ่าน ก็เยอะนะคะ เพราะกระทู้นี้เพิ่งตั้งขึ้นมาไม่กี่วันเอง คนที่อ่านแล้วไม่คุยด้วย อาจจะมาจากสาเหตุหลายประการ ดังนี้ 1. ไม่เคยสนใจจำประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนเอง จึงไม่มีอะไรจะเล่า 2. ไม่เคยมีใครถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจให้ฟัง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเติบโตขึ้นมาในบ้านที่ไม่มีคนรุ่นก่อนพ่อแม่ (ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า) และพ่อแม่เองก็ยุ่งอยู่กับงานทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาพูดคุยกับลูก 3. กลัวคนอื่นจะรู้ว่าแก่ หรือกลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองแก่ 4. ไม่ช่างคุย แต่ชอบฟัง ดิฉันเป็นประเภทที่ 4 ค่ะ ตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็หลับไปกับนิทานธรรมมะ นิยายปรัมปรา เรื่องเก่า ๆ และงิ้วอิงประวัติศาสตร์ ที่คุณอาทวดเล่าให้ฟังทุกคืน (คุณอาทวดเป็นน้องชายของคุณปู่ซึ่งเลี้ยงคุณพ่อมา เนื่องจากคุณปู่เสียชีวิตตั้งแต่คุณพ่อยังเป็นเด็กเล็ก ๆ คุณพ่อจึงเท่ากับเป็นลูกชายคนโตของคุณอาทวด และภรรยาของคุณอาทวดก็รักคุณพ่อเท่ากับลูกในใส้ของท่านเอง) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 15 ม.ค. 2551 (11:42) ครูไผ่ครับ ขอบคุณมากที่ช่วยแนะให้ผมมาดูกระทู้นี้ เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง แล้วก็อดคิดถึงตอนไปอยู่โคราชไม่ได้ คุณพ่อผมเป็นนายทหารอากาศย้ายไปกับกรมช่างอากาศ ไปอยู่ตำบลปรุใหญ่ ตั้งแต่วัดใหม่ วัดกองพระทราย ไปจนถึงวัดหลักร้อย วัดสวนพริกไทย เป็นบ้านชาวช่างอากาศ ลูกๆเรียนโรงเรียนของกรมช่างอากาศที่ย้ายมาจากบางซื่อ เรียก รร.ช่างฝีมือ ชอ. พ่อเป็นหัวหน้าฝ่ายการซ่อม นั่งรถกุดังไปทำงานที่สนามบินทุกวัน สมัยนั้นยางรถยนตร์ขาดแคลน เวลายางนอกฉีกก็ใช้ปะด้วยเศษยางนอกโดยใช้น๊อตหลายๆตัว ยางบางเส้นมีน๊อตเต็มไปหมด คุณศุลี มหาสันทนะ ทำงานอยู่กับพ่อบอกผมว่าพวกช่างเรียกยางพวกนี้ว่า ยางกุ๊ดน๊อต เพราะดั้งเดิมเป็นยางกุ๊ดเยียร์ กุ๊ดริช พ่อเล่าว่าวันหนึ่งนั่งอยู่ทีสโมสรนายทหารกับคุณมานพ สุริยะ (ท่านเป้นนักบินลองเครื่องเวลาพ่อผมซ่อมเสร็จ) มีนาวาอากาศเอกญี่ปุนมาขอให้คุณมานพไปดูอะไรด้วยกัน คุณมานพเลยชวนพ่อผมไปด้วย ญี่ปุ่นพาขึ้นเครื่องบินไปแถวสกลนคร แล้วบินลงดูสนามที่ดูท่าทางเป็นสนามบินหญ้า ถามคุณมานพว่า นั่งสนามบินอะไร ทั้งสองตอบว่าไม่รู้ ไม่น่าจะมีสนามบินอยู่แถวนี้ ความจริงเป็นสนามบินที่เสรีไทยสร้างไว้ พ่อบอกว่าใจไม่ดีคิดว่าคงโดนยิงทิ้งแน่ แต่รอดตัวมาได้ อีกที ตอนปิดเทอม พ่อพาไปโรงงานที่สนามบิน ตอนนั้นอายุราวๆ ๑๐ ขวบก็สนุกดี ได้เห็นเขาซ่อมเครื่อง ลองเครื่อง ตอนเที่ยงชักหิวก็ไปทู่ซี้กับพ่อ พ่อบอกว่ายังไม่ว่าง พอดีได้ยินเสียงเครื่องบินอยู่นอกโรงซ่อม พ่อคงรำคาญเลยบอกให้ผมออกไปดูว่าเครื่องอะไร ผมเดินออกไปเห็นเครื่องบินไทย เรียก ฮ๊อกพับฐาน แทกซี่ไปจอดหลังโรงซ่อม นักบินไทยปีนออกมา นึกว่าแค่นี้เพราะเป็นเครื่องบินที่นั่งเดียว ที่ไหนได้มีฝรั่งปีนตามออกมาจากข้างหลังที่นั่งนักบิน คงเป็นอังกฤษ นุ่งกางเกงขาสั้นสีกากี ถุงยาวถึงใต้เข่า ตัวแดงเพราะโดนแดด ผมตกใจเพราะไม่ได้เห็นฝรั่งมา ๒ ปีแล้ว (แม่ผมเป็นฝรั่ง แต่ไม่นับเพราะเห็นอยู่ทุกวัน) ผมวิ่งเข้าไปหาพ่อ บอกว่ามีฝรั่งปีนลงจากเครื่อง Hawk พับฐาน พ่อบอกว่า เห็นแล้วก็ลืมเสีย อย่าเอาไปพูด ตอนหลังถามพ่อว่าเรื่องอะไรกัน พ่อบอกว่าบางทีนักบินไทยบินพวก OSS ที่มาช่วยเสรีไทยไปที่ต่างๆ ระยะหลังๆญี่ปุ่นชักรู้ทัน บางลำโดนยิงตกไป ตอนเที่ยงจะมีเครื่องบินบินอยู่ระดับสูงมากผ่านไปแทบทุกวัน พ่อบอกว่าเป็นเครื่องบินอเมริกันบินตรวจการถ่ายรูป มีอยู่วันหนึ่งพ่อได้รับทราบจากฝ่ายอเมริกันว่าต้องการรู้ว่ามีเครื่องบินอะไรจอดไว้ในโรงเก็บบ้าง ต้องการจะถ่ายรูป ถ้าไม่ยอมจะทิ้งระเบิด เลยต้องออกหมายว่าโครงหลังคาโรงซ่อมขึ้นสนิมมาก ต้องซ่อมแซม รื้อหลังคาสังกะสีออกหมดเพี่อทาสีโครงเหล็ก เปิดโอกาสให้ถ่ายรูปได้ วันนี้พอก่อน ภริยาชักจะค้อน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 15 ม.ค. 2551 (11:46) ภริยาผมเห็นรูปคุณพ่อคุณแขชนะแล้วบอกว่า "Very handsome Thai face." ขอบคุณคุณหมอศานติและคุณครูไผ่ ที่เข้ามาเยี่ยมเยียน ผมเชื่อว่าคุณหมอมีเรื่องน่าตื่นเต้นหรือน่าสนใจมากมาเล่าแน่เลย เริ่มด้วยยาง กุ๊ดน้อต เป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับผมแล้วครับ ถ้าคุณหมอมีรูป รบกวนเอามาอวดด้วยนะครับ ![]() อ่านจากช่วงเวลาและอายุที่คุณหมอเล่า ผมต้องเรียกว่าคุณอาหมอครับ กว่าผมจะเล่าเรื่องเสาชิงช้าได้ก็ต้องค้นกันก้นขวิด ยังนึกอยู่ว่าจะตั้งต้นค้นเรื่องอะไรดี ได้คุณหมอที่มากประสบการณ์ ตอนสงครามโลก คุณหมออาจจะยังเป็นเด็ก ๆ แต่ผมยังเป็นโอปาติกะอยู่เลย เพราะแม้แต่แม่พ่อผมก็ยังเป็นวัยรุ่นต้น ๆ เท่านั้น คนที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ผมฟังเป็นคุณยาย แม้ท่านจะเรียนหนังสือเพียงประถมสอง แต่นับว่าเป็นคนที่มีความฉลาดมาก อ่านหนังสือภาษาไทยได้แตกฉาน อ่านหนังสือพิมพ์ปร๋อ และที่สำคัญ เป็นคนปลูกฝังให้ผมรักวรรณกรรมร้อยกรองของไทยเป็นชีวิตจิดใจ พอผมเริ่มจะเขียนหนังสือเป็นตัว คุณยายได้บอกบูลบทบรรพกิจให้ผมจดไว้จากความจำของท่าน เหลือเชื่อมาก ท่านเรียนแค่ ป. ๒ แล้วก็เป็นแม่ค้าเร่หาบข้าวแกง แต่จำตำราที่นักอักษรศาสตร์ต้องเอามาวิเคราะห์กันได้ทั้งเล่ม คนไทยสมัยคุณยาย อ่านภาษาไทยผันตัวอักษรทุกตัว ทุกสระ ทุกวรรณยุกต์ ดังนั้น การอ่านออกเสียงของท่านจึงแม่นมาก อย่างเช่น ก ไก่ ท่านก็จะผันโดยออกเป็นเสียงเลยว่า กะ กา กิ กี กึ กื กุ กู ... จนครบทุกสระ แล้วก็มาข ไข่ ขะ ขา ขิ ขี .... ไปจนครบ จนถึง ฮ ... ส่งผลให้เมื่อผมไปโรงเรียน ผมสามารถอ่านหนังสือได้แตกฉานเร็วกว่าเพื่อนหลายคน นอกจากผสมอักษร ผันสระ วรรณยุกต์แล้ว ในมูลบทบรรพกิจ ยังมีนิทานคำกาพย์พระไชยสุริยาที่น่าสนุกชวนติดตาม กาพย์พระไชยสุริยา เป็นการแสดงความสามารถของกวีที่แต่ง ท่านสามารถเดินเรื่องราวโดยใช้มาตราตัวสะกดเพียงบางตัวตลอดเรื่องได้ เช่น แม่ ก กา หมายความว่าทั้งหมด ไม่มีตัวสะกดมาปนเลย แล้วก็แม่กน แม่กง แม่กม แม่เกย แม่เกอว แม่กก แม่กด แม่กบ ผมก็จำได้กระท่อนกระแท่นเท่านั้น ดูจากความเห็นที่ 73 แล้ว ผมคิดว่าภริยาคุณอาหมอศานติ คงไม่ได้เคืองอะไรที่คุณหมอมาเล่าอดีตให้เราอ่านกัน แค่เรื่องยางกุ๊ดน้อตก็น่าสนใจมาก ภริยาผมเป็นลูกเจ้าของร้านปะยาง ผมก็ไม่เคยเห็นการใช้น้อตปะ ถ้าเป็นไปได้ ขอรายละเอียดหน่อยนะครับ น้อตปะ ทำไมลมไม่รั่วล่ะครับ ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 15 ม.ค. 2551 (23:35) ยางสมัยนั้นไม่ใช่ยาง tubeless มียางใน ผมคิดว่าเขาคงใช้ carriage bolts (ไม่ทราบชื่อไทย) เอาหัวที่แบนไว้ข้างใน เอาเกลียวไว้ข้างนอก ใต้หัวมีสี่เหลี่ยมกันหมุนเวลาขันให้แน่น ![]() แล้วเวลาวิ่งมันไม่กระแทกผิวถนนกุบกับ ๆ ไปตลอดทางหรือครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 16 ม.ค. 2551 (06:04) จากความใน #72 "ตอนเที่ยงจะมีเครื่องบินบินอยู่ระดับสูงมากผ่านไปแทบทุกวัน พ่อบอกว่าเป็นเครื่องบินอเมริกันบินตรวจการถ่ายรูป มีอยู่วันหนึ่งพ่อได้รับทราบจากฝ่ายอเมริกันว่าต้องการรู้ว่ามีเครื่องบินอะไรจอดไว้ในโรงเก็บบ้าง ต้องการจะถ่ายรูป ถ้าไม่ยอมจะทิ้งระเบิด เลยต้องออกหมายว่าโครงหลังคาโรงซ่อมขึ้นสนิมมาก ต้องซ่อมแซม รื้อหลังคาสังกะสีออกหมดเพี่อทาสีโครงเหล็ก เปิดโอกาสให้ถ่ายรูปได้" สอนให้เรารู้ว่า การกระทำบางอย่างที่ใคร ๆ เห็นว่าดีมีหลักการและเหตุผลสนับสนุนนั้น แท้จริงแล้วอาจจะเป็นสิ่งที่ทำเพื่อสนองความต้องการของผู้มีอำนาจ เท่านั้้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 16 ม.ค. 2551 (16:16) ไม่ได้เข้ามา 2 วันไปไกลหลายหน้าแล้ว คุณหมอศานติก็เข้ามาเยี่ยมด้วย สวสัสดีครับ ตอนที่ผมอยู่ที่ Estonia กำลังทำงานที่ University of Tartu เจรจาเรื่องการจัดประชุม ICASE Conference 2010 เพราะตอนนี้ผมเป็น President ขององค์กรระหว่างประเทศ International Council of Associations for Science Education (ICASE) วันนี้วันครู แวะเข้ามาดูว่ามีอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับครูบ้าง กระทู้นี้คงไม่มีเพราะเป็นเรื่องของ "คนโบราณ" ความเห็น 74 เป็นเรื่องครูภาษาไทยคนสำคัญของผมครับ แล้วจะค่อย ๆ แคะความจำออกมาว่าเคยเรียนอะไรมาบ้าง จึงได้มีความสามารถปะทะคารมกับดร.แขชนะได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 17 ม.ค. 2551 (00:05) เรื่องสงครามโลกคร้งที่ 2 คุณทวดท่านก็เคยเล่าให้ฟังครับ สมัยเมื่อประมาณ 2485 นั้นตอนที่คุณยายผมอายุได้เพียง 8 ชวบเท่านั้น คุณทวดเล่าว่าต้องพาคุณยายหลบใต้ดินอันเป็นที่ที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้ให้ กลิ่นคาวเลือดและคราบน้ำตาของประชาชนคนไทยที่ประสบเหตุการณ์นั้นคุณทวดบอกว่า น่าสังเวชใจมาก หนูนพบุราดิศรฟังทวดเล่า คุณยายของหนูก็อ่อนกว่าคุณแม่ผมนิดหน่อย แต่เราก็มีประสบการณ์สงครามโลกจากการเล่าให้ฟังของบรรพบุรุษเหมือนกัน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 17 ม.ค. 2551 (00:54) ![]() "จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน" ให้ดูธนบัตรใบ 20 บาทแบบเก่า ด้านหลังเป็นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราช โดยมีทหารเอกคู่ใจ คือ พระยาพิชัยดาบหัก ยืนรบอยู่ทางเบื้องซ้ายของพระองค์ แต่พระยาพิชัยดาบหักสู้รบเก่งกล้าสามารถมาก ฝีมือรบเด่น จากลักษณะของสังคมไทยที่หลวงวิจิตรวาทการกล่าว เราจะเห็นว่า ไอ้คนที่อยู่ด้านหลัง ไม่อยากให้เด่นเกิน ก็เลยขัดขาซะ เราจะเห็นเหตุการณ์นี้ประจำในหน้าหนังสือพิมพ์ ยิ่งช่วงหลังเลือกตั้งยิ่งชัดเจน คุณยายผมเกิด 2477 ส่วนคุณยายทวดท่านเกิด 2450 ครับ เดือนมิถุนายนปีนี้ครบ 100 ปีพอดี ผมเรียกคุณยายของคุณนพฯว่าน้าได้ครับ ผมก็ต้องเรีกอาจารย์ว่าคุณลุงได้มั้งครับ เพื่อน ๆ ผมที่ทำงานเขาก็เรียกผมว่าลุงครับ พบกันบนเน็ต ทุกคนเท่าเทียมกัน เรียกกันด้วยถ้อยคำสุภาพให้เกียรติซึ่งกันและกันถือว่าใช้ได้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 19 ม.ค. 2551 (12:36) บางคนทนไม่ได้ ขับรถไปเติมน้ำมัน พอเด็กปั๊มถามว่า เติมเท่าไร"ลุง" เลี้ยวรถออกเลย ไม่เติม(แม่ง)แล้ว |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |