|
โพสต์เมื่อ:
13:08 วันที่ 8 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
46,624
ตอบแล้ว:
232
สืบเนื่องจากความคิดเห็นที่ 1162 ในกระทู้มุมมองใหม่(ต่อจากอีกมุมมอง)
ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของ ดร.แขชนะ ครับ
เริ่มด้วยภาพนกพิลาบตัวนี้
ผมไปชมเสาชิงช้านี้เมือวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ก่อนที่เขาจะรื้อลงมา
แล้วก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ผมจะถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้
เพราะโดยปกติ ไม่ว่าผมจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าไปถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้เลย
ด้วยไม่ได้เตรียมพร้อมและอดทนไม่พอ
แต่นกพิลาปที่เสาชิงช้านั้นเชื่องมาก หากคุณถืออาหารไว้ในมือ นกแทบจะบินมาเกาะมือเลยที่เดียว
นกตัวนี้อยู่ใกล้ผมที่สุดมันเกาะนิ่งไม่เดินไปมาเหมือนนกตัวอื่น
พอเอารูปมาดูถึงได้ทราบว่าทำไมเขาไม่ได้เดินไปมา
![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 19 ม.ค. 2551 (15:09) แล้วถ้าถูกเรียกว่า"ตา"ไม่ฆ่าตัวตายเลยหรือไร ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 21 ม.ค. 2551 (00:25) เห็นด้วยกับอาจารย์นิรันดร์ครับ ผมถนัดเรียก อ.มากกว่าครับ ไม่บังอาจเรียกลุงหรอกครับเพราะดุสนิทเกินไป อีกอย่างที่ผมพูดอย่างนั้นไปเพราะดูท่าทางแล้ว อ.ต้องอายุมากกว่าคุณพ่อผมชัวร์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 21 ม.ค. 2551 (00:59) อาจารย์นิรันดร์ครับ ยางกุ๊ดน๊อตใช้ปะเฉพาะขอบยางนอก ส่วนผิวที่สัมพัทธ์กับพื้นไม่มีน๊อต ที่ครูๆไผ่ว่าไว้ในข้อ ๗๒ "การกระทำบางอย่างที่ใคร ๆ เห็นว่าดีมีหลักการและเหตุผลสนับสนุนนั้น แท้จริงแล้วอาจจะเป็นสิ่งที่ทำเพื่อสนองความต้องการของผู้มีอำนาจ เท่านั้้น" น่าคิดดี มีความจริง แต่อย่าลืมว่ามีคนไทยหลายคนที่เต็มใจช่วยฝ่ายสัมพันธมิตร คนไทยที่จบจากอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส เอาใจเข้าข้างสัมพันธมิตรทั้งนั้น รวมทั้งนักเรียนไทยในต่างประเทศในขณะนั้น โดดร่มเป็นเสรีไทยหลายๆคน เสียชีวิตไปก็หลาย ผมคิดว่าพ่อคงทำด้วยความเต็มใจ เรื่องโดนทิ้งระเบิดนั้นก็โดนมาแล้ว มีอยู่วันหนึ่งราว ๕ โมงเย็น บ้านผมอยู่ตรงข้ามวัดกองพระทราย โคราช พ่ออยู่ในครัว แม่ป่วยด้วยมาเลเรีย ผมเล่นอยู่นอกชานหน้าครัว ได้ยินเสียงเครื่องบิน ก็ดีใจตะโกนว่า เครื่องบิน พ่อคงฟังออกว่ามีมากมายเกินของไทย ก็ตะโกนว่า อย่าออกไป แต่ผมออกไปแล้ว เห็น B-24 มาเป็นฝูงหลายลำนับไม่ถ้วน แม่ผมเป็นคนละเอียดถี่ถ้วน เครียมกระเป๋าหลัง (back pack) ไว้สำหรับทุกคน ใบหนึ่งมีเสื้อผ้าคนละชุด อีกใบมีผ้าห่ม ใบหนึ่งมียากับผ้าพันแผลฯ ใบหนึ่งมีอาหาร พ่อแม่น้องสาวกับผมสะพายกันคนละใบ วิ่งเข้าไปในสวนหลังบ้านที่กรมช่างอากาศสร้างไว้ เข้าไปหลบกันในท้องร่องในสวน ผมกับพ่อนอนหงายดูเครื่องบิน เห็น B-24 เปิดประตูใต้ลำตัวปล่อยระเบิดตรงเหนือหัว พ่อบอกว่าเราไม่โดนหรอกเพราะลูกระเบิดมีโมเมนตัมจะไปตกข้างหน้า แต่ละเครื่องปล่อยออกมาทีละ ๙ ลูก หล่นลงมาเป็นแถว เที่ยวนั้นสถานีหัวรถในเมืองโดนหนัก มีระเบิดเวลาด้วย บางลูกตั้งอาทิตย์กว่าจะระเบิด เรื่องคนไทยเอาใจเข้าข้างสัมพันธมิตร ในหนังสือ Into Siam, Underground Kingdom ผู้แต่ง Nicol Smith กับ Blake Clark เล่าถึงการประชุมระหว่าง OSS กับเสรีไทยคนหนึ่งที่สามารถวาดรูปทางหลวงเมืองไทยได้ละเอียดโดยไม่ดูแผนที่ สามารถตอบปัญหาว่าถนนเมืองไทยจะรับน้ำหนักรถถังได้ไหม เสรีไทยคนนี้ตอบคำถามต่างๆได้สบาย ทางฝ่ายอเมริกันทึ่งมากที่คนแต่งตัวแบบชาวนาชาวสวนมีความรู้มากมาย สงสัยว่าอาจจะโม้ เลยถามว่าทำไมถึงรู้ละเอียด ท่านตอบว่า "MIT รุ่น ๑๙๒๗ ประกอบกับเป็นอธิบดีกรมทางฯด้วย" ฝรั่งหมดสงสัย อาจารย์ผมคนหนึ่งโดดร่มกลางคืน นักบินหลงทางหน่อย ร่มสัมภาระไปตกที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านออกหาจนจับได้ ทางอังกฤษให้ทองคำก้อนเล็กติดดัวมาเผื่อเข้าตาจน ต้องใช้เงินจะได้เอาไปขายได้ แต่เรื่องมีทองติดตัวมานี้บางแห่งชาวบ้านรู้ เสริไทยบางคนโดนฆ่าเพื่อเอาทอง อาจารย์ก็เป็นห่วงอยู่ บังเอิญแถวนั้นมีมะขามหวาน อาจารย์เลยเก็บกินแล้วเอาทองใส่ฝักมะขามไว้ เวลาเขาค้นก็ถือฝักมะขามมือนี้ทีมือโน้นที ปากก็กินมะขามไป นับว่าใจเย็นมาก เลยค้นไม่เจอ รอดตายไปได้ ระยะหลังรัฐบาลอังกฤษเลิกใช้ทองคำ ใช้ธนบัตร์ไทยแทน สมัยนั้นธนบัตร์ไทยพิมพ์ที่อังกฤษโดยบริษัท Thomas de la Rue รัฐบาลอังกฤษสั่งให้บริษัทพิมพ์ธนบัตร์ไทยโดยใช้หมายเลขซ้ำกับที่เคยพิมพ์มาแล้ว ตอนผมเป็นแพทย์ประจำบ้านได้มีโอกาสรู้จักผู้ใหญ่ที่เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายออกบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านเล่าให้ฟังว่าพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่งตาไว สังเกตุว่าลายเซ็นอันหนึ่งในสองลายเซ็นบนธนบัตร์ชัดเจนผิดปกติ สมัยนั้น(เท่าที่จำได้)ลายเซ็น รมต.การคลังพิมพ์มาจากอังกฤษ แต่ลายเซ็นผู้ว่าการธนาคารชาติพิมพ์ที่เมืองไทยด้วยเครื่องพิมพ์เก่า (ยังจำได้ว่าท่านใช้คำว่า เครื่องพิมพ์สมัยพระเจ้าเหา) พิมพ์ลายเซ็นผู้ว่าการฯไม่ชัดเจน ธนาคารชาติเลยเริ่มสอบสวน จับได้ว่ามีบางชุดที่พิมพ์ซ้ำใช้เลขหมายเดิม อาจจะเป็นเพราะชุดที่พิมพ์ใหม่นั้นอยู่ในสภาพดีผิดปกติ ตอนนั้นเราไม่มีความสามารถพิมพ์ธนบัตร์เอง ใช้กันจนเก่าปะแล้วปะอีก หลังสงครามรัฐบาลไทยฟ้องศาลเรื่องนี้ จำได้ว่าชะนะ จำไม่ได้ว่าได้ค่าเสียหายมาเท่าไหร่ ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ คุณหมอเล่าได้ชัดเจนมาก อ่านแล้วรู้สึกเหมือนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเลย เครื่องบินที่ปล่อยระเบิดลงมาเป็นเครื่องบินของฝ่ายไหนคะ ปล่อยเยอะ ๆ อย่างนั้น แถมมีระเบิดเวลาที่ระเบิดภายหลังอีกด้วย น่าสงสารชาวบ้านจังเลยค่ะ "สถานีหัวรถ" คืออะไรคะ หมายถึงสถานีรถไฟใช่ไหม ที่อาจารย์ของคุณหมอเล่าว่า "...........เสริไทยบางคนโดนฆ่าเพื่อเอาทอง อาจารย์ก็เป็นห่วงอยู่ บังเอิญแถวนั้นมีมะขามหวาน อาจารย์เลยเก็บกินแล้วเอาทองใส่ฝักมะขามไว้ เวลาเขาค้นก็ถือฝักมะขามมือนี้ทีมือโน้นที ปากก็กินมะขามไป นับว่าใจเย็นมาก เลยค้นไม่เจอ รอดตายไปได้........." คนที่จะฆ่าก็คือทหารฝ่ายไหนหรือคนไทยด้วยกันเอง ? เครื่องบินเป็นเครื่องสี่เครื่องยนตร์เห็นได้ชัด เป้นเครื่องของอเมริกัน คิดว่าเป็น B-24เพราะสี่เครื่องยนตร์มี B-17, B-24 กับ B-29 เครื่อง B-17 ใช้แต่ในยุโรป B-24 ใช้แต่ในแปซิฟิค ส่วน B-29 ดูเหมือนไม่ทันใช้ สงครามเลิกเสียก่อน บินต่ำพอเห็นประตูใต้ท้องเปิดแล้วระเบิดออกเรียงกันมา ชุดละเก้าลูก นับได้สบาย ที่โคราชผมจำได้ว่ามีสองสถานี สถานีที่คนโดยสารขึ้นกัน ชาวบ้านเรียก หัวรถ ไม่ทราบว่ามาจากไหน อีกแห่งเป็นชุมทางมากกว่าสถานี แรกๆระเบิดเวลาดังอยู่ทั้งคืนเป็นระยะๆ ต่อมาค่อยบางลง ระยะเดือนสองเดือนหลังหลายๆวันได้ยินที พวกนี้อาจไม่ใช่ระเบิดเวลาแล้วแต่เป็นระเบิดด้านที่ทหารช่างแสงเขาไประเบิด พ่อไปตรวจงานที่เพ็ชรบูรณ์กลับมาเล่าให้แม่ฟังว่า เดินผ่านหลุมที่ระเบิดไม่ระเบิดเพียงแต่เป็นหลุม พ้นไปได้ไม่กี่ร้อยเมตรเกิดระเบิดขึ้น พ่อบอกว่าแก่ลงไปเยอะ คนที่อาจจะฆ่าพวกที่โดดร่มลงมาก็คือคนไทยด้วยกันที่ตามจับ คงเป็นพวกตำรวจ อำเภอ กำนัน อาจเพราะไม่รู้เรื่องละอียดหรือไม่ก็คิดว่าพวกที่โดดร่มมาเป็นศัตรู หรือเพราะความโลภก็ได้ สมัยนั้นคนไทยมากมายที่ไม่ได้รังเกียจญี่ปุ่น ผมว่าด้วยเหตุสองประการ หนึ่ง ก่อนหน้านั้นไทยกับฝรั่งเศสมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับสี่จังหวัด เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ กับ ? (ไม่ได้คิดมานานแล้ว ลืม) เพราะเดิมเป็นของไทย เสียให้กับฝรั่งเศสเพื่อเอาสิทธิ์ใช้กฎหมายไทยต่อคนในบังคับฝรั่งเศส (ไม่ทราบว่าภาษาไทยใช้คำอะไร อังกฤษใช้ Extra-territorial Rights) มีการรบกันชายแดน ตอนนั้นญี่ปุ่นเริ่มมีอำนาจแล้ว จัดการไกล่เกลี่ยให้ฝรั่งเศสคืนสีจังหวัดให้ไทย ชาวบ้านชอบใจ ที่ญี่ปุ่นเป็นพี่ใหญ่มีอิทธิพลจนฝรั่งเศสต้องยอม อีกอย่างก็คือรัฐบาลมีการ propaganda กรมโฆษณาการ(ตอนหลังเป็นกรมประชาสัมพันธ์)มีการโฆษณาชวนเชื่อ ว่าญี่ปุ่นเป็นเพื่อน มีการพูดถึงการร่วมวงไพบูลย์มหาเอเซียบูรพา มีหนังสือออกมามากมาย มีเพลงปลุกใจ จำได้ว่าไปอ่านวารสารเล่มหนึ่ง มีเนื้อเพลงปลุกใจบอกว่าแต่งโดย จอมพลแปลกกับคุณหญิงละเอียด ผมทึ่งมาก (ตอนนั้น ๙ ขวบได้) บอกพ่อว่า แหมท่านผู้หญิงกับจอมพล ป. เก่งจัง แต่งเพลงก็เป็น พ่อตอบว่า ฮิ้ย ไปจ้างใครแต่งก็ได้ หูตาผมเลยสว่างขึ้นเยอะ อีกอย่างคือทหารญี่ปุนในเมืองไทยโดยทั่วไปแล้วความประพฤติดีกว่าในมะลายู ฟิลิปปินส์ จำได้ว่าหลังวันที่ ๘ ธันวา เมื่อญี่ปุนยกพลขึ้นบกหลายจังหวัด พ่อพาครอบครัวออกจากกรมช่างอากาศที่บางซื่อไปอยู่บ้านคุณลุงกำจาย ศรีสุกรี (คุณพ่ออาจารย์หมออาวุธ) ที่เสนานิคมแถวบางเขน สมัยนั้นเป็นท้องนาสุดลูกหูลูกตา อยู่ได้สองสามวันมีกองร้อยทหารญี่ปุ่นเดินทางผ่านมา แวะตั้งค่ายในทุ่งนาข้างบ้าน ผมเลยเดินไปดู ปรากฏว่าพวกนายทหารพูดอังกฤษกันพอรู้เรื่อง รู้สึกว่าตอนต้นสงคราม ทหารญี่ปุ่นมีวินัยดีกว่า มีการศึกษาดีกว่าตอนหลัง กลับมาเล่าให้แม่ฟัง แม่ไม่ค่อยสะบายใจ ถ้ารู้ว่าผมจะไปเกะกะแถวค่ายทหารญี่ปุ่นคงห้าม พูดถึงเรื่องคนไทย้เอาใจเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรแล้วอดคิดถึงเรื่องตอนปลายสงครามไม่ได้ ตอนนั้นเมืองไทยขาดยากับของจำเป็นๆหลายอย่าง สัมพันธมิตรเอามาทิ้งร่มที่สนามหลวงตอนเที่ยงวัน ต่อหน้าญี่ปุ่น กว่าญี่ปุ่นจะรู้ตัวคนไทยเก็บไปหมดแล้ว ความจริงที่เลือกสนามหลวงก็นับว่าเหมาะสมมาก เพราะมีถนนเข้าออกหลายสาย แล้วล้อมไปด้วยหน่วยราชการต่างๆรวมทั้งกระทรวงกลาโหมด้วย แถวนั้นเป็นของไทยล้วน พอร่มถึงพื้นรถบันทุกที่ออกจากกรมกองต่างๆก็มาขนขึ้นรถ แล้วคืนเข้ากรมกอง พอญี่ปุ่นมาถึงก็ไม่เหลือร่องรอยเลย ตอนนั้นปลายสงครามแล้ว ญี่ปุ่นชักหมดกำลัง ม่ายงั้นคงนองเลือด คุณศุลีเล่าให้ผมฟังว่าสนามบินที่โคราช ไทยกับญี่ปุ่นใช้ runway เดียวกัน แต่แบ่งอยู่กันคนละฟาก ฟากไทยมีปืนกลหนักตั้งไว้ข้าง runway ตอนกลางวันก็เอาลำกล้องชี้ฟ้าทำท่าไว้ยิงเครื่องบินข้าศึก แต่พอค่ำก็หันลำกล้องลงเล็งข้าม runway ไปทางฝ่ายญี่ปุ่น ทั้งสองฝ่ายมีหน่วยลาดตระเวนตอนดีกก็ออกไปเจอกันกลาง runway แล้วต่างคนต่างถอยกลับ ไม่มีใครไว้ใจกัน คุยถึงเรื่องการขาดแคลนแล้วก็นึกถึงเรื่องที่คุณวิพัฒน์ ชุติมา อดีตหัวหน้าฝ่ายออกบัตรธนาคารชาติเล่าให้ฟัง เราขาดแคลนธนบัตร์กันมาก กรมแผนที่กับหน่วยงานอื่น (ดูเหมือนจะกรมอุทกศาสตร์)พิมพ์อยู่บางรุ่นแต่หากระดาษดีไม่ได้ พอสงครามเลิกก็แทบจะเกิดวิกฤติการไม่มีธนบัตร์หมุนเวียน รัฐบาลอเมริกันช่วยโดยพิมพ์ธนบัตร์ให้ โดยเหตุที่เวลาจำกัดมากไม่มีทางที่เราจะออกแบบ อเมริกันเลยออกแบบให้ ถ้าไปเดินแถวร้านขายของเก่าแถวจตุจักษ์จะเห็นธนบัตร์รุ่นนี้ สีอ่อน ขนาดเล็ก พระฉายาลักษณ์ในหลวงอานันทมหิดล ขนาดเท่ากัน ยกเว้นใบละร้อยยาวกว่า ได้ข่าวว่าชาวบ้านงงอยู่นาน ไม่ค่อยจะไว้ใจ กับสับสนด้วยเพราะใบละบาท ห้าบาท สิบบาท ขนาดเหมือนกันหมดแบบธนบัตร์อเมริกัน ต่างกันตรงสี คุณวิพัฒน์เล่าว่าตอนเรือที่บันทุกธนบัตร์รุ่นนี้มาถึงเมืองไทยปรากฏว่ากล่องกระดาษบรรจุธนบัตร์บางกล่องฉีกเสียหาย ธนบัตร์หล่นจากกล่องเพราะมีลูกเรือพยายามเอาแท่งเหล็กสอดระหว่างลูกกรงห้องนิรภัย เพื่อจะเอาเงินธนบัตร์ บังเอิญโชคดีนับแล้วยังครบอยู่ เลยไม่ยุ่งเหมือนอีกชุดที่หายไปตอนขนมา กทม.โดยทางรถไฟ เห็นจะต้องเล่าวันหลัง ขอบคุณคุณหมอศานติที่เล่าเรื่องสงครามให้เราเห็นภาพพจน์ ทุกฝ่ายต่างก็เอาเปรียบเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือพันธมิตร ผมได้ยินจากคุณยายว่าญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรไทยใช้เอง เพิ่งทราบจากคุณหมอว่าพวกพันธมิตรก็ทำเหมือนกันและแนบเนียนกว่า คุณยายผมท่านการศึกษาน้อยอาจไม่ได้สังเกตเห็นอันนี้ก็ได้ และส่วนใหญ่คุณยายก็อยู่แถว ๆ ชานพระนคร คงใกล้ชิดกับพวกญี่ปุ่นมากกว่า กระทั่งทุกวันนี้ ธนบัตรไทยปลอมก็ยังคงระบาดอยู่รอบ ๆ เมืองไทยโดยเฉพาะแถบที่มีการค้าขายชายแดน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 21 ม.ค. 2551 (22:10) ใช่ครับ เคยได้ยินมาเหมือนกัน คลับคล้ายคลับคลาว่าคุณยายใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่ามีการปลอมแปลงกันอย่างลับ ๆ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 22 ม.ค. 2551 (06:39) ![]() ผมเคยเจอเหตุการณืเช่นนี้มาแล้วที่ปารีส คนแตกตื่นกันมาก สุดท้ายมีนิโกรคนหนึ่งวิ่งเข้าไปเอากระเป๋า บอกว่าท้องเสียอย่างแรงต้องรีบเข้าส้วม เอากระเป๋าไปไม่ไหวเลยทิ้งไว้ก่อน ปลดทุกข์เสร็จค่อยมาเอา คนเฮกันใหญ่ แต่ตำรวจไม่เฮด้วย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 22 ม.ค. 2551 (06:43) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 22 ม.ค. 2551 (10:48) ชื่อทางวิทยาศาสตร์มักใช้ภาษากรีก เหมือนกับที่คนไทยมักตั้งชื่อเป็นภาษาบาลี-สันสกฤต คงเนื่องมาจากภาษากรีกเป็นต้นตระกูลของภาษาอังกฤษ เช่นเดียวกับที่ภาษาบาลีฯ เป็นต้นตระกูลของภาษาไทย และภาษาจีนเป็นต้นตระกูลของภาษาญี่ปุ่น ทราบว่าเด็ก ๆ ของญี่ปุ่นเมื่อเรียนชั้นสูงขึ้นจะมีการเรียนคันจิ (ฮั่นจื้อ) ด้วย เช่นเดียวกับที่เด็ก ๆ ของไทยเมื่อเรียนชั้นสูงขึ้นก็มีศัพท์บาลี-สันสกฤตมากขึ้นด้วย เท่าที่ผมฟังมา การใช้ธนบัตรปลอมสมัยสงครามโลก ไม่ลับเลย ทำแบบโจ๋งครึ่มมาก ๆ เหมือนเราเป็นเมืองขึ้นเขาไปเรียบร้อยแล้ว อยากทำอะไรก็ทำกันตามอำเภอใจเขา ผมเคยไปกรีกเมื่อหลายปีก่อนก็ทึ่งเหมือนกัน ก่อนไปกรีก ผมคิดว่าตัวหนังสือกรีก จะอยู่เฉพาะในตำราฟิสิกส์ คณิตศาสตร์เสียอีก พอไปถึง จึงได้ทราบว่ายังมีการใช้งานกันจริง เวลาอ่านชื่อถนน ก็ต้องไล่เอาจาก แอลฟ่า บีตา แกมมา ฯลฯ ก็พอเดา ๆ ได้บ้าง คนกรีกเป็นฝรั่งที่ตัวไม่โตเหมือนพวกนอร์เวย์สวีเดน ส่วนใหญ่ก็ขนาดไล่เลี่ยกับคนไทย ผมก็ดำ ๆ ได้ไปเทียววิหารของเทพโอลิมปุส เหมือนที่ดูในการ์ตูนเฮอร์คิวลีสตอนเด็ก ๆ ด้วย พิพิธภัณฑ์ที่เอเธนส์ ให้ถ่ายรูปข้างในได้ แต่แปลกที่ไม่ให้เราถ่ายรูปตัวเองคู่กับสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของเขา ดร.แขชนะพอจะทราบตรงนี้ไหมครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 22 ม.ค. 2551 (14:19) ผมเห็นในภาพยนต์ (ไม่ได้ไปเมืองนอกเมืองนากับเขาหรอก อย่างดีก็ไปพม่า - บ่อยหน่อย เพราะ แค่เดินข้ามสะพานไปก็ได้แล้ว ไม่ต้องใช้พาสปอร์ต ฮิฮิ ) ว่า ที่รัสเซีย ยังใช้ตัวอักษรกรีกอยู่ครับ ยินดีที่พบกันอีกนะครับอาจารย์พิทยา สงสัยงานยุ่ง ไม่ได้มาโพสต์กระทู้เสียนาน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 23 ม.ค. 2551 (19:49) สวัสดีครับ อ.นิรันดร์ และทุก ๆ ท่าน ผมยังเสียใจไม่หายที่ อ.นิรันดร์ไปเชียงรายแล้วไม่ได้มีโอกาสต้อนรับ ครับ ที่ผ่านมา ก็อย่างว่าแหละครับ เข้ามาอ่าน แต่ไม่มีกะจิตกะใจจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 23 ม.ค. 2551 (20:23) อาจารย์พิทยาใช้คำว่า "ไม่มีกะจิตกะใจ" ฟังดูน่าใจหาย เกิดอะไรขึ้นหรือคะ? ต่างกับดิฉัน อยากโพสต์ใจแทบขาด แต่บางครั้งไม่มีเวลา หรือไปทำงานในที่ที่ไม่สามารถโพสต์ได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 23 ม.ค. 2551 (20:26) ไม่มีกิจกรรม"ลูกโป่ง" ให้ร่วมหรือไงครับ จึง"ไม่มีกะจิตกะใจ" ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 23 ม.ค. 2551 (23:34) ผมติดใจมนต์สเน่ห์ของเชียงรายเข้าแล้ว ถ้าไม่ตายเสียก่อน ผมต้องหาโอกาสกลับไปเชียงรายอีกให้ได้ ที่อยากไปก็คือที่แม่ฟ้าหลวงครับ ดอกไม้สวยมาก ๆ ถ้าไม่ต้องทำมาหาเงินแล้วมีกินมีใช้ ผมคงไม่ไปไหนแล้วเฝ้าดอกไม่ที่นั่น เห็นคำว่าไม่มีกระจิตกระใจแล้วรู้สึกเหมือนคุณครูไผ่ หวังว่าไม่มีอะไรเดือดร้อนมากนะครับ ดร.แขชนะกลับมาเมืองไทยหรือยังครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 24 ม.ค. 2551 (03:52) ยังอยู่ที่เอเธนส์ครับ ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยงวดนี้ ทำงานหนักกิ๊บ(ติดผม)หายเลย ถึงกรุงเทพ 25 มกราคม 26-27 มกราคมอบรมครูสมุทรสาครต่อ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 24 ม.ค. 2551 (04:08) ![]() ถ่ายรูปมาฝาก แต่ใช้กล้องเล็กสู้อาจารย์นิรันดร์ไม่ได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 24 ม.ค. 2551 (23:54) จัดแสงหน้ากล้องอย่างไรถึงได้รูปนี้ครับ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |