|
โพสต์เมื่อ:
13:08 วันที่ 8 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
46,632
ตอบแล้ว:
232
สืบเนื่องจากความคิดเห็นที่ 1162 ในกระทู้มุมมองใหม่(ต่อจากอีกมุมมอง)
ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของ ดร.แขชนะ ครับ
เริ่มด้วยภาพนกพิลาบตัวนี้
ผมไปชมเสาชิงช้านี้เมือวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ก่อนที่เขาจะรื้อลงมา
แล้วก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ผมจะถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้
เพราะโดยปกติ ไม่ว่าผมจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าไปถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้เลย
ด้วยไม่ได้เตรียมพร้อมและอดทนไม่พอ
แต่นกพิลาปที่เสาชิงช้านั้นเชื่องมาก หากคุณถืออาหารไว้ในมือ นกแทบจะบินมาเกาะมือเลยที่เดียว
นกตัวนี้อยู่ใกล้ผมที่สุดมันเกาะนิ่งไม่เดินไปมาเหมือนนกตัวอื่น
พอเอารูปมาดูถึงได้ทราบว่าทำไมเขาไม่ได้เดินไปมา
![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 25 ม.ค. 2551 (07:52) ใช้กล้องปัญญาอ่อน ตั้ง Auto กดชัตเตอร์ ที่เหลือให้ Photoshop จัดการครับ แต่อันที่จริงอยู่ที่การจัด composition และทิศทางเล็ดลอดของแสงเหมือนกันนะครับ ไม่งั้นก็ไม่ได้ภาพนี้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 25 ม.ค. 2551 (08:02) ถ้าเป็นกล้องปัญญาแก่ เปิดหน้ากล้องให้แคบๆ ถ่ายย้อนแสงโดยให้มีวัตถุบัง(เฉพาะ)ต้นกำเนิดแสงไว้ NpEducate (IP:58.8.83.251) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 25 ม.ค. 2551 (08:28) กล้องปัญญาอ่อนของผม ถ้าความเข้มของแสงต่างกันมาก ใช้วิธีหันกล้องไปตรงที่เราต้องการแสงขนาดนั้น แล้วกด AE lock กล้องจะวัดแสงแล้วจำไว้ แล้วหันกล้องไปจัดรูปตามต้องการ กดปุ่ม shutter ลงครึ่งทางเพื่อ focus เว้นอึดใจแล้วกดปุ่มลงไปสุด อีกอย่างที่ตั้งได้คือ เราสามารถสั่งให้กล้องอ่านแสงได้สามแบบ แบบแรก กล้องจะอ่านแสงทั้งจอแล้วเอาค่ามาเฉลี่ย แบบที่สองคือ center weighted metering กล้องจะให้ความสำคัญ(น้ำหนัก)กลางจอมากกว่าขอบจอ ส่วนมากใช้แบบนี้ วิธีที่สามคือ spot metering วัดแสงตรงกลางจอ แบบนี้เหมาะกับเวลาจะถ่ายรูปสาวแบบ portrait เราวัดแสงตรงหน้าจะได้ออกมาพอดี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 25 ม.ค. 2551 (08:36) Counter นับคนเข้ามาดูผิดหรือเปล่าครับ กระทู้เปิดได้ไม่นานคนมาดูหมื่นกว่าคนแล้ว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 25 ม.ค. 2551 (09:31) ![]() สมัยก่อนการได้เดินทางด้วยเครื่องบินดูจะเป็นเรื่องโก้หรู ผู้โดยสารมักใส่สูทแต่งตัวแบบเป็นทางการมาก และผู้ไปส่งมักจะเอาพวงมาลัยคล้องคอให้แก่ญาติมิตรที่จะเดินทาง อาคารหรือลานส่งผู้โดยสารที่ดอนเมืองสมัยก่อน เป็นลานโล่ง 2 ชั้นไม่มีเครื่องปรับอากาศเหมือนในปัจจุบัน เครื่องส่วนใหญ่สมัยก่อนที่ผมสังเกตเห็นจะเป็นเครื่องแบบใบพัด ญาติมิตรที่ไปส่งก็ยืนกางร่มกันสลอนที่ลานส่งชั้นสอง ผมมีรูปถ่ายสมัยก่อนที่พ่อถ่ายไว้ที่สนามบินดอนเมืองเมื่อปี 2504 นี่ก็ปาเข้าไป 47 ปีมาแล้ว ไม่ได้เดินทางเองหรอกครับ ไปส่งญาติ พ่อก็เลยเอาพวงมาลัยมาคล้องคอถ่ายรูปให้ ดูตัวเองแล้วเหมือนตัวประหลาด ตัวเล็กหัวโตผิดปกติเหมือน ET อาจารย์นิรันดร์คงจำได้ ต่างจากปัจจุบันมาก ผมได้มีโอกาสเดินทางด้วยเครื่องบินเมื่อ 30 ปีก่อน พอเครื่องร่อนลงแตะพื้น ผู้โดยสารทั้งหลายก็ปรบมือกันทั้งลำ อาจด้วยเหตุผล 2 ประการคือ ประการแรกให้เกียรติกัปตัน ประการที่สองคือ เฮ้อ! โล่งอก ข้าไม่ตายแล้ว ทำนองนั้น ผู้โดยสารสูงอายุชาวกรีกที่มาด้วยกันจากกรีซก็คงจะติดกับธรรมเนียมเก่าสมัยก่อนที่มีการปรบมือ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 25 ม.ค. 2551 (10:25) ![]() สมัยก่อนนี้ เครื่องบางลำ ผู้โดยสารจะลงจากเครื่องทางด้านท้าย และมีรถตู้ของบริษัทเดินอากาศไทยไปรอรับมาส่งที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ไม่เหมือนปัจจุบันที่มี คล้ายๆ"งวง"ยื่นออกไปต่อกับประตูเครื่องบินเลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 25 ม.ค. 2551 (11:10) สังเกตนักเรียนที่เรียนดี เฉลียวฉลาดจะมีลักษณะหน้าผากคล้าย ๆ ภาพวัยเด็กน้อย ๆ ของ ดร.แขชนะมาก ๆค่ะ ภาพสุดท้ายดิฉันพิศมัยชุดสีเหลืองของสุภาพสตรี ทรงผม รองเท้าและรูปร่างดีมาก สมัยนี้หาดูไม่ได้เลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 25 ม.ค. 2551 (11:25) ผิดไปแล้วละครับ ช่วงวัยนั้นผมกับอาจารย์นิรันดร์แข่งกันได้ที่โหล่ของห้องครับ ลักษณะหน้าผากไม่ได้ช่วยให้คะแนนดีเลยครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 25 ม.ค. 2551 (22:43) บางทีผมคิดว่า หลักสูตรการเรียนการสอนในเมืองไทย เป็นหลักสูตรหรือรูปแบบการเรียนที่สกัดกั้นจินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ ผมชอบเรียนเรื่องที่ไม่อยู่ในหนังสือเรียน เรื่องที่เราอยากเรียน โรงเรียนกลับไม่ค่อยได้จัดให้เราเรียน เราจะต้องเรียนตามโปรแกรมที่จัดไว้อย่างตายตัว ใช่ พอเราเป็นผู้ใหญ่เราก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องรู้อะไรบางอย่างที่จำเป็นต้องรู้ แต่เราก็รู้ว่า มีหลายอย่างที่ควรได้พัฒนา แต่ก็ไม่มีทางได้เรียนจากโรงเรียน นับว่าโชคดีว่าเด็กเดี๋ยวนี้มีทางเลือกหลายทางเพื่อเรียนรู้ แต่ของดีเกิดประโยชน์กับชีวิตกลับมีไม่มากพออยู่ดี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 26 ม.ค. 2551 (06:29) ขอฝากสิ่งที่เด็ก ๆ โพสลงบอร์ดของเว็ปครูคิมค่ะ นำมาฝากให้อ่านเล่น ความเห็นที่ 13 (929227) เธอจ๋าเธออย่าเฝ้าเพ้อละเมอนัก ขอฉันพักสมองบ้างจะได้ไหม ติวเอ็นทีทุกวันฉันเศร้าใจ ภาษาไทยแสนยากไม่อยากเรียน คณิตศาสตร์อาจให้ใจว้าวุ่น อังกฤษตกรุ่นไม่อยากเขียน วิทยาศาสตร์ขี้เกียจจะพากเพียร สังคมเอียนท่องจำจากตำรา ผู้แสดงความคิดเห็น น้องเมย์ ม.3 วันที่ลงประกาศ 24-01-2008 15:15:08 ใครหนอช่างใจร้ายทำลายได้ บังคับให้พวกหนูสู้สุดหวัง ต้องติวเอ็นทีที่ยากเสียจัง สมองพังแล้วไงใครจะดูดาย บอกให้เรียนเพียรสุขสนุกสนาน ความเบิกบานในใจได้หดหาย เพราะเอ็นทีตัวดีที่ทำลาย แม้นเหมือนหมายเป็นมารผจญใจ ผู้แสดงความคิดเห็น น้องโบว์ วันที่ลงประกาศ 24-01-2008 15:25:08 โอเน็ตนั่นแหละนะแสนน่าเบื่อ ข้อสอบเพื่อมาตรฐานการศึกษา สอทอศอองค์การพัฒนา จะเรียกว่าชื่อไรหนูตามไม่ทัน เดิมทีหนูเรียนดีและมีสุข แสนสนุกกิจกรรมนำสร้างสรรค์ สภาพจริงปรากฏเด่นให้เห็นพลัน เราไม่หวั่นช่วยเหลือกันให้ทันการณ์ สอนเพื่อเรียนเพียรเพื่อรู้คุณครูบอก ไม่ต้องหลอกตัวเองว่าเก่งกล้าหาญ ขอให้เป็นคนดีอย่างเนิ่นนาน วิชาการจะตามมาถ้าเข้าใจ ถ้าหนูท่องตำรามาแข่งขัน โอเน็ตนั้นคะแนนดีนี้ไฉน การแข่งขันชิงดีก็จะมีร่ำไป แล้วเมือ่ไรหนูจะได้เป็นคนดี ผู้แสดงความคิดเห็น ศิริพร ม.3 วันที่ลงประกาศ 25-01-2008 10:11:44 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 26 ม.ค. 2551 (21:50) ผมเห็นมาก็หลายคนที่ตอนเรียนทำคะแนนดีกว่าเพื่อน ๆ มากแต่เวลาทำงานก็สู้เพื่อนที่ได้คะแนนพอพอผ่านไม่ได้ ผมคิดว่าเราต้องรื้อระบบการศึกษาใหม่ ทั้งโครงสร้างหลักสูตร เนื้อหา วิธีสอน วิธีวัดผล ประเมินผล รวมทั้งวิธีคัดเลือกคนเข้าเรียน ได้ยินเรื่อง child center แต่มักเรียกกันเพี้ยนไปว่าเป็นควายเซ็นเตอร์ ผมว่าหลังจากได้ยินเรื่อง child center นั้น ครูกลับมีอิทธิผลต่อการเลือกแผนการชีวิตของเด็กมากกว่าแต่ก่อนอีก คล้ายกับว่า ฉันอยากจะสอนอย่างนี้ แม้ว่าผิดคอนเซ็บ เด็กก็ต้องเชื่อฟังอย่างเถียงไม่ได้ เพราะทุกอย่างอยู่ภายใค้การควบคุมของครูทั้งหมด ต่างจากสมัยที่ผมเป็นเด็ก ถึงแม้เวลาสอบจะมีข้อสอบฉบับเดียวกันทั้งประเทศ แต่ครูจะมีความเป็นครูสูงมาก พยายามทุกอย่างให้เด็กของตัวเองสอบข้อสอบจากส่วนกลางให้ได้ ไม่มีการเรียกเด็กไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้มาทำข้อสอบของฉันเอง ถ้าใครไม่ไปเรียนพิเศษก็อย่าหวังได้คะแนนดีเหมือนอย่างสมัยนี้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 27 ม.ค. 2551 (02:36) ![]() ต่างจากของเราซึ่งใช้เทียบคุณภาพของนักเรียนต่างโรงเรียนไม่ได้ เด็กได้เกรด 2.5 ของโรงเรียนหนึ่งอาจจะเก่งกว่า เด็กที่ได้เกรด 3.8 ของอีกโรงเรียนหนึ่ง ดังนั้นเกรดที่ได้จึงไม่ได้เป็นผลจากการวัดผลการเรียนได้อย่างแท้จริง สูญเสียทางการศึกษาโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นแล้ว จีนยังบังคับให้นักเรียนทุกคนที่เรียนจนกระทั่งจบม.6 จะต้องเรียนวิชาบังคับคือ ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ ไม่ว่าคุณจะไปเรียนต่ออาชีพอะไร เช่น ทนายความ เกษตร ภาษาศาสตร์ หรืออื่นๆที่ไม่ใช่อาชีพทางวิทยาศาสตร์ ก็จะต้องถูกบังคับเรียนฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ (ประชาชนของเขาจึงไม่ได้มาถูตัวเลขตามต้นไม้เพื่อขอโชคลาภเท่าคนไทยเรา) และเป็นกฏเกณฑ์ที่เป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ถึงแม้จะมีการถกเถียงกันในสภาเพื่อเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์นี้ แต่ก็ไม่สำเร็จ เสียงส่วนใหญ่ยังอยากให้นักเรียนที่จบ ม.6 ต้องเรียนฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ มีเรื่องที่น่าสนใจกว่านี้อีกมากเกี่ยวกับหลักสูตรและหนังสือเรียนของจีน ผมได้ข้อมูลตอนที่ผมพานักเรียนไทยไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกที่ปักกิ่ง จะค่อยๆนำมาเล่าให้ฟังครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 27 ม.ค. 2551 (09:37) เห็นด้วยว่าเด็กทุกคนควรจะได้เรียนวิชาที่ว่าด้วยเหตุผล อย่างคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาปัญญาและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ควรคาดคั้นว่าจะต้องได้ค่าเฉลี่ยออกมาสูง เพราะมันผิดธรรมชาติเนื่องจากคนมีความถนัดแตกต่างกัน เด็กที่ถนัดสามารถทำคะแนนได้สูงจนถึงเต็มร้อยทุกยุคทุกสมัย ในขณะที่เด็กซึ่งไม่ถนัดมีคะแนนต่ำจนถึงศูนย์ทุกยุคทุกสมัย เพราะมันเป็นธรรมชาติจริง ๆ ลองดูความรู้สึกของเด็กบางคนในความเห็นที่ 77 ของกระทู้ http://www.vcharkarn.com/vcafe/38820 แล้วจะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ค่ะ ถ้ายัดเยียดให้เด็กต้องเรียนในสิ่งที่เด็กไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม เรียนในสิ่งที่ไม่เห็นว่ามีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน มันก็น่าเบื่ออย่างที่เด็กในลิ้งค์ของคุณครูไผ่ว่า ผมว่า เราน่าจะทำให้หลักสูตรมีความน่าสนใจ เรียนแล้วยกตัวอย่างที่เกิดในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน เรื่องแบบนี้ ควรที่จะระดมสมองของคนในชาติมาช่วยกันคิดว่าควรวางแผนอย่างไร แต่คนไทย คนวางแผนให้คนไทย มักไปดูว่าฝรั่งทำกันอย่างไร แล้วก็มาบังคับให้เด็กไทยทำตาม บังคับให้ครูไทยทำอย่าง ผมเคยไปมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เด็กเรียนแล็บฟิสิกส์ แต่ละคนจะมีเครื่องมือของตัวเองคนละ 1 ชุด ห้องเรียนหนึ่งมีเด็กอยู่ยี่สิบกว่าคน ห้องเรียนมัธยมที่สเปน ห้องหนึ่งมีเด็กอยู่ 7-8 คน ครูสามารถดูและนักเรียนทั่วถึง ตรวจการบ้านได้ละเอียด ห้องเรียนไทย มัธยมห้องหนื่ง 50-60 คน อุดมศึกษา ห้องหนึ่งเป็นร้อยบางที่เป็นพัน มหาวิทยาลัยของรัฐฯแห่งหนึ่ง อาจารย์ไม่ยอมไปสอนที่วิทยาเขตต่างจังหวัด เด็กเรียนผ่าน VDO ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์หลายพัน แล้วมาอวดว่าใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แต่ไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสักเท่าใด ไม่เห็นมีใครเคยมาบังคับดิฉัน ตั้งแต่เป็นครูตัวน้อย ๆ จนถึงเดี๋ยวนี้ มีแต่จิตสำนึกของดิฉันเองเท่านั้นที่บังคับตัวเองว่าต้องทำอย่างไร เหตุใดจึงต้องทำอย่างนั้น สิ่งที่คนอื่นแนะนำมีทั้งที่ดิฉันเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดิฉันจะเลือกทำในแบบที่ดิฉันพิจารณาแล้วเห็นด้วยและเข้าใจ เวลาไม่ประสบผลสำเร็จหรือไม่ได้ดังใจจึงไม่โทษคนอื่นค่ะ ผมขอเสริมนอดนึงว่าจริงอย่างที่อาจารย์แขชนะพูดว่า "เด็กได้เกรด 2.5 ของโรงเรียนหนึ่งอาจจะเก่งกว่า เด็กที่ได้เกรด 3.8 ของอีกโรงเรียนหนึ่ง ดังนั้นเกรดที่ได้จึงไม่ได้เป็นผลจากการวัดผลการเรียนได้อย่างแท้จริง สูญเสียทางการศึกษาโดยสิ้นเชิง" ผมอยากจะถามว่าในมุมมองของอาจารยือาจารย์คิดว่าเป็นที่ ตัวเด็ก อาจารย์ โรงเรียน หรือระบบการศึกษา ครับ ครับ ขอรบกวน ขอร่วมแสดงความเห็นด้วยคนน่ะครับ... เคยได้ยินมาว่า ที่ประเทศจีน แบ่งการเรียนการสอน ออกเป็น 2 ส่วน ๆละครึ่งวัน ส่วนภาคบังคับ นักเรียนทุกคนต้องเรียน ส่วนนี้จะเรียนวิชาพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการใช้ดำรงค์ชีวิต ใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อ เช่น วิชาเกี่ยวกับภาษา เพื่อใช้เป็นพื้นฐานหาความรู้... วิชาคณิต วิทย์ เพื่อให้รู้จักการคิด ด้วยเหตุและผล... วิชาคุณธรรม จริยธรรม และความรักชาติ... อีกส่วน จะให้เลือกเรียนเสรี ใครจะเรียนอะไรก็ได้ โดยมีอาจารย์ ที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เป็นผู้สอน ไม่ว่าด้าน กีฬา ดนตรี ศิลปะ... หรือจะเรียน วิทย์ คณิต ภาษาเพิ่มเติม ก็ได้ ไม่ทราบว่าข้อมูลนี้ถูกต้องหรือเปล่า ดิฉันเคยไปดูงานที่ปักกิ่งเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2544 ตอนนั้นจีนอยู่ในระยะของการปฏิรูปการศึกษา (จะเห็นว่าของไทยก็อยู่ในช่วงระยะเวลานั้น และของทั้งโลกด้วย) และได้เริ่มใช้หลักสูตรใหม่ในเดือนกันยายน 2544 ซึ่งเป็นการเริ่มภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา ในโรงเรียนนำร่อง 38 โรงเรียน สำหรับวิชาคณิตศาสตร์ได้มีการปรับปรุงทั้งในด้านเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ เพราะจีนเองก็พบปัญหาว่า นักเรียนที่ได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์สูงบางคนก็ไม่สามารถนำคณิตศาสตร์ไปแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ หลักสูตรคณิตศาสตร์ได้ยกเลิกเนื้อหาบางส่วนในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มาเป็นเนื้อหาใหม่ที่สอดคล้องกับการใช้งานในยุคปัจจุบัน กระบวนการเรียนรู้เน้นการพัฒนากระบวนการคิด การร่วมมือกันแก้ปัญหา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิชาคณิตศาสตร์ยังคงเป็นวิชาบังคับในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย บังคับเฉพาะปีแรก ปีที่ 2 และ 3 เป็นวิชาเลือก ครูที่สอนวิชาเดียวกันในระดับชั้นเดียวกันจะวางแผนการสอนร่วมกัน แต่ต่างคนต่างสอน และประเมินผลการเรียนของนักเรียนด้วยข้อสอบฉบับเดียวกัน โดยมีอัตราส่วนคะแนนข้อสอบแบบเลือกตอบน้อยกว่าแบบอัตนัย และลดการประเมินด้วยข้อสอบมาเน้นการประเมินตามสภาพจริงมากขึ้น การควบคุมคุณภาพของครูนอกจากพิจารณาจากผลการเรียนของนักเรียนแล้ว ยังมีการประเมินโดยผู้บริหารโรงเรียน (เป็นครูที่สอนเก่งที่สุด) เพื่อนครู และนักเรียน ผู้บริหารจะเข้าสังเกตการสอนของครูโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า ครูหนึ่งคนจะถูกสังเกตการสอนโดยเพื่อนครูหลายคน แล้วนำผลมาวิเคราะห์หาข้อสรุป และนักเรียนจะประเมินผลการสอนของครูลงในแบบประเมินในปลายภาคเรียน ได้ไปสังเกตชั้นเรียนคณิตศาสตร์ ห้องละประมาณ 40 คน นั่งคู่กันโดยไม่แยกตามเพศ สอนเป็นกลุ่มใหญ่ทั้งชั้นโดยใช้แบบเรียน มีนักเรียนออกไปแสดงวิธีทำที่กระดาน แล้วครูและนักเรียนร่วมกันวิเคราะห์วิธีการที่ทำ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์มีอุปกรณ์ที่ออกแบบและผลิตเองในประเทศ เพียงพอสำหรับการใช้เรียนเป็นรายบุคคล ง่วงแล้ว ค่อยเล่าต่อวันหลังค่ะ นั่นคือสภาพเมื่อปี พ.ศ. 2544 ผ่านมาเกือบ 7 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร ขอบพระคุณคุณครูไผ่ที่เล่าประสบการณ์ให้ฟัง(อ่าน)นะครับ นับว่าโชคดีที่คุณครูไผ่สามารถทำอย่างที่ใจบอกได้ในชั้นเรียนของคุณครูไผ่ ผมเคยสอนในโรงเรียนของรัฐฯที่คิดว่ามีมาตรฐานสูง ยากที่ใครจะทัดเทียมได้ ผมเอาเชือกกระโดดไปสอนนักเรียนเรื่องการเกิดคลื่นนิ่งและสั่นพ้อง ผู้บริหารเรียกไปตักเตือนว่าครูไม่ควรเล่นกระโดดเชือกกับนักเรียน ผมพานักเรียนไปสังเกตคลื่นน้ำที่สระใหญ่ของโรงเรียน ก็โยนหินลงไปสองสามก้อน ถูกกล่าวหาว่าพานักเรียนไปถมสระน้ำของโรงเรียน ที่โรงเรียนผมห้ามครูนั่งสอนบนโต๊ะเพราะอะไรก็นึกเอง ผมก็เลยไม่นั่ง แต่ยืนบนโต๊ะ เพราะสาธิตเรื่องคลื่นอีกนั่นแหละครับ ก็เลยเป็นการลองดีคำสั่งโรงเรียน ผมก็เลยออกจากราชการมาก็สิบกว่าปีแล้วล่ะครับ ยังมีอีกมากที่ไม่สามารถทำได้ตอนรับราชการอยู่ทั้งที่ผมเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ล้วน ๆ กับลูกศิษย์ เมื่อใดก็ตามที่ทำลงไปก็จะต้องถูกตำหนิ คุณครูไผ่คิดว่าผมควรโทษตัวเองไหมครับ ทำไมเรามันช่างมีหัวอกเดียวกันเลยครับ เราคงทำใจแบบครูไผ่ได้ยากมาก นับว่าเป็นบุคคลที่มีความสุขมาก ผมได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ต้องทำงานชดใช้ราชการ 10 ปี ผมทำใจไม่ได้ ทำงานแค่ 10 เดือนก็ลาออกเลย ต้องชดใช้ทุนนับล้านบาท แต่ก็ยังดีที่ขายตัวได้ มีคนออกเงินให้ คนหลายคนที่ลาออกก่อนแบบอาจารย์นิรันดร์ที่ใครๆเรียกว่า "เออร์ลี่รีไทร์" แต่ของผมเรียกว่า "ซัดเดนลี่รีไทร์" (Suddenly retirement) ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ Norm อันหนึ่ง แต่เราเห็นต่าง สังคมจะมองว่าเราทำผิด ถ้าผ้าสีขาวที่คนทั่วโลกยอมรับ ไปอยู่ในประเทศที่บอกว่าเป็นสีดำ แต่คนอย่างอาจารย์นิรันดร์หรือไอน์สไตน์ที่บังเอิญไปอยู่ในที่นั้นบอกว่าเป็นสีขาว สังคมนั้นก็บอกว่าอาจารย์นิรันดร์"ผิด" ดังนั้นถ้าถามว่าอาจารย์นิรันดร์ควรโทษตัวเองไหม คำตอบคือถ้าอาจารย์นิรันดร์ยังดำรงชีวิตอยู่ในสังคม(ที่โง่เขลา)นั้น และต้องยอมรับ Norm ของสังคม อาจารย์นิรันดร์สมควรโทษตัวเอง และควรได้รับการตราหน้าว่า "เลว"ครับ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |