|
โพสต์เมื่อ:
13:08 วันที่ 8 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
46,630
ตอบแล้ว:
232
สืบเนื่องจากความคิดเห็นที่ 1162 ในกระทู้มุมมองใหม่(ต่อจากอีกมุมมอง)
ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของ ดร.แขชนะ ครับ
เริ่มด้วยภาพนกพิลาบตัวนี้
ผมไปชมเสาชิงช้านี้เมือวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ก่อนที่เขาจะรื้อลงมา
แล้วก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ผมจะถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้
เพราะโดยปกติ ไม่ว่าผมจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าไปถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้เลย
ด้วยไม่ได้เตรียมพร้อมและอดทนไม่พอ
แต่นกพิลาปที่เสาชิงช้านั้นเชื่องมาก หากคุณถืออาหารไว้ในมือ นกแทบจะบินมาเกาะมือเลยที่เดียว
นกตัวนี้อยู่ใกล้ผมที่สุดมันเกาะนิ่งไม่เดินไปมาเหมือนนกตัวอื่น
พอเอารูปมาดูถึงได้ทราบว่าทำไมเขาไม่ได้เดินไปมา
![]() ผมก็เป็นประเภทซัดเดนลีรีไทร์เหมือนกัน ดีกว่าดร.แขชนะหน่อยตรงที่ไม่ได้ไปเรียนต่างประเทศ ทุนที่ขอเรียนก็เป็นทุน อ.แถบ ที่ไม่ต้องใช้คืน อืม ผมก็ไม่โทษว่าสังคมที่ผมจากมาเป็นสังคมที่โง่เขลา เพราะสังคมนั้นได้ผลิตบุคคลากรที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยจำนวนมาก เพียงแต่สังคมนั้น ไม่ได้ผลิตคนที่มีหัวใจเป็นวิทยาศาสตร์สักเท่าใด ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า เราต้องอยู่ให้ได้เหมือนลิ้นงูในปากงูที่อยู่ท่ามกลางพิษร้าย แต่ไม่เคยถูกเขี้ยวงูกัน แต่ผมเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ซึ้งถึงคำสอนของท่านมากนักผมก็เลยอาศัยอยู่ในปากงูนั้นไม่ได้นาน ผมเคยอาจทำเลวบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่เคยเลวเลยกับอาชีพครูที่เป็นมาตลอดกว่าสามสิบปี ไม่ว่ากับศิษย์ เพื่อนครูหรือผู้บังคับบัญชา ผมรักอาชีพครู คิดว่าคงรักตลอดไป แม้ความรู้ที่มีอยู่อาจจะเพียงน้อยนิด แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป เพียง รูปแบบในการถ่ายทอดความรู้ สื่อที่ใช้ ฯลฯ อาจปรับเปลี่ยนไปตามกาล ปรัชญาทางความคิดคงเปลี่ยนไปบ้างตามผลกระทบของสิ่งแวดล้อม สัพเพธัมมา อนิจจา สัพเพธัมมา ทุกขา สัพเพธัมมา อนัตตา ก็ต้องเฝ้าติดตามใจตัวเองต่อไปครับ ผมเคยทำงานในองค์กรทางการศึกษาของรัฐฯแห่งหนึ่ง แต่ก็ต้องลาออก มีอาจารย์นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทยท่านหนึ่งถามผมว่า "คุณทนทำงานในนั้นได้ไงตั้งนาน ข้างในมีแต่อสรพิษทั้งนั้น" ก็คงเป็นเหมือนอาจารย์นิรันดร์อีกนั่นแหละ ไม่สามารถทำตัวแบบลิ้นงูได้ (2 แฉก) รักอาชีพไหนก็ไม่เคยทรยศต่ออาชีพนั้น เราอาจจะไม่มีประโยชน์หรือเป็นคนเลวในสายตาของคนในประเทศ แต่อาจมีความสำคัญกับคนประเทศอื่นๆ ใครที่เห็นว่าเราจะเป็นประโยชน์แก่เขาโดยไม่ทำให้ผู้อื่นหรือสังคมโลกเดือดร้อน เราก็น่าจะไปอยู่กับเขา จริงไหม เพราะเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน โดยไม่ต้องแบ่งเชื้อชาติศาสนาหรือประเทศ สิ่งหนึ่งที่ผมระลึกไว้เสมอ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ต้องทำคือ "อภัยทาน" ครับ เปลี่ยนเรื่องคุยที่ประเทืองปัญญากันดีกว่าครับ ก่อนที่จะต้องเปลี่ยนชื่อกระทู้ใหม่เป็น "ความแค้นเก่า เอามาปรับทุกข์" ค่ะ ดิฉันโชคดีที่ได้บรรจุในโรงเรียนมัธยมเปิดใหม่ ไกลปืนเที่ยง นอกจากคุณครูใหญ่แล้ว ก็มีดิฉันและเพื่อนครูอีกคนหนึ่งเป็นครูรุ่นแรกของโรงเรียน มีนักเรียนปีแรก 4 ห้องเรียนตามบัญชีที่รับได้ จับมานั่งรวมกันเป็น 2 ห้อง รับผิดชอบเป็นครูประจำชั้นคนละห้อง ดิฉันรับสอนคณิตศาสตร์ และดนตรีศึกษา เพื่อนอีกคนสอนภาษาอังกฤษ และอะไรอีกจำไม่ได้แล้ว ครูใหญ่รับสอนวิชาในกลุ่มสังคมศึกษา ส่วนวิชาอื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ฯลฯ คุณครูใหญ่ไปเชิญอาจารย์ประจำวิชานั้น ๆ ของโรงเรียนประจำจังหวัด วิชาเกษตร เชิญป่าไม้อำเภอ วิชาสุขศึกษา เชิญสาธารณสุขอำเภอ มาสอน Concept สำคัญในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีดิฉันและเพื่อนเป็นผู้ช่วยครูในวิชานั้น ๆ และรับผิดชอบดูแลให้เด็กทำงานที่ได้รับมอบหมายในวันปกติ ตลอดจนทำคะแนนประจำภาคเรียนให้ โดยใช้ข้อสอบของโรงเรียนประจำจังหวัด เราจึงเท่ากับต้องรับผิดชอบทุกวิชา คุณครูใหญ่สอนวิธีจัดตารางสอนและให้ดิฉันทำหน้าที่หัวหน้าวิชาการ (ฮิ ๆ ทำตั้งแต่บรรจุ) การจัดการเรียนการสอนพวกดิฉันก็ออกแบบเองแต่ไม่ทิ้งหลักวิชาที่เรียนมา เหนื่อย แต่สนุก และมันมาก รายละเอียดที่เหนื่อย ๆ และมัน ๆ ยังมีอีกเยอะ ค่อยเล่าต่อค่ะ ขอไปทานข้าวกลางวันก่อน อืม อย่าคิดว่าเป็นความแค้นเก่าเลยครับ ที่ผ่านมา ก็อาจเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราไม่ปรารถนา หากเราคิดว่าเป็นความแค้น อภัยทานก็ไม่เกิด การเล่าประสบการณ์ก็นับเป็นวิทยาทานอย่างหนึ่ง อาจสอนให้คนที่ต่อไปที่อาจเข้าเส้นทางเดียวกับเราเตรียมกายเตรียมใจรับสถานการณ์ได้ดีขึ้น อภัยทาน นับเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะ ผู้ที่ได้รับผลแห่งทานนั้นคือตัวผู้ทำทานเอง การให้อภัย จะต้องหยุดหัวใจที่ขมขื่นคิดร้ายออกไปจากใจตัวเอง บางคนปากให้อภัยแต่ใจยังแค้นอยู่ก็ยังไม่นับว่าบรรลุอภัยทาน เมื่อเวลาผ่านไปได้เยียวยาผม ผมกลับไปที่ทำงานเก่า รับอาสาช่วยงานเท่าที่ความสามารถที่มีอยู่จะทำได้ ทั้งที่ตอนที่จากมาจะมีแผลเล็กน้อย เมื่อกลับไปในฐานะคนนอก มันเหมือนกับแผลที่เป็นที่เคยมีอยู่ได้เรียบสนิทไม่เหลือร่องรอยใดใด ต่างจากผม ที่ทำงานเก่ากลัวผมจะกลับมาเป็นผู้บริหารอันดับหนึ่ง (ทั้งๆที่ผมไม่เคยคิดที่จะหวลกลับไป) จึงเตรียมของมีคมทุกชนิดเพื่อขยายปากแผลเดิมที่เคยฝากไว้ จริงๆแล้วพูดเล่นสนุกๆนะครับ ไม่ได้คิดเจ็บแค้นอะไรเลย ผมกลับได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตที่เอาไปใช้ต่อได้อีกมากกว่าที่คิดไว้ทีแรกเสียอีกครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 28 ม.ค. 2551 (22:06) ได้อ่านอย่างตั้งใจ อ่านกลับไป กลับมาหลายเที่ยว น่าอิจฉาอาจารย์ค่ะ มีโอกาสได้เรียนสูง ๆ ของดิฉันสรุปแล้วคล้าย ๆ คุณครูไผ่ค่ะ "มัน ๆ" เพราะไม่เคยสอนโรงเรียนในเมือง สอนอยู่โรงเรียนบ้านนอกตลอดเวลาจนถึงปัจจุบันห่างจากบ้านประมาณ 99 ก.ม. โรงเรียนแห่งแรกไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้ เดินด้วยเท้าประมาณ 10 ก.ม. จึงจะถึงโรงเรียน ฤดูฝนสนุกมากไม่ต้องสวมรองเท้าเลยค่ะ ได้สอนเด็กมาตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพราะจำเป็นต้องสอนเนื่องจากไม่มีครูค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 28 ม.ค. 2551 (22:18) ดร.แขชนะครับ ใจเราให้อภัย ส่วนเขาจะรับหรือลับมีดคอยนั้นเป็นเรื่องของเขา หากเราทราบว่ามีมีดที่คอยเปิดแผลใหม่อยู่ร่ำไป เราก็อยู่ห่าง ๆ ปล่อยให้คนถือมีดรับภาะระที่เขาก่อเอาไว้เองตามลำพัง ผมมีเจ้านายทีคอยคะยั้นคะยอให้ผมดื่มเหล้า หลายครั้งก็กระแนะกระแหนแดกดัน แต่ผมก็ไม่ได้โต้ตอบ ผมถือว่าผมเป็นชาวพุทธ มีข้อห้ามเด็ดขาดห้าข้อ ผมก็ปฏิบัติเท่าที่สติครองได้ หากเสียศีลข้อ 5 จะผิดข้ออื่นตามมาโดยง่าย ในที่สุดพิษเหล้าก็ทำให้คนที่พยายามบังคับผมดื่มเข้าโรงพยาบาลไป 2 ครั้งใหญ่ ตอนนี้ท่านก็เลิกบังคับผมดื่มเหล้าอีกแล้ว และไม่บังคับคนอื่นด้วย วันเกิดท่าน ผมเคยเอาพระพุทธรูปไปให้ คล้ายจะบอกว่า ผมเป็นชาวพุทธนะ ท่านก็เป็นเหมือนกัน ไม่รู้จะรู้หรือเปล่า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 28 ม.ค. 2551 (22:28) คุณครูคิมครับ แล้วคุณครูจะต้องเดินทางไปโรงเรียนทุกวันหรือว่าพักอยู่ที่โรงเรียนเลย 100 กิโลเมตร ในพื้นที่ทุรกันดาร ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยที่ต้องเดินทางทุกวัน แถมต้องเดินเท้าต่ออีก 10 กิโลเมตร ผมว่าเท่านี้ก็หมดวันแล้ว ไม่ต้องสอนหรอก ในทางปฏิบัติแล้ว สถานการณ์ของคุณครูคิมเป็นอย่างไรครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 28 ม.ค. 2551 (22:32) สาธุค่ะ อาจารย์นิรันดร์ _/\_ (ความเห็นนี้ต่อจากความเห็น 136 นะคะ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 28 ม.ค. 2551 (22:49) ผมเคยเจอเจ้านายอาจารย์นิรันดร์หลังจากที่ไม่ได้พบกันหลายปีทีเดียว ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกันกับอาจารย์ฝรั่งจาก Imperial College อะไรหลายๆอย่างมันก็เปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรยั่งยืน แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดและสังขารของท่าน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 28 ม.ค. 2551 (23:00) สัพเพธัมมา อนิจจา สัพเพธัมมา ทุกขา สัพเพธัมมา อนัตตา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 28 ม.ค. 2551 (23:15) สาธุ! ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 29 ม.ค. 2551 (05:00) ![]() พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีอยู่วันหนึ่งผมนั่งรถเมล์ไปเรียนและพยายยามทำจิตให้ว่างขณะนั่งรถ ไม่คิดถึงเรื่องอะไร อยู่ๆก็มีความรู้สึกว่า อีกไม่กี่ป้ายรถเมล์ข้างหน้าผมจะต้องเจอเพื่อนคนหนึ่งเดินขึ้นมา และแล้วพอรถเมล์ถึงป้ายนั้นเพื่อนคนนี้ก็ขึ้นมาจริงๆ และเป็นอย่างนี้บ่อยๆกับรถเมล์คันอื่นและเพื่อนคนอื่นๆ แต่มันไม่สามารถบอกได้ว่า เราจะรับรู้ว่าจะเกิดเหคุการณ์นี้เมื่อไร บางครั้งที่มีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนนั่งจ้องมองเราอยู่ข้างหลัง ผมพยายามสงบจิตให้นิ่งแล้งเพ่งดูว่าคนๆนั้นคือใคร พอหันไปก็เป็นคนๆนั้นจริงๆ ยากที่จะอธิบายได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ บางครั้งมีความรู้สึกว่านึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้พบปะกันมานานกว่า 10 ปี และแล้วอีก 2-3 วันก็ได้เจอเพื่อนหรือคนๆนี้ เหตุการณืนี้ก็เกิดบ่อยเหมือนกัน แต่ก็บอกไม่ได้ว่าจะรับรู้เรื่องนี้เมื่อไร มันจะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นช่วงที่ ประตูแห่งการรับรู้เปิดออก เมื่อสภาวะจิตเหมาะสม บางครั้งก็ฝันถึงเพื่อนคนหนึ่งที่รักกันมาก ไม่ได้พบกันมานานกว่า 20 ปี คืนนั้นฝันถึงเพื่อนคนนี้ตลอดคืน พอรุ่งเช้าพยายามสอบถามหาเพื่อนคนนี้ ปรากฏว่า คืนนั้นเพื่อนคนนี้ถูกแทงตาย การฝันแบบนี้ก็เกิดขึ้นหลายครั้ง สมัยที่ผมเรียนหนังสือที่จุฬา ผมทำงานหาเงินเรียนไปด้วยแบบเดียวกับอาจารย์นิรันดร์ (ซึ่งผมเห็นด้วยกับอาจารย์นิรันดร์ว่า เราควรทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเหมือนนักศึกษาในต่างประเทศ ทำให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับการรับผิดชอบตัวเอง ดีกว่าเพื่อนๆที่พอตกเย็นก็ไปรวมหัวกันกินเหล้าที่สามย่าน) ได้อาจารย์ประยูร ร่มโพธิ์ ที่ภาควิชาฟิสิกส์ช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง มีความผูกพันกับอาจารย์มาก พอผมได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่เบอร์ลิน มีอยู่วันหนึ่ง ผมฝันถึงอาจารย์ประยูร ร่มโพธิ์ทั้งคืนเลย พอตื่นขึ้นมาพ่อผมส่งข่าวมาว่า อาจารย์ประยูรเสียชีวิตแล้วจากอุบัติเหตุที่ถนนบางนาตราด ผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆและญาติหลายคนฟัง แต่ละคนบอกแบบตลกๆว่า พยายามอย่าให้ผมฝันถึงเขามากนัก หรือบางคนบอกว่าอยากให้ช่วยฝันเป็นตัวเลขให้ด้วย แต่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบแล้ว มันจะเกิดขึ้นเมื่อไรผมบอกไม่ได้ แต่มันก็เกิดขึ้นบ่อยๆ มีอยู่อีกครั้งหนึ่ง ผมเดินสวนทางกับพนักงานธุรการในที่ทำงานเก่า ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่า เธอเพิ่งจะแต่งงานมาใหม่ๆ พอคล้อยหลังไปไม่ถึง 1 นาที ก็ได้ยินคนในห้องธุรการพูดว่า เมื่อวานนี้เธอไปแต่งงานทำไมไม่บอกพวกเราเลย ผมถึงขนาดขนลุกเลยครับว่า มันมาได้อย่างไร ผมอยากให้ผมกำหนดรับรู้ได้จังว่าเมื่อไรจะรับรู้ได้ แต่ก็กำหนดไม่ได้ เมื่อผมจบปริญญาโทใหม่ๆ และเริ่มทำงานสอนหนังสือ มีอยู่วันหนึ่งผมเดินกลับบ้านแถวๆสะพานพระรามหก ผมเห็นวัตถุประหลาดสีส้มรูปร่างคล้ายซิการ์เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ขนาดปรากฏราวๆเส้นผ่าศูนย์กลางของดวงจันทร์ อยู่สูงจากพื้นดินด้วยมุมเงยราว 14 องศา จากการสังเกตุเทียบกับดาวเหนือที่อยู่บริเวณใกล้เคียง (ซึ่งเป็นตำแหน่งเส้นรุ้งของกรุงเทพมหานครคือ 14 องศา) แสงที่เห็นเป็นสีส้มนวลไม่ใช่แสงจ้าแบบแสงจากเครื่องบิน และไม่กระพริบ มันเคลื่อนที่เร็วแล้วหักฉากอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็ลับหายไป ผมพยายามใช้หลักการทางฟิสิกส์ต่างๆมาอธิบายลักษณะและการเคลื่อนที่ของมันแล้ว ก็ไม่สามารถอธิบายได้ การที่มันเคลื่อนที่หักฉากได้ ตามกฏของนิวตันแล้วต้องใช้แรงเป็นอนันต์ (Infinity)จึงจะทำได้ ผมไม่สามารถ Identify มันได้จริงๆครับ จึงขอเรียกมันว่า วัตถุบินได้ที่ไม่สามารถIdentify หรือ Un-identify Flying Object (UFO) เหมือนคนอื่นๆก็แล้วกัน เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสพบอาจารย์อาจอง ชุมสายฯ อีกครั้งในงานชุมนุนศิษย์เก่า Imperial College ได้เล่าประสบการณ์นี้ให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ได้แต่ยิ้มแล้วชวนไปนั่งคุยด้วยตั้งนาน อาจารย์เล่าว่าเห็นแบบนี้มาสิบกว่าครั้งแล้ว และยังสามารถสื่อสารได้ในระดับหนึ่ง โดยอาศัยจิตเป็นตัวกำหนด ผมเองก็ไม่ได้ฝึกจิตหรือนั่งสมาธิอะไรมากมาย เพียงแต่พยายามฝึกเฝ้ามองตัวเองให้มีสมาธิตลอดเวลาเท่านั้นเอง ยังมีเรื่องแปลกที่ผมสังเกตเห็นคือ ถ้ามีอาการเจ็บปวดบริเวณใด จากบาดแผล หรือ ปวดฟัน ผมจะสงบจิตแล้วเพ่งไปที่นั้นและเฝ้าสังเกตมันสักครู่หนึ่ง ปรากฏว่าอาการปวดสามารถบรรเทาได้เหมือนกัน ถ้าผมมีอาการสะอึกเมื่อใด ผมจะสงบจิตแล้วเพ่งไปที่ใดที่หนึ่ง โดยปกติผมจะเพ่งไปที่กึ่งกลางของร่างกายคือบริเวณราวสะดือ ไม่ถึง 1 นาทีอาการสะอึกก็จะหายได้ เป็นเรื่องที่แปลกที่ผมไม่สามารถอธิบายได้ครับ ยิ่งแปลกไปกว่านั้นก็คือ ถ้าผมต้องการตื่นนอนกี่โมง คืนนั้นจะเพ่งสมาธิแล้วกำหนดเวลาตื่น ตอนเช้าก็จะรู้สึกตัวตื่นได้ตามเวลาได้ ประหลาดมากครับ เรื่องศูนย์กลางกายนี้มีเรื่องที่น่าพูดถึงคือรูปวาดของ ดาวินชี ที่มีชื่อเสียง เขาพบว่า ความยาวของช่วงแขนจากปลายนิ้วหนึ่งถึงอีกปลายหนึ่งของแขนอีกข้างหนึ่ง จะมีขนาดเท่าส่วนสูงของคนๆนั้น ถ้าลากเส้นตรงจะได้รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ดังรูป และถ้ายกแขนขึ้นให้อยู่ในระดับเดียวกับส่วนสูง และกางขาออก ทุกจุดบนปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าจะเป็นทางเดินของวงกลมที่มีสะดือเป็นจุดศูนย์กลาง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 29 ม.ค. 2551 (06:18) เรียน อาจารยืแขชนะ ดิฉันขออนุญาตนำภาพและความเห็นของอาจารย์ไปให้นักเรียนอ่านนะคะ ขอขอบคุณค่ะ ดิฉันเคยไปศึกษาดูงานโรงเรียนสัตยาไส ของ ดร.อาจอง ฯ อยากให้ประเทศไทยมีโรงเรียนแบบนี้หลาย ๆ แห่ง เหตุการณ์ที่อาจารย์เล่าเรียกว่าเป็นสัมผัสที่หก ได้ไหมคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 29 ม.ค. 2551 (06:31) เรียนอาจารย์นิรันดร์ จะขอเล่าเรื่องสมัยที่บรรจุเป็นครูครั้งแรก ขึ้นรถไฟไปถึงตัวอำเภอ นั่งรถสองแถวต่อไปอีก 13 ก.ม. ถ้าจังหวะไม่ดี (รถโดยสารมีวันละ 1 เที่ยว) ต้องเดินเท้าอีก 10 ก.ม.ค่ะ รวมทั้งฤดูฝนด้วย แต่ละคนต้องหาจักรยานเก่าคนละคัน เดินทางไปวันอาทิตย์ กลับวันศุกร์ตอนเย็น ส่วนมากอยู่กันเป็นเดือนหรือสองเดือนจึงจะกลับบ้านหนหนึ่ง อาศัยบ้านพักครู รถขายอาหารเข้ามาขายในหมู่บ้านสัปดาห์ละครั้งค่ะ หาปู หาปลา หาผักตามสภาพพื้นที่มาทำอาหาร น้ำก็อาบในลำคลอง ปัจจุบันคณะเราได้ออกมาจากตรงนั้นและมีได้ดิบได้ดี บางคนก็ไปเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัย บางคนก็ไปเป็นผู้บริหารค่ะ ดิฉันย้ายไปทางภาคอิสาน 8 ปี กลับมาจังหวัดเดิม ในเมืองไม่ว่างต้องไปอยู่โรงเรียนบนเขาระยะทาง 125 ก.ม.จากบ้าน แต่ก็เดินทางเช้าไป เย็นกลับ ขับรถออกจากบ้านประมาณตีห้ากว่า ๆ ขึ้นเขาตลอดเส้นทาง ขากลับก็ลงเขาตลอดเส้นทาง มีเรียบราบบ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่โค้งงอ ปัจจุบันออกจากบ้าน 6.30 ขับรถประมาณ 50 นาที ขึ้นเขา (เส้นทางเดียวกัน) ขากลับลงเขา จึงมีวัฒนธรรมของคนบ้านนอกติดตัวตลอดมาจนปัจจุบันนี้ มีความสุขและพึงพอใจที่จะอยู่แบบนี้ ที่เข้ามาในวิชาการ.คอมนี้ก็เพราะมาศึกษาหาความรู้ไปฝากเด็ก ๆค่ะ และบางที่ก็ไม่ทราบจะคุยอะไร ไม่กล้าโพส แต่ก็อ่านประจำ อ่านอยู่ทุกกระทู้ที่เกี่ยวกับครูและเด็กค่ะ ขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้โอกาโพสอยู่หลายแห่งค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 29 ม.ค. 2551 (06:37) หมายเหตุค่ะ การขับรถใช้เวลา 50 นาทีหมายถึงการเหยีบที่ใช้ความเร็วสูงเกินร้อย กม./ชั่วโมงนะคะ ถ้าขับกันตามกฏจราจรก็จะใช้เวลาประมาณ 60 -70 นาที หรือบางเทศกาลมีรถนักท่องเที่ยวมาก พวกเราก็เจอปัญหารถติดอยู่บนเขาเหมือนกันนะคะ อาจารยืเคยไปภูหินร่องกล้าหรือยังคะ แต่อาจารย์ก็เคยไปเขาค้อ ไม่ทราบว่าไปเส้นทางไหน โรงเรียนของดิฉันใช้เส้นทางนี้ค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 29 ม.ค. 2551 (07:24) ขอเชิญคุณครูคิมและผู้อ่านกระทู้ทุกท่านอ่านรายละเอียดข่าวประชาสัมพันธ์การทัศนศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ณ ต่างประเทศ กับ ดร.จันทร์ชัย หญิงประยูร ที่ http://www.krupai.net ค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 29 ม.ค. 2551 (07:52) เรื่องของ "จิต" เป็นสิ่งที่ลึกล้ำ "ยากแท้หยั่งถึง" นะคะ อยากมีสัมผัสที่หก บ้างจัง แต่ก็กลัวนะ ขี้ตกใจค่ะ สัมผัสทั้งห้าที่มีอยู่แล้วก็ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพเลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 30 ม.ค. 2551 (06:39) ครูคิมเป็นนางฟ้าของเด็ก ๆ ค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 30 ม.ค. 2551 (09:17) ขอขอบพระคุณอย่างสูงค่ะคุณครูไผ่ สำหรับกำลำลังใจ มีเรื่องเล่านิดหน่อย (อดีตที่ผ่านมาไม่กี่วัน ยังไม่ถึงมุมมองเก่านะคะ) คุณครูชั้น ป.2 เล่าให้ฟังภายหลังการเรียนรู้เรื่องอาชีพว่า "เด็ก ๆ ส่วนมากจะวาดภาพคุณครูคิม โตขึ้นอยากเป็นครูและเป็นเหมือนคุณครูคิม ที่แปลกไปจากเพื่อนมีอยู่สองคนคือ คนแรกวาดภาพครูคิม มีปีกสองข้างบอกว่าเป็นนางฟ้า และอีกคนวาดภาพบรรยายว่าโตขึ้นอยากเป็นแม่บ้าน และเป็นแม่บ้านของคุณครูคิม" ดิฉันได้เห็นภาพที่นักเรียนวาดบ้างแล้วเป็นบางคน เพราะเด็ก ๆ เอามาอวดค่ะ วันนี้จะไปขออนุญาตคุณครูประจำชั้นถ่ายเป็นภาพส่งมาอวดนะคะ เด็ก ๆ ที่โรงเรียนของดิฉันมีสารพัดสารพันปัญหา พวกเรามาจับมือกันว่าขอให้ทุกคนมีความรัก ความเมตตาให้แก่เด็ก ๆ ให้เขามีใจรักที่จะมาโรงเรียนทุกวัน ไม่ขาดเรียน ไม่เกเร ไม่ติดยา ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวันอันสมควร ในด้านวิชาการนั้นยังอ่อนด้อยมาก ๆ เลยค่ะ หนังสือค้นคว้าที่ห้องสมุดก็มีไม่มาก ที่ได้รับจัดสรรมาปีนี้ก็ถุกไฟเผาไหม้ราบเรียบ กำลังแสวงหาของเก่า ของเหลือใช้จากผู้มีจิตเมตตาอยู่ค่ะ อินเทอร์เน๊ต ก็เพียงแต่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ยังไม่มีทักษะในการค้นคว้ากันมากนัก ดิฉันจึงจำเป็นต้องทำเว็ปไซท์ขึ้นมาเพื่อนักเรียนจริง ๆ การประชุมผู้ปกครองแต่ละครั้ง นักเรียนที่มีพ่อ แม่จริง ๆ มาเพียงไม่กี่คน นอกนั้นเป็นปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติ ๆ เด็กส่วนหนึ่งต้องดูแลตัวเอง พ่อแม่ไปทำงานที่กรุงเทพ และส่วนมากล้วนแล้วแต่มีพ่อใหม่ แม่ใหม่ คุณครู ป.2 อีกเหมือนกัน "กำลังสอนเรื่องครอบครัว..มีเด็กหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า...คุณครูขาแม่หนูมี...ผ...(สามี) ใหม่อีกแล้วค่ะ" กลางวันพวกเราจะรับประทานอาหาร่วมกัน รวมทั้ง ผอ. ด้วย จะปรึกษาหารือกันล้วนแล้วแต่การเรียนการสอน ปัญหาเด้ก ๆ ทำให้ทานอหารอร่อย ๆ ได้ และตอนเย็นก็จะสุมหัวกันถกปัญหาเดียวกันก่อนแยกย้ายกลับบ้าน ครูทุกคนเดินทางไป กลับ คนที่เดินทางใกล้ที่สุดประมาณ 50 กม. นอกนั้นอยู่ในจังหวัดค่ะ ดิฉันหาสมาชิกได้ 2 คนแล้วนะคะ จะร่วมเดินทางไปเที่ยวด้วยนะคะ กลัวต้องทำตัวลีบ ๆ ไหมคะ เพราะเขาเป็นครูบ้านนอกกัน |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |