|
โพสต์เมื่อ:
13:08 วันที่ 8 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
46,625
ตอบแล้ว:
232
สืบเนื่องจากความคิดเห็นที่ 1162 ในกระทู้มุมมองใหม่(ต่อจากอีกมุมมอง)
ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของ ดร.แขชนะ ครับ
เริ่มด้วยภาพนกพิลาบตัวนี้
ผมไปชมเสาชิงช้านี้เมือวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ก่อนที่เขาจะรื้อลงมา
แล้วก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ผมจะถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้
เพราะโดยปกติ ไม่ว่าผมจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าไปถ่ายรูปนกใกล้ ๆ ได้เลย
ด้วยไม่ได้เตรียมพร้อมและอดทนไม่พอ
แต่นกพิลาปที่เสาชิงช้านั้นเชื่องมาก หากคุณถืออาหารไว้ในมือ นกแทบจะบินมาเกาะมือเลยที่เดียว
นกตัวนี้อยู่ใกล้ผมที่สุดมันเกาะนิ่งไม่เดินไปมาเหมือนนกตัวอื่น
พอเอารูปมาดูถึงได้ทราบว่าทำไมเขาไม่ได้เดินไปมา
![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 30 ม.ค. 2551 (09:46) เท่าที่ผมเห็น ปัญหาของเด็ก ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ก่อให้แทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบท แต่คนเมือง อาจพยายามรักษาหน้าตาหน่อย ยิ่งเป็นคนที่มีคนรู้จักมาก ปัญหาก็ยิ่งซับซ้อน แล้วเด็กที่มาจากครอบครัวมีปัญหาเหล่านี้ พอเป็นผู้ใหญ่ก็มักเชื้อไม่ทิ้งแถว ก่อปัญหาให้ลูกหลานตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ แล้วส่วนใหญ่ ผมคิดว่ามาจากการละเมิดศีลข้อ 5 สี่ข้อแรก ไม่เคยทำผิด แต่พอเหล้าเข้าคอหรือเสพยา (เริ่มมาจากบุหรี่ก่อน แล้วลามไปเป็นยาเสพติดอย่างอื่น มีงานวิจัย พบว่า 100 % ของผู้ติดยาเสพติด สูบบุหรี่มาก่อน ไม่ยักกะนับบุหรี่เป็นยาเสพติดด้วย) ความผิดเรื่องอื่นก็ตามมา ไม่เคยพูดหยาบคาย พอเหล้าเข้าปากก็หลุดออกมา ที่เคยอดกลั้นอดทนกับข้อบกพร่องของคู่ครอง พอเหล้าเข้าปาก ความเลวของฝ่ายตรงข้ามก็พร่างพรูออกมา เริ่มแรกก็อ้างว่าเพื่อสังคม แต่ลองฟังข้อสนทนาในวงเหล้า มีเรื่องดีสักกี่เรื่อง น้ำตาลหมักที่จุลินทรีย์ถ่ายของเสียออกมาช่างมีอิทธิพลต่อมนุษย์ที่อ้างตัวเป็นสัตว์ประเสริฐเหลือเกิน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 30 ม.ค. 2551 (21:25) วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะไปสอนหนังสือที่ ม.นเรศวร ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสไปเยื่ยมครูคิมหรือเปล่า ปัญหาเรื่องการเดินทางน่ะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 30 ม.ค. 2551 (22:37) เห็นครูไผ่พูดว่า เรื่องของ "จิต" เป็นสิ่งที่ลึกล้ำ "ยากแท้หยั่งถึง" นะคะ ทำให้สะกิดใจ ถึงคำว่า "ยากแท้หยั่งถึง" ว่าตรงกับโคลงสี่สุภาพที่ผมชอบคือ พระสมุทรสุดลึกล้น................คณนา สายดิ่งทิ้งทอดมา..................หยั่งได้ เขาสูงอาจวัดวา.....................กำหนด จิตมนุษย์นี้ไซร้....................."ยากแท้หยั่งถึง" ( จากโคลงโลกนิติ ชำระโดย กรมพระยาเดชาดิศร ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 31 ม.ค. 2551 (08:49) มีคำหลายคำที่เรามักนำไปใช้กับเรื่องที่ไม่ดี จนคำนั้นกลายเป็นคำในทางลบไป ทั้ง ๆ ที่คำคำนั้นโดยตัวมันเองแล้วเป็นกลาง เช่นวลีที่ว่า "ยากแท้หยั่งถึง" โดยตัวของมันเอง เป็นการบอกว่า ยากที่จะรู้ได้ แต่คนมักนำไปใช้กับจิตที่ไม่ดี ความจริงแล้วจิตที่ดี ๆ (ความฉลาด ความสามารถในทางที่ดี ๆ ) ก็เป็นสิ่งที่ "ยากแท้หยั่งถึง" เช่นเดียวกัน เพราะศักยภาพ (ความสามารถสูงสุดที่เป็นไปได้ซึ่งซ่อนอยู่ในตัวบุคคลแต่ละคน) นั้นมีมากมาย ยากที่เราจะรู้ได้ว่าใครซ่อน "ความสามารถที่จะเก่งได้" ไว้มากขนาดไหน เนื่องจากตอนนี้ตัวคนคนนั้นเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองสามารถที่จะทำอะไรที่เก่งกว่านี้ได้อีกบ้าง อีกคำหนึ่งคือคำว่า "ไตร่ตรอง" ก็ไม่ค่อยจะมีใครนำไปใช้ในทางที่ดี ๆ มักจะนำไปใช้กับสิ่งที่ไม่ดี เช่น "ทำผิดอย่างไตร่ตรองไว้ก่อน" จนทำให้คำว่า "ไตร่ตรอง" เกือบจะกลายเป็นคำที่ไม่ดีไป ขอให้พวกเราพากันมา "ไตร่ตรอง" ทำสิ่งที่ดี ๆ เถอะค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 31 ม.ค. 2551 (09:26) คำว่า "เชย" มีความหมายในแง่บวก คือ "ชมเชย" หรือ "ชื่นเชย" แต่จากตัวละครในนิยาย พล นิกร กมหงวน ของ คุณ ป. อินทปาลิต ลุง"เชย" ที่ชอบทำอะไรแบบเปิ่นๆ แบบโบราณ จึงทำให้คนเอามาใช้ในความหมายเป็นลบได้ เช่น "เธอนี่เชยจังเลย" คำว่า "สันดาน" ก็เป็นอีกคำหนึ่ง สามารถใช้ได้ทั้งสองทาง แต่คนก็มักใช้ทางลบกัน เช่น เขาเป็นทายาทผู้สืบสันดาน ก็เป็นคำกลาง ๆ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 31 ม.ค. 2551 (16:42) ^^ จริงๆ ของคุณครู zodiac.town.50@hotmail.com (IP:203.118.84.206) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 31 ม.ค. 2551 (17:50) อ.นิรันดร์พูดได้ถูกต้องมากครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 31 ม.ค. 2551 (19:47) ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะอาจารย์แขชนะ แต่โรงเรียนของดิฉันอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยนเรศวรประมาณ 120 กม.ค่ะ ถ้าอาจารย์ไม่สะดวกยินดีที่จะไปรับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนะคะ ดีใจจังค่ะ เที่ยวนี้อาจารย์จะได้สสัมผัสเด็กบ้านนอกของแท้เลยค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 31 ม.ค. 2551 (23:33) ดร.แขชนะท่านก็เคยเป็นเด็กบ้านนอกอยู่พักหนึ่ง(ใช่หรือเปล่า) ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นหนองคายกับโคราช รอเจ้าตัวมายืนยันดีกว่านะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 1 ก.พ. 2551 (00:39) ผมเคยเรียนหนังสือในชนบทจริงครับ โรงเรียนเป็นเรือนไม้หลังคามุงสังกะสี บางห้องก็มุงจากครับ หนังสือในห้องสมุดก็ไม่ค่อยมี การสอนเน้นเรื่องการเกษตรมาก ต้องขุดดินปลูกผัก หาบน้ำบ่าแทบหลุด นักเรียนทุกคนต้องมีแปลงผักของตัวเองและต้องหมั่นดูแลรดน้ำทุกวัน โรงเรียนอยู่ข้างๆวัดป่า ถัดไปเป็นป่าไม้สักของกระทรวงเกษตร เรียกว่าอยู่กลางป่าและทุ่งนา ตอนเย็นตอนค่ำน่ากลัวมาก เราไม่ค่อยมีเงินอยู่กันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยมีวัดใกล้เคียงเป็นศูนย์กลางจิตใจของชาวบ้าน สิ่งก่อสร้างต่างๆเราก็ต้อง"ลงแขก"ช่วยกันทำ สนามหน้าโรงเรียนหญ้าขึ้นเร็วมาก ต้องจัดเวรกันลงไปถางหญ้า ไปอยู่แรกๆปรับตัวยากมากทั้งภาษาและความเป็นอยู่ มือแตกเลือดซิบๆเพราะถางหญ้า บ้านพักของผมอยู่ห่างจากโรงเรียนไปประมาณ 2 กม. ต้องขี่จักรยานผ่านป่าสักทุกวัน ถัดมาเป็นสุสานใกล้วัดป่าของพวกคนเวียดนามที่อพยบย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่เมืองไทย แต่มันก็ทำให้ผมเรียนรู้ชีวิตจริงของชนบท มีเรื่องเล่าให้ฟังอีกมากครับเกี่ยวกับชีวิตจริงในชนบท ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเพื่อนๆที่หนองคายอีกหลังจากกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ดีใจกันใหญ่ เพื่อนๆชวนให้ลงสมัคร สส. จะช่วยหาเสียงให้ ผมกลัวจะได้เป็น สส.(สรรพเวสี) ก็เลยต้องขอตัวก่อน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 1 ก.พ. 2551 (01:03) อาจารย์นิรันดร์ช่วยจัดการให้พวกโฆษณาขายของที่โพสท์ซ้ำๆกันหลายครั้งเพื่อเน้นให้คนอ่าน ให้ไปอยู่รวมกันสักที่ที่จะขายของได้ไหมครับ ผมรำคาญมากครับ ขอบคุณครับ คงต้องให้เป็นหน้าที่ของเว็บมาสเตอร์ ผมทำไม่ได้ถึงขนาดนั้นครับ ที่ผมทำได้คือ ถ้าเจอไม่เหมาะไม่ควรก็จะลบทิ้งไปเลย หากใครพบข้อความไม่เหมาะ กรุณาคลิ๊กแจ้งลบความคิดเห็น แล้วผู้ที่มาตรวจก็จะพิจารณาลบหรือย้ายที่ตามความเหมาะสมครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 5 ก.พ. 2551 (21:31) ช่วงนี้มีค่อนข้างมากด้วยครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 5 ก.พ. 2551 (23:35) ![]() สมัยก่อนนานมาแล้ว คุณยายของผมทำกับข้าวเสร็จ ออกมาจากครัวเอาของสิ่งนี้มาให้เล่น มีรูปร่างเหมือนเรือ มีที่นั่ง มีหางเสือและมีไม้พายอยู่ด้านข้าง เด็กๆสมัยนี้รู้ไหมครับว่ามันคืออะไร ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 6 ก.พ. 2551 (01:08) ของเล่นสวยมากเลยค่ะ ผู้ใหญ่ด้อยประสบการณ์ก็ยังดูไม่ออกว่าเป็นอะไร ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 6 ก.พ. 2551 (04:27) ![]() เด็กชายนิรันดร์ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับผม คล้าย ๆ ดอกแคหรือเปล่าไม่ค่อยแน่ใจ เคยเห็นแต่ตอนอยู่ในชาม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 6 ก.พ. 2551 (11:14) ที่ลอยๆขึ้นมานั่นคือควันใช่หรือเปล่าขอรับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 6 ก.พ. 2551 (13:15) คุณยายทำกับข้าวเสร็จ ออกมาจากครัว เอาไอ้นี่มาให้แล้วก็เล่าตำนานที่มาว่า.....สมัยก่อนมีเรือพายของตาแป๊ะพายมาแล้วคว่ำจมน้ำ บรรดาพวก "กุ้ง"ทั้งหลายก็เข้าไปรุมกินเรือของตาแป๊ะ เทวดาก็เลยสาปให้ "ฟันของกุ้ง" ทั้งหลายมีลักษณะเหมือนเรือของตาแป๊ะ มีที่นั่ง มีหางเสือ แถมยังมีไม้พายด้วย คำตอบคือ "ฟันกุ้ง" ครับ พวกที่เข้าครัวบ่อยๆ และทำกับข้าวที่ต้องใช้กุ้ง มักจะต้องเอาฟันกุ้งออกด้วย ท่านนายก"สมัคร" รู้จักดีครับ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |