|
Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics
โพสต์เมื่อ:
03:11 วันที่ 9 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
17,293
ตอบแล้ว:
91
ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้แบบง่ายๆให้เด็กฟังโดยไม่อยากใช้คำศัพท์ที่ดูน่ากลัวและไม่อยากใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงมาพูดให้คนไม่กล้าเรียน ความจริงธรรมชาติของสสารและพลังงานเป็นเรื่องที่เรียบง่ายที่สุด ค่อยๆสะสมจากเรื่องที่เราเข้าใจได้ง่ายๆก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีเนื้อหามาก ถ้าเขียนเป็นคำพูดจะเยิ่นเย้อ ก็อาจจะต้องมีสมการคณิตศาสตร์มาช่วยเพื่อให้กระชับและเข้าใจตรงกัน เท่านั้นเอง
เมื่อเราเริ่มเรียนวิชาฟิสิกส์ หรือวิทยาศาสตร์กายภาพ เรามักจะพูดถึงเรื่องของสสารและพลังงาน พูดถึงมวล เรามักจะพูดถึงเซอร์ไอแซค นิวตันที่ไปนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล พอแอปเปิ้ลหล่นลงมาก็ได้ความคิดเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ถ้าแอปเปิ้ลอยู่บนต้นยังไม่หล่นมันจะมีพลังงานศักย์เนื่องจากสนามแห่งความโน้มถ่วง พอแอปเปิ้ลหล่นลงมา มวลของแอปเปิ้ลมีการเคลื่อนที่มันจะมีพลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วงก็กลายเป็นพลังงานจลน์ เราก็ได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า
พลังงานรวมของระบบ = พลังงานจลน์ + พลังงานศักย์ .................................( 1 ) มวลที่ไอแซคนิวตันพูดถึงนั้นมักมีขนาดที่ใหญ่ เช่น โลก ดวงจันทร์ หรือขนาดเล็กที่ตาเรามองเห็นและจับต้องได้ วิชาที่ว่าด้วยเรื่องราวของสสารและพลังงานที่ว่านี้ก็คือวิชากลศาสตร์ เรียกได้ว่าเก่าแก่มีการพัฒนานาตั้งแต่สมัยโบราณ บางที่เราก็เรียกว่า กลศาสตร์แบบฉบับ หรือกลศาสตร์ดั้งเดิม หรือ Classical Mechanics ซึ่งนักฟิสิกส์ที่เป็นผู้ริเริ่มที่สำคัญคือนิวตัน ต่อมาได้มีการค้นพบปรากฏการณ์แปลกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิมหลายอย่าง เช่น ถ้าเรามีกองส้มที่วางเรียงกันสูงขึ้นมาเหมือนที่แม่ค้าขายอยู่ แล้วเราก็เอาส้มลูกหนึ่งปาเข้าไปในกองส้มนั้น ปรากฏกว่าส้มแตกกระจายออก บางลูกได้รับพลังงานจากส้มที่ปาเข้าไปก็กระเด็นออกมาเนื่องจากพลังงานจลน์ของลูกที่ปาเข้าไปนั้นถ่ายทอดไปยังลูกที่กระเด็นออกมา ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของการถ่ายเทพลังงานในวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ไอน์สไตน์ได้สังเกตเห็นว่า ถ้าฉายแสงลงบนแผ่นโลหะ ปรากฏว่ามีอิเล็กตรอนบางตัวกระเด็นออกมา ท่านก็เลยสงสัยต่อไปว่า ถ้าเปรียบอิเล็กตรอนเหมือนกองผลส้ม ทำไมเมื่อฉายแสงบางสีเข้าไป จึงมีอิเล็กตรอนกระเด็นออกมา ท่านก็เลยคิดว่า แสงที่ฉายเข้าไปน่าจะมีลักษณะเป็นเม็ดๆเหมือนผลส้ม สมัยนั้นเราทราบกันว่าแสงเป็นคลื่น แสงแต่ละสีก็จะมีความถี่ของคลื่นแสงต่างกัน ไอน์สไตน์สังเกตว่าแสงบางสีเมื่อฉายลงบนแผ่นโลหะบางชนิดไม่มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา แต่แสงบางสีที่ความถี่สูงๆขึ้นไปจะทำให้มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา ไอน์สไตน์ก็เลยคิดว่าแสงต้องมีคุณสมบัติเป็นเม็ด หรือเป็นอนุภาค และพลังงานของแสงต้องขึ้นกับความถี่ อนุภาคหรือเม็ดแสงที่ว่านี้ เราเรียกว่า โฟตอน (มาจาก Photo หมายถึงแสงพอเติม on เข้าไปหมายถึงเป็นเม็ดๆ เหมือน Electron, Proton, Neutron นั่นเอง) ความคิดของไอน์สไตน์สอดคล้องกับนักฟิสิกส์หลายคน เช่น พลังค์ พลังงานจลน์ของแสงแต่ละเม็ด = ค่าคงที่ของพลังค์ x ความถี่ของแสงนั้น ปรากฏการณ์ที่แสงทำให้อิเล็ตรอนกระเด็นออกมานี้ เราเรียกว่า ปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก จากการค้นพบของไอน์สไตน์นี้ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล แต่ก็ยังมีนักฟิสิกส์อีกหลายท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิม ในแง่ของวิชากลศาสตร์ ที่เรามักพูดเกี่ยวกับ สสารและพลังงาน เวลาที่คิดพลังงานของแสง เรามักไม่มองลำแสงลำใหญ่รวม แต่จะคิดถึงพลังแสงแต่ละตัว แต่ละเม็ด เม็ดของพลังงานแต่ละเม็ดนี้เราเรียกว่า ควันตัมของพลังงาน (หรือพลังงานที่เป็นเม็ด) จากสมการข้างบนเราจะเห็นว่ามีเรื่องประหลาดอยู่ ถ้าคิดว่าแสงเป็นเม็ดทำไมเวลาคำนวณพลังงานต้องเอาค่าความถี่ของแสงมาคิดด้วย ซึ่งแสดงว่าแสงก็เป็นคลื่นด้วยเหมือนกัน ซึ่งมันดูขัดๆกับหลักกลศาสตร์ดั้งเดิม เรื่องพวกนี้เป็นของแปลกใหม่ที่ต่างจากสิ่งที่เราเรียนรู้จากนิวตัน หลักการของนิวตันนั้นใช้ได้กับมวลก้อนใหญ่ๆที่เราจับต้องได้ คือมองเห็นแบบมหภาค (Macroscopic) แต่จะเอาไปใช้ไม่ได้กับของเล็กๆเช่น อิเล็ตรอน หรือเม็ดแสง ที่เรามองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้แบบจุลภาค (Microscopic) เราจำเป็นต้องมีวิชากลศาสตร์แบบใหม่ที่ใช้ได้กับอนุภาคเล็กแบบนี้ วิชากลศาสตร์แบบใหม่นี้เราเรียกว่า กลศาสตร์ควันตัม (Quantum Mechanics) มีคำถามตามมาอีกมากมายว่า ถ้าคลื่นแสงเป็นอนุภาคได้ แล้วอนุภาคเล็กๆเช่นอิเล็กตรอนประพฤติตัวเป็นคลื่นได้หรือไม่ ปรากฏว่า เดอบรอยได้เสนอความคิดเกี่ยวกับคลื่นอนุภาคนี้และได้รับรางวัลโนเบล ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอิเล็ตรอนเป็นคลื่นนั้นก็คือ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แต่เดิมเราใช้แสงที่ตาคนเรามองเห็นกับกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่ปรากฏว่า เราอยากดูสิ่งที่เล็กมากๆ และเล็กกว่าความยาวคลื่นแสง เราไม่สามารถดูได้เพราะมันเล็กเกินไป คลื่นแสงเล็ดลอดข้ามไปหมดเลย เราจำเป็นต้องอาศัยคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าขนาดของที่เราจะดู ในเมื่อเราคิดว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่น เราก็เร่งพลังงานของอิเล็ตรอนให้สูงขึ้นมันจะได้มีความถี่สูงขึ้น(ความยาวคลื่นสั้นลง)สามารถเอาไปส่องดูของเล็กมากๆ เช่น ไวรัสได้ ในเมืออนุภาคเล็กๆทั้งหลาย(ที่เราจับต้องไม่ได้และใช้กลศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้) ที่เราอยากเรียนรู้นี้ ประพฤติตัวเป็นคลื่น ถ้าเราอยากศึกษาเกี่ยวกับพลังงานของมัน เราก็จะต้องศึกษาคุณสมบัติของคลื่น เช่นมันมีความถี่เท่าไร มีพลังงานจลน์เท่าไร มีพลังงานศักย์เท่าไร(ถ้าอยูในสนามพลังอื่นๆ เช่น สนามไฟฟ้า) ตัวที่จะเป็นเครื่องบอกคุณสมบัติของคลื่นนี้เราเรียกว่า ฟังก์ชั่นคลื่น จากการศึกษาของชเรอดิงเงอร์ (Schroedinger) ทำให้เราได้สมการของพลังงานเหมือนสมการที่ ( 1 ) ข้างต้นคือ (เทอมของ)พลังงานรวมของอนุภาคที่มีฟังก์ชั่นคลื่นตัวนั้นๆ = (เทอมของ)พลังงานจลน์ + (เทอมของ)พลังงานศักย์...( 2 ) ซึ่งมันก็คือหลักการใหญ่ๆที่สำคัญของกลศาสตร์ที่ว่าด้วยสสารและพลังงานนั่นเอง แต่พลังงานของระบบในที่นี้คือพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคนั้นๆ ที่มีฟังก์ชั่นคลื่นเฉพาะตัวของมัน ไม่เกี่ยวกับกลุ่มใหญ่ เพราะเราพูดแบบควันตัมคือเฉพาะอนุภาคที่เป็นคลื่นนั้น ค่าพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคคลื่นนี้ แต่ถ้าพูดแบบภาษาเยอรมันของไอน์สไตน์และพลังค์ ค่าพลังงานเฉพาะตัวนี้ เรียกว่า ค่าพลังงานไอเก้น (Eigen Energy) ในภาษาเยอรมันคำว่า Eigen แปลว่าเฉพาะตัวนั่นเอง อย่าไปปวดหัวหรืองงกับศัพท์คำนี้ พยายามให้ง่ายที่สุดที่น่าพอจะเข้าใจได้ ส่วยรายละเอียดก็ให้ศึกษาต่อไป หรือเขียนมาถามก็ได้ครับ ![]() ![]() พลังงาน = มวล X (ความเร็วของแสง)ยกกำลังสอง หากสนใจจะฟังเสียงจริงของไอน์สไตน์ที่พูดถึงสมการนี้ เชิญมาที่นี่ครับ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=99103 ![]() แต่จริงๆแล้วไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลครั้งเดียวจากการค้นพบปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กทริก เมื่อปี ค.ศ.1921 ![]() ไอน์สไตน์ได้เขียนจดหมายแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้(เป็นภาษาเยอรมัน) โดยเสนอว่าดวงดาวที่อยู่ด้านหลังบริเวณขอบดวงอาทิตย์ที่เรามองไม่เห็นขณะปกติ ขณะเกิดสุริยปราคาเต็มดวง แสงจากดวงดาวเคลื่อนที่มาสู่เรา แต่อนุภาคของแสงจะถูกดวงอาทิตย์ดูดทำให้เบนไป จึงดูเหมือนว่าแสงเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้ง ทำให้เราเห็นภาพปรากฏของดาวหลังดวงอาทิตย์ได้ ดังที่ไอน์สไตน์เขียนรูปไว้ในจดหมายดังรูป ![]() โปสิตรอน มีขนาดและมวลเท่ากับอิเล็กตรอน มีประจุเท่ากับประจุของอิเล็ตรอนแต่มีประจุตรงกันข้ามคือเป็นบวก เราเรียกอนุภาคโปสิตรอนว่าเป็น Anti-particle อันที่จริงยังมีอนุภาคตรงข้ามกันแบบนี้อีกหลายคู่ ถ้าอนุภาคทั้งคู่เหล่านี้มาเจอกัน มวลของอนุภาคทั้งสองจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน เช่น อิเล็กตรอน และ โปสิตรอนมาเจอกัน จะกลายเป็นรังสีแกมม่า กระบวนนี้เราเรียกว่า "การประลัย" หรือ Annihilation การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม เรเดียม แล้วกลายเป็นธาตุใหม่ จะมีมวลบางส่วนหายไปกลายเป็นพลังงาน ทั้งในรูปของรังสีแกมม่า ความร้อน หรือแม้แต่ให้อนุภาคเล็กๆอื่นๆออกมา ผู้สังเกตปรากฏการณ์ที่ธาตุบางขนิดสลายตัวและมวลบางส่วนหายไปสลายกลายเป็นพลังงานออกมาคนแรกก่อนที่ ไอน์สไตน์จะเสนอความคิดเรื่องโฟโต้อิเล็ทริก ก็คือ Prof.Becquerel ท่านได้สังเกตเห็นก้อนแร่ชนิดหนึ่ง เมือเอาไปวางไว้ใกล้แผ่นฟิล์มถ่ายรูป ปรากฏว่าแผ่นฟิล์มจะดำ แสดงว่ามันจะต้องเปล่งอะไรบางอย่างออกมา ต่อมา Pierre และ Marie Curie ได้ร่วมกันสกัดแร่ให้ได้สารบริสุทธิ์อยู่ถึง 4 ปี ในที่สุดก็ค้นพบธาตุใหม่ นั่นคือ เรเดียม ทำให้ทั้งสามท่านได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบเรเดียม ให้สังเกตดูให้ดีว่า Prof.Becquerel เจ้าของความคิดนั้น ได้รางวัลโนเบล 50% ส่วน Pierre และ Marie Curie ได้คนละ 25% ![]() ในหนังสือเล่มนี้ จะกล่าวถึงกฏการเคลื่อนที่ 3 ข้อ กฏแห่งความโน้มถ่วง กฏของ Kepler และการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 10 ม.ค. 2551 (12:41) ![]() ("ไอน์สไตน์เหลียวมอง http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=100416 ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 10 ม.ค. 2551 (12:56) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 10 ม.ค. 2551 (21:58) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 ม.ค. 2551 (01:34) ![]() พิจารณาเฉพาะอนุภาคมวล m เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v ไปทางขวา จะมีโมเมนตัม mv ชนกับวัตถุชนิดหนึ่ง หลังการชนวัตถุมวล m หยุดนิ่ง จะมีโมมเนตัมเปลี่ยนไป = mv กรณีที่ 2 : ชนแบบยืดหยุ่น พิจารณาเฉพาะอนุภาคมวล m เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v ไปทางขวา จะมีโมเมนตัม mv ชนกับวัตถุชนิดหนึ่ง หลังการชนวัตถุมวล m สะท้อนกลับด้วยความเร็ว v จะมีโมมเนตัมเปลี่ยนไป = mv (-mv) = 2mv กรณีที่ 2 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมเป็น 2 เท่าของกรณีแรก เมื่อเปรียบเทียบกับแสงที่ส่องลงบนวัตถุสีดำ วัตถุสีดำจะดูดพลังงานแสงไว้หมดคล้ายกับกรณีที่ 1 ถ้าแสงส่องลงบนวัตถุที่สะท้อนแสงกลับได้หมด ก็จะเหมือนกับการชนกรณีที่ 2 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 ม.ค. 2551 (01:35) ![]() ดังนั้น R= 0 สำหรับวัตถุสีดำ และ R=1 สำหรับวัตถุที่สะท้อนแสงกลับหมด ดังนั้น R จึงมีค่าอยู่ระหว่าง 0 และ 1 ดังนั้นถ้าเราพิจารณาสมการของความดันของแสงใหม่ให้สมบูรณ์เราจะได้สมการดังแสดงข้างบน จะเห็นได้ว่า ถ้าเราต้องการให้มีความดันของแสงมากๆ เราต้องให้ค่า R เป็น 1 และให้ความเข้มของแสงมากๆ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 11 ม.ค. 2551 (02:30) ![]() ตามแผนการที่วางไว้ในการส่งดาวเทียมอเมริกันชื่อ ECHO I ว่าจะใช้โคจรเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี แต่หลังจากที่ส่งขึ้นไปได้ไม่นานก็พบว่ามันได้รับแรงดันจากแสงอาทิตย์ผลักให้เคลื่อนที่ผิดไปจากวงโคจรเดิมตามที่กำหนดไว้ http://en.wikipedia.org/wiki/Echo_satellite ขอบคุณนะครับสำหรับบทความอันเป็นประโยชน์นี้ จะติดตามอ่านว่าจะเข้าสู่ควอนตัมยังไง ผมเองคงเขียนบทความละเอียดอ่านง่ายแบบนี้ไม่ได้ เจ๋งมากครับ แต่จะลองคอมเม้น สอดแทรกกระบวนการคิด หรืออาจตั้งคำถามรบกวนให้อาจารย์ และผู้ชมช่วยกันตอบดูครับ หวังว่าห้องควอนตัมจะคึกคักขึ้น (คือ ชอบควอนตัม แต่ทำวิศวะน่ะครับ) ![]() ผมเข้าไปในกระทู้ต่างๆที่เกี่ยวกับ Quantum Physics เห็นพูดคุยกัยใช้คำศัพท์ที่น่ากลัวมาก เด็กๆที่เข้ามาอ่านคงหนีกระเจิงหมด ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนเรื่องทำนองนี้ที่เน้นแก่นของความคิด ที่ใช้คณิตศาสตร์และศัพท์สูงๆให้น้อยหน่อย ค่อยๆดำเนินเรื่องไปสักพักคงต้องเขยิบสูงขึ้น และยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็คงดีกว่าที่เข้ามาแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย ผมจะพยายามเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์มาพ่วงด้วยเพื่อให้เห็นว่าวิวัฒนาการของเนื้อหานั้นมาอย่างไร โดยพยายามสอดแทรกกิจกรรมการทดลองที่ทำง่ายๆและสนุก ถ้าไม่มีใครเข้ามาก็ไม่เป็นไร ผมก็พูดของผมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นานๆเข้าก็ได้ Lecture note เล่มหนึ่งไปเอง คุณ ongarius ว่าชอบควอนตัมแต่ทำงานทางด้านวิศวกรรม คนที่ทำงานทางด้านวิศวกรรมแต่ได้รับรางวัลโนเบลก็มีครับ เข่น Prof. Ivar Giaever http://www.rpi.edu/~giaevi/ ผมรู้จักท่านและได้มีโอกาสรัปประทานอาหารเย็นด้วยกันที่เยอรมนี 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นผมยังเรียนหนังสืออยู่ ท่านเล่าว่าสมัยที่ท่านเรียนหนังสืออยู่ในระดับปริญญาตรีนั้น ท่านสอบตกวิชาฟิสิกส์ ท่านแอบกระซิบว่า อย่าไปบอกใครนะ แต่ผมก็เชื่อว่าท่านพูดเล่น (แต่ท่านพูดจริง) คนที่สอบตกวิชาฟิสิกส์แต่กลับได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากการค้นพบปรากฏการณ์"การเจาะอุโมงค์" หรือ Tunneling Effect ในสารกึ่งตัวนำ (จะได้กล่าวถึงอย่างละเอียดพร้อมกิจกรรมการทดลองอย่างง่ายในตอนหลัง) จะเป็นไปได้อย่างไร ตอนหลังผมได้มีโอกาสพบกับ ดร.วิโรจน์ ตันตราภรณ์ และประธานกรรมการ รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ http://www.engineeringtoday.net/magazine/articledetail.asp?arid=1407&pid=137 ผมเล่าให้อาจารย์วิโรจน์ฟังเกี่ยวกับ Prof. Ivar Giaever ท่านหัวเราะแล้วบอกว่า “ผมเป็นคนให้คะแนน F เขาเอง” เพราะตอนนั้น Prof. Ivar Giaever เป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์และไม่ได้ใส่ใจในงานที่ทำ ว่างๆผมจะค่อยๆเขียนไปเรื่อยๆ หรือถ้ามีใครเข้ามาพูดคุยกันก็จะยิ่งสนุกครับ ตอนหลังๆผมจะเอาการทดลองสนุกๆมานำเสนอ แนวกิจกรรมจะเป็นแนวนี้ครับ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=134001 ผมคงต้องห่างจากกระทู้นี้สักระยะหนึ่ง อาทิตย์หน้าผมต้องไปสอนหนังสือที่ยุโรปราว 2 สัปดาห์ จะกลับมาก็ปลายเดือนมกราคม แต่ก็เรียนเชิญทุกท่านเข้ามาพูดคุยทักทายกันก็ได้นะครับ ว่าแต่ว่าคุณ ongarius กลับมาเมืองไทยหรือยังครับ หรือว่ายังอยูที่ Harvard ? อ้อ ก็เห็นในกระทู้นั้นเค้าถามว่าต้องใช้ความรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์อะไรบ้าง ก็เลยขยายความจนเว่อร์ไ์ปนิดนึงน่ะครับ แม้กระทั่งกลศาสตร์หรือไฟฟ้า ถ้าอยากแก้ปัญหาบางประเภท อาจจะใช้เลขเว่อร์เลยก็มี แต่ก็ไม่จำเป็น แต่ผมว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับบุคคลทั่วไป หรือนักทดลอง ที่ควรจะได้เรียนรู้จากฟิสิกส์ น่าจะเป็นกระบวนการคิดเป็นขั้นตอน และสัญชาตญานการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มากกว่า ตัวอย่างเช่นโรงเรียนอาจจะสอนนักเรียนให้คูณจำนวนมากๆเป็น เช่น 2551 x 7 โดยการตั้งคูณหน่วย ทบเลข บลาๆๆ ใช้เวลาสัก ๒-๓ คาบ แต่ถ้าอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย และเข้าใจได้เป็นรูปธรรม ก็บอกให้คนไปเอาถั่วเขียวมานับจนได้ 2551 เม็ด แล้วทำถ้วยตวง ที่ใส่พอดี 2551 เม็ด ตวง 7 ครั้ง แล้วนับรวมกันทั้งหมดก็จะได้ผลลัพธ์ (แต่การคูณวิธีนี้อาจจะเอาไปใช้จริงยากสำหรับ คนทำบัญชี ที่ต้องคูณบ่อยๆ) ถ้าเปรียบควอนตัมที่สอนในโรงเรียนอาจจะเรียนวิธีแรก แต่เป็นไปได้ที่เรียนแบบนี้แล้วอาจจะไม่เข้าใจเลยก็ได้ว่าทำไม ที่นี้ก็อาจลองคิดวิธีที่สองดู ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายกว่า ผมสนใจการอธิบายแบบวิธีที่สองให้สำหรับคนทั่วไปครับ เพราะคิดว่าน่าสนใจ ใครๆก็เข้าใจได้และอาจใช้ประโยชน์ของตรรกวิธีได้กับสถานการณ์ทั่วไป หนังสือป๊อบปูล่าไซน์ (เช่น A Brief History of Time by Stephen Hawking) ส่วนใหญ่ใช้วิธีเล่าองก์ความรู้ครับ เลยฟังดูเหมือนนิยายมากกว่า คนอ่านเลยได้แต่นึกภาพตามแล้วเชื่อ หนังสือที่ดีผมว่า ควรใช้โวหารแบบ ถ้า...แล้ว ครับ คือบอกว่า ถ้าเราตั้งสมมุิติฐานประการแล้วผลจะเป็นอย่างไรบ้าง คนก็ไปคิดต่อ ครีเอทได้เรื่อยๆ ไม่หยุด (เช่นหนังสือของริชาร์ดฟายน์แมน หลายๆเล่ม) อย่างหนังสือใหม่ของคนไทยที่เขียนแนวเน้นกระบวนการคิด ที่ผมรู้จักก็มีของพี่ แทนไท ประเสริฐกุล (แต่เป็นเรื่องชีวพฤติกรรม) ที่เขียนได้มันส์มาก http://www.wit-view.com/lokjit/ ผมเองอยากเขียนได้อย่างนั้นบ้าง แต่คงต้องใช้เวลาและการฝึกฝนอีกมาก ปล. ที่อาจารย์พูดถึง การตีความของไอนสไตน์จากปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกที่ว่าแสงเป็นก้อน ผมว่าจากข้อมูลเท่านี้ ไม่เพียงพอจะสรุปได้ว่าแสงจะต้องเป็นก้อน เพราะแสงอาจจะยังคงมีพลังงานต่อเนื่อง ความดิสครีตเกิดจากระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในอะตอมที่ไม่ต่อเนื่องแต่มีหน่วยเป็นเหมือนส้มเป็นลูกๆ ผมจะขยายความต่อครั้งหน้าครับ ปล๒. ยังเรียนต่อที่ Berkeley อยู่ครับ (แหงะ โดนกูเกิ้ลจนได้) ขอบคุณมากเลยครับที่มาช่วยกัน ผมเองบางทีนั่งคิดอยู่คนเดียวว่าจะอธิบายอย่างง่ายๆทำอย่างไร พอคิดเสร็จก็ต้องนั่วรวบรวมว่าจะเขียนอย่างไร แต่ถ้าจะพูดแบบยากๆ 2-3 บรรทัดก็จบ แถมตบด้วยสมการคณิตศาสตร์ที่มนุษย์ไม่กี่คนเข้าใจก็เรียบร้อย แต่มันก็ไม่มีประโยชน์สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ หลายอย่างมันไม่ง่าย หลายอย่างเราก็คิดไม่ครบถ้วน ต้องขอบคุณอีกครั้งครับที่เข้ามาช่วย จะได้ทำให้กระทู้นี้คึกคัก ว่าแต่คุณ ongarius ทำไมถึงไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมล่ะครับ ผมจำไม่ได้ว่าคุณเคยไปแข่งโอลิมปิกฟิสิกส์หรือเปล่า ผมเคยพานักเรียนไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกยุคแรกๆ ราว 13 ปีก่อน ![]() ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 12 ม.ค. 2551 (09:15) ไม่ได้เข้าเว็บครึ่งเดือน มีสมาชิกใหม่มาเยอะดีแฮะ ^^ ยินดีต้อนรับครับ คุณ ongarius ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 12 ม.ค. 2551 (09:23) ใหญ่ก็อ่านครับ คุณแขชนะ tkesmala@yahoo.com (IP:202.28.117.234) |