|
Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics
โพสต์เมื่อ:
03:11 วันที่ 9 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
17,543
ตอบแล้ว:
91
ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้แบบง่ายๆให้เด็กฟังโดยไม่อยากใช้คำศัพท์ที่ดูน่ากลัวและไม่อยากใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงมาพูดให้คนไม่กล้าเรียน ความจริงธรรมชาติของสสารและพลังงานเป็นเรื่องที่เรียบง่ายที่สุด ค่อยๆสะสมจากเรื่องที่เราเข้าใจได้ง่ายๆก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีเนื้อหามาก ถ้าเขียนเป็นคำพูดจะเยิ่นเย้อ ก็อาจจะต้องมีสมการคณิตศาสตร์มาช่วยเพื่อให้กระชับและเข้าใจตรงกัน เท่านั้นเอง
เมื่อเราเริ่มเรียนวิชาฟิสิกส์ หรือวิทยาศาสตร์กายภาพ เรามักจะพูดถึงเรื่องของสสารและพลังงาน พูดถึงมวล เรามักจะพูดถึงเซอร์ไอแซค นิวตันที่ไปนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล พอแอปเปิ้ลหล่นลงมาก็ได้ความคิดเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ถ้าแอปเปิ้ลอยู่บนต้นยังไม่หล่นมันจะมีพลังงานศักย์เนื่องจากสนามแห่งความโน้มถ่วง พอแอปเปิ้ลหล่นลงมา มวลของแอปเปิ้ลมีการเคลื่อนที่มันจะมีพลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วงก็กลายเป็นพลังงานจลน์ เราก็ได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า
พลังงานรวมของระบบ = พลังงานจลน์ + พลังงานศักย์ .................................( 1 ) มวลที่ไอแซคนิวตันพูดถึงนั้นมักมีขนาดที่ใหญ่ เช่น โลก ดวงจันทร์ หรือขนาดเล็กที่ตาเรามองเห็นและจับต้องได้ วิชาที่ว่าด้วยเรื่องราวของสสารและพลังงานที่ว่านี้ก็คือวิชากลศาสตร์ เรียกได้ว่าเก่าแก่มีการพัฒนานาตั้งแต่สมัยโบราณ บางที่เราก็เรียกว่า กลศาสตร์แบบฉบับ หรือกลศาสตร์ดั้งเดิม หรือ Classical Mechanics ซึ่งนักฟิสิกส์ที่เป็นผู้ริเริ่มที่สำคัญคือนิวตัน ต่อมาได้มีการค้นพบปรากฏการณ์แปลกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิมหลายอย่าง เช่น ถ้าเรามีกองส้มที่วางเรียงกันสูงขึ้นมาเหมือนที่แม่ค้าขายอยู่ แล้วเราก็เอาส้มลูกหนึ่งปาเข้าไปในกองส้มนั้น ปรากฏกว่าส้มแตกกระจายออก บางลูกได้รับพลังงานจากส้มที่ปาเข้าไปก็กระเด็นออกมาเนื่องจากพลังงานจลน์ของลูกที่ปาเข้าไปนั้นถ่ายทอดไปยังลูกที่กระเด็นออกมา ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของการถ่ายเทพลังงานในวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ไอน์สไตน์ได้สังเกตเห็นว่า ถ้าฉายแสงลงบนแผ่นโลหะ ปรากฏว่ามีอิเล็กตรอนบางตัวกระเด็นออกมา ท่านก็เลยสงสัยต่อไปว่า ถ้าเปรียบอิเล็กตรอนเหมือนกองผลส้ม ทำไมเมื่อฉายแสงบางสีเข้าไป จึงมีอิเล็กตรอนกระเด็นออกมา ท่านก็เลยคิดว่า แสงที่ฉายเข้าไปน่าจะมีลักษณะเป็นเม็ดๆเหมือนผลส้ม สมัยนั้นเราทราบกันว่าแสงเป็นคลื่น แสงแต่ละสีก็จะมีความถี่ของคลื่นแสงต่างกัน ไอน์สไตน์สังเกตว่าแสงบางสีเมื่อฉายลงบนแผ่นโลหะบางชนิดไม่มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา แต่แสงบางสีที่ความถี่สูงๆขึ้นไปจะทำให้มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา ไอน์สไตน์ก็เลยคิดว่าแสงต้องมีคุณสมบัติเป็นเม็ด หรือเป็นอนุภาค และพลังงานของแสงต้องขึ้นกับความถี่ อนุภาคหรือเม็ดแสงที่ว่านี้ เราเรียกว่า โฟตอน (มาจาก Photo หมายถึงแสงพอเติม on เข้าไปหมายถึงเป็นเม็ดๆ เหมือน Electron, Proton, Neutron นั่นเอง) ความคิดของไอน์สไตน์สอดคล้องกับนักฟิสิกส์หลายคน เช่น พลังค์ พลังงานจลน์ของแสงแต่ละเม็ด = ค่าคงที่ของพลังค์ x ความถี่ของแสงนั้น ปรากฏการณ์ที่แสงทำให้อิเล็ตรอนกระเด็นออกมานี้ เราเรียกว่า ปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก จากการค้นพบของไอน์สไตน์นี้ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล แต่ก็ยังมีนักฟิสิกส์อีกหลายท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิม ในแง่ของวิชากลศาสตร์ ที่เรามักพูดเกี่ยวกับ สสารและพลังงาน เวลาที่คิดพลังงานของแสง เรามักไม่มองลำแสงลำใหญ่รวม แต่จะคิดถึงพลังแสงแต่ละตัว แต่ละเม็ด เม็ดของพลังงานแต่ละเม็ดนี้เราเรียกว่า ควันตัมของพลังงาน (หรือพลังงานที่เป็นเม็ด) จากสมการข้างบนเราจะเห็นว่ามีเรื่องประหลาดอยู่ ถ้าคิดว่าแสงเป็นเม็ดทำไมเวลาคำนวณพลังงานต้องเอาค่าความถี่ของแสงมาคิดด้วย ซึ่งแสดงว่าแสงก็เป็นคลื่นด้วยเหมือนกัน ซึ่งมันดูขัดๆกับหลักกลศาสตร์ดั้งเดิม เรื่องพวกนี้เป็นของแปลกใหม่ที่ต่างจากสิ่งที่เราเรียนรู้จากนิวตัน หลักการของนิวตันนั้นใช้ได้กับมวลก้อนใหญ่ๆที่เราจับต้องได้ คือมองเห็นแบบมหภาค (Macroscopic) แต่จะเอาไปใช้ไม่ได้กับของเล็กๆเช่น อิเล็ตรอน หรือเม็ดแสง ที่เรามองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้แบบจุลภาค (Microscopic) เราจำเป็นต้องมีวิชากลศาสตร์แบบใหม่ที่ใช้ได้กับอนุภาคเล็กแบบนี้ วิชากลศาสตร์แบบใหม่นี้เราเรียกว่า กลศาสตร์ควันตัม (Quantum Mechanics) มีคำถามตามมาอีกมากมายว่า ถ้าคลื่นแสงเป็นอนุภาคได้ แล้วอนุภาคเล็กๆเช่นอิเล็กตรอนประพฤติตัวเป็นคลื่นได้หรือไม่ ปรากฏว่า เดอบรอยได้เสนอความคิดเกี่ยวกับคลื่นอนุภาคนี้และได้รับรางวัลโนเบล ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอิเล็ตรอนเป็นคลื่นนั้นก็คือ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แต่เดิมเราใช้แสงที่ตาคนเรามองเห็นกับกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่ปรากฏว่า เราอยากดูสิ่งที่เล็กมากๆ และเล็กกว่าความยาวคลื่นแสง เราไม่สามารถดูได้เพราะมันเล็กเกินไป คลื่นแสงเล็ดลอดข้ามไปหมดเลย เราจำเป็นต้องอาศัยคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าขนาดของที่เราจะดู ในเมื่อเราคิดว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่น เราก็เร่งพลังงานของอิเล็ตรอนให้สูงขึ้นมันจะได้มีความถี่สูงขึ้น(ความยาวคลื่นสั้นลง)สามารถเอาไปส่องดูของเล็กมากๆ เช่น ไวรัสได้ ในเมืออนุภาคเล็กๆทั้งหลาย(ที่เราจับต้องไม่ได้และใช้กลศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้) ที่เราอยากเรียนรู้นี้ ประพฤติตัวเป็นคลื่น ถ้าเราอยากศึกษาเกี่ยวกับพลังงานของมัน เราก็จะต้องศึกษาคุณสมบัติของคลื่น เช่นมันมีความถี่เท่าไร มีพลังงานจลน์เท่าไร มีพลังงานศักย์เท่าไร(ถ้าอยูในสนามพลังอื่นๆ เช่น สนามไฟฟ้า) ตัวที่จะเป็นเครื่องบอกคุณสมบัติของคลื่นนี้เราเรียกว่า ฟังก์ชั่นคลื่น จากการศึกษาของชเรอดิงเงอร์ (Schroedinger) ทำให้เราได้สมการของพลังงานเหมือนสมการที่ ( 1 ) ข้างต้นคือ (เทอมของ)พลังงานรวมของอนุภาคที่มีฟังก์ชั่นคลื่นตัวนั้นๆ = (เทอมของ)พลังงานจลน์ + (เทอมของ)พลังงานศักย์...( 2 ) ซึ่งมันก็คือหลักการใหญ่ๆที่สำคัญของกลศาสตร์ที่ว่าด้วยสสารและพลังงานนั่นเอง แต่พลังงานของระบบในที่นี้คือพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคนั้นๆ ที่มีฟังก์ชั่นคลื่นเฉพาะตัวของมัน ไม่เกี่ยวกับกลุ่มใหญ่ เพราะเราพูดแบบควันตัมคือเฉพาะอนุภาคที่เป็นคลื่นนั้น ค่าพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคคลื่นนี้ แต่ถ้าพูดแบบภาษาเยอรมันของไอน์สไตน์และพลังค์ ค่าพลังงานเฉพาะตัวนี้ เรียกว่า ค่าพลังงานไอเก้น (Eigen Energy) ในภาษาเยอรมันคำว่า Eigen แปลว่าเฉพาะตัวนั่นเอง อย่าไปปวดหัวหรืองงกับศัพท์คำนี้ พยายามให้ง่ายที่สุดที่น่าพอจะเข้าใจได้ ส่วยรายละเอียดก็ให้ศึกษาต่อไป หรือเขียนมาถามก็ได้ครับ ![]() ขอบพระคุณที่เอาความรู้ดีดี มาเผยแพร่ให้กับเด็ก ๆ และแก่ ๆ ด้วย ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์มากครับ อาจารย์นิรันดร์ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีความคิดบรรเจิดเลิศหรูในเรื่องฟิสิกส์ (สมัยเรียนหนังสือด้วยกัน ผมขอลอกการบ้าน อ.นิรันดร์หลายครั้งจนได้ดี) ถ้าได้อาจารย์นิรันดร์มาร่วมวงสนทนาด้วยจะวิเศษมากเลยครับ ผมกว่าจะเรียนจบป.ตรีเมืองไทยก็เลือดตาแทบกระเด็น ต้องวิ่งขอทุน(ทุนนักกีฬาวิ่งแข่ง) วิ่งเช้า วิ่งกลางวัน วิ่งเย็น วิ่งค่ำ กลับบ้านก็หมดแรงแล้ว จะเอาการบ้านไปให้ใครที่ไหนลอกได้ มีแต่ต้องคอยลอกการบ้านคนอื่น ไม่มีปัญญาทำการบ้านให้คนระดับ ดร.จากเยอรมัน ลอกหรอกครับ แต่จะให้คุยด้วยก็คงไม่ปฏิเสธหรอกครับ เพราะผมมันเป็นคนขี้โม้อยู่แล้ว คนแรกที่คิดเรื่องแสงเป็นเม็ด(corpuscular) เป็น Gassendi ที่มีอายุกว่า 400 ปีก่อน และนิวตันได้ศึกษาผลงานของ Gassendi แล้วเขียนทฤษฏีเม็ดแสงขึ้น แต่ปรากฏว่า อีกประมาณ 100 ปีต่อมา Young ได้ทดลองให้เห็นว่าแสงสามารถเลี้ยวเบนแทรกสอดได้ ในขณะที่นิวตันคิดว่าแสงเป็นเดินเป็นเส้นตรง เมื่อมีการทดลองยืนยันว่าแสงเป็นคลื่น ทฤษฎีเม็ดแสงของนิวตันก็ถูกยกเลิกไป วัฒนธรรมความเชื่อของฝรั่ง เขาแตกต่างจากความเชื่อของคนไทย ที่เขาเชื่อผลการทดลองที่มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่คนไทยจะเชื่อคนที่เขียนตำราได้หรือไม่ก็เชื่อคนดัง (จะเห็นว่าคนไหนอยากให้ใครเชื่อก็จะเข็นตำราออกมา ทั้งที่บางครั้งก็เป็นตำราที่ผิด) ปัญหาที่ทำไม่ต้องตื่นเต้นกันว่าแสงจะเป็นคลื่นหรือเป็นเม็ดกันแน่ เหตุผลก็เพราะ ความเป็นคลื่นกับความเป็นอนุภาค(เม็ด)มันขัดแย้งกันคนละขั้ว(อย่าง ทรท กับ ปชป) สิ่งที่เป็นอนุภาค จะต้องชนกันได้ มีการถ่ายโอนโมเมนตัมในการชนซึ่งเป็นไปตามกฎของนิวตัน แต่ สิ่งที่เป็นคลื่น จะต้องไม่ชน เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เข้ามาพบกันจะเกิดการรวมกันโดยไม่มีใครเสียหาย เรียกว่าเกิดการแทรกสอด อนุภาค พบอนุภาค ชนกัน กระเด็นไปคนละทิศทาง คลื่น พบคลื่น ไม่ชนกัน แต่ซ้อนทับกันได้ หลังจากนั้น ต่างคลื่นก็จะเคลื่อนที่ไปในทางเดิมของตน หลังจากที่ ยังก์ ได้พิสูจน์ให้ชาวโลก(ส่วนใหญ่ก็นักฟิสิกส์)เชื่อได้ว่าแสงเป็นคลื่นแน่นอน ก็เป็นเวลาอีกเป็นร้อยปีจึงมีทฤษฎีเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งคิดขึ้นมาโดย Maxwell และแม็กซ์เวลยังบอกว่าแสงไม่เพียงเป็นคลื่น แต่ยังเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วย คนในตอนนั้น(ก็ร้อยกว่าปีมาแล้ว)ไม่รู้จักคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเลย เพราะคลื่นนี้เกิดขึ้นตามทฤษฎีแม็กซ์เวล และแม็กซ์เวลก็ไม่ทดลองให้คนอื่นเห็นประจักษ์ เพราะท่านเสียชีวิตไปก่อน(ท่านจากไปตอนอายุเพียง 48 ปีเท่านั้น) แต่ในคนที่ไม่เชื่อก็มีคนเชื่อเหมือนกัน Hertz ได้สร้างการทดลองสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมาสำเร็จตรงตามทฤษฎีแม็กซ์เวลเป๊ะ ๆ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 12 ม.ค. 2551 (13:00) เฮิร์ตซ์ (คนที่รู้ภาษาเยอรมันดีอย่าง ดร.แขชนะอาจไม่อ่านว่าเฮิร์ตซ์) ได้สร้างเครื่องกำเนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมา สามารถทดลองให้คนเห็นได้ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเร็วเท่ากับแสงตรงกับทฤษฎีแม็กซ์เวล และอื่น ๆ อีกมาก แล้วท่านก็รีบตามแม็กซ์เวลไป(เสียชีวิตด้วยอายุเพียง 36 ปี) แต่ในการทดลองของเฮิร์ตซ์นี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีควอนตัม บันทึกเล็ก ๆ ของเฮิร์ตซ์ คนที่ทำให้ทฤษฎีคลื่นแสงเป็นจริงขึ้นมา กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบว่าแสงนั้นเป็นเม็ดต่างหาก อ้าว แล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่ เฮิร์ตซ์ พบว่า ขณะที่ทำการทดลองเกี่ยวกับการรับส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่นั้น อิเล็กโตรสโกปที่มีประจุไฟฟ้าลบจะคายประจุ ส่วนอิเล็กโตรสโกปที่มีประจุบวกไม่คายประจุ และตรงนี้เองคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบว่าแสงทำให้เกิดปรากฏการโฟโตอิเล็กตริก อย่าลืมว่า ตอนนั้น ยังไม่มีการค้นพบอิเล็กตรอน ผมมีความคิดเห็นไม่ตรงกับข้อความของดร.แขชนะในบางเรื่องตรง "ความคิดของไอน์สไตน์สอดคล้องกับนักฟิสิกส์หลายคน เช่น พลังค์" พลังค์เป็นคนแรกที่อธิบายเรื่องการแผ่รังสีของวัตถุดำได้ตรงกับผลการทดลอง โดยพลังค์อธิบายว่า เวลาที่วัตถุดำ ดูดกลืนหรือคายพลังงานแสงนั้น มีการดูดกลืนหรือคายพลังงานของคลื่นแสงเป็นจำนวนเต็มเท่าของค่าเล็ก ๆ ค่าหนึ่ง หรือ delta E = n(hf) โดยไอน์สไตน์ได้รับแนวคิดนี้มาตีความว่าแสงเป็นก้อนพลังงานที่เรียกว่าโฟตอนดังที่ ดร.แขชนะว่าไว้ แต่ พลังค์ เมื่อเห็นการตีความของไอน์สไตน์แล้วกลับไม่ยอมรับว่าแสงเป็นก้อน พลังค์ถึงกับเขียนจดหมายไปถึงไอน์สไตน์(ซึ่งตอนนั้นยังเป็นหนุ่มอยู่)อธิบายว่าท่านคิดอย่างไร ![]() ก็ต้องขอบคุณอย่างมากที่ผมไม่ต้องเขียน แต่จะเตรียมการทดลองขึ้นไปช่วยเสริม Hertz เป็นตระกูลใหญ่ ถ้าพูดถึง Hertz ระวังจะสับสน Hertz ผู้ได้รับรางวัลโนเบล http://nobelprize.org/nobel_prizes/physics/laureates/1925/ ก็ไม่ใช่ท่านนี้ เพราะรางวัลโนเบลเริ่มต้น ค.ศ.1901 เพื่อพิสูจน์ว่าแฮทซ์ตายตอนอายุน้อยๆจริง ดูรูปหลุมศพของแฮทย์ที่เมืองฮัมบวร์กกันหน่อย โปรดรอการทดลองมันๆกำลังจะตามมา ต้นคิดเรื่องแสงเป็นเม็ดนั้น ที่จริงเริ่มที่อินเดียประมาณสองพันกว่าปีมาแล้ว แต่มีข้อมูลไม่มากนัก ดร.แขชนะพอจะมีข้อมูลย้อนไปขนาดนั้นหรือเปล่า ตอนนี้เรื่องเล่าของผมก็บรรจบกับจุดเริ่มต้นของกระทู้นี้พอดี ก็ขอคืนสนามให้เจ้าของกระทู้นะครับ แล้วจะคอยตอดเล็กตอดน้อยเป็นจังหวะเวลาคัน ๆ .......ผมมีความคิดเห็นไม่ตรงกับข้อความของดร.แขชนะในบางเรื่องตรง "ความคิดของไอน์สไตน์สอดคล้องกับนักฟิสิกส์หลายคน เช่น พลังค์"....... อาจารย์นิรันดร์พูดถูกครับ ผมพูดผิดไป ต้องขออภัยผู้อ่าน(และอาจารย์พลังค์) ที่จริงไอน์สไตน์เอากราฟวัตถุดำมาพิจารณา แล้วฟิตกราฟด้วยสมการ โดยอาศัยความคิดของพลังค์ด้วยเหตุนี้เอง ในสมการโฟโต้อิเล็กทริตของไอน์สไตน์จึงมีค่าคงที่ของพลังค์ติดอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นจะเอาชื่อคนอื่นมาพ่วงทำไมถ้าเราเป็นคนพบ จริงไหม? อ้อ! ชื่อ Einstein ภาษาเยอรมันอ่านว่า "ไอน์ชไตน์" เป็น ช.ช้าง แทนที่จะเป็น ส.เสือ Ein แปลว่า หนึ่ง, stein แปลว่า หิน ดังนั้น ถ้า Einstein มาอยู่เมืองไทย ท่านอาจเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เอกศิลา" เพิ่งทราบว่า คนเยอรมันชื่อมีความหมาย ไม่เหมือนชื่อฝรั่งอื่นที่สักเป็นชื่อ หรือว่าเป็นอย่างนี้เฉพาะไอน์สไตน์เอ๊ย ไอน์ชไตน์ ครับ ชื่อฝรั่งที่ไม่ใช่เยอรมัน หลายคนก็มีความหมาย เช่น Shoemaker ในภาษาเยอรมันก็มี แต่เขียนว่า Schuhmacher หมายถึงช่างทำรองเท้า แต่บางคนไม่รักดีทางทำรองเท้า ดันไปพบดาวหางดวงที่วิ่งชนดาวพฤหัสบดี (ตอนนั้นผมพานักเรียนไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกที่ปักกิ่งพอดี) ชื่อจริงของผมที่ไม่ใช่นามปากกา ไม่อยากให้พวกเยอรมันอ่านเลยครับ เพราะตัว J เขาอ่านเป็นตัว ย.ยักษ์ และ CH บางทีเขาอ่านเป็นตัว ข.ไข่ ฟังดูแล้วน่าเกลียดพิลึก แต่ก็ยังดีที่ไม่อ่านสลับที่กัน เอามาเล่าตรงๆไม่ได้ เดี๋ยวอาจารย์นิรันดร์เซ็นเซอร์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 12 ม.ค. 2551 (15:16) อันนี้เป็นมุกตลกคลาสสิกในวงการดาราศาสตร์หรือเปล่าครับเนี่ย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 12 ม.ค. 2551 (22:44) พลังงานแสงทำไมชนเฉพาะอิเล็กตรอนในอะตอมแล้วกระเจิง กระดอนกระเด็น?? ตอบ เพราะ Photon ขนนาดเล็ก พลังงานต่ำ แล้วทำไมพลังงงานความร้อน เช่นการต้ำก๊าซ จากทฤษฎีจลน์ มันวิ่งมากขึ้น หรือพลังงานภายในเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าอนุภาแก๊ชซึ่งขนาดใหญ่กว่าอิเล็กตรอนถูกอนุภาคความร้อนชน... ตอบ anochabangkok จึงตั้งชื่อว่า Thermaton...( เธอร์มาตอน ) ....??? แล้วไอสไตน์จะว่าอย่างไรครับ?? anochabangkok (IP:124.120.132.221) ตอนเด็ก ๆ คนแถวบ้านเขาเรียกผมด้วยชื่อที่ดร.แขชนะกลัวผมเซนเซอร์นั่นแหละครับ พอมาเรียนชีววิทยาจึงได้ทราบว่าที่ถูกเรียกนั้นเป็นลักษณะที่ดี 555 555อาจเป็นเหตุผลที่ผมมีลูก 3 คน แต่ดร.แขชนะมีคนเดียวก็เป็นได้ คุณอโนชาฯ ครับ ผมมีความเห็นว่าไอน์สไตน์ท่านคงไม่ว่ากระไรคุณหรอก ไม่เชื่อคุณรีบไปถามท่านดูแล้วมายืนยันกับผมได้เลย ไอน์สไตน์ นอกจากท่านจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่หาคนเทียบยากแล้ว ท่านยังเป็นคนใจดี มีคุณธรรม โอบอ้อมอารี ไม่ก้าวร้าวล่วงเกินใคร พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพด้วยครับ อีกอย่าง หากยังไม่รีบร้อนไปถามท่านไอน์สไตน์ คุณอโนชาฯลองค้นหาคำว่าโฟนอน(โฟนที่แปลว่าเสียง แล้วเติมออนเข้าไป)เปรียบเทียบ กับเธอมาออนของคุณดูนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 13 ม.ค. 2551 (02:23) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 13 ม.ค. 2551 (02:24) ![]() เมื่อประจุไฟฟ้ามีการเคลื่อนที่จะเกิดกระแสไฟฟ้า และเมิอมีกระแสไฟฟ้าก็จะมีสนามแม่เหล็กตามมาโดยมีทิศทางเป็นไปตามกฏของแอมแปร์ (Ampere ฝรั่งเศสผ่านว่า อองแปร์) ถ้าประจุมีการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาอย่างเป็นจังหวะ ก็จะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงพุ่งออกมาอย่างเป็นจังหวะเช่นกัน แสดงว่าถ้าประจุมีการเคลื่อนที่กลับกลับมาอย่างเป็นจังหวะ ก็จะทำให้เกิดสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงพุ่งออกมาอย่างเป็นจังหวะ โดยที่สนามทั้งสองตั้งฉากกัน เกิดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมานั่นเอง และทิศทางของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้จะตั้งฉากกับสนามไฟฟ้าและตั้งฉากกับสนามแม่เหล็ก |