วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics
โพสต์เมื่อ: 03:11 วันที่ 9 ม.ค. 2551         ชมแล้ว: 21,455 ตอบแล้ว: 93
ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้แบบง่ายๆให้เด็กฟังโดยไม่อยากใช้คำศัพท์ที่ดูน่ากลัวและไม่อยากใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงมาพูดให้คนไม่กล้าเรียน ความจริงธรรมชาติของสสารและพลังงานเป็นเรื่องที่เรียบง่ายที่สุด ค่อยๆสะสมจากเรื่องที่เราเข้าใจได้ง่ายๆก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีเนื้อหามาก ถ้าเขียนเป็นคำพูดจะเยิ่นเย้อ ก็อาจจะต้องมีสมการคณิตศาสตร์มาช่วยเพื่อให้กระชับและเข้าใจตรงกัน เท่านั้นเอง เมื่อเราเริ่มเรียนวิชาฟิสิกส์ หรือวิทยาศาสตร์กายภาพ เรามักจะพูดถึงเรื่องของสสารและพลังงาน พูดถึงมวล เรามักจะพูดถึงเซอร์ไอแซค นิวตันที่ไปนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล พอแอปเปิ้ลหล่นลงมาก็ได้ความคิดเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ถ้าแอปเปิ้ลอยู่บนต้นยังไม่หล่นมันจะมีพลังงานศักย์เนื่องจากสนามแห่งความโน้มถ่วง พอแอปเปิ้ลหล่นลงมา มวลของแอปเปิ้ลมีการเคลื่อนที่มันจะมีพลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วงก็กลายเป็นพลังงานจลน์ เราก็ได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า

พลังงานรวมของระบบ = พลังงานจลน์ + พลังงานศักย์ .................................( 1 )

มวลที่ไอแซคนิวตันพูดถึงนั้นมักมีขนาดที่ใหญ่ เช่น โลก ดวงจันทร์ หรือขนาดเล็กที่ตาเรามองเห็นและจับต้องได้ วิชาที่ว่าด้วยเรื่องราวของสสารและพลังงานที่ว่านี้ก็คือวิชากลศาสตร์ เรียกได้ว่าเก่าแก่มีการพัฒนานาตั้งแต่สมัยโบราณ บางที่เราก็เรียกว่า กลศาสตร์แบบฉบับ หรือกลศาสตร์ดั้งเดิม หรือ Classical Mechanics ซึ่งนักฟิสิกส์ที่เป็นผู้ริเริ่มที่สำคัญคือนิวตัน

ต่อมาได้มีการค้นพบปรากฏการณ์แปลกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิมหลายอย่าง เช่น ถ้าเรามีกองส้มที่วางเรียงกันสูงขึ้นมาเหมือนที่แม่ค้าขายอยู่ แล้วเราก็เอาส้มลูกหนึ่งปาเข้าไปในกองส้มนั้น ปรากฏกว่าส้มแตกกระจายออก บางลูกได้รับพลังงานจากส้มที่ปาเข้าไปก็กระเด็นออกมาเนื่องจากพลังงานจลน์ของลูกที่ปาเข้าไปนั้นถ่ายทอดไปยังลูกที่กระเด็นออกมา ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของการถ่ายเทพลังงานในวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ไอน์สไตน์ได้สังเกตเห็นว่า ถ้าฉายแสงลงบนแผ่นโลหะ ปรากฏว่ามีอิเล็กตรอนบางตัวกระเด็นออกมา ท่านก็เลยสงสัยต่อไปว่า ถ้าเปรียบอิเล็กตรอนเหมือนกองผลส้ม ทำไมเมื่อฉายแสงบางสีเข้าไป จึงมีอิเล็กตรอนกระเด็นออกมา ท่านก็เลยคิดว่า แสงที่ฉายเข้าไปน่าจะมีลักษณะเป็นเม็ดๆเหมือนผลส้ม สมัยนั้นเราทราบกันว่าแสงเป็นคลื่น แสงแต่ละสีก็จะมีความถี่ของคลื่นแสงต่างกัน ไอน์สไตน์สังเกตว่าแสงบางสีเมื่อฉายลงบนแผ่นโลหะบางชนิดไม่มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา แต่แสงบางสีที่ความถี่สูงๆขึ้นไปจะทำให้มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา ไอน์สไตน์ก็เลยคิดว่าแสงต้องมีคุณสมบัติเป็นเม็ด หรือเป็นอนุภาค และพลังงานของแสงต้องขึ้นกับความถี่ อนุภาคหรือเม็ดแสงที่ว่านี้ เราเรียกว่า โฟตอน (มาจาก Photo หมายถึงแสงพอเติม on เข้าไปหมายถึงเป็นเม็ดๆ เหมือน Electron, Proton, Neutron นั่นเอง) ความคิดของไอน์สไตน์สอดคล้องกับนักฟิสิกส์หลายคน เช่น พลังค์

พลังงานจลน์ของแสงแต่ละเม็ด = ค่าคงที่ของพลังค์ x ความถี่ของแสงนั้น

ปรากฏการณ์ที่แสงทำให้อิเล็ตรอนกระเด็นออกมานี้ เราเรียกว่า ปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก จากการค้นพบของไอน์สไตน์นี้ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล แต่ก็ยังมีนักฟิสิกส์อีกหลายท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิม ในแง่ของวิชากลศาสตร์ ที่เรามักพูดเกี่ยวกับ สสารและพลังงาน เวลาที่คิดพลังงานของแสง เรามักไม่มองลำแสงลำใหญ่รวม แต่จะคิดถึงพลังแสงแต่ละตัว แต่ละเม็ด เม็ดของพลังงานแต่ละเม็ดนี้เราเรียกว่า ควันตัมของพลังงาน (หรือพลังงานที่เป็นเม็ด)

จากสมการข้างบนเราจะเห็นว่ามีเรื่องประหลาดอยู่ ถ้าคิดว่าแสงเป็นเม็ดทำไมเวลาคำนวณพลังงานต้องเอาค่าความถี่ของแสงมาคิดด้วย ซึ่งแสดงว่าแสงก็เป็นคลื่นด้วยเหมือนกัน ซึ่งมันดูขัดๆกับหลักกลศาสตร์ดั้งเดิม เรื่องพวกนี้เป็นของแปลกใหม่ที่ต่างจากสิ่งที่เราเรียนรู้จากนิวตัน หลักการของนิวตันนั้นใช้ได้กับมวลก้อนใหญ่ๆที่เราจับต้องได้ คือมองเห็นแบบมหภาค (Macroscopic) แต่จะเอาไปใช้ไม่ได้กับของเล็กๆเช่น อิเล็ตรอน หรือเม็ดแสง ที่เรามองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้แบบจุลภาค (Microscopic) เราจำเป็นต้องมีวิชากลศาสตร์แบบใหม่ที่ใช้ได้กับอนุภาคเล็กแบบนี้ วิชากลศาสตร์แบบใหม่นี้เราเรียกว่า กลศาสตร์ควันตัม (Quantum Mechanics)

มีคำถามตามมาอีกมากมายว่า ถ้าคลื่นแสงเป็นอนุภาคได้ แล้วอนุภาคเล็กๆเช่นอิเล็กตรอนประพฤติตัวเป็นคลื่นได้หรือไม่ ปรากฏว่า เดอบรอยได้เสนอความคิดเกี่ยวกับคลื่นอนุภาคนี้และได้รับรางวัลโนเบล ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอิเล็ตรอนเป็นคลื่นนั้นก็คือ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แต่เดิมเราใช้แสงที่ตาคนเรามองเห็นกับกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่ปรากฏว่า เราอยากดูสิ่งที่เล็กมากๆ และเล็กกว่าความยาวคลื่นแสง เราไม่สามารถดูได้เพราะมันเล็กเกินไป คลื่นแสงเล็ดลอดข้ามไปหมดเลย เราจำเป็นต้องอาศัยคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าขนาดของที่เราจะดู ในเมื่อเราคิดว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่น เราก็เร่งพลังงานของอิเล็ตรอนให้สูงขึ้นมันจะได้มีความถี่สูงขึ้น(ความยาวคลื่นสั้นลง)สามารถเอาไปส่องดูของเล็กมากๆ เช่น ไวรัสได้

ในเมืออนุภาคเล็กๆทั้งหลาย(ที่เราจับต้องไม่ได้และใช้กลศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้) ที่เราอยากเรียนรู้นี้ ประพฤติตัวเป็นคลื่น ถ้าเราอยากศึกษาเกี่ยวกับพลังงานของมัน เราก็จะต้องศึกษาคุณสมบัติของคลื่น เช่นมันมีความถี่เท่าไร มีพลังงานจลน์เท่าไร มีพลังงานศักย์เท่าไร(ถ้าอยูในสนามพลังอื่นๆ เช่น สนามไฟฟ้า) ตัวที่จะเป็นเครื่องบอกคุณสมบัติของคลื่นนี้เราเรียกว่า ฟังก์ชั่นคลื่น จากการศึกษาของชเรอดิงเงอร์ (Schroedinger) ทำให้เราได้สมการของพลังงานเหมือนสมการที่ ( 1 ) ข้างต้นคือ

(เทอมของ)พลังงานรวมของอนุภาคที่มีฟังก์ชั่นคลื่นตัวนั้นๆ = (เทอมของ)พลังงานจลน์ + (เทอมของ)พลังงานศักย์...( 2 )

ซึ่งมันก็คือหลักการใหญ่ๆที่สำคัญของกลศาสตร์ที่ว่าด้วยสสารและพลังงานนั่นเอง แต่พลังงานของระบบในที่นี้คือพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคนั้นๆ ที่มีฟังก์ชั่นคลื่นเฉพาะตัวของมัน ไม่เกี่ยวกับกลุ่มใหญ่ เพราะเราพูดแบบควันตัมคือเฉพาะอนุภาคที่เป็นคลื่นนั้น ค่าพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคคลื่นนี้ แต่ถ้าพูดแบบภาษาเยอรมันของไอน์สไตน์และพลังค์ ค่าพลังงานเฉพาะตัวนี้ เรียกว่า ค่าพลังงานไอเก้น (Eigen Energy) ในภาษาเยอรมันคำว่า Eigen แปลว่าเฉพาะตัวนั่นเอง อย่าไปปวดหัวหรืองงกับศัพท์คำนี้

พยายามให้ง่ายที่สุดที่น่าพอจะเข้าใจได้ ส่วยรายละเอียดก็ให้ศึกษาต่อไป หรือเขียนมาถามก็ได้ครับ
71424


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 84 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| -4- 5|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 13 ม.ค. 2551 (02:27)
71939
เมื่อทำให้เกิดการสปาร์ค จะเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา เหนี่ยวนำให้เกิดการเคลื่อนที่ของประจุบนลวดทองแดง ทำให้แก๊สนีออนความดันต่ำในหลอดนีออนแตกตัวนำไฟฟ้าได้ เกิดเป็นแสงสว่างสีส้มดังแสดงในรูป
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 13 ม.ค. 2551 (02:28)
71940
ต้วอย่างการทดลองจริง
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 13 ม.ค. 2551 (02:29)
71941
เราสามารถทำการทดลองเกี่ยวกับโพลาไรเซชั่นของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ได้ โดยทำการทดลอง 2 แบบคือ
1. ทำให้ตัวรับและตัวส่งคลื่นวางตัวอยู่ในแนวขนานกัน หรือมีเวคเตอร์ของโพลาไรเซชั่นเดียวกันนั่นเอง กรณีนี้จะเกิดแสงสว่างบนหลอดนีออน
2. ทำให้ตัวรับและตัวส่งคลื่นวางตัวอยู่ในแนวตั้งฉากกัน หรือมีเวคเตอร์ของโพลาไรเซชั่นตั้งฉากกัน กรณีนี้จะไม่เกิดแสงสว่างบนหลอดนีออน

แสดงว่า แสงที่เกิดจากหลอดนีออนนั้นเกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกมาจากตัวสปาร์ค และเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นแบบโพลาไรซ์อันเนื่องมาจากลักษณะของตัวส่งนั่นเอง
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 13 ม.ค. 2551 (02:59)
นี่ก็เป็นตัวอย่างเล็กๆ ตัวอย่างหนึ่ง ยังมีมันกว่านี้อีกเยอะ จะค่อยๆเอามาลงครับ ตอนนี้ขอตัวไปสอนหนังสือที่ยุโรปก่อน 2 สัปดาห์ แล้วจะกลับมาฝอยต่อครับ ระหว่างนี้ก็ขอเชิญชวนทุกท่านเข้ามาร่วมกิจกรรมกันนะครับ อย่าให้มันเงียบเหงาแบบที่แล้วมา เชิญอาจารย์นิรันดร์มาเล่าเรื่องมันๆต่อด้วยครับ ว่างๆผมจะกลับมากัดตอบ

สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรม 40 กิจกรรมที่ผมเคยเสนอไปแล้ว ก็ขอเชิญมาที่นี่ครับ.... http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=134001
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 13 ม.ค. 2551 (10:40)
สุดยอดครับ นับถือ ๆ
ทำเรื่องที่ใครคิดว่ายาก ให้เป็นของง้ายง่ายที่ใครก็ตาม ขอให้ลงมือทำก็ทำได้
ยกนิ้วให้อีกครั้งครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 13 ม.ค. 2551 (14:53)
มีเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับการค้นพบของแม็กซ์ พลังค์(ดูความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 31)
ในปี ค.ศ. 1859 เคอร์ชอฟได้เสนอความคิดเกี่ยวกับวัตถุดำว่าเป็นวัตถุที่ไม่สะท้อนแสง
และการแผ่พลังงานของวัตถุดำนั้นจะเป็นฟังก์ชั่นของอุณหภูมิ(เคลวิน)กับความถี่ แต่หาคนที่สร้างความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ให้สอดคล้องกับผลการทดลองไม่ได้จนกระทั่ง
รูบินส์ ได้ไปเยี่ยมพลังค์ที่บ้านในปี 1900 (สี่สิบปีเชียวนะครับ) และพลังค์ได้เดาสูตรคณิตศาสตร์ขี้นมา(เดา ) แล้วมันตรงเผงกับผลการทดลองพอดี
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 13 ม.ค. 2551 (15:14)
พลังค์ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงในการเดาหาคำตอบที่คนอื่นพยายามมาเป็นเวลา 40 ปี แต่พลังค์เองก็ไม่สามารถให้เหตุผลที่ถูกต้องได้ในตอนนั้นจนกระทั่งอีก 15 ปีต่อมา และหลังจากการเดาบรรลือโลก 18 ปี พลังค์ก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์(1918)

หลังจากที่มีการค้นพบอิเล็กตรอนในปี 1897 (หากมีโอกาสจะเล่าให้ฟังเอ๊ยอ่านทีหลังว่าพบกันอย่างไร)
ก็ทราบว่าการที่อิเล็กโตรสโกปหุบเพราะถูกแสงชนเนื่องมาจากพอแสงตกกระทบผิวโลหะทำให้อีเล็กตรอนที่ผิวโลหะหลุดออกมา(เรียกว่าโฟโตอิเล็กตรอน)
ทำให้ไอน์สไตน์ทำนายปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กตริกว่า เนื่องจากแสงที่ชนผิวโลหะแล้วทำให้อิเล็กตรอนหลุดได้นั้น เพราะแสงทำตัวเป็นก้อนแสงหรือโฟตอนดังที่ดร.แขชนะท่านได้อธิบายไว้เมื่อเปิดกระทู้
ซึ่งเรา(ทั้งโลก)ก็เพิ่งเฉลิมฉลองครบรอบร้อยปี ความคิดเรื่องแสงเป็นเม็ดนี้ไปเมื่อสองปีก่อนนี้เอง
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 13 ม.ค. 2551 (15:41)
ไอน์สไตน์ได้เสนอแนวคิดว่าแสงมีพลังงานเป็นขั้น ๆ เนื่องจากแสงเป็นก้อนในปี 1906
จากนั้นอีก 7 ปี นีล บอห์ร ได้เสนอแนวคิดเรื่องโมเมนตัมของอิเล็กตรอนในวงโคจรหรือโมเมนตัมเชิงมุมก็มีค่าเป็นจำนวนเต็มเท่าของค่าเล็ก ๆ ค่าหนึ่งเช่นเดียวกัน
ตรงนี้เองที่กระตุ้นให้de Broglie นักศึกษาปริญญาเอกในตอนนั้นได้เสนอความคิดเขย่าโลกขึ้นมาอีกอัน เพื่อทำวิทยานิพนธ์จบป.เอก ในปี 1924 และได้รับรางวัลโนเบลในปี 1929

ความคิดสำคัญของ เดอ บรอย ก็คือท่านเสนอว่า อิเล็กตรอนเป็น คลื่น

ในที่สุดแล้ว

แสงเป็นคลื่นหรืออนุภาค

อิเล็กตรอนเป็นอนุภาคหรือคลื่น

กันแน่

ตรงนี้ ผมว่าคอยท่านเจ้าของกระทู้มาต่อนะครับ
ผมจะคอยแหย่ในบางจุดที่รู้สึกคัน ๆ ในบางจังหวะนะครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 13 ม.ค. 2551 (19:43)
เราพูดถึงนักฟิสิกส์มาหลายท่านแล้ว แต่ละท่านล้วนได้รับรางวัลโนเบล ยกเว้นท่านที่มีบทบาทก่อนปี ค.ศ.1900 อยากทราบว่าใครค้นพบอะไร ได้รางวัลปีไหนดูได้จากที่นี่ครับ http://nobelprize.org/nobel_prizes/physics/laureates/



สมัยเด็ก ท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลอ่านอะไรบ้าง (ตรวจดูแล้ว ไม่มีการ์ตูนญี่ปุ่นที่เด็กไทยชอบอ่าน อยู่ในรายการ) ดูได้ที่นี่ http://nobelprize.org/nobel_prizes/laureate_reading.html

อาจารย์นิรันดร์พูดถึง เคอร์ชอฟ Gustav Kirchhoff http://en.wikipedia.org/wiki/Gustav_Kirchhoff


ในภาษาเยอรมัน Kirch อ่านว่า เคียช แปลว่า โบสถ์ , hof อ่านว่า โฮฟ แปลว่า ลานกว้าง
Kirchhof อ่านว่า เคียชโฮฟ หมายถึงป่าช้า (สังเกตว่า f ตัวเดียว)
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 13 ม.ค. 2551 (23:11)
72058
หลุมศพของ Gustav Kirchhoff ที่นครเบอร์ลิน
ตอนที่ผมเรียนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยในเบอร์ลิน ได้อ่านประวัติศาสตร์ ได้เห็นของจริง และได้เห็นอนุสาวรีย์ต่างๆ รู้สึกมันได้บรรยากาศมาก สิ่งหนึ่งที่การเรียนวิทยาศาสตร์บ้านเราขาดคือ ไม่ได้เรียน "ประวัติวิทยาศาสตร์" จะเห็นว่าถ้าเรารู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ เราก็จะรู้ว่านักวิทยาศาสตร์ต่างๆท่านมีวิธีคิดอย่างไร ตัวอย่างที่อาจารย์นิรันดร์เล่ามานั้น ชัดเจนมาก จะเห็นว่า เราสามาถจินตนาการเรื่องราวต่างๆได้อย่างสนุกสนานและเข้าใจความเป็นมาของทฤษฎีต่างๆ
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 14 ม.ค. 2551 (00:19)
นั่ง ยานเวลา กลับมาแล้วหรือครับ

ผมเองอ่อนภาษามาก
ตอนเรียนอยู่เกือบไม่จบก็เพราะตกภาษาอังกฤษ
พอจบมาทำงานก็ดันทุรังอ่านไปงูงูปลา
กลับรู้สึกว่า เวลาอ่านตำราภาษาอังกฤษ ทำให้ได้อรรถรสของเนื้อหามากกว่าอ่านภาษาไทย
บางคราวอ่านตำราฟิสิกส์ภาษาอังกฤษแล้วหัวเราะจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ไม่จืดชืดเหมือนอ่านตำราภาษาไทยที่มีแต่เนื้อหาล้วน ๆ
ไม่ใช่ว่าเก่งภาษาอังกฤษหรอกครับ แต่อ่านโดยเลิกแปลทีละตัว รู้บ้างไม่รู้บ้างก็ช่างมัน
อ่านใหม่ ๆ ก็ต้องพกพจนานุกรมข้างตัว เปิดบ้างเวลาไม่รู้เรื่องเอาเลย
อ่านบ่อยเข้าก็พอห่างพจนานุกรมได้บ้าง

ตอนรับราชกาลอยู่ ผมเคยช่วย สสวท แต่งตำราให้เด็กเรียน
แค่เอารูปนักสเก็ตช์น้ำแข็งที่กำลังสปินมาใส่ในแบบเรียนก็ถูกเซ็นเซอร์เสียแล้ว
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 14 ม.ค. 2551 (02:20)
ขอบคุณ อ. นิรันดร์ ครับ... เธอร์มาตอนครับ ไม่ใช่ เธอมาออน...

ผมจะบอกว่า ไอน์สไตน์ จะหัวเราะ และก็บอกว่า ให้ไปถาม เดอร์บอย...

เดอร์บอยก็บอกว่า ให้ไปเรียนเคมีมาก่อน 555+++....
anochabangkok (IP:124.120.132.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 14 ม.ค. 2551 (02:36)
1 ควอนตั้ม = 1 อนุภาค = 1 อิเล็กตรอน ( อย่างมากก็ 1 โปรตรอน )

***อนุภาค หมายถึง เล็กมาก ไม่สามารถวัดขนาด รัศมี เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน

*** สสาร หมายถึง มีขนาด วัดรัสมีได้ เช่น โมเลกุล ขนาดอะตอม

เช่น ใครวัดรัสมีของอิเล็กตอนได้ช่วยบอกหน่อย...

ควอนตั้ม จึง = อนุภาค
คลาสสิค จึง = โมเลกุล

เธอร์มาออนหรือเธอร์มาตอนจึงไม่มี และไม่จำเป็น เพราะเรามองเห็นภาพสสาร และหยั่งขนาดอะตอม โมเลกุลได้ หรือกฏของนิวตันยังใช้ได้ในระดับนี้...

เธอมาออน หรือตอน หรือความร้อน เมื่อเจออนุภาค มันก็คือโฟตอน หรือแสง เช่นการเผาจะเกืดรังสีความร้อนแผ่ออกมา ก็คือ โฟตอน....


สรุป
1. สสารมีวัดขนาดได้ตั้งแต่ระดับอะตอม โมเลกุลขึ้นไป จะมองกฏเป็นนิวตัน...
2. สสารที่ไม่สามารถหยั่งขนาดได้ตั้งแต่อนุภาค โปรตอน เฟอร์มิออน โฟตอน ลงไป เป็นควอนตั้ม (ไม่สามารถหยั่งขนาดได้ด้วยการวัดที่แน่นอน จึงวัดได้ด้วยหลักทฤษฎีความไม่แน่นอนที่น้อยที่สุด = DXDP และประมาณความมีอยู่ด้วยหลักความน่าจะเป็น และตีความด้วยรวมหลายฟังก์ชั่นคลื่น ให้เป็น 1 ก้อนอนุภาค จากการประมาณก้อนพลังงาน จึงพอจะเดาความมีอยู่ของมันได้ )
anochabangkok (IP:124.120.132.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 14 ม.ค. 2551 (02:47)
ผมอยากทิ้งคำถามไว้ให้คิดกันเล่นๆ (ก่อนจะหยุดยาวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป) ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นตัวเชื่อมโยง Classical กับ Quantum อีกอย่างหนึ่งได้ดี


เราคงทราบดีเกี่ยวกับไฟฟ้าสถิต (ถ้าไม่ทราบก็ตามมาที่นี่ครับ "สนุกกับไฟฟ้าสถิต" http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=133294 ) ชื่อก็บอกแล้วว่า "สถิต" คือหยุดนิ่ง


แต่ถ้าประจุเคลื่อนที่ก็จะมีกระแสไฟฟ้า(ที่เราสมมุติขึ้น เนื่องจากมองไม่เห็น แต่สังเกตผลของมันได้) ประจุบวกเคลื่อนที่ไปทางไหน กระแสไฟฟ้าก็จะเคลื่อนที่ไปทางนั้น(ตามที่สมมุติ) แต่ ประจุลบ เช่น อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปทางไหน กระแสไฟฟ้าก็จะมีทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนที่


คำถามที่ 1. เมื่อเราเอาหวีไปหวีผมแล้วเกิดมีประจุไฟฟ้าขึ้นที่หวี ถ้าเราขว้างหวีไปในอากาศ ซึ่งแน่นอน ประจุจะต้องเคลื่อนที่ไปตามหวี เมื่อประจุเคลื่อนที่ ถามว่า เกิดกระแฟฟ้าขึ้นไหม


(ก่อนตอบดูเรื่องนิยามของกระแสไฟฟ้าด้วยนะครับ) บอกใบ้ให้อีกนิดหนึ่ง เวลาฟ้าผ่ามีกระแสไฟฟ้าไหลไหม(เพราะเหตุใด)


คราวนี้ ถ้ามีกระแสไฟฟ้าไหลในเส้นลวด จะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นรอบๆ เส้นลวดนั้นตามกฏของแอมแปร์ http://en.wikipedia.org/wiki/Amp%C3%A8re's_circuital_law


แสดงว่าตรงไหนที่มีสนามแม่เหล็ก ตรงนั้นมันจะต้องมีกระแสไฟฟ้าที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก


คำถามที่ 2. ถ้าผมมีแท่งแม่เหล็ก"ถาวร"อยู่แท่งหนึ่ง เอาไปดูดเข็มหมุดก็ดูดติดขึ้นมาได้ แสดงว่าแท่งแม่เหล็กถาวรแท่งนี้ต้องส่งอำนาจสนามแม่เหล็กออกมาอย่างแน่นอน



ในเมื่อแท่งแม่เหล็กถาวรมันให้สนามแม่เหล็กออกมาได้ ถามว่าภายในแท่งแม่เหล็กถาวรนี้มีกระแสไฟฟ้าไหม


(เราจะคิดแบบ Classical ไม่ได้แล้ว ต้องคิดเป็นแบบ Microscopic แยกย่อยๆลงไปถึงส่วนเล็กๆแบบ Quantum)


เรียนเชิญเข้ามาแสดงความคิดเห็น-เสนอแนะกันมาได้เลยครับ
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 14 ม.ค. 2551 (14:11)
ดูเหมือนคุณอโนชาในความคิดเห็นที่ 60 จะเดาเอาเองว่าไอน์สไตน์และ เดอบรอยด์ท่านจะตอบว่าอย่างไร
ไม่ได้ไปถามท่านมาจริง ๆ เพราะถ้าไปถามมาแล้วจริงก็จะมาโพสต์ไม่ได้
แล้วคุณอโนชาฯได้ไปดูเรื่องโฟนอนมาหรือยังครับ

ปล. ขอโทษทีที่สะกด เธอมาอ้อน ผิดไปหน่อย ครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 14 ม.ค. 2551 (14:16)
ไม่ใช่เพียงระดับอนุภาคหรอกครับที่ต้องใช้ความรู้ควอนตัมมาอธิบาย
ระดับอะตอมหรือแม้แต่โมเลกุลก็ยังต้องอธิบายด้วยความรู้ควอนตัม
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 14 ม.ค. 2551 (14:28)
ตอบคำถามที่ 1 ของความคิดเห็นที่ 62 นะครับ

ผมจะสมมติให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับ

ตอนที่หวีผม บังเอิญใช้หวีเสนียด แล้วก็มีปลอกปากกาที่ดึงไส้ออกมาแล้วอันหนึ่ง กลวง ๆ

พอหวีผมก็มีไข่แมลงติดหวีออกมาด้วยจำนวนมาก ด้วยการขัดสีทั้งหวีทั้งไข่ก็มีประจุไฟฟ้าอย่างเดียวกันและมีสนามไฟฟ้าเกิดขึ้นโดยรอบหวี ก็เอาหวีไปจ่อตรงปลายหลอดกลวงนั้น

เขียไข่ที่ติดกับหวีทีละเม็ด ทุก ๆ วินาที

ไข่จะหลุดแล้ววิ่งไปตามท่อด้วยแรงผลักทางไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องสักระยะหนึ่ง

ไม่ต้องมีสายไฟฟ้า ไม่มีแบตเตอรี่ ก็มีกระแสไฟฟ้าได้

แต่ถ้าขว้างหวีไปทีเดียวทั้งอันเพราะสยองกับไข่ที่ติดมากับหวี ก็มีกระแสไฟฟ้าเหมือนกัน

หากเฉลี่ยในช่วงเวลาที่เท่ากันเมื่อเทียบกับเขี่ยให้ไข่หลุดไปจนหมดหวี ก็จะได้กระแสไฟฟ้าเท่ากัน

แต่หากเฉลี่ยในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่หวีเคลื่อนผ่านไปแว้บเดียว กระแสไฟฟ้าก็จะเป็นพีคแคบ ๆ เมื่อผ่านพื้นที่ที่กำหนดให้
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 14 ม.ค. 2551 (15:05)
ตอบคำถามข้อหนึ่งของอาจารย์นิรันดร์ดีมากเลยครับ หวังว่าคงไม่ได้เล่าจากประสบการณ์ตรงนะครับ!

แต่เชื่อไหม ผมทำการอบรมครูมาทั่วประเทศไทยแล้ว ครูกว่า 95% บอกว่าขว้างหวีไปแล้ว ไม่น่าจะมีกระแสไฟฟ้า!

แสดงว่าครูที่สอนวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะฟิสิกส์ไม่แม่นเรื่องนิยามของกระแสไฟฟ้า ผมชอบตรงที่อาจารย์นิรันดร์บอกว่า "เขียไข่(ที่มีประจุ)ที่ติดกับหวีทีละเม็ด ทุก ๆ วินาที" นั่นแหละครับหัวใจของนิยามเรื่องกระแสไฟฟ้าสมมุติ

อีกตัวอย่างหนึ่ง ...ผมถามว่าเสียงคืออะไร ส่วนใหญ่จะตอบว่า "เสียงคือการสั่นสะเทิอนของวัตถุ" มีไม่กี่คนที่จะเห็นว่าวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือฟิสิกส์นั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ สสารและพลังงาน น้อยคนที่จะบอกว่าเสียงคือพลังงานรูปหนึ่ง
ผมจะลองทำแบบสอบถามสำรวจใหม่ดูว่า Concept ทางฟิสิกส์ของครูดีขึ้นไหม เรื่องนี้น่าสนใจ เราลองมารวบรวมคำถามเหล่านี้แล้วทำวัจัยเรื่อง Misconception กันไหมครับ?
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2903 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 360 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 14 ม.ค. 2551 (15:43)
ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะครับ

แล้วดร.แขชนะว่าทำไมคะแนนโอเน็ตเด็กทั้งประเทศวิชาวิทยาศาสตร์อยู่แค่ 25 คะแนนล่ะครับ

มี นิสิต คณะบัณฑิตวิทยาลัย ผลิตครูมหาบัณฑิตสถาบันหนึ่ง เชิญผมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจเครื่องมือทำวิทยานิพนธ์เรื่อง misconcept ทางฟิสิกส์
ปรากฎว่าปัญหาของว่าที่มหาบัณฑิตท่านนี้คือเครื่องมือเธอส่วนใหญ่ misconcept
ผมชี้ให้ดูทีละข้อ ๆ แล้วให้ไปแก้ แต่เธอก็ไม่กลับมาหาผมอีกเลยครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 14 ม.ค. 2551 (15:58)
ตอบคำถามที่ 2 ของความคิดเห็นที่ 62 นะครับ

ตอนเราเรียนที่วัดพลับพลาชัย ครูให้เราทำกระดิ่งไฟฟ้าส่ง
ผมเอาสายไฟฟ้า(ลวดทองแดงอาบน้ำยา)พันรอบน้อตที่เก็บมาจากหน้าบ้านที่เป็นโรงงานของสุวิช มะโนทัย
น็อตที่เดิมเป็นเหล็กธรรมดาก็กลายเป็นแม่เหล็กดูดลวดซี่จักรยานซึ่งมีสมบัติเป็นสปริง
ไปเคาะกระดิ่ง ติ้ง ๆ ได้ เมื่อต่อถ่านไฟฉายเข้าไป พอปลดถ่านไฟฉายออก มันก็เลิกเคาะ
แสดงว่า ถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้า ก็ไม่มีอำนาจแม่เหล็กครับ อันนี้ ผมคิดตามประสาเด็ก ป.6 ของเด็กวัดโคกอีแร้งนะครับ

ทีนี้แม่เหล็กถาวรของดร.แขชนะ มีอำนาจแม่เหล็ก ผมว่าในแท่งแม่เหล็กของอาจารย์จะต้องมี
กระแสไฟฟ้าอยู่ข้างในแน่เลย
แล้วมันก็ไม่ต้องต่อถ่านไฟฉายด้วย
สงสัยว่าจะเป็นซุปเปอร์ตัวนำอยู่ข้างในกระมังครับถึงมีกระแสไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องมีแหล่งกำเนิดความต่างศักย์
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.