|
Classical Mechanics กับ Quantum Mechanics
โพสต์เมื่อ:
03:11 วันที่ 9 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
21,454
ตอบแล้ว:
93
ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้แบบง่ายๆให้เด็กฟังโดยไม่อยากใช้คำศัพท์ที่ดูน่ากลัวและไม่อยากใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงมาพูดให้คนไม่กล้าเรียน ความจริงธรรมชาติของสสารและพลังงานเป็นเรื่องที่เรียบง่ายที่สุด ค่อยๆสะสมจากเรื่องที่เราเข้าใจได้ง่ายๆก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีเนื้อหามาก ถ้าเขียนเป็นคำพูดจะเยิ่นเย้อ ก็อาจจะต้องมีสมการคณิตศาสตร์มาช่วยเพื่อให้กระชับและเข้าใจตรงกัน เท่านั้นเอง
เมื่อเราเริ่มเรียนวิชาฟิสิกส์ หรือวิทยาศาสตร์กายภาพ เรามักจะพูดถึงเรื่องของสสารและพลังงาน พูดถึงมวล เรามักจะพูดถึงเซอร์ไอแซค นิวตันที่ไปนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล พอแอปเปิ้ลหล่นลงมาก็ได้ความคิดเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ถ้าแอปเปิ้ลอยู่บนต้นยังไม่หล่นมันจะมีพลังงานศักย์เนื่องจากสนามแห่งความโน้มถ่วง พอแอปเปิ้ลหล่นลงมา มวลของแอปเปิ้ลมีการเคลื่อนที่มันจะมีพลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วงก็กลายเป็นพลังงานจลน์ เราก็ได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า
พลังงานรวมของระบบ = พลังงานจลน์ + พลังงานศักย์ .................................( 1 ) มวลที่ไอแซคนิวตันพูดถึงนั้นมักมีขนาดที่ใหญ่ เช่น โลก ดวงจันทร์ หรือขนาดเล็กที่ตาเรามองเห็นและจับต้องได้ วิชาที่ว่าด้วยเรื่องราวของสสารและพลังงานที่ว่านี้ก็คือวิชากลศาสตร์ เรียกได้ว่าเก่าแก่มีการพัฒนานาตั้งแต่สมัยโบราณ บางที่เราก็เรียกว่า กลศาสตร์แบบฉบับ หรือกลศาสตร์ดั้งเดิม หรือ Classical Mechanics ซึ่งนักฟิสิกส์ที่เป็นผู้ริเริ่มที่สำคัญคือนิวตัน ต่อมาได้มีการค้นพบปรากฏการณ์แปลกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิมหลายอย่าง เช่น ถ้าเรามีกองส้มที่วางเรียงกันสูงขึ้นมาเหมือนที่แม่ค้าขายอยู่ แล้วเราก็เอาส้มลูกหนึ่งปาเข้าไปในกองส้มนั้น ปรากฏกว่าส้มแตกกระจายออก บางลูกได้รับพลังงานจากส้มที่ปาเข้าไปก็กระเด็นออกมาเนื่องจากพลังงานจลน์ของลูกที่ปาเข้าไปนั้นถ่ายทอดไปยังลูกที่กระเด็นออกมา ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการของการถ่ายเทพลังงานในวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ไอน์สไตน์ได้สังเกตเห็นว่า ถ้าฉายแสงลงบนแผ่นโลหะ ปรากฏว่ามีอิเล็กตรอนบางตัวกระเด็นออกมา ท่านก็เลยสงสัยต่อไปว่า ถ้าเปรียบอิเล็กตรอนเหมือนกองผลส้ม ทำไมเมื่อฉายแสงบางสีเข้าไป จึงมีอิเล็กตรอนกระเด็นออกมา ท่านก็เลยคิดว่า แสงที่ฉายเข้าไปน่าจะมีลักษณะเป็นเม็ดๆเหมือนผลส้ม สมัยนั้นเราทราบกันว่าแสงเป็นคลื่น แสงแต่ละสีก็จะมีความถี่ของคลื่นแสงต่างกัน ไอน์สไตน์สังเกตว่าแสงบางสีเมื่อฉายลงบนแผ่นโลหะบางชนิดไม่มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา แต่แสงบางสีที่ความถี่สูงๆขึ้นไปจะทำให้มีอิเล็ตรอนกระเด้งออกมา ไอน์สไตน์ก็เลยคิดว่าแสงต้องมีคุณสมบัติเป็นเม็ด หรือเป็นอนุภาค และพลังงานของแสงต้องขึ้นกับความถี่ อนุภาคหรือเม็ดแสงที่ว่านี้ เราเรียกว่า โฟตอน (มาจาก Photo หมายถึงแสงพอเติม on เข้าไปหมายถึงเป็นเม็ดๆ เหมือน Electron, Proton, Neutron นั่นเอง) ความคิดของไอน์สไตน์สอดคล้องกับนักฟิสิกส์หลายคน เช่น พลังค์ พลังงานจลน์ของแสงแต่ละเม็ด = ค่าคงที่ของพลังค์ x ความถี่ของแสงนั้น ปรากฏการณ์ที่แสงทำให้อิเล็ตรอนกระเด็นออกมานี้ เราเรียกว่า ปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก จากการค้นพบของไอน์สไตน์นี้ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล แต่ก็ยังมีนักฟิสิกส์อีกหลายท่านที่ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ดั้งเดิม ในแง่ของวิชากลศาสตร์ ที่เรามักพูดเกี่ยวกับ สสารและพลังงาน เวลาที่คิดพลังงานของแสง เรามักไม่มองลำแสงลำใหญ่รวม แต่จะคิดถึงพลังแสงแต่ละตัว แต่ละเม็ด เม็ดของพลังงานแต่ละเม็ดนี้เราเรียกว่า ควันตัมของพลังงาน (หรือพลังงานที่เป็นเม็ด) จากสมการข้างบนเราจะเห็นว่ามีเรื่องประหลาดอยู่ ถ้าคิดว่าแสงเป็นเม็ดทำไมเวลาคำนวณพลังงานต้องเอาค่าความถี่ของแสงมาคิดด้วย ซึ่งแสดงว่าแสงก็เป็นคลื่นด้วยเหมือนกัน ซึ่งมันดูขัดๆกับหลักกลศาสตร์ดั้งเดิม เรื่องพวกนี้เป็นของแปลกใหม่ที่ต่างจากสิ่งที่เราเรียนรู้จากนิวตัน หลักการของนิวตันนั้นใช้ได้กับมวลก้อนใหญ่ๆที่เราจับต้องได้ คือมองเห็นแบบมหภาค (Macroscopic) แต่จะเอาไปใช้ไม่ได้กับของเล็กๆเช่น อิเล็ตรอน หรือเม็ดแสง ที่เรามองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้แบบจุลภาค (Microscopic) เราจำเป็นต้องมีวิชากลศาสตร์แบบใหม่ที่ใช้ได้กับอนุภาคเล็กแบบนี้ วิชากลศาสตร์แบบใหม่นี้เราเรียกว่า กลศาสตร์ควันตัม (Quantum Mechanics) มีคำถามตามมาอีกมากมายว่า ถ้าคลื่นแสงเป็นอนุภาคได้ แล้วอนุภาคเล็กๆเช่นอิเล็กตรอนประพฤติตัวเป็นคลื่นได้หรือไม่ ปรากฏว่า เดอบรอยได้เสนอความคิดเกี่ยวกับคลื่นอนุภาคนี้และได้รับรางวัลโนเบล ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอิเล็ตรอนเป็นคลื่นนั้นก็คือ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แต่เดิมเราใช้แสงที่ตาคนเรามองเห็นกับกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่ปรากฏว่า เราอยากดูสิ่งที่เล็กมากๆ และเล็กกว่าความยาวคลื่นแสง เราไม่สามารถดูได้เพราะมันเล็กเกินไป คลื่นแสงเล็ดลอดข้ามไปหมดเลย เราจำเป็นต้องอาศัยคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าขนาดของที่เราจะดู ในเมื่อเราคิดว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่น เราก็เร่งพลังงานของอิเล็ตรอนให้สูงขึ้นมันจะได้มีความถี่สูงขึ้น(ความยาวคลื่นสั้นลง)สามารถเอาไปส่องดูของเล็กมากๆ เช่น ไวรัสได้ ในเมืออนุภาคเล็กๆทั้งหลาย(ที่เราจับต้องไม่ได้และใช้กลศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้) ที่เราอยากเรียนรู้นี้ ประพฤติตัวเป็นคลื่น ถ้าเราอยากศึกษาเกี่ยวกับพลังงานของมัน เราก็จะต้องศึกษาคุณสมบัติของคลื่น เช่นมันมีความถี่เท่าไร มีพลังงานจลน์เท่าไร มีพลังงานศักย์เท่าไร(ถ้าอยูในสนามพลังอื่นๆ เช่น สนามไฟฟ้า) ตัวที่จะเป็นเครื่องบอกคุณสมบัติของคลื่นนี้เราเรียกว่า ฟังก์ชั่นคลื่น จากการศึกษาของชเรอดิงเงอร์ (Schroedinger) ทำให้เราได้สมการของพลังงานเหมือนสมการที่ ( 1 ) ข้างต้นคือ (เทอมของ)พลังงานรวมของอนุภาคที่มีฟังก์ชั่นคลื่นตัวนั้นๆ = (เทอมของ)พลังงานจลน์ + (เทอมของ)พลังงานศักย์...( 2 ) ซึ่งมันก็คือหลักการใหญ่ๆที่สำคัญของกลศาสตร์ที่ว่าด้วยสสารและพลังงานนั่นเอง แต่พลังงานของระบบในที่นี้คือพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคนั้นๆ ที่มีฟังก์ชั่นคลื่นเฉพาะตัวของมัน ไม่เกี่ยวกับกลุ่มใหญ่ เพราะเราพูดแบบควันตัมคือเฉพาะอนุภาคที่เป็นคลื่นนั้น ค่าพลังงานเฉพาะตัวของอนุภาคคลื่นนี้ แต่ถ้าพูดแบบภาษาเยอรมันของไอน์สไตน์และพลังค์ ค่าพลังงานเฉพาะตัวนี้ เรียกว่า ค่าพลังงานไอเก้น (Eigen Energy) ในภาษาเยอรมันคำว่า Eigen แปลว่าเฉพาะตัวนั่นเอง อย่าไปปวดหัวหรืองงกับศัพท์คำนี้ พยายามให้ง่ายที่สุดที่น่าพอจะเข้าใจได้ ส่วยรายละเอียดก็ให้ศึกษาต่อไป หรือเขียนมาถามก็ได้ครับ ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 14 ม.ค. 2551 (16:37) อาจารย์นิรันดร์รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่กระตุ้นให้ผู้อื่นคิดตาม ขอบคุณมากครับ คำตอบของคำถามข้อ.2 นี้มันก็มาจากคำตอบของข้อ.1 ที่อาจารย์นิรันดร์ได้แนะไว้นั่นแหละ เพียงแต่คิดให้มันเป็นควันตัมว่า มันจะต้องมีอะไรที่มีประจุแล้วเคลื่อนที่ได้ มันจึงจะให้กระแสไฟฟ้า และเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก กำลังจะเดินทางแล้ว พรุ่งนี้ถึงสนามบิน Frankfurt ที่เยอรมนีแล้วจะหาที่ฝอยต่อ กำลังมัน ตอนที่เราไปเจอกันที่ฮังการี(มันแปลกดีนะ ไม่ค่อยได้เจอกันที่เมืองไทย) ผมก็สามารถเข้าเว็บวิชาการได้ครับ ปัญหาคือหาแป้นพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้เท่านั้น อ้อ ลืมไป ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพแล้วก็ประสบความสำเร็จด้วยดีในการทำงานครั้งนี้นะครับ ขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่เกียรติของเมืองไทยให้ชาวโลกรู้ว่าประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยเราก็มีคนเก่ง ๆ กับเขาเหมือนกัน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 15 ม.ค. 2551 (05:38) ขอบคุณครับที่แสดงเหตุผลแย้ง.... ผมขอสานต่อเจตนารมณ์ที่จะบอกต่อว่า... ผมไม่รู้ว่านักวิทยาศาสร์ทุกคนจะคิดไง สงสัยหรือไม่ ผมคงประมาณว่าอย่างน้อยไอนสไตน์ เดอร์ยอย์ หรือไอเซ็นเบิกร์น่าจะเคยคิดอย่างเดียวกันกับผมว่า... แล้วรัศมีอิเล็กตรอน นิงตรอน โปรตอน หละ??? มีขนาดเท่าใด??? หากผมเกิดสมัยนั้นก็คงคิดหัวแตกว่า 1. หากเอาอิเล็กตอนมาชั่ง อย่างมากก็ได้ค่าประจุ หรือมวลอย่างมิลลิเกนทำ 2. วิธีการจะรู้ขนาดได้คงไม่ใช่นำไม้บรรทัดไปวัดในขณะที่มันอยู่นิ่งๆ เพราะมันเล็กเกิดนไป... 3. วิธีการที่จะรู้ได้จากการทำให้มันเคลื่อนที่ และวัดระยะการเคลื่อนที่ของมัน... แต่ก่อนอื่นต้องรู้ตำหน่งที่แน่นอนจาก V = s/t ดังนั้น S = Vt ... 4. ปัญหา...จะวัดความเร็วได้ไง?? เพราะมองไม่เห็นมันเคลื่อนที่ ..วิธีการคือ ทำได้อย่างเดียวคือ วัดพลังงาน E = 1/2 mV^2 E = P^2 /2m ... P เป็นโมเมนตั้ม หรือ V = root 2 mE 5. พลังงานรวมก็ยังรวมรวมในระบบ แต่เวลา t ที่ตำแหน่งศูน์กลางของอิเล็กตรอนจะอยู่ที่ใด ณ. เวลาใดๆ??? ทำได้โดยต้องใช้ อนุภาค = คลื่น เพราะคลื่น จะมีแลมด้า ความยาวที่แน่นอน น่าจะวัดตำแหน่งที่แน่นอนได้.... 6. คลื่น E = hf = h c/L .... พลังงานวัดได้ชัวร์ c และ m วัดได้ชัวร์... ปัญหาต่อมาขนาด 1 โฟตอนมีกี่แลมด้า??? จบ.......... เราหยุดที่ความไม่แน่นอน ว่าขนาด 1 โฟตอนจะยาวเท่าไร??? ปัญหาต่อมาถ้าเราบอกว่าใช้ 1 แล้มด้าที่เป็นศูย์กลางที่แน่นอน.... ซึ่งเราต้องอาศัยวัดในขณะที่มันมีพลังงานจนล์หรือเคลื่อนที่(มีmV = p )... ซึ่ง P วัดจากพลังงานทั้งระบบซึ่งความจริงคลื่นไม่ได้มีความยาวแค่ 1แลมด้า แต่เป็นอนันต์...หรือ= L หรือความยาวของกล่องระบบ.... นั่นหมายถึง พลังงานเที่งตรงทั้งระบบหมายถึงต้องหลายแลมป์ด้า... ...สรุปวัดตำแหน่งได้แน่นอน พลังงานก็ผิด โมเมตั้มก็ผิด .... วัดพลังานโมเมนตั้มแน่นอน ก็ระบุตำแหน่งไม่ได้..... 7. mVr = nh' mVx = h' ( n = 1 อิเล็กตรอน) 2P x = h' P x = h' / 2 DP DX > h / 4pie 8. มันหมายถึงขอบเขตที่วัดถึงสิ่งที่เล็กที่สุด.... บทพิสูจน์ ในทางปฏิบัติจริงหากเราจะวัดตำแหน่งอิล็กตรอน เครื่องมือเซ็นเซอร์ที่ดีที่สุด คือ แสง ต้องใช้แสงไปชนอิเล็กตรอน...ขอบเขตธรรมชาติกางกั้นคือ เมื่อชน โมเมนตั้มของอิเล็กตอนเดิมก็จะเปลี่ยน 8.1 ต้องใช้แสงที่ความถี่น้อยเพื่อพลังงานชนจะได้น้อย เราก็จะทำให้โมเมนตั้มมันเปลี่นไม่มากหรือ Dp = 0 หรือวัดโมเมนตั้มได้แน่นอน ..แต่การกระเจิงของแสงก็น้อยเพราะพลังงานต่ำทำให้เราไม่ทราบขนาดหรือตำแหน่งมันเลย 8.2 หากเราใช้แสงความถี่มาก แลมด้ามีขนาดใกล้เคียงกับ แลมด้าของอิเล็กตรอน เราจะได้กการกระเจิงที่มาก และแน่นอนว่าตำแหน่งที่มันกระเจิงมากนั่นแหละแน่นอน แต่อิเล็กตอรกระดอนกระเด็นไป โมมง โมเมนเดิมไม่หลงเหลือ หรือ วัดโมมันตั้มแทบไม่ได้ 9. เจตนารมณ์ของผมที่พยายามจะบอกคล้ายกับเดอร์บอยร์ก็คือ สารแผ่คลื่นได้ หรือของใหญ่แผ่คลื่ได้... ขอบเขตของวัตถุในระดับโตกว่าอนุภาคก็ย่อมมี... ผมให้เกียรติไอนสไตน์ ถ้าผลงานผมออกมาเป็นรูปธรรม ผมตั้งชื่อว่า... " หลักความแน่นอนของมวลสาร และความเร็วของไอสไตน์" หรือ ทฤษฎีมวลที่เพิ่มขึ้น และขนาดจะลดลง เป็นไปได้อย่างอิสระไม่มี หรืออยู่ภายใต้ขอบเขตหนึ่งเท่านั้น เช่น ดวงดาวมีมวลขนาดหนึ่ง ย่อมมีขอบเขตความเร็วจำกัดที่แน่นอนระดับหนึ่งไม่เกินนี้ หรือ วัตถุวัดมวลได้แน่นอน 1 กิโลกรัมย่อมไม่สามารถเคลื่อนที่ได้จนย้อนเวลา... ย่อมมีขอบขตุไม่เกินตัวเลขที่ผมจะนิยามต่อให้ฟังต่อไป...(ถ้ามีเวลา) anochabangkok (IP:124.120.132.164) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 16 ม.ค. 2551 (16:56) ว้าว! ขอให้ได้รับรางวัลโนเบลเร็วๆนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 16 ม.ค. 2551 (19:08) วันครู 2551 ขอให้อาจารย์แขชนะ มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงนะคะ ดิฉันขอแสดงความคารวะต่ออาจารย์ที่เปรียบเสมือนคุณครูท่านหนึ่งของดิฉัน ที่ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้จากท่านตลอดมา และด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้มีพระคุณ ดิฉันจะตั้งใจเป็นคุณครูที่เด็ก ๆ ต้องการต่อไปค่ะ ด้วยความเคารพ ครูคิม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 16 ม.ค. 2551 (19:11) ขอบคุณครับ ขอให้ครูคิมมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงเช่นกัน กระทู้นี้ได้ทั้งความรู้และอรรถรส ขอแสดงความนับถืออาจารย์ทุกท่าน ขอแสดงความเคารพและนับถือศิษย์ผู้พี่ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 21 พ.ค. 2551 (03:28) ![]() จากความเห็นที่ 13 .........ดังนั้นถ้าวัตถุใดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก ความเข้มของแสงอาทิตย์ก็จะมีมาก ทำให้มีความดันมากตามไปด้วย เลบีเดฟ (Lebedev) ใช้ข้อเท็จจริงนี้อธิบายลักษณะการเกิดหางของดาวหาวเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ไว้ กล่าวคือ หางของดาวหางประกอบด้วยอนุภาคที่มีขนาดเล็กจำนวนมาก นอกจากลมสุริยะ (Solar wind) จะทำให้หางของดาวหางยาวออกมาเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์แล้ว ความดันของแสงอาทิตย์ก็ทำให้หางของดาวหาวยาวขึ้นด้วยเหมือนกัน ดูรูปดาวหางนี้ประกอบครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 29 พ.ค. 2551 (18:19) สวัสดีค่ะ ตอนนี้เรียนเคมีที่รามคำแหง อาจารย์ให้ทำการบ้านวิชาควอนตัม โดยให้ดูclip เกี่ยวกับ quantum mechanic แล้วแปลส่ง แต่ฟังหลายรอบแล้วไม่เข้าใจเลย อยากจะขอความช่วยเหลือได้มั้ยค่ะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง ไม่ทราบว่าจะช่วยได้อย่างไร เพราะไม่รู้ว่า Clip เกี่ยวกับอะไร และที่ไม่เข้าใจนั้นตรงไหน หรือไม่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับอะไร (ถ้าเป็นไปได้ช่วยบอกด้วยว่าอาจารย์ผู้สอนชื่ออะไรครับ) ถ้าจะบอกชื่อผู้สอน ผมว่าส่งเป็น SMS หรือ อีเมล์จะเหมาะสมกว่านะครับ สงสัยว่าเป็นการบ้านวิชาเคมี หรือฟิสิกส์ หรือภาษาอังกฤษกันแน่ อ้อ ดร.แขชนะครับ ผมได้รับของเล่นที่ส่งมาให้แล้วนะครับ LASER แรงมาก ๆ ถึงขั้นแสบตามาก ช่วงนี้ยังไม่ค่อยว่าง(ช่วงที่ว่างหมดไปแล้ว อาจารย์นิรันดร์เอาเลเซอร์เขียว 100 mW มาเล่นที่นี่เลยครับ การตรวจสายตาด้วยแสงเลเซอร์ ดูกันได้ทั้งห้องเรียน ผมลองเอาเลซอร์กำลังขนาดนี้ฉายลงบนหลังมือ โอ้โห แสบผิวหนังจังเลย ลองดูสิครับ หรือจะลองดูการทดลองนี้ก็สนุกดีครับ วัดขนาดเม็ดเลือดแดงอย่างง่าย ราคาถูกเชิญทางนี้ อาจประยุกต์หาขนาดของอนุภาคเล็กๆในน้ำก็ได้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 30 พ.ค. 2551 (21:44) ขอบคุณที่แนะนำครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 31 พ.ค. 2551 (02:13) http://www.obromsook.com/assignment/assignment_s_50.htm นี่เป็นlink ของclip ค่ะ คือหนูฟังแล้วจับใจความไม่ค่อยได้ว่าเค้าพูดถึงอะไรมั่ง ???????????? แบบว่างงมากค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 13 มิ.ย. 2551 (23:10) <P><FONT size=4>ฝากช่วยคิดหน่อยครับ</FONT></P> <P><FONT size=4>แสงสีแดงมีความถี่ 4X10<SUP>14 </SUP>Hz แสงสีม่วงมีความถี่ 7X10<SUP>14</SUP>Hz จงหาความยาวคลื่นของแสงสีแดง และแสงสีม่วง ในหน่วยนาโนเมตร และหาพลังงานของแสงสีแดงและแสงสีม่วง ในหน่วยอิเล็กตรอนโวลท์</FONT></P> ชัย PNT-T11 NO 11 (IP:124.122.192.72) ฝากช่วยคิดหน่อยครับ<BR>แสงสีแดงมีความถี่4X10<SUP>14</SUP>แสงสีม่วงมีความถี่ 7X10<SUP>14</SUP>Hz จงหาความยาวคลื่นของแสงสีแดง และแสงสีม่วง ในหน่วยนาโนเมตร และหาพลังงานของแสงสีแดงและแสงสีม่วง ในหน่วยอิเล็กตรอนโวลท์ ชัย PNT-T11 NO 11 (IP:124.122.192.72) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 18 มิ.ย. 2551 (14:13) หาความยาวคลื่น ก็เอาอัตราเร็วแสงเป็นตัวตั้ง หารด้วยความถี่แสงนั้น หาพลังงานโฟตอนก็เอา ความถี่แสงคูณกับค่าคงตัวของแพลงค์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 6 ส.ค. 2551 (16:35) อ่านแล้วเพลินดีครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 16 ส.ค. 2551 (14:51) แต่ละคนมีหน้าที่แตกต่างกัน ความชำนาญเชี่ยวชาญก็แตกต่างกัน |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |