GMOs | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

GMOs

โพสต์เมื่อ: 20:41 วันที่ 15 ม.ค. 2551         ชมแล้ว: 22,227 ตอบแล้ว: 11
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับพืช GMO
รู้จักกับ จีเอ็มโอ (GMO)
จีเอ็มโอ คืออะไร
จีเอ็มโอ (Genetically Modified Organism : GMO) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมโดยอาศัยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) หรือเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการตัดต่อยีน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)
เกี่ยวกับยีน
ยีน (gene) เป็นหน่วยพันธุกรรมบนเส้นดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งอาจรวมอยู่บนโครโมโซมหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิต หน่วยพันธุกรรมหรือยีนสามารถทำหน้าที่อย่าใดอย่างหนึ่งในเซลล์เพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นมีการพัฒนาและเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติ เช่น ยีนที่สร้างโปรตีนเพื่อใช้เป็นโครงสร้างของเซลล์หรือเป็นเอ็นไซม์สำหรับการทำปฏิกิริยาทางชีวเคมีหรือยีนที่ควบคุมการทำงานของยีนอื่นๆ เป็นต้น
บนเส้นดีเอ็นเอ จึงมียีนเป็นจำนวนมาก เช่น แบคทีเรียมีประมาณ 4,000 ยีน แมลงหวี่ 20,000 ยีน พืชชั้นสูง 30,000-50,000 ยีน และมนุษย์ 100,000 ยีน จำนวนยีนและชนิดของยีนในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจัดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสิ่งมีชีวิตนั้นๆ และสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของแต่ละชนิดพันธุ์ (species) เอาไว้
การถ่ายทอดยีนในสิ่งมีชีวิต มีส่วนให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือมนุษย์ การให้กำเนิดทารกมีการถ่ายทอดและผสมลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีนจากพ่อและแม่เข้าด้วยกัน ลูกจึงมีบางส่วนที่คล้ายพ่อ และบางส่วนคล้ายแม่และมีบางส่วนซึ่งแตกต่างไปจากพ่อและแม่ จะเห็นได้ว่าการถ่ายทอดยีนเป็นสิ่งปกติในธรรมชาติ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ
การตัดต่อยีน
นักวิทยาศาสตร์สามารถตัดชิ้นของกลุ่มรหัสหรือลำดับเบสสี่ชนิด คือ อดินิน (A)
กัวนิน (G) ทัยมิน (T) และซัยโตซิน (C) ที่เรียงรายอยู่บนเส้นดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปเชื่อมต่อกับเส้นดีเอ็นเอ ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้โดยอาศัยปฏิกิริยาทางชีวเคมี





สมมติว่า เรามี หน่วยงานป้องกันประชาชน มีวิถี และวิธี ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ ป้องกัน ประชาชน อย่างแท้จริง. เช่น วิธีการวัด ความจำเป็นของพืชgmo ที่ทดแทนด้วยพืชธรรมชาติไม่ได้. ประเมิน ความเป็นไปได้ของ... ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของผู้ขาย ผู้วิจัย แสดงต่อหน่วยงานป้องกันประชาชน (พร้อมด้วยความสามารถในการ ตรวจหา แยกสะกัด ทำลาย พืชgmo และชิ้นส่วนของพืชgmo ที่เกี่ยวขัอง) -ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค (อีกต่อไป).






Genetically Modified Organisms หรือ GMOs คือ สิ่งมีชีวิต ซึ่งรวมถึงพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการดัดแปลงและตัดแต่งทางพันธุกรรมโดยการถ่ายเทยีนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง อาจทำได้โดยการผสมพันธุ์ที่มีลักษณะดีต่างกัน ซึ่งลูกผสมที่มียีนต่าง ๆ จากทั้งพ่อและแม่เข้าไปรวมกันอยู่ทั้งยีน ทำให้เกิดลักษณะหรือคุณสมบัติใหม่ๆ ขึ้นตามต้องการ ในการผสมพันธุ์พืชชั้นสูงอาจใช้เวลาเป็นสิบปีจึงจะได้พันธุ์ใหม่ตามที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น ถั่วเหลือง Roundup Ready ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ สามารถทนต่อยาที่ใช้กำจัดวัชพืชได้มากกว่าถั่วเหลืองทั่วไป ทำให้ผู้ปลูกถั่วเหลืองชนิดนี้สามารถใช้ยากำจัดวัชพืชได้มากขึ้น มีผลทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองมากขึ้นตามไปด้วย ฝ้าย BT ซึ่งเป็นฝ้ายที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม โดยการใส่ยีนของแบคทีเรีย เข้าไปในโครโมโซมของต้นฝ้าย ทำให้สามารถผลิตโปรตีน Cry 1A ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าหนอนที่เป็นศัตรูตายได้
การจัดกลุ่มจีเอ็มโอนั้น น่าจะจัดตามระดับความปลอดภัยดังนี้
กลุ่มที่มีความปลอดภัยสูงมาก ตัวอย่างเช่น การตัดต่อตัดแต่งยีนภายในพืช พวกผลไม้ เพื่อชะลอการสุกงอม โดยวิธีที่เรียกว่า antisense เป็นการกลับข้างคู่ดีเอ็นเอหรือยีน ที่ควบคุม การสร้างสารเอ็ททีลีน ทำให้ผลไม้สร้างสารนี้ไม่ได้หรือได้น้อย เป็นต้น การควบคุมการทำงานของ ยีนดังกล่าวจึงไม่น่ามีผลทางลบแต่อย่างใด กลุ่มที่มีความปลอดภัยมาก คือ กลุ่มที่นำยีนจากพืชพันธุ์ป่ามาถ่ายฝากให้พันธุ์ปลูก เช่น กรณีที่นำยีนต้านทานต่อโรค ใบไหม้ในข้าว จากข้าวป่ามาถ่ายฝากในข้าวพันธุ์ปลูก
กลุ่มที่มีความปลอดภัย คือ กลุ่มที่นำยีนจากจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อเกิดโรค มาถ่ายฝากให้พืช เช่น กรณีของการนำ coat protein gene จากไวรัสถ่ายฝากให้พืช เพื่อให้ต้านทานโรคไวรัสนั้น เป็นต้น
กลุ่มที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มที่นำยีนมาจากจุลินทรีย์ที่อาจก่อเกิดโรคได้ โดยปรกติแล้ว นักวิจัยจะไม่เลือกนำยีนดังกล่าวมาใช้ แต่โอกาสความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรให้ การดูแลความปลอดภัยทุกขั้นตอน

เพิ่มเติมคับ

จีเอ็มโอ (GMOs) มาจากภาษาอังกฤษ Genetically Modified Organisms

หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม ( ยีน ) โดยการตัดแต่งเอายีนของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งมาใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อให้มีลักษณะที่ต้องการดีเด่นขึ้น เช่น มีความต้าน ทาน ต่อโรคและแมลง เน่าเสียช้าลง ให้ผลผลิตสูงขึ้น มีสารอาหารบางตัวเพิ่มขึ้น

กินอาหารจีเอ็มโอในระยะยาวมีผลกับร่างกายหรือไม่

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานถึงผู้ที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบจีเอ็มโอเข้าไปแล้วเกิดผลเสียต่อร่างกาย ในระยะยาว แต่มีความกังวลต่อความเสี่ยงของการใช้ GMOs เช่น กรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้


การตัดต่อยีนของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งปกติไม่มียีนชนิดนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตเดิม ซึ่งกว่าที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดขึ้นในโลกตามธรรมชาติได้ ต้องใช้ระยะเวลานับล้านๆ ปี แต่มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในพริบตาเดียว ถ้าไม่มีการควบคุมปริมาณ การบริหารจัดการที่ดี และจำกัดปริมาณเฉพาะเพื่อใช้ประโยชน์เท่าที่จำเป็น จนเกิดการแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม จึงเท่ากับเป็นการล้างเผ่าพันธุ์เดิม หรือสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจมีผลกระทบไปถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลย์มาเป็นเวลาช้านาน

พันธุวิศวกรรม” (Genetic Engineering) หรือที่เราได้ยินนอยู่บ่อย ๆในขณะนี้ว่า GMOs
GMOs ย่อมาจากคำว่า Genetically Modified Organism ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีในการตัดต่อเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมในพืชหรือสัตว์
เพื่อให้ได้ลักษณะของพันธุ์ที่ดีตามความต้องการ (ในที่นี้จะกล่าวเน้นเฉพาะพืชเป็นสำคัญ เพราะมีการทดลองกันอย่างแพร่หลาย)
ได้แก่ การตัดต่อสารพันธุกรรมในพืชเพื่อป้องกันแมลงระบาดบางชนิด (เช่นการตัดต่อสารพันธุกรรมในฝ้าย เพื่อให้เกิดพิษที่เป็นอันตรายต่อหนอนกินใบและแมลงกินสมอฝ้าย เป็นการกำจัดแมลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น) เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นหรือตัดต่อยีนเพื่อกำจัดลักษณะด้อยหรือเพิ่มลักษณะเด่นของผลผลิตตามที่ต้องการ
( เช่น การตัดต่อสารพันธุกรรมในถั่วเหลือง เพื่อให้ได้ถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงขึ้น)

สรุปว่าจุดประสงค์หลัก ๆ ก็คือ

๑. เพิ่มผลผลิต

๒. ลดการใช้สารเคมี (และอ้างว่าจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม)

สำหรับข้อ ๒ นั้นผมไม่ทราบแน่ชัดว่ามีพืช GMOs ตัวใดที่สามารถลดการใช้สารเคมีได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่แล้วยังคงต้องใช้สารเคมีควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะประเด็นถกเถียงกันอยู่ในบ้านเราขณะนี้คือ ฝ้ายพันธุ์บีที*
ซึ่งได้มีการทดลองไปแล้วและผลการทดลองก็ระบุว่า ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีควบคู่กันไปด้วย เพราะฝ้ายพันธุ์นี้สามารถป้องกันหนอนเจาะสมอฝ้ายได้บางชนิดเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมแมลงที่เป็นศัตรูฝ้ายทั้งหมด
ถ้าหากไม่มีการใช้ สารเคมีร่วมด้วย ผลผลิตที่ได้จะไม่สูงตามที่ตั้งเป้าไว้

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า GMOs จะเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตอาหารสำหรับประชากรโลก ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภค ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ …

ผลิตผลที่ได้จากการตัดต่อสารพันธุกรรมได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมา ผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคอันดับแรกคือ อาการแพ้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบริโภคอาหารที่มาจากพืช GMOs ที่บางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต กรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อมีการทดลองนำยีนของพืชตระกูลนัต (บราซิลนัต) ที่มีอยู่ในอะเมซอน
นำมาใส่ในถั่วเหลืองพันธุ์หนึ่ง เพื่อให้ได้ผลผิตผลที่มีโปรตีนสูง

ล่าสุดมีผลงานวิจัยของนักวิจัยสองคนในสหรัฐอเมริกา คืออาร์พัต พุสซตัย และสแตนลีย์ อีเวน ตีพิมพ์ลงใน
วารสาร ลานเล็ต กล่าวถึงการทดลองนำมันฝรั่งที่ผ่านการตัดต่อสารพันธุกรรมไปป้อนให้หนูทดลอง
และได้พบว่าเซลล์ในกระเพาะอาหารและส่วนต่าง ๆ ของเนื้อเยื่อบุภายในลำไส้ของหนูทดลองถูกกระทบกระเทือน

รายงานก่อนหน้านี้ของ อาร์พัต พุสซตัย ระบุว่าหนูทดลองมีภูมิคุ้มกันลดลง เนื้อเยื่ออวัยวะภายใน เช่น หัวใจ
ตับ ไต และสมองพัฒนาแบบผิดปกติ**

ผลกระทบที่ตามจากพืชตัดต่อสารพันธุกรรมก็คือ การแพร่กระจายพันธุ์เข้าสู่ระบบธรรมชาติ แม้ตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตทุกประเภทย่อมมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวเองเพื่อการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปรไป รวมทั้งปรับตัวในการอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในพื้นที่ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าที่สิ่งมีชีวิตชนิดใด ๆ จะเปลี่ยนรูปลักษณ์หรือพฤติกรรมให้ต่างไปจากเดิม
ขณะที่การเปลี่ยนแปลงด้วยวิธี GMOs เป็นการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ดังนั้นหากไม่มีการควบคุมพืชหรือสัตว์
GMOs ให้อยู่ในที่จำกัด ปล่อยให้แพร่กระจายสู่พื้นที่


********************************************************************


** บีที (BT) หรือ Bacillus thuringiensis เป็นบัคเตรีชนิดหนึ่ง

** ผลรายงานวิจัยชิ้นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ในทำนองโต้แย้งว่า งานวิจัยชิ้นนี้มี

ข้อผิดพลาดและใช้ระยะเวลาทดลองน้อยเกินไป

ธรรมชาติจนทำให้ระบบนิเวศรวนและเสียกระบวนการไปในที่สุด กรณีการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์พืชดั้งเดิมกับ พืชตัดต่อสารพันธุกรรมได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วและทำให้พันธุ์พืชดั้งเดิมที่เคยให้ผลผลิตแก่เรามาช้านานต้องกลายเป็นวัชพืชไป หากผลกระทบของมันร้ายแรงกว่านั้น เช่น ทำให้พืชชนิดนั้นเป็นพิษ หรือก่อให้เกิดอันตราย เราจะทำเช่นไร ผลเสียที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงมากน้อยแค่ไหนไม่มีใครบอกได้ และเมื่อเกิดผลเสียแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ใครจะเป็นผู้ชดใช้

โดยทั่วไป การทดลองเกี่ยวกับผลกระทบของพืชตัดต่อสารพันธุกรรมในด้านต่าง ๆ มักกระทำกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
เช่น การทดลองนำยีนของบัคเตรีที่ชื่อ บีทีมาใส่ในถั่วเหลือง ข้าวโพดและทดสอบความเป็นพิษ ผลสรุปจาก
การทดลองในช่วงห้าปีบอกว่า พิษดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลือดอุ่น แต่ในระยะยาวก็ยังไม่มีใครบอกได้ถึง
ผลกระทบของมัน คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าการทดลองเรื่องใดควรใช้เวลาเท่าใด และก็คงยากเช่นกันที่ใครจะรับประกันได้ว่าพืชหรือสัตว์ตัดต่อสารพันธุกรรมเหล่านี้จะปลอดภัยต่อผู้บริโภค
และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ที่สำคัญใครจะเป็นผู้เฝ้าระวังเมื่อมีการนำพืชหรือสัตว์ GMOs
มาใช้หลังจากผ่านการทดลอง (ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง) แล้วว่าปลอดภัย

เช่นเดียวกันกับการทดลองปลูกฝ้ายพันธุ์บีทีในประเทศไทย ซึ่งได้ทำการทดลองไปแล้วในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ
และสรุปผลว่ามีความปลอดภัยทั้ง ๆ ที่นักวิชาการที่เข้าไปตรวจสอบยังมีความเห็นว่ากระบวนการทำการทดลองยังไม่
สอดคล้องกับผลที่ต้องการ และการทดลองก็ไม่ได้มีสภาพใกล้เคียงกับการปลูกในพื้นที่จริง

การทดลองปลูกฝ้ายพันธุ์บีทีในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์หลักสามประการคือ

๑. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมในการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย
Heliothis armlgera (Hubner)

๒. เพื่อทดสอบผลกระทบของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมต่อแมลงศัตรูธรรมชาติสองชนิดคือ แตนเบียนไข่

Trichogramma confusum และ Trichogramma pretlosum

๓. เพื่อทดสอบผลกระทบของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมต่อแมลงที่มีประโยชน์ ได้แก่ ผึ้ง และชันโรง

กระบวนการทำการทดลองได้ทำทั้งหมดสามขั้นตอนคือ ทดลองในแล็บ ทดลองในโรงเรือน และทดลองใน แปลงสาธิต

หลังจากทำการทดลองแล้วจะมี “คณะทำงานตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมภาคสนาม” ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง

ผลที่ได้จากการตรวจสอบของคณะทำงานฯ (จากการปลูกฝ้าย เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๙ )
ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๐ พบว่า

“คณะทำงานฯ ได้วิเคราะห์แล้วเห็นว่าการทดสอบครั้งนี้ยังไม่เหมาะสมดีพอ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ต้องการน้อยมาก
เพราะการปลูกฝ้ายล่าช้า หรือเป็นการปลูกฝ้ายนอกฤดู ปลูกฝ้ายในแหล่งที่ไม่ใช่แหล่งปลูกฝ้าย ทำให้การระบาดของ หนอนเจาะสมอฝ้ายซึ่งเป็นแมลงศัตรูฝ้ายเป้าหมายน้อยมาก ไม่สามารถนำมาพิจารณาความต้านทานต่อหนอนเจาะสมอฝ้ายบีทีได้
ฉะนั้นจึงเห็นสมควรเสนอแนะให้ผู้ได้รับอนุญาต (บริษัทมอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด) ได้ดำเนินการทดลองใหม่ให้เหมาะสม
โดยขอให้ปลูกฝ้ายในฤดูปลูก ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกฝ้ายที่สำคัญ ๆ โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการอย่างเหมาะสมและถูกต้องต่อไป ส่วนในด้านความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองครั้งนี้ได้วิเคราะห์แล้วว่าน่าจะมีความปลอดภัย เพราะได้พบแมลงที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติและแมลงที่เป็นประโยชน์ในแปลงฝ้ายบีทีเหมือนกับแปลงฝ้ายพันธุ์อื่น ๆ ตามปกติ

ต่อมารายงานคณะทำงานฯ ลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ สรุปการทดลองในปี ๒๕๔๐ ว่า

“มีความปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย ช่วยรักษา สมดุลธรรมชาติและเพื่อให้การปลูกฝ้ายบีทีบรรลุเป้าหมาย ควรจะต้องนำเอาวิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานมาใช้ด้วย”

แม้ข้อสรุปจากรายงานจะมีความเห็นในทำนองว่าฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมนี้เหมาะที่จะให้เกษตรกรนำไป เพาะปลูกได้ แต่กลับไม่พูดถึงมูลค่าเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องซื้อจากบริษัทนำเข้า ซึ่งมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ใช้กันอยู่ตามปกติมาก ถึงแม้ผลจากการทดลองจะพบว่าเมล็ดพันธุ์ฝ้ายบีทีให้ผลผลิตที่สูงกว่าพันธุ์ปกติที่ใช้อยู่มาก
แต่ก็ไม่แน่ว่าจะคุ้มกันกับการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเกษตรกรยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ยังไม่มีการพูดถึงเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรจะต้องซื้อจากบริษัทนำเข้าทุก ๆ ปี เพราะมีการห้ามนำเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกต่อ
หรือไม่เช่นนั้น เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาขยายพันธุ์ได้ (การทำให้เมล็ดพันธ์เป็นหมันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วระยะหนึ่ง แต่เมื่อมีเสียงต่อต้านมากเข้าทางบริษัทที่จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ก็ได้ยกเลิกวิธีนี้ไป แต่จะมีการนำกลับมาใช้อีกหรือไม่ ไม่อาจคาดเดาได้)

ส่วนการปลูกฝ้ายบีทีในประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ปี ๒๕๓๙–๒๕๔๐ นั้นได้ข้อสรุปว่า

“การปลูกฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมสามารถลดจำนวนการใช้สารเคมีได้จริง แต่ประสิทธิภาพในการลดการใช้
สารเคมีแปรปรวนในแต่ละพื้นที่ และประสิทธิภาพในการป้องกันหนอนเจาะสมอฝ้ายแปรปรวนในระหว่างฤดูปลูก คือในต้นและกลางฤดูป้องกันหนอนเจาะสมอฝ้ายได้ดี แต่ในปลายฤดูต้องใช้สารเคมีเกือบเท่าฝ้ายปกติ
และหนอนเจาะสมอฝ้ายมีขนาดใหญ่ สารเคมีที่ใช้ตามปกติไม่ได้ผล และให้ผลตอบแทนน้อยกว่าฝ้ายธรรมดา เกษตรกรออสเตรเลียจึงมีความเชื่อถือต่อฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมน้อยลง ดังนั้นการปลูกฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรมนี้จะเหมาะสมในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการใช้สารเคมีเท่านั้น”

ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับพืชตัดต่อสารพันธุกรรมที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ ความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผลการทดลองในประเด็นดังกล่าวยังไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ โดยเฉพาะเครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทยนำทีมโดยวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ และเดชา ศิริภัทร ที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
และได้ ชี้แจงถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาโดยทางเอ็นจีโอได้เรียกร้องให้มีการทดลองครั้งใหม่ที่ครอบคลุมในเรื่อง
ความปลอดภัยด้านต่าง ๆ และสามารถยืนยันถึงความปลอดภัยได้จริง ๆ

ทั้งนี้ทางเครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทยได้สรุปวิจารณ์การทดลองปลูกฝ้ายพันธุ์บีทีไว้ดังต่อไปนี้

๑. การศึกษาผลกระทบของฝ้ายตกแต่งพันธุ์ที่มียีนบีที ต่อแตนเบียนไข่

ปกติแล้วแตนเบียนไข่ (Trichogramma sp.) จะวางไข่และอาศัยอยู่บนตัวหนอนเจาะสมอฝ้ายแล้วจึงกินตัวหนอนเจาะสมอฝ้าย แต่การทดลองได้ใช้วิธีการนำน้ำผึ้งมาเลี้ยงตัวเต็มวัยของแตนเบียนไข่ ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง เพราะถ้าหากจะ วัดผลกระทบของยีนที่มีต่อแตนเบียนไข่จะต้องทดสอบอาหารที่เป็นโปรตีน ซึ่งก็คือหนอนเจาะสมอฝ้ายที่กินฝ้ายปกติ เปรียบเทียบกับหนอนที่กินฝ้ายบีที

๒. การเปรียบเทียบมาตรฐาน : พันธุ์ฝ้ายทนหนอนเจาะสมอฝ้าย

๒.๑ ประสิทธิภาพการให้ผลผลิต

ในการทดสอบประสิทธิภาพของการให้ผลผลิต เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพันธุ์ฝ้ายที่แตกต่าง

กัน ไม่ได้ทำการศึกษาระหว่างฝ้ายพันธุ์เดียวกันแต่เป็นพันธุ์ที่มียีนหรือไม่มียีนบีที

๒.๒ ผลกระทบของฝ้ายบีทีต่อแมลงศัตรูฝ้ายชนิดอื่น ๆ

ขณะที่ฝ้ายมีแมลงศัตรูพืชหลายชนิด แต่การศึกษายังไม่ได้ศึกษาผลกระทบของฝ้ายบีทีที่มีต่อแมลง ศัตรูพืชอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากหนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งจากการทดลองพบว่าหากมีแมลงศัตรูพืชชนิดอื่นที่ที่ไม่ใช่ หนอนเจาะสมอฝ้ายแพร่ระบาด การควบคุมการแพร่ระบาดยังคงต้องใช้สารเคมีควบคุมเช่นเดิม อนึ่งหนอนเจาะสมอฝ้ายไม่ได้มีการแพร่ระบาดตลอดทุกปี หากมีการปลูกฝ้ายบีทีก็เท่ากับเป็นการฉีดพ่นสารบีทีกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายตลอดเวลา ซึ่งมีผลทำให้แมลงสามารถ
พัฒนาพันธุ์ในรุ่นต่อ ๆ ไปให้มีความต้านทานต่อฝ้ายบีทีได้มากขึ้น ทำให้ต้อง เปลี่ยนสายพันธุ์บีทีต่อไปในอนาคต

ในการทดลองผลกระทบของฝ้ายพันธุ์บีทีต่อแมลงชนิดอื่น ๆ ที่มีวงจรชีวิตสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องในระบบการปลูกฝ้าย ควรศึกษาทั้งวงจรชีวิตสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องในระบบการปลูกฝ้าย ควรศึกษาทั้งวงจรชีวิตของแมลงต่าง ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารนั้นในช่วงระยะเวลายาวนาน เช่น ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูฝ้าย แมลงอาศัยพืช อาศัยวัชพืช

๒.๓ การผสมข้ามกับพันธุ์พืชพื้นเมือง

เป็นการทดลองเพื่อหาค่าของโอกาสการถ่ายทอดยีนบีทีไปสู่พันธุ์พืชพื้นเมือง พบว่ามี ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจัดว่าเป็นค่าที่สูงพอที่จะเกิดการถ่ายทอดยีนบีทีไปยังพืชชนิดอื่นที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน ซึ่งควรจะทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าเมื่อเปรียบเทียบการผสมข้ามระหว่างฝ้ายธรรมดากับฝ้ายบีทีแล้วจะเกิดเป็นวัชพืชหรือไม่ มากกว่าการตัดต่อฝ้ายบีทีเพื่อดูการแตกกิ่งก้าน

๓. การทดสอบผลกระทบของฝ้ายเปลี่ยนแปลงพันธุ์ที่มีผลต่อผึ้งและชันโรง

การทดลองนี้ทำในกรงและมีระยะเวลาสั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ โดยปล่อยให้ผึ้งเข้าไปกินน้ำหวานในช่วงที่ฝ้ายออกดอก และพบว่ามีผึ้งตายในลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้ทำการทดลองเพิ่มเติม เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนว่าฝ้ายบีทีมี ผลกระทบต่อผึ้งจริงหรือไม่อย่างไร เพียงแต่ระบุว่าเกิดจากสภาพโรงเรือนที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น

การทดลองที่เหมาะสมควรทำในแปลงขนาด ๑ ไร่ต่อหนึ่งพันธุ์ฝ้าย เพื่อให้ปริมาณดอกฝ้ายเพียงพอต่อแมลงแและใช้ระยะเวลานานเพื่อศึกษาวงจรชีวิตของผึ้ง

อย่างไรก็ตาม แมลงที่มีประโยชน์ต่อฝ้ายมีหลากหลายชนิด การทำการทดสอบผลกระทบที่มีต่อแมลงที่มีประโยชน์เฉพาะชันโรงและผึ้งไม่น่าจะเพียงพอ

๔. การศึกษาความปลอดภัยในการบริโภค

ไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องนี้ใช้เพียงแค่เอกสารยืนยันความปลอดภัยที่คณะกรรมการกลางความปลอดภัย
ทางชีวภาพแห่งชาติจัดทำขึ้น แล้วให้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาพิจารณา ซึ่งทำการศึกษาเฉพาะกระบวนการผลิตน้ำมันจากเมล็ดฝ้ายที่ใช้ความร้อนและความดันสูง แต่ไม่ได้ศึกษาในด้านของการนำใบฝ้ายและสมอฝ้ายมากินเป็นผัก การใช้เมล็ดฝ้ายทำยาสมุนไพร หรือแม้แต่ผลกระทบของกากเมล็ดฝ้ายในอาหารสัตว์เป็นต้น

ในการทดสอบด้านความปลอดภัยทางชีวภาพต่อกรณีฝ้ายบีที ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิสูจน์
ผลกระทบในเรื่องต่าง ๆ จะต้องทำการศึกษาให้ครอบคลุม และใช้ระยะเวลายาวนานขึ้น แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี ความหลากหลายทางชีวภาพน้อยมาก ยังใช้เวลาในการศึกษาเป็นเวลานับสิบปี ขณะที่ประเทศไทยนั้นมีความหลาก
หลายทางชีวภาพสูง ทั้งชนิดพันธุ์พืชต่าง ๆ ชนิดของแมลงต่าง ๆ มีความหลากหลายและมีความใกล้เคียงกันมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน


--------------------------------------------------------------------------------


จุดประสงค์ของเอ็นจีโอในขณะนี้ก็คือ ต้องการให้มีการทดลองเพิ่มเติม ไม่ได้ต้องการขัดขวางการนำเข้าพืช GMOs
แต่อย่างใด ทั้งยังให้ข้อคิดอีกว่า

“เราควรเลือกที่จะตั้งคำถามให้ถูกต้องว่าในการผลิตทางการเกษตรของประเทศ เรามีวิธีการหรือทางเลือกอื่นใดที่จะผลิตอาหารที่ดี
เหมาะสม และไม่เสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศเกษตร ไม่ทำลายวิถีการผลิตของเกษตรกร อีกทั้งผลผลิตหรืออาหารมีความปลอดภัยต่อการบริโภค หากพิจารณาแนวโน้มของโลกอันได้แก่สหภาพยุโรปหรือแม้แต่ประชาชนในสหรัฐอเมริกาเอง ส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกวิถีทางที่ไม่เสี่ยงต่อความปลอดภัยทางชีวภาพ”

ในต่างประเทศได้มีการถกเถียงในเรื่องนี้กันเป็นอย่างมากหลายประเทศเช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย กำลังดำเนินการให้มีการติดฉลากกำกับบนสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ผ่านการตัดต่อสารพันธุกรรม และในสหรัฐอเมริกาเองก็มีประชาชนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้มีการติดฉลากดังกล่าว

ในประเทศไทย แม้กระทรวงเกษตรฯ จะยังไม่อนุญาตให้นำฝ้ายพันธุ์บีทีมาปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ปรากฎว่าได้มีผู้นำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรแล้ว เรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าจริงเท็จประการใด เกษตรกรเองรู้แต่เพียงว่าฝ้ายพันธุ์นี้ไม่มีหนอนเจาะสมอฝ้ายรบกวนทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่า
แต่ในอนาคตไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗ ประกาศให้พืชที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรมเป็นสิ่งต้องห้าม
“ห้ามนำเข้าหรือนำผ่าน ยกเว้นเพื่อการทดลองหรือการวิจัยเท่านั้น” มีทั้งหมด ๔๐ รายการ เช่น ข้าว ข้าวโพด
ถั่วเหลือง มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา มะเขือยาว ขึ้นฉ่าย กะหล่ำดอก ผักกาดหอม แตงไทย ยาสูบ รวมทั้งฝ้ายด้วย

นอกจากฝ้ายพันธุ์บีทีแล้ว ยังมีพันธุ์พืชต่างๆ อีกหลายรายการที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดลอง …

จริงหรือที่เรากำลังมาถึงภาวะคับขัน จำเป็นที่จะต้องเพิ่มผลผลิตอาหารและปัจจัยอื่น ๆ โดยการกำหนดวิธีการผลิตของพืชที่เคยเป็นไปตามเงื่อนไขของธรรมชาติให้เป็นแบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

มันเป็นความต้องการของประชากรโลกจริง ๆ หรือเป็นเพียงความต้องการของบริษัทที่ค้นคว้าและผลิตพันธุ์พืชเหล่านี้
เพื่อผลทางการค้า โดยไม่สนใจว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา
72441


bee4849
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 222 ดวง





จำนวน 10 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ม.ค. 2551 (20:45)
72442
รูปอะ
bee4849
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 222 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 ม.ค. 2551 (17:28)
เพื่อผลทางการค้าชัว ประชากรโลกเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
TM
ร่วมแบ่งปัน472 ครั้ง - ดาว 172 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ม.ค. 2551 (21:52)
ต่อไปถ้ามี GMOs มาก ๆ มันจะทามให้อาหารของโลกลดลง มีความหลากหลายทางชีวภาพน้อยลง เป็นพืชเชิงเดี่ยวมากกว่า... เมื่อนำไปปรุงเป้นอาหาร ก็หลายเป้นอาหารรสชาติ เดียวในทุก ๆ ที่ เช่น อาหารแดกด่วน (Fast food) เปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมการกิน
chay_swu@yahoo.com
ร่วมแบ่งปัน680 ครั้ง - ดาว 195 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 มี.ค. 2551 (10:39)
81504

ผลผลิตจาก  gmo


bee4849
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 222 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 16 มี.ค. 2551 (10:46)
81505

รูป


bee4849
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 222 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 24 พ.ค. 2551 (21:10)

จาบอกว่าส่งผิด


bee4849
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 222 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 มิ.ย. 2551 (22:12)

ฝ้าย gmo

99267

bee4849
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 222 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 20 ก.ค. 2551 (20:17)
102781

สวยช่ายม่ายอา


bee4849
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 222 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 28 ส.ค. 2552 (20:52)

I� don't� care this you think about me


321 (IP:115.67.157.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 5 ก.ย. 2552 (22:25)

อยากทำเป็นบ้างอะ


ฝน (IP:61.19.46.100)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0352 seconds !