|
ใครคือเจ้าของพระพุทธศาสนา ( ตอนที่ 1 )
โพสต์เมื่อ:
16:35 วันที่ 30 ม.ค. 2551 ชมแล้ว:
3,807
ตอบแล้ว:
10
อันนี้ผมย่อมาให้อ่านตามความเข้าใจ
ที่มา: ข้อสอบของภาควิชาปรัชญาจุฬา ใครคือเจ้าของพระพุทธศาสนา ตอนที่1 บ้านเรามีความเห็นต่างกันในเรื่องคำสอนทางศาสนาพุทธอยู่หลายเรื่อง เเต่ที่เด่นที่สุดได้เเก่ เรื่อง 1. เรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ซึ่งเป็นเรื่องของ "ธรรม" 2. เรื่องการบวชภิกษุณี ซึ่งเป็นเรื่องของ "วินัย" ซึ่งทั้ง 2 ข้อล้วนเป็นเนื้อหาหลักของพระพุทธศาสนา สำหรับพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระวินัยเเละธรรมนั้นเป็นสิ่ง "จำเป็น" เเละ "เคร่งครัด" สำหรับพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระวินัยเเละธรรมนั้น "หยืดหยุ่นได้ตามเหตุปัจจัย" เเละผลที่เกิดขึ้นตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การบวชภิกษุณีที่ประเทศเถรวาทเเละมหายานมีการ "ปฏิบัติ" ที่ "เเตกต่างกัน" อย่างเห็นได้ชัด เเละเมื่อมาดูเรื่อง"ความเห็น" ที่ "เเตกต่าง" ในเรื่องการ "ปฏิบัติ" ตาม "กฏ" จะเเบ่งได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ 1. พวกที่ถือว่ากฏนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเปลี่ยนเเปลงกฏ 2. พวกที่ถือว่าเราอาจไม่ทำตามกฏได้ในบางกรณีที่เห็นว่าหากทำเเล้วจะได้ "ประโยชน์น้อยกว่า" ประโยชน์ในที่นี้เเบ่งความหมายตามขอบเขตเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. ในภาพรวมที่มีขอบเขตกว้าง 2. ในภาพรวมที่มีขอบเขตเเคบ ซึ่งจะอยู่ในข้อใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับ "สภาพเเวดล้อม" หรือ "เหตุการณ์" ที่เราต้องเข้าไปสัมพันธ์กับมัน ฝ่ายมหายาน เป็นพวกที่คิดเเบบข้อ 2 ฝ่ายเถรวาท เป็นพวกที่คิดเเบบข้อ 1 พระวินัย เป็นสิ่ง "สมมุติ" ความหมายที่สัมพันธ์กับสิ่งสมมุติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เข้าใจได้โดยทั่วกันคือ ถ้ามันเป็นสิ่งสมมุติก็หมายความว่า " มนุษย์เราสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องเเก้ไขปรับปรุงได้ตามว่าเห็นสมควร" เเต่เนื่องจาก "ความเข้าใจ" ที่มีมาช้านานว่า "พระวินัยนี้พระพุทธเจ้าเป็นผู้วางเอาไว้" เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความชอบธรรมที่จะเเก้ไขพระวินัยจึงควรเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น (สมเหตุ-สมผล) (ตรงนี้จะเปรียบเทียบกับเรื่องของความสัมพันธ์ ระหว่าง พระราชา กับ ประชาชนโดยมี "กฏหมาย" เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง) นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น เเต่ทว่าในความเป็นจริง.... " ณ. ตอนนี้ ขณะนี้ พระพุทธเจ้า ? " "ก็เป็นอันปิดประตูไปสำหรับการเเก้พระวินัย" "(ผู้ที่ให้ความเห็น)เรื่องการบวชภิกษุณีในบ้านเรานั้นมักใช้การ (อ้าง) เหตุ-ผล อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นในการมอง (ปัญหา) นี้ จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 ม.ค. 2551 (18:11) ข้าพเจ้าก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพุทธทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ............................................ เมื่ออ่านแล้ว ก็เข้าใจว่า ผู้หญิง ผู้ต้องการบวช เป็นผู้มีปัญหาที่ต้องการบวช นิกายหนึ่ง ยอมรับให้บวช นิกายหนึ่ง ไม่ยอมรับให้บวช ......................................... การได้บวช ข้าพเจ้าเห็นว่า เพศ ไม่ใช่เครื่องกั้น ข้าพเจ้าเห็นดี เห็นงามด้วย กับผู้ประสงค์จะบวช (อย่างตลอดชีพ) ........................................ ถ้าโจทย์ปัญหาแบบนี้ ตอบแบบง่าย ไม่ต้องคิดมาก ก็ต้องให้ผู้นั้น ไปบวชฝ่ายที่ยอมรับ ผู้บวช นั้น ....................................... เมื่อได้บวชแล้ว ก็อย่าได้ติดอยู่กับเงื่อนไข ของฝ่ายใด มากเกินไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว บรรลุนิพพานได้ทั้งสองฝ่าย ...................................... มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิต ที่แปลกประหลาด เมื่อใดที่มีความรู้มาก รู้หลายหลักการ หลักเกณฑ์ รู้หลายเหตุผล จึงรู้จักเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบของสองสิ่งขึ้นไป ทำให้กิเลส เริ่มก่อตัวขึ้น จึงเห็นว่า อันนี้สวยกว่า อันนั้น เพราะ....................... อันนี้ใหญ่กว่าอันนั้น เพราะ.................... อันนี้ หลักเกณฑ์ดีกว่าอันนั้น เพราะทำแล้วได้ผล เร็วกว่า ความเป็น หยิน หยาง จึงเกิดขึ้น การ วัดประเมินค่า จึงเกิดขึ้น ความรู้ จึงเกิดการเลือก สิ่งที่ตนเห็นว่า ดีที่สุด (คนอื่นไม่รู้ ยิ่งเป็นการดี) การเปรียบเทียบ จึงเป็นดาบสองคม ถ้า ตน รู้จักใช้งาน ใช้เครื่องมือ อย่างถูกต้อง ถ้า ตน รู้ว่า ผลสุดท้ายแล้ว ได้ผลเหมือนกัน เช่น 2+2+2+2+2 = 10 กับ 2 x 5 = 10 ก็จงทำต่อไปเถิด อย่างน้อย ตน จะได้ 10 ต่างกันที่เสียเวลาทำ ไม่เท่ากัน ซึ่งยังดีกว่า ผู้ที่บวกเลข ไม่เป็น ซึ่งยังดีกว่า ผู้ไม่รู้ถึง การบรรลุธรรม ...................................... เรื่องแบบนี้ เคยเกิดขึ้นในยุคพุทธกาล คือ มีพระสงฆ์หลายกลุ่ม มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนอยู่ร่วมกันไม่ได้ จึงไม่สอบถามพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระพุทธเจ้าก็ตอบปฎิเสธต่อพระบางรูป เช่น พระเทวทัต มีความเห็นต่างจากพระพุทธเจ้ามาก โดยอยากให้ กำหนดกฎวินัยตามที่เขาคิดขึ้นได้ แต่พระพุทธเจ้าพิจารณาแล้ว ไม่เห็นด้วย แต่พระเทวทัต ก็ฝืนสร้างกฎวินัยเอง .................................. ส่วนพระสงฆ์อีกสองกลุ่ม มีความเห็นต่างกัน ต่างมากราบทูลถามว่า แบบไหนดีกว่ากัน ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าพิจารณาแล้ว เห็นว่า พระสงฆ์ทั้งสองกลุ่มนั้น ต่อไป บรรลุธรรม ได้เหมือนกัน จึงให้ต่างฝ่ายต่างไปสังฆกรรมกัน จะได้จบเรื่อง และแยกย้ายไปปฎิบัติธรรมกัน (เพราะทั้งสอง ต่างก็สงบเสงี่ยม เหมือนกัน) .................................. เรื่องข้างต้นนี้ จึงเรื่องของ นักบวช (นักทำ ให้เกิดผล) เรื่องข้างต้นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของ นักพูด นักวิเคราะห์ (แต่ไม่ได้ทำอะไรกับความรู้นั้น) เพราะเป้าหมาย ของ คน สองกลุ่ม ต่างกัน ..................................... ปล. ขอเพิ่มเติมนิดนึง ในสมัยพุทธกาล มี กลุ่มผู้หญิง ต้องการขอบวช อย่างมาก ขอผ่านมายังพระอานนท์ พระพุทธเจ้า ได้ปฎิเสธ ไป แต่พระอานนท์ ขอแล้ว ขอเล่า ขอให้ทรงอนุญาต ด้วยว่า แม่นมของพระพุทธเจ้า ได้ขอบวชด้วย ขอจนครบ สามครั้ง พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต แต่ได้เพิ่มศีล อีก เป็น 311 ข้อ จากศีลของพระสงฆ์ 227 ข้อ ซึ่งภิกษุณี ก็ทำสำเร็จ ............................................ เมื่ออ่านแล้ว ก็ไม่อยากให้ตั้ง ข้อสังเกต อะไรมากมาย แต่มีข้อสังเกต สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่า พระพุทธเจ้า ก็เห็นว่า ผู้หญิง ก็สามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 30 ม.ค. 2551 (20:08) ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนาที่พบเห็นจากประสบการณ์ตรง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีมากมายยากที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้ จนกว่าผู้นั้นได้ลงมือปฏิบัติจนได้เห็นผลจริงด้วยตนเอง แต่พอกล่าวเป็นตัวอย่างได้ดังนี้ ๑. ทำให้บรรลุโสดาบันได้ภายใน ๓-๔เดือน (..เท่านั้น) โสดาบัน แปลว่า เข้าถึงกระแสที่จะไหลไปสู่ความไม่เกิดอีกภายใน ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง(1) (เมื่อไม่เกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ ต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว) เป็นมรรคขั้นต้นของมรรคทั้ง ๔ ( โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา เป็นเป้าหมายสำคัญที่สัตว์ทั้งมวล ผู้รักสุขเกลียดทุกข์และต้องการ สุขแท้สุขถาวร ควร/ต้องไปให้ถึงให้ได้ภายในชาตินี้ ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานให้วิปัสสนาญาณเกิดไปตามลำดับจนครบ ๑๖ ขั้น ก็จะสำเร็จเป็นพระโสดาบันโดยสมบูรณ์(2) อ้างอิง 1.ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๔๑ 2.ดูรายละเอียดใน คัมภีร์อรรถกถา สังยุตนิกาย (บาลี) เล่มที่ ๒ หน้า ๑๔๓ ๒. เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว ถ้าหากต้องการมีฤทธิ์ มีเดช ก็สามารถฝึกสมถกรรมฐานต่อได้เลย จะสำเร็จได้ในระยะเวลาไม่นาน ในขณะที่การปฏิบัติสมถล้วนๆ ต้องใช้เวลาปฏิบัติกันถึง ๒-๓ปี หรือนานกว่านั้น จึงจะได้ผล ๓. เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาถึงสังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่ ๑๑) จนแก่กล้าแล้ว ทำให้โรคบางอย่างหายได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ต่อมไทรอย โรคเกี่ยวกับลม เส้นเอ็นและกระดูก (..นี้เป็นตัวอย่างจริงที่พบเห็นจากผู้ร่วมปฏิบัติ เป็นต้น ๔. ถ้ามีเหตุให้ปฏิบัติไม่สำเร็จ ไปติดอยู่เพียงแค่ญาณ ๑๑ ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะจะเกิดปัญญาญาณ ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางโลกหรือทางธรรม โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวระหว่างสามี ภรรยา ลูก หลาน ญาติพี่น้อง (คิดค้นวิธีเอายานไวกิ้งลงบนดาวอังคารได้ ก็ด้วยการนั่งสมาธินี่แหละ) ๕. ล้างอาถรรพ์ มนต์ดำได้ ไม่ว่าจะถูกของ หรือโดนยาพิษ ยาสั่งมา เมื่อปฏิบัติจนถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว อาถรรพ์จะหายไปจนเกลี้ยง ( เรื่องนี้ขอท้าให้พิสูจน์) วิธีปฏิบัติวิปัสสนาจากประสบการณ์ตรง ๑) เดินจงกรม เดินกลับไปกลับมา ก้มหน้าเล็กน้อย ส่งจิตกำหนดดูอาการของเท้าแต่ละจังหวะที่เคลื่อนไป อย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง รับรู้ถึงความรู้สึกของเท้าที่ค่อยๆยกขึ้น ค่อย ๆ ย่างลง และความรู้สึกสัมผัสที่ฝ่าเท้า(อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ฯลฯ) ส่งจิตดูอาการแต่ละอาการอย่างจรด แนบสนิทอยู่กับอาการนั้น ไม่วอกแวก จนรู้สึกได้ถึงอาการที่เปลี่ยนไป ดับไปของสภาวนั้น ๆ เช่น ขณะย่างเท้า ก็รู้สึกถึงอาการลอยไปเบา ๆ ของเท้า พอเหยียบลงอาการลอย ๆ เบา ๆ เมื่อ ๒-๓ วินาทีก่อนก็ดับไป มีอาการตึงๆแข็งเข้าแทนที่ พอยกเท้าขึ้นอาการตึงๆแข็งๆด็ดับไป กลับมีอาการลอยเบาๆ โล่งๆเข้าแทนที่ เป็นต้น ยิ่งเคลื่อนไหวช้าๆ ยิ่งเห็นอาการชัด และในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น หากมีความคิดเกิดขึ้นให้หยุดเดินก่อน แล้วส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า คิดหนอๆๆๆ จนกว่าความคิดจะเลือนหายไป จึงกลับไปกำหนดเดินต่อ อย่ามองซ้ายมองขวา พยายามให้ใจอยู่กับเท้าที่ค่อยๆเคลื่อนไปเท่านั้น ถ้าเผลอหรือหลุดกำหนดให้เอาใหม่ เผลอเริ่มใหม่ ๆๆๆ ไม่ต้องหงุดหงิด การปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่า เดินจงกรม ต้องเดิน ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ๒) นั่งสมาธิ นั่งตัวตรง แต่ไม่ต้องตรงมาก ให้พอเหมาะสมกับสรีระของตนเอง นั่งสงบนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใดทั้งสิ้น จนสังเกตได้ว่าอวัยวะที่ยังไหวอยู่มีแต่ท้องเท่านั้น ให้ส่งจิตไปดูอาการไหวๆนั้นอย่างต่อเนื่อง แค่ดูเฉยๆ อย่าไปบังคับท้อง ปล่อยให้ท้องไหวไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ นั่งกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง ไม่หลุด ไม่เผลอ ถ้ามีเผลอสติบ้างก็ไม่ต้องหงุดหงิด เผลอ..เอาใหม่ ๆ จนเห็นอาการพอง อาการยุบค่อยๆชัดขึ้น ขณะเห็นท้องพองกำหนดในใจว่า พองหนอ ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่า ยุบหนอ บางครั้งท้องนิ่งพอง-ยุบไม่ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น รู้หนอๆๆ หรือ นิ่งหนอๆๆ บางครั้งพอง-ยุบเร็วแรงจนกำหนดไม่ทัน ก็ให้กำหนดรู้อาการนั้น รู้หนอๆๆ ถ้าขณะนั่งกำหนดอยู่มีความคิดเข้ามาให้หยุดกำหนดพองยุบไว้ก่อน ส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า คิดหนอๆๆ แรงๆ เร็วๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร พออาการคิดจางไปแล้ว หรือหายไปโดยฉับพลัน ให้กำหนดดูอาการที่หายไป รู้หนอๆๆ แล้วรีบกลับไปกำหนดพอง-ยุบต่อทันที อย่าปล่อยให้จิตว่างจากการกำหนดเด็ดขาด ขณะที่กำหนดอยู่นั้น ถ้าเกิดอาการปวดขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมา ให้ทิ้งพอง-ยุบไปเลย แล้วส่งจิตไปดูอาการปวดนั้น บริกรรมในใจว่า ปวดหนอๆๆ พยายามกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง แต่อย่าเอาจิตเข้าไปเป็นทุกข์กับอาการปวดนั้น ภายใน ๕ หรือ ๑๐ วันแรกให้กำหนดดูอาการปวดอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอารมณ์อื่นมากนัก จนกว่าอาการปวดจะหาย หรือลดลง วันแรกๆ อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก นั่งได้ ๑ ชั่วโมงแบบสบายๆ พอเรามีสมาธิมากขึ้น มีญาณปัญญามากขึ้น อาการปวดจะค่อยๆรุนแรงขึ้น จนทนแทบไม่ไหว จากที่เคยนั่งได้ ๑ ชั่วโมง พอวันที่ ๕-๖ เป็นต้นไป นั่ง ๑๐ หรือ ๒๐ นาทีก็ทนแทบไม่ไหวแล้ว ให้พยายามนั่งกำหนดต่อไปจนกว่าจะครบชั่วโมง (เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการกำหนดบัลลังก์ต่อๆไป) ยิ่งปวดมากก็ยิ่งกำหนดถี่ๆเร็วๆ แรงๆ นั่นแสดงว่าสมาธิของเราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน๑๐-๒๐ วันเวทนาก็จะหายขาดไปเอง หรืออาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยช่วงท้ายบัลลังก์ ถึงต้อนนี้วิปัสสนาญาณของคุณก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๔ แล้ว ขั้นต่อไป ไม่ควร/ห้ามปฏิบัติด้วยตนเอง(อย่างเด็ดขาด) ต้องมีพระอาจารย์คอยควบคุมอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นแล้วจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี ..ขอเตือน.. ที่อธิบายมานี้เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ ผู้ต้องการปฏิบัติให้เห็นมรรคเห็นผล พึงแสวงหาสำนักปฏิบัติที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเอาเองเถิด.. ดูต่อที่ : http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 31 ม.ค. 2551 (12:37) ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนาที่พบเห็นจากประสบการณ์ตรง ?? .................................................................................................. การปฏิบัติธรรม หรือการได้ผลดีต่างๆจาการปฏิบัติธรรม ควรมุ่งเน้นไปที่ ความสว่าง สะอาด สงบ ไม่ควรมุ่งเน้น หรือโฆษณา ให้เป็นอย่างอื่นๆ ที่เป็นผลพลอยได้ หรือของข้างเคียง ซึ่งจะได้เอง ตามเหตุตามปัจจัย ควรเน้นที่การทำเหตุให้ถูกต้อง ด้วยความเข้าใจที่ถุกต้อง ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง การอธิบายเรื่องการบรรลุธรรม จะสุ่มเสี่ยงมาก ที่จะกลายเป็นการโอ้อวด ซึ่งผู้มีปัญญา ย่อมไม่ควรทำ การอธิบาย จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ... อย่าอธิบายด้วยกิเลส ด้วยความหลง หรือมานะที่มีอยู่ในตัวของเรา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 31 ม.ค. 2551 (14:48) เกี่ยวข้องกับประเด็นของกระทู้ ขอเสนอให้พิจารณาดังนี้ครับ พระพุทธองค์ ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วย พระปัญญา พระวิสุทธิ และพระกรุณา การพิจารณาถึงหลักพระวินัยที่ท่านได้บัญญัติไว้ จึงต้องสะท้อน ศักยภาพสูงสุด 3 ประการนี้ ....................................................... ลองคิดง่ายๆ ให้พระพุทธองค์มีระดับ พระปัญญา= 10 พระวิสุทธิ=10 และพระกรุณา=10 ลองสมมติให้พระอรหันต์ ต้องมีระดับ อย่างน้อยดังนี้ พระปัญญา= 9 พระวิสุทธิ=9 และพระกรุณา=9 พระโสดาบัน ต้องมีระดับอย่างน้อย พระปัญญา= 7 พระวิสุทธิ=7 และพระกรุณา=7 และลองให้คนดีปุถุชนโดยเฉลี่ย มีระดับดังนี้ พระปัญญา= 3 พระวิสุทธิ=3 และพระกรุณา=3 เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ เราก็ต้องมาดูว่า ในระดับของ ปัญญา ความบริสุทธิ์ และการเห็นแก่คนอื่น ที่พวกเรามีอยู่นั้น เราจะเชื่อมั่นในความคิดอ่านของเราเองได้เพียงใด ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 31 ม.ค. 2551 (18:44) ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นดีๆทุกความเห็นครับ จริงๆเเล้วผมอ่านเองตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะนำเสนอความเห็นต่อไปอย่างไร เพราะมันเหมือนกับเป็นบทความที่อธิบายข้อมูลเฉยๆก็เลยไม่รู้จะเเสดงความคิดเห็นอย่างไร เเต่ถ้าเห็นเเย้งก็น่าจะมีเหมือนกัน จากความเห็นของคุณ bad&good เเสดงให้เห็นได้ว่า คุณ bad&good อ่านเเล้วน่าจะมีทัศนคติค่อนข้างไปในทางบวกกับเรื่อง "การบวชภิกษุณี" ตามเนื้อเรื่องในกระทู้ สำหรับคุณ montasavi ก็นำเรื่องดีๆจากการฝึกวิปัสนาจากประสบการณ์ตรงมาให้อ่านเเละสุดท้ายสำหรับ คุณ mathguy ที่ให้ข้อเเนะนำที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรมเเละข้อคิดสำหรับการพิจารณาปัญญาของบุคคล ซึ่งอาจจะนำมาเชื่อมโยงกับกระทู้นี้ได้ว่า สำหรับปุถุชนนั้น เรามีพระปัญญา พระวิสุทธิ เเละพระกรุณาอันน้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่มีศักยภาพที่สูงกว่า เพราะฉะนั้นเราพึงควรพิจารณาความคิดของผู้อื่น เเละที่สำคัญคือความคิดของตัวเราเองให้มาก ก่อนจะปักใจเชื่ออะไรลงไป เเล้วจะหาเรื่องที่น่าสนใจมาลงไว้ในโอกาสต่อไปครับ.. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 1 ก.พ. 2551 (10:30) เรื่อง "การบวชภิกษุณี" พระพุทธองค์ก็ได้ให้แบบอย่างการปฏิบัติที่ดีไว้แล้ว ถ้าหากทำตามแนวทางของท่านได้ ก็ควรทำตาม ผลที่ดีงามน่าจะเกิดขึ้นอย่างพอเพียง อย่างที่ควรจะเป็น อย่างดีที่สุดแล้ว จริงๆ ฆราวาสฝ่ายหญิง ที่สนใจ ใฝ่ใจในธรรมจริงๆ และได้ศึกษาอย่างดีพอ รวมทั้งมีการปฏิบัติธรรมได้ผลดีในระดับหนึ่งนั้น ย่อมจะมีปัญญา เพียงพอที่จะวินิจฉัย แนวทางของพระพุทธองค์ การเป็นแม่ชี ก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ผลดีเลิศได้ มีตัวอย่างให้เห็นพอสมควร ดังนั้น การจะเป็นหรือไม่เป็นภิกษุณี จึงเป็นเรื่องสมมติทางสังคม แต่หากมีความเชื่อมั่น มีความแน่วแน่ต่อการเป็นภิกษุณี ด้วยมองเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติธรรม เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ควรรับ "ครุธรรม" ที่พระพุทธองค์ให้เป็นอุบายนั้นไปปฏิบัติ สำหรับผู้ที่จิตใจอบรมมาดีแล้ว ปัญญามีมากแล้ว "ครุธรรม" ก็เป็นแค่เพียงสิ่งที่เป็นปกติธรรมดาเท่านั้น .................................................................... หากจะถกเถียง หรือพยายามเปลี่ยนแปลง เพื่อมานะ เพื่ออำนาจ เพื่อสิทธิ หรือสมมติทางโลก พิจารณาดูแล้ว ไม่ควรเลยเป็นอย่างยิ่ง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 2 ก.พ. 2551 (12:39) เกี่ยวกับเรื่องว่า ใครเป็นเจ้าของศาสนาพุทธ ให้นึกถึงคำสอนของหลวงปู่มั่นที่ว่า .............................................................................. ธรรมะของพระพุทธองค์ หากเข้าไปอยู่ในจิตใจของ พระอริยเจ้า แล้วก็จะเป็นของจริง หากเข้าไปอยู่ในจิตใจของคนธรรมดาแล้ว ก็จะยังเป็นของปลอมอยู่ทั้งสิ้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 4 ก.พ. 2551 (11:22) พระอริยเจ้า = Ariyan? Ariyan = people of an ancient ethnic group (believed to have migrated into Northern India from Western Iran or Persia - and sometimes believed to have conquered the indigenus people [possibly called 'Naga' นาค] and made them 'Dassa' ทาส -). See also "Ariya sacca" (The 4 Noble Truths or literally the truths of or for Ariyan.) ็How should we understand your quote? SR (IP:144.138.31.197) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 4 ก.พ. 2551 (12:28) อ่านดูจากเนื้อหาการพูดคุย ไม่น่าสื่อให้เข้าใจผิดได้ครับ หากชวนเข้าใจผิด ผมต้องขออภัย .................................................................................................................... คำว่า "พระอริยเจ้า" ผมหมายถึง พระอริยะสงฆ์ หรือพุทธบริษัทที่พัฒนาตนเองจนภูมิธรรมเข้าถึงขั้นตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป จนถึงพระอรหันต์ .................................................................................................................... ผมอาจจะหละหลวมเรื่องการอ้างอิง หนังสือ หรือแหล่งที่มาต่างๆบ้าง ด้วยเพราะเห็นว่าเป็นการคุยกันกึ่งเป็นทางการ บรรยากาศกัลยาณมิตร สบายๆ และการศึกษา ปฏิบัติธรรมของผม ก็ให้สมดุลระหว่าง ปริยัติและปฏิบัติ รวมทั้งปฏิเวธ (ถึงจะมีอยู่น้อยนิดก็ตาม) เรื่องเนื้อหานั้น หากผิดเพี้ยน ก็ยินดีรับฟังคำถ้วงติง ด้วยความเคารพครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 4 ก.พ. 2551 (12:42) เรื่องความหมายของคำต่างๆ ที่ใช้ในบริบทของคำสอนของพระพุทธองค์นี้ เป็นเรื่องที่แสดงถึง พระปัญญาของท่านเป็นอย่างดี ท่านจะพยายามใช้คำเดิมที่มีอยู่แล้ว หากแต่ให้ความหมายใหม่ ที่เป็นความหมายที่ถูกต้อง เป็นความหมายที่เจริญปัญญา แต่ปัญหา ก็เกิดขึ้น เพราะเราปุถุชน มีปัญหาทางด้านภาษากัน ในแทบทุกระดับ ที่เป็นปัญหามากคือ เราเอาความหมายที่แตกต่างกันนั้นๆ มาใช้ผสมปนเปกันไปหมด นี่ไม่นับรวม ภาษาวิชาการทางตะวันตก ที่เราเอามาแปลใช้กัน แบบเข้าใจกันชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง หรือต่างคนต่างเข้าใจ ท่านพุทธทาส เป็นตัวอย่างอันดีของบุคคลที่พยายามตลอดชีวิต เพื่อให้พุทธบริษัท เข้าใจความหมายของคำ ของหัวใจ หรือแก่นแท้ของธรรมะที่พระพุทธองค์ทิ้งไว้เป็นมรดกให้กับชาวโลก |