คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ใครคือเจ้าของพระพุทธศาสนา ( ตอนที่ 2 + ตอนที่3 )
โพสต์เมื่อ: 18:36 วันที่ 30 ม.ค. 2551         ชมแล้ว: 1,931 ตอบแล้ว: 7
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของศาสนากับกฏของศาสนา เช่น ศาสนาที่นับถือพระเจ้า กฏทางศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์เเตะต้องไม่ได้เลยหรือเเตะต้องได้ในขอบเขตจำกัดเเละมี "เงื่อนไข" กฏของบางศาสนามีลักษณะการปฏิบัติที่เปิดเผยโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คนในศาสนาอื่นสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย เช่น การไม่บริโภคเนื้อหมูเเละไม่เลี้ยงสุนัขเอาไว้ในบ้านของชาวมุสลิม สาเหตุที่มาของกฏนี้สันนิษฐาน(เดา)ว่า ในสมัยนั้น อาจมีโรคระบาดในสุกรเเละสุนัข ส่วนเรื่องเเนวคิดที่จะให้เปลี่ยนกฏทางศาสนาอิสลามเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย เพราะชาวมุสลิมถือว่ากฏทางศาสนาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงวางกฏเหล่านี้ไว้ไว้ มนุษย์เราไม่มี(อำนาจ)ที่จะปรับเปลี่ยนเเก้ไขกฏได้เลย เช่นเดียวกับระบบวรรณะในอินเดีย เพราะชาวฮินดูเข้าใจว่ามาจากพระเจ้า เเละกลายเป็น "วัฒนธรรม" ประจำชาติที่ยังคงดำรงอยู่ เป็นที่น่าสังเกตว่า พุทธศาสนาอย่างเถรวาทไม่เชื่อพระเจ้า ไม่สอนเรื่องพระเจ้า เเละเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง " เเต่เวลาเราปฏิบัติต่อกฏทางศาสนาที่ออกโดยพระพุทธองค์ (เราปฏิบัติเสมือนว่าพระองค์เป็นพระเจ้า) " กฏที่ทรงออกเเตะต้องไม่ได้ ปรับเเก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะมี เหตุ-ผล ที่สมควร หรือจะมองเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการปรับเเก้นั้นเพียงใดก็ตาม คือ ถึงเเม้ว่ากฏนั้นเมื่อปรับเเก้เเล้วสร้างประโยชน์เเก่ผู้(ใช้กฏ)ได้มากกว่าก็ตาม การปฏิบัติต่อกฏทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ก็อาจเข้าใจได้ว่าเรามีความเคารพอย่างสูงต่อพุทธองค์ เคารพคำสอนก็เปรียบเหมือนเคารพพุทธองค์ เเต่.. " เราก็สามารถกระทำเช่นเดียวกันนี้กับผู้อื่นที่ไม่ใช่ศาสดา " เหตุผลนั้นเป็นที่ทราบกันดังตอนใกล้ปรินิพพาน พุทธองค์มีพุทธดำรัสว่า "ในอนาคตหากสงฆ์จะเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยก็สามารถกระทำได้" นี่เป็นสิ่งเเสดงว่าพุทธองค์ทรง ((เข้าใจสถานะของพระวินัย)) เข้าใจว่า บางเรื่องอาจใช้ไม่ได้เมื่อยุคสมัยกาลเวลาเปลี่ยนไป เเต่คณะสงฆ์ที่ร่วมกันทำสังคายนาครั้งเเรกก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพุทธานุญาตข้อนี้ได้เพราะ ข้อจำกัดด้านสติปัญญาของคณะสงฆ์ ที่เป็นเหตุทำให้ไม่สามารถพิจารณาร่วมกันได้ว่า "กฏอะไรบ้างพึงจะเข้าข่ายที่สามารถเเตะต้องได้" เมื่อตายตั้งเเต่น้ำตื้นเช่นนี้ สิ่งที่"ควรจะ" เป็นต่อไป คือ "ทิ้งโอกาสนั้นเอาไว้สำหรับให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะ(คิดได้)เเละใช้ประโยชน์จากพุทธานุญาตนั้น" เเต่กลับตาลปัตรคณะสงฆ์ที่ทำการสังคายคราวนั้นลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าต่อจากนี้คณะสงฆ์เถรวาทจะไม่เเตะต้องพระวินัยใดๆทั้งสิ้น มีเท่าใดปฏิบัติตามนั้น ไม่เพิ่ม ไม่ถอน มติที่ว่านี้ถูกใช้สืบกันมา เข้าใจว่าการทำเเบบนี้อาจตีความได้ว่า "ไม่เคารพต่อพระญาณของพระพุทธองค์ที่หยั่งเห็นความเป็นอนิจจังของโลก" เปรียบเทียบกับเรื่องการเปลี่ยนเเปลงการปกครอง จากพระราชาที่เปิดช่องให้เเก้กฏหมายไปสู่ยุคการปกครองของ คณะรัฐมนตรี เปรียบคือ พระสงฆ์(ออกความเห็นเลือกตัวเเทน) เเละ คณะสงฆ์ที่เป็นตัวเเทนสงฆ์ทั้งหมดที่มีอำนาจในการปรับเเก้ เเต่สาเหตุที่ไม่มีการปรับเเก้ (เปรียบเทียบกับเรื่องการเมือง) ไม่ทำอะไร ก็ไม่ต้องกลัวผลที่อาจจะ "มีอะไร" ตามมาทีหลัง ถ้าไม่เเน่ใจ หรือ ไม่สามารถมั่นใจว่าผลของสิ่งที่จะทำ จะส่งผลกลับมา ดี หรือ ไม่ดี ก็ไม่ควรเสี่ยง "อยู่เฉยๆเซฟตัวเองไว้ก่อนดีกว่า" ปัจจุบันนี้ มหาเถรสมาคม ก็เปรียบเหมือน รัฐบาลของพุทธเถรวาทในบ้านเรา เราต้องเริ่มพิจารณา "ปัญหา" ที่สัมพันธ์กับพระพุทธศาสนา ทั้งในปัจจุบันเเละอนาคตต่อไปว่าจะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม เรื่องที่ว่านี้คือ ใครคือเจ้าของพุทธศาสนาเถรวาท ส่วนใหญ่เราเข้าใจว่าคือ พระอรหันต์ 500 รูป อันมีพระมหากัสปะเถระเป็นประธานกระทำสังคายนาวางหลักการต่างๆเกี่ยวกับพระธรรมวินัย จวบจนถึงปัจจุบัน ถ้าพูดถึงเรื่องทายาทของท่านเจ้าของโดยตรง นั่นก็คือ มหาเถรสมาคมในปัจจุบัน อีกอย่างพระพุทธองค์มิได้ตั้งผู้หนึ่งผู้ใดให้เป็นผู้มีสิทธิ์ขาดในการกำหนดในการกำหนดพระธรรมวินัยสืบเเทนพระองค์ จากตรงนี้อาจตีความได้หรือไม่ว่า พระองค์ทรงเห็นว่า "ไม่มีใครเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา"

yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 ม.ค. 2551 (19:56)
คำสอนของพุทธศาสนาต่างจากศาสนาอื่น คือ คำสอนของศาสนาอื่นนั้นเป็นคำสั่งสำเร็จรูปที่ศาสนิกจะต้องทำตามให้เทพเจ้าพึงพอใจสถานเดียว ใครไม่ทำตามจะถูกลงโทษจากเทพเจ้าเบื้องบนโดยการให้ตกนรกไปตลอดกาล .....แต่คำสอนของพุทธศาสนาเป็นเพียงการนำกฏความจริงของธรรมชาติมาบอกเท่านั้น ...พระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้สร้างกฏหรือผู้บังคับผู้คนให้ต้องทำตามกฏ พระองค์เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่พยายามสั่งสม/บำเพ็ญบารมีมาแล้วเป็นล้าน ๆ ชาติ จนได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้แจ้งในกฏเกณฑ์ทั้งปวงของธรรมชาติว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีอะไรเป็นสาเหตุ ดังปรากฏหลังฐานให้ศึกษาในจูฬกัมมวิภังคสูตร และทรงรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะหลุดพ้นไปจากกฏเกณฑ์ทั้งปวงของธรรมชาติได้


ศาสนาพุทธมิใช่ว่าปฏิเสธเรื่อง “พระเจ้า” แต่ไม่ให้ความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะไปพึ่งพายึดถือ เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า การได้เป็นเทพหรือการไปเกิดอยู่ในวิมานในสวรรค์แล้วยังมิใช่สุขแท้สุขถาวรที่ไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์อีก คือ แม้จะได้เกิดเป็นเทวดา...ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ตกนรกบ้าง ขึ้นสวรรค์บ้าง ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็มีโอกาสที่จะตกนรกสูง เพราะคนที่เกิดมาแล้วไม่ทำบาปเลยไม่มี

ศาสนาพุทธมุ่งศึกษาแต่ในประเด็นว่าทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นไปจากกฏเกณฑ์ทั้งปวงได้ ไม่ต้องยอมสยบอยู่กับอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงค้นพบวิธีการนั้น นั่นก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สามารถปฏิบัติให้เห็นผลได้จริงในชาติปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยตนเองในชาตินี้ ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน ซึ่งมีพระอริยเจ้าในพุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ทราบจนเห็นประจักษ์แล้วนำออกเผยแผ่สืบทอดต่อ ๆ กันมาทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน
montasavi (IP:202.28.111.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 30 ม.ค. 2551 (20:00)
คุณเข้าใจ พุทธพจน์ที่ว่า " อำนาจ เป็นใหญ่ในโลก" มากน้อยแค่ไหน..น่าแปลกนะครับ

ทำไม่พระพุทธเจ้าไม่ตรัสว่า "ธรรมเป็นใหญ่ในโลก"

หาคำตอบได้จาก ประโยคที่ว่า "....ต่อให้มีพระอรหันต์เต็มเมือง ก็รักษาพุทธศาสนาไว้ไม่ได้ ถ้า อำนาจรัฐไม่คุ้มครอง "
montasavi (IP:202.28.111.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 30 ม.ค. 2551 (20:32)
ตอนที่3 final

เเต่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานมา มติของคณะสงฆ์ในการสังคายนาคราวเเรกก็กลายมาเป็นศูนย์รวมของการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา หรือ เป็นการการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ยิ่งในประเทศไทยมีการกำหนดกฏหมายให้อำนาจบริหารงานพระพุทธศาสนาอยู่ในมือของคณะบุคคล โดยที่คณะบุคคลเหล่านี้ "ถือเอามติของการสังคายนาครั้งเเรกเป็นหลัก"
สิ่งที่เเต่เดิมไม่มีใครเป็นเจ้าของ ก็เริ่มเปลี่ยนเเปลงเเปลงกลายมาเป็นสิ่งที่มีเจ้าของ เเละเเสดงออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้น
เจ้าของสิ่งใดก็ตามก็คือคนที่มีอำนาจในการจัดการกับสิ่งนั้น โดยที่คนอื่นไม่สามารถจะเข้าไปข้องเกี่ยวเเตะต้องได้ อย่างเรื่อง การบวชภิกษุณีก็เหมือนจะมีคนมาเกี่ยวข้องอยู่ 2 จำพวก
1. พวกที่พยายามเรียกร้องให้สตรีได้บวชเป็นภิกษุณี
2. พวกที่พยายามบอกว่าไม่สามารถทำตามสิ่งที่เรียกร้องได้

พวกในข้อ 1 จะถูกมองโดยพวกในข้อ 2 ว่า "เป็นคนอื่นไม่ใช่เจ้าของพุทธศาสนา"
เพราะสามารถจะตัดสินว่าไม่อาจให้หรืออาจให้สิ่งที่คนอื่นร้องขอ

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างไม่ได้มีเเค่ด้านลบ หรือด้านบวกเพียงอย่างเดียว การที่มีมหาเถระสมาคมที่เปรียบดังเจ้าของก็เช่นเดียวกัน ในด้านดีที่ทำให้พระพุทธศาสนาในบ้านเราเเข็งเเรงในบางด้าน
(เปรียบเทียบกับการเมิอง)..........

เเต่สิ่งที่อยากเสนอนอกจากการเป็นเจ้าของโดย"สมมุติ" คือ การเป็นเจ้าของอย่าง
"ปรมัตถ์" ซึ่งโดยเเท้จริงเเล้วธรรมนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของได้ พระธรรม คือ ความจริงตามธรรมชาติที่มีอยู่เเล้วทรงค้นพบเเละนำมาสอนมาบอก ไม่มีใครหยิบฉวยไปได้

เเต่ดูเหมือนในเวลานี้จะมีคนบางคนบางกลุ่มเข้าใจว่าตนเองเป็นเจ้าของพระธรรม หรือตนเองมีหน้าที่พิทักษ์พระธรรมให้สะอาดบริสุทธิ์
ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นกุศลธรรมเพราะเกิดจากความหวังดีต่อพุทธศาสนา เเต่ความหวังดีนั้นก็อาจทำให้เกิด "ช่องโหว่" ที่อาจก่อให้เกิดการปฏิบัติไม่ชอบต่อผู้อื่น ?

ถ้ายกเรื่องการบวชภิกษุณี ส่วนใหญ่ผู้ที่คัดค้านในเรื่องนี้ จะเป็นผู้รู้ในทางคัมภีร์ (ทางทฤษฎี) เมื่อเห็นว่าการปฏิบัติไม่ตรงคัมภีร์ ก็เเสดงความเดือดร้อนมากกว่าชาวบ้านทั่วไป จุดนี้เองอาจจะกลายเป็นอกุศลธรรม ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในความคิดที่ว่า "ฉันคือเจ้าของพระพุทธศาสนา" ค่อยๆซึมเข้าสู่จิตใจได้โดยไม่รู้ตัว

ภาพของเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมานี้ยังเห็นได้เด่นชัด เมื่อมาว่ากันด้วยเรื่องของ "สิทธิ"
เมื่อพิจารณาให้รอบด้าน
"ใครมีสิทธิ" ในเรื่องนี้
1. พระพุทธเจ้า ?
2. มหาเถระสมาคม
3. คัมภีร์ที่ใช้มติจากการสังคายนาครั้งเเรกเป็นตัวชี้ขาดมา 2500 ปี
ใคร?
1. เป็นไปได้หรือไม่ที่การบวชภิกษุณีเป็นหนึ่งในบรรดากฏทางศาสนาที่
" พระพุทธเจ้าเห็นว่าปรับเเก้ได้ ? "
2. พระพุทธเจ้าได้เปิดช่องเอาไว้ให้เเก้ ช่องนั้นถูกปิดมา 2500 ปี ทำไม มี เหตุ-ผล อะไรทำไมช่องนี้จะเปิดขึ้นใหม่ไม่ได้

(อันนี้เป็นคำถามในเรื่องไม่เกี่ยวกับกระทู้นี้คัดลอกมาเฉยๆ)

จบ.
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 30 ม.ค. 2551 (21:27)
ท่านYoshi (ตอบ เพื่อกระทู้ตอนต้น)
เพราะว่า มนุษย์ยังคงติดอยู่ในรูปแบบ ติดอยู่กับขั้นตอน ติดอยู่กับวิชาการ เช่น
คุณชื่ออะไร
อยู่ที่ไหน
เบอร์โทรที่บ้านอะไร
เบอร์โทรมือถือ
มีรถยี่ห้ออะไร
มีบ้าน
มีคู่สมรสชื่ออะไร
มีบุตรธิดา กี่คนชื่ออะไร
มีบิดามารดาชื่ออะไร สัญชาติใด
นับถือศาสนาอะไร
..........................................................
ทุกคำถาม บางคนไม่มีคำตอบ เพราะเขาและเธอยังไม่มีข้อมูล บางเรื่อง
........................................................
มนุษย์จึงผูกเรื่องของศาสนาของตน ไปผูกกับศาสนาลัทธิอื่น ว่า
ต้องมีข้อห้าม ต้องมีข้อต้องทำ
ต้องมีรูปปั้น
ต้องมีเครื่องเซ่นไหว้
ต้องไหว้แล้วได้คืน มากินเอง
เมื่อทำดี แล้วจะได้รับสิ่งที่คาดหวัง

.........................................
ศาสนาพุทธ อาจไม่มีคำตอบ ข้อมูล บางเรื่อง
แต่ผู้นับถือ ศาสนาอื่น ก็ว่า เธอต้องมี เพราะศาสนาฉัน มี
.........................................
ถ้าแบบนี้ก็ไม่มีวันจบ
.......................................
อย่าลืมว่า ศาสนาพุทธ ตามดินแดนต่างประเทศ ต่างภาษา มีความแตกต่างกัน
จนบางคนไม่อยากเชื่อว่า ใช่หรือ ศาสนาพุทธ เดียวกัน
อาจเป็นได้ว่า พระอรหันต์บางรูป พยายามทำให้เธอทั้งหลาย ให้เข้าถึงแก่นแห่งพุทธ

จึงจำเป็นต้องใช้วิธีอื่น เพื่อให้ซึมซับ พุทธะ ในภายหลัง

กิจกรรม พิธีกรรม ความเชื่อ
การยึดเอา พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
การไม่ยึดเอา พระพุทธเจ้าเป็นเทพเจ้า กลับยึดเอา ความรู้แห่งพุทธธรรม(แก่นแท้)
เป็นเครื่องนำทางแห่งจิตวิญญาณ
ก็ทำให้ง่ายต่อการเผยแผ่ มากว่ากลุ่มยึดเอาเทพเจ้า หรือพิธีกรรม เป็นหลัก

เป้าหมายที่ต้องการให้เธอเข้าถึงพุทธ จึงสำเร็จลงทั้งสองเส้นทาง (ซึ่งพระอรหันต์ต่างคิดวิธีกัน เอาเอง ก็เป็นได้ (เมื่อก่อน ไม่มีโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกัน)

แล้วสุดท้าย เธอก็เข้าใจในพุทธ
เพราะถูกปรับความเข้าใจในขั้นตอนสุดท้ายว่า
หยุดกิเลสได้ ก็คือหยุดทุกข์ ที่เธอกลัวลงได้ (ข้อสังเกตุ ไม่มีเทพเจ้า พระเจ้า อยู่เลย)
.......................................................
ส่วน ใครเป็นเจ้าของ ศาสนาพุทธ

อ่านแล้วขำ

พระพุทธทาส ก็กล่าวแล้วว่า อย่าได้ยึดติดอะไร
แม้นแต่ยึดติดใน พุทธธรรม นั้นนับว่า เธอยังคงมีกิเลส อยู่
แม้นเธอจะยึด แม้นเธอจะกล่าวอ้างว่า ธรรมะ นี้เป็นของฉัน เป็นของชาติ..........ของฉัน
เธอคนนั้น ก็ไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้า
......................................................
การแสดงความเป็นเจ้าของ
ถ้าทำตามแบบโลกมนุษย์ เขาทำกัน
คือ ต้องมีรูปแบบ ตามอย่างข้างต้น

อ้าว..........ศาสนาพุทธ ในประเทศไทย นี้ เป็นของ ใคร
พวกผมเองครับ.................
มีวัด มีพระธรรม มีพระสงฆ์ มีพระพุทธรูป
สิ่งเหล่านี้ เป็นของเธอ เธอต้องทำนุบำรุงรักษา อนุรักษ์สืบต่อไป
อนุรักษ์เหมือนคนอื่นเขา ทำเป็นหรือไม่
ถ้าทำไม่เป็น ศาสนาพุทธ ไม่คงอยู่
ศาสนานิยม ชาตินิยม ความอะไร อะไร ของเธอ ที่ว่า ศาสนาพุทธ หายไปไหน
อย่าทำให้เสีย นะ อายเขา นะ

ผู้มีหน้าที่ อนุรักษ์ ให้มาทางนี้ ทำซิ
พอให้หน้าที่เขาแล้ว เขาทำ ทำอย่างที่เขาตัดสินใจดีแล้ว ว่า ต้องทำแบบนี้
ก็ต้องทำเช่นนั้น อย่างนั้น
(ใครไม่ตาม ก็ไม่มีใครว่ากล่าวเธอได้
ใครที่คิดได้อย่างดีเยี่ยม สูงขึ้นไป ก็หลุดพ้นทุกข์เร็วขึ้น)

ภาพรวม เธอจึงมองว่า ต้องมีกลุ่มคน ทำหน้าที่ (ตามอย่างแบบชาวโลก)

ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นด้วย อย่างน้อย ศาสนาพุทธ ก็ไม่เสื่อมลงไปอย่างรวดเร็ว
และทำให้มนุษย์ได้มีโอกาสหลุดพ้นทุกข์ เมื่อเข้าถึง แก่นแห่งธรรม

ดังนั้น อย่าไปชึ้เลยว่า กลุ่มใดเป็นเจ้าของ
ถือไว้มันหนัก นะ
มีอีกหลายประเทศ เขาก็อนุรักษ์พุทธ และมีวิธีเผยแผ่ที่ต่างออกไป
ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า กลุ่มพระต่างประเทศ เหล่านั้น ก็คงถูกตำหนิ เช่นกัน
เพราะทำไม่เหมือนฉัน จึงสรุป เขาว่า เขาทำ ไม่ถูกต้อง
......................................................................
ส่วนท่าน Montaฯ
ถ้าข้าพเจ้าจะกล่าวว่า ถ้ากลุ่มพระ ผู้มีหน้าที่ ได้กล่าวประโยคใดประโยคหนึ่ง ล่ะ คือ

1." อำนาจ แห่ง พุทธ เป็นใหญ่ในโลก"

2."ธรรมเป็นใหญ่ในโลก"

3. "ต่อให้มีพระอรหันต์เต็มเมือง ก็รักษาพุทธศาสนาไว้ไม่ได้ ถ้า อำนาจรัฐไม่คุ้มครอง "

4. "ต่อให้อำนาจรัฐคุ้มครองท่าน แม้นไม่อรหันต์ในเมือง ท่านอย่าได้หวัง บรรลุธรรม"

เช่นนี้ ผู้นำกลุ่มอนุรักษ์ศาสนาพุทธ สามารถชึ้แจง อธิบายเหตุผลได้ทุกข้อ
คือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ถูกทุกข้อ
เพราะทั้งหมดนั้น คือ ความรู้สึก ตามแบบอย่างทางโลก
คำตอบ ของพุทธที่แท้จริง อาจจะกล่าวว่า ผิดทุกข้อ ก็ได้
เพราะเกือบทุกข้อ ยังคงติดอยู่กับกิเลส ยังคงติดอยู่กับโลกธรรม 8
ยังคงคิดจะพึ่งพาสิ่งอื่น(กิเลสอื่น)เพื่อให้คนทั้งหลายรู้ว่า เธอต้องยอมรับฉัน
แท้ที่จริงแล้ว
เธอ , ไม่มี(จะอวดความเป็นเจ้าของ)
ฉัน , ก็ ไม่มี(จะอวดความเป็นเจ้าของ)
จึงจะเข้าถึงพุทธได้
(ซึ่งกลุ่มพระบางส่วน ที่ชาวโลกเข้าใจว่า อ้างอวดเป็นเจ้าของพระธรรม นั้น
อาจเข้าถึงแก่นพุทธ ไปแล้ว โดยไม่ได้คิด ไปตามอย่างชาวโลก
ที่จะไปยึดติดรูปแบบคำว่า"หน้าที่" หรือแสดงตัวเป็น"เจ้าของ" อย่างที่ ชาวโลก เข้าใจกัน)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 31 ม.ค. 2551 (15:10)
"คณะสงฆ์ที่ทำการสังคายคราวนั้นลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าต่อจากนี้คณะสงฆ์เถรวาทจะไม่เเตะต้องพระวินัยใดๆทั้งสิ้น มีเท่าใดปฏิบัติตามนั้น ไม่เพิ่ม ไม่ถอน"

.........................................................................................

กลุ่มสงฆ์ที่สังคายนา เชื่อว่าเป็นกลุ่มของพระอรหันต์

ซึ่งมีพระปัญญา พระวิสุทธิ พระกรุณา อย่างเต็มเปี่ยม


.........................................................................................

การที่จะเข้าใจมติเช่นนี้ได้

เราเองต้องมีปัญญา มีความบริสุทธิ์ มีความกรุณา ในระดับที่มากพอสมควร

ดังนั้น ต้องกลับมาถามตัวกิเลส ตัวอวิชชาที่มีอยู่ในตัวเราเองในขณะนี้

.........................................................................................

การเข้าไปยึดว่า ต้องคงไว้เปลี่ยนไม่ได้เลย(ตามตัวอักษร) หรือยึดว่าควรต้องเปลี่ยนได้ ชนิด ขาว กับ ดำ น่าจะเป็นการหลงทาง ไกลไปจากปัญญา


ควรจะพิจารณาว่า พยายามคงไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่เปลี่ยนตามอำเภอใจ แต่หากมีภูมิธรรมมากพอแล้ว ปัญญา ความบริสุทธิ์ ความกรุณา จะบอกเราเองว่าต้องทำอย่างไร


แต่ต้องระวัง ความด้อยปัญญา ความไม่บริสุทธิ์ ความไม่ได้กรุณาอย่างแท้จริงของเรา ที่จะหลอกเราเองได้ง่ายๆ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1651 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 31 ม.ค. 2551 (15:15)

"การลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าต่อจากนี้คณะสงฆ์เถรวาทจะไม่เเตะต้องพระวินัยใดๆทั้งสิ้น มีเท่าใดปฏิบัติตามนั้น ไม่เพิ่ม ไม่ถอน"


.............................................................................................................

เป็นความพยายามที่จะคงไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่เปลี่ยนตามอำเภอใจ

เป็นความพยายามที่จะตัดช่องทางของกิเลส ของความเสื่อมให้ได้มากที่สุด

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1651 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 31 ม.ค. 2551 (18:21)
ขอบคุณ คุณ mathguy, montasavi เเละ bad&good สำหรับทุกความคิดเห็น ทุกท่านเเสดงความเห็นได้หลากหลายดีครับ จริงๆเเล้วเรื่องนี้ ผมเองก็ยังไม่ได้พิจารณาเนื้อความอย่างถ่องเเท้ โดยเฉพาะบทความที่เเฝงไว้ด้วย
"ทัศนคติส่วนตัวของผู้เขียนค่อนข้างมาก"
เเต่ถ้ายกมาในส่วนที่คุณ montasavi เเละ คุณ bad&good ได้เสนอมา ที่ว่า

................................................................................................................

คุณเข้าใจ พุทธพจน์ที่ว่า " อำนาจ เป็นใหญ่ในโลก" มากน้อยแค่ไหน..น่าแปลกนะครับ
ทำไม่พระพุทธเจ้าไม่ตรัสว่า "ธรรมเป็นใหญ่ในโลก"
หาคำตอบได้จาก ประโยคที่ว่า "....ต่อให้มีพระอรหันต์เต็มเมือง ก็รักษาพุทธศาสนาไว้ไม่ได้ ถ้า อำนาจรัฐไม่คุ้มครอง "

ของคุณ montasavi

จนมาถึง

1." อำนาจ แห่ง พุทธ เป็นใหญ่ในโลก"

2."ธรรมเป็นใหญ่ในโลก"

3. "ต่อให้มีพระอรหันต์เต็มเมือง ก็รักษาพุทธศาสนาไว้ไม่ได้ ถ้า อำนาจรัฐไม่คุ้มครอง "

4. "ต่อให้อำนาจรัฐคุ้มครองท่าน แม้นไม่อรหันต์ในเมือง ท่านอย่าได้หวัง บรรลุธรรม"

ของคุณ bad&good

จากตรงนี้อาจจะพอสรุปได้หรือไม่ว่า
ความอยู่รอดของศาสนาพุทธนั้นต้องขึ้นอยู่กับ 2 สิ่งนี้

ทางโลก เเละ ทางธรรม

ทั้ง 2 สิ่ง ไปด้วยกัน เกื้อหนุนกัน เเต่นับวัน เรื่องทางโลกจะมีอิทธิพลต่อเรื่องทางธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ
จนอะไรๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธดูจะกลายเป็นเรื่อง "ทางโลก" ไปเสียหมด
รวมถึง การใช้ปัญญาพิจารณา ข้อถกเถียง เกี่ยวกับปัญหาต่างๆก็รังเเต่จะอยู่บนฐานของความคิดที่ใช้เรื่อง "ทางโลก" อ้างอิงไปเสียหมด... ถึงเเม้มันจะไม่ได้เเสดงออกโดยตรงว่า ความคิดเหล่านั้น เป็นผลมาจาก "เรื่องทางโลก" ก็ตาม เเต่เมื่อเรามองดู
"สภาพความเป็นจริง" ให้ถี่ถ้วน ก็จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆที่มาเชื่อมโยงอยู่กับการ "ขับเคลื่อนศาสนาพุทธในปัจจุบัน" นั้นล้วนมีเหตุเกี่ยวข้องมาจากเรื่อง "ทางโลกเกือบทั้งสิ้น"
เเล้วทางธรรมอยู่ที่ไหน?
1. อยู่ในจิตใจ
2. เป็นเรื่องส่วนบุคคล
3. อาจเเสดงออกหรือไม่ก็ได้
4. ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
5. การปฏฺบัติที่ต่างวิธีเเต่นำไปสู่เเก่นเเท้เดียวกัน

คืออะไร? อะไรที่เห็นได้ง่ายกว่า เราตัดสินจากสิ่งที่เห็น หรือ ไม่เห็น
1. พุทธทางโลก ที่เห็นได้ง่าย
2. พุทธทางธรรม ที่เป็นปัคเจกชน เป็นเรื่องที่ต้องรู้ด้วยตัวเอง

ทั้ง 2 อย่างหลอมหลวมเข้าด้วยกัน เเต่คนที่มองนั้นจะเอาอะไรมาตัดสิน
สิ่งที่เห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีเเต่พุทธทางโลก เพราะมันเห็นได้ง่าย เเล้วคนเหล่านั้นก็มักเชื่อมโยง พุทธทางโลก เเละ พุทธทางธรรม เข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนียวเเน่นว่า

" พุทธทางโลกนั้นเป็นสิ่งเดียวกับพุทธทางธรรม "

ถ้าพุทธทางโลกดี ก็ย่อมเเสดงว่า พุทธทางธรรมย่อมดีไปด้วย

จริงหรือไม่ มีคนที่พยายามจะบอกว่าเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คือ พุทธทางโลกกลายเป็นสิ่งชี้นำที่มีอำนาจในการตัดสินกรณีปัญหาต่างๆ จนเสมือนว่า

"พุทธศาสนากลายเป็นศาสนาทางโลกไปเสียเเล้ว"

กลายเป็นศาสนาของคนที่อยู่ในทางโลก เพราะตัดสินกรณีปัญหาต่างๆที่เเท้จริงเเล้วมีเหตุ
"ทางโลก" เป็นตัวชักจูง เเต่ในขณะเดียวกันกลับใช้เหตุ "ทางธรรม" เป็นข้ออ้างในการตัดสินกรณีปัญหาเหล่านั้น
เหตุทางโลกเหล่านั้นเเหละ คือ ที่มาของประโยคที่ว่า
"ฉันคือเจ้าของพุทธศาสนา"
เเละจากตรงนี้เราจึงอาจจะได้คำตอบที่เเตกต่างจากคำถามที่ว่า
ใครเป็นเจ้าของศาสนาพุทธตัวจริงเสียงจริงก็เป็นได้ ?
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.