ท่องอย่างมีความหมาย เช่น ท่อง "สูตรคูณ" ที่เด็กเป็นผู้สร้างขึ้นเอง

การบังคับให้เด็กท่องจำเอาดื้อ ๆ เช่น ท่องสูตรคูณ โดยไม่มีความเข้าใจ ตั้งแต่แม่ 2 จนถึงแม่ 12 ถ้าท่องไม่ได้ถูกลงโทษ เป็นการทรมานเด็ก ผิดศีลข้อ 1
ก่อนท่องสูตรคูณแม่ 2 ควรทำให้เด็กเข้าใจความหมายของการคูณก่อน
โดยให้เด็กเป็นผู้สร้างสูตรคูณเอง เช่น

ครั้งที่ 1

1+1 = 2
มี 1 อยู่ 2 จำนวน รวมกันเป็น 2
เรียกว่า 2 คูณ 1 เป็น 2

2 + 2 = 4
มี 2 อยู่ 2 จำนวน รวมกันเป็น 4
เรียกว่า 2 คูณ 2 เป็น 4

3+3 = 6
มี 3 อยู่ 2 จำนวน รวมกันเป็น 6
เรียกว่า 2 คูณ 3 เป็น 6

4+4 = 8
มี 4 อยู่ 2 จำนวน รวมกันเป็น 8
เรียกว่า 2 คูณ 4 เป็น 8

5+5 = 10
มี 5 อยู่ 2 จำนวน รวมกันเป็น 10
เรียกว่า 2 คูณ 5 เป็น 10

6+6 = 12
มี 6 อยู่ 2 จำนวน รวมกันเป็น 12
เรียกว่า 2 คูณ 6 เป็น 12

1. ให้เด็กหาผลลัพธ์ในบรรทัดแรก (ที่เป็นสีเขียว) ด้วยตัวเองก่อน
2. ให้เด็กอ่านบรรทัดที่มีสีน้ำเงิน และสีแดง
3. ให้เด็กอ่านเฉพาะตัวที่เป็นสีแดงอย่างเดียวโดยเริ่มจาก 2 คูณ 1 เป็น 2, 2 คูณ 2 เป็น 4, 2 คูณ 3 เป็น 6, 2 คูณ 4 เป็น 8, 2 คูณ 5 เป็น 10, 2 คูณ 6 เป็น 12
4. ท่อง สองหนึ่งสอง สองสองสี่ ... (เพื่อความรวดเร็วในการนำไปใช้งานในโอกาสต่อไป)

ครั้งที่ 2
1. ให้เด็กท่อง สองหนึ่งสอง จนถึง สองหกสิบสอง
2. ให้แก้โจทย์ปัญหาการคูณโดยใช้ความรู้ในข้อ 1 สัก 1 ข้อ
3. ให้เด็กหาผลคูณของ 2 คูณ 7 ไปจนถึง 2 คูณ 12 ด้วยตนเองตามแบบข้อ 1 ถึงข้อ 4 ของวันที่ 1 (หรือวิธีอื่นที่สร้างความเข้าใจได้ดีเช่นกัน)

ครั้งที่ 3
1. ให้เด็กท่องตั้งแต่ สองหนึ่งสอง จนถึง สองสิบสองเป็นยี่สิบสี่
2. ให้แก้โจทย์ปัญหาการคูณโดยใช้ความรู้ในข้อ 1 สัก 1 ข้อ
3. ดำเนินการหาผลคูณในแม่ 3 ด้วยตนเองตามแบบข้อ 1 ถึง ข้อ 4 ของวันที่ 1 (หรือด้วยวิธีอื่นที่สร้างความเข้าใจได้ดีเช่นกัน)

ครั้งที่ 4
1. ให้เด็กท่องตั้งแต่ สองหนึ่งสอง จนถึง สามสิบสองเป็นสามสิบหก
2. แก้โจทย์ปัญหาการคูณโดยใช้ความรู้ในข้อ 1 สัก 1 ข้อ
3. ดำเนินการหาผลคูณในแม่ 4 ด้วยตนเองต่อไป

ฯลฯ

ครั้งต่อ ๆ ไป อาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าครั้งละหนึ่งแม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็กกลุ่มนั้น

ในการสร้างสูตรแต่ละวัน ครูอาจมีกิจกรรมสนุก ๆ มาประกอบด้วยก็ได้ เช่น หลังจากเด็กหาผลคูณในแม่ 9 ได้แล้ว
ครูก็อาจให้เด็กทำกิจกรรมนี้เพิ่มเติมให้หนู ๆ ได้เห็น มหัศจรรย์ผลคูณบนปลายนิ้วของหนู



ถ้าคุณพับนิ้วที่สอง
ฝั่งซ้ายของนิ้วที่สองจะเป็น 1 ฝั่งขวา เป็น 8

ถ้าคุณพับนิ้วที่สาม
ฝั่งซ้ายของนิ้วที่สามจะเป็น 2 ฝั่งขวา เป็น .......

ถ้าคุณพับนิ้วที่สี่
ฝั่งซ้ายของนิ้วที่สี่จะเป็น...... ฝั่งขวา เป็น ........


พับนิ้วในทำนองนี้ทีละนิ้ว ตั้งแต่นิ้วที่ 1 ถึงนิ้วที่ 10 (ทำทีละนิ้ว)
ผลที่เกิดขึ้นทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของนิ้วที่พับเกี่ยวข้องกับการคูณด้วยอะไร? เกี่ยวข้องอย่างไร?




ความคิดเห็นที่ 19

jrpee
6 มี.ค. 2551 10:46
  1. พ่อหลีพี่หนูหล่อ  พ่อเขาชื่อหมอหลำ อยู่แพที่สำเหร่ เขาค้าผ้าไหม ผ้าใหม่ๆก็มี ดืหมีดีหมูป่า ... (นี่ก็ฝึกการท่องจำ)



ความคิดเห็นที่ 18

แขชนะ
4 มี.ค. 2551 18:08



ความคิดเห็นที่ 3

25 มี.ค. 2546 16:27
  1. " ท่องได้ แต่ต้องเข้าใจก่อน " เห็นด้วยกับครูไผ่ครับ

    คือ ต้องเข้าใจ ซึมซาบ/ซึมซับไปก่อน( เข้าใจบทเรียนที่เรียนก่อน) เเล้วขั้นตอนต่อจากนั้นก็คือบริโภค(ท่อง)ครับ เหมือนเช่น อาหาร ถ้าเราไม่เลือกบริโภค(ท่องเเบบไม่ดูเลย ไม่เข้าใจ) ป่วยได้ ต้องเลือกบริโภค

    ก็คือ ก่อนที่จะเลือกได้ ต้องมีความรู้-ความเข้าใจก่อน

    งานนี้ ตบมือข้างเดียวไม่ดังนะ ถ้าครูตั้งใจสอน เเต่ น ร จะเอาเเต่คะเเนน หรือ น ร ตั้งใจเรียน เเต่ครูสอนไปวัน ๆ ก็ลําบากครับ



ความคิดเห็นที่ 1

ครูไผ่
25 มี.ค. 2546 16:11
  1. [[19128]]
    กราฟเปรียบเทียบความรู้ที่ได้มาแบบสำเร็จรูปจากการเรียนรู้แบบท่องจำ (rote learning) กับ ความรู้ที่ได้มาจากการคิด ค้น ทำความเข้าใจจากการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful learning)

    ที่มา: Ericksen, S.C. Motivation for learning: A guide for the teacher of the young adult. Ann Arbor: The University of Michigan, 1974.



ความคิดเห็นที่ 8

ครูไผ่
27 มี.ค. 2546 13:14
  1. ไพเราะมากค่ะ เพลงส่องฮกสิบซอง แถมให้อีกหนึ่งซองค่ะ

    ผิดหรือไม่ผิด ขึ้นอยู่กับความถูกต้อง ชอบธรรม ชอบด้วยเหตุผล และเจตน์จำนงค่ะ
    พฤติกรรมบางอย่างนำไปใช้กับลูกเมียคนอื่นหรือกับลูกของตัวเองถือว่าผิดศีลข้อ 3 ทั้ง ๆ ที่พฤติกรรมอย่างเดียวกันนั้นใช้กับภรรยาที่ถูกต้องของตัวเองในเวลาและสถานที่อันเหมาะสมถือว่าชอบธรรม ! (ถ้าไม่ใช้จะถูกหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ด้วยซ้ำไป)

    การให้ร้องเพลงส่องฮกสิบซองก่อนเรียนรู้เรื่องการคูณ โดยมีเจตน์จำนงเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อเป็นการฝึกจิต ฝึกสมาธิ ฝึกสมองส่วนความจำ หรือบริหารเส้นเสียง หรือทำกิจกรรมเข้าจังหวะ ไม่ถือว่าผิด

    การให้ร้องเพลงส่องฮกสิบซองหลังเข้าใจความหมายเรื่องการคูณแล้วโดยมีเจตน์จำนงเพื่อเสริมย้ำความแม่นยำและการถ่ายโอน ก็ไม่ถือว่าผิด

    แต่ถ้ามีเจตน์จำนงให้เรียนรู้เรื่องการคูณจากการร้องเพลงส่องฮกสิบซอง ถ้าร้องไม่ได้ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการคูณ โดนหวดก้น เขกโต๊ะ กางแขนยืนขาเดียวคาบไม้บรรทัด ขัดส้วม ขังให้อยู่เย็น ฯลฯ ให้ท่องจนได้ โดยไม่ได้ใช้วิธีการสร้างความเข้าใจอื่นได อย่างนี้ถือว่าผิดค่ะ



ความคิดเห็นที่ 6

ครูไผ่
26 มี.ค. 2546 07:50
  1. ขอบคุณ คุณ 555 มากค่ะ
    สำหรับกิจกรรม มหัศจรรย์บนปลายนิ้ว เป็นกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะการสังเกต ไม่ใช่กิจกรรมเพื่ออธิบายความหมายของการคูณ จึงให้เด็กทำหลังจากเข้าใจความหมายของการคูณและหาผลคูณเองได้แล้วค่ะ



ความคิดเห็นที่ 5

ครูไผ่
26 มี.ค. 2546 02:17
  1. โอ๊ะ โอ๊ะ ครูไผ่มิบังอาจจาบจ้วงล่วงเกินคุณครูยุคก่อนนะคะ
    ที่ครูไผ่พูดถึงนั้นหมายถึงครูยุคนี้ พ.ศ. นี้ ที่ผ่านการร่ำเรียนวิชาครู วิชาการศึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้กันมามากมายแล้ว

    สำหรับยุคก่อน ๆ โน้น แค่จะหาคนอ่านออกเขียนได้มาเป็นครูให้ได้ในปริมาณมากเพียงพอสำหรับทุกพื้นที่ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่สอนกันมาได้ต้องนับว่าเป็นพระคุณอันสูงยิ่งค่ะ



ความคิดเห็นที่ 10

ครูไผ่
23 เม.ย. 2546 20:04
  1. ขอบคุณอาจารย์กล้วยไม้ค่ะที่มาร่วมสนทนาในกระทู้นี้
    การท่องโคลงกลอนซึ่งเป็นภาษาของเราเองเป็นการท่องอย่างมีความหมายค่ะ เพราะเราเข้าใจภาษาของเราอยู่แล้ว อาจจะมีบางคำในโคลงกลอนนั้นซึ่งถ้าอยู่เดี่ยว ๆ เราอาจไม่เข้าใจ แต่พอไปอบู่รวมกับคำอื่น ๆ ที่เราเข้าใจ ก็ทำให้เราเข้าใจคำนั้นไปด้วยโดยปริยาย การท่องโคลงกลอนนอกจากจะมีความหมายแล้ว ยังมีความไพเราะและส่วนใหญ่มักแต่งให้มีคติสอนใจ สอนคุณธรรมให้ฝังติดตัวเราไปด้วย

    สำหรับการเรียนภาษาอื่นโดยการพูดซ้ำ ๆ ซึ่งมีการแสดงความรู้สึกหรือมีการกระทำเกี่ยวกับสิ่งที่พูด ก็เป็นการท่องอย่างมีความหมายค่ะ เช่น พูดว่า Open your book. ทีไร ก็มีการให้ผู้ฟังเปิดหนังสือทุกที



ความคิดเห็นที่ 9

23 เม.ย. 2546 12:49
  1. ผมว่าครูไทย แต่ก่อนให้เด็กท่องไม่มีความหมายก็จริงแต่เด็กจะซาบซึ้งภายหลังโดยเฉพาะโคลงกลอนต่างๆ ผมเห็นด้วยกับการท่อง เช่น กลอนเกี่ยวกับความดีงามงาม เกี่ยวกับชีวิต
    การเกื้อกูลกัน การมีความกตัญญู ฯลฯ ผมว่าครูไทยสมัยก่อนท่านฉลาดที่เลือกสรรสิ่งที่ดีให้เรา เช่น กลอน-โคลงท่านหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ท่านหลวงอุปกิตศิลปสารฯลฯ แม้แต่ของท่านอาจารย์ฐาปนีย์ นาครทรรพ กลอนของท่านเด็ดจริงๆนำไปใช้ในชีวิตได้ดีมาก คนไทยเจ้าบทเจ้ากลอนอยู่แล้ว ไม่เสียหายอะไรถ้ามีอีก ถ้าท่องมีความหมายยิ่งดี
    ผมมีเรื่องหนึ่งที่ ผมว่าแปลกจากประสบการณ์ของผม ผมเคยเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญอุบลราชธานี กับฝรั่งท่านหนึ่งขอเอ่ยนามท่านนะครับชื่อภราดาเซราฟิน ความดีของท่านเวลาสอนภาษาอังกฤษจะไม่พูดภาษาไทย(ท่านพูดได้) พูดภาษาอังกฤษอย่างเดียว ขอยกตัวอย่าง เวลาท่านพูดให้เปิดหนังสือ ท่านบอกว่า โอเพ่น ยัว บุ๊ค ท่านพูดอย่างนี้ซ้ำๆ(จะถือว่าท่องหรือเปล่าไม่รู้) ผมมารู้ภายหลังว่าเป็นการสอนโดยวิธีธรรมชาติ คือพูดให้เด็กซ้ำๆเข้าใจง่ายๆเองและรู้เอง ยังมีอีกมากที่ท่านพูดลักษณะแบบนี้เวลาท่านสอน เราฟังบ่อยจนชินและเข้าใจ เรา(ผม)กลัวท่านมากเวลาท่านสอน แต่แปลกทุกวันนี้ผมไม่กลัวฝรั่งเลย เวลาฝรั่งมาผมสามารถสนทนากับฝรั่งได้ แม้ไม่เก่ง ภราดาเซราฟินจะสอนให้ซื่อสัตย์ รักความสะอาดผมได้สิ่งที่ท่านสอนมา นำมาใช้กับนักเรียนจนทุกวันนี้ ผมเห็นครูไทยสมัยนี้สอนภาษาอังกฤษมักห่วงไวยากรณ์ ห่วงออกเสียงมากไป เชื่อไหมฝรั่งเขาไม่ห่วงมากตรงนี้ เขาจะสอนให้พูดไปเลยถูกผิดเขาแก้ไขตรงนั้น ครูไทยจำนวนมากสอนภาษาอังกฤษไม่ได้ดีนัก เด็กเรียนจบพูดกับฝรั่งไม่ได้ ผมว่าตรงนี้สำคัญเห็นที่จะต้องทบทวนการเรียนการสอนภาษาอังกฤษใหม่ของไทยเราทุกระดับ อายสิงคโปร์ มาเลย์มากเขาใช้ดีกว่าเรา การท่องศัพท์เป็นของจำเป็นผมเห็นด้วย แต่ควรเรียนแบบวิธีธรรมชาติและต้องเรียนอย่างมีความสุขด้วยถึงจะมีอย่าเรียนแบบมีความกลัวแบบผม กลัวฝรั่งถามแล้วจะตอบไม่ได้ เพราะอาย ทุกวันนี้ผมไม่อายหรือกลัวอีกแล้ว.. และ ขอขอบคุณท่านภาดาเซราฟินมากครับ
    ขอบคุณครับที่ให้ร่วมตอบกระทู้ ตรงหรือเปล่าไม่รู้




ความคิดเห็นที่ 4

25 มี.ค. 2546 17:22
  1. ตั้งแต่ ป. 1-4 ครูของผมบังคับให้ผมท่อง เด็กเอ๋ยเด็กน้อย แมวเอ๋ยแมวเหมียว
    ไก่ เอ๋ยไก่แจ้ มดเอ๋ยมดแดง ตั้งเอ๋ยตั้งไข่
    ดุเอ๋ยดุเหว่า ช้างเอ๋ยช้างพลาย ปักเอ๋ยปักษิน
    เมื่อนั้นท้าวสามล…(ลืมแล้ว)…เห็นนางมณฑาว่าวุ่นวาย จึ่งซังตายดำเนินเดินมา เข้าไปในทัพเห็นลูกเขย พ่อเจ้ากูเอ๋ยงามนักหนา…
    เมื่อนั้น พระสังข์บังคมก้มหน้า . . .
    เมื่อนั้น ท้าวสามล ตบพระหัตถ์ฉัดฉาน ลูกเขยกูผู้ดีมีสันดาน เป็นเผ่าพงษ์วงศ์วานกระษัตรา…

    ตอนที่ท่องนั้นไม่รู้ความหมาย ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรเลย เราคนจนพ่อแม่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเองต้องอาศัยเขาอยู่ เมื่อร้องเพลงสรรเสริญฯ ถึงคำว่า นบพระภูมิบาล ก็นึกถึงคฤหบดีคนหนึ่งที่มีบ้านหลังใหญ่ ใครๆ ก็เคารพนับถือ เราก็คิดว่าเป็น นบพระผู้มีบ้าน หมายถึงใครมีบ้านก็จะเป็นที่เคารพนบนอบของคนทั่วไป

    ในระยะหลังๆ ได้ยินเด็กท่องว่า เจ้านกน้อยน่ารัก ร้องทักว่า ไปไหนมา หนูเล็กเด็กชายหญิง
    ยกออกนอกเมืองสวรรค์โลก ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง จนกระทั่งโส โพธิ์สัตโต ปางนั้น…ที่ท่องเป็นภาษาอังกฤษก็มี

    เรื่องการท่องนี้ ต้องยกให้พระ ท่องปาติโมกข์ 227 ข้อ และมีอารัมภบทอีกตั้งหลายหน้า ใช้เวลาสวดปากเปล่ามากกว่า ชั่วโมง

    ในการสวดมนต์งานทำบุญบ้านเจ้าภาพนั่งพลิกแล้วพลิกอีกก็ยังสวดไม่จบสักที

    ในการเรียนหนังสือที่เรียกว่ามูลกัจจายน์ ต้องท่องให้ได้ล่วงหน้าก่อนที่ครูจะสอน ถ้าท่องไม่ได้ ครูจะไม่สอนเลย

    ผมท่องสูตรคูณได้ก่อนที่จะรู้ความหมายของมัน อันที่จริงก็ไม่ได้ท่อง แต่ได้ยินพี่สาวท่องทุกวันๆจนจำได้เอง

    ในการทำเลขเราก็จำมาว่า " ลบไม่ได้ ขอยืม" มาตลอด และใช้มาตลอดอย่างถูกต้องและคล่องแคล่วด้วยนะสามารถแข่งกับเด็กรุ่นหลังได้สบายเพราะเด็กรุ่นหลังมัวแต่กระจายหรือแก้ห่อกันอยู่
    การท่องให้ได้สามารถนำมาใช้ได้คล่องแคล่วรวดเร็วกว่าการเข้าใจ แม้ในภาษาอังกฤษ ถ้าเรามัวไปนึกถึงประธาน กรรม กริยา และตัวขยายต่าง ๆ เอกพจน์ พหูพจน์อยู่
    อาจจะพูดไม่ทันชาวบ้าน

    ผมไม่อยากให้ครูบาอาจารย์ผมที่บังคับให้ผมท่องอย่างนกแก้วนกขุนทองอยู่ ต้องผิดศีลข้อ 1 นะครับและเมื่อผมมีความคิด และคิดตามในสิ่งที่ผมท่องไว้ได้ก็ทำให้ผมเข้าใจทะลุปรุโปร่งดีขึ้นขอให้ดวงวิญญาณของท่านได้ทราบว่าสิ่งที่ท่านได้ทำกับผมนั้น ดีแล้วสำหรับผม นอกจากไม่ถือว่าผิดศีลข้อ 1 แล้วยังได้ชื่อว่าทำถูกต้องตามเบญจธรรมข้อ 1 อีก

    สำหรับคนอื่นก็ "ครูใคร ครูมัน" ครับ



ความคิดเห็นที่ 7

27 มี.ค. 2546 11:02
  1. การท่องสูตรคูณของเด็กอิสาน เป็นทำนองเสนาะ ไพเราะกว่าภาคกลาง ใช้แทนการร้องเพลงได้
    ในการเดินทางคนเดียวในป่าเวลาคำคืน ก็ท่องสูตรคูณดัง ๆ เพื่อให้สัตว์หนีไปไกลๆ(เพราะสัตว์ร้ายทุกชนิด ไม่ชอบเสียงคนและไม่อยากจ๊ะเอ๋กับคน) ถ้าจะร้องเพลงก็เสียงไม่เข้าท่า ถึงไม่มีคนได้ยินก็อายเทวดา
    จะไปธุระจำเป็นที่บ้านญาติซึ่งเป็นสุภาพสตรีล้วนๆ ก็ต้องท่องสูตรคูณเพื่อให้เขาได้จัดการแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนที่เราจะไปถึง

    การท่องสูตรคูณก็เหมือนกับการท่องอาขยานอย่างหนึ่ง หรือเหมือนกับการพูดเล่นๆ ประเภท วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ นกเอี้ยงเอย กุ๊กๆไก่เลี้ยงลูกจนใหญ่ ฯลฯ

    ดังนั้น ถ้าครูจะให้เด็กๆ ท่องสูตรคูณสนุกๆ ก่อนที่จะเรียนการคูณ ในยุคสมัยที่ครูเรียนวิชาการศึกษา จิตวิทยาและเทคโนโลยีสูงๆ ไม่น่าจะผิดศีลข้อ 1 นะครับ
    ในทางตรงกันข้าม ถ้าครูคนใด วางมือจากไฮเทคชั่วขณะ มาคลายเครียดพร้อมกับเด็กๆ ด้วยการร้องเพลง
    ซ้องหนึ่งซ้อง ซ้องซ้องซี ซองซามฮก ซ้องซีแปด ซองห้าซิบ ส่องฮกสิบซอง ซองเจ๊ดซิบซี ซองแปดซิบฮก ซองเก้าซิบแปด ฯลฯ แล้วก็บิดซ้ายบิดขวา แอ่นหน้าแอ่นหลังหรือกระโดดเป็นจังหวะ ละก้อ

    ครูคนนั้นน่าจะได้ชื่อว่าปฏิบัติตามเบญจธรรมข้อ 1 เสียอีก ถ้าเป็นครูพละก็จะได้ชื่อว่า ได้เชื่อมโยงความรู้กับศาสตร์อื่นๆ

    แหะ แหะ ก็มีความเห็นอย่างนี้ครับ



ความคิดเห็นที่ 2

25 มี.ค. 2546 16:17
  1. สอนแบบให้เข้าใจอย่างตอนแรกก็ดีแล้วครับ แต่หากสอนมหัศจรรย์บนปลายนิ้วด้วย เดี๋ยวเด็กจะเรียนแบบไม่เข้าใจว่าทำไม ทำไมใช้ปลายนิ้วแล้วจึงเป็นการคูณเลขไปได้ จะกลายเป็นว่า เด็กจะท่องจำมหัศจรรย์บนปลายนิ้วไปใช้โดยที่ไม่เข้าใจว่า ทำไม ทำไมมันจึงใฃ้คูณเลขได้ด้วย



ความคิดเห็นที่ 13

เนยสด
2 ธ.ค. 2550 12:23
  1. คุณครูไผ่ก็ขุดได้ใจมากครับ ^^"
    ตั้งแต่ปี 46 โน่นแหนะ



ความคิดเห็นที่ 17

ครูไผ่
3 ธ.ค. 2550 15:56
  1. สำนวนเดิมของคุณแก้ว-ขุนทองก็ไม่ได้หยาบกระด้างอะไรนี่คะ
    ที่อยากทราบคือความคิดเห็นต่างหากค่ะ ว่ายังคิดเห็นเหมือนเดิม หรือต่างไปจากเดิม ไม่ใช่เรื่องความนุ่มนวลค่ะ



ความคิดเห็นที่ 14

NpEducate
3 ธ.ค. 2550 00:21
  1. อ่าน คหพต.ของคุณ แก้ว-ขุนทอง แล้ว มีความรู้สึกว่า ใช้สำนวนโผงผางไปหน่อยนะ
    คิดว่า ขณะนั้น คงจะอยู่ในระยะ "วัยรุ่น"



ความคิดเห็นที่ 15

ครูไผ่
3 ธ.ค. 2550 08:37
  1. อยากทราบว่าพอคุณแก้ว-ขุนทอง พ้นระยะ "วัยรุ่น" แล้ว คิดเห็นอย่างไรค่ะ



ความคิดเห็นที่ 11

ครูไผ่
29 พ.ย. 2550 07:07
  1. ขุดกระทู้เก่าขึ้นมาคุยกันต่อค่ะ



ความคิดเห็นที่ 12

ครูไผ่
2 ธ.ค. 2550 11:49
  1. ฮ่า ๆ ไม่มีใครมาคุยด้วยเลย คงจะเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อโต้แย้งค่ะ



ความคิดเห็นที่ 16

NpEducate
3 ธ.ค. 2550 09:21
  1. คิดว่า คุณแก้ว-ขุนทอง น่าจะใช้สำนวนที่ นุ่มนวล สมานฉันท์กว่านี้



ความคิดเห็นที่ 21

ครูไผ่
18 ก.ค. 2551 10:26
  1. เห็นด้วยกับคุณสิงค่ะ ว่าการเรียนรู้ภายใต้ความรู้สึกชื่นชอบ จะได้ทั้งความรู้และความสุข
    ความรู้สึกชื่นชอบ หรือสนใจ รวมเรียกว่า มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้
    เด็กบางคนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านตามธรรมชาติของเขา
    สำหรับเด็กที่ไม่ได้มีเจตคติในการเรียนรู้ในสิ่งนั้น ๆ มาก่อน
    ซึ่งอาจเกิดจากเขาไม่เข้าใจ หรือทำไม่ได้ ไม่ประสบความสำเร็จ
    ไม่เคยได้รับคำชม หรือไม่เคยรู้สึกภูมิใจในตนเองกับการเรียนสิ่งนั้นมาก่อนเลย
    ครูอาจช่วยได้โดยหาทางให้เขาได้รู้สึกภูมิใจในตนเองสักครั้งหนึ่ง
    ด้วยการพูดคุยกับเขา จากการพูดคุยกับเขาครูจะพอคาดคะเนระดับความรู้ความเข้าใจของเขาได้
    ครูจึงให้โจทย์ที่มีความยากง่ายอยู่ในระดับที่เขาพอทำได้ และชมเชยเมื่อเขาทำถูก
    แล้วค่อย ๆ สอนเพิ่มขึ้นจากจุดนั้น ให้เขาได้รับประสบการณ์ของการเป็นผู้ทำได้ ทำเป็น
    และอยากทำอะไรที่มันยากกว่านี้ รู้สึกว่าที่ทำอยู่มันไม่พอมือเขาเสียแล้ว
    คราวนี้ล่ะ เขาจะไปโลดด้วยความสนใจใฝ่รู้ที่เกิดจากตัวเขาเองค่ะ
    อันนี้ครูไผ่ไม่ได้ฝอยนะคะ แต่เล่าจากประสบการณ์จริงที่เกิดกับเพื่อน ๆ และลูกศิษย์ค่ะ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น