คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ความดันของอากาศบนเครื่องบิน
โพสต์เมื่อ: 05:11 วันที่ 4 ก.พ. 2551         ชมแล้ว: 6,648 ตอบแล้ว: 17
เราอยู่บนพื้นโลกอย่างสบายภายใต้ความดันของบรรยากาศที่เราคุ้นเคยตั้งแต่เกิด ซึ่งอาจเรียกหน่วยวัดว่าความดัน 1 บรรยากาศ หรืออาจมีหน่วยวัดอื่นๆเช่น มิลลิบาร์ หรือ บาร์ แล้วแต่ว่าความดันมีมากน้อยเพียงใด ความดันตามที่ต่างๆบนพื้นโลกจะไม่เท่ากัน แต่อาจต่างกันเพียงเล็กน้อย ในบริเวณที่อยู่สูงขึ้นไปเช่น บนเขา ความดันจะลดน้อยลง เนื่องจากแรงดึงดูดของโลกที่กระทำต่อโมเลกุลของบรรยากาศจะน้อยลงเมื่อมีระยะห่างจากพื้นโลกมากขึ้นตามกฎแห่งความโน้มถ่วง ซึ่งแรงกระทำจะแปรผกผันกับระยะทางยกกำลังสอง
กราฟที่เห็นในรูปแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความดันของบรรยากาศและความสูงจากพื้นโลก จะเห็นว่าเมื่อเราอยู่สูงขึ้นไปเรื่อยๆความดันก็จะลดลงเรื่อยๆ ความดันจะลดลงจนน้อยมากที่ระยะประมาณ 25 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน และในอวกาศความดันจะเป็นศูนย์ เราอาจสังเกตเห็นว่าเมื่อเราอยู่บนภูเขาสูงหรือขึ้นลิฟต์ไปบนตึกชั้นสูงๆจะรู้สึกว่าหูอื้อหรือปวดหู ทั้งนี้เพราะความดันของอากาศในหูจะมากกว่าความดันของอากาศขณะที่เราอยู่บนที่สูง เราอาจปรับความดันให้เท่ากันได้โดยการปรับท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ที่เชื่อมต่อโพลงในหูกับอากาศภายนอกให้อากาศเคลื่อนที่ผ่านทำให้ความดันเท่ากัน บางคนอาจใช้วิธีการเคี้ยวหมากฝรั่งช่วย
เมื่อเราขึ้นเครื่องบินที่ความสูงราว 10-11 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน ความดันของบรรยากาศที่ความสูงนี้จะลดต่ำลงมาก เครื่องบินจำเป็นจะต้องปรับเพิ่มความดันเพื่อให้ใกล้เคียงกับความดันบนพื้นโลกที่ผู้โดยสารจะอยู่ได้ บางครั้งความดันภายนอกอาจต่ำมากจนไม่มีปริมาณออกซิเจนเพียงพอ จำเป็นต้องใช้หน้ากากออกซิเจนช่วย เมื่อความดันบนเครื่องบินต่ำกว่าความดันในหู(ต่ำกว่าความดันเมื่ออยู่บนพื้นดิน)เราจะรู้สึกหูอื้อ เราอาจสังเกตเห็นว่า ถ้าเราเอาห่อขนมที่ปิดถุงสนิทขึ้นไปบนเครื่องบิน ถุงขนมจะพองออกมาเมื่ออยู่บนเครื่อง นั้นแสดงว่าความดันของอากาศในถุงมีมากกว่าความดันบนเครื่องบิน จึงต้องขยายตัวออกเพื่อทำให้ความดันเท่ากัน ดังแสดงในรูป
75077


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 16 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 4 ก.พ. 2551 (05:14)
75078
เราอาจทำการทดลองเพื่อวัดความดันของอากาศบนเครื่องบินได้โดยใช้อุปกรณ์อย่างง่ายๆแต่สำคัญ 2 อย่างคือ ลูกโป่งและเทอร์โมมิเตอร์ โดยใช้กฎของแก๊สช่วยในการคำนวณ
ทำการทดลองได้โดย
1. ขณะอยู่บนพื้นโลก เป่าลูกโป่งแล้วมัดให้แน่น วัดปริมาตรของลูกโป่งได้ค่าเป็น V1 เราให้ค่าความดันของบรรยากาศขณะอยู่บนพื้นดินเป็น P1 เท่ากับ “1 บรรยากาศ” วัดอุณหภูมิได้ค่า T1
2. เมื่ออยู่บนเครื่องบิน ความดันจะต่ำกว่าความดันของบรรยากาศ ลูกโป่งจะขยายตัวออกมา วัดปริมาตรได้ค่าเป็น V2 วัดอุณหภูมิได้ค่าเป็น T2
3. ใช้สูตรกฎของแก๊สคำนวณหาค่าความดันบนเครื่องบินจะได้ค่าเป็น P2 มีหน่วยเป็น “บรรยากาศ”
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 4 ก.พ. 2551 (06:04)
ขอบคุณค่ะ
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1925 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 206 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 4 ก.พ. 2551 (09:52)
ขอขอบคุณ ดร.แขชนะ
หนูได้ศึกษาจากเรื่องความดันของอากาศบนเครื่องบินทำให้หนูได้มีความรู้เพิ่มและหนูดีใจที่จะได้พบกับ ท่านคุณครู ดร.แขชนะ ตัวจริง หนูอยากเรียนต่ออีกหลายเรื่อง แต่เพื่อนๆยังรอต่อคิวอีกยาว เพราะว่าคอมพิวเตอร์มีแค่เครื่องเดียว เอาไว้ท่านคุณครู ดร.แขชนะ มาที่โรงเรียนหนูจะขอเป็นลูกศิษย์คนแรกนะคะ

ด้วยความเคารพค่ะ
ศิริพร(น้องโบว์)และดวงใจ(น้องเก๋)
โรงเรียนวิทยสัมพันธ์
ครูคิม เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 481 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 247 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 4 ก.พ. 2551 (12:56)
ในลำตัวเครื่องบินรวมทั้งที่เก็บสัมภาระเขาจะปรับอากาศให้อยู่เท่ากับบินอยู่ที่ประมาณ 2,700 เมตร คนสุขภาพดีจะทนความสูงได้ประมาณ 3,500 เมตรโดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน ถ้าเกิน 4,000 เมตรต้องใช้ออกซิเจนนอกจากจะอยู่ระดับนั้นเพียงไม่กี่นาที ส่วนอุณหภูมินั้นปรับเฉพาะในห้องโดยสาร ในห้องเก็บสัมภาระส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับอุณหภูมิเท่าในห้องคนโดยสาร



ขณะบินระดับสูงๆแบบนี้ทราบว่ามีระเบียบว่ากัปตันหรือรองกัปตันจะต้องมีหน้ากากออกซิเจนคล้องคอไว้ตลอดเวลา เผื่อกรณีฉุกเฉินเครื่องเกิดเสียความดันอย่างน้อยจะได้มีคนที่สามารถบังคับเครื่องได้ ถ้าเครื่องบินอยู่ระดับ 10,000 เมตรเกิดอุบัติเหตุ เช่นประตูหรือหน้าต่างเปิดออก เครื่องจะเสียความดันอย่างรวดเร็ว มีการระเบิดดัง ทั้งแคบินจะมีไอน้ำเต็มจนมองอะไรไม่เห็นเลย ระยะนี้ช่วงเวลาที่ยังมีสติอยู่พอทำอะไรได้ (เรียก period of useful consciousness) สั้นมาก ที่ระดับ 7,600 เมตร มีสติอยู่ได้ 3-5 นาที ที่ระดับ 10,000 เมตร มีสติอยู่ได้ 30-60 วินาที ที่ระดับ 12,000 เมตร ลดลงเหลือแค่ 15-20 วินาที เวลาเจ้าพนักงานอธิบายเรื่องความปลอดภัยเขาถึงพูดว่า ถ้ามากับเด็กให้ผู้ใหญ่สวมหน้ากากก่อนแล้วถึงช่วยเด็ก ม่ายงั้นมัวช่วยเด็กอยู่ตัวเองหมดสติไปแล้วเด็กช่วยผู้ใหญ่ไม่ได้
ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2430 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 320 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 4 ก.พ. 2551 (13:24)
ขอบคุณคุณหมอมากครับที่ช่วยให้ข้อมูลเสริมความรู้
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 5 ก.พ. 2551 (11:37)
รบกวน อาจารย์ แขชนะ อยากเรียนถามว่า
มีคนเอาปากกาหมึกซึม ขึ้นเครื่องบินไปด้วย เมื่อเครื่องบินๆขึ้นไปแล้ว ปรากฎว่า น้ำหมึกไหลออกมาเปื้อนเสื้อ ไม่ทราบจะใช้หลักความดันอากาศ อธิบายอย่างไรครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ


สิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 256 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 65 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 5 ก.พ. 2551 (16:32)

น่าสนใจมากครับ


อาจเป็นเพราะว่าในปากกาหมึกซึมนั้นมีฟองอากาศอยู่ปนกับหมึก พออยู่บนเครื่องบินที่บินสูง อากาศในปากกามีความดันมากกว่าก็เลยดันออกมานอกปากกาพร้อมกับหมึก คราวหน้าผมต้องลองดูบ้าง แล้วจะถ่ายรูปมาให้ดูครับ


ขอบคุณครับ


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 5 ก.พ. 2551 (18:37)
75267
ห่อขนมกรอบๆที่วางขายอยู่บนดอยอินทนนท์ สูงประมาณ 3000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ความดันเหลือประมาณร้อยละ 70 ของความดันที่ระดับน้ำทะเล ขนมบางห่อพอง บางห่อแฟบ เราก็จะรู้ได้ว่าห่อไหนรั่ว ห่อไหนไม่รั่ว ห่อที่แฟบจะรั่ว ก็อย่าไปซื้อมา เพราะจะไม่กรอบและเหม็นหืน
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 5 ก.พ. 2551 (19:59)
กระทู้ของดร.แขชนะน่าสนใจทุกกระทู้เลยนะครับขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้ครับ
Timestopper_STG เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1738 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 277 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 ก.พ. 2551 (02:49)
75603

จากความเห็นที่ 6-7 ....... วันนี้ผมเอาปากกาหมึกซึมขึ้นเครื่องบินไปด้วย รอจนกระทั่งเครื่องบินบินในระดับสูงสุดราว 10 กม. เหนือพื้นดิน จากรูปที่ถ่ายมาให้ดู สังเกตดูกระป๋องน้ำผลไม้พองออกมาแล้ว แสดงว่าความดันในเครื่องต่ำกว่าที่พื้นดิน ปากกาหมึกซึมที่อยู่ด้านข้างก็ยังเป็นปกติ ไม่เห็นมีน้ำหมึกไหลออกมาเลยครับ


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 ก.พ. 2551 (08:41)

ขอบคุณ อาจารย์แขชนะ อีกครั้งที่กรุณา ทดลองให้เห็นจริงครับ



การที่น้ำหมึกไม่ไหล ขึ้นอยู่กับตัวแปร ของปริมาณของอากาศในไส้ปากกา อย่างที่อาจารย์กล่าวไว้ด้วยหรือเปล่าครับ  และขึ้นอยู่กับชนิดของไส้ปากกา ว่า อ่อนหรือแข็ง ด้วยหรือเปล่าครับ
หรืออาจจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของปากกาด้วยหรือเปล่าครับ

ขอบคุณครับ


สิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 256 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 65 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 28 ก.พ. 2551 (04:58)

ผมว่าปากกาหมึกซึมจะมีหมึกไหลออกมาหรือไม่ขึ้นกับสามอย่าง


๑) ชนิดของที่เก็บหมึก ถ้าเป็นอย่างโบราณ คือมีถุงยางเล็กๆ คงไม่รั่วเพราะถุงยางจะขยายตัวเมื่อความดันลด


๒) ถ้าเป็นปากกาหมึกซึมแบบใหม่ ที่มีหลอดพลาสติคเล็กมีลูกสูบอยู่ข้างใน หมึกจะรั่วหรือไม่แล้วแต่ว่ามีอากาศอยู่แค่ไหน ถ้าเพิ่งเติมเต็มอาจไม่รั่ว เพราะอากาศขยายน้อย แต่ถ้าหมึกเกือบหมดมีอากาศมากคงจะรั่ว


๓) อีกประการคือการพกปากกา ถ้าเหน็บในกระเป๋าเสื้อไว้อาจรั่วยากหน่อยเพราะปากกาชี้ขึ้น


ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2430 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 320 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 28 ก.พ. 2551 (05:59)

เรื่องความดันในระดับสูงน่าสนใจมาก สมัยผมอยู่เมือง Dayton, Ohio แผนกแพทยศาสตร์การบินที่ Wright Patterson AFB ของกองทัพอากาศเขาเปิดโอกาสให้นักบินพลเรือนได้มีประสพการณ์เกี่ยวกับภาวะขาดออกซิเจน เผื่อว่าจะช่วยให้รอดตายได้ เพราะสภาพขาดออกซิเจนนั้นค่อยเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สมองหยุดทำงานก่อนจะรู้ว่าทำอะไรพลาด



เขาเอาทั้งหมู่ (ราวๆ ๑๐ คน)เข้าไปนั่งในตู้ altitude chamber สวมหน้ากากออกซิเจน แล้วค่อยดูดอากาศออกจนเท่ากับอยู่ที่ ๑๒๐๐๐ เมตร ที่ระดับนี้เวลาใช้หน้ากากหายใจเข้าง่ายมาก ไม่ต้องทำอะไรเลย ออกซิเจนเป่าเข้าเต็มปอดโดยอยู่เฉยๆ แต่ตอนหายใจออกต้องออกแรงมากเพราะอากาศรอบทรวงอกมีความดันน้อยมาก ต้องสู้ความต้านทานของระบบ



แล้วหมอที่ควบคุม demonstration (นั่งอยู่นอกตู้) เขาเพิ่มความดันในตู้ (chamber) ให้เท่ากับสูง ๒,๗๐๐ เมตร ถอดหน้ากากออก ก็นั่งกันตามสบาย จากนั้นเขาเปิดประตูติดต่อระหว่างตู้ที่นั่งอยู่กับอีกตู้หนึ่งที่ดูดอากาศออกเท่ากับอยู่ที่ราว ๑๓,๐๐๐ เมตร ทำเป็นว่าหน้าต่างหรือประตูเครื่องบินที่นั่งอยู่เปิดออกโดยกระทันหัน (rapid decompression) เขาบอกล่วงหน้าก่อนจะทำ มีเสียงระเบิดแล้วทั้งตู้เต็มไปด้วยไอน้ำมองอะไรไม่เห็นเลย อีกสักสิบวินาทีไอน้ำก็หายไปหมด ทุกคนสวมหน้ากากออกซิเจนหลังเกิดการระเบิด ขนาดเขาบอกให้รู้ตัวล่วงหน้ายังสะดุ้งเลย



เขาเพิ่มความดันจนเท่ากับระดับประมาณ ๕๐๐๐ เมตร แล้วบอกให้ทุกคนถอดหน้ากาก ให้คิดเลขง่ายๆ เอา ๑๐๐ ลบด้วย ๑ ผลที่ได้ ลบด้วย ๒ แล้วลบด้วย ๓ ผลลัพท์ลบด้วย ๔ เรื่อยไป ดูว่าจะลบได้แค่ไหน ส่วนมากลบได้แค่ ๔ ก็หมดปัญญา มีคนหนึ่งเริ่มหัวเราะโดยไม่มีเหตุผล ท่าทางสนุกสนานมาก (euphoria) แพทย์ที่นั่งอยู่นอกห้องบอกให้คนนั้นสวมหน้ากากก็ไม่ทำตาม ได้แต่หัวเราะ ต้องสั่งให้บุรุษพยาบาลที่อยู่ในตู้เอาหน้ากากประกบหน้า ผมนั่งอยู่ข้างๆตกใจเพราะตอนนั้นผิวเปลี่ยนสีเป็นน้ำเงินปนดำ (cyanosis) แล้ว ดูท่าทีอีกไม่กี่วินาทีคงไม่รอด



ก่อนที่เขาจะแสดงการลดความดันอย่างกระทันหัน (rapid decompression) เขาเตือนไว้ว่า ไม่ให้กลั้นหายใจแต่ให้หายใจตามปกติ เขาบอกว่ามีหมอคนหนึ่งระหว่างฝึกเป็นแพทย์การบิน เข้าตู้ลดความดันเพื่อให้มีประสพการณ์เกี่ยวกับเรื่อง rapid decompression  เกิดมีความคิดวิตถารว่าถ้าหายใจเข้าเต็มที่แล้วกลั้นหายใจตอนที่ลดความดันอย่างรวดเร็ว (จำไม่ได้ว่าอุดจมูกหรือเปล่า) จะเป็นประโยชน์ น่าเสียดายที่หมอคนนี้ลืมที่อาจารย์ทางสรีรวิทยาสอนไว้ เพราะเมื่อเขาลดความดันอย่างรวดเร็ว อากาศในปอดไม่มีทางออกมาตามหลอดลม ปอดทั้งสองข้างเลยฉีกมีการรั่วอย่างมาก อากาศรั่วจากปอดเข้าช่องอกทำให้ปอดแฟบลงทันที ( bilateral tension pneumothorax) ตายอยู่ใน chamber เพราะเอาออกมาไม่ทัน


ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2430 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 320 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 28 ก.พ. 2551 (06:15)

มีอีกเรื่องที่ลงเอยดีกว่าเรื่องแรก ตอนไปฝึกเขาเล่าถึงนักศึกษา ม. ไปเที่ยวฟลอริดา ชอบดำน้ำชนิดใช้ถังอากาศ (ไม่ใช่แบบ snorkel) วันจะขึ้นเครื่องกลับชิคาโกก็ยังดำน้ำอีกหนก่อนไปสนามบิน นั่งเครื่องบินมาได้ครึ่งทางเกิดมีอาการไม่สบาย ปวดไปทั้งตัว ก็บอกพนักงาน พนักงานบอกนักบิน นักบินบังเอิญเป็นคนชอบดำน้ำด้วย ฟังอาการพร้อมกับรู้ว่ามาจากฟลอริดา ดำน้ำมาวันนั้น เลยแจ้งภาวะฉุกเฉิน ขอเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่สนามบินกองทัพอากาศ Wright Patterson AFB เพราะรู้ว่าเขามี pressure chamber สามารถที่จะเอาคนไข้เข้าตู้ แล้วเพิ่มความดันเพื่อให้ฟองอากาศที่ออกมาจากเลือด (เนื่องจากความดันลดเร็วเกินไป ร่างกายปรับตัวไม่ทัน) ละลายคืนเข้าเลือด แล้วค่อยลดความดันให้ถึงระดับพื้นดิน กินเวลาหลายชม. อันนี้ลงเอยด้วยดี


อันนี้นักดำน้ำควรระวัง ไม่ดำวันที่จะขึ้นเครื่อง


ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2430 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 320 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 19 มี.ค. 2551 (03:23)
82056

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเยอรมันต้องการงานวิจัยทางทหารที่เกี่ยวกับการบิน ในกรณีฉุกเฉินนักบินจำเป็นต้องสละเครื่องบินโดดจากระดับสูงที่มีความดันบรรยากาศต่ำๆลงสู่ทะเล โดยต้องการทราบว่าปฏิกริยาของชีพจรและระบบประสาทส่วนกลางจะเป็นอย่างไร ระดับใดคือขอบเขตที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต วิธีใดคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้นักบินที่ตกลงไปในทะเลมีร่างกายที่อบอุ่นขึ้น เป็นต้น การทดลองศึกษาวิจัยเรื่องเหล่านี้กระทำกันที่ สถาบันทดลองเพื่อการบินเยอรมัน วันที่ 15 พฤษภาคม 1941 Dr. Siegmund Rascher หัวหน้าแพทย์ทหารของหน่วยวิจัยนี้ได้มีจดหมายลับสุดยอดถึง Himmler ผู้นำ SS เพื่อขออนุญาตให้ใช้นักโทษในค่ายกักกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว เอามาทดลองแทนลิงที่ให้ผลต่างจากใช้คนจริงๆ และเมื่อได้รับอนุมัติ Siegfried Ruff ผู้อำนวยการสถาบันทดลองเพื่อการบินและผู้ช่วยจึงเดินทางไปพบกับ Rascher ที่ค่ายกักกันดัคเคา (Rachau) ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองมิวนิค เพื่อกำหนดแผนการทดลอง มีการสร้างห้องทดลองลดความดันที่นครเบอร์ลินแล้วขนย้ายห้องทดลองพิเศษนี้มายังดัคเคา นักโทษจำนวนมากถูกนำมาใช้ทดลอง


ในการในรายงานผลการทดลองตอนหนึ่งของ Rascher กล่าวถึงการทดลองการขาดออกซิเจนที่ระดับความสูง 12 กิโลเมตร โดยใช้ชาวชาวยิวอายุ 37 ปี คนหนึ่งที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เหยื่อรายนี้หยุดหายใจภายในเวลา 30 นาที จากการสังเกตุพบว่า ในนาทีที่ 4 จะเริ่มมีเหงื่อออกและศีรษะเริ่มสั่นคลอน ในนาที ที่ 5 จะเริ่มชัก ในนาทีที่ 6 ถึง 10 จะมีการหายใจเร็วขึ้นและหมดสติ นาทีที่ 11 ถึง 30 การหายใจจะเริ่มช้าลงเรื่อยๆ จนถึง 3 ครั้งต่อนาที แล้วหยุดหายใจ น้ำลายฟูมปาก ตลอดเวลาทดลองได้มีการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ไว้อย่างละเอียด หลังหยุดหายใจประมาณครึ่งชั่วโมงจึงนำศพมาชำแหละ เริ่มด้วยการเปิดช่องอก พบว่าหัวใจพองโต เมื่อผ่าหัวใจจะพบของเหลวสีเหลื่องประมาณ 60 ซีซีไหลพุ่งออกมา และพบว่าหัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วนั้นกลับเต้นขึ้นมาอีก โดยหัวใจห้องบนขวาจะบีบตัวอย่างแรงในอัตรา 60 ครั้งต่อนาที แล้วค่อยๆช้าลงเรื่อยๆ เมื่อผ่าหัวใจห้องบนขวาจะพบว่ามีเลือดฉีดพุ่งออกมาเป็นลำเล็กๆประมาณ 15 นาทีจึงหยุดไหลเนื่องจากเลือดแข็งตัวปิดปากแผล หลังจากนั้นพบว่าหัวใจห้องบนขวากลับเต้นบีบตัวขึ้นมาอย่างแรงอีก.............ที่เห็นคือภาพของเหยื่อนักโทษที่ค่ายกักกันในการทดลองนี้ (ข้อมูลจากสถาบันประวัติศาสตร์, มิวนิค เยอรมนี)




แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 เม.ย. 2551 (11:54)
85339

จากความเห็นที่ 4 ของคุณหมอศานติ......ในลำตัวเครื่องบินรวมทั้งที่เก็บสัมภาระเขาจะปรับอากาศให้อยู่เท่ากับบินอยู่ที่ประมาณ 2,700 เมตร คนสุขภาพดีจะทนความสูงได้ประมาณ 3,500 เมตรโดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน ถ้าเกิน 4,000 เมตรต้องใช้ออกซิเจนนอกจากจะอยู่ระดับนั้นเพียงไม่กี่นาที ส่วนอุณหภูมินั้นปรับเฉพาะในห้องโดยสาร ในห้องเก็บสัมภาระส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับอุณหภูมิเท่าในห้องคนโดยสาร.


มีข้อสังเกต  2  ข้อครับ คือ


1. ผมได้ทดลองวัดอุณหภูมิในห้องเก็บสัมภาระโดยอาศัยอุปกรณ์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทาง ปรากฏว่าอุณหภูมิก็ไม่ได้เย็นมากหรือต่างจากอุณหภูมิในห้องโดยสาร ดังการทดลองที่นี่ วัดอุณหภูมิบนเครื่องบิน 


2. ทางอุตุนิยมวิทยามักนิยามหน่วยความดันบรรยากาศเป็น  hectopascal (hPa) ซึ่งมีค่าเท่ากับหน่วยเดิมคือ มิลลิบาร์ โดยมีหน่วยเทียบดังนี้ standard atmosphere = 101325 Pa = 101.325 kPa = 1013.25 hPa.  ผมมีนาฬิกาข้อมือที่สามารถวัด อุณหภูมิ ความดัน ความสูง ทิศทาง จับเวลา ได้ ทดลองวัดค่าต่างๆขณะที่เครื่องบินที่ความสูงประมาณ 30000 ฟุต (สังเกตดูห่อขนมพองออก แสดงว่าความดันต่ำกว่าความดันบรรยากาศ)  ปรากฏว่าได้ค่า อุณหภูมิในห้องโดยสาร 28.8 องศา ซ. ความดัน 783 hPa เทียบค่าความดันจากตารางจะได้เท่ากับความสูงราว 2,000 กว่าเมตร ความสูงเทียบดูจากนาฬิกาข้อมือ)ประมาณ 2,125 เมตร เหมือนดังที่คุณหมอศานติได้พูดถึงในความเห็นที่ 4 ครับ






แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2007 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 336 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.