คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
พุทธศาสนากับการกินเนื้อสัตว์
โพสต์เมื่อ: 15:35 วันที่ 6 ก.พ. 2551         ชมแล้ว: 3,962 ตอบแล้ว: 12

ันนี้ย่อมาอีกทีตามความเข้าใจ  


                                พุทธศาสนากับกินเนื้อสัตว์  


ที่มาเเละเรื่องที่เกี่ยวข้อง : 


-เชื่อว่าพระพุทธศาสนาน่าจะมีเเนวความคิดอะไรที่เป็นประโยชน์ทั้งในเชิงสติปัญญาเเละจริยธรรม


-การกินเป็นกิจกรรมหลักอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในด้านจริธรรมที่ลึกซึ้งหลายอย่าง


-เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่มีใครสนใจเเม้มีนักจริยศาสตร์สมัยใหม่สนใจถกเถียงเรื่องนี้กันอยู่บ้าง  เเต่ก็ยืนพื้นอยู่บน เหตุ-ผล เดิมๆ


-พุทธศาสนาเเละปรัชญาทั้งหลายเเหล่ของอินเดียนั้นสนใจถกเถียงเรื่องนี้มานับพันปี


-มีการกำหนดประเด็นหลักๆว่าเมื่อกล่าวถึงทัศนะของพุทธศาสนากับการกินเนื้อสัตว์ควรจะกล่าวไปในประเด็นใด


-ครอบคลุมถึงเรื่องของกิจกรรมการกินของมนุษย์   การค้าอาหาร  วิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี(โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ)  ธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร   


บรรยาย: 


ภาพหมูที่ที่ถูกบรรจุในซองบนรถบรรทุกขนาดใหญ่เลี้ยวเข้าไปในตรอกข้างทางซึ่งเป็นโรงฆ่าสัตว์ทำให้รู้สึกอะไรหลายๆอย่าง  หมูเหล่านี้ถูกเพาะเลี้ยงมาเพื่อเป็นอาหารของคนโดยเเท้สถานที่ที่มันเกิดคือโรงเลี้ยงหมูซึ่งเป็นสถานที่ที่พอให้มันอยู่ได้โดยไม่ตายเท่านั้น พวกมันอยู่ในนั้นระยะหนึ่งเมื่อได้เวลาเเล้วก็จะถูกขนย้ายใส่รถบรรทุกเข้าโรงเชือดเเละที่โรงเชือดเช่นกันที่พวกมันถูกฆ่าในสภาพที่ทารุณโหดร้าย 


ในขณะที่มนุษย์ได้เเต่ชื่นชมตนเองเเละโลกอยู่เพียงด้านเดียวนั้น  จากการค้นคว้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ได้ข้อมูลทางสถิติว่า   เฉพาะที่อเมริกาพบว่าปศุสัตว์ถูกฆ่าตายวันละประมาณ 30 ล้านตัวเเละจากการสังเกตการณ์ขององค์กรณ์เอกชนเรื่องสิทธิของสัตว์ในประเทศนี้ยังรายงานว่าการฆ่าสัตว์ส่วนใหญ่กระทำผิดกฏหมายนั่นคือชำเเหละสัตว์ขณะที่มันยังไม่ตาย 


ระบบอุตสาหกรรม  ที่มองสัตว์เหล่านั้นเป็นเพียงวัตถุดิบอย่างหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับเเร่เหล็กที่ต้องนำไปถลุงเพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์     ยิ่งผลิตได้จำนวนมากเท่าไหร่   ในระยะเวลาที่น้อยได้เท่าไหร่  นั่นหมายถึง   รายได้ของคนทำงานเเละกำไรที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น 


เเละเมื่อมาดูให้กว้างขึ้น 


จากอุตสาหกรรม    ไปสู่    อุตสาหกรรมอาหาร   เเละมาถึงภาพรวมนั่นคือ  "ระบบทุนนิยม" ที่ยืนอยู่บนเงินทอง  เเละ  เรื่องของเวลา  เมื่อสองสิ่งสัมพันธ์กันจนกลายมาเป็นประโยคที่ว่า


                                       "เวลาเป็นเงินเป็นทอง" 


จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าบริษัทหนึ่งลวกไก่ทั้งเป็นเพราะอะไร?  เพื่อให้ไก่ของตนอร่อยกว่าเจ้าอื่นหรือว่ารีบจนไม่มีเวลามาดูว่ามันตายรึยัง   เเต่ข่าวบอกว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ  เเละไม่ได้เกิดกับไก่เพียงตัวสองตัวเเต่เกิดกับมันทั้งหมด 


มนุษย์ช่างเอาเปรียบสัตว์อื่นเสียเหลือเกิน  ดังเหตุการณ์หวัดนกระบาดในไทยรัฐบาลสั่งฆ่าไก่ทั่วประเทศ   ไก่ที่ถูกจับยัดใส่กระสอบเเน่นจนปีกทับหักเเล้วโยนใส่หลุมลึกตกกระเเทกก้นหลุมระคนไปด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนรถเเทรกเตอร์จะค่อยๆกลบดินฝังพวกมันทั้งเป็น!  


สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นความจริงที่ยังคงดำเนินอยู่ตราบจนวินาทีนี้เเละอีกนานเเสนนาน  เมื่อกลับมามองดูมนุษย์สมัยที่ยังเป็นผู้ล่าที่ป่าเถื่อนพัฒนาจนกระทั่งกลายเป็น  เราอย่างในปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนเว้นเเต่การฆ่าที่ยังมีอยู่เพียงเเต่เปลี่ยนรูปเเบบให้ดู ("โหดร้ายน้อยลง") 


เเต่ถ้าสัตว์ที่ถูกฆ่าเหล่านั้นพูดได้  คิดเองได้  พวกมันคงไม่พอใจคำตอบนี้เเน่ๆ  "โหดร้ายน้อยลง"


เเต่เราก็มีจิตใจที่พัฒนาไปถึงจุดที่รู้สึกได้ว่าต่อไปนี้เราจะต้องถามคำถามกันตรงๆเกี่ยวกับสิ่งที่เราเป็นอยู่  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีเหตุมาจากธรรมชาติหรือไม่


พระพุทธศาสนามีจุดเเข็งตรงที่เป็นศาสนาที่สอนให้เรารู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับรากเหง้าของเราเองชนิดถึงรากถึงโคน   เพื่อขุดรากถอนโคนรากเหง้าเหล่านั้น  รู้จัก(การทดลอง)    หลักของปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารก็เช่นเดียวกัน   นักพรตอินเดียในสมัยนั้นบางพวกมองว่า การกินอาหารเป็นบาป    (มันเป็นผลที่มาจากเหตุคือการฆ่า   การกินจึงเป็นที่มาของความเศร้าหมองมากกว่าการบริโภคอย่างอื่น?) (บริโภคเนื้อสัตว์หรือพืช)   (มนุษย์ต้องเอาชนะในเชิงจริยธรรมคือเรื่องการกินนี่เอง) 


ลัทธิเกี่ยวกับอาหารเหล่านี้สอนว่าชีวิตจะบริสุทธิ์ได้ด้วยอาหารเเละได้สอนว่าเพื่อให้ชีวิตบริสุทธิ์ต้องกินอะไรบ้างเเละกินอย่างไร   ทรงทดลองกินสิ่งต่างๆเหล่านี้เเต่ในที่สุดก็ไม่พบว่าจะเป็นทางเเห่งความหลุกพ้นเเต่อย่างใด 


(มีต่อ)


 


 



yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 11 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ก.พ. 2551 (16:33)

เป็นบทความที่ดีมากครับ ขอบคุณ คุณ yoshisuku


หากจะอ่านให้ได้ปัญญา ก็จะได้ปัญญามาก


หากจะอ่านให้เกิดความสงสัย ก็จะสงสัยได้มาก


หากเป็นคนที่กินเจ ก็น่าจะชอบเนื้อหาเหล่านี้


..................................................................................................


ผมไม่ได้กินเจ แต่อย่างน้อย 2 ปีนี้ มื้อเที่ยงผมจะพยายามกินอาหารเจ เพราะผมทานคนเดียว


ส่วนมื่อเช้า เย็น ผมต้องทานกับครอบครัว


..................................................................................................


ผมขับรถขึ้นลง ขอนแก่น-ลำพูน อยู่เสมอๆ จะเห็นรถบรรทุกวัวจากเหนือลงสู่อีสาน เห็นรถบรรทุกควายจากอีสานขึ้นไปทางเหนือ รถบรรทุกหมูนี่จะเห็นประจำบนถนนทางหลวงของจังหวัด เข้าออกตัวเมือง


เห็นแล้วก็สลดใจ พยายามฝึกแผ่เมตตา ... บางทีเขาบรรทุกแน่นมาก เบียดเสียดเหยียบกันเอง


...................................................................................................


ผมกินเนื้อย่างลดน้อยลง ตอนนี้ไม่ได้กินหลายเดือนแล้ว พอไปกินที(ไปกินตามความต้องการของคนอื่น) ก็ให้รู้สึกว่าท้องเราต้องทำงานหนักมากขึ้น


...................................................................................................


เข้าใจว่า มีความคิดเห็น มองเห็น เข้าใจในแนวทางที่ถูกต้องดีมากแล้ว


ตั้งใจว่า เมื่อลูกชายเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ... ก็จะลองไม่กินเนื้อดู


แต่อาจจะทานปลา ไข่ นม อยู่บ้าง


แต่ทั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป็นกฏเคร่งครัด มีโอกาสทำได้มากก็ทำ แต่จะไม่ทำให้คนอื่นลำบากไปด้วย


....................................................................................................



การสนใจ การกินเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่สำคัญมาก


หากสนใจจริงๆ จะพบว่า เป็นเรื่องง่ายๆ ... ที่เราทำให้มากเรื่อง ทำให้เป็นปัญหาขึ้นมาเอง


การกินอยู่อย่างถูกต้อง จะทำให้เรามีร่างกาย และจิตใจที่ทุกข์น้อยลง ทุกข์เท่าที่จำเป็น


 


ก่อนจะไปหาคำตอบว่า เราจะไม่กินเนื้อ หรือทำให้คนอื่นไม่กินเนื้อได้อย่างไร


ลองมาเริ่มต้นง่ายๆว่า


ทุกวันนี้เรากินอะไรบ้าง ดื่มอะไรบ้าง อะไรที่มันไม่มีประโยชน์ มีโทษเสียมาก ทำไมเรายังกินดื่มกันอยู่


ทำไมต้องกินอาหารแพงๆ .... ทำไมต้องมีอาหารแพงๆ


ทำไมจึงต้องกินแตกต่างกัน


ทำไมต้องกิน 3 มื้อ


ทำไมไม่ฝึกทำอาหารง่ายๆกินเอง ปลูกอาหารง่ายๆ


 


มีอะไรที่ง่ายๆ สร้างสรรค์อีกมากมาย ที่เราทำได้เกี่ยวกับการกิน


เพื่อให้เรา มีปัญญา ฉลาดอย่างถูกต้องในการกิน เพื่อตัวของเราเอง


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1667 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 ก.พ. 2551 (21:41)

 ถ้าพูดเรื่องของการกินเจ    เดี๋ยวนี้ผมก็ทานเนื้อสัตว์น้อยลง  เเต่เหตุที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เพราะว่าเป็นธรรมมะธรรมโม   หรือว่าไปเห็นหรือได้ยินเรื่องราวที่คล้ายๆกระทู้นี้เเต่อย่างใด  เเต่เป็นเพราะปัญหาสุขภาพ   ที่ทำให้ต้องมีเวลาเป็นช่วงๆในการลดอาหาร   เมื่อลดอาหารลง  ก็ทำให้ทานเนื้อสัตว์ในอัตราส่วนที่ลดลงไปด้วย ในบางเวลาบางโอกาส   ก็จะทานเเต่ของ เบาๆ  ที่ไม่ใช่พวกสัตว์ใหญ่   เเต่พอสักพักสุขภาพดีขึ้นก็กลับมากินอีก   เมื่อทำเเบบนี้บ่อยๆเข้า   เดี๋ยวนี้การกินจึงมีลักษณะ   ลด  ละ  เลี่ยง  เนื้อสัตว์ได้ในบางจังหวะเวลา    เช่น   บางครั้งถ้าไม่มีเหตุปัจจัยอะไรมาให้อยากเลือกกินอาหารที่ประกอบด้วยสัตว์ใหญ่   ก็จะเลือกทานส้มตำเเทน  (ตรงนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง)  เเต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้เเตกต่างจากเมื่อก่อน  คือ  เรามีทางเลือกเกิดขึ้นเเละเราก็ไม่ได้อึดอัดกับผลที่เราเลือกนั้นมากนัก  ในยามว่างจากที่เคยทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก   ก็อาจเปลี่ยนไปทานส้มตำเเทน  ถึงเเม้ไม่ได้เรียกว่าเจ หรือมีเป้าหมายในเรื่องความเมตตา สงสาร เเต่คิดว่า  ลด  ละ  เเม้นสาเหตุหลักจะมาจากเรื่องสุขภาพ   เเล้วห้ามใจตัวเองได้บ้าง  ก็ดีกว่าไม่ได้ทำเลย  ผลที่ได้จากการไม่ทานสัตว์ใหญ่ช่วงหนึ่งรู้สึกมันไม่เเน่น  ตัวไม่ร้อน  ไม่อึดอัดเวลาทานอาหารเสร็จ   เเละจากนี้ก็มีข้อสงสัยว่าถ้าเราไม่อยากทานเนื้อให้เลือกระหว่าง 



1.  เเบบกินเจคือไม่ทานเนื้อสัตว์เลยติดต่อกันช่วงหนึ่งหลังจากนั้นก็กินตามปกติ



                                      กับ 



2. เเบบที่ว่าเมื่อมีโอกาสก็ลด ละ  จากเนื้อสัตว์บ้าง (เมื่อมีทางเลือกที่สมควรเเก่ตัวเราขณะนั้น ก็ทานสัตว์เล็ก  หรือ  พืชเเทน) เเต่ทำเเบบนี้เป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ 



อย่างไหนน่าจะดีกว่ากัน    



เเละต่อจากนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องที่ว่ามนุษย์เราล้วนวุ่นวายกับการกิน  จนกระทั่งมาถึงคำถามต่างๆ ว่าทำไม ทำไม เหล่านั้น  ผมคิดว่าต้นตอของมันมาจากการที่มนุษย์



                  'ไม่รู้จักพอในเรื่องของการกิน" 



ไม่รู้จักพอในเรื่อง          ปริมาณอาหาร     ความอร่อยของอาหาร    ความสวยงามของอาหาร    ดังที่กล่าวมาเช่น  ทำไมต้องทาน 3 มื้อ   ซึ่งสุดท้ายเเล้วก็จะได้เห็นว่า   การกินนั้นสำคัญเพื่อการอยู่รอด   นั่นคือ   กินเพื่ออยู่   ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน  เเละสิ่งที่เกินออกมาจากการอยู่เพื่อกิน   นั่นก็คือกเลสของมนุษย์ที่ชอบไปเกาะรากเเตกหน่ออกผลบนสัญชาตญาณดิบของคน   ถ้ายกตัวอย่างความต่างให้เห็นชัด   เช่น  สุนัขมันต้องการอาหารที่มันกินได้  เเต่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาสวยงงาม   คนเราสร้างเงื่อนไขในการกินขึ้นมาอย่างซับซ้อน  เเต่ไม่ว่าซับซ้อนอย่างไร   ในสิ่งที่เรากินก็ต้องเเลกด้วยชีวิตที่ต้องตายทั้งสิ้น    ถ้าถามว่าเราต้องกินเพื่อดำรงชีวิต   เเล้วถ้าไม่กินเนื้อสัตว์เลย  เราจะดำรงชีวิตไม่ได้เลยหรือ?   นี่เป็นสิ่งที่ต้องกลับไปคิดทบทวนหลังจากที่   วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมากเเละพบว่าสารอาหารโปรตีนทดเเทนนั้นมีอยู่ในพืชตระกูลถั่ว   ไม่ได้มีเเต่ในเนื้อสัตว์  ตลอดจนสารอาหารทดเเทนตัวอื่นๆที่ได้จากพืชเช่นกัน.......ถ้ามีทางเลือกขนาดนี้เเล้วเรายังจะเลือกเชื่อในสิ่งที่เเม้เเต่พระบรมศาสดาเเนะให้พิจารณาด้วยปัญญาตัวเองเพื่อนำไปสู่เลือกที่จะเชื่อด้วยตนเองต่อไปหรือไม่   ต่อไปนี้คงต้องขึ้นอยู่กับปัญญาของมนุษยชาติเเล้ว...


yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 6 ก.พ. 2551 (23:52)
หากจะเลือกไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ต้องระวังที่จะได้กรดอะมิโนจำเป็นบางตัวไม่ครบนะครับ ถ้าจะให้ดีก็น่าจะศึกษาเรื่องเหล่านี้ก่อนมิฉะนั้นอาจมีปัญหากับสุขภาพได้ครับ
Grunt เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 532 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 189 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ก.พ. 2551 (11:39)

  มาต่อให้จบก่อนเเล้วกันไม่งั้นจะขาดตอน.... 


                               พระพุทธศาสนากับการกินเนื้อสัตว์  ตอน 2 


คำถามที่สำคัญสำหรับความจริงของเรื่องนี้ที่เป็นที่สนใจคงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า 


  "พระพุทธเจ้าเเละพระอรหันต์ทั้งหลายฉันเนื้อสัตว์หรือไม่"


เเละจากการค้นคว้าพบว่ามีหลักฐานหลายเเห่งในพระไตรปิฎกภาษาบาลีของนิกายเถรวาทที่ทำให้(สรุปได้ว่า)  


  "พระพุทธองค์(ไม่ทรงปฏิเสธ)เนื้อสัตว์"   ที่ไม่อยู่ในข่ายถูกห้ามตามพระวินัย  


พระอรหันต์ก็เช่นเดียวกัน คือ  ไม่ปฏิเสธเนื้อสัตว์(ที่บริสุทธิ์)    ได้เเก่เนื้อสัตว์ที่ท่านไม่ได้เห็นว่าเขาฆ่ามาเพื่อท่าน  หรือ ไม่ได้สงสัยว่าเขาฆ่ามาเพื่อท่านอย่างเป็นการเฉพาะเจอะจงถ้าหากเนื้อสัตว์นั้นเป็นของที่วางขายอยู่ตามตลาดเเล้วมีคนซื้อมาปรุงถวายพระสงฆ์   พระสงฆ์ก็สามารถรับมาฉันได้ 


ถ้าดูตามนี้ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนเวลาที่ต้องกินเนื้อสัตว์   เพราะ(เราไม่ได้ฆ่าเอง)  


ถ้าเรากินอย่างมีสติ มีปัญญา  คือ  กินเพื่อให้กายดำรงอยู่ได้   เพื่อทำสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตเพื่อตนเองเเละโลก ? เราก็ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก ?  


เเต่ เหตุ-ผลที่กล่าวมาอาจจะยังมีอะไรที่ยังติดขัดอยู่ในใจ  ถ้าเรามาลองใช้จินตนาการเชิงสมมุติเเบบเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง   คือ


ถ้าสมมุติว่ามีมนุษย์ต่างดาวมายึดครองโลกเเละกระทำต่อมนุษย์เหมือนปศุสัตว์เลี้ยงไว้เพื่อบริโภค   เเล้วมีศาสนาหนึ่งของมนุษย์ต่างดาวที่นักบวชต่างดาวของศาสนานี้สอนว่า  "ถ้าฆ่ากินเองก็ผิด เเต่ถ้ากินที่เขาฆ่ามาเเล้วไม่เป็นไร   นักบวชต่างดาวศาสนานี้สอนว่าอย่าได้คิดมากเพราะมีสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นที่จะต้องทำในชีวิต   


  ศาสนาในเชิงจินตนาการนี้สอนมีเหตุ-ผล เเต่เป็นเหตุผลจากการมองเพียงด้านเดียว  คือ เป็นการมองจาก  มนุษย์ต่างดาว  เเต่ไม่ได้มองคนที่ถูกฆ่าถูกกิน   ในด้านของผู้ถูกกระทำคงไม่คิดเช่นเดียวกันเป็นเเน่   โดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึกที่คนมีต่อนักบวชมนุษย์ต่างดาว  ถ้านักบวชต่างดาวสอนว่า


1.  กินเนื้อคนได้ถ้าไม่ฆ่าเอง  หรือกินคนที่ถูกฆ่ามาเเล้ว  ไม่เป็นไร 


2.  ห้ามกินเนื้อคนโดยเด็ดขาด  เเละสอนว่าไม่ควรกินเนื้อคน  


ถ้าเราเป็นคน  เป็นผู้ถูกกระทำ  เราจะรู้สึกดีกับคำสอนข้อไหน?  


เเล้วถ้าย้อนกลับมาดูสัตว์ที่ถูกคนกิน  ถ้ามันพูดได้  คิดเองได้  พวกมันน่าจะรู้สึกดีกับข้อไหน?  


(มีต่อ)      


เอ้อ...สำหรับความเห็นของคุณ grunt ผมคิดว่าสามารถนำขยายความหมายของคำว่า 


"ทดเเทน"    ได้ดี  คือ  


สิ่งที่ใช้ "ทดเเทน"  ยังไงก็ไม่สมบูรณ์เทียบเท่ากับสิ่งที่โดนทดเเทน  จึงต้องพึงรอบคอบตรงนี้ไว้ด้วย         


 


yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 7 ก.พ. 2551 (14:00)

ร่างกายมนุษย์ สืบทอดกันมาช้านาน


เราไม่ได้เป็นคนในช่วงชีวิตสั้นๆนี้เท่านั้น


แต่เราสั่งสมความเป็นคนที่ถ่ายทอดกันมาด้วย


 


หากไม่คิดย้อนไปไกลเช่นนั้น


เอาแค่ในชีวิตนี้ของเรา


เด็กจะถูกปลูกฝังให้กินเนื้อสัตว์ เข้าสู่วัยรุ่น


ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี (ไม่ต้องคิดถึง แม่และพ่อที่กินเนื้อมากว่า 30 ปี)


ดังนั้นร่างกาย จิตใจจึงคุ้นเคยกับการกินเนื้อมาเป็นเวลายาวนาน


 


นี่เป็นเหตุผลที่ชี้ว่า เรายังต้องพึ่งเนื้ออยู่บ้าง


แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องพึ่งตลอดไป


หากจะค่อยๆปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน ฝึกกันใหม่ย่อมทำได้แน่นอน


 



การห่วงว่าจะได้สารอะไรไม่ครบ ... มักจะเป็นข้ออ้างเสียมากกว่า


จริงๆ การกินเนื้อมากๆ และไม่ถูกต้องนั้น เราจะได้สารพิษต่างๆ จำนวนมาก


ข้อเท็จจริงตรงนี้ กลับจะละเลย มองข้ามกันไป


.........................................................................................................



สาระสำคัญของการกินนั้น เพื่อยังร่างกายให้คงอยู่ได้ ไม่ให้ทุกข์เพราะความหิว ทุกข์เพราะขาดอาหารที่จะเลี้ยงร่างกาย


เมื่อบำบัดตรงนี้ออกไป จะได้มีกำลัง มีเวลาที่จะทำความดี ทำประโยชน์ที่ประณีตยิ่งขึ้นได้


ไม่ใช่กินเพื่อความเมามัน เพื่ออวดร่ำอวดรวย กินเพื่อสนุกโก้เก๋  กินเพื่อเบียดเบียนคนอื่นหรือสัตว์อื่นๆโดยไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญ


การกินอาหารแพงๆ ... เป็นการเบียดเบียนสังคมอย่างยิ่ง ... ข้อนี้มีใครจะมองเห็นกันบ้าง


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1667 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 7 ก.พ. 2551 (16:22)

  ตามที่คุณ mathguy ว่ามาเเสดงว่า  ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งเเต่วัยเด็กมีผลต่อการลดละเลิกการทานทานเนื้อสัตว์     เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยเเล้วอยู่ๆให้ให้เปลี่ยนไปทันทีทันใดในทางปฏิบัติคงทำได้ยาก  เเต่ถ้าค่อยๆปรับค่อยๆเปลี่ยน  น่าจะเป็นการเหมาะสมกว่า เพราะสิ่งที่เราทำอยู่มานาน   อยู่ๆจะให้เลิกให้เปลี่ยนวิถีชีวิตตรงนั้นคงทำเเบบหักดิบไม่ดีเเน่ 


ส่วนเรื่องข้ออ้างนั้นมันก็ย่อมมี เหตุ-ผล  กันทั้ง 2 ด้าน เเต่การรอบคอบในที่นี้หมายถึงการศึกษาตามความเป็นจริง  ไม่ใช่จากความตื่นตระหนก  เช่น  คนที่บริโภคเนื้อสัตว์มากๆ  กับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์  พบว่ากลุ่มไหนสุขภาพดีกว่ากัน  ถ้าจะดูโรคภัยยอดนิยมในปัจจุบัน  ไม่ว่าจะโรคหัวใจ   โรคเบาหวาน  โรคความดัน  โรคไต  ก็ล้วนมรสาเหตุมาจากการกินเเทบทั้งสิ้น การทานเนื้อสัตว์มากๆก็เป็นเหตุสำคัญ  ถ้าคนๆหนึ่งกินเเต่เจ  เเละกินอย่างพอเพียง  กับคนที่ทานเเต่เนื้อสัตว์เเละทานเเบบไม่รู้จักพอ  โรคเหล่านี้จะมีโอกาสไปถามหาใคร? มากกว่า    ส่วนเรื่องความกังวลในการเปลี่ยนไปทานเนื้อให้น้อย     เปรียบเทียบง่ายๆคงคล้ายๆกับ  เรื่องของน้ำมันเเก๊สโซฮอล์   กับ เบนซินธรรมดา   ที่คนใช้เบนซินมานาน   พอจะให้มาเปลี่ยนมาใช้เเก๊สโซฮอล์  ก็กลัวว่าเครื่องจะพัง   รถจะเสีย  ทั้งๆที่มีการรับรองตามเงื่อนไขว่าสามารถใช้ทดเเทนเบนซินได้  เเต่คนบางกลุ่มก็ยังไม่เปลี่ยนความคิด


ส่วนสุดท้าย   การกินของเเพง   ยังมีตัวเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะอยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน คือ  การกินทิ้งกินขว้างอย่างไร้ประโยชน์   ถ้าเคยดูรายการเเข่งกินอาหาร  หรือเอาอาหารมาเขวี้ยงเล่น    อันนี้ถือเป็นการเบียดเบียนสังคมอย่างหนึ่ง  เพราะยังมีคนอีกมากที่ไม่มีอันจะกินผอมโซอดอยากหัวโตนับพันล้านคนทั่วโลก เเทนที่จะเอาอาหารตรงนั้นไปให้คนยากจน    เรากลับเอาอาหารมาตอบสนองต่อความเมามันส์ เพียงเพื่อความสนุกสนาน  ตอบสนองต่อกิเลสของตัวเอง  นอกจากเป็นการเบียดเบียนสังคมเเล้วยังเป็นการสร้างชนชั้นให้เด่นชัด   ระหว่างคนจนไม่มีกินเเม้ข้าว  กับคนร่ำรวยที่เอาอาหารดีๆมาเล่นเเข่งกินออกทีวี   ขว้างปาใส่กันด้วยความสนุกสนานอยู่ในจอทีวี    ทั้งนี้ยังเป็นการไม่รู้จักคุณค่าของการกินเพื่อดำรงชีพที่ว่า   ที่เรากินทิ้งกินขว้างมันต้องเเลกมาด้วยชีวิตสัตว์อื่นมากมายเพียงไร    เหมือนกับว่าเราเห็นชีวิตของสัตว์เป็นเเค่ของเล่นเพื่อตอบสนองความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด    เป็นของไร้ค่า   สังคมเเบบนี้มีเเน้วโน้มจะมองชีวิตอื่นเป็นของเป็นเพียงวัตถุที่ด้อยค่า  กว่าตัวเอง   โดยหารู้ไม่ว่า   สิ่งมีชีวิตที่ด้อยค่าที่สุดในโลกนี้ก็คือ  มนุษย์นั่นเอง   มนุษย์ทำให้ทุกอย่างมีอยู่เป็นอยู่อย่างที่เราต้องการให้มันเป็น   ในขณะเดียวกัน   มนุษย์ก็ยังสามารถทำให้ทุกอย่างไม่มี  ไม่เป็นอยู่  ได้เช่นกัน   เเม้กระทั่งตัวมนุษย์เอง  เเต่น่าเสียดายที่มีมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่เลือกเดินทางตามข้อหลัง...... เเละไปสู่ตรงนั้นได้สำเร็จ 


yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 7 ก.พ. 2551 (17:10)

  (ต่อ)                พระพุทธศาสนากับการกินเนื้อสัตว์  ตอน3 


                     "ศาสนาของสรรพสัตว์ หรือ  ศาสนาของมนุษย์" 


 ชาวพุทธเราไม่ว่านิกายไหนล้วนเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเเห่งสรรพสัตว์ไม่ไช่เฉพาะมนุษย์ 


เเต่เหตุ-ผลในทางจริยธรรมที่พุทธเถรวาทใช้ในเรื่องนี้(บางกรณี)นั้นจะถูกมองจากฝ่ายมหายานว่า  (ดูจะเป็น เหตุ-ผล ที่คิดในกรอบของมนุษย์เท่านั้น)   


พระพุทธเจ้าตามที่ปรากฏในพระสูตรของมหายานเช่น "ลังกาวสูตร"  ที่ว่า หากทรงเสวยเนื้อสัตว์ด้วยพระองค์เอง หรือ สาวกของพระองค์ได้รับอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ว่าไม่ผิดศีลธรรม  


สิ่งนี้ล้วนเเต่ทำลายความน่าเชื่อถือทั้งหมดของพุทธศาสนาลงสิ้น   เพราะ 


(อนุญาตให้กินเนื้อสัตว์เท่ากับปฏิเสธว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาของสรรพสัตว์)  


เเต่ในทางวิชาการเห็นพ้องต้องกันว่าพระสูตรฝ่ายมหายานน่าจะไม่ใช่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยเหตุนี้เองมันจึงไม่มีน้ำหนักมากพอในสายตาของฝ่ายเถรวาท  


เเต่สุดท้ายเราก็ยังมิอาจหลีกเลี่ยงคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับความจริงของเรื่องนี้ที่ว่า  


"พระพุทธเจ้าจะเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่"  


ซึ่งถ้าอิงตามคัมภีร์ก็เป็นที่ค่อนข้างชัดเจนว่าทรงเสวย  


เเต่พระพุทธเจ้าตัวจริงก็(อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่คัมภีร์บรรยายไว้ก็ได้) ดังที่ ใน


"กาลาม-สูตร"  ได้เเสดงความเเก่เราไว้ตอนหนึ่งว่า


" อย่าได้เพิ่งปลงใจเชื่อเพียงเพราะว่าเรื่องๆนั้นอยู่ในคัมภีร์ "   


การใช้ปัญญาตีความว่าอะไรคือสาระหลักๆของพุทธศาสนาคือเครื่องมือที่สำคัญในการสาวไปสู่พระพุทธองค์ตัวจริง  


   ทำไมฝ่ายเถรวาทจึงไม่ปฏิเสธการกินเนื้อสัตว์    ทำโดยโดยอิงจากกรอบสมมุติฐานทางจริยธรรมเเละการ(ตีความ)  เเละ ได้ออกมา ดูดี มีเหตุ-ผล ตามกรอบนั้นๆ  


เช่นเดียวกันฝ่ายมหายานก็มีกรอบสมมุติฐานอีกเเบบหนึ่งจึงมองเรื่องการกินเนื้อสัตว์ต่างไปจากเถรวาท  ที่ดูดีมีเหตุ-ผลเฉพาะในกรอบของตัวเองเช่นกัน   


ปัญหาการกินเนื้อสัตว์ยังไม่ยุติ  ถ้าเอามนุษย์เป็นตัวตั้ง  เรื่องนี้ไม่มีวันจบ ถ้าเอาผู้เสียหายหรือเหยื่อเป็นตัวตั้ง   ก็ต้องย้อนไปเถียงเรื่องมนุษย์ต่างดาวต่อ   ถ้าพวกมนุษย์ต่างดาวมองเราโดยยึดเราเป็นตัวตั้งคราวนี้ปัญหาควรที่จะจบลงได้เเล้ว....


จบ.     


yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 208 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 ก.พ. 2551 (18:25)

ผมขอร่วมจบด้วย หลักการ "ทางสายกลาง"


ซึ่งต้องไม่ตามใจ ตามกิเลสของเรา


แต่ก็ไม่ทำอะไรเพราะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ยึดติดในรูปแบบ โดยไม่สนใจสาระที่เป็นแก่นแท้


 


ไม่เป็นชนิด กามสุขัลลิกานุโยค และไม่เป็น ศีลพตปรามาส


..........................................................................................



ทางสายกลางนั้น จึงต้องรู้จักพอ รู้จักวาง ขัดเกลากิเลสให้เบาบางลงไปเรื่อยๆ


ทำดี ทำถูกต้องหรือไม่


ก็วัดกันที่ โลภ โกรธ หลง ว่าเบาบาง หดหายไปมากน้อยเพียงใด


ไม่ได้วัดกันที่คุณวิเศษ ไม่ได้วัดกันที่ระเบียบการปฏิบัติ



MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1667 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 12 ก.พ. 2551 (12:51)
<DIV class=bodytext id=item_body author="matiepoppy" author_possessive="matiepoppy's">
<DIV align=center>
<P><FONT face="MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif" size=2><B><FONT face="MS Sans Serif" color=#663300 size=1>1</FONT></B></FONT><FONT color=#663300><BR><BR><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ อิ๋งเซิ่ง จ.อุตรดิตถ์ 16 พ.ย. 2539</FONT></FONT></P></DIV>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่ละการเบียดเบียนแล้วจะเป็นพุทธะได้อย่างไร<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>จะเรียกว่าเมตตาได้อย่างไร</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>2<BR><BR></FONT></B></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#663300 size=1>พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ไท่อิน กรุงเทพ 10 พ.ค. 2541</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ดินให้กำเนิดชีวิตได<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>พืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นมาจากดินไหม (ขึ้น)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ก็คือข้าวและผักที่เรากิน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>สิ่งนี้เรียกว่าฟ้าดินให้กำเนิด จึงสมควรที่จะกินได<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แต่ว่าเนื้อสัตว์นั้น มีพ่อแม่เป็นของตน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่มีพ่อแม่ที่ไหน ที่ให้กำเนิดลูกออกมาให้คนอื่นกิน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เหมือนกับมนุษย์ให้กำเนิดลูกมาให้ใครกิน (ไม่มี)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เพราะฉะนั้นสัตว์ก็เช่นเดียวกัน ร้องได้เหมือนกัน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>มีเลือดเหมือนกัน นัยน์ตาสามารถบ่งบอกความรู้สึกได้เหมือนกัน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เพราะฉะนั้นคนที่คิดกิน อย่าบอกว่าเขาเกิดมาให้เรากิน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ใครเขาเกิดมาให้ศิษย์กิน</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><B><FONT color=#663300>3<BR><BR></FONT></B></FONT><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระนาจาเมตตาที่ ฉงเต๋อ จ.กาญจนบุรี 21 มี.ค. 2542</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เมื่อสักครู่ศิษย์พี่บอกว่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ท่านไม่ชอบให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงใช่ไหม (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>อยู่ ๆ ถ้าเกิดมาเราตีท่าน ท่านชอบไหม (ไม่ชอบ)<BR>อย่างน้อยจะตีเราก็บอกสักหน่อยหนึ่งก็ยังดีใช่ไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หรือไม่จะมาตีเราอย่างน้อยก็ต้องรู้จักกัน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่ใช่ยังไม่ทันรู้จักกันเลยก็ตี ท่านก็ไม่ชอบใช่หรือเปล่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เหมือนเวลาที่ท่านกินเนื้อสัตว์<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้าเราบอกว่าคนใหญ่มีหน้าที่ มีอำนาจ มีความยิ่งใหญ่<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>สามารถที่จะสั่งคนเล็กได้ โลกนี้ก็ไม่ค่อยยุติธรรมใช่ไหม (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แต่ว่าคนมีพละกำลังเหนือกว่า สามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>โดยที่คนเล็กไม่มีโอกาสปริปากพูด<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>อย่างนั้นก็ไม่ใช่กฎของธรรมชาติ ที่ถูกต้องใช่ไหม (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ฉะนั้น เราจะบอกว่าสัตว์เล็กเกิดมาเพื่อสัตว์ใหญ่ได้หรือเปล่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ก็ไม่ได้ใช่หรือไม่เราอยู่ร่วมกันเวลาจะทำอะไร ก็ต้องเห็นอกเห็นใจกัน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เข้าใจกันบ้างใช่หรือไม่ (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หรือไม่จะเอาของเราไปก็ต้องขอเราสักหน่อยหนึ่งใช่ไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แล้วตอนนี้เราทำกับใครบ้าง ทำกับสัตว์ทั้งหลายที่เป็นอาหาร ใช่ไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ยังไม่ทันขอเขาเลย ไม่ทันขอด้วย แถมยังสั่งฆ่าเลยทันที<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เด็ดขาดไหม มีเหตุผลหรือเปล่า (ไม่มี)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>มนุษย์ชอบเป็นคนที่มีเหตุผลใช่หรือเปล่า (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>อย่างน้อยเธอต้องพูดมาก่อนสิ อยู่ ๆ เธอจะมาฆ่าฉัน ได้อย่างไร<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เธอยังไม่มีเหตุผล เธอยังไม่ชอบเลย ใช่หรือไม่ (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ศิษย์น้องก็ไม่ชอบที่อยู่ ๆ จะมีใครมาสั่งลงโทษศิษย์น้องโดยไม่มีเหตุผล<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แล้วสัตว์ล่ะ หรือว่าศิษย์พี่กำลังพูดว่า สัตว์เป็นคนที่พูดได<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>มีความรู้สึก มีเหตุผล เป็นอย่างนั้นไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หรือว่าไม่เจำเป็นที่ต้องแคร์ความรู้สึก จำเป็นไหม (จำเป็น)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ศิษย์น้องคิดไหมว่า ทำไมสัตว์ก็มีความรู้สึกเหมือนกัน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ทำไมศิษย์พี่ถึงพูดว่า สัตว์ก็มีความรู้สึก<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>และอะไรที่เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าสัตว์ก็มีความรู้สึก<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>มีความผูกพันกัน นั่นก็คือ เวลาสัตว์นั้นมีลูกขึ้นมา ก็ปกป้องลูก<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หาอาหารให้ลูกกิน ใช่หรือเปล่า (ใช่) สิ่งนี้วัดได้ว่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>สัตว์ก็มีความรู้สึกรักและหวงแหนลูกของตนเองใช่หรือไม่ (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เวลาใครมาทำร้าย พี่น้องของเรา เรายังรู้สึกโกรธใช่หรือไม่ (ใช่)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เวลามาฆ่าพ่อแม่เรา เรายังรู้สึกว่าแค้นนี้ต้องชำระ<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>จำไว้นะว่ากินเข้าไปเท่าไหร่แล้ว</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>4<BR></B><BR></FONT></FONT><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ อิ๋งเซียน กรุงเทพ 3 พ.ค. 2542</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>กินโรคเข้าไป กินอย่างไร เราไม่อยากจะเป็นพยาธิ <BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แต่เรากินเนื้อสัตว์ที่มีพยาธิเข้าไป เป็นโรคพยาธิไหม (เป็น)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เราไม่อยากเจ็บป่วย แต่เอาตัวเราไปตากฝนตากแดดเป็นไหม (เป็น)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เราไม่อยากที่จะปวดหลัง แต่ชอบนอนตามใจตนเอง<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ผิดท่า ผิดทาง ถามว่าปวดหลังไหม (ปวด)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เราไม่อยากเมื่อยขา ปวดเมื่อย<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แต่เราชอบกินสัตว์ปีกเมื่อยไหม (เมื่อย)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>นี่เป็นสิ่งที่วิทยาการสมัยใหม่ ได้ศึกษามาเรียบร้อย<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>อาจารย์นั้นไม่ได้พูดอะไรที่เกินเลย<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>โรคภัยเกิดจากการสั่งสมของเรา ไม่ว่าจะเป็นการกิน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ กินเจอย่าเบียดเบียนคนอื่น<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่เช่นนั้น อาจารย์จะเอาอะไรไปอ้างกับวิญญาณต่าง ๆ<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ให้เขาอภัยให้ ตอนนี้สบายแต่วันหน้าไม่รู้</FONT></P>
<P align=center></P>
<P align=center><B><FONT face="MS Sans Serif" color=#663300 size=1>5<BR><BR></FONT></B><FONT face="MS Sans Serif" color=#663300 size=1>พระโอวาทพระโพธิสัตว์อนุศาสน์เมตตาที่ เซิ่งเต๋อ 10 ต.ค. 2536</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>การทานเจต้องกระทำให้รู้ซึ้งถึงเมตตา<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อนของตนจึงไม่ทาน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เมื่อทานเจเกิดจิตเมตตาแล้ว ย่อมมีปัญญาเพิ่มขึ้น<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์จะช่วยส่งเสริม</FONT></P>
<P align=center></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>6<BR><BR></FONT></B></FONT><FONT color=#663300><B><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระนาจาเมตตาที่ผู่ถี จ.พิษณุโลก</FONT></B></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เวลาเห็นสัตว์ร้องทนได้ไหม ทนได้เพราะอร่อยใช่หรือเปล่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แล้วพอป่วยก็ว่าทำไม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่รักษา ไม่คุ้มครอง<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ตัวเราหาโรคมาเองทั้งนั้นเลย<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ทำบุญแล้วบุญจะไม่รั่ว ก็คือ ไม่เบียดเบียน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่ทำร้ายเขา พอเราไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่ทำร้ายคน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แล้วจะมีทุกข์อะไรมาทำร้ายเราอีกไหม</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>7<BR></FONT></B><FONT color=#663300><BR></FONT></FONT><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่เซิ่งเต๋อ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 11 ต.ค. 2541</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แม้ว่าเราอยู่บ้าน เราก็ต้องเอาใจกายของเราเป็นเหมือนวัด<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ให้ถือศีล ใจของเราต้องดีงาม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>กายของเราต้องสะอาด ชีวิตเขาเราอย่ากิน</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>8<BR><BR></FONT></B></FONT><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตาที่ เหยรินเต๋อ 21 พ.ค. 2541</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เคยเบียดเบียนทำร้ายสัตว์<BR>หรือเคยได้ยินเสียงร้องของสัตว์บ้างไหม เจ็บหรือเปล่า (เจ็บ)<BR>เขาเจ็บแต่เราไม่เคยรู้สึกเจ็บเหมือนกับเขา ใช่หรือไม่<BR>แล้วเวลาที่เราโดนมีดเฉือนทีหนึ่งเราเจ็บไหม<BR>เราเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่เขาเจ็บถึงชีวิต<BR>เราสุขเพียงน้อย แต่เขาเจ็บปวดถึงชีวิต<BR>ทำไมไอเมฆหมอกแห่งความมืดดำ ยังปรากฏอยู่บนโลกใบนี้ <BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ก็เพราะว่าคนยังเบียดเบียนทำร้ายกัน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เพียงเพื่อความสุขอันสั้น ๆ เพียงเพื่อได้ลิ้มรสอันหอมหวาน ใช่หรือไม่<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หากหยุดได้ ก็หยุดเถอะ อย่าได้เบียดเบียนทำร้าย<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หรือพรากชีวิตเขาเลย<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เวลาเรามีคนรัก ใครพรากคนที่เรารักไปเราก็เจ็บปวด<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เราก็เศร้าเสียใจ แต่นี่เราพรากชีวิตเขา<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้านับกองกระดูกที่เราพรากชีวิตเขาไป<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ก็คงมีความสูงกว่าตัวตนของเรา หรือมากกว่าชีวิตของเราอีก<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่อยากได้ยินเสียงกรีดร้อง<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ไม่อยากได้ยินเสียงแห่งความทุกข์ยาก<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เราต้องหยุด ความทุกข์ยากจากปากของเราก่อน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หยุดเสียงที่พรากทำร้ายจากปากเราก่อน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เรามีชีวิตเราเคยตรวจสอบชีวิตเราไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ว่าเราทำร้ายเขาหรือเปล่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แม้แต่คนใกล้ ๆ ตัวเรา ปากบอกว่ารักเขา<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เราเคยทำร้ายเขาไปหรือไม่</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>9<BR><BR></B></FONT></FONT><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตา</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้าเราไม่บำเพ็ญจะหลุดพ้นหรือไม่ ถ้าตอนนี้ไม่ละเนื้อสัตว์แล้ว<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>จะทันกับกาลเวลาไหม ทุกคนอย่ากลัวว่าตั้งแต่บัดดนี้จะให้กินเจ<BR>เพียงมาพูดแล้วให้เข้าใจ่า การกินเจไม่ใช่เรื่องงมงาย<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แต่ว่าเป็นการรู้แล้วว่า ทุกคนเกิดมามีหนี้กรรมติดตัว<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>จะต้องตัดกรรมของตัวเองแต่เริ่มต้น ทานเจมีกุศลไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>การทานเจนั้นความจริงไม่มีกุศล<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เพียงแต่เป็นการที่ไม่สร้างบาปเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ทุกคนมีบาปมากมายอยู่แล้ว<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ทำไมคิดจะไปประหัดประหารคนอื่นมาเป็นเนื้อของตัวเอง<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ตอนนี้ทุกคนยังไม่เข้าใจว่า การทานเนื้อของเขานั้น<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>มันบาปแค่ไหน ทุก ๆ คนต่างมีพ่อแม่<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้าเราเอาเลือดเนื้อของพ่อแม่เขามาทาน เขาจะรู้สึกอย่างไร<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้าเกิดเป็นพ่อแม่ของเราเอง เราจะรู้สึกอย่างไร<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>คนที่จากโลกนี้ไปแล้ว เราทราบไหมว่าเขาจะไปเกิดเป็นอะไร<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แต่ที่พวกเราทานไปคิดบ้างไหมว่ามีสิทธิ์ที่จะเป็นเขาได้<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>คนเราเวียนว่ายตายเกิดไม่หยุดสิ้น<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้ายังไม่หลุดพ้นก็ไม่สามารถจะละจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>10<BR><BR></B></FONT></FONT><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ ผู่ถี จ. พิษณุโลก 3 พ.ค. 2536</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>การทานเนื้อสัตว์ก็เหมือนกับการทานเนื้อคนอื่น<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ศิษย์เชอื่ไหมว่าคนเราเวียนว่ายตายเกิด</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>11 </B></FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทท่านแปดเซียนหันเซียงจื่อเมตตาที่ เซิ่งเต่อ 18-20 เม.ย. 2540</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ก่อนเราจะมาที่นี่มีเวไนยสัตว์มากมายที่ร่ำร้องวอนขอเรา<BR>เขาถามว่า ท่านได้เหยียบย่ำทำร้ายสิ่งใดบ้าง เคยนึกไหม (ไม่เคย)<BR>ท่านคิดเพียงสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก สัตว์เล็กเป็นอาหารสัตว์ใหญ่<BR>เช่นนี้ ถ้าช้างไม่กินผักผลไม้ แต่หันมากินคนแทน<BR>ท่านจะใช้คำว่า สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กได้หรือไม่<BR>ความเมตตาอย่าคิดแค่ใจสงสาร เมตตา<BR>แต่ต้องออกมาจากทุกส่วนของการกระทำ ส่วนลึกในใจ<BR>ไม่ใช่แค่พูด หรือแค่แผ่เมตตาปล่อยสัตว์<BR>ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถบังคับได้<BR>ท่านก็อาจจะบอกว่าอย่าทานเนื้อสัตว์เลย<BR>แต่ทำไมท่านไม่กล้าที่จะออกกฎบังคับ นั่นเป็นเพราะว่า<BR>ความเมตตาที่แท้จริง หรือเมตตาอันบริสุทธิ์<BR>ต้องออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ จากมโนธรรมสำนึกที่เรามีอยู่<BR>นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นเมตตาที่แท้ เป็นเมตตาที่สว่างไสว<BR>ฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่า การเบียดเบียนสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ดี<BR>มีแต่ทำร้ายเขา ทำให้เขา เจ็บปวด น้ำตาที่ไหล<BR>เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ใจส่วนลึกของสรรพสัตว์<BR>สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ต้องการบังคับให้เลิกทานเนื้อสัตว์<BR>แต่ต้องการ เรียกร้องความเมตตา<BR>เรียกร้องมโนธรรมสำนึกที่อยู่ในจิตใจ<BR>ให้ยอ้นมองดูว่าความเจ็บปวดที่เราโดนนั้นเป็นอย่างไร<BR>แล้วที่สรรพสัตว์โดนนั้นแตกต่างกันอย่างไร<BR>แค่เราโดนมีดบาด นิดหน่อย เราก็เป็นเดือดเป็นแค้น<BR>แต่ถ้าโดนพรากชีวิตทั้งชีวิต พรากจากพ่อ แม่ ลูกหลาน<BR>เราจะรู้สึกอย่างไร การสูญเสียนั้นมีแต่ความเสียใจ<BR>ความหดหู ฉะนั้นเราลองถามตนเองว่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้าเราไม่อยากสูญเสีย ไม่อยากพลัดพราก<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แล้วตัวเราได้เป็นต้นเหตุให้คนอื่น<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หรือสรรพสัตว์ต้องสูญเสียหรือพลัดพรากบ้างหรือเปล่า</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>11</B></FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระโพธิสัตว์อนุศาสน์เมตตาที่ อิ๋งเซียน 8 - 10 พ.ย. 2539</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>สรรพสัตว์นั้นต่างมีญาณเดียว เป็นญาณพุทธะเหมือนกัน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ไม่ถึงกับหมดเหมือนอย่างมนุษย์</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>12</B></FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT color=#663300><FONT face="MS Sans Serif" size=1>พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ อิ๋งเซียน 8 - 10 พ.ย. 2539</FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>การจะพ้นจากทะเลทุกข์ได้ต้องทำอย่างไร (บำเพ็ญ)<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>บำเพ็ญอย่างไร ปกติเราใช้เท้าของเรา ก้าวไปข้างหน้าไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>คนบำเพ็ญก็คือการก้าวทุกก้าว ต้องระมัดระวังอยู่เสมอ<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ข้าวที่เรากินมีชีวิตสัตว์อื่นอยู่หรือเปล่า</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>13</B></FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>การทานเจแล้วก็เทากับเป็นการปล่อยสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านั้น<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ให้มีชีวิตรอดต่อไป</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><B><FONT color=#663300>14</FONT></B></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เคบเห็นคนฆ่าวัว ฆ่าหมู สัตว์เหล่านั้นเขาทุกข์ทรมานหรือเปล่า<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>เพราะความอยากของมนุษย์ ใช่ไหม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ถ้าเราตัดความอยากออกไปได้ เขาก็ไม่เจ็บปวด<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>บางคนคิดว่าสัตว์พวกนั้น ตายก่อนถึงมือเราเสียอีก<BR>แต่ถ้าไม่มีคนทาน เขาจะตายไหม ทุกครั้งที่กิน<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>นึกถึงเวลาที่เขาถูกฆ่า ถ้านึกอย่างนี้แล้วจะทานลงหรือเปล่า</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>15</B></FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ในบรรดาบาปกรรมทั้งหลายที่คนหลงผิดกระทำไป<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>การเบียดเบียนฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่น ถือเป็นบาปกรรมที่ร้ายแรงที่สุด</FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#660000><B>16</B></FONT></FONT></P>
<P align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>แม้ว่าเราอยู่บ้าน เราก็ต้องเอาใจกายของเราเป็นเหมือนวัด<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>ให้ถือศีล ใจของเราต้องดีงาม<BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>กายของเราต้องสะอาด ชีวิตเขาเราอย่ากิน</FONT></P>
<P align=center></P>
<P align=center></P>
<P align=center></P>
<P align=center></P>
<P align=center></P>
<P align=center></P>
<P align=center></P>
<P align=center></P>
<DIV align=center><FONT face="MS Sans Serif" color=#663300 size=1><B>17</B></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><BR><BR></B>การทานเจช่วยให้ดวงจิตใส การบำเพ็ญจะขัดเกลาอารมณ์<BR>ถ้าทานเจได้ทุกมื้อก็เป็นเรื่องดี และถ้าทานได้ตลอดชีวิต<BR>ก็ถือว่าเจริญรอยตามอริยา</FONT>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>18</FONT></B><BR><BR>การทานเนื้อคนอื่น ในที่สุดจะต้องชดใช้เขาเช่นกัน<BR>ถ้าศิษย์ต้องการชดใช้ให้เขาทานเนื้อศิษย์บ้างก็ไม่เป็นไร<BR>ขอให้ศิษย์คิดดูเองแล้วกัน<BR>ขออย่าได้ทำร้ายตนเองและผู้อื่นอีกต่อไป<BR>ถ้าคนไหนสามารถตัดกรรมปาก ในการพูดจาให้คนอื่นเสีย<BR>และตัดกรรมปากในการที่ได้ทานเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ได้ <BR>ศิษย์หลายคน คงรู้จักการพลัดพรากมาแล้ว<BR>ขอให้ศิษย์ช่วยเหลือตนเองให้มาก ๆ </FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>19</FONT></B><BR><BR>การทำให้ร่างกายไม่มีโรคนั้นง่ายนิดเดียว คือโรคเข้าทางปาก<BR>ถ้าสิ่งที่ทานเข้าไปทุกวันมีแต่ เชื้อโรค ก็ย่อมเกิดโรคขึ้นได้<BR>มนุษย์ยังเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากมาย<BR>คิดว่าสัตว์จะป่วยเป็นโรคต่าง ๆ บ้างไหม<BR>เราทานโรคเข้าไปหรือเปล่าพิจารณาให้ดี ๆ </FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>20</FONT></B><BR><BR>ชีวิตใคร ใครก็รัก ใคร ๆ ก็รักชีวิตตนมากกว่าสิ่งของใด ๆ ใช่หรือไม่<BR>แล้วชีวิตของคนอื่นมีค่าหรือไม่</FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><FONT color=#663300><B>21</B></FONT><BR><FONT color=#663300><BR>พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ จือเจวี๋ย จ. สงขลา 26 ต.ค. 2540</FONT></FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>หากศิษย์ อยากเป็นพุทธะ ก็ต้องทำในสิ่งที่พุทธะทำ<BR>ถ้าศิษย์ศรัทธาในพระโพธิสัตว์กวนอิม<BR>ศิษย์ก็ต้องปฏิบัติตัวให้เหมือนท่านใช่หรือเปล่า<BR>ท่านไม่ทานเนื้อสัตว์ ศิษย์จะมา นั่งทานได้ไหม<BR>หากว่าท่านมีความเมตตา ศิษย์จะมานั่งให้ร้ายผู้อื่นได้หรือเปล่า<BR>เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธะก็คือการเจริญรอยตามเบื้องหน้า</FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>22</FONT></B><BR><FONT color=#663300><BR>พระโอวาททานเสี่ยวผีเซียนถงเมตตาที่ เหยรินเต๋อ ลำปาง 21 ธ.ค. 2540</FONT></FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1>มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง สัตว์ประหลาดตัวนี้ท่านเห็นทุกวัน<BR>อะไรเอ่ยอยู่บนดินก็กวาดเรียบ อะไรอยู่บนฟ้าก็กวาดเรียบ <BR>แม้อยู่ใต้ดินก็ยังกวาดได้ อะไรอยู่ในน้ำก็กวาดเรียบ<BR>ส่องกระจกก็เห็นทุกวัน (มนุษย์) ไม่ใช่กวาดแค่ลิ้มรสอย่างเดียว<BR>อะไรที่ไม่รู้เราก็สามารถรู้ได้หมดสิ่งที่อยู่บนฟ้าสูงแค่ไหน<BR>เราก็สามารถไปศึกษา ค้นหาไปทำความรู้ให้ได้<BR>แต่ที่อยู่ใกล้แค่ตัว กลับมองไม่เห็น<BR>และไม่เคยคิดจะไปศึกษา</FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#663300 size=1><B>23</B></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><BR><BR>ถ้าคนไหนอยากจะบำเพ็ญให้บรรลุ ให้เป็นพุทธะจริง ๆ <BR>การขึ้นฝั่งธรรมอย่างแรกคืออะไร รู้ไหม คือละเว้นเนื้อสัตว์<BR>บะเว้นที่เราจะไปทำร้ายเนื้อของคนอื่น<BR>กัดเนื้อของเขาไปแต่ละคำ แต่ละคำ ที่กัดเขาไป ลองนึกดูซิว่า<BR>เหมือนกับเราได้กินเนื้อ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา<BR>ถ้าเกิดเราเอาเนื้อเขามา หยิบเขามาแล้วก็กัดลงไป<BR>กินไปเรื่อย ๆ มีใครกินลงไหม ถ้าคนไหนเชื่อว่ามี <BR>การเวียนว่ายตายเกิด พ่อ แม่ ของทุกคน ปู่ ย่า ตา ทวด<BR>ก็มีสิทธิ์เวียนว่ายตายเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ เหมือนกัน<BR><BR></FONT><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>24</FONT></B><BR><BR>ลองคิดง่าย ๆ มีเข็มงอ ๆ อยู่เล่มหนึ่ง<BR>เผลอไปเกี่ยวที่หลัง เจ็บไหม (เจ็บ)<BR>เข็มที่เราเย็บผ้าอยู่ เผลอแทงเข้าไปเจ็บไหม (เจ็บ)<BR>เราตกปลามากินแล้ว <BR>แต่เกี่ยวเขามาทั้งชีวิตบาปไหม (บาป) รู้ไหม (รู้)<BR>รู้แต่ทำ ใช่หรือเปล่า ให้คิดถึงใจเขาใจเรา<BR>เพราะทุกคนต่างมีจิตเมตตา ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีจิตเมตตา</FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>25</FONT></B><BR><BR>ถ้าหากว่าเรากินเจ คนอื่นกินชอหมด<BR>แปลกไหม (ไม่แปลก) คนที่กินเจแล้วบอกแปลก<BR>เพราะว่าเคยมาแล้วใช่หรือไม่ (ใช่)<BR>เคยไปอยู่ในหมู่คนจำนวนมากที่เขากินชอแล้วเรากินเจ<BR>สุดท้ายเขาบอกว่านี่ตัวประหลาด<BR>แต่ถามว่าตัวประหลาดตัวนี้เป็นอะไร<BR>เป็นคนที่มีความเมตตาใช่หรือไม่ (ใช่)<BR>ปลาก่อนตายเขาทำอย่างไร เขาทุบหัวใช่หรือเปล่า (ใช่)<BR>ปลาดิ้นจนวาระสุดท้ายไหม<BR>ฆ่าไก่ทำอย่างไร (เชือด)<BR>ฆ่าหมูทำอย่างไร (แทงคอ)<BR>ฆ่าวัวทำอย่างไร เขาร้องไหม<BR>บางตัวเมื่อ มีสำนึกมาก มีความเป็นคนสูง<BR>ขนาดร้องไห้ก็ยังมีใช่หรือไม่ (ใช่)<BR>เพราะฉะนั้นถามว่าคนที่กินเจแปลก<BR>หรือคนที่กินชอแปลก <BR>อยากมาแปลกประหลาดด้วยกันไหม<BR>ถ้าศิษย์ไม่แปลกประหลาดวันนี้<BR>ก็ต้องบอกว่า คนกินเจแปลกประหลาด<BR>แต่คนที่กินชอนั้น จิตญาณจะใสกว่า คนที่กินชอ<BR>เพราะคนที่กินชอนั้น กินเอาไออาฆาตของสัตว์ต่าง ๆ เข้าไป<BR>ในที่สุดแล้ว ยามที่เราต้องการจะบำเพ็ญ<BR>จะทำอย่างไรก็ไม่ยอมสว่าง ทำอย่างไรก็ไม่ใส<BR>เหมือนกับเราขัดพื้นแล้วไม่สะอาดสักที<BR>เพราะเรานั้นไม่ยอมใช้น้ำยาใช่หรือไม่ (ใช่) <BR>เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงบอกว่า<BR>ศิษย์ของอาจารย์ต้องพยายามที่จะลด ละ เลิก<BR>ในการทานเนื้อสัตว์ ถ้าหากว่าทำได้<BR>แม้ว่าจะประหลาดในวงสังคม แต่ไม่ประหลาดในแดนฟ้า<BR>ไม่ประหลาดในการบำเพ็ญธรรม</FONT></P>
<P><FONT face="MS Sans Serif" color=#000099 size=1><B><FONT color=#663300>26</FONT></B><BR><BR>การที่เราไปประหารชีวิตของผู้อื่น ชีวิตของเราจะยาวนานได้ไหม<BR>ทุกคนทราบหรือไม่ว่า<BR>ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เราไม่คาดคิดเอาไว้<BR>อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา<BR>สิ่งที่ไม่คิดหวังอาจเกิดขึ้น<BR>ถ้าหากไม่มีการบำเพ็ญที่มั่นคงเป็นฐานรองรับ<BR>สิ่งที่เราได้ประสบ เราอาจจะรับไม่ไหว<BR>ถ้าตอนนี้ไม่บำเพ็ญ ก็อาจไม่ทันกับเวลา<BR>โลกนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน ใครเคยได้ยินมาบ้าง<BR>สิ่งที่กินเข้าไปเป็นเพียงการประทังชีพเท่านั้น<BR>ถ้าหากเอาสิ่งประทังชีพ มาทำให้คนอื่นเจ็บปวด เราจะมีหนี้กรรม<BR>ใจเราต้องบริสุทธิ์ ความคิดของเราก็ต้องบริสุทธิ์<BR>ปากของเราก็ต้องบริสุทธิ์ ปากของเราเมื่อทานของบริสุทธิ์<BR>คำพูดของเราที่ออกมาก็ต้องบริสุทธิ์ ไม่ไปนินทาว่าร้ายคนอื่น<BR>ถ้าอยากบำเพ็ญให้ดีขึ้น ก็ต้องละเนื้อสัตว์<BR>เพราะจริง ๆ แล้วเขาเป็นปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา<BR>เพียงแต่เรามองไม่เห็น</FONT></P></DIV></DIV>
จอย (IP:203.107.219.234)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 12 ก.พ. 2551 (18:52)

เกรงว่า  ไม่ได้อ่านข้อความจากท่านจอย


จากความเห็นที่ 10 มีข้อความดังนี้


..............................................................


 


1พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ อิ๋งเซิ่ง จ.อุตรดิตถ์ 16 พ.ย. 2539
ไม่ละการเบียดเบียนแล้วจะเป็นพุทธะได้อย่างไรจะเรียกว่าเมตตาได้อย่างไร
2พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ไท่อิน กรุงเทพ 10 พ.ค. 2541
ดินให้กำเนิดชีวิตไดพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นมาจากดินไหม (ขึ้น)ก็คือข้าวและผักที่เรากินสิ่งนี้เรียกว่าฟ้าดินให้กำเนิด จึงสมควรที่จะกินไดแต่ว่าเนื้อสัตว์นั้น มีพ่อแม่เป็นของตนไม่มีพ่อแม่ที่ไหน ที่ให้กำเนิดลูกออกมาให้คนอื่นกินเหมือนกับมนุษย์ให้กำเนิดลูกมาให้ใครกิน (ไม่มี)เพราะฉะนั้นสัตว์ก็เช่นเดียวกัน ร้องได้เหมือนกันมีเลือดเหมือนกัน นัยน์ตาสามารถบ่งบอกความรู้สึกได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นคนที่คิดกิน อย่าบอกว่าเขาเกิดมาให้เรากินใครเขาเกิดมาให้ศิษย์กิน
3พระโอวาทพระนาจาเมตตาที่ ฉงเต๋อ จ.กาญจนบุรี 21 มี.ค. 2542
เมื่อสักครู่ศิษย์พี่บอกว่าท่านไม่ชอบให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงใช่ไหม (ใช่)อยู่ ๆ ถ้าเกิดมาเราตีท่าน ท่านชอบไหม (ไม่ชอบ)อย่างน้อยจะตีเราก็บอกสักหน่อยหนึ่งก็ยังดีใช่ไหมหรือไม่จะมาตีเราอย่างน้อยก็ต้องรู้จักกันไม่ใช่ยังไม่ทันรู้จักกันเลยก็ตี ท่านก็ไม่ชอบใช่หรือเปล่าเหมือนเวลาที่ท่านกินเนื้อสัตว์ถ้าเราบอกว่าคนใหญ่มีหน้าที่ มีอำนาจ มีความยิ่งใหญ่สามารถที่จะสั่งคนเล็กได้ โลกนี้ก็ไม่ค่อยยุติธรรมใช่ไหม (ใช่)แต่ว่าคนมีพละกำลังเหนือกว่า สามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจโดยที่คนเล็กไม่มีโอกาสปริปากพูดอย่างนั้นก็ไม่ใช่กฎของธรรมชาติ ที่ถูกต้องใช่ไหม (ใช่)ฉะนั้น เราจะบอกว่าสัตว์เล็กเกิดมาเพื่อสัตว์ใหญ่ได้หรือเปล่าก็ไม่ได้ใช่หรือไม่เราอยู่ร่วมกันเวลาจะทำอะไร ก็ต้องเห็นอกเห็นใจกันเข้าใจกันบ้างใช่หรือไม่ (ใช่)หรือไม่จะเอาของเราไปก็ต้องขอเราสักหน่อยหนึ่งใช่ไหมแล้วตอนนี้เราทำกับใครบ้าง ทำกับสัตว์ทั้งหลายที่เป็นอาหาร ใช่ไหมยังไม่ทันขอเขาเลย ไม่ทันขอด้วย แถมยังสั่งฆ่าเลยทันทีเด็ดขาดไหม มีเหตุผลหรือเปล่า (ไม่มี)มนุษย์ชอบเป็นคนที่มีเหตุผลใช่หรือเปล่า (ใช่)อย่างน้อยเธอต้องพูดมาก่อนสิ อยู่ ๆ เธอจะมาฆ่าฉัน ได้อย่างไรเธอยังไม่มีเหตุผล เธอยังไม่ชอบเลย ใช่หรือไม่ (ใช่)ศิษย์น้องก็ไม่ชอบที่อยู่ ๆ จะมีใครมาสั่งลงโทษศิษย์น้องโดยไม่มีเหตุผลแล้วสัตว์ล่ะ หรือว่าศิษย์พี่กำลังพูดว่า สัตว์เป็นคนที่พูดไดมีความรู้สึก มีเหตุผล เป็นอย่างนั้นไหมหรือว่าไม่เจำเป็นที่ต้องแคร์ความรู้สึก จำเป็นไหม (จำเป็น)ศิษย์น้องคิดไหมว่า ทำไมสัตว์ก็มีความรู้สึกเหมือนกันทำไมศิษย์พี่ถึงพูดว่า สัตว์ก็มีความรู้สึกและอะไรที่เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าสัตว์ก็มีความรู้สึกมีความผูกพันกัน นั่นก็คือ เวลาสัตว์นั้นมีลูกขึ้นมา ก็ปกป้องลูกหาอาหารให้ลูกกิน ใช่หรือเปล่า (ใช่) สิ่งนี้วัดได้ว่าสัตว์ก็มีความรู้สึกรักและหวงแหนลูกของตนเองใช่หรือไม่ (ใช่)เวลาใครมาทำร้าย พี่น้องของเรา เรายังรู้สึกโกรธใช่หรือไม่ (ใช่)เวลามาฆ่าพ่อแม่เรา เรายังรู้สึกว่าแค้นนี้ต้องชำระจำไว้นะว่ากินเข้าไปเท่าไหร่แล้ว
4พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ อิ๋งเซียน กรุงเทพ 3 พ.ค. 2542
กินโรคเข้าไป กินอย่างไร เราไม่อยากจะเป็นพยาธิ แต่เรากินเนื้อสัตว์ที่มีพยาธิเข้าไป เป็นโรคพยาธิไหม (เป็น)เราไม่อยากเจ็บป่วย แต่เอาตัวเราไปตากฝนตากแดดเป็นไหม (เป็น)เราไม่อยากที่จะปวดหลัง แต่ชอบนอนตามใจตนเองผิดท่า ผิดทาง ถามว่าปวดหลังไหม (ปวด)เราไม่อยากเมื่อยขา ปวดเมื่อยแต่เราชอบกินสัตว์ปีกเมื่อยไหม (เมื่อย)นี่เป็นสิ่งที่วิทยาการสมัยใหม่ ได้ศึกษามาเรียบร้อยอาจารย์นั้นไม่ได้พูดอะไรที่เกินเลยโรคภัยเกิดจากการสั่งสมของเรา ไม่ว่าจะเป็นการกินไม่ว่าจะเป็นการอยู่ กินเจอย่าเบียดเบียนคนอื่นไม่เช่นนั้น อาจารย์จะเอาอะไรไปอ้างกับวิญญาณต่าง ๆให้เขาอภัยให้ ตอนนี้สบายแต่วันหน้าไม่รู้

5พระโอวาทพระโพธิสัตว์อนุศาสน์เมตตาที่ เซิ่งเต๋อ 10 ต.ค. 2536
การทานเจต้องกระทำให้รู้ซึ้งถึงเมตตาเห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อนของตนจึงไม่ทานเมื่อทานเจเกิดจิตเมตตาแล้ว ย่อมมีปัญญาเพิ่มขึ้นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์จะช่วยส่งเสริม

6พระโอวาทพระนาจาเมตตาที่ผู่ถี จ.พิษณุโลก
เวลาเห็นสัตว์ร้องทนได้ไหม ทนได้เพราะอร่อยใช่หรือเปล่าแล้วพอป่วยก็ว่าทำไม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่รักษา ไม่คุ้มครองตัวเราหาโรคมาเองทั้งนั้นเลยทำบุญแล้วบุญจะไม่รั่ว ก็คือ ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายเขา พอเราไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่ทำร้ายคนแล้วจะมีทุกข์อะไรมาทำร้ายเราอีกไหม
7พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่เซิ่งเต๋อ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 11 ต.ค. 2541
แม้ว่าเราอยู่บ้าน เราก็ต้องเอาใจกายของเราเป็นเหมือนวัดให้ถือศีล ใจของเราต้องดีงามกายของเราต้องสะอาด ชีวิตเขาเราอย่ากิน
8พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตาที่ เหยรินเต๋อ 21 พ.ค. 2541
เคยเบียดเบียนทำร้ายสัตว์หรือเคยได้ยินเสียงร้องของสัตว์บ้างไหม เจ็บหรือเปล่า (เจ็บ)เขาเจ็บแต่เราไม่เคยรู้สึกเจ็บเหมือนกับเขา ใช่หรือไม่แล้วเวลาที่เราโดนมีดเฉือนทีหนึ่งเราเจ็บไหมเราเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่เขาเจ็บถึงชีวิตเราสุขเพียงน้อย แต่เขาเจ็บปวดถึงชีวิตทำไมไอเมฆหมอกแห่งความมืดดำ ยังปรากฏอยู่บนโลกใบนี้ ก็เพราะว่าคนยังเบียดเบียนทำร้ายกันเพียงเพื่อความสุขอันสั้น ๆ เพียงเพื่อได้ลิ้มรสอันหอมหวาน ใช่หรือไม่หากหยุดได้ ก็หยุดเถอะ อย่าได้เบียดเบียนทำร้ายหรือพรากชีวิตเขาเลยเวลาเรามีคนรัก ใครพรากคนที่เรารักไปเราก็เจ็บปวดเราก็เศร้าเสียใจ แต่นี่เราพรากชีวิตเขาถ้านับกองกระดูกที่เราพรากชีวิตเขาไปก็คงมีความสูงกว่าตัวตนของเรา หรือมากกว่าชีวิตของเราอีกไม่อยากได้ยินเสียงกรีดร้องไม่อยากได้ยินเสียงแห่งความทุกข์ยากเราต้องหยุด ความทุกข์ยากจากปากของเราก่อนหยุดเสียงที่พรากทำร้ายจากปากเราก่อนเรามีชีวิตเราเคยตรวจสอบชีวิตเราไหมว่าเราทำร้ายเขาหรือเปล่าแม้แต่คนใกล้ ๆ ตัวเรา ปากบอกว่ารักเขาเราเคยทำร้ายเขาไปหรือไม่
9พระโอวาทพระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตา
ถ้าเราไม่บำเพ็ญจะหลุดพ้นหรือไม่ ถ้าตอนนี้ไม่ละเนื้อสัตว์แล้วจะทันกับกาลเวลาไหม ทุกคนอย่ากลัวว่าตั้งแต่บัดดนี้จะให้กินเจเพียงมาพูดแล้วให้เข้าใจ่า การกินเจไม่ใช่เรื่องงมงายแต่ว่าเป็นการรู้แล้วว่า ทุกคนเกิดมามีหนี้กรรมติดตัวจะต้องตัดกรรมของตัวเองแต่เริ่มต้น ทานเจมีกุศลไหมการทานเจนั้นความจริงไม่มีกุศลเพียงแต่เป็นการที่ไม่สร้างบาปเพิ่มขึ้นเท่านั้นเองทุกคนมีบาปมากมายอยู่แล้วทำไมคิดจะไปประหัดประหารคนอื่นมาเป็นเนื้อของตัวเองตอนนี้ทุกคนยังไม่เข้าใจว่า การทานเนื้อของเขานั้นมันบาปแค่ไหน ทุก ๆ คนต่างมีพ่อแม่ถ้าเราเอาเลือดเนื้อของพ่อแม่เขามาทาน เขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าเกิดเป็นพ่อแม่ของเราเอง เราจะรู้สึกอย่างไรคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว เราทราบไหมว่าเขาจะไปเกิดเป็นอะไรแต่ที่พวกเราทานไปคิดบ้างไหมว่ามีสิทธิ์ที่จะเป็นเขาได้คนเราเวียนว่ายตายเกิดไม่หยุดสิ้นถ้ายังไม่หลุดพ้นก็ไม่สามารถจะละจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้
10พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ ผู่ถี จ. พิษณุโลก 3 พ.ค. 2536
การทานเนื้อสัตว์ก็เหมือนกับการทานเนื้อคนอื่นศิษย์เชอื่ไหมว่าคนเราเวียนว่ายตายเกิด
11
พระโอวาทท่านแปดเซียนหันเซียงจื่อเมตตาที่ เซิ่งเต่อ 18-20 เม.ย. 2540
ก่อนเราจะมาที่นี่มีเวไนยสัตว์มากมายที่ร่ำร้องวอนขอเราเขาถามว่า ท่านได้เหยียบย่ำทำร้ายสิ่งใดบ้าง เคยนึกไหม (ไม่เคย)ท่านคิดเพียงสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก สัตว์เล็กเป็นอาหารสัตว์ใหญ่เช่นนี้ ถ้าช้างไม่กินผักผลไม้ แต่หันมากินคนแทนท่านจะใช้คำว่า สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กได้หรือไม่ความเมตตาอย่าคิดแค่ใจสงสาร เมตตาแต่ต้องออกมาจากทุกส่วนของการกระทำ ส่วนลึกในใจไม่ใช่แค่พูด หรือแค่แผ่เมตตาปล่อยสัตว์ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถบังคับได้ท่านก็อาจจะบอกว่าอย่าทานเนื้อสัตว์เลยแต่ทำไมท่านไม่กล้าที่จะออกกฎบังคับ นั่นเป็นเพราะว่าความเมตตาที่แท้จริง หรือเมตตาอันบริสุทธิ์ต้องออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ จากมโนธรรมสำนึกที่เรามีอยู่นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นเมตตาที่แท้ เป็นเมตตาที่สว่างไสวฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่า การเบียดเบียนสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่ดีมีแต่ทำร้ายเขา ทำให้เขา เจ็บปวด น้ำตาที่ไหลเราอาจจะมองไม่เห็น แต่ใจส่วนลึกของสรรพสัตว์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ต้องการบังคับให้เลิกทานเนื้อสัตว์แต่ต้องการ เรียกร้องความเมตตาเรียกร้องมโนธรรมสำนึกที่อยู่ในจิตใจให้ยอ้นมองดูว่าความเจ็บปวดที่เราโดนนั้นเป็นอย่างไรแล้วที่สรรพสัตว์โดนนั้นแตกต่างกันอย่างไรแค่เราโดนมีดบาด นิดหน่อย เราก็เป็นเดือดเป็นแค้นแต่ถ้าโดนพรากชีวิตทั้งชีวิต พรากจากพ่อ แม่ ลูกหลานเราจะรู้สึกอย่างไร การสูญเสียนั้นมีแต่ความเสียใจความหดหู ฉะนั้นเราลองถามตนเองว่าถ้าเราไม่อยากสูญเสีย ไม่อยากพลัดพรากแล้วตัวเราได้เป็นต้นเหตุให้คนอื่นหรือสรรพสัตว์ต้องสูญเสียหรือพลัดพรากบ้างหรือเปล่า
11
พระโอวาทพระโพธิสัตว์อนุศาสน์เมตตาที่ อิ๋งเซียน 8 - 10 พ.ย. 2539
สรรพสัตว์นั้นต่างมีญาณเดียว เป็นญาณพุทธะเหมือนกันแต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ไม่ถึงกับหมดเหมือนอย่างมนุษย์
12
พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ อิ๋งเซียน 8 - 10 พ.ย. 2539
การจะพ้นจากทะเลทุกข์ได้ต้องทำอย่างไร (บำเพ็ญ)บำเพ็ญอย่างไร ปกติเราใช้เท้าของเรา ก้าวไปข้างหน้าไหมคนบำเพ็ญก็คือการก้าวทุกก้าว ต้องระมัดระวังอยู่เสมอข้าวที่เรากินมีชีวิตสัตว์อื่นอยู่หรือเปล่า
13
การทานเจแล้วก็เทากับเป็นการปล่อยสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านั้นให้มีชีวิตรอดต่อไป
14
เคบเห็นคนฆ่าวัว ฆ่าหมู สัตว์เหล่านั้นเขาทุกข์ทรมานหรือเปล่าเพราะความอยากของมนุษย์ ใช่ไหมถ้าเราตัดความอยากออกไปได้ เขาก็ไม่เจ็บปวดบางคนคิดว่าสัตว์พวกนั้น ตายก่อนถึงมือเราเสียอีกแต่ถ้าไม่มีคนทาน เขาจะตายไหม ทุกครั้งที่กินนึกถึงเวลาที่เขาถูกฆ่า ถ้านึกอย่างนี้แล้วจะทานลงหรือเปล่า
15
ในบรรดาบาปกรรมทั้งหลายที่คนหลงผิดกระทำไปการเบียดเบียนฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่น ถือเป็นบาปกรรมที่ร้ายแรงที่สุด
<FONT color=#660000>16
แม้ว่าเราอยู่บ้าน เราก็ต้องเอาใจกายของเราเป็นเหมือนวัดให้ถือศีล ใจของเราต้องดีงามกายของเราต้องสะอาด ชีวิตเขาเราอย่ากิน








<DIV align=center>17การทานเจช่วยให้ดวงจิตใส การบำเพ็ญจะขัดเกลาอารมณ์ถ้าทานเจได้ทุกมื้อก็เป็นเรื่องดี และถ้าทานได้ตลอดชีวิตก็ถือว่าเจริญรอยตามอริยา
18การทานเนื้อคนอื่น ในที่สุดจะต้องชดใช้เขาเช่นกันถ้าศิษย์ต้องการชดใช้ให้เขาทานเนื้อศิษย์บ้างก็ไม่เป็นไรขอให้ศิษย์คิดดูเองแล้วกันขออย่าได้ทำร้ายตนเองและผู้อื่นอีกต่อไปถ้าคนไหนสามารถตัดกรรมปาก ในการพูดจาให้คนอื่นเสียและตัดกรรมปากในการที่ได้ทานเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ได้ ศิษย์หลายคน คงรู้จักการพลัดพรากมาแล้วขอให้ศิษย์ช่วยเหลือตนเองให้มาก ๆ
19การทำให้ร่างกายไม่มีโรคนั้นง่ายนิดเดียว คือโรคเข้าทางปากถ้าสิ่งที่ทานเข้าไปทุกวันมีแต่ เชื้อโรค ก็ย่อมเกิดโรคขึ้นได้มนุษย์ยังเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากมายคิดว่าสัตว์จะป่วยเป็นโรคต่าง ๆ บ้างไหมเราทานโรคเข้าไปหรือเปล่าพิจารณาให้ดี ๆ
20ชีวิตใคร ใครก็รัก ใคร ๆ ก็รักชีวิตตนมากกว่าสิ่งของใด ๆ ใช่หรือไม่แล้วชีวิตของคนอื่นมีค่าหรือไม่
21พระโอวาทพระอาจารย์จี้กงเมตตาที่ จือเจวี๋ย จ. สงขลา 26 ต.ค. 2540
หากศิษย์ อยากเป็นพุทธะ ก็ต้องทำในสิ่งที่พุทธะทำถ้าศิษย์ศรัทธาในพระโพธิสัตว์กวนอิมศิษย์ก็ต้องปฏิบัติตัวให้เหมือนท่านใช่หรือเปล่าท่านไม่ทานเนื้อสัตว์ ศิษย์จะมา นั่งทานได้ไหมหากว่าท่านมีความเมตตา ศิษย์จะมานั่งให้ร้ายผู้อื่นได้หรือเปล่าเพราะฉะนั้นการเป็นพุทธะก็คือการเจริญรอยตามเบื้องหน้า
22พระโอวาททานเสี่ยวผีเซียนถงเมตตาที่ เหยรินเต๋อ ลำปาง 21 ธ.ค. 2540
มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง สัตว์ประหลาดตัวนี้ท่านเห็นทุกวันอะไรเอ่ยอยู่บนดินก็กวาดเรียบ อะไรอยู่บนฟ้าก็กวาดเรียบ แม้อยู่ใต้ดินก็ยังกวาดได้ อะไรอยู่ในน้ำก็กวาดเรียบส่องกระจกก็เห็นทุกวัน (มนุษย์) ไม่ใช่กวาดแค่ลิ้มรสอย่างเดียวอะไรที่ไม่รู้เราก็สามารถรู้ได้หมดสิ่งที่อยู่บนฟ้าสูงแค่ไหนเราก็สามารถไปศึกษา ค้นหาไปทำความรู้ให้ได้แต่ที่อยู่ใกล้แค่ตัว กลับมองไม่เห็นและไม่เคยคิดจะไปศึกษา
23ถ้าคนไหนอยากจะบำเพ็ญให้บรรลุ ให้เป็นพุทธะจริง ๆ การขึ้นฝั่งธรรมอย่างแรกคืออะไร รู้ไหม คือละเว้นเนื้อสัตว์บะเว้นที่เราจะไปทำร้ายเนื้อของคนอื่นกัดเนื้อของเขาไปแต่ละคำ แต่ละคำ ที่กัดเขาไป ลองนึกดูซิว่าเหมือนกับเราได้กินเนื้อ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราถ้าเกิดเราเอาเนื้อเขามา หยิบเขามาแล้วก็กัดลงไปกินไปเรื่อย ๆ มีใครกินลงไหม ถ้าคนไหนเชื่อว่ามี การเวียนว่ายตายเกิด พ่อ แม่ ของทุกคน ปู่ ย่า ตา ทวดก็มีสิทธิ์เวียนว่ายตายเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ เหมือนกัน24ลองคิดง่าย ๆ มีเข็มงอ ๆ อยู่เล่มหนึ่งเผลอไปเกี่ยวที่หลัง เจ็บไหม (เจ็บ)เข็มที่เราเย็บผ้าอยู่ เผลอแทงเข้าไปเจ็บไหม (เจ็บ)เราตกปลามากินแล้ว แต่เกี่ยวเขามาทั้งชีวิตบาปไหม (บาป) รู้ไหม (รู้)รู้แต่ทำ ใช่หรือเปล่า ให้คิดถึงใจเขาใจเราเพราะทุกคนต่างมีจิตเมตตา ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีจิตเมตตา
25ถ้าหากว่าเรากินเจ คนอื่นกินชอหมดแปลกไหม (ไม่แปลก) คนที่กินเจแล้วบอกแปลกเพราะว่าเคยมาแล้วใช่หรือไม่ (ใช่)เคยไปอยู่ในหมู่คนจำนวนมากที่เขากินชอแล้วเรากินเจสุดท้ายเขาบอกว่านี่ตัวประหลาดแต่ถามว่าตัวประหลาดตัวนี้เป็นอะไรเป็นคนที่มีความเมตตาใช่หรือไม่ (ใช่)ปลาก่อนตายเขาทำอย่างไร เขาทุบหัวใช่หรือเปล่า (ใช่)ปลาดิ้นจนวาระสุดท้ายไหมฆ่าไก่ทำอย่างไร (เชือด)ฆ่าหมูทำอย่างไร (แทงคอ)ฆ่าวัวทำอย่างไร เขาร้องไหมบางตัวเมื่อ มีสำนึกมาก มีความเป็นคนสูงขนาดร้องไห้ก็ยังมีใช่หรือไม่ (ใช่)เพราะฉะนั้นถามว่าคนที่กินเจแปลกหรือคนที่กินชอแปลก อยากมาแปลกประหลาดด้วยกันไหมถ้าศิษย์ไม่แปลกประหลาดวันนี้ก็ต้องบอกว่า คนกินเจแปลกประหลาดแต่คนที่กินชอนั้น จิตญาณจะใสกว่า คนที่กินชอเพราะคนที่กินชอนั้น กินเอาไออาฆาตของสัตว์ต่าง ๆ เข้าไปในที่สุดแล้ว ยามที่เราต้องการจะบำเพ็ญจะทำอย่างไรก็ไม่ยอมสว่าง ทำอย่างไรก็ไม่ใสเหมือนกับเราขัดพื้นแล้วไม่สะอาดสักทีเพราะเรานั้นไม่ยอมใช้น้ำยาใช่หรือไม่ (ใช่) เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงบอกว่าศิษย์ของอาจารย์ต้องพยายามที่จะลด ละ เลิกในการทานเนื้อสัตว์ ถ้าหากว่าทำได้แม้ว่าจะประหลาดในวงสังคม แต่ไม่ประหลาดในแดนฟ้าไม่ประหลาดในการบำเพ็ญธรรม
26การที่เราไปประหารชีวิตของผู้อื่น ชีวิตของเราจะยาวนานได้ไหมทุกคนทราบหรือไม่ว่าในโลกนี้มีหลายอย่างที่เราไม่คาดคิดเอาไว้อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาสิ่งที่ไม่คิดหวังอาจเกิดขึ้นถ้าหากไม่มีการบำเพ็ญที่มั่นคงเป็นฐานรองรับสิ่งที่เราได้ประสบ เราอาจจะรับไม่ไหวถ้าตอนนี้ไม่บำเพ็ญ ก็อาจไม่ทันกับเวลาโลกนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน ใครเคยได้ยินมาบ้างสิ่งที่กินเข้าไปเป็นเพียงการประทังชีพเท่านั้นถ้าหากเอาสิ่งประทังชีพ มาทำให้คนอื่นเจ็บปวด เราจะมีหนี้กรรมใจเราต้องบริสุทธิ์ ความคิดของเราก็ต้องบริสุทธิ์ปากของเราก็ต้องบริสุทธิ์ ปากของเราเมื่อทานของบริสุทธิ์คำพูดของเราที่ออกมาก็ต้องบริสุทธิ์ ไม่ไปนินทาว่าร้ายคนอื่นถ้าอยากบำเพ็ญให้ดีขึ้น ก็ต้องละเนื้อสัตว์เพราะจริง ๆ แล้วเขาเป็นปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเพียงแต่เรามองไม่เห็น


จอย (IP:203.107.219.234)


 


bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 327 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 13 ก.พ. 2551 (13:31)

การถือศีลกินเจ เป็นสิ่งที่ดีมากครับคุณจอย


โอวาทต่างๆ ที่กรุณานำมาให้อ่านข้างต้น ก็ล้วนแต่เป็นแนวทางที่ดีทั้งนั้น ที่จะให้เราเลิกละ การเบียดเบียนชีวิตอื่นให้น้อยลงๆ


ใครบำเพ็ญเมตตาธรรม ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงเช่นนี้ได้ ย่อมได้กุศลเป็นอย่างยิ่งครับ


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1667 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.