|
ทำไมจึงต้องกางปีกเครื่องบินให้กว้างกว่าเดิม ขณะบินขึ้นและร่อนลง
โพสต์เมื่อ:
03:46 วันที่ 8 ก.พ. 2551 ชมแล้ว:
11,493
ตอบแล้ว:
50
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ฟิสิกส์
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ วิชาการ.คอม > ครูอาจารย์ วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 14 ก.พ. 2551 (23:12) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 14 ก.พ. 2551 (23:15) ![]() ดึงก้านหลอดฉีดยาออกมา จะเกิดสูญญากาศภายในหลอด สังเกตดูให้ดี จะมีฟองเกิดขึ้น นั่นคือน้ำจะกลายเป็นไอ หรือ "เดือด" ที่อุณหภูมิห้องนั่นเอง ดังแสดงในรูป ผมคิดว่าเราเข้าใจตรงกันแต่อาจจะพูด(เขียน)สั้นไปคนละนิดละหน่อย การทดลองในรูป 30-31 ผมก็เล่นเหมือนกัน แต่ไม่ได้เอาไฟเผา ผมว่า การทดลองนี้ น่าจะบรรจุในแบบเรียนได้เลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 15 ก.พ. 2551 (11:02) ผมผิดเองครับที่ไปยกตัวอย่างทางยาวๆของจรวด ได้ไปถามผู้รู้มาแล้ว(วิศวกรอุโมงค์ลม)ซึ่งทำงานที่เดียวกัน อธิบายได้ดังนี้ครับ เมื่อเวลาความเร็วของอากาศที่ใต้ปีก(ต่ำมากๆ) กับบนปีก(สูงมากๆ) จะทำให้มวลอากาศเกิดการกดดัน(Compressed air)สูงมากๆ เป็นผลให้อากาศที่ควรจะใสมองไม่เห็นนั้นมีความหนาแน่นสูงขึ้น เหมือนเวลาที่เราเห็นเมฆ (เมฆมีทั้งแบบที่มีความชื้นและไม่มีความชื้นนะครับ) ทั้งนี้การมองเห็นสายสีขาวบนปีกเครื่องบินจะขึ้นอยู่กับความสูงที่เกิด และความคงที่ของอากาศด้วย ส่วนทางยาวๆของจรวดเกิดจากไอน้ำจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ครับ ไม่มีใครผิดหรอกครับ ผมกับดร.แขชนะเป็นเพื่อนกันมา 50 ปีแล้ว ก็มีความเห็นตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ที่สำคัญคือ เราช่วยกันคิดต่างหาก หากทุกเรื่องเห็นเหมือนกันไปหมดก็มีหัวเดียวดีกว่า เรื่องเส้นสีขาวใน #17,21 ก็เช่นกัน ![]() ภาพนี้ เป็นอีกอันหนึ่งที่ฝรั่งทำมาแล้วผมไม่เห็นด้วย การทดลองจะเหมือนกับที่ดร.แขชนะนำเสนอไว้ใน #23-24 ลืมบอกไปว่า ภาพใน #35 แคบเจอร์จาก The Video Encyclopedia of Physics Demonstrations ผลิตโดย The Education Group กราฟที่แสดงในรูปไม่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้น การลดลงของอุณหภูมินั้น เป็นกราฟที่ชันมาก ๆ และลดลงต่ำกว่าที่เห็นมากนัก รูป 30-31 น่าเอาไปไว้ในหนังสือเรียนจริงอย่างที่อาจารย์นิรันดร์ว่า แต่คงต้องเป็นหนังสือของเอกชน ถ้าเป็นหนังสือของหน่วยงานของรัฐ พอเห็นชื่ออาจารย์นิรันดร์กับชื่อผม เขาก็ไม่เอาแล้ว เพราะรู้ว่าเป็นตัวปัญหา แต่พอเราทั้งสองไปเสนองานในต่างประเทศ เขากลับชื่นชม แปลก! ผมมาลองนั่งพิจารณาเรื่องที่อาจารย์นิรันดร์ไม่เชื่อในกราฟรูป 36 เป็นเรื่องทีน่าสนใจ ต้องหันกลับมาอ่านเรื่อง Thermodynamics อีกที ซึ่งผมชักจะลืมๆไปมากแล้ว เพราะไม่ได้ใช้งานเลย การทดลองในรูป 36 การเปลี่ยนแปลงความดันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นแบบ Adiabatic process น่าทำการทดลองต่อว่า ถ้าใส้น้ำในขวด กับ ไม่ใส่น้ำ จะได้กราฟอย่างไร และถ้าเปลี่ยนแปลงปริมาณพื้นผิวระเหยของน้ำ (โดยการใช้ขวดแบนกว่านี้) จะได้กราฟอย่างไร ส่วนการเปลี่ยนแปลงความดันหรือการทำให้เป็นสูญญากาศในหลอดฉีดยา รูป 30-31 การเปลี่ยนแปลงเป็นแบบช้าๆ ช้ากว่าการเปลี่ยนความดันในขวดในการทดลอง 36 อัตราการถ่ายเทปริมาณตวามร้อนมีผลหรือไม่ น้ำที่ผิวต้องใช้เวลาในการกลายเป็นไอมากน้อยเพียงใด น่าจะให้นักเรียน นักศึกษาทำเป็นโครงงานดูได้ จากความเห็นที่ 33 ของคุณเว.....การมองเห็นสายสีขาวบนปีกเครื่องบินจะขึ้นอยู่กับความสูงที่เกิดและความคงที่ของอากาศด้วย...... และจากรูปในความเห็นที่ 17 สายสีขาวที่เห็นนั้นยังคงมีให้เห็นขณะที่กำลังร่อนลงจอดใกล้พื้นดิน สังเกตดู Background ของรูป พอล้อแตะพื้นสายสีขาวจะหายไป มันคงไม่เกี่ยวกับล้อแตะพื้น แต่คงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงความดันมากกว่า อีกอย่างที่ผมอยากแก้ไขเรื่องเมฆและหมอก สังเกตง่าย ๆ ว่าคนเราทุกคนเวลาหายใจออกจะมีไอน้ำออกมาด้วยเสมอ เห็นด้วยครับ เวลาอบรมครู ผมตั้งคำถาม ครูประมาณร้อยละ 90 บอกว่าตอนอากาศหนาวจะหายใจออกมา"เป็นไอ" แม้ภาษาพูดของชาวบ้านอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่มันจะทำให่เกิดความเข้าใจผิดได้ในแง่ภาษาวิทยาศาสตร์ ขอบคุณสำหรับความรู้และมุมมองดีๆครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 3 มี.ค. 2551 (02:05) ![]() ตอนร่อนลงปีกจะกางออกมาหลายชั้น และงุ้มลงมามากกว่าตอนบินขึ้น เมื่อล้อเครื่องบินแตะพื้น เครื่องจะต้องลดความเร็วลงเพื่อจอด จะเห็นว่าส่วนหนึ่งของปีกจะมีการยกขึ้นเพื่อต้านลมลดความเร็วของเครื่องลง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 3 มี.ค. 2551 (10:36) ตอนลงนอกจากจะใช้ airbrake กางขึ้นบนปีกเพื่อต้านลมกับเพื่อให้เสียแรงพยุงแล้ว ยังมีการเปลี่ยนทิศทางของแรงผลัก (thrust) ของเครื่องยนตร์เจ๊ต (thrust reversal) ทำให้ไอพ่นออกไปทางข้างหน้า บางทีช้าลงตัวโก่งเลย (ถ้าสนามสั้น) เคยอ่านรายงานเครื่องบินโดยสารที่กำลังลงสนามที่ Toronto เกิดอุบัติเหตุเพราะ co-pilot กาง (deploy) airbrake ก่อนเครื่องจะแตะพื้น เลยกระทบพื้นอย่างแรง คิดว่าสมัยนี้คงจะมีการกันไม่ให้กาง airbrake ก่อนล้อรับน้ำหนัก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 3 มี.ค. 2551 (23:45) แฟลปปีกส่วนใหญ่อยู่ชายหลังของปีก (trailing edge) แต่บางทีก็อยู่ข้างหน้าด้วยก็ได้ เช่น เครื่อง T-45C Goshawk เป็นเครื่องบินฝึกขั้นสูง (advance trainer) ของนักบินนาวีสหรัฐฯ ถ่ายจากงานแสดงการบินที่ Indianapolis จะเห็นแฟลปที่ขอบหน้าของปีก เวลากางออกมาแล้วทำให้พื้นที่ปีกมากขึ้น รูปทรง (camber) ปีกเปลี่ยนไป โค้งมากขึ้น แรงพยุงสูงขึ้น ทำให้บินได้ช้าลง
![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 3 มี.ค. 2551 (23:52) รูปนี้แสดงแฟลปขอบหลังของปีก ทั้งสองรูปจะเห็นครีบที่ด้านบนของปีกอยู่เป็นแถว มีไว้เพื่อบังคับให้อากาศที่ผ่านชายปีกมีการแปรปรวน (turbulence)น้อยลง ช่วยในการทรงตัวตอนความเร็วสูง ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 4 มี.ค. 2551 (00:02) ท้ายเครื่องมี airbrake อย่ที่ลำตัวแทนที่จะอยู่บนปีกแบบรูปที่อาจารย์แขชนะแสดงไว้ เป็นแผงมีรูรีๆ ๑๐ รู เวลาเครื่องแตะดาดฟ้าเรือบันทุกเครื่องบิน airbrake นี้ก็จะกางออก ขณะเดียวกันก็กางตะขอที่เห็นใต้ท้ายสุดของเครื่องลงเพื่อเกี่ยวลวดเคเบิลที่วางขวางไว้
![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 4 มี.ค. 2551 (00:13) รปสุดท้ายแถม จากงานแสดงเครื่องบินคราวเดียวกัน มีชุดบินแสดงของกองทัพเรือ ชื่อ Blue Angels มาบินให้ดู อาศัยความชำนาญ กับ ความแม่นยำ (precision) มากเพราะใกล้กันเหลือเกิน ความเร็วสูงด้วย ถ่ายตอนที่เขาเริ่มปล่อยควัน สำหรับท่านที่สนใจทางถ่ายรูป ผมใช้กล้องปัญญาอ่อนธรรมดาแต่ตั้งให้ถ่ายติดต่อกัน ๕-๖ รูป แล้วหมุนตามเครื่องขณะถ่าย ทำให้ค่อยชัดหน่อย
![]() ![]() จากความเห็นที่ 44.....ตอนลงนอกจากจะใช้ airbrake กางขึ้นบนปีกเพื่อต้านลมกับเพื่อให้เสียแรงพยุงแล้ว ยังมีการเปลี่ยนทิศทางของแรงผลัก (thrust) ของเครื่องยนตร์เจ๊ต (thrust reversal) ทำให้ไอพ่นออกไปทางข้างหน้า บางทีช้าลงตัวโก่งเลย (ถ้าสนามสั้น) เคยอ่านรายงานเครื่องบินโดยสารที่กำลังลงสนามที่ Toronto เกิดอุบัติเหตุเพราะ co-pilot กาง (deploy) airbrake ก่อนเครื่องจะแตะพื้น เลยกระทบพื้นอย่างแรง คิดว่าสมัยนี้คงจะมีการกันไม่ให้กาง airbrake ก่อนล้อรับน้ำหนัก เอารูปมาให้ดูเปรียบเทียบขณะบิน กับตอนร่อนลงและปรับเครื่องยนตร์ให้เกด Trust reversal ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 28 เม.ย. 2551 (08:18) ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ |