ความเห็นแก่ตัว เกิดขึ้นได้อย่างไร? | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

ความเห็นแก่ตัว เกิดขึ้นได้อย่างไร?

โพสต์เมื่อ: 12:53 วันที่ 8 ก.พ. 2551         ชมแล้ว: 28,783 ตอบแล้ว: 27
วิชาการ >> กระทู้ >> ปรัชญา

เมื่อพิจารณาดูสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา สิ่งที่สะท้อนออกมาจากการกระทำของคนอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่มักจะแอบแฝงอยู่ แต่แสดงตัวอยู่ตลอดเวลาคือ "ความเห็นแก่ตัว"


เราอาจจะคุ้นเคย หรือพอรู้จักกับคำว่า โลภ โกรธ หลง


หากจะจัดแล้ว "ความเห็นแก่ตัว" น่าจะอยู่ในประเภทของ โมหะ คือ ความหลง หรืออวิชชา (ความไม่รู้จริง ความโง่  หรือยอมโง่ ด้วยเข้าใจผิด)


เมื่อลองพิจารณา "ความเห็นแก่ตัว" จะเห็นได้ว่า นำไปสู่ความโลภ ความโกรธ และซ้ำความหลงเข้าไปอีก


ธรรมวิจัยกระทู้นี้ จึงขอเชิญชวน ให้ช่วยกันพิจารณาว่า "ความเห็นแก่ตัว" นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร มีลักษณะโดดเด่นอย่างไร ทำให้ผู้คนและสังคมเสื่อมไปได้อย่างไร และเราจะมีวิธีการรับมือได้อย่างไร?



MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง





จำนวน 26 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 ก.พ. 2551 (15:49)

exploit group fitness ครับ เมื่อgroup fitness สูงพอnew niche จะเกิดมาเพื่อexploit fitness ส่วนนี้



ดูhost-parasite interaction ก็ได้ครับ



อันนี้ให้ดูถึงเมื่อมีพวกexploit แล้วก็เริ่มที่จะevolve ระบบขึ้นมาจัดการ คือpunishment



http://www.sciam.com/article.cfm?articleID=788CF452-E7F2-99DF-3EBC599C3A9F1C6F


K7
ร่วมแบ่งปัน28 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ก.พ. 2551 (21:18)

ความเห็นแก่ตัว  นี้



หลับตาแล้ว  นึกถึง  สติ๊กเกอร์ตัวอักษรประดิษฐ์ประดอยเป็นพระพุทธรูป  



ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า  เป็นความคิด  ริเริ่ม  จากวัดใด



มาติดใจ  สนใจ กับคำนี้  เมื่อได้อ่านคำสอน  จากพระพุทธทาส



อย่าคิดว่า เป็นตัวกู  ของกู



คำเหล่านี้ มีความหมายเดียวกับ  อย่าเห็นแก่ตัว



..........................................



ความเห็นแก่ตัว   มี 2 ความหมาย  คือ ทางโลก  ทางธรรม



1.ทางโลก  คงไม่ต้องอธิบายความหมายอะไรมาก



2.ทางธรรม  คือ  ค่อนข้างลึกไปกว่า  ทางโลก



เมื่อไรที่จิตรู้จักหลุดพ้นจากโลกธรรม 8  พ้นจากโลภะ โทสะ โมหะ  เมื่อนั้นจะไม่เห็นแก่ตัว



ซึ่งจะต้องถึงขนาด  รู้สึกว่า    กาย นี้ไม่ใช่ของเรา 



(จิตจะได้ไม่ถวิลหา  ร่างกายนี้  หรือร่างกายใหม่  ต่อไป)



ซึ่งเป็นเรื่องที่ สอนกันได้ยากมาก   เนื่องจากจิตคุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด  ว่าร่างกายนี้เป็นของตน



ที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัย  ก็สอนไว้ว่า  ร่างกายนี้เป็นของเรา 



ให้รู้จักเอาตัวให้รอดได้   ให้ร่างกายดำรงคงอยู่ได้ยาวนานที่สุด



ความพยายามทำให้ร่างกายมีสุข   จึงเกิดขึ้น 



ความพยายามแสดงความเป็นเจ้าของ  ของร่างกาย  ของทรัพย์สินที่หามาได้  จึงเกิดขึ้น



เรื่องแบบนี้  เป็นเรื่องที่  ความเห็นทางโลก  และทางธรรม  เห็นต่างกันมาก



เมื่อกล่าวมาก ๆ แล้ว  ข้างฝ่ายธรรมะ  ดูเหมือนจะเป็นคนบ้า 



ที่มองร่างกายของตน  ไม่ใช่ของตน



.........................................................



ส่วนฝ่ายธรรมะ  ที่ลาจากพ่อแม่  สามีภรรยา  ลูก เพื่อไปบวชตลอดชีพ  ไปปฎิบัติธรรม



ฝ่ายที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น  ก็รู้สึกเสียประโยชน์  รู้สึกเสียใจ 



ก็จะมองไปว่าเขาผู้บวชนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว  หนีไปบวช  ไม่ห่วงใยดูแลผู้อื่น



(มองในมุมมองของทางโลก)



มันจึงเป็นอุทาหรณ์ของผู้กำลังจะบวช  ว่า  อย่าได้สร้างกรรม  อย่าได้สร้างห่วงผูกไว้มาก



เวลาจะสลัดออก  มันสลัดได้ยาก   จิตวิญญาณของผู้อื่น(อันเป็นที่ชื่นชอบ)คอยดูดดึง



เพราะเธอเองเป็นผู้เริ่มสร้างห่วง   สร้างพันธนาการ 



สร้างสังโยชน์(สร้างเครื่องผูก)ให้กับตนเอง



(ให้ดูความหมายที่ http://www.buddhadasa.com/dhamanukom/166sungyot1.html  )



สร้างกามราคะ  สร้างรูปราคะ  สร้างอรูปราคะ  เอง



กามราคะ  รูปราคะ  อรูปราคะ  จากเธอ  สร้างความยินดีต่อผู้ที่เธอรัก   



เครื่องผูกมัด  จึงเกิดขึ้น  เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น  ตัดให้ขาด  ได้ยาก



การถูกตราหน้าว่า  เป็นคนเห็นแก่ตัว(ในทางโลก)  จึงเกิดขึ้น 



ทั้ง ๆ ที่ตนเอง  ตั้งใจจะไปดับความเห็นแก่ตัว  ในบั้นปลายชีวิต



.....................................................................



1.ความเห็นแก่ตัว  เกิดขึ้นได้อย่างไร



เกิดขึ้นตั้งแต่จิต  เข้าใจว่า  ร่างกายนี้  เป็นของตน 



ร่างกายนี้  จะต้องได้รับความสุข 



การทำให้เกิดความสุขอย่างไร  ก็ได้  โลกธรรม 4 คือ พื้นฐานแห่งสุข



ตั้งแต่ทารก  ก็เรียนรู้ได้แล้วว่า  ร้องไห้ ต่อไป เรื่อย ๆ แล้วจะเกิดสุข



2.ความเห็นแก่ตัว  มีลักษณะโดดเด่น  อย่างไร



ยิ่งต้องการโลกธรรม 8  เป็นจำนวนมาก   ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมาก



คือ ยิ่งอยากได้  ลาภ ยศ  สรรเสริญ  สุข  เป็นจำนวนมาก ๆ



คือ ยิ่งพยายามทำให้กลับคืนมาเป็นบวก  จากการที่เสียลาภ  เสียยศ เสียสรรเสริญ  เสียสุข



ความพยายามเอาคืนมาเป็นบวก  มาก ๆ 



ซึ่งการทำให้บวกมาก ๆ  และทำให้กลับสู่ความเป็นบวกมาก ๆ



โดยไม่คำนึงถึง  มนุษย์  สัตว์  สิ่งแวดล้อม  โลก  ว่าจะเป็นจะตาย  อย่างไร  อย่างมาก ๆ



อะไรก็ได้  เพื่อให้กูได้  กูใหญ่ กูHero  กูเป็นเจ้าของ  กูสุข



2.ความเห็นแก่ตัว  ทำให้คนเสื่อม  สังคมเสื่อม   ได้อย่างไร



ถ้าความเห็นแก่ตัวมีมาก   ความไม่คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวข้างต้น  ก็มีมากตาม



จนถึงขนาดผิดศีล 5  เบียดเบียนต่อกัน  ก็ต้องทำ  ทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย



แห่งโลกธรรม 8 อย่างมาก ๆ



ลาภ ยศ  สรรเสริญ สุข  นั้น  จะได้มาโดยเร็วที่สุด  เร็วกว่าผู้อื่น



เมื่อทุกคน(คือ สังคม)มีความเห็นตรงกัน  แบบนี้  ความเสื่อมทางสังคม  ก็มีมากขึ้น



วัฒนธรรมแบบนี้  จึงเกิดขึ้น  มากขึ้น 



มากขึ้นจนเป็นวัฒนธรรม  เกิดเป็นปกติวิสัย  จนรู้สึกชาชิน 



และไม่รู้สึกว่า  จิตเสื่อม



ถ้าแต่ละคน   เห็นแก่ตัวน้อย   สังคมก็เสื่อมน้อย 



3.จะมีวิธีการรับมืออย่างไร  กับความเห็นแก่ตัว



รับมือความเห็นแก่ตัว  ของตนเอง  ทำได้ง่าย  ถ้ารู้วิธี



โดยย่อของพระพุทธทาส  กล่าวว่า  คือ  การทำประโยชน์ต่อผู้อื่น   ทุกเมื่อ



การรับมือ ความเห็นแก่ตัว  ก็คงต้องฟังพระ  ฟังเจ้า  ท่านพระพุทธทาส  กล่าวว่า



http://www.buddhadasa.com/dhamanukom/anata61.html



และความเป็นนิพพาน  คือ สิ่งตรงข้ามของความเห็นแก่ตัว 



อยากทำให้ได้เร็ว  ก็ต้องอ่านที่



http://www.buddhadasa.com/dhamanukom/nippan_now93.html


bad&good
ร่วมแบ่งปัน553 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 ก.พ. 2551 (21:54)

   ในความคิดเห็นของผมคิดว่า (เดาเอา)   ความเห็นเเก่ตัว    น่าจะเกิดจาก   อืม...น่าจะเกิดจากการเห็นความสำคัญของตนเองมากกว่าคนอื่น   มากเกินไป.....   เพราะอย่างนั้น  อะไร  อะไร  ที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ (จริงๆก็ทุกเรื่อง)   เขาจึงคิดว่า  เขาควรได้มากกว่าคนอื่น  เช่น  ถ้ามีขนมอยู่ 10 ชิ้น  มีเพื่อน 3 คน  เขาก็จะเอาขนมไปถึง  8  ชิ้นให้เพื่อนเเค่  2  เพราะเขาสำคัญว่าตัวเขาควรได้รับมากกว่าผู้อื่น เเละคนอื่นก็ไม่ควรจะได้เยอะ(เพราะคนอื่นสำคัญน้อยกว่าตัวเอง)  ความเห็นเเก่ตัวจึงเกิดจากการสำคัญตนเองมากเกินไป คือ   มันไม่ได้เกิดขึ้นขั้นเดียวเเต่มันเกิดจากการคิดถึงต้นเองเป็นสาเหตุเเรกเเละค่อยนำไปสู่ผลที่เกิดขึ้น   ลักษณะที่เเสดงออก  คือ   เรียกร้องผลประโยชน์จากผู้อื่นอยู่เป็นนิจในฐานะที่คิดว่าตนเองมีความสำคัญเเละตนเองจะเก็บไว้หรือต้องการมากกว่าผู้อื่น   เเละจะ(เห็นสิ่งที่ตนควรได้)   สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด    เเละสิ่งที่เป็นของตนเเม้จะไม่ได้ใช้หรือไม่เป็นประโยชน์   เเต่พอมีคนยากจะใช้ตรงนั้น  ก็จะเเสดงพฤติกรรมที่เรียกว่า  "สุนัขหวงก้าง"  เกิดขึ้นเพราะ   ไม่ต้องการจะเห็นผู้อื่นได้ดี   เพราะการที่ผู้อื่นได้ดี  ทำให้รู้สึกว่าตนเองสำคัญน้อยลง   จริงๆเเล้วค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องมีใครมาให้ความสำคัญ  เเต่อยู่ที่ตัวเราเอง  จะเห็นความสำคัญของตัวเองเเค่ไหน   ถ้าเราวัดความสำคัญของตัวเราจากสิ่งเเวดล้อมเเต่เพียงอย่างเดียว   ชีวิตจะไม่มีหลักเพราะสิ่งเเวดล้อมนั้นเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดถ้าสักวันหนึ่งสิ่งเเวดล้อมเเย่   ชีวิตเราก็จะเเย่ตามไปด้วยหรือ   เเต่ในขณะเดียวกันถ้าสำคัญตัวเองอย่างเดียวโดยไม่ดูสภาพเเวดล้อมเลย   ก็อาจเป็นที่มาของความเห็นเเก่ตัวได้  เพราะการทำอะไรโดยยึดเเต่ความพึงพอใจส่วนตัว   หมายความว่า  เราสำคัญเราจึงควรได้ความพึงพอใจมากกว่าคนอื่นเเละต้องได้ด้วย ถ้าไม่ได้ก็จะเเสดงออกซึ่งความเห็นเเก่ตัวต่างๆออกมา  



ผมหวังว่าที่อธิบายมาคงได้หมายที่พอเข้าในกรอบของความเห็นเเก่ตัวได้บ้างไม่มากก็น้อย  ถ้ามีความคิดที่คิดว่าดีกว่าจะนำมาเสนอต่อไปครับ  



สวัสดี   


yoshisuku
ร่วมแบ่งปัน304 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 ก.พ. 2551 (22:19)

ท่านYoshi



ความหมายที่กล่าวถึงนั้น  มันเห็นภาพได้ง่าย



แต่  หัวเรื่องของความเห็นแก่ตัว  ต่างกัน



บางคนยินดี  ที่จะให้ขนมแก่เธอทั้ง 10 ชิ้น  ก็ได้  เพราะสิ่งนั้นเขา  รู้จัก มันแล้ว



จึงไม่ใช่  กิเลสที่มองหา



การยินดียอมให้ขนมแก่เธอ 10 ชิ้น  เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งอื่นที่เขา  อยากได้   จากเธอหรือจากผู้สัมพันธ์กับเธอ  ก็เป็นได้



ซึ่งสิ่งที่เขาอยากได้  อาจเป็นสิ่งที่ท่านเห็นว่าเป็นสิ่งที่ด้อยค่า  สำหรับท่าน  ก็เป็นได้



แต่นั้นแหละ  คือ  การสร้าง  การสะสม  ความเห็นแก่ตัว  อีกรูปแบบหนึ่ง



ในทางพุทธ  ความเห็นแก่ตัว  อาจจะกล่าวได้  ความอยากให้ตัว  สมใจต่อกิเลส



(ซึ่งทางโลกนั้น  อาจมองว่า  นี่ไม่ใช่ความหมายของ ความเห็นแก่ตัว ก็ได้)



 


bad&good
ร่วมแบ่งปัน553 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 ก.พ. 2551 (22:29)
รับทราบครับ   คุณ  bad&good  เเสดงว่าเรื่องนี้ยังมีเงื่อนไขที่เฉพาะเจอะจงได้มากกว่านี้  ถ้าลองมามองทางด้านศาสนา   จริงๆ  ผมเคยเห็น  สติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่หลังรถสองเเถว  "อย่าเห็นเเก่ตัว"  ขดกันเป็นรูปพระพุทธเจ้าปางสมาธิ    ผมจึงคิดว่าในทางศาสนาน่าจะให้ความหมายที่ชัดเจนกว่านี้ได้..... ซึ่งจริงๆเเล้วเรื่องนี้ของคุณ mathguy  น่าสนใจมาก เเต่ตอนนี้ยังคิดไม่ค่อยกระจ่างเพราะยังนึกภาพไม่ออกเต็มที่   ถ้าคิดได้อีกจะมาเพิ่มเติ่มครับ   
yoshisuku
ร่วมแบ่งปัน304 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 ก.พ. 2551 (13:16)

คุณ good & bad ได้ช่วยกรุณาอธิบายตามแนวทางของท่านพุทธทาสว่า "ตัวกู ของกู" นั่นแหละ คือ "ความเห็นแก่ตัว"



และคุณ Yoshiฯ ได้เปรียบเทียบกับการแบ่งของให้คนอื่น



................................................................................................................



ผมเริ่มสนใจปรากฏการณ์ "ความเห็นแก่ตัว" ได้สักพักใหญ่ๆ



แล้วก็ค่อยๆ พยายามหาร่องรอยว่า อะไรคือ "เชื้อ" คือ "อาหาร" ของความเห็นแก่ตัว



ค่อยๆ มองเห็นว่า "ความเห็นแก่ตัว" มันเกิดได้ง่ายๆ เบาๆ ค่อยๆสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยเราไม่ได้ตระหนักรู้ตัว ... แต่เวลามันแสดงผลนั้น ไม่น่าดู(น่าสังเวชใจ) ไม่น่าเกี่ยวข้องเอาเลยมากๆ





ร่องรอยของความเห็นแก่ตัว



(1) ความไม่ใส่ใจคนอื่น เช่น การลัดคิว การลัดขั้นตอนระเบียบเพราะความรู้จักกันมีประโยชน์ต่อกัน ในขณะที่คนอื่นๆทั่วไปต้องรอ การสนุกสนานที่ทำเสียงดังรบกวนคนอื่น การสูบบุหรี่ในที่ที่ไม่ควร เป็นต้น



(2) ความมักง่าย เช่น การไม่ใช้สะพานลอย การข้าม หรือลอดรั้วที่กั้นไม่ให้ผ่าน การจอดรถในที่ที่ไม่ควรจอด การกลับรถตามอำเภอใจ เป็นต้น



(3) การไม่นึกถึงส่วนรวม เช่น การทิ้งขยะ การเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น การปล่อยให้น้ำไหลทิ้งโดยเปล่าประโยชน์



(4) การขาดระเบียบวินัย



(5) การดูหมิ่นดูแคลนคนอื่น เช่น การที่เจ้าหน้าที่ให้บริการคนที่แต่งตัวดี ดูมีอำนาจ เป็นอย่างดี แต่ให้บริการประชาชนทั่วไป พ่อใหญ่แม่ใหญ่ ในอีกลักษณะหนึ่ง



(6) การไม่ได้มีเวลาสนใจชีวิตของคนอื่นๆ อันนี้สำคัญมาก เพราะสภาพความเป็นอยู่ของสังคมปัจจุบัน บีบให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเราเอง หรือคนจำนวนๆหนึ่งเท่านั้น (ไม่กี่คน)



(7) การเข้าไปยึดว่า เราเป็นเจ้าของ หรือ เราไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีเอี่ยวอยู่ด้วย ในส่วนที่ยึดว่าเป็นของเรา ก็เข้าไปยึดเป็นจริงเป็นจังเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนที่คิดว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็เพิกเฉย ละเลยไม่สนใจ



ฯ ล ฯ



ยิ่งลองพิจารณาดู ยิ่งเห็นการเกิดขึ้นของ "ความเห็นแก่ตัว" ได้ในหลากหลายลักษณะ ง่ายๆ แต่อยู่ใกล้ตัวของเรานี่เอง และหากเราไม่สนใจระวัง ตัวเราเองก็จะเผลอทำหลงไป โดยเข้าใจผิด โดยขาดสติ โดยไม่รู้ตัว



ความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นได้ง่ายมาก และแต่ละคนก็มีแฝงอยู่มากบ้าง น้อยมาก



หากเรารู้ เข้าใจ กลไกการทำงาน การเกิดขึ้นของกระบวนการที่ทำให้เกิด "ความเห็นแก่ตัว"



ก็น่าจะพัฒนาให้เรามีสติ ได้รู้จักคิด ได้เห็นโทษของ "ความเห็นแก่ตัว"  และปรารถนาที่จะไม่ให้มีขึ้นในตัวเราเอง และได้คิดช่วยกันที่จะทำให้ความเห็นแก่ตัวในสังคม ได้ลดเบาบางลงไปบ้าง



...........................................................................................





การที่ส่วนรวม ประเทศชาติ จะพัฒนาไปเพียงใดนั้น ย่อมดูได้จากที่ว่า แต่ละคนเห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ส่วนรวมกันมากน้อยอย่างไร !



 



 


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ก.พ. 2551 (11:38)
I think:

"self" is awareness of having a body and bodily needs (foods, touches, ...).

Selfishness is natural as we all have to look after our body and our life.



A step up is when we care for others (partner, child, ...), we extend our 'self' to include those we care (love).



Our 'community' may be a wider 'self' and so on. Self may be become 'the world' we choose to 'link' or connect with.



The Buddha says 'atta' (self) is 'anicca' (impermanent) and 'dukkha' (suffering). Nibbana (ending of fires: rak'aggi, dos'aggi and moh'aggi) is the solution. Anatta (non-self) is free from self-attachment (selfishness).



In comparison:

Brahmanic belief says 'atman' (self in Sanskrit) seeks 'nitya' (permanent) and 'sukkha' (satisfying) and 'Brahman' (God or amrta) states as the aim of life.

And Western fairy tales often end with '... and they live happily ever after...'.



So, Buddhists need to evolve their 'mind' beyond the norm , by the way of Nobles.
SR (IP:144.134.69.32)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 13 ก.พ. 2551 (12:28)


หากเราอยู่ในกระแสของโลก สมมติหรือบัญญัติทางโลก โดยไม่รู้เท่าทัน

เราก็จะมองเห็น "ความเห็นแก่ตัว" ได้ไม่ชัด และจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ



เข้าใจว่าเป็นปกติโลก ที่มีความแตกต่าง เข้าใจว่าเป็นปกติโลกที่มีการแข่งขัน การเบียดเบียนกัน การแสวงหา การสะสม เพื่อที่จะให้เรา ให้คนที่เรารัก



แต่ความเข้าใจนี้มักจะคลาดเคลื่อน(ไปมาก) เพราะเราลืมถามถึง ความจำเป็นของชีวิต ที่จำเป็นจริงๆ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สงบ สันติ อบอุ่น มีความกรุณา เมตตา รู้จักให้ ช่วยเหลือกัน




กระแสโลกที่พัดพาเราไป กระแสกรรมความเกี่ยวเนื่องต่างๆ ทำให้เราเข้าไปอยู่ในกระแสของความเห็นแก่ตัว มากขึ้นๆ (และเราเลยยอมตาม เพิกเฉยกันไป ด้วย โมหะ หรืออวิชชา (มีความโลภ เป็นตัวหลัก))



ดังนั้น ทางเลือกของชีวิตที่ดีงาม ที่ประเสริฐนั้น เราทุกคนจึง



"need to evolve our 'mind' beyond the norm , by the way of Nobles"




ตามที่คุณ SR ได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 13 ก.พ. 2551 (12:40)

พิจารณาว่า "ความเห็นแก่ตัว" นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร มีลักษณะโดดเด่นอย่างไร ทำให้ผู้คนและสังคมเสื่อมไปได้อย่างไร และเราจะมีวิธีการรับมือได้อย่างไร?



 



ความเห็นเเก่ตัวจะเกิดขึ้นเมื่อคนๆ นั้น รู้สึกว่าตนเองนั้นด้อยกว่าคนอื่นๆ



เเละจะมักเพิ่มความโดเด่นให้กับตนเอง ..



 



......


~มนุษยาชั้นต่ำ~
ร่วมแบ่งปัน19 ครั้ง - ดาว 129 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 13 ก.พ. 2551 (13:50)



ความโดดเด่น และความด้อย ที่กล่าวถึงใน คหพ#9 สื่อความเข้าใจทางจิตวิทยา ที่เราอาจจะเข้าใจผิดได้ง่าย



คนที่เป็นคนดี ทำความดีมากและสม่ำเสมอ หากเราไม่เคยทำ ไม่ค่อยได้ทำ จะเรียกว่าด้อยหรือไม่ ... และหากเราจะเอาเป็นแบบอย่างที่ดี ทำดีขึ้นมาบ้าง จะเรียกว่าอยากเด่นหรือไม่



หากมีคนไม่ดี ทำสิ่งที่ไม่ดี แต่เราไม่ได้ทำ ... เช่นนี้ ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นความด้อย



ดังนั้น ความเด่น และความด้อย จีงมีความหมายไม่ชัดเจน แต่ความดี และ ความไม่ดี นั้นมีความหมายชัดเจน



และที่จะชัดเจนคือ เราจะเอาที่ดี หรือเอาที่ไม่ดี



หากเรายังทำดี มีดีอยู่น้อย ... เราก็ควรทำความดี



จะเห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ความเด่น และ ความด้อย ... ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ ควรจะหายไป เมื่อเราเติบโตมากขึ้น ได้ฝึกคิดให้ดีขึ้น อย่างถูกต้อง



.............................................................................................................



พิจารณาตัวเราเอง ... เราจะด้อยกว่าตัวเราเองได้หรือไม่



พิจารณาตัวเราเอง ... เราจะเด่นกว่าตัวเราเองได้หรือไม่


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 15 ก.พ. 2551 (00:20)

จากความเห็นของหลายๆท่าน ผมลองเอามาสรุปน่ะครับ ว่า...



ความเห็นแก่ตัว คือ การกระทำ หรืองดเว้น ใดๆ ที่เอารัดเอาเปรียบ ผู้อื่น ตามมาตรฐาน ของวิญญูชน หรือคนดีๆทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์มากกว่าผู้อื่น...



ความเห็นแก่ตัว หรือ ความเห็นแต่ตัวเอง ไม่เห็นผู้อื่น...



ทุกคนมี จะมีมากมีน้อย ขึ้นอยู่กับอะไร เกิดขึ้นได้ไง



ทารกเกิดมา มาพร้อมสัญชาตญาณ การเอาตัวรอด โดยมีการร้อง เป็นเครื่องมือ เมื่อหิว ก็ร้อง ปวด ก็ร้อง และจะเกิดการเรียนรู้ว่า ถ้าร้องจะได้รับการสนองตอบ เรียนรู้ความมีตัวตน ของตนเอง เมื่ออยากได้อะไร จะใช้การร้อง เป็นเครื่องมือ โดยมองคนรอบข้าง เป็นเพียงสิ่งของ ที่ต้องสนองตอบต่อเสียงร้องของตน ความเห็นแก่ตัว เกิดแล้ว ตัวกู ของกู เกิดแล้ว



เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ถ้ารับการเรียนรู้ที่ถูกต้อง จะเริ่มรับรู้ถึงสิทธิของผู้อื่น จะต้องรู้จักการรอคอย การร้องไม่สามารถใช้ได้ในบางกรณี ซึ่งเด็กที่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ อาจจะลงไปนอนร้องอาละวาดเมื่อไม่ดั่งใจ เด็กที่เรียนรู้ จะเริ่มยอมรับความมีตัวตนของผู้อื่น



จะเห็นได้ว่า ความเห็นแก่ตัว จะทุเลาเบาบางลงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่เราไม่ชอบ ผู้อื่นก็เช่นกัน เราไม่ชอบถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้อื่นก็เช่นกัน ต้องสอนให้เด็กเคารพสิทธิของผู้อื่น



นอกจากนี้ อย่างคุณMathGuyกล่าวไว้ว่า เราเองต้องเรียนรู้ การให้ การเสียสละ ความมีเมตตา  กรุณา และมีความสุข กับการนั้น



ขณะเดียวกัน เราต้องรักษาสิทธิของเรา โดยต้องช่วยกันกล่าวเตือน ผู้ที่มาละเมิดสิทธิของเราหรือของส่วนร่วม



ครับ ความเห็นแก่ตัว หรือความเห็นแต่ตัว ไม่เห็นผู้อื่น ต้องหัดเห็นแก่ผู้อื่นบ้าง...แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในระดับหนึ่งของบุคคลธรรมดา


สิง
ร่วมแบ่งปัน761 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 15 ก.พ. 2551 (07:15)
I like the summary by Khun สิง. There are issues involving to 'human rights', identity, continuation of (DNA?) lives...



We are allowed PERSONAL 'selfishness' to a level (where our 'needs' must be met for our survival, but not to reduce the survival of others).



At higher levels: FAMILY, CLAN, COMMUNITY and so on, we may extend the PERSONAL self allowance. But here the norm of society as defined or set by processes to obtain joint-mass (multi-partite) agreements is the (democratically) chosen (current of) belief.



Today, religious and spiritual altruistic ideas are highly PRAISED but NOT usually PRACTICED.



We have this real world problem: 'self' and 'non-self' are mixed; the mixture is not balanced and causing over 80% of world population to suffer; what is the 'right' mixture? how do we make it happen? when must we start and reach our goal? what resources and how much we may use? ...



I think we need to learn more about:

'self', (and extensions to 'self-connect'),

'cooperation' (for profit and for 'good'),

'altruism' (concern for welfare of others),

and 'non-self' (anatta).



I think advertising the "do" and "don't" can make more people aware of the sufferings (dukkha) many other people have to bear - because of the chase for happiness (sukkha) of some.



I urge 'social' thinking about:

1) 'guarantee of standard of living' (for all people and other beings)

2) 'human rights' (life, liberty, and freedom)

We may start the thinking with ...
SR (IP:144.134.69.95)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 15 ก.พ. 2551 (07:22)
Please, allow me to correct my post, in the first 2 paragraphs:



"There are issues involving 'human rights', identity, continuation of (DNA?) lives...



We accept PERSONAL 'selfishness' to a level (where our 'needs' must be met for our survival, but not to reduce the survival of others)."
SR (IP:144.134.69.95)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 15 ก.พ. 2551 (08:51)
<P>ความเห็นแก่ตัวนั้นติดตัวมนุษย์มาตึ้งแต่เกิด ถ้าเราไม่ลดความเห็นแก่ตัวลงมันก็จะติดตัวเราต่อไปจนถึงตาย</P>
tkesmala@yahoo.com (IP:202.28.117.237)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 15 ก.พ. 2551 (10:59)
จากที่หลายๆท่าน ได้กล่าวถึง การสร้าง "ตัวตน" ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก

ซึ่งคุณสิง ได้ยกขึ้นอธิบายให้เห็นชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งชี้ให้เราไปมองที่การเลี้ยงดูเด็ก

ผมมองว่านี่คือ การรับมืออันแรกที่ดีที่สุด





" การเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้อง ให้เขาเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น เข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา ... ให้เขารู้การได้มา และการไม่ได้มา อย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่ ด้วยความรู้สึกที่จะเอาตามใจตัวเองอย่างเดียว ... ซึ่งตรงนี้จะเชื่อมโยงถึงการฝึกให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะได้อะไรมา ด้วยการลงมือกระทำ ด้วยการมีส่วนรวม เด็กต้องฝึกที่จะเรียนรู้ความลำบากบ้าง เรียนรู้การอดทน การรออย่างมีเหตุผล เรียนรู้กฏเกณฑ์ ระเบียบ วินัย (ที่ดีงาม) ของการอยู่ร่วมกัน ... .ในขณะเดียวกันเด็กต้องได้รับการปลูกฝัง การให้ การแบ่งปัน การมีความสุขร่วมกับคนอื่น การไม่แบ่งแยก หรือดูหมิ่นดูแคลน ... ช่องว่างระหว่างครอบครัวที่มีโอกาสมากกว่า กับครอบครัวที่ลำบากขัดสน ... ต้องถูกทำให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง"




จากแนวคิดข้างต้น จะเห็นได้ชัดว่า บทบาทสำคัญนั้น อยู่ที่ คุณพ่อ คุณแม่นั่นเอง

นี่คือ ภาพสะท้อน และการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่

แต่เราจะมองข้าม "ตัวผู้ใหญ่" ไปไม่ได้



จะเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก(ความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่) ถ้าเราจะมองไปที่เด็กเพียงด้านเดียว

โดยไม่หันกลับมามองที่ตัวผู้ใหญ่



ผู้ใหญ่ที่กำลังมีครอบครัว ที่กำลังเป็นพ่อ เป็นแม่นี่แหละ

ที่มีศักยภาพสูงมากที่จะเรียนรู้ และเห็นความจริง



ดังนั้น ทางออก หรือ คำตอบที่ดีที่สุดนั้น



" พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องอบรมเลี้ยงดูเด็ก และอบรม สะท้อน พิจารณาตัวเองไปพร้อมๆกัน

เรียนรู้ไปด้วยกัน ... พ่อแม่ ที่เห็นโทษของ ความเห็นแก่ตัว แล้วเท่านั้น จึงจะสามารถให้การเลี้ยงดู ที่จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่เข้าใจผู้อื่น เข้าใจตัวเอง และสังคมได้ อย่างถูกต้อง "




ก็แล้วมีใครบ้าง ที่ไม่เคยมีบทบาทของลูก และโดยส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นพ่อ เป็นแม่คนกันทั้งนั้น

บทบาทสำคัญจริงๆ จึงอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง ... เริ่มต้นที่ตัวเรานี่แหละครับ

MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 15 ก.พ. 2551 (12:33)

ถ้าเราลองเอาหลักศาสนาพุทธ มาพิจารณา แก้ปัญหา ความเห็นแก่ตัว ลองมาช่วยกันดูน่ะครับถามว่า ความเห็นแก่ตัว มีเกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป เป็นวัฏฏะ ตามเหตุปัจจัย หรือเปล่า




ถ้าเป็นวัฏฏะ ก็คือไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง เมื่ออนิจจัง ย่อมเป็นทุกข์ สำคัญที่ต้องมองให้เห็นว่าเป็นทุกข์ คือต้องมองให้เห็นว่า ความเห็นแก่ตัว นั้นคือปัญหา จึงจะเริ่มแก้ปัญหาได้




เมื่อเราสามารถชี้ได้ว่า ความเห็นแก่ตัว เป็นปัญหา เป็นทุกข์ วิธีการดับทุกข์ ก็คงไม่พ้น อริยสัจ4 ที่พระพุทธองค์ ทรงค้นพบ ทุกข์ สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ นิโรธ การดับทุกข์ มรรค หนทางสู่การดับทุกข์




ซึ่ง มรรค มีองค์8 สอนให้ คิดดี พูดดี ทำดี มีสติ มีสมาธิ สรุปรวมกันเป็น 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา




เมื่อเกิดเป็น ปัญญา ทำให้เห็นหนทางการละ ความเห็นแก่ตัว ด้วยการ ให้ โดยใช้หลัก พรหมวิหาร4 คือ เมตตา อยากให้ผู้อื่นมีความสุข� กรุณา อยากเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์� มุทิตา ยินดีที่เห็นผู้อื่นมีสุข อุเบกขา วางเฉย ในกฏแห่งกรรม ทีว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว




พระเวชสันดร เป็นเรื่องที่เรารู้จักกันดี ในเรื่อง การให้ การเสียสละ...




ครับเป็นการผูกโยง การแก้ปัญหา ความเห็นแก่ตัว ด้วยหลัก พุทธศาสนา ในความเห็นของผมเอง โดยนำเอาความคิดเห็นของท่านผู้รู้ จากหลายๆส่วน มาร้อยเรียงกัน ซึ่งอาจไม่ถูกต้อง เหมาะสมประการใด ให้ช่วยกันพิจารณากันครับ


สิง
ร่วมแบ่งปัน761 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 24 มี.ค. 2551 (18:45)
<P>ชอบความคิดเห็นที่ 3</P>

<P>อธิบายเข้าใจง่ายดี </P>

<P>&nbsp;</P>
แม้ว (IP:124.157.184.199)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 8 ก.พ. 2552 (04:28)

ความเห็นแก่ตัว ตรงกันข้ามกับการเสียสละและอุทิศ ในทางศาสนาพุทธ จะมีการขัดเกลากิเลส อย่างหนาในสันดาน จากการใส่บาตร พระทุกเช้า โดยกุสโลบายในการขัดเกลากิเลสอย่างหนาให้แก่ชาวพุทธ มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เพราะสัตว์โลก ย่อมมีปกติเห็นตนเองเป็นสำคัญ ไม่สนความทุกข์ความยากของผู้อื่น จึงมีการเบียดเบียน หรือ ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย เสมอ การได้สละปัจจัยในการเลี้ยงชีวิตที่หามาด้วยความยากสำบากบ้างก็เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกิเลสตัวกูของกูอย่างชัดที่สุด การทำบุญจึงเป็นกุศลเบื้องต้นสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม แต่ต้องไม่หลงลืมสติเพราะถ้าขาดสติเสียแล้วก็จะขาดความยั่งคิด ทำไปด้วยความหลงได้อีกเช่นกันครับ


OOA/oad2116@yahoo.com (IP:189.6.20.200)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 8 ก.พ. 2552 (09:02)

ขอแจมด้วยคนครับ กระทู้นี้น่าสนใจมาก เรา (จริง ๆ แล้วไม่มีเรา) คุ้นเคยกับตัวตนมาตั้งแต่เกิด ความเห็นแก่ตัวน่าจะติดตัวมาตั้งแต่เกิดนะครับ โดยเริ่มจากที่เราเรียกว่าสัญชาตญาน มนุษย์มีสัญชาตญานในการเอาตัวรอด แค่เอาตัวรอดคงไม่เท่าไหร่ ต่อมาพัฒนาเป็นการสะสมเพื่อให้รอดในวันต่อ ๆ ไป เช่นเมื่อก่อนหาอาหารแต่พอกินก็สะสมมากขึ้น ลามไปถึงการสะสมสิ่งอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน


unity sun power
ร่วมแบ่งปัน371 ครั้ง - ดาว 146 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 8 ก.พ. 2552 (09:48)

เห็นด้วยกับคห. 20 ครับ
ความเห็นแก่ตัวมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดและการดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเอง เรียกได้ว่าติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด อยู่ในยีนของเราเลยครับ เป็นสัญชาตญาณ แต่มนุษย์มีสมองที่ไม่เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นคือคิดในเชิงนามธรรมได้ จึงรับรู้ได้ถึง'ความเห็นแก่ตัว' ต่อมานักคิดทั้งหลายจึงพบวิธีทางที่ลดทอนหรือกำจัดความเห็นแก่ตัวที่ว่านี้ด้วยการให้นั่นเองครับ


slacwrist (IP:118.175.3.153)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 13 ก.พ. 2553 (16:09)
-
drghdtsrhdrg@hotmail.com (IP:125.26.244.112)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 13 ก.พ. 2553 (16:11)
-
erdsde@hotmail.com (IP:125.26.244.112)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 17 พ.ค. 2553 (00:13)

ความเห็นแก่ตัวของนักการเมืองและผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่ง

ทำให้คนจำนวนมากต้องเดือดร้อนไปด้วย

โดยทั่วไป รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็จะมีคดี มีข่าวคราวการคดโกงทุจริต ไม่มากก็น้อย

ในขณะนี้ที่สส.นักการเมืองแตกเป็น 2 กลุ่ม ทำให้เกิดกลุ่มเสื้อขึ้นมาทั้งเหลืองแดงและหลากสี
ทั้งที่อาจมีการเชื่อมโยงกัน หรือด้วยความคิดเห็นความเชื่อส่วนตัว

ผู้ใหญ่จำนวนหนึ่ง ดูพฤติกรรมแล้วไม่น่านับถือเลย

รัฐบาลก็ดูเหมือนว่ายังมีความไม่ชัดเจน ระหว่างสิ่งที่พูด กับสิ่งที่ทำ
คำที่สวยหรู อาจจะแตกต่างกับสิ่งที่ทำจริง หรือทำได้จริง

กลุ่มเสื้อแดงก็ไม่มีเหตุผล
จะนำคนมาให้มีการสูญเสีย จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายอยู่ทำไม

การอ้างประชาธิปไตย ก็เป็นสิ่งที่เลื่อนลอย


erdsde@hotmail.com (IP:61.90.21.60)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 30 มิ.ย. 2553 (21:44)
เห็นแก่ตัว มีมากในสังคมนี้
เห็นตนเอง ดี้ ดี มีให้เห็น
แถมทำไม่เป็น พูดเจ้ง ว่าตนเองทำ
เปรียบเหมือนเปรต ที่รอขอทานบุญ
คอยคนหนุนหลัง ทำงานตน
คนทำ ทำแทบตาย แถมไม่ได้ดี
คนได้ดีแค่ใช้นิ้วชี้ กับปากตามงาน
haleemah2526@hotmail.com (IP:125.26.5.21)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 3 ก.ค. 2553 (21:09)

ตอบสั้นๆและง่ายๆครับ

ความเห็นแก่ตัวเกิดจากอุปาทานของขันธ์ 5


teerapongxx
ร่วมแบ่งปัน672 ครั้ง - ดาว 77 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 10 ก.ค. 2553 (00:58)
หากไม่เห็นแก่ตัวก็ไปนิพพานกันหมดจริงๆ
เห็น - มาจากตา - จักษุวิญญาณ - จนกลายเป็น มโนวิญญาน - เกิดเป็นปฏิฆะ(เจือด้วยสัญญา) - เกิดเป็นอัตตา
เห็นแก่ตัว - เห็นเพื่อตนเอง(เอามาประโยชน์แก่ตน)
เห็นแต่ตัวเอง - เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
เห็นเพื่อตัว - เข้าข้างตนเอง
จะหลุดพ้นจากการเห็นแก่ตนได้ ก็ต้อง ไม่เห็นแก่ตน ให้เห็นแต่ประโยชน์เพื่อคนอื่น
ไม่เกิดความรู้สึกว่า มีใครได้เปรียบ มีใครเสียเปรียบอะไร มันก็เป็นของมันอย่างนั้น
ให้มองว่าน้ำหนักของวัตถุ เท่ากับ น้ำที่ล้นออกมา มันก็แค่เข้าไปแทนที่
ทุกสิ่งทุกๆอย่างเดี๋ยวมันก็แปรเปลี่ยนสภาพไปของมันเอง ตามกฎไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ มันมีของมันอยู่ มันเปลี่ยนแปลงตลอดอณูวินาที
และที่สุดก็เหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดมี
และที่จริงมันมีอยู่แต่ได้แปรเปลี่ยนสภาพไปเป็นอีกอย่าง
ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเองครับ....เจ้านาย
หมอนิว (IP:118.173.69.175)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.2939 seconds !