แสงและการมองเห็น

.





ความคิดเห็นที่ 1

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:03
  1. [[75890]]   นัยน์ตาของคนเรามีเซลล์ประสาทรับแสงอยู่ 2 แบบคือแบบที่มีรูปร่างเป็นแท่ง และแบบที่มีรูปร่างเป็นกรวย แบบที่มีรูปร่างเป็นแท่งจะไวต่อแสงที่สลัวแต่ไม่ไวต่อสี แบบที่มีรูปร่างเป็นกรวยจะมี 3 พวกคือพวกที่ไวต่อแสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน การที่เรามีเซลล์รับแสงสี 3 สีนั้นทำให้เราเห็นแม่สีของแสง 3 สีคือ สีแดง สีเขียวและ สีน้ำเงินนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 2

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:06
  1. [[75891]]   นัยน์ตาของบางคนมีเซลล์ประสาทรับแสงบางสีบกพร่องไป จึงทำให้เห็นสีผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเห็น ซึ่งเราเรียกว่า “ตาบอดสี”  ภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นตัวอย่างภาพที่ใข้ในการทดสอบความบอด “สีแดง-สีเขียว” ท่านบอกได้หรือไม่ว่าท่านเห็นอะไร

ความคิดเห็นที่ 3

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:15
  1. ในกรณีที่แสงสีอื่นนอกเหนือจาก 3 สีดังกล่าวผ่านเข้ามาในตา เช่นแสงสีม่วง เซลล์รับแสงสีแดงและสีน้ำเงินจะทำงานพร้อมกัน แล้วส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อรับรู้ ในทำนองเดียวกัน แสงสีเหลืองเข้ามาในตา เซลล์สีแดงและเซลล์สีเขียวจะทำงานพร้อมกัน สมองจะรับรู้สัญญาณทั้งสองแล้วตีความว่าเป็นสีเหลือง ซึ่งได้บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ในเยาว์วัย นี่คือการผสมสีของแม่สีของแสงนั่นเอง ถ้าเรามีแสงสีเหลืองแท้ๆ เช่นแสงจากหลอดไฟที่บรรจุไอของโซเดียม ฉายลงบนฉาก เมื่อเรามองที่ฉากจะเห็นสีเหลือง อันเนื่องจากเซลล์สีแดงและเซลล์สีเขียวส่งสัญญาณไปที่สมองพร้อมกัน ถ้าเรามีหลอดไฟสีแดงและหลอดไฟสีเขียวฉายลงบนฉากพร้อมกัน แสงสีแดงและแสงสีเขียวจากฉากจะสะท้อนเข้าตาเราพร้อมกัน เซลล์สีแดงและ เซลล์สีเขียวจะรับรู้และส่งสัญญาณไปที่สมอง ซึ่งจะตีความว่าเป็นสีเหลือง ดังนั้น เราสมองของเราจึงไม่สามารถแยกได้ว่า สีเหลืองที่เห็นนั้นเป็นแสงสีเหลืองแท้หรือเป็นแสงที่เกิดจากการผสมของแม่สีของแสง วิธีการที่จะแยกให้ออกนั้น เราต้องอาศัยอุปกรณ์พิเศษช่วย เช่น สเปคโตรสโคป http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=98527

ความคิดเห็นที่ 4

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:16
  1. [[75894]]   แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากการสั่นของประจุไฟฟ้าทำให้เกิดเป็นคลื่นของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าในทิศทางที่ตั้งฉากกัน ที่เห็นในรูปแสดงเฉพาะคลื่นไฟฟ้า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=134945

ความคิดเห็นที่ 5

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:17
  1. [[75895]]   ทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะตั้งฉากกับทิศทางของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า

ความคิดเห็นที่ 6

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:19
  1. [[75896]]   สเปคตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะมีช่วงกว้างมาก ช่วงของสเปคตรัมของแสงที่ตาคนมองเห็นนั้นเป็นช่วงแคบๆเท่านั้น สิ่งมีชีวิตอื่นๆอาจมีความสามารถรับรู้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงที่กว้างกว่ามนุษย์เรา เช่น แมวมองเห็นรังสีเอ็กซ์ นกบางชนิดเห็นอูลตร้าไวโอเล็ต ปลาทองและงูรับคลื่นความร้อนหรืออินฟราเรดได้

ความคิดเห็นที่ 7

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:21
  1. [[75897]] นัยน์ตาของแมวหรือสัตว์ที่หากินกลางคืนบางชนิด ที่เรตินามีลักษณะคล้ายๆกระจะเงา เมื่อแสงผ่านเข้ามาในตา เซลล์ประสาทรับแสงจะรับรู้ และเมื่อแสงตกกระทบเรตินาที่มีลักษณะคล้ายกระจก แสงจะสะท้อนออกมาทำให้เซลล์ประสาทรับแสงทำงานอีกครั้ง จึงทำให้ประสิทธิภาพในการรับแสงดียิ่งขึ้น จึงสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่ามนุษย์ เราอาจจะเคยสังเกตเห็นเวลาส่องไฟฉายไปยังตาของสัตว์ เช่นแมว ในตอนกลางคืน เราจะเห็นแสงสะท้อนออกมา เห็นเป็นตาวาว ด้วยเหตุผลข้างต้นนั่นเอง (รูป ตัดมาจากรายการสารคดี Animal Planet ของ UBC)

ความคิดเห็นที่ 8

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:23
  1. [[75898]]

    นอกจากที่เรตินาจะมีลักษณะคล้ายกระจกเงาแล้ว เซลล์ประสาทรับแสงของแมวยังได้มีพัฒนาการให้ไวต่อแสงเป็นพิเศษ แต่ก็มีข้อด้อยคือ ไวเฉพาะแสง จะเห็นสีบ้างแต่ไม่เห็นชัดเจน จะมีแนวโน้มออกไปทางภาพขาว-ดำ    

    (รูป ตัดมาจากรายการสารคดี Animal Planet ของ UBC)

ความคิดเห็นที่ 9

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:24
  1. [[75899]]   นกประเภทเหยี่ยว หรือ แร้ง ที่คอยล่าเหยื่อจะต้องบินสูง เพื่อไม่ให้เหยื่อรู้ตัวหรือตั้งตัวได้ทัน เมื่ออยู่สูงจึงจำเป็นต้องมีสายตาดีเป็นพิเศษที่สามารถมองเห็นภาพในระยะไกลได้  (รูป ตัดมาจากรายการสารคดี Animal Planet ของ UBC)

ความคิดเห็นที่ 10

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:26
  1. [[75900]]   นกประเภทเหยี่ยว หรือ แร้ง มีสายตาดีเป็นพิเศษที่สามารถมองเห็นภาพในระยะไกลได้ โดยอาศัยเลนส์นัยน์ตาพิเศษที่อยู่เฉพาะบริเวณเล็กๆตรงกลางที่ขยายภาพให้ใกล้เข้ามามากกว่าปกติ เหมือนกับมองเห็นภาพปกติ แต่มีกล้องส่องทางไกลพิเศษบริเวณตรงกลางนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 11

แขชนะ
9 ก.พ. 2551 07:29
  1. [[75902]]   แม้ว่าคนเรามีขีดจำกัดในการมองเห็นแสงในช่วงแคบๆสู้สัตว์บางชนิดไม่ได้ แต่มนุษย์เราอาศัยความเฉลี่ยวฉลาดสร้างอุปกรณ์ที่สามารถขยายขีดความสามารถของมนุษย์ เช่น เราสามารถสร้างอุปกรณ์ตรวจวัดแสงอินฟราเรด หรือ อูลตร้าไวโอเล็ต ที่ปกติตาคนเรามองไม่เห็นได้ Remote control ที่เราใช้กับควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง เช่น โทรทัศน์ เราอาศัยการส่งสัญญาณด้วยอินฟราเรด ที่ตามองไม่เห็น แต่ถ้าเราใช้กล้องถ่ายรูป หรือ Video เราจะสามาถเห็นแสงที่ออกมาจาก Remote control ได้

ความคิดเห็นที่ 12

jrpee
9 ก.พ. 2551 07:42
  1. น่าสนใจมากๆเลย


ความคิดเห็นที่ 13

ครูไผ่
9 ก.พ. 2551 07:51
  1. เห็นสมควรติดป้ายเป็นกระทู้แนะนำค่ะ


ความคิดเห็นที่ 14

แขชนะ
10 ก.พ. 2551 08:06
  1. [[76013]] แสงอูลตร้าไวโอเล็ตเป็นแสงที่ตาคนเรามองไม่เห็น เรานำไปใช้ประโยชน์ต่างๆมากมาย เช่นใช้เกี่ยวกับการป้องกันการปลอมแปลงเอกสารต่างๆ ธนบัตรมีการป้องกันการปลอมแปลงโดยใส่วัสดุบางอบ่างลงไปในธนบัตร โดยที่ภายใต้แสงไฟธรรมดาจะมองไม่เห็นต่อเมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตก็จะมองเห็นได้

ความคิดเห็นที่ 15

แขชนะ
10 ก.พ. 2551 08:07
  1. [[76014]] บัตรเครดิตวีซ่า ภายใต้แสงไฟธรรมดาจะมองไม่เห็นอะไรแปลก ต่อเมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตก็จะมองเห็นนกบริเวณกลางบัตรได้

ความคิดเห็นที่ 16

แขชนะ
10 ก.พ. 2551 08:09
  1. [[76015]] บัตรประจำตัวประชาชนของประเทศมาเลเซีย ภายใต้แสงไฟธรรมดาจะมองไม่เห็นอะไรแปลก ต่อเมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตก็จะมองเห็นรูปเจ้าของบัตรอีกรูปหนึ่งปรากฏซ้อนขึ้นมากลางบัตรได้

ความคิดเห็นที่ 17

แขชนะ
10 ก.พ. 2551 08:11
  1. [[76016]]   ฟันของมนุษย์เรา ประกอบด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส เมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตจะมองเห็นฟันสว่างขึ้นมาเนื่องจากการวาวแสง ถ้าเป็นฟันปลอมก็จะไม่วาว ที่เห็นในรูปนี้ จะเห็นฟันแท้เพียง 1 ซี่เท่านั้น นอกนั้นฟันปลอม

ความคิดเห็นที่ 24

แขชนะ
22 ก.พ. 2551 02:33
  1. [[78139]]

    จากบทเรียนเกี่ยวกับการผสมสีของแสง โดย ดร.ไพจิตร สดวกการhttp://www.krupai.net/color/color.htm ทำให้เราเห็นว่าการผสมสีของแม่สีแสง สามสี คือ แดง เขียว และ น้ำเงิน (RGB) ในสัดส่วนที่แตกต่างกันจะให้สีที่แตกต่างกันหลายหมื่นสี

    แม่สีในงานศิลปะมี 3 สีคือ แดง เหลือง และน้ำเงิน ในการแต่งแต้มสีให้แลดูสวยสดงดงามและเป็นธรรมชาติ จะต้องใส่สีดำอีก 1 สีร่วมในการผสมด้วย

    สำหรับงานพิมพ์ เรามักได้ยินเสมอว่า การพิมพ์ภาพ 4 สี สีที่ใช้ในงานพิมพ์ จะมี 4 สี คือ สีบานเย็น(Magenta-สีออกไปทางแดง) สีเหลือง สีฟ้า(Cyan) และสีดำ และเพื่อให้ภาพพิมพ์เหมือนธรรมชาติซึ่งจะมีการไล่ระดับสีที่แตกต่างกัน จึงมีการพิมพ์สีในลักษณะเป็นจุดๆ ถ้าต้องการสีเข้ม จำนวนจุดก็จะมาก ถ้าต้องการสีอ่อน จำนวนจุดก็จะน้อย เมื่อต้องการผสมสีให้เกิดสีที่แตกต่างกันก็จะพิมพ์จุดสีทับกันไป ดังแสดงในรูป เช่นต้องการพิมพ์สีเขียว ก็จะพิมพ์จุดสีฟ้าทับกับจุดสีเหลือง ถ้าต้องการสีม่วงก็พิมพ์จุดสีบานเย็นทับกับจุดสีฟ้า เป็นต้น

     


ความคิดเห็นที่ 25

แขชนะ
22 ก.พ. 2551 02:35
  1. [[78140]] รูปนี้แสดงภาพพิมพ์ 4 สี และมีตัวอย่างสีตำแหน่งต่างๆที่ผมได้ทดลองใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู จะเห็นรายละเอียดของการพิมพ์จุดสีต่างๆอย่างชัดเจน

ความคิดเห็นที่ 26

แขชนะ
25 ก.พ. 2551 08:25
  1. [[78653]]

    มุมมองของคนและสัตว์ต่างๆมีความกว้างไม่เท่ากัน เนื่องจากลักษณะของโครงสร้างใบหน้าและความสามารถในการกรอกกลิ้งลูกนัยน์ตา ในรูปแสดงการเปรียบเทียบมุมในการมองของคน สิงโตและยีราฟ

    หากเรามองตรงโดยไม่กลิ้งลูกตา คนเราจะมีมุมมองที่กว้างกว่าสิงโตและยีราฟ สังเกตดูบริเวณสีน้ำตาล แต่ถ้ารวมการกรอกกลิ้งลูกตาให้มองด้านข้างได้ จะพบว่ายีราฟมีมุมมองที่กว้างกว่าสิงโตและคน ดูบริเวณสีน้ำตาลรวมกับสีส้ม สังเกตดูใบหน้าของยีราฟก็จะเห็นได้ว่ามีลูกตาที่โปนกว่าจึงมีมุมมองที่กว้างกว่านั่นเอง


ความคิดเห็นที่ 27

แขชนะ
25 ก.พ. 2551 08:26
  1. [[78654]] แสดงการวัดมุมมองของนักเรียน

ความคิดเห็นที่ 29

stom456
19 มี.ค. 2551 20:48
  1. ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ดีๆ http://leapfrog-learn-groove-musical-toy.blogspot.com

ความคิดเห็นที่ 30

ทุ่งอ้อ
21 มี.ค. 2551 10:39
  1. สมุดเงินฝากธนาคาร  การลงลายมือชื่อในสมุดด้านหลังก็มองไม่เห็นค่ะ   แต่ถ้านำไปส่องด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลต ก็จะปรากฏ ลายมือชื่อ อย่างชัดเจน ใช่ไหมคะ


ความคิดเห็นที่ 31

แขชนะ
20 พ.ค. 2551 00:39
  1. [[93435]] จากความเห็น 30 ดูได้จากรูปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 33

16 ก.ค. 2551 12:17
  1. อยากได้ภาพ Aspergilus� flavus ภายใต้แสง u.v. จังเลย�� เพราะกำลังหาภาพอ้างมาทำวิจัย�����ถ้าท่านใดมีหรือศึกษาเร่องนี้อยู่� ขอความกรุณาโพสต์ลงให้หน่อยนะคะ� จะเป็นพระคุณอย่างสูง

ความคิดเห็นที่ 37

แขชนะ
20 ก.ค. 2551 13:07
  1. น่าสนใจครับ คุณ Pui ลองเพาะเชื้อราพวกนี้แล้วลองเอาแสงอูลตร้าไวโอเล็ตส่องดูสิครับ ผมก็อยากเห็นhttp://www.aspergillusflavus.org/aflavus/

    Aspergillus flavus

     

    Aspergillus flavus is a fungus. It grows by producing thread like branching filaments known as hyphae. Filamentous fungi such as A. flavus are sometimes called molds. A network of hyphae known as the mycelium secretes enzymes that break down complex food sources. The resulting small molecules are absorbed by the myceilium to fuel additional fungal growth. The unaided eye cannot see individual hyphae, but dense mats of mycelium with conidia (asexual spores) often can be seen. The ear of maize below shows the growth of the fungus covering four maize kernels. When young, the conidia of A. flavus appear yellow green in color. As the fungus ages the spores turn a darker green.

     

      

     

    To view larger image choose one of the following:

     

    A. flavus upclose 500 x 314 40KB A. flavus upclose 1000 x 627 96KB

     

    In nature, A. flavus is capable of growing on many nutrient sources. It is predominately a saprophyte and grows on dead plant and animal tissue in the soil. For this reason it is very important in nutrient recycling.

     

    Aspergillus flavus can also be pathogenic on several plant and animal species, including humans and domestic animals. The fungus can infect seeds of corn, peanuts, cotton, and nut trees. The fungus can often be seen sporulating on injured seeds such a maize kernels as shown above. Often, only a few kernels will be visibly infected.

     

    Growth of the fungus on a food source often leads to contamination with aflatoxin, a toxic and carcinogenic compound. Aspergillus flavus is also the second leading cause of aspergillosis in humans. Patients infected with A. flavus often have reduced or compromised immune systems.

     

     

    The epidemiology of Aspergillus flavus differs depending on the host species. The figure to the left shows the life cycle of the fungus on maize. Click on image to view larger. The fungus overwinters either as mycelium or as resistant structures known as sclerotia. The sclerotia either germinate to produce additional hyphae or they produce conidia (asexual spores), which can be dispersed in the soil and air. These spores are carried to the maize ears by insects or wind where they germinate and infect maize kernels.

     

    Unlike most fungi, Aspergillus flavus is favored by hot dry conditions. The optimum temperature for growth is 37 C (98.6 F), but the fungus readily grows between the temperatures of 25-42 C (77-108 F), and will grow at temperatures from 12-48C (54-118 F). Such a high temperature optimum contributes to its pathogenicity on humans.

    References Payne, G. A. 1998. Process of contamination by aflatoxin producing fungi and their impacts on crops. In, Mycotoxins in Agriculture and Food Safey. K.K. Sinha and D. Bhatnagar. Marcel Dekker, Inc. New York. Payne, G. A. and M. P. Brown. 1998. Genetics and physiology of aflatoxin biosynthesis. Annual Rev. Phytopathology. 36:329-62. Scheidegger, K. A. and G. A. Payne. 2003. Unlocking the secrets behind secondary metabolism: A review of Aspergillus flavus from pathogenicity to functional genomics. Journal of Toxicology-Toxin Reviews. 22(2-3): 423-459. Richard, J. L. and G. A. Payne. 2003. Mycotoxins in plant, animal, and human systems.Task Force Report No. 139. Council for Agricultural Science and Technology 102708

    Aspergillus flavus


ความคิดเห็นที่ 38

แขชนะ
21 ต.ค. 2551 05:24
  1. [[115153]]

    ตามปกติเลนส์นูนจะใช้รวมแสง แสงขนานเมื่อเดินทางผ่านเลนส์นูนจะหักเหรวมแสงที่จุดโฟกัส เลนส์ทรงกลมถือเป็นเลนส์นูนชนิดหนึ่งที่มีรัศมีความโค้งของเลนส์เท่ากันทั้งสองด้าน ดังนั้นเลนส์ทรงกลมจึงใช้รวมแสงได้ส่วนเลนส์เว้านั้นจะกระจายแสง เมื่อมีลำแสงขนานผ่านเข้ามาในเลนส์เว้า ลำแสงจะกระจายออกไม่ไปตัดที่จุดโฟกัส


ความคิดเห็นที่ 39

แขชนะ
21 ต.ค. 2551 05:27
  1. [[115154]] รูปบนที่เห็นเป็นเลนส์ทรงกลม เมื่อมีแสงขนานผ่านเข้ามาจะหักเหแสงไปตัดที่จุดโฟกัส แต่ทำไมรูปล่างเป็นเลนส์ทรงกลมเหมือนกันจึงกระจายแสงราวกับเป็นเลนส์เว้า มีใครตอบได้บ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 41

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:04
  1. [[129821]]

    โรคตาบอดสีมีอยู่  4 ชนิด

    1. ตาบอดสีอย่างรุนแรง จะมองเห็นสีขาว-สีดำเท่านั้น

    2. ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์(Daltonism) อาจเป็นตาบอดสีแดงหรือตาบอดสีเขียว อย่างใดอย่างหนึ่ง          

    3. ตาบอดแบบไมเนอร์ ดาลตันนิสม์(Minor  Daltonism) ยังสามารถมองเห็นสีเขียว สีแดงบ้างแต่ไม่ชัด

    4. ตาบอดสีอย่างอ่อน เห็นสีบ้างแต่ไม่ชัด  จะต้องใช้เวลาสังเกตนาน หรือเห็นได้เฉพาะสีเดียว ถ้าหากหลายสีจะแยกสีไม่ออก

    การบอดสีมีสาเหตุ  2  ประการคือ

    1. การบอดสีเนื่องจากความผิดปกติของส่วนหลังนัยน์ตา

    2. การบอดสีจากพันธุกรรม

    โอกาสในการเกิดโรคตาบอดสี

    ผู้ชายมีโอกาสเกิดจาการบอดสีสีจากพันธุกรรมมากกว่าผู้หญิง เพราะเพศหญิงมีโครโมโซม  XX  ส่วนโครโมโซมเพศชายเป็น  XY  ยีนที่ควบคุมการมองเห็นสีจะอยู่บนโครโมโซม  X  ดังนั้นเมื่อเพศชายซึ่งมีโครโมโซม  X  เพียงแท่งเดียวและเมื่อได้รับยีนด้อยหรือตาบอดสี ก็จะแสดงลักษณะตาบอดสี  ส่วนผู้หญิงมีโครโมโซม  X อยู่ 2 แท่ง ถ้ามียีนด้อยอยู่  1  แท่ง  ก็ยังไม่แสดงอาการของตาบอดสีให้ปรากฏทั้งนี้เพราะโครโมโซม  X  อีกแท่งหนึ่งยังเป็นยีนเด่น หรือตาปกติ  จึงข่มการแสดงออกของยีนด้อย  ดังนั้นเพศหญิงจึงไม่มีโอกาสตาบอดสี  แต่จะเป็นพาหะของยีนตาบอดสี


ความคิดเห็นที่ 43

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:13
  1. [[129823]]

    ท่านควรจะเห็นเลข 25 สีแดงบนพื้นเขียวหากไม่เห็นแสดงว่าท่านตาบอดสีอย่างรุนแรง


ความคิดเห็นที่ 44

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:14
  1. [[129824]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 2ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 7 หรือ 8 ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 45

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:15
  1. [[129825]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 5ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 9 ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 46

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:17
  1. [[129826]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 8ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 5 ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 47

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:18
  1. [[129827]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 3ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 48

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:19
  1. [[129828]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 9ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 49

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:20
  1. [[129829]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 6ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 50

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:21
  1. [[129830]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 4ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 51

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:22
  1. [[129831]]

    ตาปกติ: มองไม่เห็นตัวเลข ตาบอดสี: จะเห็นเลข 4


ความคิดเห็นที่ 52

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:24
  1. [[129832]]

    ตาปกติ: จะเห็นเลข 58ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 5 ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


ความคิดเห็นที่ 53

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:25
  1. [[129833]]

    ตาปกติ: จะเห็นเส้นโค้งขึ้นเป็นสีเขียวตาบอดสีอย่างอ่อน: จะเห็นเส้นโค้งลงสีม่วง ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นโค้ง


ความคิดเห็นที่ 54

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 00:26
  1. [[129834]]

    ตาปกติ: จะเห็นเส้นตรงสองเส้นตัดกันตาบอดสี: จะมองเห็นเส้นตรงในแนวดิ่งหรือแนวนอนอย่างใดอย่างหนึ่ง


ความคิดเห็นที่ 58

29 มิ.ย. 2552 03:46
  1. เรียนท่านดร.แขชนะดิฉันมีโอกาสได้รับความรู้จากท่าน ณ โรงเรียนขุขันธ์ ศรีสะเกษ (ดิฉันเป็นคนทุกที่เหมือนท่าน) อยากขอบพระคุณท่านที่มีกระทู้ให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ซึ่งภาพต่างๆที่ท่านนำเสนอดิฉันได้นำไปใช้เป็นสื่อสอนนักเรียน บางครั้งก็กระตุ้นความคิดของดิฉันเองด้วยขอขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ(รวมทั้งผู้อ่านทุกท่านที่มีแนวคิดมาแลกเปลี่ยนกันทำให้ดิฉันได้รับความรู้ไปด้วย )


ความคิดเห็นที่ 59

แขชนะ
2 ก.ค. 2552 22:24
  1. สำรวจโลกมหัศจรรย์ใต้แว่นขยาย


ความคิดเห็นที่ 64

นิรันดร์
19 ก.ค. 2553 10:24
  1. ตอบคำถามในความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 39ภาพบน แสงเคลื่อนที่ผ่านแก้วที่มีน้ำภาพล่าง แสงเคลื่อนที่ผ่านอ่างใส่น้ำที่มีแก้วเปล่าขวางอยู่ครับ


ความคิดเห็นที่ 65

แขชนะ
1 ก.ย. 2555 11:41
  1. แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แล้วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร....

     

     

    หากเรามีประจุไฟฟ้า เช่น อิเล็กตรอนอยู่นิ่ง จะมีสนามไฟฟ้าออกมารอบๆโดยมีทิศทางของสนามไฟฟ้าพุ่งเข้าหาประจุลบ ถ้าหากประจุไฟฟ้านี้เคลื่อนที่ ก็จะมีกระแสไฟฟ้า และเมื่อมีกระแสไฟฟ้าก็จะมีสนามแม่เหล็กรอบๆตามกฏของแอมแปร์ โดยสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจะตั้งฉากกับสนามไฟฟ้า และหากประจุไฟฟ้านี้มีการสั่นกลับไปกลับมา ก็จะเกิดเป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพุ่งออกมารอบๆ ทิศทางของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะตั้งฉากกับสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก และเมื่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้เคลื่อนที่ออกไปกระทบกับประจุไฟฟ้าที่สามารถ เคลื่อนที่ได้อิสระ มันก็จะเหนี่ยวนำให้ประจุไฟฟ้านั้นเคลื่อนที่สอดคล้องกับสนามแม่เหล็กและ สนามไฟฟ้านั้น คิดง่ายๆคือถ้าประจุไฟฟ้าอิสระอยู่ในสนามไฟฟ้ามันก็จะเคลื่อนที่เนื่องจาก สนามไฟฟ้านั่นเอง และถ้าสนามไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงสลับกลับไปกลับมา ประจุไฟฟ้านั้นก็จะมีการเคลื่อนที่สั่นตามสนามไฟฟ้านั้น พลังงานของสนามไฟฟ้าก็จะถูกดูดกลืนโดยประจุไฟฟ้านั้น ประจุไฟฟ้าที่มีการสั่นเนื่องจากได้รับพลังงาน จะมีการคายพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีสมบัติเหมือนสนามไฟฟ้าที่เข้ามาเหนี่ยวนำในตอนแรก

    เราจะเห็นได้ว่า แสงซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีการเคลื่อนที่เข้าไปในแผ่นกระจกใส ทีมีการเรียงตัวกันของอะตอมจำนวนมากมายมหาศาลหลายล้านตัว เรารู้สึกว่าแสงที่เข้าไปในแผ่นกระจกกระทบอะตอมจำนวนมากมายนี้ แล้วมันทะลุออกมาได้อย่างไร ความจริงหากเราพิจารณาว่าแสงเป็นอนุภาคที่เรียกว่า"โฟตอน" เมื่อวิ่งเข้าไปในแผ่นกระจกอิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุที่ประกอบเป็นแก้ว จะดูดกลืนโฟตอนเข้าไป แล้วคายโฟตอนออกมา ดังนั้นเราจะเห็นว่าโฟตอนตัวที่วิ่งเข้าไปในแผ่นกระจกกับตัวที่วิ่งออกมา เป็นคนละตัวกัน แต่มันมีสมบัติเหมือนกันจึงดูเหมือนว่าแสงทะลุผ่านกระจก การที่อิเล็กตรอนในอะตอมมีการดูดกลืนและคายโฟตอนออกมานี้จะมีการหน่วงเวลา เล็กน้อย จึงดูเหมือนกับว่าแสงเดินทางในตัวกลางมีความเร็วลดลง วัตถุแต่และชนิดมีการหน่วงเวลาในการดูดกลืนโฟตอนต่างกัน จึงเป็นสาเหตุให้แสงเดินทางในตัวกลางต่างกันด้วยความเร็วที่ต่างกัน

    แสงสีขาวซึ่งมีโฟตอนที่มีความยาวคลื่นรวมกันหลายตัวหลายสี เมื่อฉายผ่านสารบางอย่างเช่น สารละลายของคลอโรฟิลล์ โฟตอนบางตัวบางสีจะถูกดูดกลืนเข้าไปในกระบวนการทางพลังงานของโมเลกุลต่างๆ และจะไม่คายโฟตอนสีนั้นออกมา โฟตอนบางตัวบางสี เช่นสีเขียว จะไม่ถูกดูดกลืนเข้าไปในกระบวนการ จึงถูกเปล่งส่งผ่านออกมา เราจึงมองเห็นเป็นสีเขียว

    ผลึกบางชนิดจะมีค่าดัชนีหักเห 2 ค่า เราเรียกพวกนี้ว่า Birefringence ผลึกพวกนี้ได้แก่ Calcite หรือแร่ที่ทำจาก Calcium carbonate เมื่อแสง Unpolarised ผ่านเข้าเข้าไปในผลึก Birefringence มันจะมีการแยกคลื่นแสงออกเป็นสองทิศทางคือเป็นคลื่นตามแนวขนาน P-Wave (Parallel wave) และคลื่นตามแนวตั้งฉาก หรือ S-Wave (Senkrecht-wave - Senkrecht ในภาษาเยอรมันแปลว่าตั้งฉาก) เกิดเป็นแสงสองทิศทาง ซึ่งเป็นโพลาไรซ์ที่ตั้งฉากกัน

    เราสามารถทดสอบแสงโพลาไรซ์ ทั้งสองลำทื่ออกมาจากแร่ calcite ได้โดยใช้แผ่นโพราลอยด์ (Polarising filter)มาช่วย โดยการหมุนแผ่นโพลารอยด์ จะมองเห็นลำแสงสลับกันมืด-สว่าง

    แสงที่ออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นแสงโพลาไรซ์ เราสามารถทดสอบแสงโพลาไรซ์ได้โดยใช้แผ่นโพลารอยด์เช่นกัน


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น