|
โพสต์เมื่อ:
06:57 วันที่ 9 ก.พ. 2551 ชมแล้ว:
15,494
ตอบแล้ว:
37
จำนวน 32 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 ก.พ. 2551 (07:51) เห็นสมควรติดป้ายเป็นกระทู้แนะนำค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 10 ก.พ. 2551 (08:06) ![]() ธนบัตรมีการป้องกันการปลอมแปลงโดยใส่วัสดุบางอบ่างลงไปในธนบัตร โดยที่ภายใต้แสงไฟธรรมดาจะมองไม่เห็นต่อเมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตก็จะมองเห็นได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 10 ก.พ. 2551 (08:07) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 10 ก.พ. 2551 (08:09) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 10 ก.พ. 2551 (08:11) ![]() ฟันของมนุษย์เรา ประกอบด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส เมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตจะมองเห็นฟันสว่างขึ้นมาเนื่องจากการวาวแสง ถ้าเป็นฟันปลอมก็จะไม่วาว ที่เห็นในรูปนี้ จะเห็นฟันแท้เพียง 1 ซี่เท่านั้น นอกนั้นฟันปลอม ![]() มีบทเรียนเกี่ยวกับการผสมสีของแสงที่นี่ค่ะ http://www.krupai.net/color/color.htm แหล่งเรียนรู้วิธีผสมสีของแสงอีกที่หนึ่งก็คือ ที่กล่องสำหรับเขียนข้อความแสดงความคิดเห็นของกระทู้ในวิชาการ.คอม นี่เอง ลองเอาเมาส์ไปคลิกที่ตัว T แขวนสี ในแถบเหนือกล่องเขียนข้อความ จะมีตารางสีขึ้นมาให้เลือก พร้อมกับแสดงรหัสของตัวอย่างสีตรงเมาส์ชี้ เช่น เอาเมาส์ไปชี้ที่สีเขียวที่เป็นแม่สี จะได้ #00FF00 ชี้ที่สีแดงที่เป็นแม่สีจะได้ #FF0000 ชี้ที่สีน้ำเงินจะได้ #0000FF นั่นหมายความว่า ตัวเลขคู่แรกทางซ้าย, คู่กลาง, และคู่สุดท้ายทางขวามือแทนความเข้มของสีอะไรเอ่ย เมื่อต้องการผสมทั้งสามสีในอัตราความเข้มสูงสุด คือ #FFFFFF จะได้เป็นสีอะไรเอ่ย ลองเอาเมาส์ไปชี้ตรงสีที่คิดไว้ แล้วดูว่าขึ้นรหัสตรงกับ #FFFFFF หรือไม่ ถ้าไม่ตรง ให้คิดใหม่ แล้วชี้ใหม่ค่ะ ในกรณีที่ต้องเขียนรหัสเองโดยไม่มีตารางสีให้ดู ก็ศึกษาที่ http://www.krupai.net/color/color.htm ให้เข้าใจ ก็จะสามารถผสมสีใด ๆ ไม่ว่าจะให้อ่อนหรือเข้มปานใดก็ได้ตามต้องการค่ะ ขอบคุณครูไผ่มากเลยครับ จะเป็นประโยชน์แกผู้ "หลง" ในแสงสีทีเดียว ![]() อีก 1 กระทู้ที่ควรปักหมุดครับ
^^ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 22 ก.พ. 2551 (02:33) ![]() จากบทเรียนเกี่ยวกับการผสมสีของแสง โดย ดร.ไพจิตร สดวกการhttp://www.krupai.net/color/color.htm ทำให้เราเห็นว่าการผสมสีของแม่สีแสง สามสี คือ แดง เขียว และ น้ำเงิน (RGB) ในสัดส่วนที่แตกต่างกันจะให้สีที่แตกต่างกันหลายหมื่นสี แม่สีในงานศิลปะมี 3 สีคือ แดง เหลือง และน้ำเงิน ในการแต่งแต้มสีให้แลดูสวยสดงดงามและเป็นธรรมชาติ จะต้องใส่สีดำอีก 1 สีร่วมในการผสมด้วย สำหรับงานพิมพ์ เรามักได้ยินเสมอว่า การพิมพ์ภาพ 4 สี สีที่ใช้ในงานพิมพ์ จะมี 4 สี คือ สีบานเย็น(Magenta-สีออกไปทางแดง) สีเหลือง สีฟ้า(Cyan) และสีดำ และเพื่อให้ภาพพิมพ์เหมือนธรรมชาติซึ่งจะมีการไล่ระดับสีที่แตกต่างกัน จึงมีการพิมพ์สีในลักษณะเป็นจุดๆ ถ้าต้องการสีเข้ม จำนวนจุดก็จะมาก ถ้าต้องการสีอ่อน จำนวนจุดก็จะน้อย เมื่อต้องการผสมสีให้เกิดสีที่แตกต่างกันก็จะพิมพ์จุดสีทับกันไป ดังแสดงในรูป เช่นต้องการพิมพ์สีเขียว ก็จะพิมพ์จุดสีฟ้าทับกับจุดสีเหลือง ถ้าต้องการสีม่วงก็พิมพ์จุดสีบานเย็นทับกับจุดสีฟ้า เป็นต้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 22 ก.พ. 2551 (02:35) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 25 ก.พ. 2551 (08:25) ![]() มุมมองของคนและสัตว์ต่างๆมีความกว้างไม่เท่ากัน เนื่องจากลักษณะของโครงสร้างใบหน้าและความสามารถในการกรอกกลิ้งลูกนัยน์ตา ในรูปแสดงการเปรียบเทียบมุมในการมองของคน สิงโตและยีราฟ หากเรามองตรงโดยไม่กลิ้งลูกตา คนเราจะมีมุมมองที่กว้างกว่าสิงโตและยีราฟ สังเกตดูบริเวณสีน้ำตาล แต่ถ้ารวมการกรอกกลิ้งลูกตาให้มองด้านข้างได้ จะพบว่ายีราฟมีมุมมองที่กว้างกว่าสิงโตและคน ดูบริเวณสีน้ำตาลรวมกับสีส้ม สังเกตดูใบหน้าของยีราฟก็จะเห็นได้ว่ามีลูกตาที่โปนกว่าจึงมีมุมมองที่กว้างกว่านั่นเอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 25 ก.พ. 2551 (08:26) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 19 มี.ค. 2551 (20:48) ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ดีๆ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 21 มี.ค. 2551 (10:39) สมุดเงินฝากธนาคาร การลงลายมือชื่อในสมุดด้านหลังก็มองไม่เห็นค่ะ แต่ถ้านำไปส่องด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลต ก็จะปรากฏ ลายมือชื่อ อย่างชัดเจน ใช่ไหมคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 20 พ.ค. 2551 (00:39) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 16 ก.ค. 2551 (12:17) อยากได้ภาพ Aspergilus flavus ภายใต้แสง u.v. จังเลย เพราะกำลังหาภาพอ้างมาทำวิจัย ถ้าท่านใดมีหรือศึกษาเร่องนี้อยู่ ขอความกรุณาโพสต์ลงให้หน่อยนะคะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง PUI (IP:202.29.21.51) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 20 ก.ค. 2551 (13:07) น่าสนใจครับ คุณ Pui ลองเพาะเชื้อราพวกนี้แล้วลองเอาแสงอูลตร้าไวโอเล็ตส่องดูสิครับ ผมก็อยากเห็น Aspergillus flavus
Aspergillus flavus is a fungus. It grows by producing thread like branching filaments known as hyphae. Filamentous fungi such as A. flavus are sometimes called molds. A network of hyphae known as the mycelium secretes enzymes that break down complex food sources. The resulting small molecules are absorbed by the myceilium to fuel additional fungal growth. The unaided eye cannot see individual hyphae, but dense mats of mycelium with conidia (asexual spores) often can be seen. The ear of maize below shows the growth of the fungus covering four maize kernels. When young, the conidia of A. flavus appear yellow green in color. As the fungus ages the spores turn a darker green.
To view larger image choose one of the following:
Aspergillus flavus can also be pathogenic on several plant and animal species, including humans and domestic animals. The fungus can infect seeds of corn, peanuts, cotton, and nut trees. The fungus can often be seen sporulating on injured seeds such a maize kernels as shown above. Often, only a few kernels will be visibly infected.
Growth of the fungus on a food source often leads to contamination with aflatoxin, a toxic and carcinogenic compound. Aspergillus flavus is also the second leading cause of aspergillosis in humans. Patients infected with A. flavus often have reduced or compromised immune systems.
The epidemiology of Aspergillus flavus differs depending on the host species. The figure to the left shows the life cycle of the fungus on maize. Click on image to view larger. The fungus overwinters either as mycelium or as resistant structures known as sclerotia. The sclerotia either germinate to produce additional hyphae or they produce conidia (asexual spores), which can be dispersed in the soil and air. These spores are carried to the maize ears by insects or wind where they germinate and infect maize kernels.
Unlike most fungi, Aspergillus flavus is favored by hot dry conditions. The optimum temperature for growth is 37 C (98.6 F), but the fungus readily grows between the temperatures of 25-42 C (77-108 F), and will grow at temperatures from 12-48C (54-118 F). Such a high temperature optimum contributes to its pathogenicity on humans. References
![]() Aspergillus flavus |