วิชาการดอทคอม ptt logo

แสงและการมองเห็น

โพสต์เมื่อ: 06:57 วันที่ 9 ก.พ. 2551         ชมแล้ว: 85,248 ตอบแล้ว: 65
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์
.
75889


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 51 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 9 ก.พ. 2551 (07:03)
75890




 



นัยน์ตาของคนเรามีเซลล์ประสาทรับแสงอยู่ 2 แบบคือแบบที่มีรูปร่างเป็นแท่ง และแบบที่มีรูปร่างเป็นกรวย


แบบที่มีรูปร่างเป็นแท่งจะไวต่อแสงที่สลัวแต่ไม่ไวต่อสี แบบที่มีรูปร่างเป็นกรวยจะมี 3 พวกคือพวกที่ไวต่อแสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน การที่เรามีเซลล์รับแสงสี 3 สีนั้นทำให้เราเห็นแม่สีของแสง 3 สีคือ สีแดง สีเขียวและ สีน้ำเงินนั่นเอง



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 9 ก.พ. 2551 (07:06)
75891
 

นัยน์ตาของบางคนมีเซลล์ประสาทรับแสงบางสีบกพร่องไป จึงทำให้เห็นสีผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเห็น ซึ่งเราเรียกว่า “ตาบอดสี”  ภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นตัวอย่างภาพที่ใข้ในการทดสอบความบอด “สีแดง-สีเขียว” ท่านบอกได้หรือไม่ว่าท่านเห็นอะไร

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 9 ก.พ. 2551 (07:15)
ในกรณีที่แสงสีอื่นนอกเหนือจาก 3 สีดังกล่าวผ่านเข้ามาในตา เช่นแสงสีม่วง เซลล์รับแสงสีแดงและสีน้ำเงินจะทำงานพร้อมกัน แล้วส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อรับรู้



ในทำนองเดียวกัน แสงสีเหลืองเข้ามาในตา เซลล์สีแดงและเซลล์สีเขียวจะทำงานพร้อมกัน สมองจะรับรู้สัญญาณทั้งสองแล้วตีความว่าเป็นสีเหลือง ซึ่งได้บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ในเยาว์วัย



นี่คือการผสมสีของแม่สีของแสงนั่นเอง



ถ้าเรามีแสงสีเหลืองแท้ๆ เช่นแสงจากหลอดไฟที่บรรจุไอของโซเดียม ฉายลงบนฉาก เมื่อเรามองที่ฉากจะเห็นสีเหลือง อันเนื่องจากเซลล์สีแดงและเซลล์สีเขียวส่งสัญญาณไปที่สมองพร้อมกัน



ถ้าเรามีหลอดไฟสีแดงและหลอดไฟสีเขียวฉายลงบนฉากพร้อมกัน แสงสีแดงและแสงสีเขียวจากฉากจะสะท้อนเข้าตาเราพร้อมกัน เซลล์สีแดงและ เซลล์สีเขียวจะรับรู้และส่งสัญญาณไปที่สมอง ซึ่งจะตีความว่าเป็นสีเหลือง ดังนั้น เราสมองของเราจึงไม่สามารถแยกได้ว่า สีเหลืองที่เห็นนั้นเป็นแสงสีเหลืองแท้หรือเป็นแสงที่เกิดจากการผสมของแม่สีของแสง วิธีการที่จะแยกให้ออกนั้น เราต้องอาศัยอุปกรณ์พิเศษช่วย เช่น สเปคโตรสโคป http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=98527
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 9 ก.พ. 2551 (07:16)
75894
 



แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากการสั่นของประจุไฟฟ้าทำให้เกิดเป็นคลื่นของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าในทิศทางที่ตั้งฉากกัน ที่เห็นในรูปแสดงเฉพาะคลื่นไฟฟ้า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=134945



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 9 ก.พ. 2551 (07:17)
75895
 



ทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะตั้งฉากกับทิศทางของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 9 ก.พ. 2551 (07:19)
75896
 



สเปคตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะมีช่วงกว้างมาก ช่วงของสเปคตรัมของแสงที่ตาคนมองเห็นนั้นเป็นช่วงแคบๆเท่านั้น สิ่งมีชีวิตอื่นๆอาจมีความสามารถรับรู้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงที่กว้างกว่ามนุษย์เรา เช่น แมวมองเห็นรังสีเอ็กซ์ นกบางชนิดเห็นอูลตร้าไวโอเล็ต ปลาทองและงูรับคลื่นความร้อนหรืออินฟราเรดได้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 9 ก.พ. 2551 (07:21)
75897
นัยน์ตาของแมวหรือสัตว์ที่หากินกลางคืนบางชนิด ที่เรตินามีลักษณะคล้ายๆกระจะเงา เมื่อแสงผ่านเข้ามาในตา เซลล์ประสาทรับแสงจะรับรู้ และเมื่อแสงตกกระทบเรตินาที่มีลักษณะคล้ายกระจก แสงจะสะท้อนออกมาทำให้เซลล์ประสาทรับแสงทำงานอีกครั้ง จึงทำให้ประสิทธิภาพในการรับแสงดียิ่งขึ้น จึงสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่ามนุษย์



เราอาจจะเคยสังเกตเห็นเวลาส่องไฟฉายไปยังตาของสัตว์ เช่นแมว ในตอนกลางคืน เราจะเห็นแสงสะท้อนออกมา เห็นเป็นตาวาว ด้วยเหตุผลข้างต้นนั่นเอง


(รูป ตัดมาจากรายการสารคดี Animal Planet ของ UBC)



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 9 ก.พ. 2551 (07:23)
75898

นอกจากที่เรตินาจะมีลักษณะคล้ายกระจกเงาแล้ว เซลล์ประสาทรับแสงของแมวยังได้มีพัฒนาการให้ไวต่อแสงเป็นพิเศษ แต่ก็มีข้อด้อยคือ ไวเฉพาะแสง จะเห็นสีบ้างแต่ไม่เห็นชัดเจน จะมีแนวโน้มออกไปทางภาพขาว-ดำ    





(รูป ตัดมาจากรายการสารคดี Animal Planet ของ UBC)

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 9 ก.พ. 2551 (07:24)
75899
 



นกประเภทเหยี่ยว หรือ แร้ง ที่คอยล่าเหยื่อจะต้องบินสูง เพื่อไม่ให้เหยื่อรู้ตัวหรือตั้งตัวได้ทัน เมื่ออยู่สูงจึงจำเป็นต้องมีสายตาดีเป็นพิเศษที่สามารถมองเห็นภาพในระยะไกลได้ 


(รูป ตัดมาจากรายการสารคดี Animal Planet ของ UBC)



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 9 ก.พ. 2551 (07:26)
75900
 



นกประเภทเหยี่ยว หรือ แร้ง มีสายตาดีเป็นพิเศษที่สามารถมองเห็นภาพในระยะไกลได้ โดยอาศัยเลนส์นัยน์ตาพิเศษที่อยู่เฉพาะบริเวณเล็กๆตรงกลางที่ขยายภาพให้ใกล้เข้ามามากกว่าปกติ เหมือนกับมองเห็นภาพปกติ แต่มีกล้องส่องทางไกลพิเศษบริเวณตรงกลางนั่นเอง



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 9 ก.พ. 2551 (07:29)
75902




 



แม้ว่าคนเรามีขีดจำกัดในการมองเห็นแสงในช่วงแคบๆสู้สัตว์บางชนิดไม่ได้ แต่มนุษย์เราอาศัยความเฉลี่ยวฉลาดสร้างอุปกรณ์ที่สามารถขยายขีดความสามารถของมนุษย์ เช่น เราสามารถสร้างอุปกรณ์ตรวจวัดแสงอินฟราเรด หรือ อูลตร้าไวโอเล็ต ที่ปกติตาคนเรามองไม่เห็นได้


Remote control ที่เราใช้กับควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง เช่น โทรทัศน์ เราอาศัยการส่งสัญญาณด้วยอินฟราเรด ที่ตามองไม่เห็น แต่ถ้าเราใช้กล้องถ่ายรูป หรือ Video เราจะสามาถเห็นแสงที่ออกมาจาก Remote control ได้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 9 ก.พ. 2551 (07:42)

น่าสนใจมากๆเลย


jrpee
ร่วมแบ่งปัน403 ครั้ง - ดาว 208 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 ก.พ. 2551 (07:51)

เห็นสมควรติดป้ายเป็นกระทู้แนะนำค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4150 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 10 ก.พ. 2551 (08:06)
76013
แสงอูลตร้าไวโอเล็ตเป็นแสงที่ตาคนเรามองไม่เห็น เรานำไปใช้ประโยชน์ต่างๆมากมาย เช่นใช้เกี่ยวกับการป้องกันการปลอมแปลงเอกสารต่างๆ



ธนบัตรมีการป้องกันการปลอมแปลงโดยใส่วัสดุบางอบ่างลงไปในธนบัตร โดยที่ภายใต้แสงไฟธรรมดาจะมองไม่เห็นต่อเมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตก็จะมองเห็นได้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 10 ก.พ. 2551 (08:07)
76014
บัตรเครดิตวีซ่า ภายใต้แสงไฟธรรมดาจะมองไม่เห็นอะไรแปลก ต่อเมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตก็จะมองเห็นนกบริเวณกลางบัตรได้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 10 ก.พ. 2551 (08:09)
76015
บัตรประจำตัวประชาชนของประเทศมาเลเซีย ภายใต้แสงไฟธรรมดาจะมองไม่เห็นอะไรแปลก ต่อเมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตก็จะมองเห็นรูปเจ้าของบัตรอีกรูปหนึ่งปรากฏซ้อนขึ้นมากลางบัตรได้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 10 ก.พ. 2551 (08:11)
76016
 



ฟันของมนุษย์เรา ประกอบด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส เมื่อส่องด้วยแสงอูลตร้าไวโอเล็ตจะมองเห็นฟันสว่างขึ้นมาเนื่องจากการวาวแสง ถ้าเป็นฟันปลอมก็จะไม่วาว ที่เห็นในรูปนี้ จะเห็นฟันแท้เพียง 1 ซี่เท่านั้น นอกนั้นฟันปลอม



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 17 ก.พ. 2551 (06:39)
77174
ผมไปบรรยายตามที่ต่างๆ บางครั้งต้องใช้เทคนิคและการทดลองสาธิตหลายหลาก ผมก็เลยดัดแปลงทำ Pointer อเนกประสงค์ใช้เอง คือ มีปุ่มให้เลือกใช้งาน 4 ปุ่ม 2ปุ่มบนเป็น เลเซอร์ให้เลือก 2 สีคือ แดงและเขียว 2 ปุ่มล่างเป็นไฟฉาย 2 สี คือ ให้แสงสว่างมากสีขาว และ อูลตร้าไวโอเล็ต แบตเตอรี่ที่ใช้ก็ใช้แบบ Re-chargable ขนาด AAA 3 ก้อน ด้านบนเป็นนาฬิกา ขณะบรรยายมันไม่สุภาพที่จะยกนาฬิกาขึ้นมาดูว่ามีเวลาเหลือเท่าไร ก็ใช้วิธีดูจากสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 17 ก.พ. 2551 (07:29)

มีบทเรียนเกี่ยวกับการผสมสีของแสงที่นี่ค่ะ



http://www.krupai.net/color/color.htm


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4150 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 17 ก.พ. 2551 (07:58)

แหล่งเรียนรู้วิธีผสมสีของแสงอีกที่หนึ่งก็คือ ที่กล่องสำหรับเขียนข้อความแสดงความคิดเห็นของกระทู้ในวิชาการ.คอม นี่เอง 



ลองเอาเมาส์ไปคลิกที่ตัว T แขวนสี ในแถบเหนือกล่องเขียนข้อความ จะมีตารางสีขึ้นมาให้เลือก พร้อมกับแสดงรหัสของตัวอย่างสีตรงเมาส์ชี้ 



เช่น เอาเมาส์ไปชี้ที่สีเขียวที่เป็นแม่สี  จะได้ #00FF00  ชี้ที่สีแดงที่เป็นแม่สีจะได้ #FF0000  ชี้ที่สีน้ำเงินจะได้ #0000FF



นั่นหมายความว่า ตัวเลขคู่แรกทางซ้าย, คู่กลาง, และคู่สุดท้ายทางขวามือแทนความเข้มของสีอะไรเอ่ย



เมื่อต้องการผสมทั้งสามสีในอัตราความเข้มสูงสุด คือ #FFFFFF จะได้เป็นสีอะไรเอ่ย ลองเอาเมาส์ไปชี้ตรงสีที่คิดไว้ แล้วดูว่าขึ้นรหัสตรงกับ #FFFFFF หรือไม่  ถ้าไม่ตรง ให้คิดใหม่ แล้วชี้ใหม่ค่ะ



ในกรณีที่ต้องเขียนรหัสเองโดยไม่มีตารางสีให้ดู  ก็ศึกษาที่



http://www.krupai.net/color/color.htm ให้เข้าใจ ก็จะสามารถผสมสีใด ๆ ไม่ว่าจะให้อ่อนหรือเข้มปานใดก็ได้ตามต้องการค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4150 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 17 ก.พ. 2551 (08:04)

ขอบคุณครูไผ่มากเลยครับ จะเป็นประโยชน์แกผู้ "หลง" ในแสงสีทีเดียว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 19 ก.พ. 2551 (05:14)
77680
.
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 19 ก.พ. 2551 (08:26)

อีก 1 กระทู้ที่ควรปักหมุดครับ



 



^^


Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 22 ก.พ. 2551 (02:33)
78139

จากบทเรียนเกี่ยวกับการผสมสีของแสง โดย ดร.ไพจิตร สดวกการhttp://www.krupai.net/color/color.htm ทำให้เราเห็นว่าการผสมสีของแม่สีแสง สามสี คือ แดง เขียว และ น้ำเงิน (RGB) ในสัดส่วนที่แตกต่างกันจะให้สีที่แตกต่างกันหลายหมื่นสี



แม่สีในงานศิลปะมี 3 สีคือ แดง เหลือง และน้ำเงิน ในการแต่งแต้มสีให้แลดูสวยสดงดงามและเป็นธรรมชาติ จะต้องใส่สีดำอีก 1 สีร่วมในการผสมด้วย



สำหรับงานพิมพ์ เรามักได้ยินเสมอว่า การพิมพ์ภาพ 4 สี สีที่ใช้ในงานพิมพ์ จะมี 4 สี คือ สีบานเย็น(Magenta-สีออกไปทางแดง) สีเหลือง สีฟ้า(Cyan) และสีดำ และเพื่อให้ภาพพิมพ์เหมือนธรรมชาติซึ่งจะมีการไล่ระดับสีที่แตกต่างกัน จึงมีการพิมพ์สีในลักษณะเป็นจุดๆ ถ้าต้องการสีเข้ม จำนวนจุดก็จะมาก ถ้าต้องการสีอ่อน จำนวนจุดก็จะน้อย เมื่อต้องการผสมสีให้เกิดสีที่แตกต่างกันก็จะพิมพ์จุดสีทับกันไป ดังแสดงในรูป เช่นต้องการพิมพ์สีเขียว ก็จะพิมพ์จุดสีฟ้าทับกับจุดสีเหลือง ถ้าต้องการสีม่วงก็พิมพ์จุดสีบานเย็นทับกับจุดสีฟ้า เป็นต้น



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 22 ก.พ. 2551 (02:35)
78140
รูปนี้แสดงภาพพิมพ์ 4 สี และมีตัวอย่างสีตำแหน่งต่างๆที่ผมได้ทดลองใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู จะเห็นรายละเอียดของการพิมพ์จุดสีต่างๆอย่างชัดเจน
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 25 ก.พ. 2551 (08:25)
78653

มุมมองของคนและสัตว์ต่างๆมีความกว้างไม่เท่ากัน เนื่องจากลักษณะของโครงสร้างใบหน้าและความสามารถในการกรอกกลิ้งลูกนัยน์ตา ในรูปแสดงการเปรียบเทียบมุมในการมองของคน สิงโตและยีราฟ



หากเรามองตรงโดยไม่กลิ้งลูกตา คนเราจะมีมุมมองที่กว้างกว่าสิงโตและยีราฟ สังเกตดูบริเวณสีน้ำตาล แต่ถ้ารวมการกรอกกลิ้งลูกตาให้มองด้านข้างได้ จะพบว่ายีราฟมีมุมมองที่กว้างกว่าสิงโตและคน ดูบริเวณสีน้ำตาลรวมกับสีส้ม สังเกตดูใบหน้าของยีราฟก็จะเห็นได้ว่ามีลูกตาที่โปนกว่าจึงมีมุมมองที่กว้างกว่านั่นเอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 25 ก.พ. 2551 (08:26)
78654
แสดงการวัดมุมมองของนักเรียน
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 19 มี.ค. 2551 (20:48)
ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ดีๆ





stom456
ร่วมแบ่งปัน109 ครั้ง - ดาว 70 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 21 มี.ค. 2551 (10:39)

สมุดเงินฝากธนาคาร  การลงลายมือชื่อในสมุดด้านหลังก็มองไม่เห็นค่ะ   แต่ถ้านำไปส่องด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลต ก็จะปรากฏ ลายมือชื่อ อย่างชัดเจน ใช่ไหมคะ


ทุ่งอ้อ
ร่วมแบ่งปัน120 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 20 พ.ค. 2551 (00:39)
93435
จากความเห็น 30 ดูได้จากรูปนี้ครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 16 ก.ค. 2551 (12:17)
อยากได้ภาพ Aspergilus� flavus ภายใต้แสง u.v. จังเลย�� เพราะกำลังหาภาพอ้างมาทำวิจัย�����ถ้าท่านใดมีหรือศึกษาเร่องนี้อยู่� ขอความกรุณาโพสต์ลงให้หน่อยนะคะ� จะเป็นพระคุณอย่างสูง
PUI (IP:202.29.21.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 20 ก.ค. 2551 (13:07)

น่าสนใจครับ คุณ Pui ลองเพาะเชื้อราพวกนี้แล้วลองเอาแสงอูลตร้าไวโอเล็ตส่องดูสิครับ ผมก็อยากเห็น

http://www.aspergillusflavus.org/aflavus/



Aspergillus flavus



 



Aspergillus flavus is a fungus. It grows by producing thread like branching filaments known as hyphae. Filamentous fungi such as A. flavus are sometimes called molds. A network of hyphae known as the mycelium secretes enzymes that break down complex food sources. The resulting small molecules are absorbed by the myceilium to fuel additional fungal growth. The unaided eye cannot see individual hyphae, but dense mats of mycelium with conidia (asexual spores) often can be seen. The ear of maize below shows the growth of the fungus covering four maize kernels. When young, the conidia of A. flavus appear yellow green in color. As the fungus ages the spores turn a darker green.



 



 
 



 



To view larger image choose one of the following:



 





 





In nature, A. flavus is capable of growing on many nutrient sources. It is predominately a saprophyte and grows on dead plant and animal tissue in the soil. For this reason it is very important in nutrient recycling.



 



Aspergillus flavus can also be pathogenic on several plant and animal species, including humans and domestic animals. The fungus can infect seeds of corn, peanuts, cotton, and nut trees. The fungus can often be seen sporulating on injured seeds such a maize kernels as shown above. Often, only a few kernels will be visibly infected.



 



Growth of the fungus on a food source often leads to contamination with aflatoxin, a toxic and carcinogenic compound. Aspergillus flavus is also the second leading cause of aspergillosis in humans. Patients infected with A. flavus often have reduced or compromised immune systems.



 





 



The epidemiology of Aspergillus flavus differs depending on the host species. The figure to the left shows the life cycle of the fungus on maize. Click on image to view larger. The fungus overwinters either as mycelium or as resistant structures known as sclerotia. The sclerotia either germinate to produce additional hyphae or they produce conidia (asexual spores), which can be dispersed in the soil and air. These spores are carried to the maize ears by insects or wind where they germinate and infect maize kernels.



 



Unlike most fungi, Aspergillus flavus is favored by hot dry conditions. The optimum temperature for growth is 37 C (98.6 F), but the fungus readily grows between the temperatures of 25-42 C (77-108 F), and will grow at temperatures from 12-48C (54-118 F). Such a high temperature optimum contributes to its pathogenicity on humans.



References








  • Payne, G. A. 1998. Process of contamination by aflatoxin producing fungi and their impacts on crops. In, Mycotoxins in Agriculture and Food Safey. K.K. Sinha and D. Bhatnagar. Marcel Dekker, Inc. New York.


  • Payne, G. A. and M. P. Brown. 1998. Genetics and physiology of aflatoxin biosynthesis. Annual Rev. Phytopathology. 36:329-62.


  • Scheidegger, K. A. and G. A. Payne. 2003. Unlocking the secrets behind secondary metabolism: A review of Aspergillus flavus from pathogenicity to functional genomics. Journal of Toxicology-Toxin Reviews. 22(2-3): 423-459.


  • Richard, J. L. and G. A. Payne. 2003. Mycotoxins in plant, animal, and human systems.Task Force Report No. 139. Council for Agricultural Science and Technology





102708


Aspergillus flavus


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 21 ต.ค. 2551 (05:24)
115153

ตามปกติเลนส์นูนจะใช้รวมแสง แสงขนานเมื่อเดินทางผ่านเลนส์นูนจะหักเหรวมแสงที่จุดโฟกัส เลนส์ทรงกลมถือเป็นเลนส์นูนชนิดหนึ่งที่มีรัศมีความโค้งของเลนส์เท่ากันทั้งสองด้าน ดังนั้นเลนส์ทรงกลมจึงใช้รวมแสงได้

ส่วนเลนส์เว้านั้นจะกระจายแสง เมื่อมีลำแสงขนานผ่านเข้ามาในเลนส์เว้า ลำแสงจะกระจายออกไม่ไปตัดที่จุดโฟกัส


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 21 ต.ค. 2551 (05:27)
115154
รูปบนที่เห็นเป็นเลนส์ทรงกลม เมื่อมีแสงขนานผ่านเข้ามาจะหักเหแสงไปตัดที่จุดโฟกัส
แต่ทำไมรูปล่างเป็นเลนส์ทรงกลมเหมือนกันจึงกระจายแสงราวกับเป็นเลนส์เว้า

มีใครตอบได้บ้างครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 11 ก.พ. 2552 (00:04)
129821

โรคตาบอดสีมีอยู่  4 ชนิด


1. ตาบอดสีอย่างรุนแรง จะมองเห็นสีขาว-สีดำเท่านั้น


2. ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์(Daltonism) อาจเป็นตาบอดสีแดงหรือตาบอดสีเขียว อย่างใดอย่างหนึ่ง          


3. ตาบอดแบบไมเนอร์ ดาลตันนิสม์(Minor  Daltonism) ยังสามารถมองเห็นสีเขียว สีแดงบ้างแต่ไม่ชัด


4. ตาบอดสีอย่างอ่อน เห็นสีบ้างแต่ไม่ชัด  จะต้องใช้เวลาสังเกตนาน หรือเห็นได้เฉพาะสีเดียว ถ้าหากหลายสีจะแยกสีไม่ออก



การบอดสีมีสาเหตุ  2  ประการคือ


1. การบอดสีเนื่องจากความผิดปกติของส่วนหลังนัยน์ตา


2. การบอดสีจากพันธุกรรม



โอกาสในการเกิดโรคตาบอดสี


ผู้ชายมีโอกาสเกิดจาการบอดสีสีจากพันธุกรรมมากกว่าผู้หญิง เพราะเพศหญิงมีโครโมโซม  XX  ส่วนโครโมโซมเพศชายเป็น  XY  ยีนที่ควบคุมการมองเห็นสีจะอยู่บนโครโมโซม  ดังนั้นเมื่อเพศชายซึ่งมีโครโมโซม  เพียงแท่งเดียวและเมื่อได้รับยีนด้อยหรือตาบอดสี ก็จะแสดงลักษณะตาบอดสี  ส่วนผู้หญิงมีโครโมโซม  X อยู่ 2 แท่ง ถ้ามียีนด้อยอยู่  1  แท่ง  ก็ยังไม่แสดงอาการของตาบอดสีให้ปรากฏทั้งนี้เพราะโครโมโซม  X  อีกแท่งหนึ่งยังเป็นยีนเด่น หรือตาปกติ  จึงข่มการแสดงออกของยีนด้อย  ดังนั้นเพศหญิงจึงไม่มีโอกาสตาบอดสี  แต่จะเป็นพาหะของยีนตาบอดสี


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 11 ก.พ. 2552 (00:13)
129823

ท่านควรจะเห็นเลข 25 สีแดงบนพื้นเขียว
หากไม่เห็นแสดงว่าท่านตาบอดสีอย่างรุนแรง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 11 ก.พ. 2552 (00:14)
129824

ตาปกติ: จะเห็นเลข 2
ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 7 หรือ 8
ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 11 ก.พ. 2552 (00:15)
129825

ตาปกติ: จะเห็นเลข 5
ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 9
ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 11 ก.พ. 2552 (00:17)
129826

ตาปกติ: จะเห็นเลข 8
ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 5
ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 11 ก.พ. 2552 (00:18)
129827

ตาปกติ: จะเห็นเลข 3
ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 11 ก.พ. 2552 (00:19)
129828

ตาปกติ: จะเห็นเลข 9
ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 11 ก.พ. 2552 (00:20)
129829

ตาปกติ: จะเห็นเลข 6
ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 11 ก.พ. 2552 (00:21)
129830

ตาปกติ: จะเห็นเลข 4
ตาบอดสี: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 11 ก.พ. 2552 (00:22)
129831

ตาปกติ: มองไม่เห็นตัวเลข
ตาบอดสี: จะเห็นเลข 4


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 11 ก.พ. 2552 (00:24)
129832

ตาปกติ: จะเห็นเลข 58
ตาบอดสีแบบดาลตันนิสม์: จะเห็นเลข 5
ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นตัวเลข


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 11 ก.พ. 2552 (00:25)
129833

ตาปกติ: จะเห็นเส้นโค้งขึ้นเป็นสีเขียว
ตาบอดสีอย่างอ่อน: จะเห็นเส้นโค้งลงสีม่วง
ตาบอดสีอย่างรุนแรง: มองไม่เห็นโค้ง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 11 ก.พ. 2552 (00:26)
129834

ตาปกติ: จะเห็นเส้นตรงสองเส้นตัดกัน
ตาบอดสี: จะมองเห็นเส้นตรงในแนวดิ่งหรือแนวนอนอย่างใดอย่างหนึ่ง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 29 มิ.ย. 2552 (03:46)

เรียนท่านดร.แขชนะ
ดิฉันมีโอกาสได้รับความรู้จากท่าน ณ โรงเรียนขุขันธ์ ศรีสะเกษ (ดิฉันเป็นคนทุกที่เหมือนท่าน) อยากขอบพระคุณท่านที่มีกระทู้ให้ความรู้เป็นวิทยาทาน ซึ่งภาพต่างๆที่ท่านนำเสนอดิฉันได้นำไปใช้เป็นสื่อสอนนักเรียน บางครั้งก็กระตุ้นความคิดของดิฉันเองด้วย
ขอขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ
(รวมทั้งผู้อ่านทุกท่านที่มีแนวคิดมาแลกเปลี่ยนกันทำให้ดิฉันได้รับความรู้ไปด้วย )


kaew@mail.sripracha.ac.th (IP:125.26.69.192)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 2 ก.ค. 2552 (22:24)

สำรวจโลกมหัศจรรย์ใต้แว่นขยาย











































แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 19 ก.ค. 2553 (10:24)

ตอบคำถามในความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 39

ภาพบน แสงเคลื่อนที่ผ่านแก้วที่มีน้ำ

ภาพล่าง แสงเคลื่อนที่ผ่านอ่างใส่น้ำที่มีแก้วเปล่าขวางอยู่ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27120 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 1 ก.ย. 2555 (11:41)

แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แล้วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร....


 



 


หากเรามีประจุไฟฟ้า เช่น อิเล็กตรอนอยู่นิ่ง
จะมีสนามไฟฟ้าออกมารอบๆโดยมีทิศทางของสนามไฟฟ้าพุ่งเข้าหาประจุลบ
ถ้าหากประจุไฟฟ้านี้เคลื่อนที่ ก็จะมีกระแสไฟฟ้า
และเมื่อมีกระแสไฟฟ้าก็จะมีสนามแม่เหล็กรอบๆตามกฏของแอมแปร์
โดยสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจะตั้งฉากกับสนามไฟฟ้า
และหากประจุไฟฟ้านี้มีการสั่นกลับไปกลับมา
ก็จะเกิดเป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพุ่งออกมารอบๆ
ทิศทางของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะตั้งฉากกับสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
และเมื่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้เคลื่อนที่ออกไปกระทบกับประจุไฟฟ้าที่สามารถ
เคลื่อนที่ได้อิสระ
มันก็จะเหนี่ยวนำให้ประจุไฟฟ้านั้นเคลื่อนที่สอดคล้องกับสนามแม่เหล็กและ
สนามไฟฟ้านั้น
คิดง่ายๆคือถ้าประจุไฟฟ้าอิสระอยู่ในสนามไฟฟ้ามันก็จะเคลื่อนที่เนื่องจาก
สนามไฟฟ้านั่นเอง และถ้าสนามไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงสลับกลับไปกลับมา
ประจุไฟฟ้านั้นก็จะมีการเคลื่อนที่สั่นตามสนามไฟฟ้านั้น
พลังงานของสนามไฟฟ้าก็จะถูกดูดกลืนโดยประจุไฟฟ้านั้น
ประจุไฟฟ้าที่มีการสั่นเนื่องจากได้รับพลังงาน
จะมีการคายพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ซึ่งมีสมบัติเหมือนสนามไฟฟ้าที่เข้ามาเหนี่ยวนำในตอนแรก




เราจะเห็นได้ว่า
แสงซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีการเคลื่อนที่เข้าไปในแผ่นกระจกใส
ทีมีการเรียงตัวกันของอะตอมจำนวนมากมายมหาศาลหลายล้านตัว
เรารู้สึกว่าแสงที่เข้าไปในแผ่นกระจกกระทบอะตอมจำนวนมากมายนี้
แล้วมันทะลุออกมาได้อย่างไร
ความจริงหากเราพิจารณาว่าแสงเป็นอนุภาคที่เรียกว่า"โฟตอน"
เมื่อวิ่งเข้าไปในแผ่นกระจกอิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุที่ประกอบเป็นแก้ว
จะดูดกลืนโฟตอนเข้าไป แล้วคายโฟตอนออกมา
ดังนั้นเราจะเห็นว่าโฟตอนตัวที่วิ่งเข้าไปในแผ่นกระจกกับตัวที่วิ่งออกมา
เป็นคนละตัวกัน แต่มันมีสมบัติเหมือนกันจึงดูเหมือนว่าแสงทะลุผ่านกระจก
การที่อิเล็กตรอนในอะตอมมีการดูดกลืนและคายโฟตอนออกมานี้จะมีการหน่วงเวลา
เล็กน้อย จึงดูเหมือนกับว่าแสงเดินทางในตัวกลางมีความเร็วลดลง
วัตถุแต่และชนิดมีการหน่วงเวลาในการดูดกลืนโฟตอนต่างกัน
จึงเป็นสาเหตุให้แสงเดินทางในตัวกลางต่างกันด้วยความเร็วที่ต่างกัน



แสงสีขาวซึ่งมีโฟตอนที่มีความยาวคลื่นรวมกันหลายตัวหลายสี
เมื่อฉายผ่านสารบางอย่างเช่น สารละลายของคลอโรฟิลล์
โฟตอนบางตัวบางสีจะถูกดูดกลืนเข้าไปในกระบวนการทางพลังงานของโมเลกุลต่างๆ
และจะไม่คายโฟตอนสีนั้นออกมา โฟตอนบางตัวบางสี เช่นสีเขียว
จะไม่ถูกดูดกลืนเข้าไปในกระบวนการ จึงถูกเปล่งส่งผ่านออกมา
เราจึงมองเห็นเป็นสีเขียว




ผลึกบางชนิดจะมีค่าดัชนีหักเห 2 ค่า เราเรียกพวกนี้ว่า Birefringence ผลึกพวกนี้ได้แก่ Calcite หรือแร่ที่ทำจาก Calcium carbonate เมื่อแสง Unpolarised ผ่านเข้าเข้าไปในผลึก Birefringence มันจะมีการแยกคลื่นแสงออกเป็นสองทิศทางคือเป็นคลื่นตามแนวขนาน P-Wave (Parallel wave) และคลื่นตามแนวตั้งฉาก หรือ S-Wave (Senkrecht-wave - Senkrecht ในภาษาเยอรมันแปลว่าตั้งฉาก) เกิดเป็นแสงสองทิศทาง ซึ่งเป็นโพลาไรซ์ที่ตั้งฉากกัน



เราสามารถทดสอบแสงโพลาไรซ์
ทั้งสองลำทื่ออกมาจากแร่ calcite ได้โดยใช้แผ่นโพราลอยด์ (Polarising
filter)มาช่วย โดยการหมุนแผ่นโพลารอยด์ จะมองเห็นลำแสงสลับกันมืด-สว่าง



แสงที่ออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นแสงโพลาไรซ์ เราสามารถทดสอบแสงโพลาไรซ์ได้โดยใช้แผ่นโพลารอยด์เช่นกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6448 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม