|
สารแม่เหล็กในค้างคาว เสมือนเข็มทิศในตัว ช่วยบอกทิศทาง
โพสต์เมื่อ:
18:04 วันที่ 28 ก.พ. 2551 ชมแล้ว:
27,436
ตอบแล้ว:
2
แม้ค้างคาวจะไม่ใช่สัตว์น่าดึงดูดใจของใครหลายคน แต่ค้างคาวก็จัดได้ว่าเป็นสัตว์ ประหลาด ที่น่าสนใจครับ เนื่องจากพวกมันมีอำนาจแม่เหล็กอยู่ในตัว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย ดร. Richard Holland จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัย Big Brown Bat มีชื่อสปีสีช์ว่า Eptesicus fuscus มีขนาดใหญ่กว่าค้างคาวทั่วไป ความาวลำตัวประมาณ 4-5 นิ้ว (10-13 ซม.) หนักประมาณ 1/2 - 5/8 ออนซ์ ขนลำตัวยาวปานกลางและมีสีน้ำตาล ส่วนปีก หู เท้า และใบหน้ามีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำเข้ม ดร. งานนี้บรรดาค้างคาว Big Brown จึงถูกจับมาไว้ในที่ที่มีคลื่นแม่เหล็กแรงกว่าสนามแม่เหล็กโลก 5000 เท่าแต่ทิศทางตรงกันข้ามครับ (ค้างคาวถูกจับมาไว้ในขดลวดเหนี่ยวนำ ศก. 10 ซม. ความยาว 10 ซม. สามารถสร้างคลื่นแม่เหล็กได้ 0.4 วินาที ซึ่งหมายความว่ามีความแรง 0.1 เทสลา) ดร. ผลการทดลองพบว่ากลุ่มควบคุมหาทางกลับบ้านได้ปกติเหมือนกับกลุ่มที่ได้รับคลื่นแม่เหล็กทิศเดียวกับสนามแม่เหล็กโลก แต่สำหรับกลุ่มที่ได้รับคลื่นแม่เหล็กในทิศตรงข้ามกับสนามแม่เหล็กโลกกลับพบว่าครึ่งหนึ่งของค้างคาวเท่านั้นที่หาทางกลับบ้านได้ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเดินทางไปทิศตรงข้ามครับ ดร. สารแม่เหล็กหรือแมกนิไทท์พบได้ในเซลล์นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป เช่น คน อาจเป็นไปได้ว่ากาลครั้งหนึ่งเราเคยมีความสามารถหาทิศทางได้โดยใช้เข็มทิศในร่างกาย แต่ทักษะนั้นคงสูญสิ้นไปตามกาลเวลาแล้วครับ นักวิทยาศาสตร์จึงได้สร้างการทดลองเฉพาะขึ้นอีกชิ้นหนึ่งครับ โดยปล่อยสัญญาณวิทยุไปที่ค้างคาว ซึ่งมีเครื่องตรวจสอบการรับส่งสัญญาณอยู่ที่พื้นดินและเครื่องบินเพื่อตรวจสอบว่าสัญญาณที่ให้นั้นถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามการตรวจสัญญาณโดยวิธีนี้มีข้อจำกัดอยู่ที่ระยะทางที่ตรวจนั้นค่อนข้างจะสั้น ดังนั้นทีมวิจัยจึงปรึกษากับองค์กร NASA และ ESA เพื่อใช้สัญญาณดาวเทียมสะกดรอยการอพยพของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มเล็ก ๆ ดาวเทียมที่นักวิทยาศาสตร์นำมาใช้นั้นสามารถสะกดรอยนกทะเลขนาดใหญ่กว่า 300 กรัมได้ แต่โดยทั่วไปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 60% และนกประมาณ 80% จะมีขนาดเล็กกว่านี้ครับ เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถสะกดรอยสัตว์ขนาดนี้ได้ แต่ยังไม่มีกลุ่มใดนำดาวเทียมมาใช้ช่วยตรวจหาครับ ดร. Holland เชื่อว่าการสะกดรอยนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถือเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นพาหะและตัวแพร่กระจายเชื้อโรคชั้นดี เช่น โรคพิษสุนัขบ้าและไข้หวัดนก การทำแผนที่ติดตามการอพยพการย้ายถิ่นจะช่วยทำนายการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ การเคลื่อนย้ายของนกกลุ่มใหญ่อาจหมายความถึงผู้ล่าจำนวนมากกำลังมา ส่งผลให้สัตว์สปีชีส์อื่นลดจำนวนลง ต้องเร่งดำเนินการอนุรักษ์ งานนี้สามารถศึกษาการดำรงชีวิตของค้างคาวในป่าได้เพียงอย่างเดียว สำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นนั้นยังไม่มีใครสามารถศึกษาได้ วิธีหนึ่งที่จะช่วยในการศึกษาก็คือ การใช้ดาวเทียม และถือเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยสะกดรอยการดำรงชีวิตในป่าของพวกมันได้ครับ
Big Brown Bat ที่มา: http://www.sciencedaily.com/releases/2008/02/080226213443.htm อ้างอิง: http://www.plosone.org/doi/pone.0001676 http://en.wikipedia.org/wiki/Big_brown_bat จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 3 มี.ค. 2551 (13:06) ![]() ว้าว จริง เหรอ ค้า ที่ ครั้งนึง คนอย่าง เราๆ น่ะ จะมี เข็ม ทิศ ในตัว รู้ ทิศ ได้ โดย ไม่ต้องใช้เข็ม ทิศ แต่ ทำไมตอนนี้ถึง เหมือนไม่เห็นมี ไม่รู้ ทิศ ทาง กัน ล่ะ ค้า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 มี.ค. 2551 (21:13) ตอนนี้ผมก็ยังใช้ได้ครับ เพราะเข็มทิศในหัวใจของผมชี้ไปที่คุณ ว่างั้น 5555555555555 |