เรียนรู้จากพระไตรปิฎก โพสต์เมื่อ:
17:48 วันที่ 5 มี.ค. 2551 ชมแล้ว:
4,572 ตอบแล้ว:
16
เห็นมีกระทู้เกี่ยวกับพระไตรปิฎก แล้วก็หายไป ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใด
พระไตรปิฎก ถือว่าเป็นหลักฐานคำสอนของพระพุทธองค์ที่สำคัญ
การรักษาพระไตรปิฎก ย่อมหมายถึงการธำรงรักษาศาสนาพุทธไว้ หากไม่มีพระไตรปิฎก เราจะไปอ้างอิงหลักคำสอนที่แท้จริงจากที่ไหน
การเรียนรู้จากพระไตรปิฎกจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะชาวพุทธต้องใส่ใจ เอาจริงเอาจังเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เรามีความเข้าใจอย่างถูกต้อง และยังจะช่วยคนอื่นๆที่มีข้อสงสัย ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน
การมีกระทู้เพื่อช่วยกันศึกษาพระไตรปิฎกร่วมกัน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง
อยากเชิญชวนให้แต่ละท่านได้ช่วยกันศึกษาค้นคว้า เพื่อแบ่งปันความรู้ความเข้าใจร่วมกัน
จำนวน 16 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 มี.ค. 2551 (09:45)
- ศาสนาพุทธ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
- คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระธรรมวินัย
- เมื่อพระองค์ปรินิพพาน ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า เมื่อพระองค์ล่วงลับไปแล้ว ธรรมและวินัยที่พระองค์ทรงแสดงและบัญญัติไว้ จะเป็นศาสดาของชาวพุทธ
|
- พระไตรปิฎกเป็นที่ประมวลไว้ซึ่งพระธรรมวินัย
- พระไตรปิฎกเป็นที่รวบรวมไว้ซึ่งพุทธพจน์ เป็นแหล่งต้นเดิมของคำสอน
- พระไตรปิฎกเป็นหลักฐานอ้างอิงในการแสดงหรืออ้างอิงหลักการ หัวข้อธรรมต่างๆ
- พระไตรปิฎกเป็นมาตรฐานการตรวจสอบคำสอนในพระพุทธศาสนา
- พระไตรปิฎกเป็นมาตรฐานตรวจสอบความเชื่อถือ และข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนา
|
โครงสร้างของพระไตรปิฏก
ไตรปิฎก แปลว่า ตำรา คัมภีร์ หรือ กระจาด ทั้งสาม (กระจาด หรือภาชนะที่เก็บรวบรวมคำสอนไว้เป็น 3 ส่วน)
พระวินัย 1 ส่วน กับ พระธรรม 2 ส่วน คือ พระสูตร และ พระอภิธรรม
- ๑. พระวินัย หรือ วินัยปิฎก - ประมวลระเบียบข้อบังคับสำหรับภิกษุและภิกษุณี
- ๒. พระสูตร หรือ สุตตันปิฎก - ประมวลพระธรรมเทศนา ประวัติ และเรื่องราวต่างๆ
- ๓. พระอภิธรรม หรือ อภิธรรมปิฎก - ประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นเนื้อหาวิชาล้วนๆ
|
เรียบเรียงจากหนังสือ รู้จักพระไตรปิฎก เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (พระธรรมปิฎก)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 มี.ค. 2551 (14:46) อืม...ใช่ครับคุณ mathguy มีกระทู้หนึ่งผมเอาออกไปเนื่องจากกระทู้นั้นมีใจความถามว่า " ใครในที่นี้ศึกษาพระไตรปิฎก (อย่างจริงจัง) บ้างหลังจากเวลาผ่านมาสมควรยังไม่มีใครมาตอบคำถามในกระทู้นี้ประกอบกับเจ้าของกระทู้เองก็ไม่ได้กลับมาเพิ่มเติมหรือขยายความเพิ่มอีกผมเลยพิจารณาเอาออกไปด้วยสมมุติฐานเเละข้อสังเกตดังนี้
1. ใจความของกระทู้เเค่ต้องการทราบว่ามีใครที่นี่ที่ศึกษาเข้าใจในพระไตรปิฎกจริงจังบ้าง
2. เนื่องจากเวลาผ่านมาพอสมควรไม่มีผู้ใดมาตอบกระทู้นี้ข้าพเจ้าจึงคิดว่า " ในที่นี้คงไม่มีใครที่เข้าข่ายตามคำถามของเจ้าของกระทู้"
3. เจ้าของกระทู้เองไม่ได้กลับมาเเสดงความเห็นหรือเเสดง feedback เพื่อ(ขยายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กว้างขึ้น) ซึ่งตรงนี้สามารถเดาได้ 2 เเนวทางสำคัญคือ
3.1 เจ้าของกระทู้อาจจะยืนยันคำถามตามในกระทู้เดิม
หรือ
3.2 เจ้าของกระทู้ได้ลืม ละเลย หรือละทิ้งกระทู้ที่ตนเองได้ตั้งทิ้งเอาไว้
กลับมาที่วงเล็บใน ข้อ 3 ถ้ากรณีที่เจ้าของกระทู้ได้กลับมาดู เเละพบว่าประเด็นหลักที่เจ้าของกระทู้ได้ตั้งขึ้น ไม่มีใครเข้ามาเเสดงความคิดเห็น เจ้าของกระทู้ก็สามารถเข้ามาเพิ่มหรือขยายประเด็นหลักที่เป็นเพียงการตั้งคำถามไปสู่ประเด็นปลีกย่อยที่ไม่เจอะจงเพียงเรื่องของบุคคล เพื่อให้ได้ประเด็น ที่หลายท่านที่นี่จะสามารถให้ความเห็นได้สะดวกเเละเหมาะสมกว่า
ส่วนเรื่องการศึกษาพระไตรปิฎกผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างเเต่ถ้าคนทั่วไปจะศึกษาเอาไว้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 6 มี.ค. 2551 (17:42) ผมขออนุญาต เชิญชวนแต่ละท่านที่สนใจ ศึกษาไปด้วยกันนะครับ
..........................................................................................
เราคงเริ่มต้นกันตรงที่พอจะเข้าใจได้ไม่ลำบากนัก
ด้วยการศึกษา พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับสยามรัฏฐ จำนวน ๔๕ เล่ม
ซึ่งสามารถ dowload แต่ละเล่มไปศึกษากับเครื่อง PC ที่บ้านหรือที่ทำงานได้
ดาวโหลดได้ที่
http://www.learntripitaka.com/Download.html
................................................
หากสามารถศึกษาได้วันละ 1 เล่ม จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง
หากศึกษาได้สัปดาห์ละ 1 เล่ม ก็จะใช้เวลาประมาณ 10 เดือนกว่าๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 6 มี.ค. 2551 (18:22) ขออนุญาตสรุปความเป็นมา และการสังคายนาพระไตรปิฎก อย่างคร่าวๆ
- เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน งานรักษาพระพุทธศาสนาก็เริ่มทันที - เริ่มจากพระภิกษุชื่อว่า สุภัททะ ได้พูดต่อพระภิกษุรูปอื่นๆว่า เมื่อพระองค์ล่วงลับไปแล้ว ต่อไปนี้พวกเราจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้ พระมหากัสสปเถระรู้เรื่องนี้ ก็รู้ว่าควรจะต้องทำการสังคายนา ภายหลังถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ จึงได้ชักชวนพระอรหันต์ผู้ใหญ่ คัดเลือกได้จำนวน 500 องค์ที่เห็นว่ามีสมบัติพร้อม ทำการสังคายนา ใช้เวลา 7 เดือน นับเป็นการทำสังคายนาครั้งที่ 1
- สังคายนา แปลว่า สวดพร้อมกัน ในส่วนของพระวินัย พระอุบาลี เป็นผู้นำ ส่วนของพระธรรม พระอานนท์เป็นผู้นำ (เอาพระพุทธพจน์ที่จดจำได้ แสดงแก่ที่ประชุม)
- การสังคายนาครั้งที่ 1 ทำให้เกิดพระพุทธศาสนาเถรวาท - เถรวาท คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระเถระ(พระอรหันต์ร่วมสมัยกับพระพุทธองค์) ในการประชุมสังคายนาครั้งที่ 1 ได้ลงมติร่วมกัน แล้วสวดพร้อมกัน
- หลังจากการสังคายนาครั้งที่ 1 คำสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมด สืบทอด สืบต่อกันมาด้วยการท่องจำ - การท่องจำนี้ เป็นการสวดพร้อมๆกัน ในหมู่สงฆ์จำนวนมาก ดังนั้นจึงน่ามีความแม่นยำ เพราะในหมู่คณะสงฆ์จำนวนมาก จะสวดให้ผิดเพี้ยนไม่ได้เลย
- คำสอน ได้เริ่มถูกจารึก เป็นพระไตรปิฎกที่เป็นลายลักษณ์อักษรประมาณใกล้ๆ พ.ศ. 500 (สวดท่องจำกันมากว่า 500 ปี)
- การสังคายนาครั้งต่อๆมา เป็นการตรวจสอบ ตรวจทานให้ตรงกันเท่านั้น หากมีที่แตกต่างกัน ก็ต้องบันทึกที่แตกต่างกันไว้ - การสังคายนา ไม่ใช่การดัดแปลง แก้ไขคำสอนแต่อย่างไร
- จึงเชื่อได้ว่า พระไตรปิฎกที่เรามีมาถึงปัจจุบันนั้นได้ถูกรักษาให้ตรงกันกับครั้งที่สังคายนาครั้งที่ 1 ไว้ได้อย่างดีที่สุด
|
เรียบเรียงจากหนังสือ รู้จักพระไตรปิฎก เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (พระธรรมปิฎก)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 7 มี.ค. 2551 (10:20) ขอบคุณ คุณ bad&good ที่ให้ link ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของการศึกษาพระไตรปิฎก
ต้องขออนุญาตเรียนว่า เรากำลังจะศึกษา ด้วยฉันทะ ด้วยความสนใจ เอาใจใส่
เพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยกันธำรงรักษาพุทธศาสนา
หรือจะเพียงเพื่อขจัดความสงสัย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง นั่นก็ได้ประโยชน์มากแล้ว
...............................................................................................................
(ด้วยการยอมรับในเบื้องต้นว่าจริงๆ เราเอง(ผมเอง)ก็ยังไม่ได้ศึกษา ให้ความเอาใจใส่กับคำสอนที่ปรากฏในพระไตรปิฎก - ยังเป็นผู้รู้น้อย จนถึงรู้น้อยมากเลยทีเดียว)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 7 มี.ค. 2551 (10:24) คัดลอกจาก link ที่คุณ good&bad ให้ไว้ข้างต้น
พระไตรปิฎกเป็นพุทธพจน์มากน้อยเพียงใด
ถ้าจะถามว่าพระไตรปิฎกเป็นพระพุทธพจน์มากน้อยเพียงใด ตอบได้ทันที (เช่นเดียวกับกรณีพระอภิธรรมปิฎก) ว่า พระไตรปิฎกไม่ใช่พระพุทธพจน์ทั้งหมด แต่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
ผู้ศึกษาย่อมทราบดีว่าพระไตรปิฎกมิใช่ "คำพูด" ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีหลายสูตรที่เป็นเทศนาของพระเถระผู้ใหญ่บางรูป บางส่วนเป็นภาษิตของเทวดาที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าเป็นสุภาษิต เฉพาะสูตรในทีฆนิกาย 34 สูตร มีสูตรที่เป็น "คำพูด" ของสาวกไม่น้อยกว่า 5 สูตร ไม่จำต้องพูดถึงนิกายอื่นๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก
แม้พระสูตรซึ่งเป็นเทศนาของพระพุทธเจ้าเอง ก็มีถ้อยคำของผู้รวบรวมประหัว ประท้ายด้วย เช่น พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ใคร ที่ไหน มีเนื้อหาว่าอย่างไร หลังจากแสดงธรรมจบแล้วได้ผลอย่างไร ส่วนที่ถือว่าเป็น "คำพูด" ของพระองค์ก็คือตรงที่เนื้อหาสาระของพระสูตร แม้กระนั้นก็ตามก็เป็นการ quote ข้อความซึ่งผู้ที่ "โควต" อาจจำมาผิดพลาดจากที่ตรัสจริงๆ ก็ได้ แต่ "สาระ" ยังคงอยู่ครบ เฉพาะพระอภิธรรมปิฎกนั้น หลักฐานแบ่งชัดแล้วว่ามิใช่ "คำพูด" ของพระพุทธเจ้า
ถ้าคำว่า "พระพุทธพจน์" หมายถึง "คำพูดจริงๆ" ของพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎกก็มิใช่พระพุทธพจน์ทั้งหมดดังกล่าวมา แต่ถ้าหมายถึงว่า เป็น "คำสอน" ของพระพุทธองค์หรือไม่ ไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ เพราะวิธีตัดสินพระพุทธเจ้าทรงวางหลักการตัดสินพระธรรมวินัย 8 ประการไว้แล้ว
|
หลักตัดสินพระธรรมวินัย 8 ประการคือ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
1. วิราคะ ความคลายกำหนัด, ไม่ติดพัน มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ การเสริมให้ติด
2. วิสังโยค ความหมดเครื่องผูกรัด, ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัดหรือประกอบทุกข์
3. อปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส
4. อัปปิจฉตา ความมักน้อย มิใช่เพื่อความมักมาก
5. สันตุฎฐี ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ
6. ปวิเวก ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่
7. วิริยารัมภะ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน
8. สุภรตา ความเป็นคนเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ (คำสอนของพระศาสดา) ตรงข้ามจากนี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 7 มี.ค. 2551 (10:34) คัดลอกจาก link ที่คุณ good&bad ให้ไว้ข้างต้น
แสง จันทร์งาม ให้เหตุผลที่พระไตรปิฎกยังคงเป็นพระพุทธพจน์ไว้ 4 ประการดังนี้
1. ตามธรรมเนียมอินเดียนั้น การถ่ายทอดเรื่องราวทางศาสนาด้วยปาก มิใช่ทำอย่างสุกเอาเผากิน แต่กระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง และด้วยความเคารพอย่างสูง มิให้ข้อความใดๆ ผิดแผกไปจากเดิม ไม่เฉพาะข้อความเท่านั้นที่ต้องระมัดระวัง แม้การออกเสียงคำต่างๆ ก็ต้องให้ถูกต้องตามอักขร-ฐานกรณ์อย่างเคร่งครัด ต้องจำได้ขึ้นใจอย่างถูกต้องทั้ง "อรรถ" และ "พยัญชนะ" เฉพาะอย่างยิ่งในศาสนาฮินดูนั้น การออกเสียงคำว่า "โอม" คำเดียวอาจารย์อาจใช้เวลาหลายวันในการสอนศิษย์ให้ว่าได้ถูกต้อง วิธีการศึกษาทางพุทธศาสนาซึ่งได้รับอิทธิพลจากธรรมเนียมพราหมณ์ ก็คงจะเอาใจใส่ในการศึกษาถ่ายทอดอย่างระมัดระวังเช่นกัน
2. ข้อที่ว่าอาจารย์บางท่านอาจแทรกมติของตนลงในสูตรบางสูตร แล้วอ้างว่าเป็นพุทธพจน์นั้นอาจเป็นไปได้ แต่คงมีน้อยที่สุด เพราะพระสาวกผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ย่อมมีความเคารพบูชาในคำสอนดั้งเดิมอย่างสูง ไม่กล้าอ้างคำพูดของตนว่าเป็นพุทธพจน์ ไม่กล้าถอนพุทธพจน์ดั้งเดิม ดังเราจะเห็นได้ว่า พระสูตรส่วนมากมีสาระสำคัญหรือเนื้อหาแท้ๆ เพียงเล็กน้อย แต่มีคำบรรยายซ้ำๆ ซากๆ มากมาย ตามสำนวนนิยมสมัยนั้น พระสูตรที่มีความยาว 3-4 หน้า ถ้าจะสรุปเอาเฉพาะเนื้อหาแท้ๆ จะเหลือเพียงครึ่งหน้าเท่านั้น แม้กระนั้น พระอาจารย์ทั้งหลายก็ไม่กล้าตัดทอนคงจำสืบๆ กันมาอย่างนั้นด้วยความเคารพ
3. ตามประวัติการสืบอายุพระพุทธศาสนานั้น ปรากฏว่าได้มีการทำสังคายนาชำระพระธรรมวินัยเป็นครั้งคราว การสังคายนาก็หมายถึงการประชุมพระเถระผู้จำพระธรรมวินัยได้ แล้วให้พระเถระรูปใดรูปหนึ่งสวดพระธรรมวินัยเท่าที่ตนจำได้ต่อที่ประชุม ขณะนั่งฟัง พระเถระอื่นๆ ก็คิดเทียบเคียงกับข้อที่ตนจำได้ ถ้าได้ฟังข้อความใดผิดแผกออกไปก็ทักท้วงขึ้น เมื่อมีผู้ทักท้วงประธานในที่ประชุมก็ขอให้องค์อื่นๆ สวดสูตรนั้นตามที่ตนได้เรียนมา ที่ประชุมจะพิจารณาถกเถียงกันหลายแง่หลายมุม ในที่สุดก็มีการลงมติเสียงข้างมากว่าข้อความนั้นถูกต้อง ข้อความนี้ผิด ขอให้พระสงฆ์ทั้งปวงยึดถือตามข้อความที่ถูก ตัดข้อความที่ผิดออกเสีย แล้วสงฆ์ทั้งหมดก็สวดขึ้นพร้อมกัน (สังคายนา : สํ = พร้อมกัน + คายนา = การสวด) เพื่อยืนยันข้อความที่ถูกต้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการทำสังคายนานั้นแล้ว พระเถระทั้งหลายก็นำเอาข้อความซึ่งที่ประชุมรับรองนั้นไปสอนศิษย์ต่อไป วิธีสังคายนาจึงจัดเป็นการกำจัดมติของเกจิอาจารย์ได้เป็นอย่างดี
4. เหตุผลประการสุดท้ายยืนยันว่า พระไตรปิฎกส่วนใหญ่เป็นพุทธพจน์ คือ เนื้อของพระไตรปิฎกลงรอยกันเป็นอย่างดี มีจุดประสงค์แน่นอน มีวิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์นั้นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน แม้จะมีความคิดบางอย่างซึ่งส่อแสดงว่ามิใช่พุทธพจน์แทรกอยู่บ้าง ก็หาทำให้พระไตรปิฎกเสียเอกภาพแต่อย่างใดไม่ คุณสมบัติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คำสอนส่วนใหญ่ในพระไตรปิฎกมีแหล่งกำเนิดมาจากบุคคลคนเดียวกันคือ พระพุทธเจ้า แม้จะมีวาทะของพระสาวกหรือมติของอาจารย์รุ่นหลัง แทรกอยู่อย่างแนบเนียน ก็เป็นแต่เพียงคำอธิบายขยายความของพระพุทธพจน์ให้แจ่มแจ้งขึ้น ไม่มีวาทะใดเลยที่ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจไขว้เขวไปจากจุดมุ่งหมายและวิธีการปฏิบัติแบบพุทธแท้และดั้งเดิม
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 มี.ค. 2551 (10:39) คัดลอกจาก link ที่คุณ good&bad ให้ไว้ข้างต้น
ในเทศนาเรื่อง "เพชรในพระไตรปิฎก" พุทธทาสภิกขุ มองเห็นว่าในพระไตรปิฎกยังมีส่วนที่มิใช่พุทธพจน์อีกมาก ถ้าคิดเทียบเปอร์เซ็นต์ของส่วนที่ควรตัดออก สำหรับนักศึกษาทั่วไปควรตัดออก 30 เปอร์เซ็นต์ เหลืออยู่ 70 เปอร์เซ็นต์ สำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักศึกษาโบราณคดี ครูบาอาจารย์ชั้นเลิศแล้ว ควรตัดออกได้อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ควรตัดออกคือเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ เช่น เรื่องราหูจับอาทิตย์ ราหูจับจันทร์ ข้อความที่เป็นไปในลักษณะสัสสตทิฐิ เป็นตัวเป็นตน เป็นคนคนเดียวเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นลักษณะทิฐินอกพุทธศาสนา และในขั้นสุดท้าย พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมดควรตัดออกด้วย "ทีนี้ที่เหลือ 40 เปอร์เซ็นต์ ก็มาเลือกเฟ้นได้โดยง่าย พบเครื่องขุดเพชรแล้วก็ขุดเพชร พบเพชรที่เรียกว่าหัวใจของพระไตรปิฎก คือเพชรเม็ดเดียว ได้แก่หลักคำสอนและวิธีการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติที่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
สำหรับพุทธทาสภิกขุ เครื่องชี้บ่งว่าเป็นพุทธพจน์หรือไม่ของพระไตรปิฎก มิได้อยู่ที่ "ข้อความ" นั้นๆ เป็น "คำพูด" ของพระพุทธเจ้าหรือไม่ หากอยู่ที่ "สาระ" ของคำสอนนั้นๆ เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ได้จริงหรือไม่
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 มี.ค. 2551 (10:46) คัดลอกจาก link ที่คุณ good&bad ให้ไว้ข้างต้น
ข้อสังเกตบางประการและจุดที่ควรเน้น
1) สถาบันสงฆ์เกิดและพัฒนาขึ้นเพราะกระแสสังคมผลักดัน
- พระพุทธเจ้ามิได้กำหนดรูปแบบตายตัว เพียงวางไว้หลวมๆ ว่า ผู้บวชต้องประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติอย่างไรบ้างไม่มีรายละเอียด
- ผู้มาบวชระยะแรกเป็นผู้ "เบื่อโลก" แล้ว จึงไม่ต้องมีสิกขาบท (ศีล) ว่าจะต้องทำอะไร ไม่ทำอะไร เพราะทำถูกต้องโดยอัตโนมัติแล้ว
- พิธีบวชทำง่ายๆ เพียงตรัสว่า เอหิ ภิกขุ = จงเป็นภิกษุมาเถิด ก็เสร็จพิธี
- คุณสมบัติผู้บวชก็มิได้กำหนดแน่ชัด ต่อเมื่อมีผู้อายุน้อย (ราหุล) มาบวชจึงกำหนดอายุ และวางคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย
2) สิกขาบท มิได้ตรัสขึ้นสำเร็จรูปเหมือนกฎหมาย หากตราขึ้นหลังมีการทำผิดแล้ว
มีขั้นตอน ดังนี้
(1) มีผู้ประพฤติไม่สมควรแก่สมณะ ชาวบ้านตำหนิติเตียน
(2) เรื่องรู้ถึงพระพุทธองค์ ทรงเรียกมาสอบสวน ท่ามกลางสงฆ์ เมื่อยอมรับสารภาพ ทรงตำหนิและทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามทำเช่นนั้นอีก ผู้ทำผิดคนแรกไม่เอาผิด เรียกว่า
"อาทิกัมมิกะ" = ต้นบัญญัติ (เป็นที่อ้างอิงในทางชั่ว) ขั้นตอนนี้เรียก "บัญญัติ"
(3) เมื่อมีการล่วงละเมิดอีกเพราะมีช่องโหว่บางอย่าง ก็ทรงบัญญัติเพิ่มเติมเรียกว่า "อนุบัญญัติ"
(4) หลังบัญญัติแล้ว ถ้ามีการทำผิดสงฆ์ไม่สามารถตัดสินได้ พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยเป็นเรื่องๆ ให้เป็นแบบอย่างการตัดสินใจในกาลต่อมา เรียกว่า "วินีตวัตถุ"
(5) สิกขาบทวิภังค์ และปทภาชนีย์ ให้คำนิยามและอธิบายความของศัพท์ยาก ตลอดถึงตั้งสมมติฐานว่า ถ้าทำอย่างนั้นๆ จะผิดหรือไม่
(6) ข้อยกเว้น สิกขาบทแต่ละข้อ มีข้อยกเว้น เช่น ไม่มีเจตนาไม่ผิด วิกลจริตไม่ผิด เป็นต้น
3) อาบัติและการต้องอาบัติ
(1) ปาราชิก อาบัติหนัก ทำแล้วขาดจากความเป็นภิกษุทันที
(2) สังฆาทิเสส อาบัติหนักรองลงมา ทำผิดแล้วต้องให้ "อยู่กรรม"
(3) ถุลลัจจัย อาบัติหนักรองลงมาจากปาราชิก และสังฆาทิเสส
เกิดขึ้นเมื่อตั้งใจจะละเมิดอาบัติ 2 อย่างนั้นแล้วทำไม่สมบูรณ์ เช่น ตั้งใจจะฆ่าเขา แต่เขาไม่ตาย ต้องถุลลัจจัย บางทีเรียก อนิยต (ไม่แน่) แต่อนิยตไม่ใช่ชื่ออาบัติ
(4) ปาจิตตีย์ อาบัติเบาทำผิดแล้ว "ปลงอาบัติตก"
(5) ปาฏิเทสนียะ ความผิดที่ต้อง "แสดงคืน" คือ ต้องอาบัติเกี่ยวกับบุคคลใด ให้แสดงกับบุคคลนั้น
(6) ทุกกฎ อาบัติเบา ส่วนมากเกี่ยวกับมารยาทต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม
(7) ทุพภาษิต "พูดไม่ดี" อาบัติเบาเกิดจากความผิดพลาดในการพูดไม่เหมาะสม
4) จุดประสงค์ของการบัญญัติสิกขาบท
ประโยชน์แก่พระสงฆ์โดยส่วนรวม
(1) เพื่อความดีงามของพระสงฆ์
(2) เพื่อความผาสุกของพระสงฆ์
ประโยชน์เฉพาะบุคคล
(3) เพื่อขจัดคนหน้าด้าน
(4) เพื่อความผาสุกของผู้ทรงศีล
ประโยชน์คือความดีงามแห่งชีวิต
(5) เพื่อป้องกันความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
(6) เพื่อขจัดความเลวร้ายในอนาคต
ประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชน
(7) เพื่อให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
(8) เพื่อให้ผู้เลื่อมใสแล้ว เลื่อมใสยิ่งขึ้น
ประโยชน์แก่พระศาสนา
(9) เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม
(10) เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย (สนับสนุนความมีระเบียบวินัย)
5) กำเนิดภิกษุณีสงฆ์
- นางปชาบดีโคตมี ทูลขอบวช เบื้องแรกทรงปฏิเสธ ต่อมาทรงบวชให้ตามที่พระอานนท์กราบทูลขอ โดยให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข 8 ข้อ อย่างเคร่งครัด (ครุธรรม 8)
- ข้อน่าพิจารณา คือ เหตุผลที่ทรงปฏิเสธในเบื้องต้น และคำถามที่ว่าพระพุทธเจ้า (หรือพระพุทธศาสนา) ไม่สนับสนุนหรือ ที่ไม่อนุญาตให้สตรีบวช จริงหรือไม่ เป็นเรื่องพึงพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน ก่อนจะสรุปอะไรง่ายๆ
6) ได้เรียนรู้เทคนิค และวิธีการปกครองสงฆ์ และการแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้า
- คนหมู่มากต้องมีวินัย วินัยจึงบัญญัติสำหรับปกครองคนหมู่มากให้เรียบร้อย
- การบัญญัติวินัย ทรงดูกฎหมายทางโลกด้วย ทรงปรึกษานักกฎหมายและทรงให้มี "ประชาพิจารณ์" ด้วย
- ทรงให้แก้ไขลดหย่อน และเพิ่มความเข้มงวด เพื่อความเหมาะสม
- คำนึงถึงปัณณัตติวัชชะ และโลกวัชชะ เพื่อความสมบูรณ์ของข้อปฏิบัติ
7) ในวินัยปิฎก มีพุทธประวัติตอนตรัสรู้ จนถึงประกาศพระศาสนาอย่างละเอียด
8) มีการสังคายนา 2 ครั้ง
- การบันทึกสังคายนาไว้เพียง 2 ครั้ง ทำให้สันนิษฐานว่าระยะเวลาที่ พระธรรมวินัย ได้แตกออกเป็นปิฎก 3 ปิฎก มีขึ้นก่อนสังคายนาครั้งที่ 3 เพราะถ้ามีภายหลังสังคายนาครั้งที่ 3 คงถูกบันทึกไว้ด้วย ประมาณเวลาคร่าวๆ ของกำเนิดพระไตรปิฎกคือ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 2-3
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 7 มี.ค. 2551 (11:08) พยายามอ่านวินัยเล่มที่ 1 ได้ประมาณครึ่งเล่ม ซึ่งก็อ่านแบบเอาเนื้อหาโดยรวมๆ คร่าวๆ
สิกขาบทที่กล่าวถึงข้อที่ 1 คือ การเสพเมถุน ซึ่งบัญญัติให้เป็นความผิดหนัก เป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ
เนื้อหาเกือบครึ่งเล่มกล่าวอย่างละเอียดถึงการอาบัติเพราะเสพเมถุนในรูปแบบลักษณะต่างๆ
ใจความหลัก คือ ยึดเอาที่การมีความยินดี ไม่ว่าจะทำเอง คนอื่นกระทำให้ หากมีความรู้สึกยินดี รับรู้ในความยินดีนั้น ก็ถือว่าปาราชิกไปแล้ว
อ่านแล้วจะเห็นได้ชัดว่า กาม ความติดใจในกามนั้น เป็นข้าศึกต่อ ชีวิตพรหมจรรย์ อย่างมากเพียงใด
ที่สำคัญอีกประการคือ หากภิกษุกระทำ ย่อมนำความเสื่อมเสียแก่พระพุทศาสนาเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้คนไม่เลื่อมใส ทำให้ผู้เลื่อมใสแล้วคลายความเลื่อมใส จึงบัญญัติลงโทษให้ขาดจากความเป็นภิกษุ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 10 มี.ค. 2551 (16:22) สิกขาบทที่ 2 นั้น เกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ การอยากได้สิ่งของที่มีเจ้าของครอบครอง
ซึ่งทรัพย์นั้น แม้มีค่า หรือราคาน้อยๆ (ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป) ก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง
เป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ
เนื้อหาในส่วนนี้กล่าวอย่างละเอียดถึงการอาบัติที่เป็นอทินนาทานา
ใจความหลัก คือ มีใจยินดีอยากได้ และได้เข้าไปหยิบหรือทำให้สิ่งของนั้นเคลื่อนจากที่อยู่เดิม
............................................................................................................
พิจารณาตามนี้ การคดโกง ทุรจริต คอรัปชั่นต่างๆ ในทางโลกเองก็ตาม ย่อมเป็นกรรมหนักที่ร้ายแรงทีเดียว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 11 มี.ค. 2551 (16:33) ขอบคุณ คุณ thanit_khom ที่ให้ link ที่ดีมากในการศึกษาพระไตรปิฎก
.............................................................................................
สิกขาบทที่ 3, 4 ที่คัดลอกจาก link ข้างต้นดังกล่าว
(พระปฐมบัญญัติ)
๓. อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะ
ปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ
ฉะนี้ ฯ
(พระปฐมบัญญัติ)
๔. อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้
ความเห็น อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้
ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ครั้นสมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่ง ถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอา
ตามก็ตาม เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่าน
ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆ
เป็นเท็จเปล่าๆ แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการ
ฉะนี้ ฯ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 13 มี.ค. 2551 (08:40) ช่วงนี้มีข่าวสำคัญ 2 เรื่อง ที่พอจะได้ฟัง ได้ให้ความสนใจ
(1) การปาหินที่ทำให้เด็กต้องเสียชีวิต
(2) การขโมยสายไฟ(ทองแดง) และการขโมยน๊อตเสาไฟฟ้าแรงสูง
ทั้ง 2 กรณีนั้น เป็นกรรมหนัก (จัดเป็นอาบัติหนักของภิกษุ ขาดความเป็นพระ)
การทำให้คนอื่นเดือดร้อนถึงกับเสียชีวิต การลักขโมย เป็นสิ่งที่เราเห็นกันอยู่ประจำตามข่าวต่างๆ และนับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น
แม้แต่เรื่องง่ายๆ ที่น่าละอายใจ น่าจะมีสำนึกคิดได้ ก็ได้ทยอยเกิดขึ้นมากมาย อย่างต่อเนื่อง
สำนึกของการทำดี สำนึกของการกระทำ ที่พึงรู้ว่าควรหรือไม่ควร
จิตใจของคนเราในสังคม ได้เสื่อมทราม ต่ำลง
ทั้งหมดนี้ จะมีใครใส่ใจ สนใจจริงๆบ้างหรือไม่ว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
|
|