ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 4 ธ.ค. 2551 (16:26) รู้สึกเหมือนโดนเหน็บว่าไม่ยอมตอบ 
ลองดูบ้างก็ได้ หากผิดพลาดรบกวนชี้แนะด้วยนะคะ
x2 - y2 = x2+xy-xy-y2
= x(x+y) - y(x+y)
= (x+y)(x-y)
(มีคนพิสูจน์ขากลับแล้ว เลยลองแบบขาไปบ้าง)
x2 - 2xy + y2 = x2-xy-xy+y2
= x(x-y) - y(x-y)
= (x-y)(x-y)
เรียบร้อย... (แก้ไขแล้ว)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 4 ธ.ค. 2551 (18:18) รูปนี้มีพื้นที่ทั้งหมดเท่าไร?
เฉพาะบริเวณภายในรูปสีชมพูมีพื้นที่เท่าไร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 4 ธ.ค. 2551 (21:47) คหพต.95 ยังไม่เก่ง
ถ้าเก่งต้องแสดงด้วยรูปภาพได้
ตอบ คหพต. 97
มีพื้นที่ (x-y)(x-y)
ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 4 ธ.ค. 2551 (21:59) ^^! ยอมรับข้อผิดแต่โดยดีค่ะ ขอแก้ใน#95 เลยนะคะ
เผื่อคนมาดูจะได้ไม่เข้าใจผิด
#98 ยอมยังไม่เก่งค่ะ ขอเป็นเด็กโข่งเรียนกับครูไผ่ไปเรื่อยๆดีกว่า 
ขอแก้ตัวพิสูจน์#97เพิ่มเติมหน่อยนะคะ
พื้นที่ทั้งหมด = x2+y2
พื้นที่สีชมพู = พื้นที่ทั้งหมด - พื้นที่สีเหลือง - พื้นที่สีฟ้า
= x2+y2 - xy -xy
= x2-2xy+y2 .............(1)
พื้นที่สีชมพู = (x-y)(x-y)
= (x-y)2..................(2)
(1)=(2)
จะได้ (x-y)2= x2-2xy+y2
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 4 ธ.ค. 2551 (22:18) ถูกต้องค่ะ
บริเวณภายในรูปสีชมพูใน คหพต. 97 มีพื้นที่ (x-y)(x-y)
แล้วบริเวณภายในของรูปทั้งหมดใน คหพต. 97 มีพื้นที่รวมเท่าไรคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 4 ธ.ค. 2551 (23:02) คห98 คุณNp ต้องย้อนไปดู คห.58 ของครูไผ่ครับ
คห99 คุณคนๆนึงตอบแล้วว่า คห97 มีพื้นทีรวม เท่ากับ x2+y2 ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 5 ธ.ค. 2551 (00:09) ขอโทษค่ะ ตอนกำลังพิมพ์ คหพต. 100 เห็นแต่ คหพต. 98 ยังไม่เห็น คหพต. 99 ค่ะ เลยถามในสิ่งที่เขาตอบมาแล้ว
คหพต. 99 พิสูจน์ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งมากค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 5 ธ.ค. 2551 (08:56) เราได้พิสูจน์การแยกตัวประกอบของพหุนามในรูปกำลังสองสมบูรณ์ด้วยภาพไปแล้ว
ต่อไป เราจะพิสูจน์ด้วยการหารค่ะ
โดยนำ x2-2xy+y2 มาหารด้วย x-y ว่าจะได้ผลลัพธ์เป็น x-y ด้วยหรือไม่
ใช้วิธีการเดียวกับการหารในความเห็นที่ 69-75 ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 5 ธ.ค. 2551 (10:03) ในกรณีที่เรายังไม่ทราบว่า x2+2xy+y2 และ x2-2xy+y2 แยกตัวประกอบได้เป็นอะไร
นอกจากเราจะหาโดยการวาดรูตามความเห็นที่ 89 และความเห็นที่ 97 แล้ว
เราสามารถหาได้ด้วย การถอดราก ค่ะ (ไม่ใช่ถอดวิญญาณ)
ดังภาพ
อยากทราบว่า ตรงเครื่องหมายคำถามสีแดงในภาพนั้น เราต้องแทนด้วยอะไรเอ่ย
จึงจะได้ผลคูณออกมาเป็นบรรทัดสุดท้ายพอดี

ขั้นที่ 1 นึกดูว่า อะไรนะ... คูณตัวเองแล้วได้ x2 พอดี
นำตัวนั้นมาวางที่ตำแหน่งของตัวหาร และวางที่ตำแหน่งพจน์ที่ 1 ของผลลัพธ์
แล้วเอาตัวนั้นคูณตัวมันเองได้ x2 พอดี ไปวางไว้ข้างล่างของตัวตั้งที่เป็น x2
ลบกัน พจน์แรกของตัวตั้งหายไป เหลือแต่พจน์ที่ 2 และพจน์ที่ 3
ขั้นที่ 2 หาพจน์ที่ 2 ของผลลัพธ์ โดยการนึกว่า ตรงเครื่องหมายคำถามสีแดง ต้องเป็นอะไรหนอ...
พจน์ที่ 2 ของผลลัพธ์ต้องเป็นอะไรหนอ...
เอาพจน์ที่ 2 ของผลลัพธ์มาวางตรงพจน์ที่ 2 ของตัวหารด้วย
แล้วเอาพจน์ที่ 2 ของผลลัพธ์ คูณ กับ ตัวหารในขั้นที่ 2 ให้ได้ ผลลัพธ์เท่ากับตัวตั้งที่เหลือพอดี
ตรงเครื่องหมายคำถามสีแดง ? ต้องเป็นอะไรหนอ..............
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 6 ธ.ค. 2551 (10:29) ? ต้องเป็น 2x...
คห.97 พื้นที่ทั้งหมดถ้าตอบว่า = (x-y)2+2xy ก็น่าจะได้หรือเปล่าครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 6 ธ.ค. 2551 (10:47) ดีใจ และ ถูกต้อง ค่ะ
รูปใน คห 97 พื้นที่ทั้งหมดถ้าตอบว่า = (x-y)2+2xy ก็ได้ค่ะ
เพราะ ตามรูปก็เป็นอย่างนั้น
และ (x-y)2+2xy = (x2-2xy+y2) + 2xy
= x2-2xy+y2+2xy
= x2+y2
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 6 ธ.ค. 2551 (14:07) ขอบคุณค่ะ เราได้วิธีคิด วิธีมอง อีกแบบหนึ่งแล้วนะคะ
คุณ Np เห็นรูปในความเห็นที่ 58 แล้วยังคะ ต้องรอนิดหนึ่งเพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวรูปด้วยค่ะ
เด็ก ๆ จะเห็นว่า คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่คิดได้หลายแบบ มองได้หลายมุม
ดังนั้น คนที่รักในการเรียนคณิตศาสตร์จะมีใจที่เปิดกว้าง
ยินดีที่จะรับฟังความคิด และมุมมองที่แตกต่างอย่างมีวิจารณญาณ
ดังนั้น คณิตศาสตร์นอกจากจะใช้ในการพัฒนาสติปัญญาแล้ว ยังใช้ในการฝึกอบรมจิตใจ และความรู้สึกนึกคิด ได้เป็นอย่างดี
ขอจงมาเรียนคณิตศาสตร์กันเถิดพี่น้อง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 6 ธ.ค. 2551 (17:08) พิจารณาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของวิธีถอดรากในความเห็นที่ 104 กับวิธีถอดรากที่สองของจำนวนนับข้างล่างนี้
จะได้คำตอบว่า ทำไมในการถอดรากที่ 2 ของจำนวนนับด้วยวิธีหารยาว
ต้องเอา 2 ไปคูณท้ายตัวหารในขั้นก่อนเสมอ

ตัวอย่าง วิธีถอดรากที่สองของ 625

ขอบคุณ คุณไพศาล สดวกการ ที่เป็นผู้ชี้ให้ นางสาวไพจิตร สดวกการ มองเห็นความสัมพันธ์อันนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 6 ธ.ค. 2551 (21:07) เอา 2 ไปคูณท้ายตัวหารขั้นก่อน...น่าจะเป็นว่า
เอา 2 ไปคูณผลลัพธ์ขั้นก่อน หรือเปล่าครับ 
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 7 ธ.ค. 2551 (02:45) ก็ได้ค่ะ เพราะตัวหารในขั้นก่อน กับผลลัพธ์ในขั้นก่อน ก็คือตัวเดียวกัน
แต่ใช้คำว่า ตัวหารในขั้นก่อน จะทำลูกศรชี้ได้สะดวกกว่า
และโปรดสังเกตว่า ครูไผ่ใช้คำว่า "ท้ายตัวหาร" ด้วยนะ
เพราะในกรณีที่ต้องมีการหารหลายขั้น ขั้นต่อไปก็จะนำ 2 ไปคูณเฉพาะ "ตัวท้าย" ของตัวหารในขั้นก่อน ค่ะ
ดังตัวอย่างการถอดรากที่สองของ 18225
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 8 ธ.ค. 2551 (11:06) (x+y)3 = (x+y)(x+y)(x+y)
= (x+y)(x2+2xy+y2)
= (x+y)x2+(x+y)2xy+(x+y)y2
= (x3+x2y)+(2x2y+2xy2)+(xy2+y3)
= x3+x2y+2x2y+2xy2+xy2+y3
= x3 + 3x2y + 3xy2 + y3
ดังนั้น
x3 + 3x2y + 3xy2 + y3 แยกตัวประกอบได้เป็น (x+y)3
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 8 ธ.ค. 2551 (11:57) จากคห.113 ของคุณครูไผ่ ...
ผมลองจิณตนาการ ให้เป็นรูปภาพ
ทรงลูกบาศก์ ที่มีขนาดใหญ่ ที่ กว้าง x ยาว x สูง = (x+y)(x+y)(x+y)
ซึ่งในลูกบาศก์ ที่มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วย...
ลูกบาศก์ ขนาด x3 หนึ่งแท่ง
ลูกบาศก์ ขนาด y3 หน่งแท่ง
ลูกบาศก์ ขนาด xy(x+y) อีก3แท่ง
รวมเป็นปริมาตร ทั้งหมด = x3+y3+3xy(x+y) = x3+y3+3x2y+3xy2
หรือ...
(x+y)3 = x3+3x2y+3xy2+y3
(ภาพจริง คงต้องรบกวนคุณครูไผ่
)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 8 ธ.ค. 2551 (12:06) รูป 3 มิติ คงต้องใช้เวลาวาดนานมาก และคนดูต้องจินตนาการเป็นด้วย จึงจะดูออก
ขอไปกินข้าว แล้วก็ไปทำงานก่อนนะคะ
ดึก ๆ ค่อยมาวาดค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 9 ธ.ค. 2551 (04:05) เย้... มีคนมาวาดแล้ว เก่งมาก ๆ ค่ะ
ครูไผ่เผลอหลับไปหลายชั่วโมง
ตื่นขึ้นจะมาวาด ก็ไม่ต้องวาดแล้ว
เด็ก ๆ ดูนะคะ
ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากแท่งใหญ่ทั้งแท่ง มีปริมาตร (x+y)3 นะคะ
ประกอบด้วย
1. แท่งสีแดง มีปริมาตร x3
2. แท่งสีเหลืองและสีเขียวรวม 3 แท่ง แต่ละแท่งกว้าง y ยาว x+y สูง x คือแต่ละแท่งมีปริมาตร xy(x+y)
3. แท่งสีน้ำเงินอยู่ริมสุดข้างล่างทางขวามือมีปริมาตร y3
ดังนั้น (x+y)3 = x3 + 3xy(x+y) + y3
= x3 + 3x2y + 3xy2 + y3
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 9 ธ.ค. 2551 (04:33) ทีนี้มาลองวาดรูปประกอบ (x-y)3 บ้างนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 9 ธ.ค. 2551 (06:35) ก่อนจะวาดรูปก็มาคิดดูกันก่อนว่า (x-y)3 = ?
(x-y)3 = (x-y)(x-y)(x-y)
= (x-y)(x2 - 2xy + y2)
= (x-y)x2 -(x-y)2xy +(x-y)2
= (x3-x2y)-(2x2y-2xy2)+(xy2-y3)
= x3-x2y-2x2y+2xy2+xy2-y3
= x3 - 3x2y + 3xy2 - y3
ดังนั้น (x-y)3 = x3 - 3x2y + 3xy2 - y3
หรือ = x3 - 3xy(x - y) - y3
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 9 ธ.ค. 2551 (07:51) ลองเขียนคำอธิบายภาพดูหน่อยค่ะ

หมุนให้ดูอีกมุมหนึ่งค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 9 ธ.ค. 2551 (13:22) ลองเฉือนออกอีกแบบครับ...
ลูกบาศก์แท่งสีแดง = (x-y)3
เกิดจากลูกบาศก์แท่งใหญ่ = x3 ถูกเฉือนออกไป...
ด้วยปริมาตร x2y หนึ่งแท่ง
ด้วยปริมาตร xy(x-y)หนึ่งแท่ง
และด้วยปริมาตร y(x-y)(x-y) อีกหนึ่งแท่ง
หรือ...x3-x2y-xy(x-y)-y(x-y)(x-y)
=x3-x2y-x2y+xy2-y(x2-2xy+y2)
=x3-x2y-x2y+xy2-x2y+2xy2-y3
=x3-3x2y+3xy2-y3 = (x-y)3 
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 10 ธ.ค. 2551 (01:44) หมู่นี้มักจะหลับไปตอนหัวค่ำเรื่อยเลย
รูปประกอบความเห็นที่ 123 ค่ะ

เด็ก ๆ บอกได้ไหมคะว่า แท่งสีใดมีปริมาตรเท่าใด?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 11 ธ.ค. 2551 (08:43) เด็ก ๆ ไม่เข้าใจตรงไหน ถามเพิ่มเติมได้นะคะ
ความเห็นเก่า ๆ ก็เอามาถามย้อนหลังได้จนถึงความเห็นที่ 1 เลยนะคะ
แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าความเห็นที่เท่าใด
ถ้าไม่มีใครถามอะไร
ครูไผ่ก็จะว่าต่อไปเรื่อย ๆ
เพราะถ้าอธิบายละเอียดเกินไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครถาม
คนเขาจะว่าได้ว่าครูไผ่ปัญญาอ่อน

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 12 ธ.ค. 2551 (11:24) ที่ดินแปลงหนึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก มีด้านประกอบมุมฉากยาว 60 เมตร และ 80 เมตร
ถ้าต้องการขุดบ่อเลี้ยงปลารูปสี่เหลี่ยมมุมฉากในที่ดินแปลงนี้ให้ได้พื้นที่มากที่สุด
บ่อเลี้ยงปลาจะมีขนาดกว้าง ยาว เท่าใด?

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 14 ธ.ค. 2551 (23:21) เด็กบางคนอาจจะนึกว่า เอ แล้วถ้าด้านของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากไม่อยู่บนด้านของรูปสามเหลี่ยมมุมฉากล่ะ พื้นที่จะเป็นอย่างไร มากหรือน้อยกว่าพื้นที่ที่หาไว้ใน คห 128
ก็สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ โดยสร้างรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่มีฐานทำมุมต่าง ๆ กันกับฐานของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
เด็ก ๆ ก็จะได้ฝึกสร้างรูปและหาพื้นที่อีกหลาย ๆ รูป จนเกิดทักษะและเห็นจริง และมั่นใจยิ่งขึ้น ว่ารูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่มีพื้นที่มากที่สุดตามเงื่อนไขต้องเป็นอย่างไร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 15 ธ.ค. 2551 (00:04) ถ้าไม่ใช้ diff. เราจะมั่นใจได้อย่างไรหรือคะว่ามันเป็นพื้นที่ที่มากที่สุดแล้วจริงๆ
มีวิธีการตรวจสอบไหมคะว่ารูปนี้นี่แหละมากสุด
หรือต้องทดลองสร้างรูปไปเรื่อยๆ (มันก็เยอะเหมือนกันนะคะกว่าจะหาด้านได้แต่ละด้าน)
แล้วรูปที่ตั้งสมมติฐานขึ้นรูปแรก มีวิธีการคิดอย่างไรหรือคะ
ทำไมถึงต้องแบ่งครึ่งเส้นตรง (กะๆเอาหรือเปล่าคะ)
พอลองคิดแบบธรรมดา ไปๆมาๆยากกว่าดิฟเอาอีกค่ะ 
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 15 ธ.ค. 2551 (00:34) รูปแรกเป็นการ คาดคะเน ค่ะ
จะใช่หรือไม่ใช่อยู่ที่ขั้นตรวจสอบและปรับปรุง
โดยการพิจารณาจากแนวโน้ม (ดูเหตุผลในการสรุปที่อยู่ในขั้นตรวจสอบ ใน คห 128)
แน่นอน การใช้วิธีทดลองโดยยังไม่มีความรู้ขั้นสูง ย่อมต้องใช้เวลามากกว่ามาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ถ้าไม่ใช้ความรู้ขั้นสูงกว่า แล้วสามารถหาได้ในเวลาที่น้อยกว่า แล้วเราจะเรียนความรู้ขั้นสูงกว่าไปทำไมล่ะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 15 ธ.ค. 2551 (10:36) การแก้ปัญหาโดยวิธีทดลองนั้น ไม่จำเป็นว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามข้อคาดการณ์ในครั้งแรก
แต่หลังจากครั้งแรกแล้ว จะมองเห็นกรอบที่ชัดเจนขึ้นว่าจะต้องตั้งข้อคาดการณ์ใหม่ว่าอย่างไร
แต่ถ้ามีความรู้ในขั้นที่สูงกว่า หรือมีทฤษฎีที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาในเรื่องนั้นมารองรับ
ก็จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ได้คำตอบภายในเวลาอันรวดเร็ว
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ให้ทราบวิธีหรือความรู้ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมต่อไป
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 15 ธ.ค. 2551 (10:44) ก็จริงค่ะ ไม่อย่างนั้นจะเรียนเยอะๆไปทำไม
ขอบคุณครูไผ่มากๆค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 16 ธ.ค. 2551 (22:31) แวะเวียนมาให้กำลังใจ
ครูไผ่ เจ้าของกระทู้ดีๆ
สรรสร้างเพื่อประโยชน์
ส่วนรวม อย่าเมื่อย..อย่าหยุด
นะครู ต่อ...ต่อ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 16 ธ.ค. 2551 (23:42) ขอขอบคุณสำหรับกำลังใจจากหนูนัท และ คุณ......... (ไม่กล้าเรียกและไม่กล้าแปลค่ะ)
สัปดาห์นี้มีงานยุ่ง ขอลากิจสักสองสามวันนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 17 ธ.ค. 2551 (14:24)
ไม่รู้จะแปลอย่างไรเหมือนกันค่ะ
ขอทำให้เข้ากับคณิตศาสตร์โดยการเรียงสับเปลี่ยนแล้วกันค่ะ
Thetemple_dog = the Md gem pole
คิดได้แค่นี้จริงๆค่ะ แบบอื่นๆแทบไม่เป็นคำเลย (หรือคิดไม่ออกก็ไม่รู้) 
สู้ๆนะคะครูไผ่ ขอให้งานเสร็จเร็วๆ หายเหนื่อยเมื่อไหร่จะได้มาช่วยสอนเด็กๆต่อ (ไม่ค่อยเลยเรา) ^^
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 26 ธ.ค. 2551 (12:08) พักนี้ยุ่งยากลำบากใจกับการหาคำอธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา
รวบรวมสมาธิมาเล่นคณิตศาสตร์ต่อค่ะ
จากปัญหาในความเห็น 127 สำหรับเด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่เรียนทฤษฎีบทพีทาโกรัส สามเหลี่ยมคล้าย พหุนามดีกรีสอง สมการกำลังสอง กราฟของสมการกำลังสองแล้ว แต่ยังไม่ได้เรียนอนุพันธ์ของฟังก์ชัน (แคลคูลัส) ก็สามารถหาคำตอบได้ด้วยการเขียนสมการกำลังสองแทนสถานการณ์ปัญหา แล้วหาจุดยอดของกราฟของสมการซึ่งเป็นรูปพาราโบลา
เรามาทบทวนความรู้ที่จะต้องนำมาใช้ในการแก้ปัญหากันก่อนนะคะ
พิจารณารูปพาราโบลาของสมการ y = ax2 + bx + c ต่อไปนี้
แล้วใช้หนึ่งสมองและสองมือของตัวเองคิดโดยไม่ต้องไปค้นหาเฉลยที่ไหน ว่า
จุดยอดที่ปรากฏในรูปพาราโบลาของสมการแต่ละสมการ นั้น
ค่า x ที่จุดยอดเกี่ยวข้องกับค่า a, b ในแต่ละสมการอย่างไร
หมายความว่า เราจะต้องเอาค่า a, b ในแต่ละสมการไปทำอย่างไร
เช่น บวก ลบ คูณ หรือ หาร กับจำนวนใด
จึงจะได้ค่าที่ตรงกับค่า x ของจุดยอดในแต่ละรูป
ให้สร้างเป็นสูตร:
พาราโบลา y=ax2+bx+c จุดยอดมีค่า x =
โดยให้มี a และ b อยู่ในสูตรที่สร้างขึ้น นะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 27 ธ.ค. 2551 (05:32) จาก คห 137
สมการกำลังสองในรูปทั่วไป y=ax2+bx+c
สมการ y = x2 + x + 1
มีค่า a = 1, b = 1, c = 1
จุดยอดมีค่า x = -0.5
= -1/(2*1)
สมการ y = -x2 + 2x
มีค่า a = -1, b = 2, c = 0
จุดยอดมีค่า x = 1
= -2/[2*(-1)]
สมการ y = -2x2 -4x -3
มีค่า a = -2, b = -4, c = -3
จุดยอดมีค่า x = -1
= -(-4)/[2*(-2)]
สมการ y = (1/2)x2 -3x +5
มีค่า a = ?, b = ?, c = ?
จุดยอดมีค่า x = 3
= -(?)/[2*(?)]
ดังนั้น
สมการ y = ax2+bx+c
จุดยอดมีค่า x = -(?)/[2*(?)]
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 28 ธ.ค. 2551 (07:08) คิดออกแล้วส่งคำตอบเข้ามาได้นะคะ
สมการ y = ax2+bx+c
จุดยอดมีค่า x = ?
(มี a, b อยู่ในสูตรที่สร้างขึ้น)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 28 ธ.ค. 2551 (13:59) แฮะ ๆ ไม่มีใครมาตอบ
ปล่อยให้เราสนุกอยู่คนเดียว เดี๋ยวไปเที่ยวเว็บการเมืองเสียหรอก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 28 ธ.ค. 2551 (16:21) มาแล้วค่ะๆ 
จากความสัมพันธ์ข้างต้นจะได้
x = -b/2a ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 28 ธ.ค. 2551 (23:29) การหาจุดยอดของสมการ y=ax2+bx+c ถ้าเรียนแคลคูลัสเบื้องต้นมาแล้ว ก็คิดได้ง่ายมาก โดยการดิฟฯสมการนี้ แล้วตรงจุดยอดค่าdy/dx=0 จะได้ว่าตรงจุดยอดนี้ค่าx=-b/2a แต่เด็กมัธยมก็คิดได้โดยวิธีปกติ ดังนี้
ตำแหน่งจุึดยอดของพาราโบลาแนวแกนyที่จุดนี้จะแบ่งพาราโบลาออกเป็นสองซีกที่สมมาตรกัน ถ้าเราลากแนวxตัดเส้นโค้งพาราโบลาจะได้ค่าx สองค่า เอามาหาระยะห่างของค่าxสองค่านี้หารสองก็จะเป็นค่าx ที่จุดยอด (ต้องวานคุณครูไผ่ช่วยวาดรูปประกอบด้วยนะครับ) ทีนี้เราจะหาที่จุดไหนดี
เราคิดว่าตรงที่เส้นโค้งของพาราโบราตัดกับแกน y ,ค่า x=0
แทนค่า xในสมการ จะได้ว่า x=0 , y = c
แต่ความจริงตรง y = c ยังมี x อีกค่าหนึ่ง
แทนค่า y=c ในสมการ จะได้ c=ax2+bx+c
0=ax2+bx
x(ax+b)=0
x =0 ,-b/a
นั่นคือที่จุดy=c x=0,-b/a พิกัดxของจุดยอดของพาราโบลาต้องอยุ่ที่ครึ่งหนึ่งของระยะจาก 0ถึง-b/a ซึ่งก็คือ -b/2a
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 29 ธ.ค. 2551 (03:23) ดีใจจัง มีคนมาคุยด้วยแล้ว (นึกว่าไม่มีใครมาก็เลยไปเที่ยวเว็บการเมือง
)
กลับมาวาดรูปประกอบให้คุณใต้น้ำในความเห็นที่ 142 ค่ะ
ความเห็นที่ 142 คุณใต้น้ำหาค่า x ที่จุดยอด โดยการคิดในเชิงเหตุผลจากสมการในรูปทั่วไปค่ะ
ส่วนความเห็นที่ 137 และ 138 เป็นการสรุปจากตัวอย่างที่เป็นกรณีเฉพาะหลาย ๆ ตัวอย่าง
หนูนัทสรุปได้ถูกต้องค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 29 ธ.ค. 2551 (10:11) อาจจะดูยุ่งเล็กน้อย ความจริงก็เป็นสัญญลักษณ์ซ้ำๆกันเท่านั้น วิธีคิดก็ไม่มีอะไรซับซ้อน
และคงต้องรบกวนคุึณครูไผ่ช่วยวาดรูปประกอบเช่นเดิม (ขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลยครับ)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 30 ธ.ค. 2551 (03:53) เมื่อรู้ค่า x ณ จุดใด ๆ บนพาราโบลาแล้ว ก็สามารถหาค่า y ณ จุดนั้น ๆ ได้โดยการแทนค่า x ณ จุดนั้น ๆ ในสมการ y = ax2 + bx + c
ดังนั้น เมื่อรู้ค่า x ณ จุดยอดของพาราโบลารูปใดแล้ว ก็สามารถหาค่า y ณ จุดยอดของพาราโบลารูปนั้นได้โดยการนำค่า x ณ จุดยอดนั้นมาแทนค่า x ในสมการของพาราโบลารูปนั้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 30 ธ.ค. 2551 (06:54) แก้ปัญหาในความเห็นที่ 127 โดยการตั้งสมการ ได้ดังนี้

เมื่อได้สมการแสดงพื้นที่ y ซึ่งเป็นสมการกำลังสองแล้ว
ก็นำสมการไปเขียนกราฟ จะได้กราฟเป็นรูปอะไรคะ
ค่า y ณ จุดสูงสุดของกราฟก็คือพื้นที่ที่มากที่สุด
หา ความยาวด้านกว้าง x ณ จุดสูงสุดได้โดยใช้ความรู้ในการหาค่า x ที่จุดยอด
แล้วนำค่า x ที่จุดยอดไปแทนในสมการพื้นที่ y จะได้ค่าของพื้นที่ที่มากที่สุด
เมื่อได้ขนาดของด้านกว้างและพื้นที่แล้วย่อมหาขนาดของด้านยาวได้
ก็จะทราบขนาดกว้าง ยาว ของบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่มีพื้นที่มากที่สุดค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 30 ธ.ค. 2551 (19:21) จาก คห 147
สมการพื้นที่ y อยู่ในรูป y = ax2 + bx + c ซึ่งมีค่า a<0
ดังนั้นกราฟของสมการเป็นพาราโบลา ที่มีจุดยอดเป็นจุดสูงสุด
และจุดยอดมีค่า x = -b/2a

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 31 ธ.ค. 2551 (10:09) นำบันไดตัวหนึ่ง (บันได AB) มาพาดกับกำแพงในลักษณะต่าง ๆ กัน ดังรูปที่ 1 ถึงรูปที่ 4
ลักษณะการพาดในรูปไหนมีความชันมากที่สุด รูปไหนมีความชันน้อยที่สุด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 31 ธ.ค. 2551 (12:19) ถ้าจะสร้างมาตรวัดความชัน จากรูปใน คห 150
เพื่อให้บันได AB ในแต่ละรูปมีค่าความชันที่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับค่าความชันของบันได AB ในรูปอื่น ๆที่ เหลือ
โดยให้บันได AB ที่มีมีลักษณะชันกว่า มีค่าความชันมากกว่า
ค่าความชันของบันได AB ในแต่ละรูป น่าจะเกี่ยวข้องกับส่วนไหนในแต่ละรูป และเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ลองสร้างเป็นสูตร เพื่อหาค่าความชันของบันได AB ในแต่ละรูป
ความชันของบันได AB ในแต่ละรูป = ? คูณ หาร บวก หรือ ลบ กับ ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 31 ธ.ค. 2551 (16:09) 
เด็ก ๆ ที่ยังไม่ได้เรียนเรื่องความชันมาก่อน อาจคิดดังนี้
คาดว่า : AC/BC น่าจะใช้เป็นค่าบ่งบอกความชันของบันได AB ในแต่ละรูปได้
สิ่งที่คาดจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ บันได AB ที่พาดในลักษณะชันมากกว่า มีค่า AC/BC มากกว่าบันได AB ที่พาดในลักษณะชันน้อยกว่า
ตรวจสอบ:
ใช้ จุด C เป็นจุดศูนย์กลาง รัศมี CA เขียนส่วนโค้งของวงกลม เพื่อเปรียบเทียบความยาว AC และ BC ในแต่ละรูป จะเห็นจริงว่า
รูปที่ 1 AC<BC ดังนั้น AC/BC < 1
รูปที่ 2 AC=BC ดังนั้น AC/BC = 1
รูปที่ 3 AC>BC ดังนั้น AC/BC > 1
รูปที่ 4 AC=0 ดังนั้น AC/BC = 0
ดังนั้น AC/BC ในรูปที่ 3 > AC/BC ในรูปที่ 2 > AC/BC ในรูปที่ 1 > AC/BC ในรูปที่ 4
ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะความชันของบันได AB ในรูปดังนี้
AC/BC ในรูปที่ 3 > AC/BC ในรูปที่ 2 สอดคล้องกับ บันได AB ในรูปที่ 3 ชันกว่า บันได AB ในรูปที่ 2
AC/BC ในรูปที่ 2 > AC/BC ในรูปที่ 1 สอดคล้องกับ บันได AB ในรูปที่ 2 ชันกว่า บันได AB ในรูปที่ 1
AC/BC ในรูปที่ 1 > AC/BC ในรูปที่ 4 สอดคล้องกับ บันได AB ในรูปที่ 1 ชันกว่า บันได AB ในรูปที่ 4
ดังนั้น ใช้ AC/BC เป็นค่าบอกความชันของบันได AB ในแต่ละรูปได้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 1 ม.ค. 2552 (12:04)
บันได AB ในรูปไหนชันกว่ารูปไหน เห็น ๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 2 ม.ค. 2552 (16:40) บางคนอาจจะสังเกตเห็นว่า ความชันของบันได AB ในแต่ละรูปขึ้นอยู่กับขนาดของมุมที่บันได AB ทำกับพื้น BC
รูปไหนมีขนาดของมุม CBA ใหญ่กว่า บันได AB ในรูปนั้นจะมีลักษณะชันกว่า
ข้อสังเกตนี้ก็สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า AC/BC ของรูปไหนมีค่ามากกว่า บันได AB ในรูปนั้นก็มีลักษณะชันกว่า เช่นเดียวกัน
ดังนี้
มุมภายในของรูปสามเหลี่ยมรวมกันได้ 180 องศา
มุมที่จุดพ C = 90 องศา (กำแพงตั้งฉากกับพื้น)
ดังนั้น มุมที่จุด B + มุมที่จุด A = 180-90 = 90 องศา
1. ถ้ามุมที่จุด B = 45 องศา มุมที่เหลือคือมุมที่จุด A = 45 องศา
จะได้ AC = BC (ด้านที่อยู่ตรงข้ามกับมุมที่เท่ากันย่อมยาวเท่ากัน)
ดังนั้น AC/BC = 1
2. ถ้ามุมที่จุด B > 45 องศา มุมที่เหลือคือมุมที่จุด A < 45 องศา
จะได้ AC > BC (ด้านที่อยู่ตรงข้ามกับมุมที่ใหญ่กว่าย่อมยาวกว่าด้านที่อยู่ตรงข้ามกับมุมที่เล็กกว่า)
ดังนั้น AC/BC > 1
3. ถ้ามุมที่จุด B < 45 องศา มุมที่เหลือคือมุมที่จุด A > 45 องศา
จะได้ AC < BC (ด้านที่อยู่ตรงข้ามกับมุมที่เล็กกว่าย่อมสั้นกว่าด้านที่อยู่ตรงข้ามกับมุมที่ใหญ่กว่า)
ดังนั้น AC/BC < 1
4. ถ้ามุมที่จุด B = 0 องศา มุมที่เหลือคือมุมที่จุด A = 90 องศา
จะได้ AC = 0, BC = AB (ตามรูปที่เห็นจริงแล้ว)
ดังนั้น AC/BC = 0
ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกับข้อสรุปใน คห 152
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 3 ม.ค. 2552 (05:00) จาก # 152 ถึง 154 เราสามารถบอกได้ว่า
ส่วนของเส้นตรง PQ มีความชัน = PR/QR
ส่วนของเส้นตรง PQ อยู่บนเส้นตรง PQ
ดังนั้น เส้นตรง PQ มีความชันเท่ากับส่วนของเส้นตรง PQ = PR/QR
PR = 4-3 = 1
QR = 6-4 = 2
ดังนั้น เส้นตรง PQ มีความชัน 1/2 = 0.5
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 3 ม.ค. 2552 (07:36) ณ สวนแห่งหนึ่ง มีไผ่เก้ากอ
ไผ่ตงไม่งอ กอละเก้าลำ
ต้นไผ่ไม่ดำ ลำละเก้าปล้อง
แมลงภู่เข้าร้อง ปล้องละเก้าตัว
แล้วสะบัดหัว ตัวละเก้าครั้ง
น้ำพิษไหลหลั่ง ครั้งละเก้าหยด
หล่นไปถูกมด หยดละเก้าตัว
มดร้องระรัว ตัวละเก้าครั้ง
ร้องไกลได้ดัง ครั้งละเก้าวา
ขอถามหนูว่า กี่วาดังไกล
มาแล้วครับตามคำขอของครูไผ่ แต่ช้าหน่อยนะ
เป็นปัญหาโบราณแล้วแต่เราจะถามอะไรนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 3 ม.ค. 2552 (08:03) จาก # 156
เส้นตรง PQ มีความชัน = 1/2 = 0.5 ตัดแกน y ที่จุด (0, 1)
คาดว่า: เส้นตรง PQ เป็นกราฟของสมการ y = 0.5 x + 1
ตรวจสอบ:
จากรูป จุด (6, 4), (4, 3) และ (0, 1) เป็นจุดบนเส้นตรง PQ
แทนค่า x = 6 ในสมการ y = 0.5 x + 1
ได้ค่า y = 0.5 * 6 + 1 = 4
ได้ค่าพิกัด (x, y) ตรงกับ จุด (6, 4) บนเส้นตรง PQ
แทนค่า x = 4 ในสมการ y = 0.5 x + 1
ได้ค่า y = 0.5 * 4 + 1 = 3
ได้ค่าพิกัด (x, y) ตรงกับ จุด (4, 3) บนเส้นตรง PQ
แทนค่า x = 0 ในสมการ y = 0.5 x + 1
ได้ค่า y = 0.5 * 0 + 1 = 1
ได้ค่าพิกัด (x, y) ตรงกับ จุด (0, 1) บนเส้นตรง PQ
ดังนั้น เส้นตรง PQ เป็นกราฟของสมการ y = 0.5 x + 1 จริง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 3 ม.ค. 2552 (08:18) ขอบคุณ คุณครูปัญญามากค่ะ ที่มาช่วยตั้งโจทย์เป็นกลอนน่าสนใจใน # 157
แต่หนู ๆ ต้องระมัดระวังกลอนบรรทัดที่ 8, 9, 10 ให้ดีนะคะ
ให้นึกถึงสภาพความเป็นจริงด้วยว่า ร้องหนึ่งครั้งดังไกลไป 9 วา ถ้าร้องหลายครั้ง จะดังไกลเป็นระยะทางต่อกันไปหลายเท่าหรือไม่ ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 3 ม.ค. 2552 (11:11) ในทำนองเดียวกับ # 156 และ #158
เราสามารถบอกได้ว่า เส้นตรง PQ มีความชัน = PR/QR
PR = 8-4 = 4
QR = 3-1 = 2
ดังนั้น เส้นตรง PQ มีความชัน 4/2 = 2
จากรูป เส้นตรง PQ ตัดแกน y ที่จุด (0, 2)
คาดว่า: เส้นตรง PQ เป็นกราฟของสมการ y = 2x + 2
ตรวจสอบ:
จากรูป จุด (3, 8), (1, 4) และ (0, 2) เป็นจุดบนเส้นตรง PQ
แทนค่า x = 3 ในสมการ y = 2x + 2
ได้ค่า y = ?
ได้ค่าพิกัด (x, y) ตรงกับ จุด (3, 8) บนเส้นตรง PQ หรือไม่ ?
แทนค่า x = 1 ในสมการ y = 2x + 2
ได้ค่า y = ?
ได้ค่าพิกัด (x, y) ตรงกับ จุด (1, 4) บนเส้นตรง PQ หรือไม่ ?
แทนค่า x = 0 ในสมการ y = 2x + 2
ได้ค่า y =?
ได้ค่าพิกัด (x, y) ตรงกับ จุด (0, 2) บนเส้นตรง PQ หรือไม่ ?
จะสรุปว่า เส้นตรง PQ เป็นกราฟของสมการ y = 2x + 2 ได้หรือไม่ ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 3 ม.ค. 2552 (18:25)
ในทำนองเดียวกับ #156, #158, #160
เราสามารถบอกได้ว่า เส้นตรง PQ มีความชัน (slope) = PR/QR = (5.5-5.1)/(5-1) = 0.4/4 = 0.1
และจากรูป เส้นตรง PQ ตัดแกน Y ที่จุด (0, 5)
ดังนั้น เส้นตรง PQ เป็นกราฟของสมการ y = 0.1x + 5
ตรวจสอบความถูกต้องของสมการได้ในทำนองเดียวกับ #158, #160
ถ้าเส้นตรง PQ มีจุด Q อยู่ที่ (1, 5.1) จุด P อยู่ที่ (5, 5.1) ตำแหน่งเดียวกับจุด R
จะได้ PR = ?
เส้นตรง PQ จะมีความชัน = PR/QR = ?/(5-1) = ?/4 = ?
ลักษณะของเส้นตรง PQ จะเป็นอย่างไร ตัดแกน y ที่จุดใด
และเป็นกราฟของสมการ y = ?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 162 4 ม.ค. 2552 (13:27)
ถ้าเส้นตรง PQ มีจุด Q อยู่ที่ (1, 5.1) จุด P อยู่ที่ (5, 5.1) ตำแหน่งเดียวกับจุด R
จะได้ PR = 0
เส้นตรง PQ จะมีความชัน = PR/QR = 0/(5-1) = 0/4 = 0
เส้นตรง PQ จะขนานกับแกน x ตัดแกน y ที่จุด (0, 5.1)
และเป็นกราฟของสมการ y = 0x + 5.1
หรือ y = 5.1 นั่นเอง
จุด (x, y) ทุกจุดที่อยู่บนเส้นตรง PQ จะมีค่า x ต่าง ๆ กัน แต่มีค่า y = 0x + 5.1 = 5.1 เท่ากันทุกจุดค่ะ
ในทำนองเดียวกัน เราสามารถหาได้ว่า
เส้นตรงใด ๆ ที่ขนานกับแกน x มีความชันเป็น 0
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 4 ม.ค. 2552 (16:36) ตัวอย่างจาก #156 ถึง #162 เขียนเป็นรูปทั่วไป ได้ดังนี้
เส้นตรงที่ผ่านจุด P (x1, y1) และจุด Q (x2, y2) มีความชัน (slope) = PR/QR
= (y1-y2)/(x1-x2)
เส้นตรงที่ผ่านจุด (x1, y1) และจุด (x2, y2) มีความชัน (slope) = (y1-y2)/(x1-x2)
และสมการของเส้นตรงนั้น คือ y = mx + k
เมื่อ m แทนค่าความชัน = (y1-y2)/(x1-x2)
และเส้นตรงตัดแกน y ที่จุด (0, k)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 6 ม.ค. 2552 (06:49) จาก #156, #158, #160, #161, และ #163
เส้นตรง y = mx + k ซึ่งมีความชัน = m และตัดแกน y ที่จุด (0, k)
ในกรณีที่ y1-y2 > 0 และ x1-x2 > 0 จะได้ค่าความชัน m = (y1-y2)/(x1-x2) > 0
เส้นตรง y = mx + k ซึ่งมีค่าความชัน m > 0 ทำ มุมแหลม กับแกน X
(วัดทวนเข็มนาฬิกาจากแกน x ถึงเส้นตรง)
ในกรณีที่ y1-y2 = 0 และ x1-x2 ไม่เท่ากับ 0 จะได้ค่าความชัน m = (y1-y2)/(x1-x2) = 0
เส้นตรง y = mx + k ซึ่งมีค่าความชัน m = 0 ขนาน กับแกน X
ถ้า y1-y2 < 0 และ x1-x2 < 0 จะได้ค่าความชัน m = (y1-y2)/(x1-x2) เป็นอย่างไร?
เส้นตรง y = mx + k ในกรณีนี้มีลักษณะอย่างไร?
ถ้า y1-y2 < 0 แต่ x1-x2 > 0
หรือ y1-y2 > 0 แต่ x1-x2 < 0 จะได้ค่าความชัน m = (y1-y2)/(x1-x2) เป็นอย่างไร?
เส้นตรง y = mx + k ในกรณีนี้มีลักษณะอย่างไร?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 6 ม.ค. 2552 (07:21) เราก็ได้ทำความรู้จักกับความชัน (slope อ่านว่า สโลป) ของเส้นตรงมาพอสมควรแล้ว
แล้วความชันของเส้นโค้งล่ะ เป็นอย่างไร?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 6 ม.ค. 2552 (10:59) เส้นตรง 1 เส้น มีความชันเท่ากันตลอดทั้งเส้น
แต่เส้นโค้ง 1 เส้น จะมีความชันเท่ากันตลอดทั้งเส้นหรือไม่?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 7 ม.ค. 2552 (10:50) จะเห็นได้ว่า เส้นโค้งหนึ่งเส้น แต่ละจุดบนเส้นโค้งนั้น มีความชันแตกต่างกัน
ซึ่งความชันที่แต่ละจุดบนเส้นโค้ง ก็หาได้ด้วยวิธีเดียวกันกับการหาความชันของเส้นตรง
โดยการหาความชันของเส้นตรงที่ผ่านจุดสองจุดซึ่งมีค่า x เกือบเท่ากัน
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า มีค่า x ต่างกันน้อยมากจนเกือบเท่ากับ 0 นั่นเอง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 8 ม.ค. 2552 (10:40) ให้ y = f(x) เป็นสมการของเส้นโค้ง
f(x) อ่านว่า ฟังก์ชัน f ที่ x หมายถึง ค่า y ที่แปรผันตาม ค่า x ในสมการนั้น
เช่น f(x) = -x2 + 2x + 1
ถ้า x = 0
จะได้ y = f(0) = -02 + 2*0 + 1 = 1
ดังนั้น (x, y) = (0, 1)
ถ้า x = 1
จะได้ y = f(1) = -12 + 2*1 + 1 = 2
ดังนั้น (x, y) = (1, 2)
ถ้า x = 2
จะได้ y = f(2) = -22 + 2*2 + 1 = 1
ดังนั้น (x, y) = (2, 1)
จาก #166 และ #167
ความชันของเส้นโค้ง ณ จุดใด ๆ บนเส้นโค้ง คือ ความชันของเส้นสัมผัสโค้ง ณ จุดนั้น ๆ
จากรูปใน #167
เราสามารถหาความชันของเส้นสัมผัสโค้งได้จากการหาความชันของเส้นตรงที่ผ่านจุดสัมผัสและจุดที่มีค่า x เข้าใกล้ค่า x ของจุดสัมผัส
จุดสัมผัสคือ (x, y)
แต่ y = f(x)
ดังนั้นจุดสัมผัสคือ (x, f(x))
ให้ h มีค่าเข้าใกล้ 0
ดังนั้นจุดที่มีค่า x เข้าใกล้ค่า x ของจุดสัมผัส คือจุด (x+h, f(x+h))
ดังนั้น หาความชันของเส้นโค้ง ณ จุด (x, f(x)) ได้จากการหาความชันของเส้นตรงที่ผ่านจุด (x, f(x)) และ จุด (x+h, f(x+h))
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 9 ม.ค. 2552 (07:43)
ความชันของเส้นสัมผัสโค้ง ณ จุด (x, f(x)) = ลิมิตของ [f(x+h)-f(x)]/h เมื่อ h มีค่าเข้าใกล้ 0
ลิมิต (limit ย่อเป็น lim) ของผลการตำนวณใด หมายถึง ค่าค่าหนึ่งที่ผลการคำนวณนั้นไปเข้าใกล้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 20 ม.ค. 2552 (03:30) หากจะหาความชันนั้นไม่ยาก
มันเกิดจากเส้นผ่านจุดชุดละสอง
มุมที่ตัดแกน x ถ้าเด็กมอง
ค่า tan ต้องเป็นความชันเท่านั้นเอง
หรืออาจใช้วิธีนี้ก็ได้
ผลต่าง y เป็นตัวตั้งดีจังเจ๋ง
หารด้วยผลต่าง x เช็คกันเอง
ไม่ต้องเคร่งปวดขมับกับความชัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 20 ม.ค. 2552 (04:48) ถ้าเกิดผลต่าง x เล็กใกล้ศูนย์
ความชันจูนเที่ยงแท้ไม่แปรผัน
ค่านี้เรียกระบุอนุพันธ์
ของฟังก์ชันที่กำหนดน่าจดจำ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 20 ม.ค. 2552 (07:49) ขอบคุณ คุณครูปัญญาที่มาแต่งกลอนประกอบเนื้อหาให้ค่ะ
เด็ก ๆ ไม่เข้าใจตรงไหน ถามเพิ่มเติมได้นะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 179 24 ม.ค. 2552 (07:30) จาก #174
ถ้า f(x) = ax2+bx+c
ความชันของ f(x) = 2ax+b
= 2ax2-1+1bx1-1+0cx0-1
= 2ax1+bx0+0cx-1
= 2ax + b + 0
bx0 = b เพราะว่า x0 = 1
x0 = 1 เพราะว่า x0 = xn-n = xn/xn = 1
0cx-1 = 0 เพราะว่า 0 คูณจำนวนใด ๆ ก็ได้ 0 จากนิยามของการคูณที่ว่า a คูณ b หมายถึง b+b+b+...+b เป็นจำนวน a ตัว
ดังนั้น 0 คูณ cx-1 หมายถึง cx-1+cx-1+cx-1+...+cx-1 เป็นจำนวน 0 ตัว นั่นคือ ไม่มี cx-1 เลย
พิจารณาความสัมพันธ์ของพจน์แต่ละพจน์ใน
f(x) = ax2+bx+c และ
ความชันของ f(x) = 2ax+b + 0
จะเห็นว่า จาก ax2 เป็น 2ax = 2ax2-1
จาก bx เป็น b = 1bx1-1
จาก c เป็น 0 = 0x0-1
ความชันของ f(x) แทนได้ด้วยสัญลักษณ์ f'(x)
ดังนั้น ถ้า f(x) = kxn เมื่อ k เป็นค่าคงตัว
ความชันของ f(x) คือ f'(x) = nkxn-1
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 24 ม.ค. 2552 (17:11)
จาก #127
ที่ดินแปลงหนึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก มีด้านประกอบมุมฉากยาว 60 เมตร และ 80 เมตร
ถ้าต้องการขุดบ่อเลี้ยงปลารูปสี่เหลี่ยมมุมฉากในที่ดินแปลงนี้ให้ได้พื้นที่มากที่สุด
บ่อเลี้ยงปลาจะมีขนาดกว้าง ยาว เท่าใด?
และจาก #147
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 181 24 ม.ค. 2552 (20:33)
จากสมการ y=-(4/3)x2+80 ใน #180
นำมาเขียนกราฟและหาความชันของเส้นโค้ง โดยใช้ความรู้ใน #179 ที่ว่า
ถ้า f(x) = kxn เมื่อ k เป็นค่าคงตัว
ความชันของ f(x) คือ f'(x) = nkxn-1
ดังนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 182 25 ม.ค. 2552 (06:00) จาก #181
เส้นตรง f'(x) เป็นอนุพันธ์ของเส้นโค้ง f(x)
เนื่องจากจุด (x, y) บนเส้นตรง f'(x) คือคู่อันดับที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า x ของจุดใด ๆ บนเส้นโค้ง f(x) กับ ความชันของเส้นโค้ง ณ จุดนั้น ๆ
และจุดบนเส้นโค้ง f(x) ที่มีค่า y สูงสุด คือจุดที่มีความชันของเส้นโค้ง ณ จุดนั้น เป็น 0
ดังนั้น ในการหาจุดบนเส้นโค้งที่มีค่า y สูงสุด จึงหาได้โดยการ ให้ f'(x) = 0
เพื่อหาว่า ณ จุดนั้นมีค่า x = ?
เมื่อรู้ค่า x ของจุดบนเส้นโค้งที่มีความชันเป็น 0 แล้ว ก็ นำค่า x ที่ได้ไปแทนในสมการเส้นโค้ง f(x)
เพื่อหาค่า y ซึ่งเป็นค่าสูงสุดของ f(x)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 183 25 ม.ค. 2552 (09:18)
จุดบนเส้นโค้ง ณ ตำแหน่งที่ความชันไม่เท่ากับ 0 ไม่ใช่จุดสูงสุดของเส้นโค้ง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 184 26 ม.ค. 2552 (07:54)
ดังนั้น ในการหาว่าจุดสูงสุดบนเส้นโค้ง f(x) อยู่ที่ไหน จึงหาได้โดยการหาจุดบนเส้นโค้ง ณ ตำแหน่งที่มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 0
ดังนั้น เมื่อตั้งสมการเส้นโค้ง f(x) ได้แล้ว จึงทำการหาอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f(x) คือหา f'(x) นั่นเอง
f'(x) หรือ ความชันของเส้นโค้ง f(x) ณ แต่ละจุดบนเส้นโค้งจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราแทนค่า x ใน f'(x) ด้วยอะไร
นั่นคือ ความชันของเส้นโค้ง ณ จุดที่มีค่า x ต่างกัน จะมีความชันต่างกันด้วย ดังตัวอย่างใน #181, #183
และจุดบนเส้นโค้งที่มีค่า f(x) หรือ ค่า y สูงสุด คือจุดที่มีความชันของเส้นโค้ง ณ จุดนั้น เป็น 0
ดังนั้น เมื่อได้ f'(x) แล้ว เราจึงให้ f'(x) = 0 เพื่อหาว่าจุดที่มีความชันเท่ากับ 0 นั้นมีค่า x เท่ากับเท่าไร
ดังตัวอย่างใน #181
เส้นโค้ง f(x) = -(4/3)x2+80x
มีความชันของเส้นโค้งคือ f'(x) = -(8/3)X+80
เราต้องการหาจุดสูงสุด คือจุดที่มีความชันเป็น 0 เท่านั้น ไม่สนใจจุดอื่น
เราจึงให้ความชัน คือ -(8/3)x+80 = 0 แล้วหาคำตอบของสมการ
จะได้ -(8/3)x = 0-80
x = (-80)(-3/8)
x = 30
ดังนั้น จุดบนเส้นโค้ง f(x) ที่มีความชันเป็น 0 คือจุดที่มีค่า x เท่ากับ 30
แทนค่า x = 30 ในเส้นโค้ง f(x) = -(4/3)x2+80x
จะได้ f(30) = -(4/3)302+(80)(30)
f(30) = -(4/3)(30)(30)+2400
f(30) = -(4)(10)(30)+2400
f(30) = -1200+2400
f(30) = 1200
f(30) คือค่าของ y ณ จุดที่มีค่า x = 30
ดังนั้น จุดที่มีค่า x=30 มีค่า y= 1200
นั่นคือ เส้นโค้งมีความชันเป็น 0 ณ จุด (30, 1200)
ดังนั้น จุดสูงสุดของเส้นโค้ง f(x)=-(4/3)x2+80x คือจุด (30, 1200)
จาก #180 เราให้ x เป็นด้านกว้างของสระ y เป็นพื้นที่ของสระ
ดังนั้น สระดังกล่าวจะมีพื้นที่มากที่สุดเมื่อมีด้านกว้าง 30 เมตร มีพื้นที่ 1200 ตารางเมตร มีด้านยาว = 1200/30 = 40 เมตร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 185 29 ม.ค. 2552 (17:30) ใครก็ได้ช่วยทีคับช่วยคิดวิธีเลขยกกำลังให้ที50ข้อคับ
ขอบคุงคับ
ช่วยที (IP:118.173.90.58)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 186 30 ม.ค. 2552 (09:16) สังกะสีแผ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปจัตุรัส ความยาวบอกมาชัด วัดได้ด้านละหกฟุต ทำกล่องฝาบนเปิด เกิดปริมาตรมากที่สุด ตัดมุมทั้งสี่จุด หน่วยเป็นฟุตคือด้านเท่า สี่เหลียมจัตุรัส ที่ถูกตัดออกไปนั้น ยาวด้านเท่าไรกัน จงคิดพลันอย่ารีรอ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 187 30 ม.ค. 2552 (20:36) ขอขอบคุณครูไผ่ผู้ใจกว้าง ที่สรรสร้างสื่อฯสานงานศึกษา
เพิ่มแหล่งเขียนเรียนเสริมเติมตำรา แก่ประชาชาวราษฎร์ปราชญ์เมธี
ครูนั้นมีบทบาทสามารถยิ่ง ครูสร้างสิ่งใหม่ใหม่ไว้ที่นี่
ใช้ความรู้พิเศษ G.S.P. สร้างภาพชี้แจงย้ำคำบรรยาย
ยลแล้วน่าติดตามในความคิด ยลแล้วน่าพาศิษย์ยลขยาย
ยลแล้วยากตำหนิข้อภิปราย ยลแล้วย้ายไปที่อื่นฝืนเต็มที
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 188 30 ม.ค. 2552 (23:06) ตอบ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 186
สี่เหลี่ยมที่ตัดออกไปยาวด้านละ 1 ฟุต ครับ
ถ้าใช้หน่วยเป็นนิ้วจะเห็นรายละเอียดดังนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 189 30 ม.ค. 2552 (23:09) จะลองใช้ความยาวด้านละ 40 หน่วย และให้สังเกตความสัมพันธ์ของความยาวด้านที่ตัดออก กับปริมาตร และเปรียบเทียบว่าแบบใดจะมีปริมาตรมากที่สุด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 191 30 ม.ค. 2552 (23:27)
กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร กับ มุมที่ตัดออก ในกรณีที่ก่อนตัดมีความยาวด้านละ 40 หน่วย
แกนนอนเป็นความยาวด้านของสี่เหลี่ยมจตุรัสที่มุมที่ถูกตัดออก แกนตั้งเป็นปริมตร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 192 30 ม.ค. 2552 (23:39) จะสรุปได้ไหมว่าความยาวของด้านของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มุมที่ถุกตัดออกไปที่ทำให้กล่องกระดาษมีปริมาตรมากที่สุดคือ 1/3 ของ 1/2 ของความยาวด้านของแผ่นกระดาษเดิม
เช่น ถ้าแผ่นกระดาษเดิมกว้างด้านละ 60 นิ้ว
ความยาวด้านของแผ่นที่ตัดออก ก็คือ 1/3 ของ 30 = 10 ซม.
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 194 30 ม.ค. 2552 (23:45) โอ ! สมมติฐานของผมถูกต้อง ครับ
ขอบคุณโปรแกรม Authorware และ Exel ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 195 31 ม.ค. 2552 (07:51) คลายเคลียดหน่อยนะ
แพทย์สอบถามพยาบาลงานมอบหมาย ผู้ป่วยชายคนนี้ดีขึ้นไหม
พยาบาลบอกคนนี้ดีเร็วไว ฉี่เขาไม่กินแล้ว ใส่แก้วดม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 196 31 ม.ค. 2552 (08:35) ให้ x แทนความยาวด้านของจัตุรัสที่ตัดออก
f(x) แทนปริมาตรกล่อง
f(x) = x(60-2x)2 = 3600x-240x2+4x3
f'(x) = 3600-480x+12x2
f(x) จะให้ค่าสูงสุดหรือต่ำสุดเมื่อf'(x)=0
12x2-480x+3600 = 0
x2-40x+300 = 0
(x-10)(x-30) = 0
x = 10 หรือ 30
f(10) = 10(60-20)2 = 16000
f(30) = 30(60-60)2 = 0
นั่นคือ ตัดมุมออกเป็นจัตุรัสยาวด้านละ 10 ฟุตจึงทำให้กล่องมีปริมาตรมากที่สุด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 197 1 ก.พ. 2552 (10:03) ขอบคุณ กำลังใจจาก คุณครูปัญญา และคุณ NpEducate ที่มาร่วมด้วยช่วยกันค่ะ
ของคุณ Np ใช้วิธีสำรวจโดยการทดลองให้เห็นจริง สำหรับนักเรียนที่ยังไม่ได้เรียนเรื่องอนุพันธ์ของฟังก์ชัน
ส่วนของคุณครูปัญญาเป็นการนำความรู้เรื่องอนุพันธ์ของฟังก์ชันมาใช้ในการแก้ปัญหา
หน่วยของความยาวจะเป็นฟุต เป็นนิ้ว หรือเป็นซม. ก็ใช้วิธีคิดแบบเดียวกันนะคะ
แต่ต้องให้สอดคล้องกันภายในปัญหาเดียวกันค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 198 12 ก.พ. 2552 (20:47) ช่วยตั้นโจรทยากำลังให้หน่อยได้ไหมแบบง่ายง่ายก่อน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 200 21 ส.ค. 2552 (01:14) จากโจทย์ของความเห็นที่180 ถ้าเราสร้างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้มีด้านๆหนึ่งอยู่บนด้านตรงข้ามมุมฉากของรูปสามเหลี่ยมแล้วจะได้พื้นที่มากกว่าหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่เราควรคิดด้วย เรามาช่วยกันคิดดีไหม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 201 22 ส.ค. 2552 (07:33) ดีค่ะ
จากรูปในความเห็นที่ 180 และคำตอบในความเห็นที่ 184
สร้างรูปใหม่อีกรูปหนึ่งเทียบกับรูปเดิมที่สระ (บริเวณสีเหลือง) มีพื้นที่มากที่สุด
โดยให้มีพื้นที่ว่างบริเวณ ก เท่ากัน
พิจารณาว่า บริเวณที่เหลือคือ บริเวณ ข + บริเวณ ค เท่ากับบริเวณ ง หรือไม่

ถ้า บริเวณ ข + บริเวณ ค = บริเวณ ง
แสดงว่า สระในรูปทางขวามีพื้นที่เท่ากับสระในรูปทางซ้าย
ถ้า บริเวณ ข + บริเวณ ค < บริเวณ ง
แสดงว่า สระในรูปทางขวามีพื้นที่มากกว่าสระในรูปทางซ้าย
ถ้า บริเวณ ข + บริเวณ ค > บริเวณ ง
แสดงว่า สระในรูปทางขวามีพื้นที่น้อยกว่าสระในรูปทางซ้าย
เชิญร่วมแสดงวิธีพิจารณาแบบอื่น ๆ ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 203 24 ส.ค. 2552 (03:38) พิจารณาดูว่า บริเวณ ข + บริเวณ ค = บริเวณ ง เสมอ หรือไม่ ?

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 206 27 พ.ค. 2553 (10:29) เด็ก ๆ ที่ยังไม่ได้เรียนเรื่องอนุพันธ์ของฟังก์ชัน
ดูวิธีหาหาจุดวกกลับ (จุดสูงสุด/จุดต่ำสุด) ของกราฟสมการกำลังสอง (พาราโบลา)
ที่ความเห็นฯ 137 - 148 ค่ะ