ยินดีต้อนรับ นักศึกษาภาคฤดูร้อน MUT มีนาคม 2551 โพสต์เมื่อ:
13:43 วันที่ 16 มี.ค. 2551 ชมแล้ว:
24,411 ตอบแล้ว:
197
คุณสามารถติดต่อกับผมได้ทุกวัน 24 ชั่วโมงทางเว็บไซด์นี้
ขอให้ตั้งใจเข้าเรียนนะครับ
จำนวน 190 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| - 6- 7| 8| 9| 10| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 28 มี.ค. 2551 (12:17) สวัสดีครับ อาจารย์นิรันดร์
ผม นายฐิติพงษ์ อินดี รหัส 5011110167
มารายงานตัวครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 28 มี.ค. 2551 (16:05) พรุ่งนี้เข้าเรียน สิบโมงครึ่ง อย่าเข้าเรียนสายกันนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 28 มี.ค. 2551 (21:20) อาจารย์ครับกระผมได้ copy power point ที่อาจารย์ใช่สอนมาแล้วครับ
แต่กระผมไม่สามารถเปิดดูได้
กระผมต้องทำยังไงถึงจะเปิดดูได้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 28 มี.ค. 2551 (21:32) กระผมเข้าได้แล้วครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 28 มี.ค. 2551 (21:35) พรุ่งนี้ผมจะเข้าเรียนให้ทันเวลาครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 29 มี.ค. 2551 (09:24) ผมว่า คุณลองทำแบบฝึกหัดดูก่อน ทำไม่ได้หรือได้แล้วไม่แน่ใจค่อยเอามาถาม มันจะดีกว่าที่เอาเฉลยไปก่อนนะครับ
เดี๋ยวเข้าห้องสอน ผมจะขานชื่อจิราวัช ก่อนเลยเพื่อเป็นการยืนยันว่าเข้าเรียนทันเวลาจริง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 29 มี.ค. 2551 (09:29) 13. ให้นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน หาความรู้หรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์ มาโพสต์ที่เว็บบอร์ดนี้ โดยนอกจากจะเป็นความรู้แล้ว คุณจะต้องบอกด้วยว่า เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์อย่างไรบ้าง อ้างหลักหรือกฎทางฟิสิกส์มาให้เห็นชัดเจน แนะนำว่า การดูรายการ บียอนด์ทูมอโรว์ หรือ เมกา เคลเวอร์จะช่วยได้มาก คนที่ส่งทีหลังจะซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นส่งมาก่อนไม่ได้ ดังนั้น หากจะให้ง่าย คุณก็รีบทำส่งเป็นคนแรก ๆ นะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 29 มี.ค. 2551 (15:01) ตัดริบบิ้น "จูลส์ เวิร์น" ยานบรรทุกอวกาศขับเคลื่อนอัตโนมัติออกสู่ภารกิจ
บีบีซีนิวส์ - อีซาส่ง "จูลส์ เวิร์น" ยานขนสัมภาระสู่สถานีอวกาศแบบอัตโนมัติที่ลำเลียงของได้มากที่สุด และเป็นภารกิจอันท้าทายของจรวดขนส่ง ที่จะนำยานไปจอดรอสถานีอวกาศ ก่อนที่จะเชื่อมต่อได้เองโดยไม่ต้องมีคนบังคับ นับเป็นก้าวแรกสู่การพัฒนาระบบขนส่งนักบินอวกาศของยุโรปเอง
"จูลส์ เวิร์น" (Jules Verne) คือชื่อยานขนส่งไร้คนขับอัตโนมัติหรือยานเอทีวี (Automated Transfer Vehicle : ATV) ขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ที่สามารถลำเลียงสัมภาระต่างๆ ทั้งอากาศ อาหาร น้ำ เชื้อเพลิง เครื่องใช้ส่วนตัวของลูกเรือและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ได้ถึง 7.6 ตัน
ยานลำนี้ออกเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในอวกาศโดยการลำเลียงของจรวดแอเรียน 5 (Ariane 5) จากฐานปล่อยจรวดคูรู ในเฟรนซ์เกียอานา วันที่ 9 มี.ค.51 เวลา 11.03 น.ตามเวลาประเทศไทย
การสร้างยานขนส่งสัมภาระนี้เป็นบทบาทของยุโรป ในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งแทนที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อบริหารจัดการสถานีอวกาศ อีซาก็เลือกที่จะรับหน้าที่นี้เป็นหลัก
การเดินทางครั้งแรกของยานจูลส์ เวิร์นนี้จะเป็นการประกาศว่ายุโรปมีความสามารถทางเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญที่จะแข่งขันในวงการสำรวจอวกาศได้
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเอทีวีจากยุโรป คือเทคโนโลยีการนัดพบในอวกาศและการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติของยานจูลส์ เวิร์น ทั้งนี้ยานสามารถหาหนทางด้วยตัวเองเพื่อไปถึงยังสถานีอวกาศและเชื่อมต่อได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปแทรกแซง
"ยานเอทีวีคือสิ่งที่เรามีส่วนร่วมด้านค่าดำเนินการของสถานีอวกาศ โดยการขนส่งสัมภาระหลายๆ ตัน อีกทั้งยังเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการพัฒนา ยานเอทีวีเป็นเหมือนการผสานกันอย่างแนบแน่น (ในความสามารถ) ของยานอวกาศที่มีมนุษย์บังคับกับดาวเทียม กลายเป็นยานที่มีความซับซ้อนและอุตสาหกรรมของยุโรปก็มีโอกาสที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและเทคนิคใหม่ๆ ที่ได้ผลออกมาเป็นยานเอทีวี" คำกล่าวของอลัน เทิร์กเกทเทิล (Alan Thirkettle) ผู้จัดการโครงการสถานีอวกาศนานาชาติขององค์การอวกาศยุโรป
เที่ยวบินของยานเอทีวีในวันที่ 9 มี.ค.นี้เป็นเที่ยวบินที่น้ำหนักถึง 20 ตันขณะอยู่ที่ฐานปล่อย ซึ่งจรวดแอเรียน 5 ต้องได้รับการเพิ่มพลังเป็นเฃพิเศษเพื่อรับภาระอันเฉพาะเจาะจงนี้ โดยจรวดจะขนส่งยานที่มีขนาดประมาณรถโดยสารสองคันขึ้นไปในวงโคจรที่มีความสูง 260 กิโลเมตร ซึ่งอยู่เบื้องล่างทางด้านหลังของสถานีอวกาศ จากนั้นยานเอทีวีก็เพิ่มความสูงของตัวเองเข้าไปใกล้ท่าเทียบที่อยู่เหนือชุดวงโคจร
สำหรับจรวดแอเรียน 5 เองภารกิจนี้ก็นับเป็นหลักไมล์ที่สำคัญในความพยายามขนส่งสัมภาระเดี่ยวๆ ที่หนักที่สุดขึ้นไปยังวงโคจร ซึ่งโดยมากแล้วจรวดแอเรียนจะรับภารกิจขนส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นไปยังวงโคจรระนาบเส้นศูนย์สูตร (equatorial orbit) ซึ่งอยู่สูงจากโลกออกไป 36,000 กิโลเมตร แต่สำหรับเที่ยวบินนี้จรวดของแอเรียนต้องทำวงโคจรที่ลาดเอียงอย่างมากเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อวางยานเอทีวีในตำแหน่งที่อยู่ต่ำกว่าวิถีของสถานีอวกาศอย่างแม่นยำ
จรวดแอเรียนท่อนสุดท้ายจะจุดระเบิด 2 รอบ รอบแรกเป็นการจุดระเบิดเพื่อเข้าสู่วงโคจรก่อนจะแยกออกจากยานและครั้งที่สองเป็นการทำลายตัวเองเพื่อความปลอดภัยก่อนที่จะตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นยานเอทีวีก็จะหยุดนิ่งอยู่ในอวกาศและต้องรอจนกว่ากระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) จะปฏิบัติภารกิจที่กำลังจะมาถึงจนเสร็จเรียบร้อยจึงจะเข้าเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 3 เม.ย.นี้
คอมพิวเตอร์ของยานอยู่ในความควบคุมของระบบจีพีเอส (GPS) และระยะต่อจากนั้นเซนเซอร์ตรวจวัดแสงจะนำทางยานไปยังตำแหน่งท้ายของโมดุลซเฟซดา (Zvezda) ของรัสเซียที่ติดตั้งบนสถานีอวกาศ โดยที่มีการควบคุมของมนุษย์อีกทีที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส แต่จะมไมีการแทรกแซงการทำงานจนกว่าจะเกิดปัญหาขึ้น
นอกจากนั้นนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศเองก็จะเพียงดูการเข้าประชิดของยานเอทีวีแต่จะไม่ทำอะไร ยกเว้นเกิดเหตุฉุกเฉิน หากนักบินอวกาศเห็นสัญญาณอันตรายพวกเขาจะสั่งให้ยานเอทีวีถอยกลับด้วยการกดปุ่มสัญญาณสีแดงขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนแผงของซเฟซดา และยานเอทีวีจะอยู่ที่สถานีอวกาศเป็นเวลา 6 เดือน
ทั้งนี้ยุโรปมีความคาดหวังต่อยานเอทีวีและเทคโนโลยีของยานสูงมาก แม้ว่านักบินอวกาศจะไม่ได้อาศัยยานเอทีวีขึ้นสู่สถานีอวกาศแต่ความดันภายในยานก็พอเหมาะกับที่นักบินอวกาศจะเข้าไปโดยทีมไต้องสมชุดอวกาศ นับว่ายานเอทีวีเป็นจุดเริ่มต้นที่ยุโรปจะพัฒนาระบบขนส่งลูกเรือเองได้ แต่ ณ เวลานี้นักบินอวกาศของอีซาไม่สามารถออกไปนอกโลกได้โดยไม่อาศัยกระสวยอวกาศของสหรัฐฯ หรือยานโซยุซ (Soyuz) ของรัสเซียได้
ที่มา: http://www.manager.co.th/
อาจารย์ครับ
แบบนี้ถูกต้องหรือเปล่าครับ
ขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 29 มี.ค. 2551 (21:54) ชุด "สไปเดอร์แมน" สีแดงสดสุดเท่ ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถไต่ตึกสูงได้นั้น อาจผลิตได้จริงในวันหนึ่งหลังจากเราทราบความลับของตุ๊กแกและแมงมุมที่ยึดเกาะผนังได้ งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ผ่านวารสารเจอร์นัล ออฟ ฟิสิกส์ (Journal of Physics) ได้รายงานการศึกษาเทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ (Natural Technology) ซึ่งนำแมงมุมและตุ๊กแกมาศึกษา อาจช่วยให้คนเราปีนป่ายข้างตึกหรือห้อยโหนลงมาจากบนหลังคาได้ ทั้งนี้แมงมุมและตุ๊กแกนั้นต่างมีขนเล็กๆ ที่ช่วยยึดเกาะกับพื้นผิวต่างๆ ได้ ขณะที่บางรายงานก็ระบุว่าตุ๊กแกสามารถผยุงน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองหลายร้อยเท่า เมื่อปี 2545 มีงานวิจัยของสหรัฐอเมริการะบุว่าการเกาะติดของตีนตุ๊กแกนั้นขึ้นอยู่กับแรงแวน เดอ วาลส์ (van der Waals) ซึ่งเป็นแรงระหว่างโมเลกุลอย่างอ่อน โดยแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมีความไม่สมดุลของประจุไฟฟ้ารอบๆ โมเลกุลของขนเส้นเล็กๆ ขนาดต่างกันนับล้านล้านเส้นซึ่งเรียงกันเป็นลำดับชั้นในตีนแต่ละข้างของตุ๊กแก แรงดึงดูดที่สะสมจากเส้นขนนับล้านล้านเส้นทำให้ตุ๊กแกเดินไปบนผนังหรือแม้แต่เดินกลับหัวจากกระจกเรียบๆ ได้ ศ.นิโคลา ปักโน (Prof.Nicola Pugno) จากวิทยาลัยโพลีเทคนิคแห่งตูริน อิตาลี ได้คำนวณหาวิธีที่จะนำการยึดเกาะแบบเดียวกันนี้มาใช้รองรับน้ำหนักของมนุษย์ แต่ว่ายิ่งพื้นผิวที่ต้องการยึดเกาะใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ความแข็งแรงในการยึดเกาะก็ยิ่งลดลงไปด้วย ดังนั้นถุงมือขนาดพอเหมาะกับมือคนที่เลียนแบบขนเล็กๆ ของตุ๊กแกจึงไม่สามารถยึดติดได้ดีเท่ากับตีนตุ๊กแก "นักวิจัยบางคนสามารถคำนวณทางทฤษฎีหาความแข็งแรงในการยึดเกาะมากกว่า 200 เท่าของความแข็งแรงในการยึดเกาะของตุ๊กแก แต่ระหว่างทฤษฎีและการประยุกต์ในทางปฏิบัตินั้นมีช่องว่างที่กว้างมาก ถ้าเราสามารถทำให้พื้นผิวมีความแน่นมากขึ้นเล็กน้อย ผลข้างเคียงที่ว่าก็จะหายไป แล้วเราก็จะผลิตชุดที่มีแรงยึดเกาะเช่นเดียวกับตุ๊กแกได้" ศ.ปักโนกล่าว นักวิจัยแห่งตูรินคาดหวังว่าท่อนาโนคาร์บอน (carbon nanotube) จะเป็นทางเลือกสำหรับใช้ผลิตเส้นขนเลียนแบบตุ๊กแกได้ ทั้งนี้ท่อนาโนคาร์บอนเป็นท่อทรงกระบอกขนาดเล็กที่มีขนาดเพียง 1 ในล้านล้านส่วนของ 1 เมตร แต่มีความแข็งแรงอย่างมากและสามารถผลิตเป็นท่อที่ใหญ่ขึ้นได้ ศ.ปักโนยังเน้นย้ำว่าต้องพิสูจน์คุณสมบัติ 3 อย่างของชุดสไปเดอร์แมน อย่างแรกซึ่งชัดเจนที่สุดคือคุณสมบัติในการยึดเกาะ ถัดมาคือต้องหลุดจากพื้นผิวได้ง่ายเมื่อยึดติดแล้ว อย่างสุดท้ายคือต้องสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ที่อุณหภูมิค่าหนึ่ง ซึ่งการทำความเข้าใจในความต้องการอย่างหลังนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความสกปรกจะมาพร้อมกับคุณสมบัติในการยึดติดของชุด วิธีหนึ่งที่จะให้ชุดทำความสะอาดตัวเองได้คือต้องทำให้ชุด "ไม่ชอบน้ำสุดขีด" (superhydrophobic) เพื่อที่จะสลัดน้ำออกได้อย่างเต็มที่ เมื่อหยดน้ำเล็กๆ ถูกสลัดออกบริเวณที่สัมผัสก็ควรจะนำพาอนุภาคสกปรกออกไปด้วย ซึ่งจะสร้างคุณสมบัตินี้ได้ง่ายๆ โดยการดัดแปลงคุณสมบัติทางเรขาคณิตของพื้นผิวด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า "ทอพอโลจี" (Topology) "จะทำให้กลไกทั้งหมดทำงานพร้อมกันทั้งหมดเป็นเรื่องยาก เพราะแต่คุณสมบัติจะขัดกันเอง แต่ตุ๊กแกและแมงมุมก็ได้แสดงภาพให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำได้" ศ.ปักโนกล่าว พร้อมกันนี้ ศ.ปักโนยังเสริมว่ามีการประยุกต์มากมายสำหรับชุดยึดเกาะได้ โดยสามารถออกแบบสำหรับถุงมือและรองเท้าสำหรับคนทำความสะอาดหน้าต่างบนอาคารสูงได้ อย่างไรก็ดีกล้ามเนื้อของคนเราก็ต่างกันมากกับตุ๊กแก ดังนั้นเราอาจต้องทุกข์ทรมานกับอาการกล้ามเนื้อบาดเจ็บหากพยายามที่จะยึดเกาะกับผนังเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
ข้อมูลข้างต้นนี้เกี่ยวกับการเกาะติดของตีนตุ๊กแกนั้นขึ้นอยู่กับแรงแวน เดอ วาลส์ (van der Waals) ซึ่งเป็นแรงระหว่างโมเลกุลอย่างอ่อน มีความสอดคล้องกับกฏของแรงดึงดูดของโลกทางฟิสิกส์ทั้งสิ้น
นายกฤษดา พุฒตาล 4711310075
BRIDE
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 29 มี.ค. 2551 (22:40) แนะเทคนิคเตะลูกโทษจากผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์การกีฬา ยิงให้แม่น ใช้ลูกแป-บิดสะโพก เผยทีมฟุตบอลเยาวชนคว้าชัยจากบรูไนโดยอาศัยการฝึกซ้อมตามผลงานวิจัย ดร.สุวัตร สิทธิหล่อ ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา เผยถึง งานวิจัยเรื่องการวิเคราะห์ทางชีวกลศาสตร์ของการเตะลูกโทษ ณ จุดโทษในกีฬาฟุตบอลว่า ได้ทดลองเก็บข้อมูลการเตะลูกโทษของนักกีฬาฟุตบอลชายระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 20 คน โดยใช้กล้องดิจิทัล 6 ตัวบันทึกภาพการเตะลูกโทษ ซึ่งนักเตะแต่ละคนจะติดตัวระบุตำแหน่ง (Reflexive marker) ไว้ที่หัวไหล่ ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท่าและเท้าซ้าย-ขวา ทั้งนี้กล้องจะบันทึกการเคลื่อนไหวโดยจับแสงสะท้อนจากตัวระบุตำแหน่ง ภาพที่บันทึกได้นำไปวิเคราะห์โดยโปรแกรมวิเคราะห์ผลสำเร็จรูป ซึ่ง ดร.สุวัตรเผยถึงผลการวิจัยว่า ตำแหน่งมุมล่างสุดของประตูเป็นพื้นที่ซึ่งมีโอกาสเตะลูกเข้าประตูได้สูง ทั้งการเตะลูกออกมาด้วยความเร็วสูงก็มีแนวโน้มที่ลูกจะเข้าประตูมากขึ้นเช่นกัน นอกจากยังพบอีกว่าหากนักเตะบิดสะโพกหรือข้อไหล่เพิ่มขึ้นประมาณ 4 องศาจะช่วยให้ความเร็วของลูกบอลเพิ่มขึ้น 1 เมตร/วินาที หรือประมาณ 3.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกทั้งตำแหน่งของเท้าที่ใช้เตะยังมีผลต่อความแม่นยำในการยิง โดย ดร.สุวัตรอธิบายหากเตะด้วยหลังเท้า (in step) จะให้ความเร็วสูงเพราะใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าเท้า แต่มีพื้นที่กระทบลูกบอลน้อยจึงมีความผิดพลาดสูง แต่หากเตะด้วยหน้าเท้าด้านใน (in foot) หรือลูกแปจะมีความเร็วน้อยกว่าการเตะแบบแรก แต่มีความแม่นยำกว่าเพราะมีพื้นที่กระทบลูกมากกว่า อย่างไรก็ตามหากต้องการเพิ่มความเร็วในการเตะลูกแบบหลังนี้ให้บิดสะโพกและหัวไหล่เล็กน้อยจะช่วยเพิ่มความเร็วในการเตะได้ สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ใช้เวลาทดลอง 3 เดือน โดยปัญหาและอุปสรรคที่พบนั้น ดร.สุวัตรเผยว่าเป็นเรื่องความเข้มแสงในสนามกลางแจ้งที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากแสงมีความไม่สม่ำเสมอก็จะทำให้ข้อมูลที่เก็บนั้นมีสัญญาณรบกวนมาก ซึ่งเก็บข้อมูลได้ดีที่สุดช่วงเวลา 6.00 น.ที่แสงมีความสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดียังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อการยิงลูกโทษ โดย ผอ.วิทยาศาสตร์การกีฬาเผยว่าหากผู้รักษาประตูพุ่งตัวก่อนที่นักเตะจะยิงลูกก็มีโอกาสป้องกันประตูได้สูงหากพุ่งตรงไปยังมุมที่นักเตะเล็งไว้ ทั้งนี้หากต้องการความแม่นยำให้เล็งตำแหน่งที่ห่างผู้รักษาประตู 1 ช่วงไหล่ เพราะการยิงใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่การพุ่งตัวรวมกับการใช้เวลาประมวลผลเลือกซ้าย-ขวาของผู้รักษาประตูนั้นใช้เวลามากกว่า ทางด้าน นายกวิน คเชนทร์ ศึกษานิเทศก์กองส่งเสริมวิชาการสถาบันการพลศึกษา และที่ปรึกษาทีมฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย อายุไม่เกิน 19 ปี กล่าวว่างานวิจัยนี้เป็นแนวทางสำคัญของการยิงลูกโทษให้สำเร็จ โดยทีมเยาวชนได้ที่ได้ชัยชนะจากการแข่งขันฟุตบอลที่บรูไนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานั้นสามารถเอาชนะคู่แข่งด้วยประตู 5 ต่อ 4 โดยอาศัยการฝึกซ้อมตามคำแนะนำของการวิจัย ส่วน ดร.เสกสรร นาควงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กล่าวว่านอกจากวิทยาศาสตร์การกีฬาจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นเลิศทางด้านกีฬาแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับกิจกรรมของประชาชนทั่วไป โดยได้ยกตัวอย่างงานวิจัยเรื่องการลงจากรถประจำทาง ณ ป้ายจอดโดยใช้แรงช่วยป้องกันการบาดเจ็บซึ่งเป็นอีกงานวิจัยของ ดร.สุวัตร ก็เป็นงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ประยุกต์ใช้กับกิกรรมของมวลชนได้ด้วย
4711310156
นายอาทิตย์ งามสันเที๊ยะ
ตรงตามที่อาจารย์ต้องการไหมครับ
O2
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 30 มี.ค. 2551 (16:46) ดีครับ
ใครที่ยังไม่ได้ส่งก็รีบ ๆ หน่อยนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 31 มี.ค. 2551 (00:10) เทคโนโลยีการเก็บข้อมูล โดยใช่คุณสมบัติทางแสง
เทคโนโลยีการเก็บข้อมูล หลักการในการเขียนอ่านข้อมูลบนแผ่น CD-R (CD Recordable), CD-RW (CD Rewritable) , DVD (Digital Versatile Disc) , DVD-RW (Digital Versatile Disc Rewritable ) ก็ใช้หลักการคล้ายๆกัน โดยใช้แสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นเหมาะสม ยิงไปยังแผ่น ที่จะเขียน แสงนั้นก็จะไปทำให้เกิดเป็น lands หรือ pits ตามข้อมูลที่ต้องการเขียน ซึ่งส่วนที่เป็น lands และ pits จะทำหน้าที่ สะท้อน และดูดกลืนแสงที่แตกต่างกัน เราจึงสามารถถือได้ว่าคุณสมบัติที่ต่างกันทั้ง 2 ลักษณะนี้แปลง เป็นสัญญาณดิจิตอล คือ เป็น 0 กับ 1 ที่ใช้แทนข้อมูลในการบันทึกและอ่าน ได้
บทนำ
เนื่องจากปัจจุบันการเก็บมีความสำคัญมาก การเก็บข้อมูลมีหลายวิธี การเก็บข้อมูลแต่ละวิธีได้มีการพัฒนา เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น โดย ลดต้นทุนการผลิต พื้นที่ในการจัดเก็บ เวลาในการอ่าน และจัดเก็บให้น้อยลง การเก็บข้อมูลแบบออปติคอล (Optical strage) ก็เป็นการเก็บข้อมูลวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งในด้านคุณภาพ ความเร็วและต้นทุน ตลอดจน ในอนาคตจะการพัฒนาต่อไปได้อีก ในปัจจุบันนี้การเก็บข้อมูลแบบออปติคอลนี้ก็การใช้กันอย่างแพร่หลาย และน่าสนในที่จะศึกษากระบวนการเก็บข้อมูลแบบออปติคอลนี้
Compact Disc (CD)
CD เป็นผลผลิตจาก ความร่วมมือกันของบริษัท Philips และ Sony ลักษณะของแผ่น CDเพลงระบบดิจิทอล ขึ้นมาเพื่อใช้แทนแผ่นเสียงขนาด 12 นิ้ว ที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น โดยมีการประกาศใช้มาตรฐานแผ่น CD ในปี ค.ศ. 1980 และผลิตแผ่น CD เพลงออกมาเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1982 ลักษณะเฉพาะของแผ่น CD ที่ผลิตนี้จะมีการบันทึกข้อมูลในระบบดิจิทอลซึ่งเป็นตัวเลข 0 และ 1 และใช้แสงเลเซอรในการบันทึกและอ่านข้อมูล นอกจากนี้ข้อมูลที่มีการจัดเรียงเป็นวงก้นหอยและรวมถึงลักษณะอื่น ๆด้วยในระยะต่อมาไดมีการนำแผ่น CD มาบันทึกข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ อีกไดแก ตัวอักษร ภาพกราฟฟิก ภาพเคลื่อนไหว และภาพเคลื่อนไหว โดยมาตรฐานส่วนมากยังคงลักษณะของการใช้สามารถอ่านข้อมูลไดเพียงอย่างเดียว จึงเรียกแผ่นที่บันทึกข้อมูลเหล่านี้ว่าCD-ROM เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984
สิ่งที่ต้องคำนึกถึงในการอ่านข้อมูลจากแผ่นคือ การรวมแสงให้ได้มากที่สุดเพื่อสามารถทำการแยกความแตกต่างของจุดที่ถูกรวมแสง ซึ่งสะท้อนมาจากจุดบริเวณที่มีหลุม (land) กับไม่มีหลุม (pits) หรือบางทีอาจจะเป็น จุดนูนกับจุดไม่นูน นั้นก็คือต้องคำนึงถึงการโฟกัสเลนส์ให้รับแสงที่สะท้อนมาได้ดีสุด สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือค่า ดัชนีการหักเหในตัวกลาง (Numerical Aperture :NA) อาศัยกฎการสะท้อนของสเนลล์ สมการคือ NA = n sin ซึ่ง n sin เป็นค่า ที่เปลี่ยนตามตัวกลาง(ในอากาศ n = 1) โดย เป็นมุมของลำแสงเลเซอร์ที่ทำกับแกนกลาง
หลักการอ่านของข้อมูลจากแผ่นแต่ละชนิด ก็ใช้วิธีการที่คล้ายๆ กัน ต่างกันโดยจะใช้แสงเลเซอร์ในช่วงความยาวคลื่นที่ เหมาะสมกับชนิดของแผ่นที่จะอ่าน (ปัจจุบันนิยมใช้เลเซอร์ไดโอดเป็นแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 780 นาโนเมตร) ลำแสงเลเซอจะถูกโฟกัสลงบนชั้นข้อมูล ส่วนของลำแสงที่ตกกระทบไปยังส่วนที่เป็นพื้น จะเกิดการสะท้อนและหักเห
แสงที่เกิดการสะท้อนสองชั้นนั้น(รูปซ้ายมือ)จะมี เฟสต่างกันอยู่ 180 องศา จะรวมกันเป็นคลื่นนิ่ง ส่วนของลำแสงทีตกไปยังส่วนที่เป็นหลุมจะเกิดการสะท้อนกับมายังหัววัด และหัววัดจะรวบรวมแสงที่สะท้อนมายังเลนส์ การโฟกัสนี้จะขึ้นอยู่กับการเลี้ยวแบนและ ขีดจำกัดของ ของดัชนีหักเห
นายธีรธ บ่อหนา รหัส 5011210104
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 31 มี.ค. 2551 (09:39) ถ้าคุณคัดลอกข้อความคนอื่นมา
จะต้องบอกที่มาด้วย
มิฉนั้น ถือว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น
และต้องใช้ความคิดเห็นตัวเอง บอกว่าเกี่ยวกับฟิสิกส์อย่างไรด้วยจึงถือว่าถูก
หากไม่บอกก็ถือว่าแค่ลอกข้อความคนอื่นมาเท่านั้น
ไม่ให้คะแนนนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 31 มี.ค. 2551 (10:10) จิราวัช ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง
กฤษฎา ความคิดเห็นของคุณ ผิด เพราะแรงแวนเดอวาวล์ ไม่ใช่แรงเดียวกับแรงดึงดูดของโลก
อาทิตย์ โจทย์ที่สั่งอยู่ในตำราที่ระบุในแผนการสอน
บทความของอาทิตย์ ยังไม่ได้บอกผมว่าเกี่ยวข้องกับฟิสิกส์อย่างไร
นฤดล ก็ยังไม่ได้บอกผมว่า บทความของคุณที่ลอกมามีฟิสิกส์ที่ผมสอนอย่างไร และไม่ได้บอกว่าลอกมาจากไหน
รวมทั้งของธีรธ บ่อหนา 5011210104 ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นฟิสิกส์ตรงไหน และไม่ได้บอกที่มาว่าลอกมาจากที่ใด
สรุป ยังไม่มีใครได้คะแนน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 31 มี.ค. 2551 (10:16) โอ้โห การเรียนสมัยนี้อัพเดทข่าวสารได้รวดเร็วทันใจดีครับ
^^
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 31 มี.ค. 2551 (12:14) ที่มาของ เวลาในโลก
ปฏิทินเกิดขึ้นมาจากการที่นักวิทยาศาสตร์สังเกต และบันทึกการเปลี่ยนแปลง การขึ้น-ลงของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการผ่านพ้นไปในแต่ละวัน และกลายเป็นเดือน เป็นปี ปฏิทินในยุคแรก ใน 1 เดือน จะมี 29-30 วัน และในช่วง 1 เดือนนั้น ดวงจันทร์มีการเปลี่ยนแปลงจากข้างขึ้นไปเป็นข้างแรม 1 รอบ เมื่อการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดครบ 12 รอบ จึงเกิดเป็น 12 เดือนใน 1 ปี แต่ในช่วง 1 ปีของปฏิทินที่เทียบจากการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์จะสั้นกว่าที่เป็นจริง ชาวอียิปต์จึงสร้างปฏิทินขึ้นใหม่โดยอาศัยการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์แทน ซึ่งจะได้ปฏิทินใหม่ที่มี 30-31 วัน ใน 1 เดือน และมี 365 วัน หรือ 12 เดือนใน 1 ปี เมื่อมนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการมากขึ้น มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ต่างๆ มนุษย์จึงเริ่มมีการทำกิจกรรมมากขึ้นในแต่ละวัน สิ่งที่ตามมาก็คือความต้องการในการกำหนดเวลา เพื่อให้มีบทบาทในการกำหนดขอบเขตในการทำกิจกรรมของมนุษย์ในเรื่องต่างๆ เช่น การศึกษา การทำงาน การเล่นกีฬา เป็นต้น มนุษย์ใช้การสังเกตเงาจากดวงอาทิตย์ที่ทาบลงวัตถุบนพื้นโลกใน 1 วัน จึงเกิดการนับช่วงเวลาเป็น ชั่วโมง นาที และวินาทีขึ้น แล้วทำไมถึงต้องมีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เป็นวันพิเศษอีก 1 วัน ซึ่งจะเวียนมาในทุกๆ 4 ปี ทำให้ในปีนั้นมี 366 วันเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าจริงๆ แล้วโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบใช้เวลา 365 วันกับอีก 5 ชั่วโมง 48 นาที และ 45 วินาที เมื่อนำเวลาที่เกินมาในแต่ละปีนั้นมารวมเข้าด้วยกันในทุกรอบ 4 ปี ก็จะได้วันเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วัน จึงเกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ขึ้น การกำหนดให้ในช่วงรอบ 4 ปี โดยที่ 3 ปีมี 365 วัน และอีก 1 ปีมี 366 วัน ทำให้ปฏิทินที่ได้มีความถูกต้องแม่นยำขึ้น
นายนฤดล ขิงหอม 4611110015
เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์
คือ มีการสังเกต การทอดลอง การบันทึก และสรุปผล
ที่มา 1. Don't know much about space , Kenneth C. Davis ชื่นจิต
http://www.scithai.com/explore/explore3_astr_tme.asp
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 31 มี.ค. 2551 (13:56) การสังเกต ทดลอง บันทึก วิเคราะห์ สรุป เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั่วไปทุกสาขา ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นฟิสิกส์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 31 มี.ค. 2551 (15:29) 14. ไม้แข็งเกร็งท่อนหนึ่ง ยาว 50.0 cm ถือว่าเบามาก มีตุ้มเหล็ก มวล 100 กรัม 2 ก้อนติดที่ปลายทั้งสอง ก. โมเมนต์ความเฉื่อยรอบแกนหมุนที่ผ่านศูนย์กลางไม้และตั้งฉากกับท่อนไม้นี้มีค่าเท่าใด ข. โมเมนต์ความเฉื่อยรอบแกนหมุนที่ปลายไม้ข้างหนึ่งและตั้งฉากกับท่อนไม้นี้มีเท่าเท่าใด
15. ท่อนเหล็กกลมโตสม่ำเสมอ ยาว 1.00 เมตร มวล 1.00 kg มีโมเมนต์ความเฉื่อยรอบแกนหมุนที่กลางท่อนเหล็กและตั้งฉากกับท่อนเหล็กนี้มีค่าเท่าใด(ถือว่าท่อนเหล็กเล็ก)
16. ให้ใช้ทฤษฎีแกนขนานกับท่อนเหล็กในข้อ 15. หาโมเมนต์ความเฉื่อยรอบแกนหมุนที่ปลายท่อนเหล็กนี้
กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ |