|
ยินดีต้อนรับ นักศึกษาภาคฤดูร้อน MUT มีนาคม 2551
โพสต์เมื่อ:
13:43 วันที่ 16 มี.ค. 2551 ชมแล้ว:
23,307
ตอบแล้ว:
197
วิชาการ.คอม > การบ้านแบบฝึกหัด > การบ้าน
วิชาการ.คอม > การบ้านแบบฝึกหัด > แบบฝึกหัด วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ฟิสิกส์ คุณสามารถติดต่อกับผมได้ทุกวัน 24 ชั่วโมงทางเว็บไซด์นี้ ขอให้ตั้งใจเข้าเรียนนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 31 มี.ค. 2551 (15:33) ตัดริบบิ้น "จูลส์ เวิร์น" ยานบรรทุกอวกาศขับเคลื่อนอัตโนมัติออกสู่ภารกิจ บีบีซีนิวส์ - อีซาส่ง "จูลส์ เวิร์น" ยานขนสัมภาระสู่สถานีอวกาศแบบอัตโนมัติที่ลำเลียงของได้มากที่สุด และเป็นภารกิจอันท้าทายของจรวดขนส่ง ที่จะนำยานไปจอดรอสถานีอวกาศ ก่อนที่จะเชื่อมต่อได้เองโดยไม่ต้องมีคนบังคับ นับเป็นก้าวแรกสู่การพัฒนาระบบขนส่งนักบินอวกาศของยุโรปเอง
กระผม นายจิราวัช หนูอ่อน รหัส 5011210103 ผมคิดว่าเรื่องนี้จะมีเรื่องของ แรง และ โมเมนต์ความฉื่อย ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 31 มี.ค. 2551 (15:39) 17. ติดมวล 100 g 2 ก้อนที่ปลายท่อนเหล็กในข้อ 15. 18. ล้อจักรยานมวล 3.50 kg รัศมี 45.0 cm มีโมเมนต์ความเฉื่อยรอบแกนหมุนของล้อเท่าใด(ถือว่ามวลทั้งหมดอยู่ที่ขอบล้อพอดี) 19. จะต้องหมุนล้อในข้อ 18. ด้วยความเร็วเชิงมุมเท่าใดล้อนี้จึงมีพลังงานจลน์เท่ากับ 20.0 J ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 31 มี.ค. 2551 (15:41) คุณจิราวัช ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 31 มี.ค. 2551 (17:26) เพราะเมื่อวันเสาร์ที่ 29/03/51 ที่ผมเข้าเรียนฟิสิกส์ ที่กระผมได้พูดไปข้างต้นนั้น
ขอบคุณครับ
นายจิราวัช หนูอ่อน รหัส 5011210103 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 31 มี.ค. 2551 (21:55) ไจโรสโคป บังคับทิศทางการหมุนของยานฯอย่างไร ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 31 มี.ค. 2551 (22:05) 20. หากคุณต้องการให้กระบอกกลมกลิ้งลงตามพื้นเอียงโดยไม่มีการไถล คุณต้องให้พื้นเอียงและกระบอกมีแรงเสียดทานหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายโดยใช้หลัก กฎ หรือทฤษฎีที่เรียนมา 21. หีบมวล m อยู่ที่ยอดพื้นเอียงที่มีสัมประสิทธิความเสียดทาน a มุมพื้นเอียงทำกับแนวระดับ b พื้นเอียงยาว d จงหา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 1 เม.ย. 2551 (08:31) เท่าที่กระผมเข้าใจนะครับ นายจิราวัช หนูอ่อน รหัส 5011210103 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 1 เม.ย. 2551 (10:05) OK ครับ คุณจิราวัช ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 1 เม.ย. 2551 (16:06) กระผมขอบคุณอาจารย์นิรันดร์มากๆครับ นายจิราวัช หนูอ่อน รหัส 5011210103 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 3 เม.ย. 2551 (00:12) อาจารย์คับ ขอถามหน่อยนึงคับคือว่า ทฤษฎีแกนขนานมันยังไงคับ ขอบคุณคับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 4 เม.ย. 2551 (02:02) อาจารย์คับจะมีหลักการยังไงคับว่าจะต้องใช้กฎอนุรักษ์พลังงานหรือไม่ ทฤษฎีแกนขนานเป็นทฤษฎีที่ใช้คำนวณหาโมเมนต์ความเฉื่อย Ip = ICM + Md2 กฎอนุรักษ์พลังงานกล จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ ในกรณีที่มีแรงหลายแรงกระทำกับวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นแรงอนุรักษ์หรือไม่ก็ตาม เราจะใช้ทฤษฎีงาน-พลังงานจลน์ได้อย่างสะดวกมาก คือ งานของแรงทั้งหมดที่กระทำกับระบบ เท่ากับ ผลรวมของพลังงานจลน์ของระบบที่เปลี่ยนไป ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 4 เม.ย. 2551 (17:51) ดอกไม้กลางอากาศ
การแสดงหมู่ ทีมนักดิ่งพสุธารวมทั้งสิ้น 126 คน แสดงท่าผาดโผนแปรขบวนกลางอากาศ การแสดงอันน่าตื่นตาระทึกใจชุดนี้จัดขึ้นที่ประเทศเบลเยี่ยม เมื่อปี ค.ศ. 1987 เครื่องบินที่ใช้ในการกระโดดร่ม ปกติจะใช้เครื่องขนาดเล็กปีกสูง เช่น เซสนา 172 แบบ 3 ที่นั่ง ถ้ามีนักดิ่งพสุธาเป็นหมู่คณะ ก็ต้องใช้เครื่องขนาดใหญ่ขึ้น เช่น สกายแวน ของชอร์ตซึ่งบรรทุกได้ถึง 16 คน ขณะที่เครื่องบินอยู่เหนือจุดหมาย นักกระโดดร่มที่ชำนาญจะพุ่งตัวออกจากประตูเครื่อง ระยะเวลา ดิ่งตัวเปล่า (free tall) นี้ขึ้นอยู่กับระดับความสูงที่กระโดดตั้งแต่ 8 วินาทีถึง 1 วินาที การแสดงกายกรรมกลางอากาศครั้งแรกสำหรับนักดิ่งพสุธามือใหม่ มักเป็นเพียงท่าตีลังกาพลิกตัว ครั้นชำนาญขึ้น จึงจะได้เข้าเล่นรวมหมู่แปรขบวนท่าเป็นชุด ๆ ซึ่งเรียกว่า ปฏิบัติการสัมพัทธ์ (relative work) การแสดงประเภทนี้ต้องอาศัยความชำนาญสูง เพราะนักดิ่งพสุธาจะพุ่งตัวลงมาด้วยความเร็วสูง และยังอาจต้อง ไล่ตาม(track) เพื่อเข้าสมทบกับกลุ่มโดยต้องทำตัวให้อยู่เกือบเป็นแนวดิ่งลำตัวโค้งเล็กน้อย แขนแนบกับลำตัวและขาชิดยืดตรง แรง ยก ที่เกิดจากแระแสลมวิ่งผ่านส่วนโค้งของลำตัวนักดิ่งพสุธา ทำให้เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ นักดิ่งพสุธาอาจเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงจนทำให้บาดเจ็บได้ หากเกิดไปปะทะกับอีกคนหนึ่งเข้า ดังนั้น เขาต้องชะลอความเร็วลง โดยการยกแขนขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มเนื้อที่ต้านลม ทักษะนี้ต้องฝึกให้ชำนาญก่อนเข้าเล่นแบบรวมหมู่ การแสดงดิ่งพสุธาหมู่ต้องวางแผนกันอย่างดี หลังจากเล่นรวมกลุ่มแล้ว ต่างคนต่างต้องแยกตัวจากกันใน 2-3 วินาที ก่อนกางร่มเพื่อไม่ให้ร่มพันกันเอง แม้จะถือว่าเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงภัยก็ตาม แต่ปรากฏว่าเคยมีการแสดงหมู่ที่นักดิ่งพสุธาต้องแสดงในช่วงร่มกางแล้ว โดยต่อร่างเป็นภาพร่มลอยกลางอากาศ ดูคล้ายช่อดอกไม้สวยงาม
ที่มาของข้อมูล :http://www.rmutphysics.com/CHARUD/specialnews/3/parachute/parachute3.htm
ความคิดเห็น กระผมคิดว่า การกระโดดดิ่งพสุธานั้นใช้หลักการ แรงต้านอากาศ เมื่อวัตถุลอยอยู่บนอากาศแล้วมีแรงต้านอากาศมากๆๆ จะทำให้วัตถุตกลงมาช้าลง แล้วการจะทำให้มีแรงต้านอากาศมากๆๆนั้นก็คือ การใส่เสื้อผ้าที่มีขนาดใหญ่ๆหลวมๆ และเพื่อความปลอดภัย ต้องเป็นชุดเฉพาะสำหรับการกระโดดิ่งพสุธาเท่านั้น
นายสันติภาพ ทองเพชร 4911110189
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 4 เม.ย. 2551 (21:10)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 5 เม.ย. 2551 (00:54) ![]() ไอน์สไตน์ได้เขียนคำอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศนี้ออกมาเป็นสูตรที่เรียกกันว่า Einsteins Field Equation โดยผู้ที่สามารถหาคำตอบแรกของสมการนี้ได้ คือ คาร์ล ชวาชชิลล์(Karl Schwarzschild) ซึ่งเขาได้พิจารณาถึงความโค้งของอวกาศรอบๆ ดาวที่มีรูปทรงกลมสมบูรณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง และพบว่า ระยะห่างค่าหนึ่งจากใจกลางของดวงดาว ซึ่งเรียกว่ารัศมีของSchwarzschild ความโค้งของอวกาศจะมีค่ามากจน แม้แต่แสงยังถูกกักขังเอาไว้ได้ นักฟิสิกส์แบ่งหลุมดำออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.หลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black holes) เชื่อกันว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ใจกลางของควอซ่าร์ (Quasars) ซึ่งเป็นใจกลางของgalaxy ที่มีการระเบิดเกิดขึ้น และมันดูดดาวจำนวนนับพันล้านดวง รวมถึงก๊าซและฝุ่น ในอวกาศ หรือแม้กระทั่งดาวเคราะห์เข้าไป ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าหลุมดำมวลยิ่งยวด ในปี 1994 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ได้ถ่ายภาพที่ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการค้นพบหลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางของ galaxy M87 2.หลุมดำที่เกิดจากดาวที่ตายแล้ว (Stellar black holes) หลุมดำประเภทนี้เกิดจากดาวยักษ์แดง (Red giant stars) ที่มีมวลมากกว่า 3 เท่าของ มวลของดวงอาทิตย์ตามวิวัฒนาการของดวงดาว (Stellar evolution) ส่วนดาวที่มีมวล น้อยกว่านี้ก็จะวิวัฒนาการไปสู่ ดาวแคระขาว (white dwarfs) หรือ ดาวนิวตรอน (neutron stars) หลุมดำประเภทนี้เกิดจากการที่ดาวฤกษ์เผาผลาญพลังงานทุกอย่าง จนหมดสิ้นทำให้เกิดการยุบตัวเป็น singularity ( หมายถึงบริเวณที่เป็นอนันต์และ กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ต่าง ๆไม่สามารถใช้ทำนายอะไรได้ถูกต้อง) ซึ่งถือว่าเป็นจุดตรงกลางของหลุมดำ ในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ singularity จะเกิดขึ้นได้เมื่อดวงดาวได้ยุบตัวจนถึง รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild radius) หรือ เรียกว่า ขอบเขตแห่งเหตุการณ์ (Event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตที่ไม่มีอะไรสามารถ หลุดพ้นออกมาได้ (ยกเว้นแต่ว่าใครจะทำความเร็วได้มากกว่าความเร็วแสง แต่ความเป็นไปได้ก็ถูกจำกัดโดยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ที่กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วแสง คุณจะมีมวลเป็นอนันต์ถ้าคุณเดินทาง ด้วยความเร็วเท่าแสง) หลุมดำประเภทนี้เชื่อกันว่าอยู่ที่กระจุกดาว Cygnus X-1 3.หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) เชื่อกันว่าหลุมดำพวกนี้ (ขนาดราว 10-15 เมตร) เกิดขึ้นระหว่างการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (The Big Bang) Stephen Hawking เป็นผู้นำในการเสนอทฤษฎีเกียวกับหลุมดำจิ๋ว ราวต้นทศวรรษ 70 อีกชื่อหนึ่งของหลุมดำจิ๋วคือ หลุมดำแรกเริ่ม (Primordial black holes) ในทฤษฎีนี้ โปรตอนและปฏิโปรตอนอาจเกิดขึ้นได้ รอบ ๆ หลุมดำจิ๋ว ตามหลัก ของการสร้างและการทำลายล้างอนุภาค (Pair production and annihilation) โดยที่ถ้าตัวตัวหนึ่งตกลงไปในหลุมดำอีกตัวก็จะออกมา จากปรากฎการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า หลุมดำระเหยสาบสูญไป (Evaporate) และหลุมดำก็แผ่รังสีออกมา Stephen Hawking ได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับการแผ่รังสีของหลุมดำที่รู้จักกันในนาม Hawking Radiation โดยยึดหลักความไม่แน่นอนของไฮน์เซนเบอร์ก การที่หลุมดำแผ่รังสีทำให้มันมี อายุขัยที่จำกัด (หรือกล่าวว่าหลุมดำก็ตายได้) การสร้างอนุภาคในสูญญากาศต้องใช้ พลังงาน DE = 2mc2 ทำให้อายุขัยของหลุมดำ Dt ~ hbar /2mc2 นอกจากนี้ Hawking ได้พบด้วยว่าการแผ่รังสีของหลุมดำนั้นเป็นแบบ สเปกตรัมเชิงความร้อน (Thermal spectrum) โดยที่ T µ 1/M ( M คือมวลของหลุมดำ T คือ อุณหภูมิของ หลุมดำ ) และอายุขัย (τ) ของหลุมดำมีความสัมพันธ์ τ µ M3 นั่นคือว่าหลุมดำจิ๋วที่มีมวล 1015 กรัม ซึ่งมีอายุขัยน้อยกว่าเอกภพได้ระเหยสาบสูญไปแล้ว สำหรับหลุมดำ ชนิดอื่นเราสามารถละทิ้งความสำคัญของการระเหยสาบสูญได้ (การระเหยสาบสูญ คือการที่ขนาดของหลุมดำลดลงจนถึงระดับขั้นของแพล๊งค์ (Planck s scale) ซึ่งมีขนาดประมาณ 10-35 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มนุษย์ไม่มีทางสัมผัสได้ และเป็นขั้นที่ ศึกษากันในวิชาแรงโน้มถ่วงควอนตัม หรือ Quantum gravity) จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นหลุมดำทั้ง 3 ชนิดที่นักฟิสิกส์เป็นผู้แบ่งกลุ่ม แต่ชนิดไหนละที่ มนุษย์จะสร้างขึ้น ถ้าให้เดากันผู้อ่านก็คงจะเลือกหลุมดำจิ๋ว ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะถ้า เราสร้างหลุมดำชนิดที่ 1 และ 2 ได้จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เพราะเราและ ทุกอย่าง บนโลกจะถูกดูดหายไป และเราก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรอีก หลุมดำจิ๋วที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006 นักฟิสิกส์เชื่อว่า มันจะสร้างหลุมดำจิ๋วทุก ๆ วินาที และเมื่อ LHC สร้างเสร็จจะเป็น เครื่องเร่งอนุภาค ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา การที่อนุภาควิ่งมาชนกันที่ LHC นั้น จะเกิดพลังงาน ในระดับเดียวที่เกิดขึ้น 1 ในล้านล้านของวินาทีหลังจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งอุณภูมิของเอกภพ ตอนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านล้านองศาเซลเซียส (1016 ) ที่พลังงานสูงมาก ๆ ระดับนี้ เราคาดหวังว่าสสารจะเปิดเผยความลับอันลึกซึ้งออกมา เช่น มวลสารนั้น มาจากไหนกัน นักฟิสิกส์คาดว่าจะเกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นเป็นจำนวนมาก ในการชนที่พลังงานระดับนั้นแต่ขนาดของ หลุมดำจิ๋วจะไม่ใหญ่ไปกว่า 1 ในล้าน ของขนาดของนิวเคลียสของอะตอมและจะมีช่วงอายุขัยเพียงเศษเสี้ยวของวินาที ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่านักฟิสิกส์ที่ทดลองจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำจิ๋ว เรารู้ได้อย่างไรว่าได้เกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นจริง ๆ เรารู้เพราะว่านักฟิสิกส์มีเครื่องมือวัด ถ้าเกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นจริงที่ LHC ตามทฤษฎีการแผ่รังสีของ Hawking ซึ่งบอกเราว่า หลุมดำจะแผ่รังสีออกมา ซึ่งจะทำให้นักฟิสิกส์สามารถวัดการแผ่รังสีในรูปแบบของสัญญาณได้ พูดอีกแง่หนึ่งคือ การทดลองสร้างหลุมดำจิ๋วเป็นการทดสอบทฤษฎีของ Hawking ว่าถูกต้องหรือไม่ ที่น่าสนใจเช่นกันคือ การทดลองครั้งนี้จะทำให้นักฟิสิกส์เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับมิติในเอกภพนี้ นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้ว่าในช่วงเริ่มแรกของ เอกภพ มีมิติมากกว่า 3+1 มิติที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ (+1 หมายถึงรวมเวลาเข้าไปด้วย) นั่นคือมีมิติเสริม (Extra dimensions) อยู่ที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาท สัมผัสทั้ง 5 เชื่อกันว่ามิติเสริมนี้จะเกิดขึ้นในกระบวนการที่มีพลังงานสูงมาก ๆ เช่น การเกิดหลุมดำจิ๋ว จำนวนของมิติเสริมจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของหลุมดำจิ๋วและ ความเข้มของการแผ่รังสี Hawking องค์ความรู้เกี่ยวกับมิติเสริมจะเป็นกุญแจที่สำคัญ ไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นในวิชาความโน้มถ่วงควอนตัม เพราะนักฟิสิกส์เชื่อกันว่า แรงโน้มถ่วงนั้นมีความแรงเท่ากับแรงอื่น ๆ ทั้ง 3 ชนิด (แรงไฟฟ้าแม่เหล็ก แรงนิวเคลียร์อย่างแรง และ แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน) เพียงแต่ซ่อนเร้นอยู่ในมิติเสริม หลักฐานว่ามีหลุมดำอยู่จริง (Evidence for existence of black holes) เรารู้ว่าหลุมดำมีอยู่จริง ๆ ด้วยผลการศึกษาทางดาราศาสตร์ นั่นคือการสังเกตุกาณ์ (observation) เพราะว่าหลุมดำคือที่ที่ไม่มีแสงใด ๆ สามารถหลุดออกมาได้ เราจึงไม่เคยและจะไม่มีวันได้เห็นหลุมดำด้วยตาเปล่า (naked eyes) การศึกษาหรือการค้นหาหลุมดำ เราจะต้องหาหลักฐานทางอ้อม (indirect evidence) ซึ่งได้แก่ การศึกษาวัตถุโดยเฉพาะ gas ที่โคจรอยู่รอบวัตถุอันหนึ่ง (ซึ่งเราคาดว่าจะเป็นหลุมดำ) โดยที่มันจะต้องมีความเร็วสูงมากเข้าใกล้ความเร็วแสง โดนการวัดเส้นสเปกตรัมของ gas และอีกทางหนึ่งคือการศึกษากาีรแผ่รังสี X จาก gas ที่วิ่งวนอยู่ด้วยความเร็วสูง โดยที่อุณหภูมิที่วัดได้จะอยู่ในช่วงอุณหถูมิสูงมาก (คือมากกว่า 1 พันล้าน Kelvin) หลุมดำและการเชื่อมโยงกับฟิสิืกส์ ที่ผ่านมานับตั้่งแต่มีการค้นพบหลุมดำ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้รับการยอมรับมากขึ้นและ ถือว่าเป็นวิชาเสาหลัก (core subject) ที่นักฟิสิกส์ระดับสูงทุกคนต้องรับรู้และเข้าใจ การศึกษาวิจัยหลุมดำทุกวันนี้ไม่ได้เพียงเพราะเราต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับหลุมดำเพียงอย่าง เดียวเท่านั้น สิ่งที่นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้ในการศึกษาวิจัยหลุมดำ ได้เป็นประโยชนแก่สาขาอื่น ๆ ในฟิสิกส์ อย่างเช่น ความโน้มถ่วงควอนตัม เอกภพวิทยา และเป็นการทดสอบ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ด้วย อ้างอิง Bergström and Goobar., COSMOLOGY AND PARTICLE ASTROPHYSICS, John Wiley and Sons, 1999. http://www.nature.com/nsu/011004/011004-8.html http://www.brown.edu/Administration/George_Street_Journal/vol26/26GSJ10a.htm ชื่อ:: นายพิเชษฐ์ บุญอุปถัมภ์ รหัส:: 4911210339 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 5 เม.ย. 2551 (09:56) หลักการของจรวดขวดน้ำ จรวดขวดน้ำ (PET) คือ จรวดที่สร้างจากขวดพลาสติกน้ำอัดลม ใช้แรงขับเคลื่อนด้วยน้ำหรือแป้งโดยอาศัยแรงดันของอากาศที่บรรจุอยู่ภายใน การเคลื่อนที่ของจรวดพลังน้ำ สามารถอธิบายได้ด้วย กฏการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตั้น (Newton's Third Law of Motion) ซึ่งอธิบายไว้ว่า ในธรรมชาติเมื่อมีการกระทำ(หรือแรง)ใดๆ ต่อวัตถุอันหนึ่ง จะปรากฏแรงที่มีขนาดเท่ากันแต่มีทิศทางที่ตรงกันข้าม กระทำกลับต่อแรงนั้นๆ (For every action (force) in nature there is an equal and opposite reaction.) ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ให้เด็กคนหนึ่งยืนถือก้อนหินอยู่บนรถเข็นที่ล้อไม่มีความฝืด เมื่อให้เด็กทุ่มก้อนหินออกมา ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/33060 , thong_vcharkarn ความคิดเห็น : การเคลื่อนที่ของจรวดขวดน้ำเป็นการเคลื่อนที่โดยใช้กฎข้อที่สามของนิวตันคือแรงกิริยาจะเท่ากับแรงปฏิกิริยาแต่ทิศทางตรงกันข้าม และการเคลื่อนที่ของจรวดขวดน้ำเป็นการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์ นางสาวดวงกมล สาริบุตร รหัส 4911110514 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 6 เม.ย. 2551 (20:43) หลักการและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์จากการบ้านข้อที่ 13 ผมเห็นว่าจรวดขวดนำใช้กฎข้อที่ 3 ของนิวตัน และ การเคลื่อนที่แบบ โปรเจ็คไตในแนววิถีโค้งครับอาจารย์ การพุ่งขึ้นของจรวดขวดน้ำอาศัยกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ข้อที่3 ที่กล่าวไว้ว่า แรงกริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา แต่มีทิศทางตรงกันข้าม เมื่อเราเติมน้ำ และอัดอากาศเข้าไปในขวด อากาศที่ถูกอัดอยู่ภายในจรวดขวดน้ำ จะทำหน้าที่เหมือนเป็นสปริงที่จะดันให้จรวดลอยสูงขึ้นไป และดันน้ำให้พุ่งออกทางปากขวด การที่เราเติมน้ำลงไปในจรวดขวดน้ำทั้งๆที่ดูเหมือนว่าเราอาศัยเพียงแรงผลักของอากาศทำให้จรวดขวดน้ำพุ่งขึ้นไปได้ เป็นเพราะในขณะที่อากาศผลักให้จรวดขวดน้ำพุ่งขึ้นไป จรวดขวดน้ำก็จะผลักให้อากาศพุ่งถอยหลังไปเช่นกัน (ตามกฎข้อที่ 3 ของนิวตัน)แต่มวลของจรวดมีมากกว่ามวลของอากาศมาก ทำให้อากาศมีความเร่งมากกว่าความเร่งมากกว่าจรวดมาก (พิจารณาตามกฎข้อที่ 2 ของนิวตัน) ทำให้อากาศพุ่งออกไปจากจรวดขวดน้ำหมดก่อนที่จรวดขวดน้ำจะพุ่งขึ้นไปได้สูง น้ำที่เราเติมลงไปนั้น จะช่วยชะลอเวลาที่อากาศใช้ในการพุ่งออกจากจรวดขวดน้ำ เพราะจรวดขวดน้ำต้องผลักให้น้ำภายในจรวดขวดน้ำพุ่งออกไปด้วย ทำให้ความเร็วของจรวดสูงกว่าตอนที่ไม่ได้เติมน้ำลงไปในจรวดขวดน้ำนี้
แต่ปริมาณน้ำที่เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้แรงผลักของอากาศลดลง และความดันภายในจรวดก็จะลดลงรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้น เราต้องมีอัตราส่วนของการเติมน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้จรวดขวดน้ำพุ่งออกไปได้ไกลที่สุด ที่มา http : //www.nsm.or.th/data/wr-mgking.pdfhttp : //www.nsm.or.th/data/wr-newton-lค้นหาโดย Googleที่มาของข้อมูล Websitehttp://www.kr.ac.th/allac/480817/rocket.htmlพูมพงศ์ ชุ่มชูจันทร์ ครับ 5011350027ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 7 เม.ย. 2551 (20:52) อาจารย์ครับ ผมขอส่งการบ้านย้อนหลัง(ที่ยังไม่เฉลย) ได้หรือเปล่าครับ ถ้าได้จะสามารถนำไปส่งได้ที่ห้องไหนครับ
นายศิริชัย กาฬศิริ กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |