เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
ยินดีต้อนรับ นักศึกษาภาคฤดูร้อน MUT มีนาคม 2551
โพสต์เมื่อ: 13:43 วันที่ 16 มี.ค. 2551         ชมแล้ว: 23,307 ตอบแล้ว: 197

คุณสามารถติดต่อกับผมได้ทุกวัน 24 ชั่วโมงทางเว็บไซด์นี้


ขอให้ตั้งใจเข้าเรียนนะครับ



นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 190 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| -7- 8| 9| 10|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 31 มี.ค. 2551 (15:33)

ตัดริบบิ้น "จูลส์ เวิร์น" ยานบรรทุกอวกาศขับเคลื่อนอัตโนมัติออกสู่ภารกิจ



บีบีซีนิวส์ - อีซาส่ง "จูลส์ เวิร์น" ยานขนสัมภาระสู่สถานีอวกาศแบบอัตโนมัติที่ลำเลียงของได้มากที่สุด และเป็นภารกิจอันท้าทายของจรวดขนส่ง ที่จะนำยานไปจอดรอสถานีอวกาศ ก่อนที่จะเชื่อมต่อได้เองโดยไม่ต้องมีคนบังคับ นับเป็นก้าวแรกสู่การพัฒนาระบบขนส่งนักบินอวกาศของยุโรปเอง

"จูลส์ เวิร์น" (Jules Verne) คือชื่อยานขนส่งไร้คนขับอัตโนมัติหรือยานเอทีวี (Automated Transfer Vehicle : ATV) ขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ที่สามารถลำเลียงสัมภาระต่างๆ ทั้งอากาศ อาหาร น้ำ เชื้อเพลิง เครื่องใช้ส่วนตัวของลูกเรือและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ได้ถึง 7.6 ตัน

ยานลำนี้ออกเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในอวกาศโดยการลำเลียงของจรวดแอเรียน 5 (Ariane 5) จากฐานปล่อยจรวดคูรู ในเฟรนซ์เกียอานา วันที่ 9 มี.ค.51 เวลา 11.03 น.ตามเวลาประเทศไทย

การสร้างยานขนส่งสัมภาระนี้เป็นบทบาทของยุโรป ในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งแทนที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อบริหารจัดการสถานีอวกาศ อีซาก็เลือกที่จะรับหน้าที่นี้เป็นหลัก

การเดินทางครั้งแรกของยานจูลส์ เวิร์นนี้จะเป็นการประกาศว่ายุโรปมีความสามารถทางเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญที่จะแข่งขันในวงการสำรวจอวกาศได้

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเอทีวีจากยุโรป คือเทคโนโลยีการนัดพบในอวกาศและการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติของยานจูลส์ เวิร์น ทั้งนี้ยานสามารถหาหนทางด้วยตัวเองเพื่อไปถึงยังสถานีอวกาศและเชื่อมต่อได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปแทรกแซง

"ยานเอทีวีคือสิ่งที่เรามีส่วนร่วมด้านค่าดำเนินการของสถานีอวกาศ โดยการขนส่งสัมภาระหลายๆ ตัน อีกทั้งยังเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการพัฒนา ยานเอทีวีเป็นเหมือนการผสานกันอย่างแนบแน่น (ในความสามารถ) ของยานอวกาศที่มีมนุษย์บังคับกับดาวเทียม กลายเป็นยานที่มีความซับซ้อนและอุตสาหกรรมของยุโรปก็มีโอกาสที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและเทคนิคใหม่ๆ ที่ได้ผลออกมาเป็นยานเอทีวี" คำกล่าวของอลัน เทิร์กเกทเทิล (Alan Thirkettle) ผู้จัดการโครงการสถานีอวกาศนานาชาติขององค์การอวกาศยุโรป

เที่ยวบินของยานเอทีวีในวันที่ 9 มี.ค.นี้เป็นเที่ยวบินที่น้ำหนักถึง 20 ตันขณะอยู่ที่ฐานปล่อย ซึ่งจรวดแอเรียน 5 ต้องได้รับการเพิ่มพลังเป็นเฃพิเศษเพื่อรับภาระอันเฉพาะเจาะจงนี้ โดยจรวดจะขนส่งยานที่มีขนาดประมาณรถโดยสารสองคันขึ้นไปในวงโคจรที่มีความสูง 260 กิโลเมตร ซึ่งอยู่เบื้องล่างทางด้านหลังของสถานีอวกาศ จากนั้นยานเอทีวีก็เพิ่มความสูงของตัวเองเข้าไปใกล้ท่าเทียบที่อยู่เหนือชุดวงโคจร

สำหรับจรวดแอเรียน 5 เองภารกิจนี้ก็นับเป็นหลักไมล์ที่สำคัญในความพยายามขนส่งสัมภาระเดี่ยวๆ ที่หนักที่สุดขึ้นไปยังวงโคจร ซึ่งโดยมากแล้วจรวดแอเรียนจะรับภารกิจขนส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นไปยังวงโคจรระนาบเส้นศูนย์สูตร (equatorial orbit) ซึ่งอยู่สูงจากโลกออกไป 36,000 กิโลเมตร แต่สำหรับเที่ยวบินนี้จรวดของแอเรียนต้องทำวงโคจรที่ลาดเอียงอย่างมากเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อวางยานเอทีวีในตำแหน่งที่อยู่ต่ำกว่าวิถีของสถานีอวกาศอย่างแม่นยำ

จรวดแอเรียนท่อนสุดท้ายจะจุดระเบิด 2 รอบ รอบแรกเป็นการจุดระเบิดเพื่อเข้าสู่วงโคจรก่อนจะแยกออกจากยานและครั้งที่สองเป็นการทำลายตัวเองเพื่อความปลอดภัยก่อนที่จะตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นยานเอทีวีก็จะหยุดนิ่งอยู่ในอวกาศและต้องรอจนกว่ากระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) จะปฏิบัติภารกิจที่กำลังจะมาถึงจนเสร็จเรียบร้อยจึงจะเข้าเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 3 เม.ย.นี้

คอมพิวเตอร์ของยานอยู่ในความควบคุมของระบบจีพีเอส (GPS) และระยะต่อจากนั้นเซนเซอร์ตรวจวัดแสงจะนำทางยานไปยังตำแหน่งท้ายของโมดุลซเฟซดา (Zvezda) ของรัสเซียที่ติดตั้งบนสถานีอวกาศ โดยที่มีการควบคุมของมนุษย์อีกทีที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส แต่จะมไมีการแทรกแซงการทำงานจนกว่าจะเกิดปัญหาขึ้น

นอกจากนั้นนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศเองก็จะเพียงดูการเข้าประชิดของยานเอทีวีแต่จะไม่ทำอะไร ยกเว้นเกิดเหตุฉุกเฉิน หากนักบินอวกาศเห็นสัญญาณอันตรายพวกเขาจะสั่งให้ยานเอทีวีถอยกลับด้วยการกดปุ่มสัญญาณสีแดงขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนแผงของซเฟซดา และยานเอทีวีจะอยู่ที่สถานีอวกาศเป็นเวลา 6 เดือน

ทั้งนี้ยุโรปมีความคาดหวังต่อยานเอทีวีและเทคโนโลยีของยานสูงมาก แม้ว่านักบินอวกาศจะไม่ได้อาศัยยานเอทีวีขึ้นสู่สถานีอวกาศแต่ความดันภายในยานก็พอเหมาะกับที่นักบินอวกาศจะเข้าไปโดยทีมไต้องสมชุดอวกาศ นับว่ายานเอทีวีเป็นจุดเริ่มต้นที่ยุโรปจะพัฒนาระบบขนส่งลูกเรือเองได้ แต่ ณ เวลานี้นักบินอวกาศของอีซาไม่สามารถออกไปนอกโลกได้โดยไม่อาศัยกระสวยอวกาศของสหรัฐฯ หรือยานโซยุซ (Soyuz) ของรัสเซียได้

ที่มา: http://www.manager.co.th/
 


 


กระผม  นายจิราวัช  หนูอ่อน รหัส 5011210103


ผมคิดว่าเรื่องนี้จะมีเรื่องของ แรง และ โมเมนต์ความฉื่อย ครับ
เพราะว่าการที่จรวดพุ่งขึ้นไปจะต้องใช้แรงและจะเกิดโมเมนต์ความเฉื่อยครับ
ก่อนที่จรวดจะพุ่งขึ้นก็จะมีโมเมนต์ความเฉื่อยและจะต้องใช้แรงเพื่อให้จรวดพุ่งขึ้นไป
พอจรวดพุ่งขึ้นไปก็จะมีโมเมนต์ความเฉื่อยครับ คือ ถ้าเราอยากจะให้จรวดหยุดจรวดก็จะไม่หยุดทันทีแต่จะค่อยๆหยุด ก็หมายถึงในจรวดมีโมเมนต์ความเฉื่อยครับ


5011210103 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 31 มี.ค. 2551 (15:39)

17. ติดมวล 100 g 2 ก้อนที่ปลายท่อนเหล็กในข้อ 15.
จงหาโมเมนต์ของความเฉื่อยรอบแกนหมุนที่กลางท่อนเหล็กและปลายท่อนเหล็กนี้โดยแกนหมุนทั้งสองตั้งฉากกับท่อนเหล็ก


18. ล้อจักรยานมวล 3.50 kg รัศมี 45.0 cm มีโมเมนต์ความเฉื่อยรอบแกนหมุนของล้อเท่าใด(ถือว่ามวลทั้งหมดอยู่ที่ขอบล้อพอดี)


19. จะต้องหมุนล้อในข้อ 18. ด้วยความเร็วเชิงมุมเท่าใดล้อนี้จึงมีพลังงานจลน์เท่ากับ 20.0 J


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 31 มี.ค. 2551 (15:41)

คุณจิราวัช
เรื่องโมเมนต์ความเฉื่อยนั้นเกี่ยวกับการหมุนเป็นส่วนใหญ่
เรื่องที่คุณส่งมามีส่วนใดบ้างที่เกี่ยวกับการหมุนครับ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 31 มี.ค. 2551 (17:26)

เพราะเมื่อวันเสาร์ที่ 29/03/51 ที่ผมเข้าเรียนฟิสิกส์
อาจารย์ได้สอนเรื่องการหมุนของยานอวกาศ
และในยานอวกาศจะมีไจโรสโคปที่ช่วยในการ
บังคับทิศทางการหมุนของยานอวกาศครับ


ที่กระผมได้พูดไปข้างต้นนั้น
กระผมคิดตามที่ตัวเองเข้าใจนะครับ
ไม่รู้ว่ากระผมคิดถูกหรือเปล่า
ขอให้อาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยครับ


 


ขอบคุณครับ


 


นายจิราวัช  หนูอ่อน


รหัส 5011210103


5011210103 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 31 มี.ค. 2551 (21:55)
ไจโรสโคป บังคับทิศทางการหมุนของยานฯอย่างไร
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 31 มี.ค. 2551 (22:05)

20. หากคุณต้องการให้กระบอกกลมกลิ้งลงตามพื้นเอียงโดยไม่มีการไถล คุณต้องให้พื้นเอียงและกระบอกมีแรงเสียดทานหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายโดยใช้หลัก กฎ หรือทฤษฎีที่เรียนมา


21. หีบมวล m อยู่ที่ยอดพื้นเอียงที่มีสัมประสิทธิความเสียดทาน a มุมพื้นเอียงทำกับแนวระดับ b พื้นเอียงยาว d จงหา
ก. ความเร่งที่หีบไถลลงตามพื้นเอียง
ข. ความเร็วที่ปลายล่างพื้นเอียง
ค. เวลาที่หีบเคลื่อนที่ถึงปลายล่างพื้นเอียง


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 1 เม.ย. 2551 (08:31)

เท่าที่กระผมเข้าใจนะครับ
ยานอวกาศจะมีโมเมนตัมเชิงมุมเป็นศูนย์
การที่เราจะบังคับทิศทางของยานอวกาศ
เราต้องอาศัย
ไจโรสโคปบังคับทิศทาการหมุนของยานโดย
ถ้าเราต้องการให้ยานหมุนทวนเข็มเราก็ทำให้
ไจโรสโคปหมุนตามเข็ม
ก็คือไจโรสโคปจะหมุนตรงข้ามกับยานอวกาศ
ที่กระผมเข้าใจก็คือแบบนี้ครับ
ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า
อาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยครับ


นายจิราวัช   หนูอ่อน


รหัส 5011210103


5011210103 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 1 เม.ย. 2551 (10:05)
OK ครับ คุณจิราวัช
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 1 เม.ย. 2551 (16:06)

กระผมขอบคุณอาจารย์นิรันดร์มากๆครับ


นายจิราวัช    หนูอ่อน


รหัส 5011210103


5011210103 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 3 เม.ย. 2551 (00:12)

อาจารย์คับ ขอถามหน่อยนึงคับคือว่า ทฤษฎีแกนขนานมันยังไงคับ ขอบคุณคับ


tuktatok เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 4 เม.ย. 2551 (02:02)
อาจารย์คับจะมีหลักการยังไงคับว่าจะต้องใช้กฎอนุรักษ์พลังงานหรือไม่
tuktatok เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 4 เม.ย. 2551 (08:56)

ทฤษฎีแกนขนานเป็นทฤษฎีที่ใช้คำนวณหาโมเมนต์ความเฉื่อย
โดยแกนหมุนไม่ได้ผ่านศูนย์กลางมวล(Ip)
แต่เราทราบโมเมนต์ความเฉื่อยรอบแกนหมุนที่ผ่านศูนย์กลางมวลอยู่แล้ว(ICM)
แล้วเราต้องการหาโมเมนต์ความเฉื่อยรอบอีกแกนหนึ่งซึ่งขนานกับแกน
ที่ผ่านศูนย์กลางมวลและเราทราบค่า
โดยแกนหมุนใหม่มีระยะห่างแกนหมุนที่ผ่านศูนย์กลางมวล d
และ ระบบประกอบด้วยมวลทั้งหมด M
จะได้


Ip = ICM + Md2


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 4 เม.ย. 2551 (08:59)

กฎอนุรักษ์พลังงานกล จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ
การเคลื่อนไหวของระบบที่กำลังพิจารณาอยู่นั้น ถูกกระทำด้วยแรงอนุรักษ์เท่านั้น เช่นวัตถุตกอิสระ มีเพียงแรงโน้มถ่วงที่ทำงาน
หรือหากมีแรงอื่นกระทำกับระบบ แรงอื่นที่ไม่ใช่แรงอนุรักษ์ก็ต้องไม่ทำงาน เช่นการแกว่งของลูกตุ้ม มีแรงโน้มถ่วงทำงาน แต่แรงดึงในเส้นเชือกหรือก้านลูกตุ้มไม่ได้ทำงาน


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 4 เม.ย. 2551 (09:03)
ในกรณีที่มีแรงหลายแรงกระทำกับวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นแรงอนุรักษ์หรือไม่ก็ตาม
เราจะใช้ทฤษฎีงาน-พลังงานจลน์ได้อย่างสะดวกมาก
คือ
งานของแรงทั้งหมดที่กระทำกับระบบ เท่ากับ ผลรวมของพลังงานจลน์ของระบบที่เปลี่ยนไป
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12382 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 836 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 4 เม.ย. 2551 (17:51)

ดอกไม้กลางอากาศ



การแสดงหมู่  ทีมนักดิ่งพสุธารวมทั้งสิ้น  126 คน  แสดงท่าผาดโผนแปรขบวนกลางอากาศ  การแสดงอันน่าตื่นตาระทึกใจชุดนี้จัดขึ้นที่ประเทศเบลเยี่ยม เมื่อปี ค.ศ.  1987


      เครื่องบินที่ใช้ในการกระโดดร่ม ปกติจะใช้เครื่องขนาดเล็กปีกสูง  เช่น เซสนา 172  แบบ 3 ที่นั่ง  ถ้ามีนักดิ่งพสุธาเป็นหมู่คณะ  ก็ต้องใช้เครื่องขนาดใหญ่ขึ้น  เช่น สกายแวน ของชอร์ตซึ่งบรรทุกได้ถึง 16 คน


      ขณะที่เครื่องบินอยู่เหนือจุดหมาย นักกระโดดร่มที่ชำนาญจะพุ่งตัวออกจากประตูเครื่อง  ระยะเวลา “ดิ่งตัวเปล่า”  (free tall)  นี้ขึ้นอยู่กับระดับความสูงที่กระโดดตั้งแต่ 8 วินาทีถึง 1 วินาที


      การแสดงกายกรรมกลางอากาศครั้งแรกสำหรับนักดิ่งพสุธามือใหม่ มักเป็นเพียงท่าตีลังกาพลิกตัว  ครั้นชำนาญขึ้น จึงจะได้เข้าเล่นรวมหมู่แปรขบวนท่าเป็นชุด ๆ ซึ่งเรียกว่า   “ปฏิบัติการสัมพัทธ์”  (relative work)


      การแสดงประเภทนี้ต้องอาศัยความชำนาญสูง เพราะนักดิ่งพสุธาจะพุ่งตัวลงมาด้วยความเร็วสูง และยังอาจต้อง “ไล่ตาม”(track) เพื่อเข้าสมทบกับกลุ่มโดยต้องทำตัวให้อยู่เกือบเป็นแนวดิ่งลำตัวโค้งเล็กน้อย  แขนแนบกับลำตัวและขาชิดยืดตรง


      แรง “ยก” ที่เกิดจากแระแสลมวิ่งผ่านส่วนโค้งของลำตัวนักดิ่งพสุธา ทำให้เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้  นักดิ่งพสุธาอาจเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงจนทำให้บาดเจ็บได้  หากเกิดไปปะทะกับอีกคนหนึ่งเข้า  ดังนั้น เขาต้องชะลอความเร็วลง  โดยการยกแขนขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มเนื้อที่ต้านลม  ทักษะนี้ต้องฝึกให้ชำนาญก่อนเข้าเล่นแบบรวมหมู่


      การแสดงดิ่งพสุธาหมู่ต้องวางแผนกันอย่างดี หลังจากเล่นรวมกลุ่มแล้ว  ต่างคนต่างต้องแยกตัวจากกันใน 2-3 วินาที ก่อนกางร่มเพื่อไม่ให้ร่มพันกันเอง แม้จะถือว่าเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงภัยก็ตาม แต่ปรากฏว่าเคยมีการแสดงหมู่ที่นักดิ่งพสุธาต้องแสดงในช่วงร่มกางแล้ว โดยต่อร่างเป็นภาพร่มลอยกลางอากาศ  ดูคล้ายช่อดอกไม้สวยงาม    


 


  ที่มาของข้อมูล 


:http://www.rmutphysics.com/CHARUD/specialnews/3/parachute/parachute3.htm


 


 


  ความคิดเห็น


        กระผมคิดว่า การกระโดดดิ่งพสุธานั้นใช้หลักการ แรงต้านอากาศ เมื่อวัตถุลอยอยู่บนอากาศแล้วมีแรงต้านอากาศมากๆๆ  จะทำให้วัตถุตกลงมาช้าลง  แล้วการจะทำให้มีแรงต้านอากาศมากๆๆนั้นก็คือ การใส่เสื้อผ้าที่มีขนาดใหญ่ๆหลวมๆ  และเพื่อความปลอดภัย ต้องเป็นชุดเฉพาะสำหรับการกระโดดิ่งพสุธาเท่านั้น


 


   นายสันติภาพ  ทองเพชร   4911110189


 


sunmaruku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 4 เม.ย. 2551 (21:10)












ระบบสุริยะ (Solar System)

คือระบบที่ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางมีดาวเคราะห์ (Planets) 9 ดวง ดวงจันทร์บริวารของดวงเคราะห์แต่ละดวง (Moon of sattelites) ดาวเคราะห์น้อย (Minor planets) ดาวหาง (Comets) อุกกาบาต (Meteorites) ตลอดจนกลุ่มฝุ่นและก๊าซ ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจร ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูด จากดวงอาทิตย์ ระบบสุริยะไม่จำเป็นต้องมีแห่งเดียว ถ้าที่อื่นมีลักาณะอย่างนี้ก็เรียกว่าระบบสุริยะได้เหมือนกัน แต่ในที่นี้จะหมายถึงระบบสุริยะของเรา



ทฤษฎีการกำเนิดของระบบสุริยะ

หลักฐานที่สำคัญของการกำเนิดของระบบสุริยะก็คือ การเรียงตัว และการเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบระเบียบของดาว เคราะห์ ดวงจันทร์บริวาร ของดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์น้อย ที่แสดงให้เห็นว่าเทหวัตถุ ทั้งมวลบนฟ้า นั้นเป็นของ ระบบสุริยะ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่เทหวัตถุท้องฟ้า หลายพันดวง จะมีระบบ โดยบังเอิญโดยมิได้มีจุดกำเนิด ร่วมกัน



นอกจากนี้ยังมีอีกหลายทฤษฎีที่มีความเชื่อในการเกิดระบบสุริยะ แต่ในที่สุดก็มีความเห็นคล้ายๆ กับแนวทฤษฎีของ Laplace ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีของ Coral Von Weizsacker นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ซึ่งกล่าวว่า มีวง กลมของกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองหรือเนบิวลา ต้นกำเนิดดวงอาทิตย์ (Solar Nebular) ห้อมล้อมอยู่รอบดวงอาทิตย์ ขณะที่ดวงอาทิตย์เกิดใหม่ๆ และ ละอองสสารในกลุ่มก๊าซ เกิดการกระแทกซึ่งกันและกัน แล้วกลายเป็นกลุ่มก้อนสสาร ขนาดใหญ่ จนกลายเป็น เทหวัตถุแข็ง เกิดขั้นในวงโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่งเราเรียกว่า ดาวเคราะห์ และดวงจันทร์ของ ดาวเคราะห์นั่นเอง














ในบรรดาสมาชิกของระบบสุริยะซึ่งประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดวงจันทร์ ของดาวเคราะห์ดาวหาง อุกกาบาต สะเก็ดดาว รวมทั้งฝุ่นละองก๊าซ อีกมากมาย นั้นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ 9 ดวง จะได้รับความสนใจมากที่สุดจากนักดาราศาสตร์ ซึ่งมีข้อมูล รายละเอียดพอสรุปได้ดังนี้







1.ดวงอาทิตย์



>> ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะ

>> ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่น ๆ บนฟ้า

>> แต่เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด จึงปรากฏเป็นวงกลมโต บนฟ้าของโลกเพียงดวงเดียว



2. ดาวพุธ (Mercury)



>> ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ดวงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด จึงเคลื่อนรอบดวงอาทิตย์เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 87.969 วันในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ

>> ดาวพุธหมุนรอบตัวเองในทิศทางเดียว กับการเคลื่อนรอบดวงอาทิตย์ คือ จากทิศตะวันตกไป ทิศตะวันออก หมุนรอบตัวเองรอบละ 58.6461 วัน เมื่อพิจารณาจากคาบของการหมุนรอบตัวเอง และการคาบการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ จะพบว่าระยะเวลากลางวัน ถึงกลางคืนบนดาวพุธยาวนานถึง 176 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดในระบบสุริยะ ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 57,909,175 ก.ม. หมุนรอบตัวเอง58.646225 วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์ 87.969 วัน

>> เส้นผ่านศูนย์กลาง 4,879.4 ก.ม. (0.3825 เท่าของโลก)





3. ดาวศุกร์ (Venus)



>> ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 2 มีขนาดเล็กกว่าโลกเล็กน้อย จึงได้ชื่อว่าเป็นดาวฝาแฝดกับโลก

>>เป็นดาวเคราะห์ที่ปรากฏสว่างที่สุด สว่างรองจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ถ้าเห็นทางทิศตะวันตกเวลาค่ำเรียกว่า ดาวประจำเมือง และถ้าเห็นทางทิศตะวันออกในเวลาก่อนรุ่ง เรียกว่า ดาวประกายพรึก

>> ดาวศุกร์มีโอกาสเข้ามาใกล้โลกที่สุด ใกล้กว่าดาวพุธ ซึ่งนักดาราศาสตร์ยุคโบราณเข้าใจผิดคิดว่าอยู่ใกล้โลกที่สุด ลักษณะพิเศษของดาวศุกร์คือ หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลานานกว่าการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ และถ้าเราอยู่บนดาวศุกร์เวลา 1 วัน จะไม่ยาวเท่ากับเวลาที่ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเอง 1 รอบ นี่คือลักษณะพิเศษที่ดาวศุกร์ไม่เหมือนดาวเคราะห์ดวงใดๆ

>> นอกจากนี้ดาวศุกร์ยังหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือหมุนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ในขณะที่เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ดาวศุกร์จึงหมุนสวนทางกับดาวเคราะห์ดวงอื่น และหมุนสวนทางกับการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองรอบละ 243 วัน แต่ 1 วันของดาวศุกร์ยาวนานเท่ากับ 117 วันของโลก เพราะตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตกยาวนาน 58.5 วันของโลก ดาวศุกร์เคลื่อนรอบดวงอาทิตย์รอบละ 225 วัน 1 ปีของดาวศุกร์จึงยาวนาน 225 วันของโลก



4.โลก (Earth)



>> โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงโคจรซึ่งใช้เวลา 365 1/4 วัน เพื่อให้ครบ 1 รอบ

>> ปฏิทินแต่ละปีมี 365 วัน ซึ่งหมายความว่าจะมี 1/4 ของวันที่เหลือในแต่ละปี ซึ่งทุกๆปีสี่ปีจะมีวันพิเศษ คือจะมี 366 วัน กล่าวคือเดือนกุมภาพันธ์จะมี 29 วัน แทนที่จะมี 28 วันเหมือนปกติ

>> ข้อมูลเกี่ยวกับโลก

** โลกมีอายุประมาณ 4,700 ปี

** โลกไม่ได้มีรูปร่างกลมโดยสิ้นเชิง เส้นรอบวงที่เส้นศูนย์สูตรยาว 40,077กม.และที่ขั่วโลกยาว 40,009 กิโลเมตร

** ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 149,597,890 ก.ม. หมุนรอบตัวเอง 0.99726968 วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์0.99997862 ปี

** เส้นผ่านศูนย์กลาง 12,756.28 ก.ม.

** ดาวบริวาร The Moon

>>หมายเหตุ:: ดวงจันทร์

ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก โคจรรอบโลกทุกๆ 27 วัน 8 ชั่งโมง และขณะเดียวกันก็หมุนรอบแกนตัวเองได้ครบหนึ่งรอบพอดีด้วย ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์ด้านเดียว

>> วัฏจักรของดวงจันทร์

เราทราบแล้วว่า การเกิดข้างขึ้นข้างแรม เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบ เท่ากับมันโคจรรอบตัวเอง 1 รอบพอดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ดังนั้นเราจึงเห็นดวงจันทร์เพียงซีกเดียวตลอดเวลา



5. ดาวอังคาร (Mars)



>> ดาวอังคารยังเป็นดาวเคราะห์ที่มีโอกาสเข้ามาใกล้โลกเกือบพอๆ กับดาวศุกร์

>> โดยระยะใกล้ที่สุดจะอยู่ภายใน 40 ล้านกิโลเมตร ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 227,936,640 ก.ม. หมุนรอบตัวเอง 1.02595675 วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์ 686.98 วัน เส้นผ่านศูนย์กลาง 6,794 ก.ม. (0.5326 เท่าของโลก)

ดาวบริวาร

1. Phobos

2. Deimos



6.ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)



>> ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ เพราะมีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ

>> มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าโลก 11.2 เท่า

>> นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ เพราะมีองค์ประกอบเป็นก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียมคล้ายในดวงอาทิตย์ ความหนาแน่นของดาวพฤหัสบดีจึงต่ำ (1.33 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร) เมื่อดูในกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นเป็นดวงกลมโตกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ พร้อมสังเกตเห็นบริวาร 4 ดวงใหญ่เรียงกันอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรด้วย

>> กาลิเลโอเป็นนักดาราศาสตร์คนแรกที่ใช้กล้องส่องพบบริวารสี่ดวงใหญ่นี้ จึงได้รับเกียรติว่าเป็นดวงจันทร์ของกาลิเลโอ





7. ดาวเสาร์ (Saturn)



>> ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความสวยงาม จากวงแหวนที่ล้อมรอบ

>> ระยะห่างจากดวงอาทิตย์1,426,725,400 ก.ม.

>> หมุนรอบตัวเอง 0.44401 วัน (10.2 ชั่วโมง)

>> หมุนรอบดวงอาทิตย์29.42351935 ปี

>> เส้นผ่านศูนย์กลาง 120,536 ก.ม. (9.449 เท่าของโลก





8. ดาวยูเรนัส (Uranus)



>> ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่เป็นที่สามในระบบสุริยะ

>> มันมีลักษณะเลือนลาง จะต้องมองดูด้วยกล้องโทรทัศน์เท่านั้นจึงสามารถมองเห็น

>> ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 2,870,972,200 ก.ม.

>> หมุนรอบตัวเอง 0.71833 วัน(หมุนกลับหลัง) หมุนรอบดวงอาทิตย์ 83.74740682 ปี

>> เส้นผ่านศูนย์กลาง 51,118 ก.ม. (4.007 เท่าของโลก)



9.ดาวเนปจูน (Neptune)



>> ดาวเนปจูนโตเกือบเท่าดาวยูเรนัส มันเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ในระบบสุริยะ

>> มันอยู่ห่างไกลจากโลกมาก จึงทำให้มองเห็นสลัวมาก

>> ดาวเนปจูนสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องสองตา มันดูคล้ายกับดาวฤกษ์ ยังไม่มียานอวกาศที่เคยไปยังดาวเนปจูน

>> ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 4,498,252,900 ก.ม.

>> หมุนรอบตัวเอง 0.67125 วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์ 163.7232045 ปี

>> เส้นผ่านศูนย์กลาง49,528 ก.ม. (3.883 เท่าของโลก)





10.ดาวพลูโต (Pluto)



>> ดาวพูลโตเป็นดาวขนาดเล็ก โดยมีขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ และเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลก >> บนดาวมีความหนาวเย็นมากและอาจไม่มีชั้นบรรยากาศ

>> พื้นผิวของมันอาจปกคลุมด้วยน้ำแข็งหรือก๊าซของแข็ง เราคิดว่าดาวพูลโตประกอบขึ้นด้วยน้ำแข็งโดยมีแกนเป็นหิน ลักษณะอาจจะเหมือนดาวบริวารของดาวยูเรนัส บางทีครั้งหนึ่ง ดาวพูลโตอาจเคยเป็นดาวบริวารของดาวเนปจูนซึ่งหนีการหมุนรอบดาวเนปจูน

>> ดาวพูลโตมีดาวบริวาร 1 ดวงชื่อดาว Charon

>> ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 5,906,376,200 ก.ม. หมุนรอบตัวเอง 6.38718 วัน (หมุนกลับหลัง)

>> หมุนรอบดวงอาทิตย์ 248.0208 ปี เส้นผ่านศูนย์กลาง 2,300 ก.ม. (0.180 เท่าของโลก)



ที่มา

** http://www.science.cmu.ac.th/observatory/Issues/solarsystem.html

** http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no31- 39/rabob.html

** http://www.geocities.com/ringofsky/solar/solar.html

** www.school.net.th/library/ create-web/10000/science/10000-1370.html

** www.eduzone.th.edu/search/ index.php?page=8&g_id=1&search=

** www.naturethai.org/act_youthstaff2005.htm

** www.starandplanet.com/solar/solarsystem.htm

 





ที่มา : http://202.129.0.133/els/courses/coursetree3.asp?cid=ว40304&uid2=451301

 

5011110137 นายนรพนธ์ หิรัญกาญจน์

tuktatok เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 5 เม.ย. 2551 (00:54)
84594
“หลุมดำ คือ หลุมในอวกาศที่สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของมันได้ ไม่เว้นแม้แต่แสง”จากคำกล่าวนี้เองที่ทำให้คนทั่วไปยากที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเชื่อว่าหลุมดำมีอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอยู่ใกล้ตัวเรามากด้วย โดยคำทำนายจากทฤษฎีฟิสิกส์ขั้นสูงที่ว่า หลุมดำไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาวยักษ์สีดำที่คอยจ้องจะกลืนกินทุกสิ่งที่เข้าใกล้เท่านั้น แต่ยังมีีหลุมดำขนาดจิ๋วที่เล็กจนสามารถซ่อนในวัตถุต่างๆในโลกของเรา หรือแม้แต่ในตัวของคุณเอง!
ไอน์สไตน์ได้เขียนคำอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงของอวกาศนี้ออกมาเป็นสูตรที่เรียกกันว่า Einstein’s
Field Equation โดยผู้ที่สามารถหาคำตอบแรกของสมการนี้ได้ คือ คาร์ล ชวาชชิลล์(Karl Schwarzschild) ซึ่งเขาได้พิจารณาถึงความโค้งของอวกาศรอบๆ ดาวที่มีรูปทรงกลมสมบูรณ์และไม่หมุนรอบตัวเอง และพบว่า ระยะห่างค่าหนึ่งจากใจกลางของดวงดาว ซึ่งเรียกว่ารัศมีของSchwarzschild ความโค้งของอวกาศจะมีค่ามากจน แม้แต่แสงยังถูกกักขังเอาไว้ได้

นักฟิสิกส์แบ่งหลุมดำออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.หลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black holes)

เชื่อกันว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ใจกลางของควอซ่าร์ (Quasars) ซึ่งเป็นใจกลางของgalaxy ที่มีการระเบิดเกิดขึ้น และมันดูดดาวจำนวนนับพันล้านดวง รวมถึงก๊าซและฝุ่น ในอวกาศ หรือแม้กระทั่งดาวเคราะห์เข้าไป ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าหลุมดำมวลยิ่งยวด ในปี 1994 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ได้ถ่ายภาพที่ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการค้นพบหลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางของ galaxy M87

2.หลุมดำที่เกิดจากดาวที่ตายแล้ว (Stellar black holes)

หลุมดำประเภทนี้เกิดจากดาวยักษ์แดง (Red giant stars) ที่มีมวลมากกว่า 3 เท่าของ มวลของดวงอาทิตย์ตามวิวัฒนาการของดวงดาว (Stellar evolution) ส่วนดาวที่มีมวล น้อยกว่านี้ก็จะวิวัฒนาการไปสู่ ดาวแคระขาว (white dwarfs) หรือ ดาวนิวตรอน (neutron stars) หลุมดำประเภทนี้เกิดจากการที่ดาวฤกษ์เผาผลาญพลังงานทุกอย่าง จนหมดสิ้นทำให้เกิดการยุบตัวเป็น singularity ( หมายถึงบริเวณที่เป็นอนันต์และ กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ต่าง ๆไม่สามารถใช้ทำนายอะไรได้ถูกต้อง) ซึ่งถือว่าเป็นจุดตรงกลางของหลุมดำ ในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ singularity จะเกิดขึ้นได้เมื่อดวงดาวได้ยุบตัวจนถึง รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild radius) หรือ เรียกว่า ขอบเขตแห่งเหตุการณ์ (Event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตที่ไม่มีอะไรสามารถ หลุดพ้นออกมาได้ (ยกเว้นแต่ว่าใครจะทำความเร็วได้มากกว่าความเร็วแสง แต่ความเป็นไปได้ก็ถูกจำกัดโดยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ที่กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วแสง คุณจะมีมวลเป็นอนันต์ถ้าคุณเดินทาง ด้วยความเร็วเท่าแสง) หลุมดำประเภทนี้เชื่อกันว่าอยู่ที่กระจุกดาว Cygnus X-1

3.หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes)

เชื่อกันว่าหลุมดำพวกนี้ (ขนาดราว 10-15 เมตร) เกิดขึ้นระหว่างการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (The Big Bang) Stephen Hawking เป็นผู้นำในการเสนอทฤษฎีเกียวกับหลุมดำจิ๋ว ราวต้นทศวรรษ 70 อีกชื่อหนึ่งของหลุมดำจิ๋วคือ หลุมดำแรกเริ่ม (Primordial black holes) ในทฤษฎีนี้ โปรตอนและปฏิโปรตอนอาจเกิดขึ้นได้ รอบ ๆ หลุมดำจิ๋ว ตามหลัก ของการสร้างและการทำลายล้างอนุภาค (Pair production and annihilation) โดยที่ถ้าตัวตัวหนึ่งตกลงไปในหลุมดำอีกตัวก็จะออกมา จากปรากฎการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า หลุมดำระเหยสาบสูญไป (Evaporate) และหลุมดำก็แผ่รังสีออกมา Stephen Hawking ได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับการแผ่รังสีของหลุมดำที่รู้จักกันในนาม Hawking Radiation

โดยยึดหลักความไม่แน่นอนของไฮน์เซนเบอร์ก การที่หลุมดำแผ่รังสีทำให้มันมี อายุขัยที่จำกัด (หรือกล่าวว่าหลุมดำก็ตายได้) การสร้างอนุภาคในสูญญากาศต้องใช้ พลังงาน DE = 2mc2 ทำให้อายุขัยของหลุมดำ Dt ~ hbar /2mc2 นอกจากนี้ Hawking ได้พบด้วยว่าการแผ่รังสีของหลุมดำนั้นเป็นแบบ สเปกตรัมเชิงความร้อน (Thermal spectrum) โดยที่ T µ 1/M ( M คือมวลของหลุมดำ T คือ อุณหภูมิของ หลุมดำ ) และอายุขัย (τ) ของหลุมดำมีความสัมพันธ์ τ µ M3 นั่นคือว่าหลุมดำจิ๋วที่มีมวล 1015 กรัม ซึ่งมีอายุขัยน้อยกว่าเอกภพได้ระเหยสาบสูญไปแล้ว สำหรับหลุมดำ ชนิดอื่นเราสามารถละทิ้งความสำคัญของการระเหยสาบสูญได้ (การระเหยสาบสูญ คือการที่ขนาดของหลุมดำลดลงจนถึงระดับขั้นของแพล๊งค์ (Planck ‘s scale) ซึ่งมีขนาดประมาณ 10-35 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มนุษย์ไม่มีทางสัมผัสได้ และเป็นขั้นที่ ศึกษากันในวิชาแรงโน้มถ่วงควอนตัม หรือ Quantum gravity)

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นหลุมดำทั้ง 3 ชนิดที่นักฟิสิกส์เป็นผู้แบ่งกลุ่ม แต่ชนิดไหนละที่ มนุษย์จะสร้างขึ้น ถ้าให้เดากันผู้อ่านก็คงจะเลือกหลุมดำจิ๋ว ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะถ้า เราสร้างหลุมดำชนิดที่ 1 และ 2 ได้จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เพราะเราและ ทุกอย่าง บนโลกจะถูกดูดหายไป และเราก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรอีก หลุมดำจิ๋วที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น) LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006 นักฟิสิกส์เชื่อว่า มันจะสร้างหลุมดำจิ๋วทุก ๆ วินาที และเมื่อ LHC สร้างเสร็จจะเป็น เครื่องเร่งอนุภาค ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา การที่อนุภาควิ่งมาชนกันที่ LHC นั้น จะเกิดพลังงาน ในระดับเดียวที่เกิดขึ้น 1 ในล้านล้านของวินาทีหลังจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งอุณภูมิของเอกภพ ตอนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านล้านองศาเซลเซียส (1016 ) ที่พลังงานสูงมาก ๆ ระดับนี้ เราคาดหวังว่าสสารจะเปิดเผยความลับอันลึกซึ้งออกมา เช่น มวลสารนั้น มาจากไหนกัน นักฟิสิกส์คาดว่าจะเกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นเป็นจำนวนมาก ในการชนที่พลังงานระดับนั้นแต่ขนาดของ หลุมดำจิ๋วจะไม่ใหญ่ไปกว่า 1 ในล้าน ของขนาดของนิวเคลียสของอะตอมและจะมีช่วงอายุขัยเพียงเศษเสี้ยวของวินาที ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่านักฟิสิกส์ที่ทดลองจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำจิ๋ว เรารู้ได้อย่างไรว่าได้เกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นจริง ๆ เรารู้เพราะว่านักฟิสิกส์มีเครื่องมือวัด

ถ้าเกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นจริงที่ LHC ตามทฤษฎีการแผ่รังสีของ Hawking ซึ่งบอกเราว่า หลุมดำจะแผ่รังสีออกมา ซึ่งจะทำให้นักฟิสิกส์สามารถวัดการแผ่รังสีในรูปแบบของสัญญาณได้ พูดอีกแง่หนึ่งคือ การทดลองสร้างหลุมดำจิ๋วเป็นการทดสอบทฤษฎีของ Hawking ว่าถูกต้องหรือไม่ ที่น่าสนใจเช่นกันคือ การทดลองครั้งนี้จะทำให้นักฟิสิกส์เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับมิติในเอกภพนี้ นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้ว่าในช่วงเริ่มแรกของ เอกภพ มีมิติมากกว่า 3+1 มิติที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ (+1 หมายถึงรวมเวลาเข้าไปด้วย) นั่นคือมีมิติเสริม (Extra dimensions) อยู่ที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาท สัมผัสทั้ง 5 เชื่อกันว่ามิติเสริมนี้จะเกิดขึ้นในกระบวนการที่มีพลังงานสูงมาก ๆ เช่น การเกิดหลุมดำจิ๋ว จำนวนของมิติเสริมจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของหลุมดำจิ๋วและ ความเข้มของการแผ่รังสี Hawking องค์ความรู้เกี่ยวกับมิติเสริมจะเป็นกุญแจที่สำคัญ ไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นในวิชาความโน้มถ่วงควอนตัม เพราะนักฟิสิกส์เชื่อกันว่า แรงโน้มถ่วงนั้นมีความแรงเท่ากับแรงอื่น ๆ ทั้ง 3 ชนิด (แรงไฟฟ้าแม่เหล็ก แรงนิวเคลียร์อย่างแรง และ แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน) เพียงแต่ซ่อนเร้นอยู่ในมิติเสริม

หลักฐานว่ามีหลุมดำอยู่จริง (Evidence for existence of black holes)

เรารู้ว่าหลุมดำมีอยู่จริง ๆ ด้วยผลการศึกษาทางดาราศาสตร์ นั่นคือการสังเกตุกาณ์ (observation) เพราะว่าหลุมดำคือที่ที่ไม่มีแสงใด ๆ สามารถหลุดออกมาได้ เราจึงไม่เคยและจะไม่มีวันได้เห็นหลุมดำด้วยตาเปล่า (naked eyes) การศึกษาหรือการค้นหาหลุมดำ เราจะต้องหาหลักฐานทางอ้อม (indirect evidence) ซึ่งได้แก่ การศึกษาวัตถุโดยเฉพาะ gas ที่โคจรอยู่รอบวัตถุอันหนึ่ง (ซึ่งเราคาดว่าจะเป็นหลุมดำ) โดยที่มันจะต้องมีความเร็วสูงมากเข้าใกล้ความเร็วแสง โดนการวัดเส้นสเปกตรัมของ gas และอีกทางหนึ่งคือการศึกษากาีรแผ่รังสี X จาก gas ที่วิ่งวนอยู่ด้วยความเร็วสูง โดยที่อุณหภูมิที่วัดได้จะอยู่ในช่วงอุณหถูมิสูงมาก (คือมากกว่า 1 พันล้าน Kelvin)

หลุมดำและการเชื่อมโยงกับฟิสิืกส์

ที่ผ่านมานับตั้่งแต่มีการค้นพบหลุมดำ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้รับการยอมรับมากขึ้นและ ถือว่าเป็นวิชาเสาหลัก (core subject) ที่นักฟิสิกส์ระดับสูงทุกคนต้องรับรู้และเข้าใจ การศึกษาวิจัยหลุมดำทุกวันนี้ไม่ได้เพียงเพราะเราต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับหลุมดำเพียงอย่าง เดียวเท่านั้น สิ่งที่นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้ในการศึกษาวิจัยหลุมดำ ได้เป็นประโยชนแก่สาขาอื่น ๆ ในฟิสิกส์ อย่างเช่น ความโน้มถ่วงควอนตัม เอกภพวิทยา และเป็นการทดสอบ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ด้วย

อ้างอิง

Bergström and Goobar., COSMOLOGY AND PARTICLE ASTROPHYSICS, John Wiley and Sons, 1999. http://www.nature.com/nsu/011004/011004-8.html http://www.brown.edu/Administration/George_Street_Journal/vol26/26GSJ10a.htm

ชื่อ:: นายพิเชษฐ์ บุญอุปถัมภ์
รหัส:: 4911210339
minihero เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 5 เม.ย. 2551 (09:56)

หลักการของจรวดขวดน้ำ


จรวดขวดน้ำ (PET) คือ จรวดที่สร้างจากขวดพลาสติกน้ำอัดลม ใช้แรงขับเคลื่อนด้วยน้ำหรือแป้งโดยอาศัยแรงดันของอากาศที่บรรจุอยู่ภายใน

สำหรับในประเทศไทย การแข่งขันจรวดขวดน้ำระดับประเทศ ได้มีการจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 2546 โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) “การแข่งจรวดขวดน้ำ” นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ง่ายที่เยาวชนจะให้ความสนใจแล้ว ยังควบคู่ไปด้วยสาระความรู้ในกระบวนการวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมพัฒนาให้เด็กได้ใช้ความรู้และจินตนาการอย่างดี และยังมีบุคคล นักเรียน นักศึกษาให้ความสนใจในกิจกรรมนี้มากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกจากการแข่งขันระดับประเทศของไทยแล้ว จรวดขวดน้ำยังเป็นที่นิยมในหลายๆ ประเทศ อย่าง Water Rocket Challenge ในประเทศอังกฤษ Adventures in Science and Technology - The Great Cross - Canada Water Rocket Challenge ที่แคนาดา Japanese Water Rocket Contest ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเยาวชนไทยนั้นก็มีความสามารถไปประชันฝีมือในเวทีระดับชาติมาแล้วเช่นกัน


การเคลื่อนที่ของจรวดพลังน้ำ สามารถอธิบายได้ด้วย กฏการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตั้น (Newton's Third Law of Motion) ซึ่งอธิบายไว้ว่า ในธรรมชาติเมื่อมีการกระทำ(หรือแรง)ใดๆ ต่อวัตถุอันหนึ่ง จะปรากฏแรงที่มีขนาดเท่ากันแต่มีทิศทางที่ตรงกันข้าม กระทำกลับต่อแรงนั้นๆ (For every action (force) in nature there is an equal and opposite reaction.) ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ให้เด็กคนหนึ่งยืนถือก้อนหินอยู่บนรถเข็นที่ล้อไม่มีความฝืด เมื่อให้เด็กทุ่มก้อนหินออกมา

พบว่ารถเข็นจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ตรงข้ามกันกับทิศที่เด็กคนนั้นทุ่มก้อนหินออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อเด็กออกแรงกระทำต่อก้อนหิน (โดยการทุ่มมันออกมา) ก้อนหินเองก็มีแรงกระทำตอบกลับไปยังเด็ก ซึ่งส่งผลให้รถเข็นที่จอดนิ่งอยู่เฉยๆ เคลื่อนที่ได้ จากกฏการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตั้น สามารถนำมาอธิบายถึงสาเหตุที่จรวดพลังน้ำสามารถขับเคลื่อนขึ้นไปได้ ด้วยแรงดันลมที่ถูกบรรจุอยู่ภายในขวด จะขับดันน้ำ พ่นออกทางท้ายของจรวด และส่งผลให้เกิดมีแรงในทิศตรงกันข้ามซึ่งถูกเรียกว่า แรงผลัก หรือ Thrusting Force ผลักดันให้จรวดเคลื่อนที่ไปทางด้านหน้าเช่นกัน


ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/33060 , thong_vcharkarn


ความคิดเห็น : การเคลื่อนที่ของจรวดขวดน้ำเป็นการเคลื่อนที่โดยใช้กฎข้อที่สามของนิวตันคือแรงกิริยาจะเท่ากับแรงปฏิกิริยาแต่ทิศทางตรงกันข้าม และการเคลื่อนที่ของจรวดขวดน้ำเป็นการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์


นางสาวดวงกมล สาริบุตร


รหัส 4911110514


doungkamol เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 6 เม.ย. 2551 (20:43)

หลักการและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์


จากการบ้านข้อที่ 13


 ผมเห็นว่าจรวดขวดนำใช้กฎข้อที่ 3 ของนิวตัน และ การเคลื่อนที่แบบ โปรเจ็คไตในแนววิถีโค้งครับอาจารย์


                การพุ่งขึ้นของจรวดขวดน้ำอาศัยกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ข้อที่3 ที่กล่าวไว้ว่า “ แรงกริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา แต่มีทิศทางตรงกันข้าม “


                เมื่อเราเติมน้ำ และอัดอากาศเข้าไปในขวด  อากาศที่ถูกอัดอยู่ภายในจรวดขวดน้ำ จะทำหน้าที่เหมือนเป็นสปริงที่จะดันให้จรวดลอยสูงขึ้นไป และดันน้ำให้พุ่งออกทางปากขวด  การที่เราเติมน้ำลงไปในจรวดขวดน้ำทั้งๆที่ดูเหมือนว่าเราอาศัยเพียงแรงผลักของอากาศทำให้จรวดขวดน้ำพุ่งขึ้นไปได้ เป็นเพราะในขณะที่อากาศผลักให้จรวดขวดน้ำพุ่งขึ้นไป จรวดขวดน้ำก็จะผลักให้อากาศพุ่งถอยหลังไปเช่นกัน (ตามกฎข้อที่ 3 ของนิวตัน)แต่มวลของจรวดมีมากกว่ามวลของอากาศมาก ทำให้อากาศมีความเร่งมากกว่าความเร่งมากกว่าจรวดมาก (พิจารณาตามกฎข้อที่ 2 ของนิวตัน) ทำให้อากาศพุ่งออกไปจากจรวดขวดน้ำหมดก่อนที่จรวดขวดน้ำจะพุ่งขึ้นไปได้สูง น้ำที่เราเติมลงไปนั้น จะช่วยชะลอเวลาที่อากาศใช้ในการพุ่งออกจากจรวดขวดน้ำ เพราะจรวดขวดน้ำต้องผลักให้น้ำภายในจรวดขวดน้ำพุ่งออกไปด้วย ทำให้ความเร็วของจรวดสูงกว่าตอนที่ไม่ได้เติมน้ำลงไปในจรวดขวดน้ำนี้



                แต่ปริมาณน้ำที่เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้แรงผลักของอากาศลดลง และความดันภายในจรวดก็จะลดลงรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้น เราต้องมีอัตราส่วนของการเติมน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้จรวดขวดน้ำพุ่งออกไปได้ไกลที่สุด



ที่มา     http : //www.nsm.or.th/data/wr-mgking.pdf

             http : //www.nsm.or.th/data/wr-newton-l

ค้นหาโดย  Google

ที่มาของข้อมูล  Website

http://www.kr.ac.th/allac/480817/rocket.html

พูมพงศ์  ชุ่มชูจันทร์ ครับ     5011350027

5011350027 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 7 เม.ย. 2551 (20:52)

อาจารย์ครับ ผมขอส่งการบ้านย้อนหลัง(ที่ยังไม่เฉลย) ได้หรือเปล่าครับ


ถ้าได้จะสามารถนำไปส่งได้ที่ห้องไหนครับ


 


นายศิริชัย  กาฬศิริ


sirichai8 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086 4907600
และ 086 4907585
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.