วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
ยินดีต้อนรับ นักศึกษาภาคฤดูร้อน MUT มีนาคม 2551
โพสต์เมื่อ: 13:43 วันที่ 16 มี.ค. 2551         ชมแล้ว: 24,408 ตอบแล้ว: 197

คุณสามารถติดต่อกับผมได้ทุกวัน 24 ชั่วโมงทางเว็บไซด์นี้


ขอให้ตั้งใจเข้าเรียนนะครับ



นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 190 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| -8- 9| 10|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 8 เม.ย. 2551 (23:07)

การแกว่งไม่มันไม่ขึ้นกับมวลเลยใช่มั๊ยคับอาจารย์ไม่ว่ามวลจะมากหรือน้อยกว่าเท่าไหร่แต่ถ้าความยาวเชือกเท่ากันคาบการหมุนก็จะเท่ากันใช่ปะคับ


tuktatok เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 9 เม.ย. 2551 (07:48)

     อาจารย์นิรันดร์  ครับ  ผมของส่งงานย้อนหลังได้หรือปล่าวครับ  เนื่องจากผมกลับบ้านไป"ผ่อนผันทหาร" จึงไม่ได้ส่งงาน 


      จึงขออนุญาติส่งงานในวัน อาทิตย์ ที่ 12  จะได้ไหมครับ


 


                                                                            ขอบคุณครับ 


 จาก นายธีรธร   บ่อหนา  รหัส 5011210104


b_teeratorn เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 9 เม.ย. 2551 (23:07)
copy ของเขามาแปะเฉย ๆ ไม่มีคะแนนนะครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 9 เม.ย. 2551 (23:17)
เรื่องที่ส่งทีหลังซ้ำกับเรื่องที่ส่งก่อนไม่ได้
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 11 เม.ย. 2551 (08:33)

ตัวเบากว่าอากาศ


     ในตอนนี้  เรามาอธิบายกันว่าทำไมท่านถึงมีความรู้สึกสนุกสนานเมื่อวิ่งอยู่บนรถไฟเหาะ  แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ท่านทุกข์ได้ด้วย  จนถึงกับวิงเ่วียนอาเจียนได้



รถไฟเหาะรุ่นนี้ มีลักษณะเหมือนกับบูมเมอแรง  เมื่่อวิ่งไปข้างหน้า แล้วสามารถเลี้ยวกลับทำมุม 360  องศาได้


     เพื่อที่จะเข้าใจความรู้สึกของผู้เล่นได้อย่างท่องแท้  เราจะต้องศึกษาแรงที่กระทำบนตัวของผู้เล่นก่อน   ปกติถ้าเรานั่งนิ่งๆ และไม่มีการเคลื่อนที่ จะมีแต่น้ำหนักเท่านั้นที่กระทำกับตัวเรา  เราชินกับน้ำหนักของตัวเองมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นจึงไม่มีความรู้สึกอะไรอย่างไรก็ตามถ้าท่่านเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ จะไม่มีแรงกระทำกับตัวท่าน ตามกฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน ที่กล่าวไว้ว่า วัตถุที่หยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ จะไม่มีแรงกระทำกับวัตถุนั้น  แต่ถ้าวัตถุมีการเปลี่ยนความเร็ว หมายถึงว่ามีความเร่งจะเกิดแรงกระทำขึ้นกับวัตถุนั้นทันที 


     เมื่อรถไฟเหาะเร่งความเร็วขึ้น   ท่านจะรู้สึกว่ามีแรงจากพนักพิงดันข้างหลังของท่าน   แต่ถ้ารถไฟเหาะลดความเร็วลง หรือเบรกอย่างกระทันหัน  ตัวท่านจะพุ่งไปข้างหน้า  แต่เนื่องจากท่านยึดกับที่นั่งไว้ ทำให้ท่านไม่หลุดออกจากที่


      ความรู้สึกในความเร่็งนี้เป็นความสนุกสนาน  โดยทั่วไปเราเปรียบเทียบความเร่งกับค่าความเร่งโน้มถ่วงของโลก (ค่า g)   ขนาดของความเร่ง 1g   มีค่าเท่ากับ ความเร่งโน้มถ่วงวัดบนผิวโลก (  9.8  m/s2)


     ขณะที่รถไฟเลื่อนขึ้นเนิน หรือพุ่งลง  โดยเฉพาะพุ่งลง ตัวของท่านจะรู้สึกเหมือนกับการกระโดดร่มออกจากเครื่องบิน โดยท่านจะรู้สึกตัวเบาขึ้น เหมือนกับไม่มีแรงมากระทำกับตัวท่าน  แต่เมื่อรถไฟเหาะพุ่งขึ้น ท่านจะรู้สึกในทางตรงข้ามคือตัวของท่านหนักขึ้น  



รถไฟเหาะที่สวนสนุกแห่งหนึ่งในอเมริกา  สูง 48  เมตร  ยาว  1332  เมตร


    น้ำหนักที่ท่านรู้สึก ไม่ใช่น้ำหนักจริงบนตัวท่าน  แต่เป็นน้ำหนักปรากฎที่เกิดขึ้นในขณะที่รถไฟเหาะกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง   ผลของความเร่งจะเกิดเป็นแรงที่กระำทำบนร่างกายของท่าน   เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยโครงกระดูกหลายชิ้น เชื่อมต่อกันขึ้นมา  และมีของเหลวเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย    เมื่อเกิดความเร่งกระทำ ส่วนต่างๆ ย่อมเกิดความเร่งหรือแรงกระทำในทิศทางหรือขนาดที่ไม่เท่ากัน   


     ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรถเร่งขึ้น  พนักพิงมีแรงกระทำด้านหลัง   กล้ามเนื้อส่วนที่อยู่ด้านหลังก็จะส่งแรงไปด้นอวัยวะภายใน   หรือตอนที่่รถไฟเหาะพุ่งลงอย่างรวดเร็ว  ท่านจะรู้สึกถึงสภาวะไร้น้ำหนัก   กระเพาะของท่านจะรู้สึกว่าเบาขึ้น   ซึ่งในสภาวะปกติต้องรับน้ำหนักของอาหารโปรด และน้ำหนักของกระเพาะเอง   เมื่อมันเบาขึ้นอย่างทันทีทันใด  อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาจจะเลื่อนตัวออกมาทางปากของท่านจนหมด ที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า อ๊วก ก็เป็นได้


มี่มา  http://www.rmutphysics.com


ความคิดเห็น    การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ จะไม่มีแรงกระทำกับตัวท่าน ตามกฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน ที่กล่าวไว้ว่า วัตถุที่หยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ จะไม่มีแรงกระทำกับวัตถุนั้น  แต่ถ้าวัตถุมีการเปลี่ยนความเร็ว หมายถึงว่ามีความเร่งจะเกิดแรงกระทำขึ้นกับวัตถุนั้นทันที 


นาย เกียรติศักดิ์  วงษ์มณฑา


5011110637


เกียรติศักดิ์ วงษ์มณฑา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 11 เม.ย. 2551 (08:52)

เรื่องของคุณ พูมพงศ์  ชุ่มชูจันทร์ 5011350027


ซ้ำกับของความคิดเห็นที่ 133 ไม่ให้คะแนนครับ


ให้หาเรื่องอื่นมาส่งใหม่


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 11 เม.ย. 2551 (08:55)

บทความของ 5011110137 นายนรพนธ์ หิรัญกาญจน์


ลอกเขามาแปะเฉย ๆ ไม่ได้บอกว่าเกี่ยวกับบทเรียนอย่างไร
ไม่ได้คะแนนนะครับ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 11 เม.ย. 2551 (08:57)
ของ นายพิเชษฐ์ บุญอุปถัมภ์
รหัส:: 4911210339
ก็ไม่มีความคิดเห็นเหมือนกัน
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 11 เม.ย. 2551 (11:59)

ขอถามอาจารย์นิดนึงนะครับ...

ถ้าเราขับรถไล่ คันหน้า ที่ความเร็ว 150 km/h

ขับไล่คันหน้าที่ความเร็วมากๆ ( สมมุติว่าคันหน้าปาไข่กาวใส่เรา แล้วขับหนี )

แล้วเราซึ่งเป็นคันหลัง ตั้งใจจะปาหิน หรือ อาจเป็นของแข็งอื่นๆ ใส่คันหน้า

ในขณะที่รถทั้ง 2 วิ่งด้วยความเร็ว 150 กิโลเมตร / ชั่วโมง

และระยะห่างระหว่างกันชนรถคันหน้า ห่างจากกันชนรถเรา ไม่เกิน 2 - 3 เมตร (ตามติดๆ)

รถคันหน้าอาจจะอยู่เลนเดียวกับเรา หรือ อยู่ เลน ข้างๆ แต่ไม่ได้วิ่งคู่กันครับ

อาจารย์ว่า หินที่เราขว้างใส่คันหน้า จะสามารถไปถึงคันหน้าได้ หรือไม่ครับ


ขอบคุณครับ

นาย อภิสิทธิ์  อุดมกิจธาดา  4911110218


เข่งเขียงหมู เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 12 เม.ย. 2551 (14:15)

Sonic Boom คือ เสียงดังเช่นเสียงฟ้าร้อง อันเกิดจากอากาศยานเคลื่อนผ่านอากาศเหนือศีรษะของเรา ด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วของเสียง

สาเหตุการเกิด Sonin Boom
คลื่นเสียงเกิดจากอากาศถูกกดดัน โดยต้นกำเนิดของเสียง จะกดดันอากาศให้เกิดความไม่สม่ำเสมอกัน (ในกรณีที่เสียงเคลื่อนผ่านอากาศ) โดยความกดดันที่ไม่สม่ำเสมอ
นี้จะเคลื่อนตัวผ่านอากาศจนกระทั่งมากระทบหูของเรา ซึ่งเราสามารถ sense ความแตกต่างของความกดดันนี้ แล้วแปลออกมาเป็นเสียงในสมองของเรา



F-18 C แสดง Sonic boom โดยส่วนที่เห็นขาวๆในภาพคือไอน้ำที่ควบแน่น (condensation)


เมื่อวัตถุเคลื่อนผ่านอากาศ เช่น เครื่องบินเคลื่อนตัวไปในอากาศ ก็จะดันและแยกอากาศออกเพื่อแทรกตัวเข้าไป โดยอากาศนอกจากจะถูกแยกออกแล้ว ก็ยังต้องไหลกลับ
ไปรวมตัวกันข้างหลังของเครื่องบิน เพื่อแทนที่ลำตัวของเครื่องบินที่ผ่านไปแล้ว การมุดตัวไปในอากาศก็ทำให้เกิดคลื่นรูปกรวยที่แหลมออกที่จมูกของเครื่องบิน โดยส่วน
ที่เป็นผิวของกรวยนี้แหละที่ก่อตัวเป็นสันคลื่นหรือ Shockwave



รูปแสดง Shockwave จากส่วนหัวของเครื่องบิน



ภาพถ่ายจากเครื่องบิน F18 ด้วยกรรมวิธีพิเศษที่ทำให้คลื่นปรากฏออกมาด้วย จะเห็นได้ว่าจะมี Shockwave เกิดขึ้นจาก
ส่วนที่ยื่นออกจากตัวเครื่องบิน


หากเครื่องบินเคลื่อนตัวด้วยความเร็วต่ำกว่าเสียง คลื่นเสียงอันเกิดจาก compressed air จาก Shockwave นี้ก็จะกระจายออกไปในทุกทิศทุกทาง เราก็จะได้ยินเสียงกระหึ่ม แต่เมื่อมันเคลื่อนตัวด้วยความเร็วเหนือเสียง ตัวเครื่องบินก็ไล่ทันคลื่นเสียงที่อยู่ข้างหน้า และก่อคลื่นใหม่ตามไป คลื่นพวกนี้ก็อัดซ้อนตัวเสริมกำลังกัน ทำให้มี
แรงกดดันมากกว่า noise ธรรมดาจึงเรียกว่า Sonic boom เพราะมันมีกำลังมาก

แต่ถ้าเครื่องบิน นั้นบินสูงๆ กว่าคลื่นจะลงมาถึงพื้นมันก็อ่อนตัวลงไปตามระยะทางแล้ว (decay) ทำให้เราได้ยินเป็นเสียงกระหึ่มเท่านั้น คือมันได้หมดกำลังไม่ได้เป็น
Sonic boom ไปแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าเครื่องบินบินเหนือเสียงใกล้พื้น กำลังของ Sonic boom ก็ยังแรงมาก จนอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนได้
เช่น กระจกแตก จึงมักมีกฏบังคับว่าจะบินเหนือเสียงได้ในเขตใดๆ ให้ห่างไกลจากชุมชน

Shockwave จะเกิดขึ้นตามส่วนที่ ยื่นออกจากตัวยานไปตัดกับอากาศ ในขณะเคลื่อนตัว เช่น จมูก, ปีก, สันตามลำตัว, หาง ฯลฯ แต่เมื่อเคลื่อนที่ออกห่างจากตัวไป
เรื่อยๆ คลื่นเหล่านี้มักจะผสานกันจนเหลือ Shockwave อยู่สองที่ที่จมูกและหางเท่านั้น ดังนั้น เราก็จะได้ยิน Sonic Boom สองลูกเสมอ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว
เครื่องบินที่ลำไม่ใหญ่นัก ระยะทางระหว่างคลื่นจากหัวและหางก็ไม่ต่างกันนัก เช่นเครื่องบินพวก fighter ขนาดความยาวประมาณ 50 ฟุต นั้นจะมี Sonic boom ห่าง
กันประมาณ 0.1 วินาที หูของเราไม่อาจแยกแยะได้ ก็ทำให้คิดไปว่าได้ยินเสียงบูมเดียว อย่าง Space Shuttle ความยาว 122 ฟุต Sonic boom จะห่างจากกันครึ่ง
วินาที ซึ่งหูมนุษย์สามารถแยกแยะได้ว่ามีสองเสียง

กำลังของ Sonic boom (intensity) ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คือ ความเร็ว, เพดานบิน และความอ้วนหรือผอมของเครื่องบิน ฉะนั้น พวก fighter jet ซึ่งลำ
เรียวเพรียวลม ก็จะทำให้เกิด Sonic boom ที่มีกำลังอ่อนกว่ายาน space shuttle ซึ่งอ้วนล่ำ และหัวหูมู่ทู่ กว่ามาก

กำลังของ Sonic boom วัดกันเป็น ปอนด์ต่อตารางฟุต ที่ "เกิน" ไปจากความกดดันอากาศโดยปกติ (lbs/sqft overpressure) คือความดันที่เหนือจาก 2,116 lbs/sqft (อันเป็นความกดดันของบรรยากาศ) ที่เราได้ยินส่วนมากจะมีกำลัง 1-2 ปอนด์/ตร.ฟุต overpressure จากผลการวิจัย ตึกที่อยู่ในสภาพดีสามารถทน Sonic boom ที่มีกำลังถึง 11 lb/sqft overpressure (เรียกสั้นเป็นปอนด์ ก็แล้วกันขี้เกียจพิมพ์แล้ว) ได้โดยไม่เกิดความเสียหายแต่อย่างใด เคยมีคนเจอ Sonic boom ที่มีกำลังถึง 144 ปอนด์โดยไม่มีอะไรเสียหาย จะให้หูหนวกก็ต้องให้มีกำลังถึง 720 ปอนด์ overpressure ไปถึง 2160 ปอนด์ก็จะทำให้ปอดฉีก แต่ว่าเราคงสร้าง Sonic
boom ขนาดนั้นได้ยาก

จากเครื่องบินจะมี Sonic Boom สองลูกคือ จากหัวลูกหนึ่ง และจากหางลูกหนึ่ง ในรูปนั่นเขาเขียนกรวยไว้อันเดียว เพราะถ้าทำสองอันแล้วมันจะซ้อนกันเห็นไม่ถนัด
ไม่ใช่ว่ามีลูกเดียวนะ โดยที่เราจะได้ยินครั้งเดียวหรือสองครั้งมันอยู่ที่ว่าเวลาของบูมสองลูกนี้จะห่างกันเท่าไหร่ อันขึ้นอยู่กับความยาวของเครื่องบินเอง

ถามว่า Sonic boom เป็น continuous wave มั้ย ต้องอธิบายอีกหน่อยว่า Sonic boom ลูกหนึ่งจะแผ่ออกตามผนังกรวยที่เห็นในภาพ โดยมันก็จะแผ่กระจาย
ตัวออกมาเรื่อยๆจนกระทบพื้นแล้วก็จะสลายไป ถ้าคุณยืนอยู่ที่จุดๆหนึ่งบนพื้น คุณจะได้ยินเสียงปังเดียว จาก Sonic boom ลูกนั้น เท่านั้น จะได้ยินอีกที ต้องเป็นบูมมาจาก
ลูกใหม่ ไม่ใช่ลูกเดิม แต่ก็เหมือนกับเรือแล่นน้ำไปเรื่อยๆ มันก็จะดันน้ำให้เกิดคลื่นลูกใหม่ ตราบเท่าที่เรือยังแล่นอยู่อย่างนั้น เครื่องบินก็เช่นเดียวกัน ตราบใดที่มันยังบินด้วย
ความเร็วเหนือเสียงไปเรื่อยๆอยู่อย่างนั้น ก็จะเกิด Sonic boom ลูกใหม่ออกมาไม่ขาดสาย ตามเทคนิคแล้วคงไม่ใช่ continous wave เพราะไม่ได้เป็นคลื่นที่เคลื่อนมาจากอากาศกลุ่มเดียวกัน แต่เป็นคลื่นที่เคลื่อนมาจากอากาศกลุ่มใหม่

สมัยก่อน เค้ากลัวกันมากว่าถ้าบินเร็วกว่าเสียงแล้วเครื่องบินจะแตก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ความกดดันของอากาศจะทวีขึ้นเรื่อยๆเมื่อเร่งความเร็วสูงขึ้น ก็เนื่องมาจากความต้านทานของอากาศ (drag) พอมันถึงระดับความเร็วเสียง ความกดดันอยู่ๆจะเพิ่มทวีคูณ ที่เค้าเรียกว่า maximum dynamic pressure เครื่องบินสมัยก่อนทานไม่ได้ ก็เหมือนบินไปชนกำแพงอะไรสักอย่าง เขาจึงเรียกว่าเป็นกำแพงเสียง แต่จริงๆแล้วไม่มีการข้ามกำแพงอะไรหรอก แต่ว่าต่อมาสักสี่ห้าสิบปีมานี้ งานค้นคว้าวิจัยเจริญขึ้นมาก เข้าใจเรื่องนี้ได้มากขึ้น ก็สามารถสร้างเครื่องบินให้มีโครงสร้างแข็งแรง ทานความกดดันได้มากขึ้น เครื่องบินสมัยใหม่จึงสามารถบิน Supersonic ได้โดยไม่พังทลายลงก่อน

http://www.codetukyang.com/tiplearn/old/pages/sonic.htm

ฉะนั้นเครื่องบินจะมีเขตการบินของเขา โดนส่วนใหญ่จะไม่บินแหล่งชุมชนหรือแหล่งธุระกิจที่มีตึกสูง ๆ เพราะจะทำให้กระจกแตกได้ ที่สำคัญเสียงมันดังจะโดนด่าเอา


รวมภาพการเกิด Shockwave หรือ SonicBoom









แถมครับ วีดีโอ การเกิด Shockwave


http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=9163


ความคิดเห็นของ นาย ณัฐนันธ์ เดชะ 5011110055


คือด้วยส่วนตัวชอบเครื่องบินรบอยุ่แล้ว และวันนี้ได้เรียนเกี่ยวกับการเกิด Shockwave ในชั้นเรียน หลังจากนั้นก็เลยมานั่งหาเรื่องนี้ดู พอที่จะหาข้อมูลได้ ไม่มากนักแต่ก็หาได้เท่านี้ แต่คิดว่าน่าจะ ให้ความกระจ่างกับผู้สนใจได้ไม่น้อยสำหรับ การเกิด Shockwave และได้หารูปการเกิดมาให้ได้มากที่สุดและที่หามาได้ก็ได้อธิบายเห้นกันชัดด้วยสาเหตุการเกิด ด้วยการใช้รูปภาพ


ขอบ คุณครับ คิดว่าได้ความรุ้เรื่อง Shockwave มากขึ้นนะครับ


ขอบคุณที่มาของข้อมูลและรูปภาพทั้งหมด


http://202.142.215.240/forum/viewtopic.php?t=39644&highlight=&sid=1ffa6be750c2879d500b498bd1842cb0


http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X6506657/X6506657.html


http://www.jabchai.com >> http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=9163


*ปล.ติชมได้นะครับหรือไม่ใช่ยังไงบอกด้วยนะครับจะได้แก้ไข


 


นาย ณัฐนันธ์ เดชะ 5011110055


5011110055 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 19 เม.ย. 2551 (21:55)
ขอไม่ตอบคำถามเชิงวิวาทบนท้องถนน
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 20 เม.ย. 2551 (01:08)
ความคิดเห็นชุดอัดอากาศแรงดันนี้เป็นการอัดอากาศเข้าเครื่องยนต์ผ่านใบพัดโดยใช้แรงลมและอากาศผ่านใบพัดจะเกิดแรงปฎิกิริยาทำให้ใบพัดเคลื่อนที่ และเมื่อใบพัดในเครื่องยนต์หยุดการทำงานใบพัดจะเกิดพลังงานจลย์เกิดขึ้น

ระบบการอัดอากาศ

เครื่องยนต์ไอพ่น ต้องอาศัยอากาศมาทำการอัด ให้เกิดแรงดันสูงส่งไปด้านหลังเพื่อทำให้เครื่องบินเคลื่อนที่ไปทางด้านหน้า ในส่วนของชุดอัดอากาศจะอยู่บริเวณด้านหน้าของเครื่องยนต์สังเกตจะเห็นเป็นลักษณะครีบ เหมือนใบพัดเรียงกันอย่างถี่ๆ ซึ่งมีครีบซ้อนกันเป็นหลายๆชุด เพื่อให้เกิดการอัดอากาศ และมีแรงดันที่สูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในส่วนด้านหน้าจะเป็นชุดอัดอากาศแรงดันต่ำ ซึ่งจะทำการอัดอากาศที่เข้ามาปะทะกับครีบอัดอากาศ(Blade) ให้เพิ่มแรงดันให้สูงกว่าอากาศด้านนอก แล้วจึงส่งมายังชุดอัดอากาศแรงดันสูง ที่อยู่ถัดเข้ามาด้านในโดยจะทำการเพิ่มแรงดันอากาศให้มากกว่าชุดแรก ในช่วงนี้ความดันของอากาศ จะสูงมากครับพร้อมที่จะส่งไปยังห้องสันดาปต่อไป




สำหรับชุดอัดอากาศ มีการแบ่งระบบการอัด 2 แบบคือ

1.แบบอากาศไหลออกจากแรงเหวี่ยงจุดศูนย์กลาง ( Centrifugal Flow Compressor)

มีลักษณะเป็นครีบ ขนาดเล็กเรียงกันเป็นวง และต่ออยู่ในแกนกลางเดียวกัน เป็นชุดๆ ใช้ในเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทและเทอร์โบแฟน

2.แบบอากาศไหลผ่านแกนกลาง ( Axial Flow Compressor)

มีลักษณะเป็น เหมือนครีบในถังของเครื่องซักผ้า [Impeller] โดยตัวครีบมีขนาดใหญ่และตั้งขึ้นมา นิยมใช้กันมากในเครื่องเทอร์โบพร็อบ และเฮลิคอปเตอร์
ส่วนประกอบของเครื่องยนต์ไอพ่น

1.ชุดอัดอากาศแรงดันต่ำ [Low pressure Compressor Section]

2.ชุดอัดอากาศแรงดันสูง [High pressure Compressor Section]

3.ห้องเผาไหม้ [ Combustion Section ]

4.ชุดเทอร์ไบน์ [ Turbine Section]

5.ชุดต่อพ่วงอื่นๆ [Accessory Section


อาจารย์ครับผมวางรูปในนี้ไม่ได้ครับ

ที่มาของข้อมูล http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/flight/1/flight1.htm


นาย พูมพงศ์ ชุ่มชูจันทร์ รหัส 5011350027
5011350027 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 20 เม.ย. 2551 (21:46)

อาจารย์ครับวันนี้ผมได้เรียนเกี่ยวกับ เทอร์โมมิเตอร์ ครับ ผมมีคำถามอยากถามอาจารย์หนะครับ


ถามว่า


  ผมเคยฝึกงานตอนที่ผมเรียนอยู่ ปวช. เป็นโรงงานแยกอากาศครับ โดยโรงงานที่ผมเคยฝึกงานมีการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ และต้องมีการซ่อมบำรุงอยู่ เสมอๆ และผมก็ได้แปลกใจกับเครื่อววัตอุณหภูมิ ชนิดหนึ่งครับ เป็นแบบเลเซอร์ ครับ วิธีก็คือกดเลเซอร์ไปยังจุดที่เราต้องการวัด ตัวเลขจะขึ้นที่หน้าจอดิจิตอล ผมอยากทราบว่าเพียงแค่แสงเลเซอร์จะวัดอุณหภูมิได้อย่างไรครับ ในเมื่ออุปกรณ์ที่ใช้วัดไม่ได้สัมพัทกับสิ่งที่ต้องการจะวัด ผมอยากทราบการทำงาน ของ เครื่องวัดแบบเลเซอร์นี่หนะครับ ว่ามันสามารถทำงานได้อย่างไรครับ


 


นายกิตติชัย ทวีขจรวงศ์ 5011110367


KITTICHAI_MUT เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 24 เม.ย. 2551 (12:12)
87831

นาซาอ้างรู้แจ้งกำเนิดจักรวาล ข้อมูลยานสำรวจหนุนทฤษฎีบิ๊กแบง


นักฟิสิกส์พบเบาะแสที่แสดงให้เห็นว่า จักรวาลขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากขนาดเล็กกว่าลูกหินเป็นจักรวาลที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะมองได้ทั่วภายในเวลายิ่งกว่าเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยววินาที ทำให้ใกล้ได้คำตอบกำเนิดดวงดาวและกาแล็กซี


การค้นพบดังกล่าวเป็นผลจากการศึกษาข้อมูลที่ได้จากยานวิลคินสัน ไมโครเวฟ อะนิโซโทรปี หรือยานดับเบิลยูเอ็มเอพี ที่ส่งออกไปเมื่อปี 2544 เพื่อวัดความร้อนของรังสีที่ยังหลงเหลืออยู่ หลังจากเกิดบิกแบง ทฤษฎีที่ยอมรับว่าเป็นจุดกำเนิดของจักรวาล รังสีดังกล่าวทางดาราศาสตร์เรียกว่า รังสีฉากหลักไมโครเวฟคอสมิก หรือย่อว่า ซีเอ็มบี


ย้อนไปเมื่อปี 2546 นักวิจัยประกาศว่า พวกเขาสามารถนำภาพถ่ายจักรวาลที่ได้จากยานดับเบิลยูเอ็มเอพีมาต่อกัน แสดงให้เห็นสภาพของจักรวาลเมื่อ 4 แสนปีที่แล้ว


ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า จักรวาลมีอายุประมาณ 13,700 ล้านปี และหลังจากเกิดบิกแบงราว 200 ล้านปี อุณหภูมิของจักรวาลเย็นลงพอที่จะให้ดาวฤกษ์ดวงแรกก่อตัวขึ้นมาได้ นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถสรุปได้ด้วยว่า จักรวาลประกอบด้วยวัตถุแท้เพียงร้อยละ 4 และราวร้อยละ 23 เป็นสสารมืด กับอีกร้อยละ 73 เป็นพลังงานมืด จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครรู้อย่างแท้จริงว่า สสารมืด และพัลงงานมืดคืออะไร


ล่าสุด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐ หรือนาซา ออกมาประกาศข้อมูลใหม่จากการสังเกตการณ์ของยานดับเบิลยูเอ็มเอพี ที่พบว่าจักรวาลมีลักษณะอย่างไรหลังจากเกิดบิกแบงในล้านล้านวินาทีแรก นักวิจัยยังพบสัญญาณที่เรียกว่า "สัญญาณโพลาไรเซชั่น" จากรังสีพื้นหลังไมโครเวฟคอสมิกด้วย


หากเทียบกับความร้อนของรังสีที่มนุษย์รู้สึกได้จากแสงอาทิตย์แล้ว สัญญาณดังกล่าวอ่อนกว่าเป็นพันล้านเท่า นักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลมาทำเป็นแผนที่จักรวาลยุคเริ่มแรก เพื่อใช้ทดสอบ "ทฤษฎีพองตัว" ซึ่งเป็นทฤษฎีย่อยของบิกแบง โดยมีหลักการว่า จักรวาลขยายตัวอย่างรวดเร็วฉับพลันหลังเกิดบิกแบง


ในช่วงที่เกิดการพองตัวอย่างรวดเร็วนี้ พื้นที่เล็กๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าลูกหินขยายตัวขึ้นจนมีขนาดใหญ่กว่าจักรวาลภายในล้านล้านวินาที และจากการสังเกตการณ์ของยานดับเบิลยูเอ็มเอพีครั้งล่าสุด ยังเปิดเผยให้เห็นด้วยว่า การขยายตัวของจักรวาลในช่วงแรกไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอกันทุกพื้นที่ แต่มีบางพื้นที่ขยายตัวเร็วกว่าพื้นที่อื่น การขยายตัวที่ผันผวนในแต่ละช่วงปีแสงเหล่านี้เองที่ทำให้สสารจับตัวเป็นก้อน และทำให้เกิดเป็นกาแล็กซีขึ้นมา


นักฟิสิกส์ กล่าวว่า ข้อมูลของดับเบิลยูเอ็มเอพีสนับสนุนความคิดที่ว่า ดาวและกาแล็กซีเกิดจากการแกว่งตัวของควอนตัม หรือกำเนิดจากความว่างเปล่า และการค้นพบครั้งนี้ทำให้มนุษยชาติเข้าใกล้คำถามที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ว่า "มนุษย์มาจากไหน"


(คอลัมน์:วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี)


http://www.dmr.go.th/news_dmr/data/0900.html


 


 






ย่างเข้าสู่หน้าร้อนของทวีปยุโรปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การทดลองอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจะเกิดขึ้นใต้พื้นแผ่นดินสวิส-ฝรั่งเศส การเดินเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของ "เซิร์น" จะเริ่มขึ้น ความมหึมาของเครื่องไม้เครื่องมือผกผันกับอนุภาคขนาดเล็กจิ๋วที่ถูกเร่งให้ชนกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างจับจ้องปริศนากำเนิดจักรวาลที่คาดว่าจะเผยออกมาหลังจากการชนกัน
       
       เอกภพหรือจักรวาลประกอบขึ้นจากอะไร คือคำถามพื้นฐานของมนุษย์เล็กๆ ที่อยากจะเข้าใจในกำเนิดของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ตามทฤษฎี "บิกแบง" (Big Bang) การระเบิดครั้งใหญ่ที่ก่อเกิดจักรวาลเมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีก่อนควรจะมีสสาร (matter) และปฏิสสาร (antimatter) ในปริมาณเท่าๆ กัน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสสารและปฏิสสารที่มีมวลเท่ากันแต่มีประจุตรงข้ามกันนั้นจะหักล้างกันเองแล้วเปลี่ยนมวลกลายไปเป็นพลังงานและไม่น่าจะมีกาแลกซี ดวงดาว โลกหรือสิ่งมีชีวิตอยู่เลย
       
       หากทฤษฎีนี้เป็นจริงทำไมสสารและปฏิสสารไม่หักล้างกันไปอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เกิดระเบิดครั้งนั้น?
       
       เป็นไปได้หรือไม่ที่มีเอกภพซึ่งประกอบขึ้นด้วยปฏิสสารมากมายอยู่ที่ใดสักแห่ง?
       
       เกิดอะไรขึ้นกับปฏิสสารหลังบิกแบง?

       
       หลากหลายคำถามที่จะนำไปสู่คำตอบว่าเหตุใด จึงมีตัวเราที่อยู่ในเอกภพที่เต็มไปด้วยสสารมากมาย
       
       นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าเกิดสสารที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเราได้อย่างไร ย้อนกลับไปในอดีตเราเชื่อว่าอะตอมคือหน่วยย่อยที่สุดของสสาร แต่ต่อมาเราก็พบว่ายังมีโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอนที่เล็กกว่า และมี "ควาร์ก" (Quark) เป็นสิ่งที่เล็กลงไปอีก
       
       แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่เล็กที่สุดและยังไม่สามารถตอบได้ว่ามวลก่อเกิดขึ้นในจักรวาลอันว่างเปล่าได้อย่างไร
       
       เร่งอนุภาคหา "ฮิกก์ส" ต้นกำเนิดแห่งมวลในจักรวาล
       

       กว่า 40 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาค "ฮิกก์ส" (Higgs) ที่เสนอโดย ศ.ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ซึ่งอนุภาคฮิกก์สที่ได้รับการขนานนามว่า "อนุภาคพระเจ้า" (God Particle) จะช่วยอธิบายจุดเริ่มต้นของมวล และอธิบายเหตุผลว่าทำไมบางอนุภาคในแบบจำลองมาตรฐาน (Standard model) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายอนุภาคมูลฐานและแรงพื้นฐานทั้งหมดในธรรมชาติด้วยสมการเพียงหนึ่งเดียว จึงมีมวลและบางอนุภาคไม่มีมวล โดยนักฟิสิกส์ได้พบสสารอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นสสารหมดแล้ว ยกเว้นฮิกก์ส
       
       การค้นหากำเนิดจักรวาล คล้ายการเก็บร่องรอยคดีฆาตกรรมที่รวบรวมหลักฐาน ณ ที่เกิดเหตุเพื่อวิเคราะห์ย้อนหลังว่าเกิดอะไรขึ้น ทฤษฏีมีอยู่แล้วแต่ยังขาดผลการทดลองมายืนยัน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงฝากความหวังไว้ที่การทดลองขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) หรือ "เซิร์น" (CERN) ซึ่งจะเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ในฤดูร้อนของทวีปยุโรปหรือประมาณ เดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อค้นหาอนุภาคฮิกก์สจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะเติมเต็มความเข้าใจในองค์ประกอบพื้นฐานของจักรวาลได้
       
       ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าตามทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum field) นักฟิสิกส์เชื่อว่าต้องพบบางอย่างจากการชนกันของอนุภาค ที่พลังงานสูงถึงระดับเทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) ซึ่งเป็นระดับพลังงานที่กำลังจะทดลองในเซิร์น
       
       ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะต้องมีอะไรผิดในทฤษฎีสนามควอนตัมและนักวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาคิดกันใหม่ อย่างไรก็ดีนักฟิสิกส์มั่นใจว่าจะไม่เป็นเช่นกรณีหลัง เนื่องจากที่ผ่านมาทฤษฎีสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในระดับพลังงานที่ต่ำกว่าการทดลองของเซิร์นที่จะเกิดขึ้นได้ดี
       
       "เซิร์น" องค์กรแห่งยุโรป-ทำงานระดับโลกเพื่อไขจักรวาล
       

       ความรุ่งเรืองสุดขีดของฟิสิกส์อยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เซิร์นจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเวลาทองของวิทยาศาสตร์เชิงกายภาพยังไม่หมดลง โดยหลังก่อตั้งมากว่า 50 ปีเซิร์นมีการทดลองเร่งอนุภาคในระดับพลังงานต่างๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ไม่กี่สิบกิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ไปจนถึงหลายร้อย GeV และมีการค้นพบอนุภาคมูลฐานบางตัว และให้กำเนิดเวริล์ด ไวล์ด เว็บ (www) ที่เป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลกเมื่อปี 2533
       
       จนกระทั่งเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมาองค์กรวิจัยแห่งยุโรปนี้ได้ตัดสินใจสร้างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่อยู่ในอุโมงค์ใต้เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์และชายแดนฝรั่งเศสลงไป 100 เมตรขดเป็นวงกลมระยะทาง 27 กิโลเมตร และมีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnet) ทำหน้าที่ควบคุมลำอนุภาคให้เบนจนเป็นเส้นรอบวง ทั้งนี้เครื่องเร่งอนุภาคแรกของเซิร์นซึ่งขดเป็นวงกลมเช่นเดียวกันนั้นมีความยาวเพียง 7 กิโลเมตร
       
       ภายในองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งยุโรปนี้จ้างนักวิทยาศาสตร์หลากหลายเชื้อชาติ ทำงานวิจัยโดยอาศัยความพร้อมทางเครื่องมือของเซิร์น เฉพาะเจ้าที่ซึ่งได้รับการว่าจ้างให้ทำงานโดยตรงก็มีถึง 2,500 คน ขณะที่มีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกอีกราว 8,000 ที่แวะเวียนมาทำงานวิจัยที่นี่
       
       ปัจจุบันเซิร์นมีสมาชิกจาก 20 ประเทศในยุโรปซึ่งมีหน้าที่และได้รับสิทธิพิเศษ โดยประเทศเหล่านี้ต้องร่วมลงทุนในค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานของเซิร์น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรและกิจกรรมต่างๆ
       
       สำหรับไทยก็เกี่ยวข้องกับเซิร์นในฐานะที่เป็นประเทศกลุ่ม "ไม่ใช่สมาชิก" (non-Member States) ซึ่งมีอยู่หลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม อิหร่าน เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น แม้ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนหรือร่วมกำหนดทิศทางการวิจัย แต่ก็ได้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษาวิจัยจากข้อมูลการทดลองของเซิร์น
       
       เครื่องตรวจวัดสัญญาณกำเนิดจักรวาล
       

       เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีในอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินที่ขดรอบชายแดนฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบไปด้วยสถานีตรวจวัดอนุภาคที่สำคัญๆ คือ
       
       1.สถานีตรวจวัดอลิซ (ALICE) หน้าที่ของเครื่องตรวจวัดที่สถานีนี้คือการตรวจวัดสถานะพลาสมาควาร์ก-กลูออน (quark-gluon plasma) ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานะที่เกิดขึ้นหลังบิกแบง ขณะที่เอกภพยังร้อนสุดขีด โดยการชนกันของอนุภาคที่จะเกิดขึ้นในเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้นจะทำให้เกิดอุณหภูมิสูง 100,000 เท่าของใจกลางดวงอาทิตย์ นักฟิสิกส์หวังว่าภายในสภาวะนี้โปรตอนและนิวตรอนจะ "ละลาย" และปลดปล่อยควาร์กออกจากพันธะ
       
       ทีมวิจัยในส่วนของอลิซวางแผนที่จะศึกษาสถานะพลาสมาควาร์ก-กลูออนเมื่อขยายตัวและเย็นลง รวมถึงสังเกตว่าสถานะพิเศษนี้ค่อยๆ กลายเป็นอนุภาคซึ่งประกอบขึ้นเป็นสสารในเอกภพอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร
       
       2.สถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส (ATLAS) เป็น 1 ใน 2 เครื่องตรวจวัดอเนกประสงค์ภายในเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี มีหน้าที่อย่างกว้างๆ คือตรวจหาอนุภาคฮิกก์ส มิติพิเศษ (extra dimension) และอนุภาคที่อาจก่อตัวขึ้นเป็นสสารมืด (dark matter) โดยจะวัดสัญญาณของอนุภาคที่คาดว่าถูกสร้างขึ้นหลังการชนกันของอนุภาค ทั้งแนวการเคลื่อนที่ พลังงาน รวมไปถึงการจำแนกชนิดอนุภาคนั้นๆ
       
       แอตลาสเป็นระบบแม่เหล็กรูปโดนัทขนาดใหญ่ที่มีความยาวถึง 46 เมตร นับเป็นเครื่องมือชิ้นใหญ่ที่สุดของเซิร์น และมีขดลวดแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดขดเป็นทรงกระบอกยาว 25 เมตร รอบๆท่อลำอนุภาคที่ผ่านใจกลางของเครื่องตรวจวัดอนุภาคนี้ เมื่อเดินเครื่องจะเกิดสนามแม่เหล็กในศูนย์กลางของทรงกระบอก ที่สถานีนี้มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานกว่า 1,700 คน
       
       3.สถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส (CMS) เป็นเครื่องตรวจวัดอนุภาคที่มีเป้าหมายเดียวกับแอตลาส แต่มีความแตกต่างในรูปแบบการทำงานและระบบแม่เหล็กในการตรวจวัดอนุภาค ซีเอ็มเอสสร้างขึ้นด้วยขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เกิดจากสายเคเบิลตัวนำยิ่งยวดที่ขดเป็นทรงกระบอก ซึ่งสร้างให้เกิดสนามแม่เหล็กได้มากกว่าโลก 100,000 เท่า ซึ่งทำให้เครื่องตรวจวัดหนักถึง 12,500 ตัน
       
       แทนที่จะสร้างเครื่องมือชิ้นนี้ภายในอุโมงค์ใต้ดินเหมือนเครื่องมืออื่นๆ แต่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีกลับสร้างขึ้นจากบนพื้นดินแล้วแยกเป็นชิ้นส่วน 15 ชิ้นเพื่อนำลงไปประกอบในชั้นใต้ดิน และที่สถานีนี้ก็มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานจำนวนมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสถานีแอตลาสถึง 2,000 คนจากกว่า 150 สถาบันใน 37 ประเทศ
       
       4.สถานีตรวจวัดอนุภาคแอลเอชซีบี (LHCb) ซึ่งจะทำการทดลองเพื่อสร้างความเข้าใจว่าทำไมเราจึงอาศัยอยู่ในเอกภพที่เต็มไปด้วยสสาร แต่กลับไม่มีปฏิสสาร โดยมีหน้าที่พิเศษในการศึกษาอนุภาคที่เรียกว่า "บิวตี ควาร์ก" (beauty quark) เพื่อสังเกตความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างสสารและปฏิสสาร และแทนที่จะติดตั้งเซนเซอร์รอบจุดที่อนุภาคชนกันก็ใช้ชุดเซนเซอร์ย่อยเรียงซ้อนกันเป็นความยาว 20 เมตร
       
       เมื่อแอลเอชซีเร่งให้อนุภาคชนกันแล้วจะเกิดควาร์กชนิดต่างๆ มากมายและสลายตัวไปอยู่ในรูปอื่นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเซนเซอร์เครื่องตรวจวัดแอลเอชซีบีจึงถูกออกแบบให้อยู่ในเส้นทางของลำอนุภาคที่จะเคลื่อนที่เป็นวงไปตามเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี
       
       เครื่องเร่งอนุภาคยักษ์จับอนุภาคจิ๋วชนกัน
       
       
เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีจะเร่งลำอนุภาคของโปรตอน 2 ลำให้เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามไปตามท่อที่วางขนานกันซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ภายใต้ภาวะสุญญากาศ แล้วชนกันที่ความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง 99.9999% ที่พลังงานสูงระดับ TeV หรือระดับล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์ (1012 eV)
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอคอย เครื่องตรวจวัดอนุภาคต่างๆ จะวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดจากการชนกันนี้เพื่อตามหาสิ่งที่เครื่องตรวจวัดแต่ละเครื่องถูกออกแบบมา
       
       ทั้งนี้ลำอนุภาคถูกควบคุมให้เคลื่อนที่ไปรอบเครื่องเร่งอนุภาครูปวงแหวนด้วยสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่สร้างขึ้นจากแม่เหล็กไฟฟ้าตัวนำยิ่งยวดซึ่งช่วยนำไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีแรงเสียดทานหรือสูญเสียพลังงาน และจำเป็นต้องรักษาความเย็นให้แม่เหล็กเหล่านั้นที่อุณหภูมิ -271 องศาเซลเซียสซึ่งเย็นกว่าอวกาศนอกโลกเสียอีก ดังนั้นเครื่องเร่งอนุภาคจึงต้องเชื่อมต่อระบบที่หล่อเย็นด้วยฮีเลียมเหลว
       
       นอกไปจากฮิกก์สซึ่งจะตอบคำถามถึงภาวะเริ่มต้นของกำเนิดจักรวาลแล้ว นักฟิสิกส์ยังรอคอยหลักฐานที่เกิดจากอนุภาคชนกันเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีอีกหลายทฤษฎี อาทิ
       
       - ทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด (supersymmetry theory) ที่อธิบายว่าอนุภาคมูลฐานมีคู่ "ซูเปอร์พาร์ทเนอร์" (superpartner) หรือคู่ยิ่งยวดที่คาดว่ามีมวลมากกว่า เช่น อิเล็กตรอน (electron) มีคู่คือ ซีเล็กตรอน (selectron) ควาร์ก (quark) มีคู่คือ สควาร์ก (squark) เป็นต้น เชื่อว่าคู่ยิ่งยวดเหล่านี้มีอยู่ในช่วงสั้นๆ หลังเกิดบิกแบง โดยเกิดขึ้นและสลายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากมวลที่มากทำให้ไม่เสถียร ซึ่งวิธีที่จะสร้างคู่ยิ่งยวดขึ้นมาต้องสร้างเงื่อนไขให้คล้ายหลังเกิดบิกแบงในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยพลังงานมหาศาล
       
       - ทฤษฎีซูเปอร์สตริง (Superstring theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายอนุภาคและแรงพื้นฐานในธรรมชาติด้วยทฤษฎีเดียว โดยจำลองให้อนุภาคและแรงพื้นฐานเหล่านั้นคือการสั่นของเส้นเชือกสมมาตรเล็กๆ (tiny supersymmetry string) โดยมีแบบจำลองอย่างในทฤษฎีนี้ที่ผลการทดลองของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี
       
       - แบบจำลองที่สมมติว่าเอกภพมีมิติมากกว่า 4 มิติ (Large extra-dimensions theories) โดยเราสามารถรับรู้ได้ถึงมิติของความกว้าง ความยาว ความสูงและเวลา แต่มีทฤษฎีที่เสนอว่าเอกภพมีมิติที่มากกว่านี้และคาดว่าการทดลองของเซิร์นจะเผยให้เห็นมิติพิเศษ (extra-dimension) เพิ่มเติมมากกว่า 4 มิติที่เรารับรู้ได้
       
       "เฟอร์มิแล็บ" คู่แข่งหาอนุภาคพระเจ้า
       

       ไม่ใช่แค่เซิร์นที่มุ่งมั่นหาอนุภาคพระเจ้า แต่เครื่องเร่งอนุภาคจากฟากสหรัฐฯ อย่าง "เทวาตรอน" (Tevatron) ของห้องปฏิบัติการเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) ก็มีเป้าหมายที่จะค้นหาอนุภาคฮิกก์สเช่นเดียวกัน ซึ่งการแข่งขันของนักฟิสิกส์ 2 ทวีปเป็นไปอย่างดุเดือดแต่ก็ไม่ถึงขั้นฆ่าแกงกัน โดยสหรัฐและเฟอร์มิแล็บก็กุลีกุจอที่จะมีส่วนร่วมกับเซิร์นในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์" (Observer) และได้สนับสนุนเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญๆ ด้วย
       
       อย่างไรก็ดีขณะที่เซิร์นกำลังจะตัดริบบิ้นเดินเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อหาอนุภาคพระเจ้าในเร็ววันนี้เทวาตรอนก็ใกล้จะปิดตัวลงในปี 2553 แล้ว
       
       ปีเตอร์ ฮิกก์ส ซึ่งขณะนี้อยู่ในวัย 78 ปีแล้วกล่าวว่า บางทีเฟอร์มิแล็บอาจจะค้นพบอนุภาคฮิกก์สได้ก่อนห้องแล็บขนาดใหญ่อย่างเซิร์นก็เป็นได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่นั่น เพราะเป็นไปได้ว่าสัญญาณของฮิกก์สอาจปรากฏอยู่ในข้อมูลการทดลองของพวกเขา แต่ปริมาณของข้องมูลที่มากเกิน ทำให้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ออกมาได้
       
       ตามรายงานของนิตยสารเนชันแนลจีโอกราฟิก (National Geographic) ระบุว่าความยากของการตามหาอนุภาคฮิกก์ส คือการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดจากเศษซากเป็นฝอยกระจายไปทั่ว ขณะพลังงานจากอนุภาคแปรสภาพเป็นมวลซึ่งเกิดหลังจากโปรตอนชนกันแล้ว และเศษซากการสลายตัวของฮิกก์สจะปรากฏก็ต่อเมื่อข้อมูลมหาศาลระดับเพตะไบต์ (petabyte) หรือข้อมูลระดับล้านกิกะบิต อีกทั้งโอกาสเกิดฮิกกส์จากอนุภาคชนกันก็มีเพียงหนึ่งในหลายล้านล้านครั้งเท่านั้น
       
       อาจเกิด "หลุมดำ" แต่คงไม่กลืนโลก
       
       
อย่างไรก็ดีหลายคนอดหวั่นใจไม่ได้ว่าการทดลองของเซิร์นอาจทำให้เกิดหลุมดำที่กลืนกินโลกทั้งใบได้ แต่ความกังวลนั้นในความเห็นของปีเตอร์ ฮิกก์ส ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีอนุภาคฮิกก์สมองว่าเป็นความกลัวที่เกิดจากการสร้างจินตนาการเกินจริงมากไป และระบุว่าหลุมดำที่เกิดขึ้นจากทดลองนั้นจะไม่ขยายใหญ่จนดูดโลกทั้งใบได้
       
       ขณะที่นักฟิสิกส์ทฤษฎีของไทยอย่าง ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ ผู้ให้ความเห็นต่อการค้นหาอนุภาคฮิกก์สไปก่อนหน้านี้ก็ชี้แจงถึงความกังวลดังกล่าวว่า เป็นไปได้ที่การทดลองของเซิร์นจะทำให้เกิด "หลุมดำจิ๋ว" (mini black hole) แต่มีโอกาสน้อยมากที่หลุมดำดังกล่าวจะดูดกลืนโลก เพราะหลุมดำเหล่านี้เล็กมาก เล็กกว่าโปรตอนและช่องว่างระหว่างอะตอมหลายเท่า
       

       ดังนั้นโอกาสหลุมดำจิ๋วที่จะดูดอนุภาคอื่นๆ จึงน้อยมาก และมีหลายทฤษฎีที่ทำนายว่าหลุมดำจิ๋วที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เสถียรคือเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีและสลายตัวไปเป็นอนุภาคอื่นๆ ส่วนหลุมดำขนาดใหญ่ในอวกาศก็จะไม่ทำอันตรายเราหากเราไม่เข้าไปใกล้มากเกินไป
       
       "โดยทฤษฎีแล้วถ้าหากมีหลุมดำจิ๋วลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริงละก็ มันอาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้วในธรรมชาติ เคยมีผู้ใช้ทฤษฎีเดียวกันนี้ทำนายว่ารังสีคอสมิกพลังงานสูงจากนอกโลกก็สามารถทำให้เกิดหลุมดำขนาดเล็กพวกนี้บนบรรยากาศชั้นสูงของโลกเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้ามันดูดโลกเข้าไปละก็ มันคงดูดไปนานแล้ว ไม่ต้องรอเครื่องแอลเอชซี"
       
       ดร.อรรถกฤตกล่าวและยืนยันว่าการทดลองของเซิร์นจะไม่เกิดระเบิดล้างโลกอย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางทำให้เกิดระเบิดนิวเคลียร์ เนื่องจากการระเบิดแบบนิวเคลียร์นั้นต้องอาศัยปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ธาตุกัมมันตรังสีหลายกิโลกรัม
       
       แต่ปฏิกิริยาในเครื่องเร่งอนุภาคของเซิร์นนั้นเกิดจากการชนกันของโปรตอน 2 ตัว ซึ่งมีมวลน้อยเกินกว่าจะเป็น "มวลวิกฤต" (critical mass) ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ โดยเมื่อโปรตอนชนกันแล้วจะสลายตัวไป ส่วนอนุภาคที่เกิดขึ้นจากการชนก็จะตกที่เครื่องวัดของนักฟิสิกส์และไม่ชนกับธาตุหนักอื่นๆ จึงไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ขึ้นอย่างแน่นอน
       
       สำหรับนักฟิสิกส์แล้วความน่ากลัวคงไม่ใช่ประเด็นว่าเซิร์นจะระเบิดหรือไม่ แต่ความน่ากังวลที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่ "การชนกันครั้งไหน" จะเป็นเงื่อนไขก่อให้เกิดฮิกก์ส เพราะโอกาสการเกิดอนุภาคที่ทุกคนรอคอยมีเพียง "หนึ่งในล้านล้านครั้ง" เท่านั้น
       
       และแม้จะเกิด "ฮิกก์ส" ขึ้นมาจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน เพื่อแกะรอยข้อมูลมากมายมหาศาล ที่ไม่ใครทราบว่าภารกิจการงมเข็มในอภิมหาสมุทรจะจบสิ้นเมื่อไหร่
       
       หรือที่สุดแล้ว...การลงทุนมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบเป็นเงินไทย ของมนุษยชาติเพื่อไขกำเนิดจักรวาล อาจจะลงท้ายที่ไม่พบอะไรเลย
       
       แต่นั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความสนใจใคร่รู้ สู่การค้นหาที่มาของสรรพสิ่ง เพราะคำถามที่ท้าทายที่สุดในขณะนี้ก็คือ "เรามาจากไหน" เพื่อจะตอบคำถามอันยิ่งใหญ่ต่อไปว่า "เรา (จักรวาล, โลก, และสิ่งมีชีวิต) จะเป็นอย่างไรต่อไป"



       

       อ่านเพิ่มเติม : รู้จัก "ปีเตอร์ ฮิกก์ส" ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีอนุภาคพระเจ้า


 


นายนวพล เอี่ยมสุวรรณ 5014140049


nawapol1234 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 24 เม.ย. 2551 (20:01)
87922

ต่อจากความเห็นที่151


 นายนวพล เอี่ยมสุวรรณ 5014140049


จากบทความที่นำเสนอมานั้น เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับเรื่องของการกำเนิดโลกและจักรวาล มนุษย์เราเกิดขึ้นมาพร้อมสติปัญญาและความสนใจใคร่รู่ และเรื่องนึงที่ผู้คนมากมายให้ความสนใจ คือ เรื่องที่กล่าวมาในข้างต้น


จากความคิดเห็นแล้ว คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอมานี้ ข้าพเจ้ามองว่ามีความน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์เราจะทราบถึงที่มาที่ไปของโลก จักรวาล สิ่งมีชีวิต รอบตัวเราว่ามีความเป็นมาอย่างไร


การทราบที่มานี้จะนำเราไปสู่ความก้าวหน้าทั้งทางด้าน ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ ชีววิทยา วิทยาศาสตร์แขนงต่างๆมากมาย ทำให้นึกถึงสมัยที่ ชาร์ล ดาวิน ที่ได้คิดทฤษฏีนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางด้านพันธุกรรมศาสตร์


การทดลองเหล่านี้จะเป็นตัวพิสูจน์ทฤษฏีต่างๆ อาทิ  ทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด (supersymmetry theory)  ทฤษฎีซูเปอร์สตริง (Superstring theory)  อันจะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางด้านพลังงานซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในปัจจุบัน  การสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลกเราอย่างมีความหวังมากยิ่งขึ้น และการประยุกต์เอาทฤษฏีนี้ไปใช้ในวงการอื่นๆต่อไป


เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ความก้าวหน้าจะนำไปสู่สิ่งสร้างสรรค์มากมาย 


nawapol1234 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 24 เม.ย. 2551 (22:40)
ตอบความเห็นเพิ่มเติมที่ 150  ของนายกิตติชัย ทวีขจรวงศ์ 5011110367

 ผมไม่เคยเห็นหรือใช้เครื่องมือที่คุณใช้ในการฝึกงาน
จึงไม่สามารถตอบได้



แต่การวัดอุณหภูมิจากวัตถุที่อยู่ไกล ๆ นั้น
มีหลักอยู่ที่ว่า
วัตถุทุกอย่างที่มีอุณหภูมิจะแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาจากตัวมันเอง
อัตราส่วนของคลื่นที่ความยาวคลื่นหรือความถี่ต่าง ๆ สามารถบอกว่าวัตถุที่ปล่อยคลื่นนั้น
มีอุณหภูมิเท่าใดได้


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 26 เม.ย. 2551 (14:28)

อาจารย์ครับ ผมทำโปรเจคเกี่ยวกับเตาเผาไหม้อะครับ เตาของผมเปนเตาปิดครับมีแค่รูวัดแก๊สกับวัดอุณหภูมิ แต่พอเวลาภายนอกเตามีลมแรงหรืออากาศเย็นๆ ทำไมอุณหภูมิในเตาถึงลดลงหรือบางทีก็ดับเลย ดับตอนที่อุณหภูมิ1000องศาขึ้นอะครับทั้งที่เตาแทบไม่มีอากาศเข้าไปเลย แต่มีพัดลมเอาลมเข้าเตาเพื่อให้เกิดการหมุนวนของเชื่อเพลิง ช่วยให้เผาไหม้ได้ดีขึ้น



ผมอยากทราบว่าทำไมไฟในเตาถึงดับครับ มันมีสาเหตุมาจากอะไรบ้างครับ



อรรถพร แก้วเกตุ  4711110358


grappeed เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 26 เม.ย. 2551 (14:36)
สวัสดีคับ อ.นิรันดร์ เจริญกูล

ผมนายอภิชาติ สัมฤทธิ์

รหัส 4911110204
โจ้2499 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 26 เม.ย. 2551 (15:18)

สวัสดีคับ อ.นิรันดร์ เจริญกูล

ผมนายธนาศักดิ์ คืนตัก


รหัส 5011110048


JASONIIX เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 26 เม.ย. 2551 (15:25)

กำเนิดโลก


           เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัวเป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ และกลายเป็นดาวเคราะห์ในที่สุด (ภาพที่ 1)



ภาพที่ 1 กำเนิดระบบสุริยะ


          โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็ก และนิเกิล จมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิว ก๊าซไฮโดรเจนถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ทำลายให้แตกเป็นประจุ ส่วนหนึ่งหลุดหนีออกสู่อวกาศ อีกส่วนหนึ่งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นไอน้ำ เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นของแข็ง ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว เกิดทะเลและมหาสมุทร สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้นำคาร์บอนไดออกไซด์มาผ่านการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างพลังงาน และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจน ก๊าซออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แตกตัวและรวมตัวเป็นก๊าซโอโซน ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทำให้สิ่งมีชีวิตมากขึ้น และปริมาณของออกซิเจนมากขึ้นอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา (ภาพที่ 2)




ภาพที่ 2 กำเนิดโลก


โครงสร้างภายในของโลก
          โลกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756 กิโลเมตร (รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x 1024 กิโลกรัม และมีความหนาแน่นเฉลี่ย 5.5 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (หนาแน่นกว่าน้ำ 5.5 เท่า) นักธรณีวิทยาทำการศึกษาโครงสร้างภายในของโลก โดยศึกษาการเดินทางของ “คลื่นซิสมิค” (Seismic waves) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ




ภาพที่ 3 คลื่นปฐมภูมิ (P wave) และคลื่นทุติยภูมิ (S wave)


 คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัดขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็นคลื่นที่สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิดอื่น โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลื่นปฐมภูมิทำให้เกิดการอัดหรือขยายตัวของชั้นหิน ดังภาพที่ 3

 คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลว คลื่นทุติยภูมิมีความเร็วประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิ


ที่มาของข้อมูล http://www.rmutphysics.com/charud/oldnews/117/index117.htm


 


 


ความคิดเห็น กว่าจะเกิดเป็นโลกต้องใช่เวลานานมาก แต่ในปัจจุบันนี้


                 มนุษย์เราต่างกันทำลายโลกมากมาย เราควรช่วยกัน


                 รักษาธรรมชาติให้มากขึ้นเพื่อให้โลกอยู่กับเรานานๆ


                 ขอบคุณคับ


 


ธนาศักดิ์ คืนตัก  5011110048               


JASONIIX เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.