วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  




ยินดีต้อนรับ นักศึกษาภาคฤดูร้อน MUT มีนาคม 2551
โพสต์เมื่อ: 13:43 วันที่ 16 มี.ค. 2551         ชมแล้ว: 24,410 ตอบแล้ว: 197

คุณสามารถติดต่อกับผมได้ทุกวัน 24 ชั่วโมงทางเว็บไซด์นี้


ขอให้ตั้งใจเข้าเรียนนะครับ



นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 190 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| -9- 10|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 26 เม.ย. 2551 (15:31)

อ้าว...รูปหาย  เดียวผมจะส่งรูปไปใหม่น่ะครับ


JASONIIX เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 26 เม.ย. 2551 (15:39)

 


 


JASONIIX เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 26 เม.ย. 2551 (16:06)

วันหลังคุณอรรถพรพาเตามาให้ผมดูหรือ พาผมไปดูเตาคุณหน่อย
อาจจะช่วยตอบคำถามของคุณได้บ้าง ด้วยความยินดี
หรืออย่างน้อยก็ถ่ายรูปมาให้ดูบ้าง
เตาใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง อัตราการป้อนเชื้อเพลิงและเติมอากาศ
ทำอย่างไร
คำนวณปริมาณอากาศกับปริมาณเชื้อเพลิงอย่างไร
อัตราการกระจายความร้อนเป็นอย่างไร
รู้อย่างไรว่าอุณหภูมิถึง 1000 องศา
ทำไมเตาไม่ละลาย เตาทำด้วยวัสดุอะไร


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 26 เม.ย. 2551 (16:08)
ความคิดเห็นของธนาศักดิ์ ไม่ได้เกี่ยวกับฟิสิกส์ที่ผมสอนเลย
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 162 26 เม.ย. 2551 (20:07)

เตาเผาไหม้ ใช้แกลบกับถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงครับ ตัวเตาใช้เหล็กครับส่วนผนังเตาหล่อด้วยซีเมนต์ทนไฟครับ ใช้เทอร์โมคอปเปิล วัดอุณหภูมิครับ


 


อรรถพร แก้วเกตุ    4711110358


grappeed เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 27 เม.ย. 2551 (04:02)

สวัสดีครับ อ.นิรันดร์ เจริญกูล

ผมนายอธิพงค์  โพธิดิลก
รหัส 4611110181


mech0110 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 27 เม.ย. 2551 (21:26)
จากการบ้านข้อ 13.

ถ้าพูดถึงการวัดอุณหภูมิแล้ว ใครหลายๆ คนก็คงคิดถึง การวัดอุณหภูมิทั่วๆ ไป เช่น
การวัดอุณหภูมิของคนไข้ หรือการวัด แบบที่เรานำอุปกรณ์ในการวัดไปสัมพัทกับสิ่งที่เราต้องการจะวัด
แต่นี่เป็นเทคโนโลยีที่อาศัยหลักการทางฟิสิกส์ ในการวัดอุณหภูมิ **ใต้ท้องทะเล**
>>> เรื่อง วิธีการวัดอุหภูมิของทะเล <<<

เมื่อประมาณ 20 ปีก่อนนี้ Walter Munk นักวิทยาศาสตร์แห่ง Scripps Institute of Oceanography
ในสหรัฐอเมริกาได้พบว่า เขาสามารถรู้ว่าโลกเราร้อนขึ้นหรือเย็นลงเพียงใด โดยการวัดอุณหภูมิของนํ้าใน
มหาสมุทร โดยอาศัยหลักความจริงที่ว่าความเร็วของเสียงในนํ้าร้อนนั้นช้ากว่าความเร็วของเสียงในนํ้าเย็น
Munk จงึคดิ ว่าหากเขารู้ความเร็วเฉลี่ยของคลื่นเสียงในมหาสมุทร เขากส็ ามารถจะวดั อณุ หภมู เิฉลยี่
ของนํ้าในมหาสมุทรได้
ทกุ วนั นี้ เราทกุคนรดู้วีา่ปรากฏการณเ์รอืนกระจกเปน็ ปญั หาโลกแตก เพราะนกัวชิาการทงั้หลายตา่ง
ก็คาดคะเนว่า อุณหภูมิของโลกเราจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่การวัดอุณหภูมิของอากาศทั้งโลกนั้นไม่มีใครทำ ได
เพราะอุณหภูมิของอากาศในสถานที่แต่ละแห่งนั้นต่างกัน ถึงแม้สถานที่เดียวกันก็ตาม อุณหภูมิของอากาศ
ในสถานทนี่ นั้ ๆ ในแต่ละเวลา ในแตล่ะเดอืน ในแต่ละปีก็ยังไม่เท่ากันเลย เมอื่ความแปรปรวนของอณุ หภูมิ
มมี ากเชน่ นี้ นกัวทิ ยาศาสตรจ์งึตอ้งหนั มาศกึษาอณุ หภมู ขิองนา้ํทะเลแทน เพราะอณุ หภมู ขิองนา้ํทะเลมไิด้แปรปรวนมากเท่าอุณหภูมิของอากาศ
แต่การที่จะเอาเทอร์โมมิเตอร์จุ่มวัดอุณหภูมิของนํ้าในสถานที่แต่ละแห่งของโลกนั้น ไม่สะดวกและให้
ผลไม่แน่นอน Munk จึงคิดว่า หากเขาสามารถส่งคลื่นไปใต้นํ้า แล้วใช้เครื่องรับเสียงดักฟัง ณ สถานที่ไกล
ออกไป ในเวลาหนึ่งชั่วโมง หากเสียงเดินทางช้าไป 0.002 วินาที เขาก็สามารถสรุปได้ว่า อุณหภูมิของนํ้า

ไดเ้พิม่ สูงข้นึ 0.05 องศาเซลเซียสเรียบร้อย
ดั้งนั้นในปี พ.ศ. 2532 ทีมทดลองที่นำ โดย Munk ได้ทดสอบความคิดนี้โดยใช้อุปกรณ์ โซนาร
(sonar) ส่งเสียงไปในนํ้า จากเกาะ Heard ที่อยู่กลางมหาสมุทรแอนตาร์กติกา เสียงที่มีความดัง 215 เด
ซิเบล (ดังพอๆ กับรถพยาบาล) เดินทางใต้นํ้าไปได้ไกลถึงชายฝั่ง California ของมหาสมุทรแปซิฟิก และ
เกาะ Bermuda ในมหาสมุทรแอตแลนติก
แต่การทดลองของ Munk นี้ ได้รับการต่อต้านจากบรรดานักชีววิทยาสัตว์ทะเลหลายคน เพราะคน
กลุ่มนี้เกรงว่า การทดลองส่งเสียงเช่นนี้จะรบกวนสัตว์ทะเล เช่น ปลาวาฬ ปลาโลมา และแมวนํ้า คือทำ ให้
มนั เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมและความเป็นอยู่ เชน่ ทำ ใหม้ นั วา่ยนา้ํหลงทางหรอืทาํใหม้ นั หหู นวก

แต่ก็มีนักชีววิทยาอีกหลายคนที่สนับสนุนโครงการวิจัยของ Munk โดยให้เหตุผลว่าเสียงที่ใช้ในการทดลองนั้น ถึงแม้จะดัง แต่ก็คงไม่ทำ ให้สัตว์ทะเลพิการ เพราะ Munk จะค่อยๆ ส่งเสียงแทนที่จะเปิดดังทัน
ที นอกจากนี้ความถี่ของเสียงที่ใช้ในการทดลองก็ไม่ตํ่าเท่ากับความถี่ที่ปลาโลมาหรือปลาวาฬใช้ในการหา
อาหาร ยิ่งไปกว่านั้นตำ แหน่งที่เสียงเดินทาง ก็ลึกมากและสัตว์ทะเลทั่วไปก็ไม่ดำ ลึกถึงระดับนั้น
นอกจากนี้ทะเลก็ใช่ว่าจะสงบเงียบ คือนอกจากจะมีเสียงคลื่น เสียงแผ่นดินไหว เสียงปลาวาฬ เสียง
ขุดเจาะนํ้ามันในทะเล เสียงจากเรือเดินสมุทรต่างๆ ซึ่งสัตว์ทะเลที่ใครๆ ห่วงก็ชินชากับเสียงเหล่านี้อยู่แล้ว
แตจ่ะยงัไงกต็ าม ทมีงานของ Munk กไ็ดป้ รับแผนการทดลองเล็กน้อย คอื แทนทจี่ ะสง่เสยี งครงั้หนงึ่
ทุกๆ 4 วัน และได้ขอร้องให้นักชีววิทยาคอยสังเกตดูพฤติกรรมของสัตว์นํ้าตลอดเวลาที่เสียงกำ ลังดังเพื่อป้อง
กันชีวิตของสัตว์เหล่านี้
ในการประชุม Ocean Sciences Meeting ที่จัดโดย American Geophysical Union เมื่อวันที่
9-13 กมุ ภาพนั ธุ์พ.ศ. 2537 ทปี่ ระชมุ ได้รับรายงานผลการทดลองว่า ตลอดเวลา 15 เดือนที่ผ่านมา ใน
การสง่เสยี งความดงั 195 เดซเิบล จากฝั่ง California สเู่ครื่องรับเสียงที่เกาะ Christmas ในมหาสมุทรแป
ซิฟิก ซึ่งอยู่ห่างออกไป 5,000 กิโลเมตร เครื่องสามารถรับสัญญาณได้ชัดเจนและ Munk ได้พบว่าเวลาใน
การเดินทางของเสียงจะแปรปรวนอยู่ในช่วง 0.02 วินาที จึงทำ ให้เขารู้ว่าเทคนิคการวัดได้อย่างละเอียดถึง
0.006 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าดีเกินคาด
นอกจากขา่วดนี แี้ลว้ ความนกึคดิของนกัชวีวทิ ยาเกยี่ วกบั สขุภาพของสตั วน์ า้ํก็ไม่มี เพราะนักชีว
วทิ ยากลมุ่ หนงึ่ทไี่ดเ้ฝา้ศกึษาปลาวาฬและแมวนา้ํที่ระดับลึก 900 เมตร ได้พบว่าพฤติกรรมว่ายนาํ้ของสัตว
ทะเลเหล่านี้ มิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด และเมื่อปล่อยแมวนํ้าลงใกล้อุปกรณ์โซนาร์ มันก็ว่ายนํ้าต่อไป
เสมือนอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มี แต่จะยังไงก็ตาม นักชีววิทยากลุ่มนี้ ได้บันทึกเสียงร้องเพลงของปลาวาฬ และ
กา ํ ลงั วเิคราะหด์ วูา่ การทดลองนี้ทาํใหป้ ลาวาฬหยดุรอ้งเพลงหรอื ไม่
ถงึแมค้ วามกงัวลทงั้หลายจะถกูขจดัจนหมดสนิ้ ไปแลว้กต็าม แตป่ ญั หาใหมก่ก็าํลงัมคี อื โครงการมูล
ค่า 1,600 ล้านบาทนี้ มีกำ หนดสิ้นสุดลงในปลายปีนี้ และ Munk ก็คิดว่า ถ้าจะให้โครงการนี้ดำ เนินต่อไป
เขาต้องการงบประมาณสนับสนุนอีก 300 ล้านบาท/ปี
ตัวนักวิทยาศาสตร์นั้นคิดว่าโครงการนี้สำ คัญ
แตจ่ ะมนี กั การเมอื งใดบา้งทคี่ ดิ วา่ การลงทุน 300 ล้านบาท/ปี เพอื่ วดั อณุ หภมู ขิ องน้าํทะเลนั้น
สำ คัญ และคุ้ม

**ความรู้ที่ได้**
ได้รู้จักการวัดอุณหภูมิแบบใหม่ที่หลายคนยังไม่รู้จัก

**เกี่ยวข้องกับวิชาฟิสิกส์อย่างไร**

1. ความถี่ของเสียง
2. เสียง
3. การวัดอุณหภูมิ
4. ความเร็วเฉลี่ยของคลื่นเสียง



ที่มา

Link.>>http://www.ipst.ac.th/thaiversion/publications/in_sci/tempsea.pdf

**ผมได้ดูข้อความที่โพสไว้ มีบางคำที่อ่านไม่เข้าใจ รบกวนผู้ที่สนใน เข้าไปอ่านในเว็บด้านบนนะครับ **

นายกิตติชัย ทวีขจรวงศ์ 5011110367

เรื่องที่ผมหามาใช้ได้ป่าวครับ อาจารย์
KITTICHAI_MUT เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 28 เม.ย. 2551 (09:08)
ใช้ได้ครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 28 เม.ย. 2551 (11:37)

สวัสดีคับอาจารย์  กระผม นาย กฤษฎา  ตาคำ  รหัส 5011410038


      ตอนนี้กระผมยังงงอยู่กับระบบการทำงานของแอร์หรือเครื่องปรับอากาศ ว่ามันมีระบบการทำงานอย่างไร  เมื่อได้รับน้ำยาแอร์เข้าไปแล้ว  มันทำงานอย่างไรครับ ถึงได้ออกมาเป็นความเย็น ที่เรารู้ๆกัน (แล้วน้ำยาแอร์ทำมาจากอะไรครับ)


     ขอความกรุณาจากอาจารย์ช่วยตอบให้ผมได้รู้แจ้งทีครับ


                                                                  ด้วยความเคารพอย่างสุง


 


kridsada เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 28 เม.ย. 2551 (12:54)
น้ำยาแอรเป็นของเหลวที่ระเหยง่าย
ของเหลวเมื่อระเหยกลายเป็นไอ ต้องการความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ(ตามบทเรียนเรื่องความร้อน)
ส่วนของเครื่องปรับอากาศที่อยู่ในห้อง
เวลามันทำงาน คุณจะได้ยินเสียงฟี้.... นั่นคือการฉีดของเหลวให้เกิดการระเหย
การระเหยจะเป็นการดึงเอาความร้อนออกจากห้อง
ปั๊มจะดึงเอาแก๊สนี้ออกไปนอกห้อง
คอมเพรสเซอร์จะบีบแก๊สให้กลับเป็นของเหลว ซึ่งมันก็จะคายความร้อนออกมา
ในส่วนที่อยู่นอกห้อง พัดลมก็จะเป่าเอาความร้อนออกไป
แล้วก็อัดของเหลวกลับไประเหยในห้องใหม่
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 29 เม.ย. 2551 (17:02)
ช่วงนี้ใกล้จะสอบแล้วนะครับ หลายๆ คนอาจจะลองหัดทำแบบฝึกหัดของอาจารย์ตั้งแต่ข้อ
1. ถึง ข้อ 20. เพื่อทบทวนอีกครั้ง แต่ว่าผมเป็นคนนึงที่บอกตามตรงนะครับว่าผมยังจำกฏ และ สูตร
ต่างๆ ยังไม่ได้เลยอ่ะครับ ผมลองแบบฝึกหัดเก่าๆ ของอาจารย์ดูแล้วครับ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะผิดหรือ
ว่าถูกหนะครับ

ถ้าอาจารย์มีเวลาว่าง อยากให้อาจารย์ช่วยโพส คำตอบ ลงในเว็บนี้ได้ป่าวครับ
ไว้ให้นักศึกษาได้ตรวจคำตอบกันหนะครับ เพราะผมทำแล้วไม่มั่นใจเลยครับว่าถูก
หรือว่า ผิด หนะครับ

ขอบคุณมากครับ

นายกิตติชัย ทวีขจรวงศ์ 5011110367
KITTICHAI_MUT เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 29 เม.ย. 2551 (19:20)
h1

แบตเตอรี่พลังงานจลน์




ในเมื่อการหมุนของกังหันลมสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาได้ แล้วเหตุใดการเคลื่อนที่ของเราถึงจะทำไม่ได้บ้างล่ะ คำถามนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อบริษัท M2E Power ประกาศมาว่าได้รับการสนับสนุนด้วยเม็ดเงินกว่า 8 ล้านเหรียญฯ ซึ่งมากพอต่อการใช้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแปลงพลังงานจลน์ (พลังงานที่ได้จากการเคลื่อนที่) ไปเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยการประยุกต์หลักพื้นฐานไฟฟ้าแม่เหล็กของไมเคิลฟราเดย์ที่ว่า การวางตัวนำไฟฟ้าไว้ใกล้สนามแม่เหล็กสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งในการทดสอบ M2E Power พบว่า เพียงแค่สองชั่วโมงของการเคลื่อนไหว (ค่าเฉลี่ยเวลาที่มนุษย์เคลื่อนไหวในแต่ละวัน) จะสามาถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้มากพอสำหรับการใช้มือถือสนทนาเป็นเวลานาน 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวแรกจะเป็นแบตเตอรี่ขนาด D2 รุ่นด้วยกัน คือรุ่นที่ใช้กับกองทัพ และผู้บริโภค ซึ่งกว่าพวกเราจะได้ใช้กันก็คงปี 2010   ในรูปผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจโชว์ต้นแบบแบตเตอรี่ที่มีเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าขนาดจิ๋วอยู่ภายใน โดยวงจรกำเนิดไฟฟ้าจะผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อชาร์จกลับเข้าไปในแบตเตอรี่ขณะที่เราเดินไปมา หรือเขย่ามัน


**หลักการหรือกฎทางฟิสิกส์**


  คือการนำหลักการของไมเคิลฟราเดย์มาใช้ เมื่อแกนเหล็กเคลื่อนที่ผ่านขดลวดจะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า ดังนั้น เมื่อเราให้พลังงานจลน์แก่แกนเหล็กโดยเคลื่อนที่แกนเหล็กไปมาผ่านขดลวดก็สามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้


**สรุป**


 เป็นการแปลงพลังงานจลน์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยใช้หลักพื้นฐานไฟฟ้าแม่เหล็กของไมเคิลฟราเดย์


Zeed[MUT] เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 29 เม.ย. 2551 (19:29)

ขอโทษครับขอส่งใหม่(รูปไม่ขึ้น/ลืมไส่ชื่อ-รหัส)


h1


แบตเตอรี่พลังงานจลน์





kinetic_battery_1.jpg 


ในเมื่อการหมุนของกังหันลมสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาได้ แล้วเหตุใดการเคลื่อนที่ของเรา


ถึงจะทำไม่ได้บ้างล่ะ คำถามนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อบริษัท M2E Power ประกาศเมื่อวันศุกร์


ที่ผ่านมาว่าได้รับการสนับสนุนด้วยเม็ดเงินกว่า 8 ล้านเหรียญฯ ซึ่งมากพอต่อการใช้พัฒนาเทคโนโลยี


ที่สามารถแปลงพลังงานจลน์ (พลังงานที่ได้จากการเคลื่อนที่) ไปเป็นพลังงานไฟฟ้าได้


ด้วยการประยุกต์หลักพื้นฐานไฟฟ้าแม่เหล็กของไมเคิลฟราเดย์ที่ว่า การวางตัวนำไฟฟ้าไว้ใกล้สนาม


แม่เหล็กสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งในการทดสอบ M2E Power พบว่า เพียงแค่สอง


ชั่วโมงของการเคลื่อนไหว (ค่าเฉลี่ยเวลาที่มนุษย์เคลื่อนไหวในแต่ละวัน) จะสามาถสร้างพลังงานไฟ


ฟ้าได้มากพอสำหรับการใช้มือถือสนทนาเป็นเวลานาน 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง


kinetic_battery_2.jpg


สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวแรกจะเป็นแบตเตอรี่ขนาด D  2 รุ่นด้วยกัน คือรุ่นที่ใช้กับกองทัพ และผู้บริโภค


ซึ่งกว่าพวกเราจะได้ใช้กันก็คงปี 2010  ในรูปข้างบน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจโชว์


ต้นแบบแบตเตอรี่ที่มีเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าขนาดจิ๋วอยู่ภายใน โดยวงจรกำเนิดไฟฟ้าจะผลิต


พลังงานไฟฟ้าเพื่อชาร์จกลับเข้าไปในแบตเตอรี่ขณะที่เราเดินไปมา หรือเขย่า


**หลักการหรือกฎทางฟิสิกส์**


 คือการนำหลักการของไมเคิลฟราเดย์มาใช้ เมื่อแกนเหล็กเคลื่อนที่ผ่านขดลวดจะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า ดังนั้น เมื่อเราให้พลังงานจลน์แก่แกนเหล็กโดยเคลื่อนที่แกนเหล็กไปมาผ่านขดลวดก็สามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้


**สรุป**


เป็นการแปลงพลังงานจลน์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยใช้หลักพื้นฐานไฟฟ้าแม่เหล็กของไมเคิลฟราเดย์



นาย อัคคเดช บุญชูช่วย  4611210323


Zeed[MUT] เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 29 เม.ย. 2551 (19:37)

ขออภัยอีกครั้งครับ จาก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 


มีที่มาจาก http://dailygizmo.wordpress.com/2007/11/18/


นาย อัคคเดช บุญชูช่วย  4611210323


Zeed[MUT] เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 30 เม.ย. 2551 (13:22)
88956

เรื่อง หลุมดำ


เพิ่มความคิดเห็น


              หลุมดำมีแรงดึงดูดรอบตัวมหาศาล วัตถุใดๆที่วิ่งผ่านรัศมีแรงดึงดูดของหลุมดำจะถูกหลุมดำดูดให้เลี้ยวเบนเข้าหาแกนกลางแรงดึงดูดของหลุมดำ วัตถุที่วิ่งผ่านนั้นจะรอดพ้นแรงดึงดูดไปได้ จะต้องมีความเร็วในการวิ่งผ่านรัศมีการดูด ของหลุมดำที่สุงมาก และความเร็วนั้นอยู่เหนือแสง หมายถึงต้องวิ่งเร็วกว่าแสงนั่นเอง ฉะนั้นแสงที่เรามองเห็นจึงไม่สามารถวิ่งผ่านหลุมดำไปได้ และโดนดุดเข้าหา


 


ชื่อ::นายพิเชษฐ์ บุญอุปถัมภ์


รหัส::4911210339


.......................................................................................................................


minihero เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 30 เม.ย. 2551 (16:15)
<TABLE height=0 width=600 align=center border=0>
<TBODY>
<TR>
<TD width=884 height=90>
<DIV align=center><FONT color=#0000ff size=5><STRONG></STRONG></FONT>&nbsp;</DIV>
<DIV align=center><FONT color=#0000ff size=5><STRONG>ฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร</STRONG></FONT><BR></DIV></TD></TR>
<TR>
<TD height=1016>
<P><FONT color=#0000ff>ฟ้าผ่าเกิดจากการถ่ายเทของประจุไฟฟ้าในบรรยากาศ เมื่อมีลมพัดผ่านผิวพื้นดิน หรืออาคาร จะทำให้ลมซึ่งประกอบด้วย<BR>โมเลกุลของแก๊สชนิดต่าง ๆ ได้รับอิเลคตรอนจากการขัดสี และพาอิเลคตรอนไปยังก้อนเมฆในอากาศ ทำให้บริเวณพื้นดินมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกขณะเดียวกันบริเวณด้านล่างของก้อนเมฆจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ แต่เนื่องจากก้อนเมฆซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของไอน้ำจึงเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่าอากาศ จึงทำให้อิเลคตรอนที่บริเวณด้านล่างของก้อนเมฆ<BR>จะเหนี่ยวนำให้เกิดประจุไฟฟ้าบวกขึ้นที่ด้านบนของก้อนเมฆ จนในที่สุด ทำให้บริเวณด้านบนของก้อนเมฆมีประจุไฟฟ้าบวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และบริเวณด้านล่างของก้อนเมฆจะมีอิเลคตรอนเคลื่อนที่ไปรวมกันอยู่มากเมื่อนานขึ้นประจุลบจะเกิดมากขึ้น ประกอบกับที่ผิวโลกก็จะเกิดประจุไฟฟ้าบวกขึ้นทั้งนี้เพราะสูญเสียอิเลคตรอนไป จึงทำให้เกิดแรงดูดระหว่างประจุบวกที่ผิวโลกกับอิเลคตรอนที่ด้านล่างของก้อนเมฆ จึงทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่จากด้านล่างของก้อนเมฆลงสู่พื้น และในการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนลงสู่พื้นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจึงเกิดแรงผลักให้อากาศแยกออกจากกันอย่าง<BR>รวดเร็วและเมื่ออากาศที่เคลื่อนที่แยก<BR>ออกจากันเคลื่อนที่กลับมากระทบกันจะเกิดเสียงดังขึ้น และมีประกายไฟเกิดขึ้นด้วยเนื่องจากการเคลื่อนที่ลงสู่พื้นดินของอิเลคตรอน</FONT></P>
<TABLE height=104 width=175 align=center border=0>
<TBODY>
<TR>
<TD><IMG height=73 src="file:///D:/การเกิดฟ้าผ่า_files/lightning1.gif" width=149></TD></TR></TBODY></TABLE>
<P><FONT color=#0000ff>ลมซึ่งประดอบด้วยโมเลกุลของแก๊สชนิดต่าง ๆ เมื่อพัดด้วยความเร็วสูงจะททำให้เกิดการขัดสีกับผิวพื้นโลกและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จึงทำให้โมเลกุลของลมได้รับอิเลคตรอน และไปถ่ายเทให้กับด้านล่างของก้อนเมฆ</FONT></P>
<TABLE height=100 width=396 align=center border=0>
<TBODY>
<TR>
<TD width=390><IMG height=295 src="file:///D:/การเกิดฟ้าผ่า_files/lightnin.gif" width=387></TD></TR></TBODY></TABLE>
<P><BR><FONT color=#0000ff>เมื่อประจุลบ(อิเลคตรอน)รวมตัวกันที่ด้านล่างของก้อนเมฆมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดหนึ่ง แรงผลักระหว่างอิเลคตรอนบนก้อนเมฆ และจะผลักให้อิเลคตรอนที่ผิวโลกแยกตัวออกจากประจุบวก จนทำให้ผิวโลกมีประจุเป็นบวกเพิ่มมากขึ้น <BR>ประจุลบบนก้อนเมฆจะผลักกันเองและขณะเดียวกันจะถูกดูดโดยประจุบวกจากพื้นโลก <BR>จึงทำให้มีประจุลบเคลื่อนที่ลงสู่ผิวโลก เนื่องจากแรงผลักจากด้านบนและแรงดูดจากด้านล่าง <BR>จึงลำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากก้อนเมฆลงสู่ดินและเกิดแสงขึ้นมาในขณะที่มันเคลื่อนที่ระหว่างก้อนเมฆกับพื้นโลกจะเคลื่อนที่อย่างเร็ว ทำให้เกิดทั้งเสียงและเปล่งแสงออกมาเราเรียกว่าฟ้าผ่า <BR>ประจุบวกที่เกิดขึ้นในก้อนเมฆและบนพื้นโลกจะไม่เคลื่อนที เพราะมีมวลมากกว่าอิเลคตรอน มาก. </FONT><BR></P>
<TABLE width=419 align=center border=0>
<TBODY>
<TR>
<TD width=409><IMG height=307 src="file:///D:/การเกิดฟ้าผ่า_files/litfield.jpg" width=403></TD></TR></TBODY></TABLE>
<P><FONT color=#0000ff>ถ้าบนพื้นโลกซึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกและมีต้นไม้สูงอยู่ จะทำให้สนามไฟฟ้าระหว่างอากาศข้างบนและยอดไม้มีค่ามากกว่าบริเวณอื่น ๆ (เพราะระยะทางใกล้) เส้นแรงไฟฟ้าจะอยู่กันอย่างหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ๆ จึงทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่ลงสู่พื้นโลกบริเวณนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามักพบฟ้าผ่าลงในบริเวณที่ต้นไม่สูง ๆ </FONT></P></TD></TR></TBODY></TABLE>
<P>การเกิดฟ้าผ่าเนื่องจากมีความแต่งต่างของประจะไฟฟ้าบวกและลบพยามวิ่งเข้าหากัน</P>
<P>ไม่ทราบว่าเรื่องเกี่ยวกับฟิสิกส์ ใช้ได้หรือเปล่าครับอาจารย์</P>
<P>พัฒนะ สนับแน่น&nbsp; รหัส 45135016 วันทที่ส่ง 30 / 04 /2550 เวลา 16.13 น.</P>
<P>&nbsp;</P>
pattana_f4@smilegrp.com (IP:203.148.138.68)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 174 30 เม.ย. 2551 (16:26)
<P>ขอโทษครับอาจารย์โพสรูปแล้วไม่ติดมาด้วยขอเป็นข้อความก่อนแล้วกันนะครับ</P>
<P>การเกิดฟ้าผ่าฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร</P>
<P>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฟ้าผ่าเกิดจากการถ่ายเทของประจุไฟฟ้าในบรรยากาศ เมื่อมีลมพัดผ่านผิวพื้นดิน <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หรืออาคาร จะทำให้ลมซึ่งประกอบด้วย<BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โมเลกุลของแก๊สชนิดต่าง ๆ ได้รับอิเลคตรอนจากการขัดสี <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และพาอิเลคตรอนไปยังก้อนเมฆในอากาศ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำให้บริเวณพื้นดินมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกขณะเดียวกันบริเวณด้านล่างของก้อนเมฆจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่เนื่องจากก้อนเมฆซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของไอน้ำจึงเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่าอากาศ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงทำให้อิเลคตรอนที่บริเวณด้านล่างของก้อนเมฆ<BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จะเหนี่ยวนำให้เกิดประจุไฟฟ้าบวกขึ้นที่ด้านบนของก้อนเมฆ จนในที่สุด <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำให้บริเวณด้านบนของก้อนเมฆมีประจุไฟฟ้าบวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และบริเวณด้านล่างของก้อนเมฆจะมีอิเลคตรอนเคลื่อนที่ไปรวมกันอยู่มากเมื่อนานขึ้นประจุลบจะเกิดมากขึ้น <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประกอบกับที่ผิวโลกก็จะเกิดประจุไฟฟ้าบวกขึ้นทั้งนี้เพราะสูญเสียอิเลคตรอนไป <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงทำให้เกิดแรงดูดระหว่างประจุบวกที่ผิวโลกกับอิเลคตรอนที่ด้านล่างของก้อนเมฆ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่จากด้านล่างของก้อนเมฆลงสู่พื้น <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และในการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนลงสู่พื้นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจึงเกิดแรงผลักให้อากาศแยกออกจากกันอย่าง<BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รวดเร็วและเมื่ออากาศที่เคลื่อนที่แยก<BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ออกจากันเคลื่อนที่กลับมากระทบกันจะเกิดเสียงดังขึ้น <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และมีประกายไฟเกิดขึ้นด้วยเนื่องจากการเคลื่อนที่ลงสู่พื้นดินของอิเลคตรอน</P>
<P><BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลมซึ่งประดอบด้วยโมเลกุลของแก๊สชนิดต่าง ๆ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพัดด้วยความเร็วสูงจะททำให้เกิดการขัดสีกับผิวพื้นโลกและสิ่งก่อสร้างต่าง <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ๆ จึงทำให้โมเลกุลของลมได้รับอิเลคตรอน และไปถ่ายเทให้กับด้านล่างของก้อนเมฆ</P>
<P>&nbsp;</P>
<P>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อประจุลบ(อิเลคตรอน)รวมตัวกันที่ด้านล่างของก้อนเมฆมากขึ้นเรื่อย ๆ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จนถึงขนาดหนึ่ง แรงผลักระหว่างอิเลคตรอนบนก้อนเมฆ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และจะผลักให้อิเลคตรอนที่ผิวโลกแยกตัวออกจากประจุบวก <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จนทำให้ผิวโลกมีประจุเป็นบวกเพิ่มมากขึ้น <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประจุลบบนก้อนเมฆจะผลักกันเองและขณะเดียวกันจะถูกดูดโดยประจุบวกจากพื้นโลก <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงทำให้มีประจุลบเคลื่อนที่ลงสู่ผิวโลก <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากแรงผลักจากด้านบนและแรงดูดจากด้านล่าง <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงลำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากก้อนเมฆลงสู่ดินและเกิดแสงขึ้นมาในขณะที่มันเคลื่อนที่ระหว่างก้อนเมฆกับพื้นโลกจะเคลื่อนที่อย่างเร็ว <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำให้เกิดทั้งเสียงและเปล่งแสงออกมาเราเรียกว่าฟ้าผ่า <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประจุบวกที่เกิดขึ้นในก้อนเมฆและบนพื้นโลกจะไม่เคลื่อนที <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพราะมีมวลมากกว่าอิเลคตรอน มาก. </P>
<P>&nbsp;</P>
<P>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าบนพื้นโลกซึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกและมีต้นไม้สูงอยู่ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จะทำให้สนามไฟฟ้าระหว่างอากาศข้างบนและยอดไม้มีค่ามากกว่าบริเวณอื่น ๆ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (เพราะระยะทางใกล้) เส้นแรงไฟฟ้าจะอยู่กันอย่างหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ๆ <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่ลงสู่พื้นโลกบริเวณนั้น <BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามักพบฟ้าผ่าลงในบริเวณที่ต้นไม่สูง ๆ&nbsp;<BR>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </P>
<P>&nbsp;&nbsp; พัฒนะ สนับแน่น&nbsp; 45135016 </P>
pattana_f4@smilegrp.com (IP:203.148.138.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 175 30 เม.ย. 2551 (17:50)
ขออนุญาต ช่วยทำให้อ่านง่ายๆ
ไม่ได้เป็นนักศึกษา วัยเกินแล้วคะ
ABLE height=0 width=600 align=center border=0>

 

ฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟ้าผ่าเกิดจากการถ่ายเทของประจุไฟฟ้าในบรรยากาศ เมื่อมีลมพัดผ่านผิวพื้นดิน หรืออาคาร จะทำให้ลมซึ่งประกอบด้วย
โมเลกุลของแก๊สชนิดต่าง ๆ ได้รับอิเลคตรอนจากการขัดสี และพาอิเลคตรอนไปยังก้อนเมฆในอากาศ ทำให้บริเวณพื้นดินมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกขณะเดียวกันบริเวณด้านล่างของก้อนเมฆจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ แต่เนื่องจากก้อนเมฆซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของไอน้ำจึงเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่าอากาศ จึงทำให้อิเลคตรอนที่บริเวณด้านล่างของก้อนเมฆ
จะเหนี่ยวนำให้เกิดประจุไฟฟ้าบวกขึ้นที่ด้านบนของก้อนเมฆ จนในที่สุด ทำให้บริเวณด้านบนของก้อนเมฆมีประจุไฟฟ้าบวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และบริเวณด้านล่างของก้อนเมฆจะมีอิเลคตรอนเคลื่อนที่ไปรวมกันอยู่มากเมื่อนานขึ้นประจุลบจะเกิดมากขึ้น ประกอบกับที่ผิวโลกก็จะเกิดประจุไฟฟ้าบวกขึ้นทั้งนี้เพราะสูญเสียอิเลคตรอนไป จึงทำให้เกิดแรงดูดระหว่างประจุบวกที่ผิวโลกกับอิเลคตรอนที่ด้านล่างของก้อนเมฆ จึงทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่จากด้านล่างของก้อนเมฆลงสู่พื้น และในการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนลงสู่พื้นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจึงเกิดแรงผลักให้อากาศแยกออกจากกันอย่าง
รวดเร็วและเมื่ออากาศที่เคลื่อนที่แยก
ออกจากันเคลื่อนที่กลับมากระทบกันจะเกิดเสียงดังขึ้น และมีประกายไฟเกิดขึ้นด้วยเนื่องจากการเคลื่อนที่ลงสู่พื้นดินของอิเลคตรอน






ลมซึ่งประดอบด้วยโมเลกุลของแก๊สชนิดต่าง ๆ เมื่อพัดด้วยความเร็วสูงจะททำให้เกิดการขัดสีกับผิวพื้นโลกและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จึงทำให้โมเลกุลของลมได้รับอิเลคตรอน และไปถ่ายเทให้กับด้านล่างของก้อนเมฆ







เมื่อประจุลบ(อิเลคตรอน)รวมตัวกันที่ด้านล่างของก้อนเมฆมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดหนึ่ง แรงผลักระหว่างอิเลคตรอนบนก้อนเมฆ และจะผลักให้อิเลคตรอนที่ผิวโลกแยกตัวออกจากประจุบวก จนทำให้ผิวโลกมีประจุเป็นบวกเพิ่มมากขึ้น
ประจุลบบนก้อนเมฆจะผลักกันเองและขณะเดียวกันจะถูกดูดโดยประจุบวกจากพื้นโลก
จึงทำให้มีประจุลบเคลื่อนที่ลงสู่ผิวโลก เนื่องจากแรงผลักจากด้านบนและแรงดูดจากด้านล่าง
จึงลำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากก้อนเมฆลงสู่ดินและเกิดแสงขึ้นมาในขณะที่มันเคลื่อนที่ระหว่างก้อนเมฆกับพื้นโลกจะเคลื่อนที่อย่างเร็ว ทำให้เกิดทั้งเสียงและเปล่งแสงออกมาเราเรียกว่าฟ้าผ่า
ประจุบวกที่เกิดขึ้นในก้อนเมฆและบนพื้นโลกจะไม่เคลื่อนที เพราะมีมวลมากกว่าอิเลคตรอน มาก.






ถ้าบนพื้นโลกซึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกและมีต้นไม้สูงอยู่ จะทำให้สนามไฟฟ้าระหว่างอากาศข้างบนและยอดไม้มีค่ามากกว่าบริเวณอื่น ๆ (เพราะระยะทางใกล้) เส้นแรงไฟฟ้าจะอยู่กันอย่างหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ๆ จึงทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่ลงสู่พื้นโลกบริเวณนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามักพบฟ้าผ่าลงในบริเวณที่ต้นไม่สูง ๆ


การเกิดฟ้าผ่าเนื่องจากมีความแต่งต่างของประจะไฟฟ้าบวกและลบพยามวิ่งเข้าหากัน


ไม่ทราบว่าเรื่องเกี่ยวกับฟิสิกส์ ใช้ได้หรือเปล่าครับอาจารย์


พัฒนะ สนับแน่น  รหัส 45135016 วันทที่ส่ง 30 / 04 /2550 เวลา 16.13 น.


 


pattana_f4@smilegrp.com (IP:203.148.138.68)
KNowarp เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1760 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 337 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 30 เม.ย. 2551 (23:23)

วฒิชัย ชมคำ     5011210407


 


คอมแพคดิสก์ กับการแทรกสอด


        แผ่นซีดีเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ในยุคสารสนเทศ   ที่สามารถเก็บตัวอักษร ภาพ   เสียง   และภาพยนตร์  เพื่อใช้ในคอมพิวเตอร์   และเครื่องเสียงสเตอริโอ   เทคโนโลยีของซีดี  เกี่ยวข้องกับแสง  และการแทรกสอดของแสง อย่างลึกซึ้ง  แผ่นซีดีจะบันทึกข้อมูลมีลักษณะเป็นรูปวงหอย    เมื่อต้องการอ่านข้อมูล กลไกของเครื่องอ่านจะให้หัวอ่านเลเซอร์ยิงแสงเลเซอร์ออกมาดังรูป



ผิวของแผ่นซีดีบรรจุข้อมูลเป็นรูปขดวง  ภายในขดวงข้อมูลคือ ส่วนที่นูน (Pit)  และแบน (Land)  หัวอ่านจะยิงแสงเลเซอร์ขึ้นไปกระทบเข้ากับข้อมูลและสะท้อนออกมาเข้าตัวดีเทกเตอร์


      ขณะที่แผ่นซีดีหมุน   หัวอ่านจะยิงแสงเลเซอร์ไปที่แผ่น  และสะท้อนกลับมาที่ตัวดีเทกเตอร์   ซึ่งจะคอยตรวจหา ความเข้มของแสงสะท้อนที่ขึ้นและลง  ตามจังหวะที่หัวอ่านผ่านส่วนที่นูนและแบน  ซึ่งก็คือสัญญาณดิจิตอล  (0, 1  )    เพื่อให้ระดับความเข้มของสัญญาณง่ายแก่การตรวจหา  ความสูงของส่วนนูนคือที่จะต้องเลือกให้มีเหมาะสม   เพื่อให้แสงเกิดปรากฎการณ์แทรกสอดแบบหักล้างกันอย่างสมบูรณ์  หรือให้น้อยที่สุด    แสงจะต้องเดินทางไปกระทบกับด้านล่างของแผ่น และสะท้อนขึ้นมา จึงต้องเดินทางเป็นระยะทาง  2t    และขนาด  2t  นี้จะต้องเท่ากับครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่นแสงเลเซอร์ที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านพลาสติกเคลือบ   ดังตัวอย่างหน้าถัดไป   ที่ใช้คำนวณหาความสูงของส่วนนูน


 


5011210407 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 30 เม.ย. 2551 (23:55)

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์


    เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์(Nuclear Reactor) คือ เครื่องผลิตพลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถควบคุมการแบ่งแยกนิวเคลียร์และปฏิกิริยาลูกโซ่ให้เกิดขึ้นในอัตราที่พอเหมาะ ทำให้สามารถนำเอาพลังงานความร้อน นิวตรอน และรังสีที่เกิดขึ้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้


   ปฏิกรณ์นิวเคลียร์มีหลายชนิด มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไป โดยแบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนมีส่วนประกอบของเครื่องโดยทั่วไปมีดังนี้















     1. เชื้อเพลิง (Fuel) อาจใช้ยูเรเนียม พลูโตเนียม เป็นต้น


     2. มอเดอร์เรเตอร์ (Moderator) มีหน้าที่ทำให้นิวตรอนวิ่งช้าลงเพราะนิวตรอนช้ามีประสิทธิภาพในการทำให้เกิดการแบ่งแยกนิวเคลียสได้ดีกว่านิวตรอนเร็ว สารที่ใช้เป็นมอเดอร์เรเตอร์ได้แก่ คาร์บอน เมื่อนิวตรอนวิ่งผ่านคาร์บอนจะชนกับอะตอมของคาร์บอนทำให้มันวิ่งช้าลงได้ความเร็วตามต้องการ


     3. แท่งบังคับ (Control Rods) มีหน้าที่ควบคุมอัตราการเกิดปฏิกิริยาไม่ให้เกิดมากเกินไป ที่นิยมใช้คือ แคดเมียม หรือโบรอน แคดเมียมจะเป็นตัวดูดกลืนนิวตรอนไว้ได้ดีมาก ดังนั้นถ้าสอดแท่งแคดเมียมให้ลึกเข้าไปในเครื่องมาก ๆ ก็จะดูดกลืนนิวตรอนไว้ได้น้อยลงทุกทีและปฏิกิริยาลูกโซ่ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามมา


     4. ตัวทำให้เย็น (Coolant) เพื่อนำเอาความร้อนออกไปจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยอาจใช้น้ำธรรมดาหรือโลหะโซเดียมหรือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ฮีเลียม อากาศเป็นต้น


     5. เครื่องกำบัง (Shield) มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้รังสีออกจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งอาจทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เครื่องกำบังอาจทำด้วยคอนกรีตหนา ๆ หรืออาจใช้บ่อน้ำก็ได้


 


 


   ในการพิจารนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จาก สูตรโฟร์เเฟกเตอร์  เพือให้เครืองปฎิกรอยู่ในระบบวิกฤต


 


 


นายธีรธร   บ่อหนา  รหัส  5011210104


 


b_teeratorn เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์
Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.