วิชาการ.คอม ขอสอบถามข้อมูลเรื่อง การเผยแพร่ผลงานของครู

สวัสดีครับ


 


เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้มีครูอาจารย์หลายท่านเผยแพร่ผลงานวิชาการของตัวเอง ผ่านเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ทั้งผ่านเว็บบอร์ครู-อาจารย์ และในส่วนของ Blog ซึ่งทางวิชาการดอทคอมรู้สึกยินดี และ เป็นเกียตริที่เราได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อถือจากคุณครูหลายท่าน ให้เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน


 


เนื่องจากมีผู้เผยแพร่ผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทางวิชาการดอทคอมเลยมีแนวความคิดที่จะสร้างระบบจัดการและฐานข้อมูลสำหรับผลงานวิชาการเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อให้การเผยแพร่ผลงานของครูอาจารย์แต่ละท่านเป็นระบบ และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น รวมถึงง่ายต่อการค้นหาและค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับครูอาจารย์ท่านอื่น ๆ ในการนำไปพัฒนาการเรียนการสอน และ ปรับปรุงผลงานวิชาการของตัวเอง


 


แต่เนื่องจากทางทีมงานยังขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับผลงานวิชาการ และระเบียบวิธีการนำเสนอ จึงใคร่ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน ช่วยให้ข้อมูลกับทีมงาน เพื่อจะได้นำไปรวบรวมและดำเนินการพัฒนาระบบดังกล่าวต่อไป สำหรับข้อมูลที่เราอยากทราบ ก็เช่น ประเภทของผลงานวิชาการ ว่ามีกีประเภท แบ่งหมวดหมูอย่างไร 


 


หรือถ้าครูอาจารย์แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ก็สามารถแจ้งให้ทางทีมงานทราบได้ครับ จะผ่านทางกระทู้นี้ หรือจะอีเมล์มาที่ smilesmile@vcharkarn.com ก็ได้ครับ


 


ขอแสดงความนับถือ


 


ทีมงานวิชาการดอทคอม




ความคิดเห็นที่ 78

ครูสุชญา บุญสิริธนsuchaya-a@hotmail.com (Guest)
30 มี.ค. 2552 06:08
  1. ชื่อเรื่อง          การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียน


                          ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค  KWLH Plus


    ผู้ศึกษา           นางสุชญา  บุญสิริธนา          ครูชำนาญการ 


                          โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง 3  อำเภอนิคมพัฒนา


                          จังหวัดระยอง


    บทคัดย่อ


     


                     การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง  แบบแผนการวิจัย Pre - Experimental Design แบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อน - หลัง (One Group Pretest - Posttest Design)  โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ  1) หาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH Plus ตามเกณฑ์ 80/80


    2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH Plus  3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้  โดยใช้เทคนิค KWLH Plus กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2  โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง 3  ตำบลมะขามคู่  อำเภอนิคมพัฒนา  จังหวัดระยอง ปีการศึกษา 2551 จำนวน 29 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH Plus แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH Plus  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%)  ค่าเฉลี่ย ( x )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  การทดสอบค่าที (t-test Dependent)  และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)


                     ผลการศึกษาพบว่า  1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค KWLH Plus มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) ความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH Plus  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  โดยคะแนนเฉลี่ยของความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้  โดยนักเรียนมีความสามารถด้านการจัดลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง ด้านการบอกความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในเรื่อง ด้านสรุปใจความสำคัญของเรื่อง  ด้านการบอกจุดมุ่งหมายของผู้เขียน  และด้านการบอกความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในเรื่อง อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนมีความสามารถด้านการบอกความสำคัญของเรื่องอยู่ในระดับดี  3) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWLH Plus  โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก  โดยนักเรียนเห็นด้วยมาก  ด้านบรรยากาศการเรียนรู้  ด้านประโยชน์ที่ได้รับ  และด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้




ความคิดเห็นที่ 79

สมสุข นงนุช (Guest)
30 มี.ค. 2552 06:22
  1. ชื่อเรื่อง                การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2


     


    ผู้ศึกษา                นางสมสุข  นงนุช            ครูชำนาญการ


                                โรงเรียนชุมชนวัดหนองตำลึง  อำเภอพานทอง  จังหวัดชลบุรี


     


     


    บทคัดย่อ


     


                  การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1)  เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียน


    ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำ


     


                     ประชากรที่ใช้ในการศึกษา  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ของโรงเรียนชุมชน


    วัดหนองตำบึง  อำเภอพานทอง  จังหวัดชลบุรี จำนวน  3  ห้องเรียน รวมนักเรียน  151  คน


     กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ในภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551  จำนวน  50  คน  ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling)   เนื้อหาคำภาษาไทยที่นำมาเขียนเป็นแบบฝึกการเขียนสะกดคำ  มีจำนวน  50  คำ  ซึ่งประกอบไปด้วย  คำในมาตรา


    แม่    กา  แม่กง  แม่เกย  แม่กก  แม่กน  แม่กด  โดยคัดเลือกมาจากคำใหม่ในบทเรียน  358  คำ  และคำเหล่านั้นเป็นคำที่ปรากฏในหนังสือเรียนภาษาไทย  ชุดพื้นฐานภาษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เล่ม  1  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่    แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน  6  ชุด  คู่มือการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ซึ่งประกอบด้วย  คำนำ  คำชี้แจง  วัตถุประสงค์  และแผนการสอนสำหรับแบบฝึกการเขียนสะกดคำ


      แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ  ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบทดสอบเขียนตามคำบอก  โดยเติมคำในประโยคให้ได้ใจความสมบูรณ์  จำนวน  40  ข้อ


     


                  ผลการศึกษาพบว่า


                          1.  แบบฝึกการเขียนสะกดคำที่สร้างขึ้นเป็นแบบฝึกที่มีคุณภาพมีประสิทธิภาพ  เท่ากับ  81.39 / 81.30 


                          2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำ  สูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01




ความคิดเห็นที่ 70

นภัสสร แซ่ชื้อ (Guest)
25 มี.ค. 2552 05:55


  1. นภัสสร แซ่ชื้อ.(2551).รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
    เรื่องร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    5 ที่ได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนแบบ STAD. ������������ภาคเรียนที่ 2�� ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต
    1.



    ������������������ การศึกษาในครั้งนี้
    มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการเรียนแบบ
    STAD
    วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
    และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
    ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    5 ระหว่างก่อนและหลังได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องร้อยละ
    โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
    5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
    สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต
    1 จำนวนห้องเรียน 1 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมดทั้งหมด 42
    คนซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)



    ������������������ ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนการรู้
    และชุดการเรียนแบบ
    STAD วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องร้อยละ
    ทำการวัดผลการเรียนรู้ด้วยแบบทดสอบย่อยและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
    เรื่องร้อยละ ใช้เวลาในการสอนทั้งหมด
    17 คาบ โดยแบ่งออกเป็นทดสอบก่อนเรียน 1 คาบ ดำเนินการทดลองสอน 15 คาบ
    ทดสอบหลังเรียน
    1 คาบ คาบละ 60 นาที แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
    คือ
    t-test for dependent group


    ���������


    ������������������ ผลการศึกษา สามารถสรุปได้
    ดังนี้


    ������������������ 1. ชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์
    เรื่องร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80


    ������������������ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
    ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    5 ภายหลังได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์
    เรื่องร้อยละ สูงกว่าก่อนได้รับการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
    .01




ความคิดเห็นที่ 71

จรินทร แก้วทิพยเนตร (Guest)
25 มี.ค. 2552 05:57
  1. <!--
    /* Font Definitions */
    @font-face
    {font-family:"Cordia New";
    panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:swiss;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    @font-face
    {font-family:"Browallia New";
    panose-1:2 11 6 4 2 2 2 2 2 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:swiss;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    /* Style Definitions */
    p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
    {mso-style-parent:"";
    margin:0in;
    margin-bottom:.0001pt;
    mso-pagination:widow-orphan;
    font-size:14.0pt;
    font-family:"Cordia New";
    mso-fareast-font-family:"Cordia New";}
    p.bomb, li.bomb, div.bomb
    {mso-style-name:bomb;
    mso-style-parent:"";
    mso-style-link:"bomb Char";
    margin:0in;
    margin-bottom:.0001pt;
    text-align:justify;
    text-justify:inter-cluster;
    mso-pagination:widow-orphan;
    tab-stops:.6in .85in 1.1in 1.35in 1.6in;
    font-size:16.0pt;
    font-family:"Browallia New";
    mso-fareast-font-family:"Times New Roman";}
    span.bombChar
    {mso-style-name:"bomb Char";
    mso-style-locked:yes;
    mso-style-link:bomb;
    mso-ansi-font-size:16.0pt;
    mso-bidi-font-size:16.0pt;
    font-family:"Browallia New";
    mso-ascii-font-family:"Browallia New";
    mso-hansi-font-family:"Browallia New";
    mso-bidi-font-family:"Browallia New";
    mso-ansi-language:EN-US;
    mso-fareast-language:EN-US;
    mso-bidi-language:TH;}
    @page Section1
    {size:8.5in 11.0in;
    margin:1.0in 1.25in 1.0in 1.25in;
    mso-header-margin:.5in;
    mso-footer-margin:.5in;
    mso-paper-source:0;}
    div.Section1
    {page:Section1;}
    -->


    จรินทร  แก้วทิพยเนตร.  (2552).  รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย
    เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดการสอนแบบ
    STAD. โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1.


     


                   การศึกษาในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อพัฒนาชุดการสอนแบบ STAD วิชาภาษาไทย
    เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย
    เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    1 ระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง โดยมีกลุ่มตัวอย่าง  เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี
    เขต
    1 จำนวนห้องเรียน 1 ห้องเรียน
    รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมดทั้งหมด
    37 คนซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


     


                   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1.แผนการสอนการใช้ชุดการสอนแบบ STAD     วิชาภาษาไทย
    เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป
    2.ชุดการสอนแบบ STAD วิชาภาษาไทย เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป 3.แบบทดสอบย่อยประจำชุดการสอน  และ 4.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย
    เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ใช้เวลาในการทดลองทั้งหมด
    17 คาบ โดยทดสอบก่อนเรียน 1 คาบ ปฏิบัติกิจกรรม 15
    คาบ ทดสอบหลังเรียน 1 คาบ คาบละ 60 นาที สถิติ  ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
    คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสถิติ
    t-test for Dependent


     


                   ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า
    ชุดการสอนแบบ
    STAD ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง         การเรียนวิชาภาษาไทย
    เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูปสูงขึ้น โดยสรุปผลได้ ดังนี้


                   1. ชุดการสอนแบบ STAD วิชาภาษาไทย
    เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ของนักเรียน
        ชั้นประถมศ
    ึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80


                   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภายหลังได้รับการสอนด้วยชุดการสอนแบบ STAD วิชาเรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป
    ของนักเรียน
                      ชั้นประถมศ
    ึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนได้รับการสอน


     




ความคิดเห็นที่ 63

lum00000@thaimail.com (Guest)
22 มี.ค. 2552 04:48
  1. <!--
    /* Font Definitions */
    @font-face
    {font-family:"Angsana New";
    panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:roman;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    @font-face
    {font-family:"Cordia New";
    panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:swiss;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    @font-face
    {font-family:"Browallia New";
    panose-1:2 11 6 4 2 2 2 2 2 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:swiss;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    /* Style Definitions */
    p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
    {mso-style-parent:"";
    margin:0in;
    margin-bottom:.0001pt;
    mso-pagination:widow-orphan;
    font-size:14.0pt;
    font-family:"Cordia New";
    mso-fareast-font-family:"Cordia New";}
    p.bomb, li.bomb, div.bomb
    {mso-style-name:bomb;
    mso-style-parent:"";
    mso-style-link:"bomb Char";
    margin:0in;
    margin-bottom:.0001pt;
    text-align:justify;
    text-justify:inter-cluster;
    mso-pagination:widow-orphan;
    tab-stops:.6in .85in 1.1in 1.35in 1.6in;
    font-size:16.0pt;
    font-family:"Browallia New";
    mso-fareast-font-family:"Times New Roman";}
    span.bombChar
    {mso-style-name:"bomb Char";
    mso-style-locked:yes;
    mso-style-link:bomb;
    mso-ansi-font-size:16.0pt;
    mso-bidi-font-size:16.0pt;
    font-family:"Browallia New";
    mso-ascii-font-family:"Browallia New";
    mso-hansi-font-family:"Browallia New";
    mso-bidi-font-family:"Browallia New";
    mso-ansi-language:EN-US;
    mso-fareast-language:EN-US;
    mso-bidi-language:TH;}
    @page Section1
    {size:8.5in 11.0in;
    margin:1.0in 1.25in 1.0in 1.25in;
    mso-header-margin:.5in;
    mso-footer-margin:.5in;
    mso-paper-source:0;}
    div.Section1
    {page:Section1;}
    -->


    บทคัดย่อ


    สุรีย์รัตน์ สมจิตต์.  (2552).  รายงานการศึกษาความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษ     ที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากการสอนโดยใช้แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน
    . โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1.


     


                การวิจัยในครั้งนี้
    มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้จากการสอนโดยใช้แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ก่อนและหลังการสอน
    โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
    1
    ที่ไม่มีความพิการซ้ำซ้อน โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี ภาคเรียนที่ 2
    ปีการศึกษา 2551 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี
    เขต 1 จำนวน
    5 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
    Sampling)


     


                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
    แผนการจัดการเรียนรู้พยัญชนะภาษาอังกฤษ          ที่คล้ายกัน แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน แบบทดสอบวัดความสามารถ         ในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
    คือ
    การหาค่าเฉลี่ย
       และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
    และการเปรียบเทียบความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษ      ที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ระหว่างก่อนการสอนและหลังการสอน
    โดยใช้สถิติ      
    The Wilcoxon Matched Pairs Signs-Ranks
    Test


     


                ผลการศึกษาครั้งนี้
    พบว่า แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน
    ส่งผลให้
    ความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
              มีความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันได้สูงขึ้น
    ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน ดังนี้


                1.
    เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ มีความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน
    หลังการได้รับการสอนด้วยแบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน อยู่ในระดับดี


                    2. ความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้หลังจากการสอนโดยใช้แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน สูงกว่าก่อนได้รับการสอน
    อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
    .05




ความคิดเห็นที่ 64

lum00000@thaimail.com (Guest)
22 มี.ค. 2552 04:54
  1. บทคัดย่อ


    <!--
    /* Font Definitions */
    @font-face
    {font-family:"Angsana New";
    panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:roman;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    @font-face
    {font-family:"Cordia New";
    panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:swiss;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    @font-face
    {font-family:"Browallia New";
    panose-1:2 11 6 4 2 2 2 2 2 4;
    mso-font-charset:0;
    mso-generic-font-family:swiss;
    mso-font-pitch:variable;
    mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
    /* Style Definitions */
    p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
    {mso-style-parent:"";
    margin:0in;
    margin-bottom:.0001pt;
    mso-pagination:widow-orphan;
    font-size:14.0pt;
    font-family:"Cordia New";
    mso-fareast-font-family:"Cordia New";}
    p.bomb, li.bomb, div.bomb
    {mso-style-name:bomb;
    mso-style-parent:"";
    mso-style-link:"bomb Char";
    margin:0in;
    margin-bottom:.0001pt;
    text-align:justify;
    text-justify:inter-cluster;
    mso-pagination:widow-orphan;
    tab-stops:.6in .85in 1.1in 1.35in 1.6in;
    font-size:16.0pt;
    font-family:"Browallia New";
    mso-fareast-font-family:"Times New Roman";}
    span.bombChar
    {mso-style-name:"bomb Char";
    mso-style-locked:yes;
    mso-style-link:bomb;
    mso-ansi-font-size:16.0pt;
    mso-bidi-font-size:16.0pt;
    font-family:"Browallia New";
    mso-ascii-font-family:"Browallia New";
    mso-hansi-font-family:"Browallia New";
    mso-bidi-font-family:"Browallia New";
    mso-ansi-language:EN-US;
    mso-fareast-language:EN-US;
    mso-bidi-language:TH;}
    @page Section1
    {size:595.3pt 841.9pt;
    margin:1.25in 1.0in 1.0in 1.25in;
    mso-header-margin:.75in;
    mso-footer-margin:35.3pt;
    mso-paper-source:0;}
    div.Section1
    {page:Section1;}
    -->


    สุกัลยา  ล้ำเลิศ.  (2552).  รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน
    100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
    . โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1.


     


                       การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง การบวกและการลบจำนวน        ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการสอน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    1/ 2 ภาคเรียนที่
    2          ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive  Sampling ) จำนวน  32  คน


     


                       เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย
    คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
    เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
    เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100
    แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 โดยใช้เวลาในการทดลอง
    12 คาบ คาบละ 60 นาที โดยไม่รวมคาบการทดสอบ      ก่อนเรียน (
    Pre
    – test) และหลังเรียน (Post – test) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
    คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและ
    การทดสอบค่าที ( t – test ) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน    (Dependent  Samples)


     


                       ผลการศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
    เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ชั้นประถมศึกษาปีที่
    1 สามารถสรุปได้ ดังนี้


                       1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
    เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
    ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.79 / 85.63  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80


                       2.    นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2  ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง
    การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ประกอบการเรียนการสอน
    มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน




ความคิดเห็นที่ 73

Phi.boon@hotmail.com (Guest)
27 มี.ค. 2552 17:31
  1. ชื่อเรื่อง        รายงานการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้  ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครอง


                          พระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชา


                          พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร 


    สาระ            สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  รายวิชา  พระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6


    หน่วยงาน  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  จังหวัดกาฬสินธุ์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


                          กาฬสินธุ์  เขต  1  ปีที่พิมพ์  2552


    ผู้ศึกษา        นายพิบูลย์  นนทราช 


    ที่ปรึกษา      นายชูศักดิ์  สารผล


     


    บทคัดย่อ


     


                       วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาวัฒนธรรมพื้นบ้านที่บันทึกเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่  การประพฤติปฏิบัติของประชาชนธรรมดาทั่วไป  ซึ่งประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน  ชาติที่เจริญแล้วทุกชาติจะต้องมีวรรณกรรมเป็นของตัวเอง และวรรณกรรมจะมีมากหรือน้อย ดีหรือเลว ก็แล้วแต่ความเจริญงอกงามแห่งจิตใจของชนในชาตินั้น ๆ วรรณกรรมเป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่า ชาติใดมีความเจริญทางวัฒนธรรมสูงแค่ไหนและยุคใดมีความเจริญสูงสุด ยุคใดมีความเสื่อมทรามลง เพราะฉะนั้นวรรณกรรมแต่ละชาติ จึงเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า ยุคใดจิตใจของประชาชนในชาติ มีความเจริญหรือเสื่อมอย่างไร (พิทยา ว่องกุล.   2540 : 1)  ผู้ศึกษาในฐานะเป็นครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  ได้ตระหนักในคุณค่าของวรรณกรรมท้องถิ่น  ที่อุดมด้วยคติธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา  ควรนำมาจัดการเรียนรู้ส่งเสริมเผยแพร่ให้นักเรียนได้ศึกษา  เพื่อให้ผู้เรียนได้ตระหนักในคุณค่าของวรรรมกรรมท้องถิ่น  ร่วมอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาวอีสานให้ดำรงอยู่สืบไป  รวมทั้งการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นเยาวชนที่ดีของชาติ  จึงได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้  ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร


                       การศึกษาครั้งนี้อยู่ในระหว่างภาคเรียนที่  1/2551  ใช้สอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  มีความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า  1)  เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาจากวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80  2)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาจากวรรณกรรมท้องถิ่น  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  จำนวน  65  คน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6/1  จำนวน  32  คน  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  แผนการจัดการเรียนรู้  ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  จำนวน  9  แผน  18  ชั่วโมง  หนังสือสิ่งเสริมการอ่านประกอบภาพ  จำนวน  9  เล่ม /  เรื่อง  ได้แก่  ตำนานฟ้าแดดสงยาง,  ประเพณีฮีต  12,  คอง  14,  โสก  (โฉลก),  สรภัญญ์,  บทเซิ้ง,  กลอนลำพื้นบ้าน,  ผญา,  และ  คำสูตรขวัญ  กิจกรรมที่ใช้คือกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 


                       1.  การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาจากวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  ตามเกณฑ์  80/80  (E1/E2)   มีประสิทธิภาพเท่ากับ  86.15/81.69 


                       2.  ดัชนีประสิทธิผล วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน หลังเรียนของนักเรียน  ที่เรียนแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  (E.I.)  มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.5471  แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น  ร้อยละ  54.71  นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่  พัฒนาการขึ้นมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.5


                       3.  ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  มีเฉลี่ยต่ำสุดในด้านที่   4   ด้านการวัดผลและประเมินผล  มีค่าเฉลี่ยที่  4.14  S.D.  0.76  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก  ค่าเฉลี่ยสูงสุด  ในด้านที่  5  ด้านการปลูกฝังจิตสำนึก  4.47  S.D.  0.66  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก  และค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่  4.35  S.D.  0.70  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


     




ความคิดเห็นที่ 83

www.nupa.@.com (Guest)
31 มี.ค. 2552 14:40
  1. ชื่อเรื่อง        รายงานการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน 


                          วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนโกสุมพิทยาสรรค์


    สาระ            สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  รายวิชา  พระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2


    หน่วยงาน  โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม  เขต  3


    ปีที่พิมพ์      2552


    ผู้ศึกษา        นางนิภาพรรณ  ศรีทรัพย์


    ที่ปรึกษา      นายไพจิตร  ปริวัฒนากุล


     


    บทคัดย่อ


     


                          ประเพณีไทยเป็นเครื่องแสดงวิถีชีวิตและจิตใจของคนไทย  ตั้งแต่อดีตสืบทอดมาถึงปัจจุบัน  เป็นมรดกทางด้านความประพฤติปฏิบัติของบรรพชนที่มีประโยชน์ที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม  จึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม  ประเพณีต่าง ๆ  ของไทยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับพุทธศาสนา  การศึกษาค้นคว้า  เรื่อง  พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน              วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษา


    ปีที่  2  มีความมุ่งหมาย  1)  เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้  พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80  2)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2/3  โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์  จำนวน  45  คน  กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง           (Purposive  Sampling)  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2551  สื่อที่ใช้เป็นบทเรียนการ์ตูน  จำนวน  9  เล่ม   ได้แก่


    ประเพณีปลูกบ้านใหม่  ประเพณีขึ้นบ้านใหม่  ประเพณีผูกเสี่ยว  ประเพณีรดน้ำขอพร  ประเพณีการเลี้ยงผีตาแฮก  ประเพณีลอยกระทง  ประเพณีช้อนขวัญ  ประเพณีงันเฮือนดี  และประเพณีการทำบุญแจกข้าว  (บุญอุทิศ)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา  พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  (Multiple  Choices)  4  ตัวเลือกจำนวน  40  ข้อ  มีค่าความเชื่อมั่นที่  0.74  แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพที่  85.80  แบบประเมินบทเรียนการ์ตูนมีค่าประสิทธิภาพที่ 84.85 


     


     


     


     


    ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 


                       1.  การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์  ตามเกณฑ์  80/80  (E1/E2)   


    มีประสิทธิภาพเท่ากับ  84.37/84.83 


                       2.  ดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนก่อน หลังเรียนของนักเรียน  ที่เรียนแผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์  (E.I.)  มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.6247  แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ  62.47


                       3.  ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ 


                             1.  ด้านสาระการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่  4.22  S.D.  0.72  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


                             2.  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่  4.28  S.D.  0.70  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


                             3.  ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่  4.28  S.D.  0.70  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


                             4.  ด้านการวัดผลและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่  4.26  S.D.  0.73  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


                             5.  ด้านการปลูกฝังจิตสำนึกมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่  4.14  S.D.  0.71  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


                             6.  ค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา  มีค่าเฉลี่ยที่  4.24  S.D.  0.71  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


                       โดยสรุป  การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าบทเรียนการ์ตูน  เรื่อง  พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน  วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  กลุ่มสาระสังคมศาสนาและวัฒนธรรม  มีประสิทธิภาพสามารถใช้ประกอบการสอน  ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น  และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


     


     




ความคิดเห็นที่ 14

pttchaikong@hotmail.com (Guest)
8 ต.ค. 2551 15:06
  1. วนิดา  ใช้คง  (2551). รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


                                                                                    บทคัดย่อ


                    การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จำนวน  14  เรื่อง  ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ก่อนเรียนและหลังเรียนบทเรียนสำเร็จรูป  และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนผู้ใช้บทเรียนสำเร็จรูป  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2550  โรงเรียนบ้านระเริง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา   เขต  3  จำนวน  37  คน  ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 จำนวน  14  ชุด   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชุดละ  10  ข้อ  จำนวน  14  ชุด   รวม  140  ข้อ   ที่เป็นแบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน จากบทเรียนสำเร็จรูป   และแบบสอบถามความพึงพอใจ  ในการใช้ บทเรียนสำเร็จรูป  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  และ t – test  (Dependent  Sample)


    ผลการศึกษาพบว่า 


    1.       การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


    ทั้ง 14  ชุด  พบว่า บทเรียนสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพ  สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80 / 80


                    2.  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 โรงเรียน


    บ้านระเริง    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา   เขต  3   ปีการศึกษา  2550  หลังจาก      การเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ทั้ง  14  ชุด   พบว่าคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01


                    3.  การวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน  ผู้ใช้บทเรียนสำเร็จรูป   พบว่า


    บทเรียนสำเร็จรูป    กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทั้ง  14  ชุด  เมื่อพิจารณาโดยรวมอยู่ในระดับ       พึงพอใจมาก


     


     




ความคิดเห็นที่ 52

อาจารย์ประยงค์ ด่วนเดิน (Guest)
9 มี.ค. 2552 16:22
  1. ชื่อเรื่อง                  การพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องระบบสุริยะ สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3


    ผู้รายงาน              นายประยงค์   ด่วนเดิน


    ปีการศึกษา           2551


     


    บทคัดย่อ


                    การพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องระบบสุริยะ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่องระบบสุริยะ ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่อง ระบบสุริยะ  และ (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ระบบสุริยะ


                    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2  โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี   จำนวน  44   คน  ที่ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง  มีการกระจายของผู้เรียน เก่ง ปานกลาง อ่อน   เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยเรื่องระบบสุริยะ  ใช้เวลาในการวิจัย 15  ชั่วโมง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) ชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่อง ระบบสุริยะ (2) แบบทดสอบก่อนเรียน  มีค่าความเที่ยง .76   แบบทดสอบหลังเรียน มีค่าความเที่ยง .78   การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ค่า E1/E2 และค่าที  (t-test one sample)


              ผลการวิจัยพบว่า


    1. การพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่องระบบสุริยะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3   มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80


                2. ผลการศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่อง ระบบสุริยะ  มีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05


                    3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ระบบสุริยะ  พบว่า  นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับเห็นด้วยมาก


     




ความคิดเห็นที่ 58

การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะเขียนแบบ (Guest)
17 มี.ค. 2552 07:28
  1. ชื่อเรื่อง                  การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ รายวิชา ง 32261 


    งานเขียนแบบ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนนครขอนแก่น   


    ผู้ดำเนินการ          นายสมเกียรติ  แสงชาติ


    โรงเรียนนครขอนแก่น  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น


    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1


    ปีที่พิมพ์                 2551


     


     


    บทคัดย่อ


     


    จากการวิเคราะห์ปัญหาการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สาระที่ 1  การดำรงชีวิตและครอบครัว (งานช่าง)  ในปีการศึกษา 25492550 นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ / กระบวนการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในระดับ พอใช้ เนื่องจากขาดการฝึกฝน ทบทวนตัวอย่างขั้นตอนการเขียนแบบ  ครูผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะสร้างสื่อการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกและทบทวนการปฏิบัติ ดังนั้น ผู้รายงานในฐานะครูผู้สอนและรับผิดชอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จึงสนใจที่จะสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการทำงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 1  งานช่าง  รายวิชาเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้เกิดแก่ผู้เรียนได้ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ตั้งไว้ การดำเนินการครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบที่สร้างขึ้น ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียน  โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนครขอนแก่น จำนวน 32 คน ระยะเวลาภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ  จำนวน 5 ชุด ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ 12 แผน เวลา 24 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ผู้รายงานได้ดำเนินการทดลองใช้และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า t-test




                    ผลการดำเนินการปรากฏ ดังนี้


    1.  แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ รายวิชา ง 32261  งานเขียนแบบ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ทั้ง  5  ชุด มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ได้แก่   ชุดที่ 1  ภาพฉาย  มีประสิทธิภาพ  89.22 / 93.33  ชุดที่ 2  การเขียนภาพฉาย  มีประสิทธิภาพ  90.47 / 93.33  ชุดที่ 3  ภาพสามมิติ  มีประสิทธิภาพ  89.57 / 93.33  ชุดที่ 4  การเขียนภาพไอโซเมตริก   มีประสิทธิภาพ  91.24 / 93.33  และชุดที่ 5 การเขียนภาพออบลิก  มีประสิทธิภาพ  89.45 / 93.33   และแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ทั้งฉบับ รวม  5  ชุด  มีประสิทธิภาพ  90.74/93.33  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  แสดงว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ


    2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีค่าเท่ากับ 0.9011  แสดงให้เห็นว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 90.11


    3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบที่เน้นทักษะกระบวนการทำงานทำให้นักเรียนมีการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหางานเขียนแบบ มีทักษะกระบวนการทำงาน คุณลักษณะนิสัยที่ดีในการทำงาน และมีผลงานจากการเขียนแบบ สูงขึ้น


    4.  นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ โดยรวม อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.24)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ข้อที่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด อันดับแรก  ได้แก่ การฝึกทักษะกระบวนการทำงานเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและ เพื่อน ๆ  มาก (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.67)   อันดับรองลงมา  ได้แก่ นักเรียนพอใจผลงานที่ทำมาก เพราะได้ปฏิบัติ  ด้วยตนเอง (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.63)   และนักเรียนมีความสุขและสนุกกับการเขียนแบบชิ้นงานกับเพื่อน ๆ (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.60)   ตามลำดับ


    โดยสรุป แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ รายวิชา ง 32261 งานเขียนแบบ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่สร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ  ดังนั้น  แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบนี้สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของรายวิชาได้


     




ความคิดเห็นที่ 53

นางจีรภัทร์ ทองย่น (Guest)
14 มี.ค. 2552 08:18
  1. บทคัดย่อ

         การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
    4 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75    เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 หน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.41 ถึง 0.77 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.26 ถึง 0.79 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.866 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผลชุดฝึกทักษะและการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้


    สรุปผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า


             1. ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ทุกหน่วยการเรียนรู้และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานเท่ากับ 80.77/82.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 75/75


            2. ผลการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียน รู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 18.22 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.90 มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 24.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.76 


              3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา


    ปีที่ 4  พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
              4. การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .553 แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้น ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้




ความคิดเห็นที่ 80

kummee_1@hotmail.com (Guest)
30 มี.ค. 2552 17:19
















  1. ชื่อเรื่อง



     



    รายงานผลการพัฒนาการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่อง



    Parts of Speech



    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่



    1 โดยใช้บทเรียนโมดูล



    ผู้ศึกษา



     



    นางยิ้มรมัย พลศรี



     



    ที่ปรึกษา



     



    นายไพบูลย์ นามเชียงใต้ ผู้อำนวยการโรงเรียนกันทรวิชัย



     



     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     




     



    บทคัดย่อ



     



     


    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์



    1.



     


    เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน

    เรื่อง



     


    Parts of Speech

    โดยใช้บทเรียนโมดูล



    2.



     


    เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่องParts of Speech โดยใช้บทเรียนโมดูล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่

    1/6

    3.



     


    เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่องParts of Speech โดยใช้บทเรียนโมดูล เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ

    75

     



     


    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

    โรงเรียนกันทรวิชัย

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต



     


    1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา

    2550



    จำนวน



     


    33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) บทเรียนโมดูล 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ

    t-test

     



     


    ผลการศึกษาพบว่า



    1.



     


    ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.768 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนโดยใช้บทเรียนโมดูล เพิ่มจากคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน ร้อยละ

    76

    2.



     


    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่อง

    Parts of Speech



    โดยใช้บทเรียนโมดูล สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ



     


    75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ

    .01

    3.



     


    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโมดูล หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ

    .01






ความคิดเห็นที่ 81

kummee_1@hotmail.com (Guest)
30 มี.ค. 2552 17:23

















  1. ชื่อเรื่อง





    รายงานผลการพัฒนาการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่องParts of Speech



    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้บทเรียนโมดูล





    ผู้ศึกษา





    นางยิ้มรมัย พลศรี





    ที่ปรึกษา





    นายไพบูลย์ นามเชียงใต้ ผู้อำนวยการโรงเรียนกันทรวิชัย







    บทคัดย่อ


    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์


    1. เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน


    เรื่องParts of Speech โดยใช้บทเรียนโมดูล


    2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่องParts of Speech โดยใช้บทเรียนโมดูล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6


    3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่องParts of Speech โดยใช้บทเรียนโมดูล เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75


    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกันทรวิชัย


    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550


    จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) บทเรียนโมดูล 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test


    ผลการศึกษาพบว่า


    1. ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.768 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนโดยใช้บทเรียนโมดูล เพิ่มจากคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน ร้อยละ 76


    2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรื่องParts of Speech


    โดยใช้บทเรียนโมดูล สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


    3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโมดูล หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01





ความคิดเห็นที่ 46

joutboo
22 ก.พ. 2552 02:12
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการใช้และพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน บุญลือ ศรีภูวงษ์ ปีการศึกษา 2550 บทคัดย่อ เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระประวัติศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่นำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนรักถิ่นฐานบ้านเกิดของ ตนเอง และรักประเทศชาติ สอดคล้องกับพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2550 ที่แนะนำให้ครูสอนประวัติศาสตร์ให้เข้มค้น กล่าวคือให้ ปลูกฝังความรักชาติตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จึงเป็นนวัตกรรมที่ใช้สอนประกอบในสาระประวัติศาสตร์ได้อย่างประสิทธิภาพ เนื่องจากนักเรียนในระดับประถมศึกษา เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ สนองความต้องการของผู้เรียน และ หลักสูตรสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่าน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน 4 ) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหินตลาดศรีสง่าวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้เป็นครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรัก จำนวน 12 เล่ม ที่ผู้รายงานจัดทำขึ้น แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.73 / 87.13 เป็นไปตามเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80 / 80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.69 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังจากเรียนด้วยแผนการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก เพิ่มขึ้นร้อยละ 69 3. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแผนการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พบว่า นักเรียนทำคะแนนทดสอบก่อนเรียน(Pre-test) ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 48.15 เมื่อนักเรียนได้เรียนจากแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นระถมศึกษาปีที่ 5 ประกอบการสอน ทั้ง 12 เล่ม แล้วทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ย 34.85 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.13 แสดงว่า ผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรักบง สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงผลการเรียนของนักเรียน (E2) คิดเป็นร้อยละ 87.13 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

    ขอบคุณเวพมาสเตอร์มา ณ ที่นี้ด้วยครับ Yell




ความคิดเห็นที่ 43

นายเสน่ห์ นันธิสิงห์ (Guest)
21 ก.พ. 2552 15:46
  1. ชื่องานวิจัย ������� แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน


    ผู้วิจัย ������������ �����นายเสน่ห์ นันธิสิงห์


    สาขาวิชา ������������ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ


    ปีที่วิจัย ��������� �����2551


    บทคัดย่อ


    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ที่เรียนแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่������1.แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2.คู่มือและแผนการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1.ค่าร้อยละ E1/E2 2. ค่าความแตกต่าง t-test����� 3. ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D)4. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 5. ค่าความยากง่าย (P)���������� 6. ค่าอำนาจจำแนก (r)7. ค่าความเชื่อมั่น rtt



    ผลการวิจัยพบว่า


    1.������ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 คือมีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยรวมเท่ากับ 84.11/86.67


    2.������ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01


    3.������ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด




ความคิดเห็นที่ 44

นางวราภรณ์ นันธิสิงห์ (Guest)
21 ก.พ. 2552 15:57
  1. ชื่องานวิจัย����������������เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน


    ผู้วิจัย ������������ ����������������� นางวราภรณ์ นันธิสิงห์


    สาขาวิชา������������������������� กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี


    ปีที่วิจัย ��������� ������������������ 2551


    บทคัดย่อ


    เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี���ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนากลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6



    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


    1.เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี�ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


    2. คู่มือและแผนการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


    3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


    4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน


    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล


    ��������������� 1.ค่าร้อยละ E1/E2


    ��������������� 2. ค่าความแตกต่าง t-test


    ��������������� 3. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D)


    ��������������� 4. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)


    ��������������� 5. ค่าความยากง่าย (P)


    ��������������� 6. ค่าอำนาจจำแนก (r)


    ��������������� 7. ค่าความเชื่อมั่น rtt



    ผลการวิจัยพบว่า


    1.������ ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน�สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 คือ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยรวมเท่ากับ 85.00/88.30


    2.������ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน�อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01


    3.������ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด







ความคิดเห็นที่ 45

วราภรณ์ นันธิสิงห์ (Guest)
21 ก.พ. 2552 16:29
  1. ผู้วิจัย                                นางวราภรณ์ นันธิสิงห์


    สาขาวิชา                           กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี


    ปีที่วิจัย                              2551


    บทคัดย่อ


    เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี     ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนากลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


     


    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


    1.เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี                      ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


     2. คู่มือและแผนการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


    3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


    4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน


    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล


                    1.ค่าร้อยละ E1/E2


                    2. ค่าความแตกต่าง t-test


                    3. ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)


                    4. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)


                    5. ค่าความยากง่าย (P)


                    6. ค่าอำนาจจำแนก (r)


                    7. ค่าความเชื่อมั่น rtt


     


    ผลการวิจัยพบว่า


    1.       ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน      สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 คือ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยรวมเท่ากับ 85.00/88.30


    2.       ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน     อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01


    3.       นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด


     


     


     




ความคิดเห็นที่ 50

lineage_ll@hotmail.com (Guest)
5 มี.ค. 2552 19:43
  1. ชื่อเรื่อง               รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่องการคูณ                              


                               ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 


    ผู้รายงาน             นางนงค์น้อย   ใจกองคำ


    ปีการศึกษา          2551


     




    บทคัดย่อ


                      การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ


    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มี


    ต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  กลุ่ม  ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็น            /         นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบางลาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า มี 4 ชนิดคือ (1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นทั้งหมด 5 เรื่อง ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะจำนวน 20 ชุด


     (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.50-0.69 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.30 - 0.69 และ


    ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 . จุดประสงค์การเรียนรู้ใน่สุด  (3) คู่มือการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ


    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ใช้เป็นแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ประกอบด้วยแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 แผนใช้เวลาในการสอน 20 ชั่วโมง (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ผ่านการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ


    ได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 มีความเหมาะสมระดับมาก ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา (- Coefficient) มีค่าเท่ากับ 0.85


    ค่าสถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน คือ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สูตรการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมุติฐาน ใช้ t – test


    ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้


                    แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.09 / 81.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีประสิทธิผล เท่ากับ ร้อยละ 69   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


    ของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีคะแนน


    หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


    ในระดับมากที่สุด และมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ผ่านเกณฑ์การคาดหวังที่กำหนด                               


                     สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่สร้างขึ้น


    มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงพอที่ครูสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนได้


     




ความคิดเห็นที่ 82

สุริวงศ์ ประทีปคีรี (Guest)
31 มี.ค. 2552 11:58
  1. บทคัดย่อ

     


    ชื่อรายงาน                         รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


    ชื่อผู้รายงาน                    สุริวงศ์  ประทีปคีรี


    ตำแหน่ง                             ครูชำนาญการ


    ที่ทำงาน                             โรงเรียนอนุบาลเขาค้อ (เจริญทองนิ่มวิทยา)


                             สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์  เขต  2


     


                                    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน  สาระท้องถิ่น  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีประสิทธิภาพ  E1   /  E2 ตามเกณฑ์ 80  /  80  (2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่ใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  สาระท้องถิ่น  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3


    (3)  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน  ที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่าน สาระท้องถิ่น  กลุ่มสาระ
    การเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 


     ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2550 


    ระหว่างวันที่   19,  20 , 21 , 22 , 23 , 26 , 27 ,28, 29, 30  พฤศจิกายน  2550 และวันที่ 3 ,4 ,6, 7, 11, 12, 13, 14  ธันวาคม  2550 โดยใช้เวลาในชั่วโมงเรียนภาษาไทย  วันละ  1  ชั่วโมง  
    รวม  18 ชั่วโมง
    ตามแผนการจัดการเรียนรู้  18  แผน  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองมี  3  ชนิด 
    คือ
    (1)  หนังสือส่งเสริมการอ่าน  สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษา
    ปีที่  3
     จำนวน  8  เล่ม  ได้แก่  เล่มที่  1  เรื่องพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก  เล่มที่  2  เรื่องหอสมุดนานาชาติเขาค้อ  เล่มที่ 3 เรื่องพิพิธภัณฑ์อาวุธ  เล่มที่ 4 เรื่องอนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ  
    เล่มที่  5  เรื่องพระตำหนักเขาค้อ เล่มที่  6  เรื่องน้ำตกศรีดิษฐ์  เล่มที่  7  เรื่องสวนสัตว์เปิดเขาค้อ  /  หรือสถานีวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า
      เล่มที่  8  เรื่องอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง  (2)  แบบทดสอบ
    วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
    ของผู้เรียนหนังสือส่งเสริมการอ่าน สาระท้องถิ่น  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  (3)  แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถม ศึกษาปีที่  3


     


    วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการหาค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ทดสอบสมมติฐานโดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนโดยการใช้หนังสือส่งเสริม
    การอ่าน สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    โดยการทดสอบหาค่า  t-test  แบบ  Dependent  Samples


                                    ผลการทดลอง พบว่า การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของ หนังสือส่งเสริม
    การอ่าน สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    การพิจารณา
    ความสอดคล้องของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง  5  ท่าน มีความคิดเห็นว่า
    หนังสือส่งเสริมการอ่าน สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความสอดคล้องเหมาะสม
    หนังสือส่งเสริมการอ่าน สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    ที่ผู้รายงานได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  82.75 / 84.40  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  นักเรียน
    ที่เรียนโดยใช้
    หนังสือส่งเสริมการอ่าน สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01 นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน สาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 
    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    จำนวน มีความคิดเห็นเต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน สาระท้องถิ่น
    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( =3.86) 


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น