วิชาการ.คอม ขอสอบถามข้อมูลเรื่อง การเผยแพร่ผลงานของครู

สวัสดีครับ


 


เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้มีครูอาจารย์หลายท่านเผยแพร่ผลงานวิชาการของตัวเอง ผ่านเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ทั้งผ่านเว็บบอร์ครู-อาจารย์ และในส่วนของ Blog ซึ่งทางวิชาการดอทคอมรู้สึกยินดี และ เป็นเกียตริที่เราได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อถือจากคุณครูหลายท่าน ให้เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน


 


เนื่องจากมีผู้เผยแพร่ผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทางวิชาการดอทคอมเลยมีแนวความคิดที่จะสร้างระบบจัดการและฐานข้อมูลสำหรับผลงานวิชาการเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อให้การเผยแพร่ผลงานของครูอาจารย์แต่ละท่านเป็นระบบ และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น รวมถึงง่ายต่อการค้นหาและค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับครูอาจารย์ท่านอื่น ๆ ในการนำไปพัฒนาการเรียนการสอน และ ปรับปรุงผลงานวิชาการของตัวเอง


 


แต่เนื่องจากทางทีมงานยังขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับผลงานวิชาการ และระเบียบวิธีการนำเสนอ จึงใคร่ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน ช่วยให้ข้อมูลกับทีมงาน เพื่อจะได้นำไปรวบรวมและดำเนินการพัฒนาระบบดังกล่าวต่อไป สำหรับข้อมูลที่เราอยากทราบ ก็เช่น ประเภทของผลงานวิชาการ ว่ามีกีประเภท แบ่งหมวดหมูอย่างไร 


 


หรือถ้าครูอาจารย์แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ก็สามารถแจ้งให้ทางทีมงานทราบได้ครับ จะผ่านทางกระทู้นี้ หรือจะอีเมล์มาที่ smilesmile@vcharkarn.com ก็ได้ครับ


 


ขอแสดงความนับถือ


 


ทีมงานวิชาการดอทคอม



ความคิดเห็นที่ 2

wannsuk@yahoo.com (Guest)
20 ก.ย. 2551 01:47
  1. ชื่อเรื่อง               การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยใช้หนังสือภาพการละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย   สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2  


    ผู้ศึกษา               นางวรรณภา  สุขยอด


    ปีที่ศึกษา              2550


     




    บทคัดย่อ


                         


                          การดำเนินงานครั้งนี้มีจุดประสงค์ประกอบด้วย  การจัดทำและพัฒนาหนังสือภาพ


    การละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย  การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  และการพัฒนาพฤติกรรมการทำงานของนักเรียน โดยมีกระบวนการวิจัยและพัฒนา  (Research  and  Development)  ซึ่งจำแนกกลุ่มเป้าหมายเป็น  2  กลุ่ม  คือ  กลุ่มเป้าหมายสำหรับการทดลองใช้และหาประสิทธิภาพของหนังสือภาพการละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย  เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2  จำนวน  34  คน  และกลุ่มเป้าหมายสำหรับนำหนังสือภาพประกอบการละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย  ไปใช้จริง  เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2550  โรงเรียนบ้านกะโดนหนองยาง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์  เขต  2  จำนวน  15  คน


                          เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย  แบบวัดพัฒนาการก่อนและหลังการจัดประสบการณ์  จำนวน  1  ฉบับ


                          สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ด้วยค่า  ที  (Dependent  Simple)  ผลการดำเนินงานพบว่า


                          1.  หนังสือภาพประกอบการละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย  สำหรับนักเรียนขั้นอนุบาลปีที่  2  ที่จัดทำและพัฒนาขึ้น  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  81.84 / 92.59 


                          2.  นักเรียนมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เรื่อง  การจำแนกเปรียบเทียบ  การบอก/แสดงตำแหน่ง  การบอก/แสดงค่า  สูงขึ้นกว่าก่อนจัดประสบการณ์ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายตามที่สถานศึกษากำหนด


                          3.  นักเรียนมีพฤติกรรมการทำงาน  อยู่ในระดับ  ดี


     


     


     




ความคิดเห็นที่ 3

MathGuy vcharkarn veditor
20 ก.ย. 2551 07:05
  1. ถ้าเป็นไปได้ อยากให้มีห้อง หรือเนื้อที่เฉพาะสำหรับการเผยแพ่รผลงานวิชาการ ของคุณครู ที่เป็นงานศึกษา หรืองานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนการสอน

    ผมเข้าใจว่า เป็นส่วนบังคับอันหนึ่ง ที่คุณครูต้องทำการเผยแพร่ เพื่อประกอบเป็นส่วนหนึ่งในการขอผลงาน ขอตำแหน่งทางวิชาการ

    ควรให้มีการนำเสนอ เผยแพร่ online อย่างมีรูปแบบ และมีเนื้อหาที่สำคัญพอเพียง คือ ผู้อ่าน อ่านเข้าใจได้ง่าย และได้ประโยชน์จริงๆ

    ถ้าทำเป็นระบบ เป็นฐานข้อมูล สืบค้นได้ ก็จะยิ่งดีมาก

    การไปโพสต์เป็นกระทู้ต่างๆ ที่เห็นกันอยู่นั้น ดูแล้วยังไม่เหมาะ น่าจะทำให้เป็นการเผยแพร่จริงๆ มากกว่านี้ครับ

    บางทีโพสต์ไว้ มีคนเข้าไปถาม ก็ไม่เห็นเจ้าของกลับมาตอบ เหมือนโพสต์แล้ว ลืม หรือไม่ได้มีเวลากลับเข้ามาดูแลอะไรอีก




ความคิดเห็นที่ 4

สุพรรณ (Guest)
22 ก.ย. 2551 22:59
  1. การเผยแพร่ผลงานมีหลายรุปแบบขึ้นอยู่กับว่าผู้สนใจจะสนใจแบบไหนก็ต้องศึกษาดูว่าได้อะไร� อาจจะได้งาน� หรือได้แนวคิด ถือว่าเป็ฯแนวการทำงานอย่างหนึ่ง




ความคิดเห็นที่ 5

วาโย (Guest)
22 ก.ย. 2551 23:03
  1. คุณครูทำงานหนัก� มีการพัฒนาตัวเอง� ขอให้สู้�ๆ�งานที่ลงมาถือว่าเป็นแนวการทำงานอย่างหนึ่ง�� ถือว่าคุณครูตั้งใจทำงานก็แล้วกัน




ความคิดเห็นที่ 6

วิโรจน์ (Guest)
22 ก.ย. 2551 23:07
  1. ขอให้วิชาการดอทคอมาพื้นที่ให้ลงการเผยแพร่ผลงานด้วย� จะเป้นพระคุณอย่างยิ่ง




ความคิดเห็นที่ 7

rama444.bas@hotmail.com (Guest)
23 ก.ย. 2551 22:01

  1. ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อในท้องถิ่น


    กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


    โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร


    ผู้ศึกษา นางปรีดา บุตรศรี



    บทคัดย่อ


    การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างและพัฒนา หาดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อในท้องถิ่น จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ รวม 40 ข้อ 40 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ (/) และ t–test (Dependent Samples)



    ผลการศึกษาพบว่า


    1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา


    และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 89.41/85.59 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
    80/80 ที่ตั้งไว้


    2. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา


    และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5203 หมายความว่า หลังจากเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ
    52.03


    3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70.71 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85.59 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อในท้องถิ่น ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น


    มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


    ที่ระดับ .01


    4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง โรคติดต่อในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัว(สระพังวิทยา) อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( =
    4.47)





ความคิดเห็นที่ 8

สุจิตรา ศรีสละ
24 ก.ย. 2551 21:58
  1. ชื่อเรื่อง : รายงานการสร้างชุดการเรียนรู้ที่ใช้การ์ตูนประกอบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เส้นสี สร้างสรรค์งานศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโนน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
    ผู้รายงาน : ธนากานต์  มรกฎ




ความคิดเห็นที่ 9

สุจิตรา ศรีสละ
24 ก.ย. 2551 22:05
  1. ชื่อเรื่อง : รายงานการสร้างชุดการเรียนรู้ที่ใช้การ์ตูนประกอบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เส้น สี สร้างสรรค์งานศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโนน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ผู้รายงาน : ธนากานต์ มรกฎ



ความคิดเห็นที่ 10

เผยแพร่งานวิจัย ชูชาติ อร่ามพงษ์ (Guest)
28 ก.ย. 2551 21:49
  1. ชูชาติ อร่ามพงษ์.  (2551).  การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วน และร้อยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โดยใช้ชุดการเรียนแบบSTAD. โรงเรียนบ้านบ่อกวางทอง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 2.


     


                การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาชุดการเรียนแบบ STAD ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและร้อยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง


     


                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนบ้านบ่อกวางทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดชลบุรี เขต 2  จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 16 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการสอนโดยใช้ชุดการเรียนแบบ STAD ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ โดยผู้วิจัยดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาใน การสอน 16 คาบ แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าสถิติ คือ t-test dependent


          


                ผลการศึกษาพบว่า


                1. ชุดการเรียนแบบ STAD ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80


                2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภายหลังได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนแบบ STAD ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สูงกว่าก่อนได้รับการสอน


     


     


     




ความคิดเห็นที่ 11

ครูคณิตศ
29 ก.ย. 2551 06:02
  1. ควรจัดเป็นห้องเผยแพร่งานวิชาการโดยเฉพาะ  โดยแยกแบ่งหมวดหมู่เป็นรายกลุ่มสาระน่าจะดีนะ  แบบทำลิ้งค์ให้เลือก  และอาจเข้าไปเลือกได้ตามระดับช่วงชั้น ประมาณนี้ครับ




ความคิดเห็นที่ 12

NpEducate vcharkarn veditor
29 ก.ย. 2551 10:42
  1. เมื่อไรจะจัดให้เขาเสียทีล่ะ
    จัดเป็นห้องต่างหากก็ได้
    มีห้องย่อยตามกลุ่มสาระ
    ที่กระจัดกระจายอยู่นอกห้อง ให้เก็บไปไว้ในห้องให้หมด ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ลบทิ้งเสีย
    มีดัชนีสำหรับค้นหาเรื่อง
    แนะนำวิธีเขียนด้วย จะต้องมีหัวข้ออะไรบ้าง ถ้าไม่ครบ ให้ลบทิ้ง




ความคิดเห็นที่ 13

gido
29 ก.ย. 2551 14:37
  1. เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาช่างปูน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ลิงค์ด้านล่างครับ


    http://www.upload-thai.com/download.php?id=f330da35b2e18973498b48d8ec93b0b0

    โดยนายเผ่าชาย ชาญเชี่ยว




ความคิดเห็นที่ 14

pttchaikong@hotmail.com (Guest)
8 ต.ค. 2551 15:06
  1. วนิดา  ใช้คง  (2551). รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


                                                                                    บทคัดย่อ


                    การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จำนวน  14  เรื่อง  ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ก่อนเรียนและหลังเรียนบทเรียนสำเร็จรูป  และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนผู้ใช้บทเรียนสำเร็จรูป  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2550  โรงเรียนบ้านระเริง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา   เขต  3  จำนวน  37  คน  ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 จำนวน  14  ชุด   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชุดละ  10  ข้อ  จำนวน  14  ชุด   รวม  140  ข้อ   ที่เป็นแบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน จากบทเรียนสำเร็จรูป   และแบบสอบถามความพึงพอใจ  ในการใช้ บทเรียนสำเร็จรูป  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  และ t – test  (Dependent  Sample)


    ผลการศึกษาพบว่า 


    1.       การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


    ทั้ง 14  ชุด  พบว่า บทเรียนสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพ  สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80 / 80


                    2.  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 โรงเรียน


    บ้านระเริง    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา   เขต  3   ปีการศึกษา  2550  หลังจาก      การเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ทั้ง  14  ชุด   พบว่าคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01


                    3.  การวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน  ผู้ใช้บทเรียนสำเร็จรูป   พบว่า


    บทเรียนสำเร็จรูป    กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทั้ง  14  ชุด  เมื่อพิจารณาโดยรวมอยู่ในระดับ       พึงพอใจมาก


     


     




ความคิดเห็นที่ 15

พิเชฐร์ วันทอง (Guest)
8 ต.ค. 2551 16:02
  1. บทคัดย่อ


     


    ชื่อเรื่อง                 การพัฒนาระบบงานประกันคุณภาพภายใน    โรงเรียนวัดศรีสโมสร


                               อำเภอหนองมะโมง    จังหวัดชัยนาท


     


    ปีที่ทำการศึกษา   ปี  ๒๕๔๘


     


    ผู้ศึกษา                  นายพิเชฐร์    วันทอง     ตำแหน่ง  ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศรีสโมสร


                                    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท 


     


     


                          การศึกษาครั้งนี้มีแรงจูงใจและปัญหาจากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาที่มีข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงและพัฒนา   ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนวัดศรีสโมสร  อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท  ด้านการควบคุมคุณภาพการศึกษา   3   ขั้นตอน   คือ   การศึกษาและการเตรียมการ   การวางแผนการประกันคุณภาพการศึกษา   และการนำแผนการประกันคุณภาพการศึกษาไปใช้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น


                             วิธีการศึกษาใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ   เป็นกระบวนการในการดำเนินการศึกษาค้นคว้าภายใต้กรอบการควบคุมคุณภาพการศึกษา   โดยใช้วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC)  5  ขั้นตอนคือ   การศึกษาระบบ   การวิเคราะห์ระบบ  การออกแบบระบบ  การนำระบบไปใช้ และการดูแลรักษาและตรวจสอบระบบ โดยใช้การประชุมแบบมีส่วนร่วม(AIC)  การประชุมเชิงปฏิบัติการ  และการนิเทศภายใน   เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนา   กลุ่มผู้ร่วมศึกษา   ได้แก่  ผู้ศึกษาค้นคว้าซึ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และคณะกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน  และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ คณะครูโรงเรียนวัดศรีสโมสร  วิทยากรผู้ให้การอบรม  และคณะกรรมการสถานศึกษา  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  คือ  แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม  แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง  และแบบบันทึกการประชุม 


                          ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า     


                          1. ด้านการศึกษาและการเตรียมการ บุคลากรที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงาน   และคณะกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในอย่างจริงจัง  มีความรู้ความเข้าใจ มีความกระตือรือร้น และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการประกันคุณภาพภายใน  มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน  ประสานงานกันสม่ำเสมอ   สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ


          2.  การวางแผนการประกันคุณภาพการศึกษา  มีการจัดทำข้อมูลพื้นฐานการศึกษาและตรวจสอบข้อมูลให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน    ดำเนินการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาได้รับทราบมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา  จัดทำธรรมนูญโรงเรียนโดยการมีส่วนร่วมและใช้เป็นแผนกลยุทธ์ของโรงเรียนที่ทำให้เกิดแผนยุทธศาสตร์ โครงการ งาน  ในการนำไปปฏิบัติอย่างหลากหลายและจริงจัง  ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการที่ได้ตั้งไว้   โดยเสนอขอดำเนินงาน ตามกำหนดขั้นตอน เวลาและรายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน  บุคลากรทุกคนมีมาตรฐานการปฏิบัติงาน มีแนวทางการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาความขัดแย้งในการปฏิบัติงาน


                           3.  การนำแผนการประกันคุณภาพการศึกษาไปใช้  มีการทบทวนแผนการประกันคุณภาพการศึกษา  มีขั้นตอนการดำเนินการอย่างชัดเจน บุคลากรให้ความสำคัญในการปฏิบัติงานประกันคุณภาพภายใน   มีความรู้ความเข้าใจ   ในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในเพิ่มขึ้น   มีความรับผิดชอบและเกิดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน  ใช้สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้เอื้อและสนองต่อการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้น  ควบคุม ตรวจสอบ การปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอนตามระบบอย่างมีประสิทธิภาพและมีความชัดเจน ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลซึ่งก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน   เกิดความร่วมมือ   ร่วมแรง   ร่วมใจในระดับที่สูงขึ้น ทำให้การพัฒนาระบบงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนวัดศรีสโมสร มีประสิทธิภาพกว่าเดิม


     


     


     


     


     


     




ความคิดเห็นที่ 16

สุวาวิโรจน์ จันลา: ผลของการใช้กิจกรรม (Guest)
11 ต.ค. 2551 12:11
  1. บทคัดย่อ


     


                        สุวาวิโรจน์  จันลา:  ผลของการใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธในการลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กปฐมวัย  โรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว


     


                        วัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อ  1)  เปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย 


    ก่อนทำกิจกรรมกลุ่มกับหลังทำกิจกรรมกลุ่ม  2)  เปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย  ที่ทำกิจกรรมกลุ่มกับไม่ทำกิจกรรมกลุ่ม 


                        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 4-5 ปี  ของโรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว  จำนวน  20  คน  แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง  10  คน  และกลุ่มควบคุม  10  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี  1)  กิจกรรมกลุ่ม  จำนวน  24  กิจกรรม  2) แบบประเมินพฤติกรรม


    วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาความแตกต่างของผลการทำกิจกรรมกลุ่มของ


    กลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังการทำกิจกรรมกลุ่ม  โดยใช้สถิติ  t-test  (dependent  test)


    และหาความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ t-test


    (independent test) 


                        ผลการวิจัยพบว่า  พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่  .05  โดยพฤติกรรมก้าวร้าวหลังการทดลองลดลง  กลุ่ม


    ทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมก้าวร้าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05


    โดยกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยกว่ากลุ่มควบคุม  นักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมกลุ่มคือมีความสนุกสนานและมีประโยชน์  นอกจากนั้น อุปกรณ์กิจกรรม สถานที่จัดกิจกรรมและระยะเวลามีความเหมาะสม


     




ความคิดเห็นที่ 17

สุวาวิโรจน์ จันลา (Guest)
11 ต.ค. 2551 12:14
  1. บทคัดย่อ


     


                        สุวาวิโรจน์  จันลา:  ผลของการใช้กิจกรรมกลุมสัมพันธในการลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กปฐมวัย  โรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว


     


                        วัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อ  1)  เปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย 


    ก่อนทำกิจกรรมกลุ่มกับหลังทำกิจกรรมกลุ่ม  2)  เปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย  ที่ทำกิจกรรมกลุ่มกับไม่ทำกิจกรรมกลุ่ม 


                        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 4-5 ปี  ของโรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว  จำนวน  20  คน  แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง  10  คน  และกลุ่มควบคุม  10  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี  1)  กิจกรรมกลุ่ม  จำนวน  24  กิจกรรม  2) แบบประเมินพฤติกรรม


    วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาความแตกต่างของผลการทำกิจกรรมกลุ่มของ


    กลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังการทำกิจกรรมกลุ่ม  โดยใช้สถิติ  t-test  (dependent  test)


    และหาความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ t-test


    (independent test) 


                        ผลการวิจัยพบว่า  พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่  .05  โดยพฤติกรรมก้าวร้าวหลังการทดลองลดลง  กลุ่ม


    ทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมก้าวร้าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05


    โดยกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยกว่ากลุ่มควบคุม  นักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมกลุ่มคือมีความสนุกสนานและมีประโยชน์  นอกจากนั้น อุปกรณ์กิจกรรม สถานที่จัดกิจกรรมและระยะเวลามีความเหมาะสม


     




ความคิดเห็นที่ 18

อรวรรณ แดงประดับ (Guest)
14 ต.ค. 2551 20:54
  1. ชื่อเรื่อง                  รายงานการประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษา


                                  ทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1


    ชื่อผู้ประเมิน         อรวรรณ  แดงประดับ


    ปีการศึกษา            2549


    บทคัดย่อ


     


                    การประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรีเขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ  ประเมินโครงการด้านบริบท   ปัจจัยเบื้องต้น  กระบวนการดำเนินงาน  และผลผลิต โดยใช้รูปแบบ   การประเมินแบบซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม (Stuffebeam) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative  Research)  การเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินมีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้แก่  เทคนิควิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (paired weighting procedure or paired comparison) ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า P.W.P. แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  การสนทนากลุ่ม  การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง  ตลอดจนการศึกษาวิเคราะห์เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย  นักเรียน จำนวน  75  คน ครู จำนวน  6  คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน  7  คน  ผู้ปกครอง  จำนวน  23  คน รวมทั้งสิ้น 111  คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย


    ผลการประเมินสรุปได้  ดังนี้


    1.       ด้านบริบทเพื่อจัดทำโครงการ


                       1.1 ผลจากการประชุมสัมมนาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  เพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานในรอบปีการศึกษา 2548  และการใช้เทคนิควิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (paired weighting procedure or paired comparison) ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า P.W.P. เพื่อหาความต้องการจำเป็น พบว่า โครงการที่ต้องการพัฒนาอันดับแรก คือ การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  และพบว่าโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 แต่ยังไม่เคยมีการประเมินโครงการ  ผู้ประเมินจึงประเมินโครงการนี้


    1.2   ผลการประเมินบริบทของโครงการ ในด้านความสอดคล้องระหว่างบริบทของโครงการ


    กับนโยบาย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของคณะครู โดยภาพรวมมีความสอดคล้องอยู่ในระดับ มาก ( = 4.47 )


     


    2.       ด้านปัจจัยเบื้องต้น


        ผลการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ด้านความเหมาะสมหรือความเพียงพอเกี่ยวกับ


    บุคลากร  งบประมาณ  สื่อ  วัสดุอุปกรณ์ และแผนงาน / โครงการ โดยภาพรวม พบว่า มีความเหมาะสมหรือเพียงพออยู่ในระดับมาก ( = 4.21 )  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


    3.   ด้านกระบวนการ


                    3.1  ผลการประเมินด้านความรู้  และความสามารถในกระบวนการฝึกอบรมครูเกี่ยวกับการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในภาพรวมอยู่ในระดับ  มาก (  = 3.70 ) ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                         3.2  ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อทางไกลผ่านดาวเทียม  พบว่า โดยภาพรวมครูผู้สอนทุกคนหรือร้อยละ 100  มีการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 


                         3.3  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการได้รับการนิเทศภายในของครูโดยภาพรวมครูได้รับการนิเทศภายในร้อยละ 100  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                       3.4  ผลการประเมินกระบวนการตามแผนงานโครงการ ตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหารโรงเรียน พบว่า ในภาพรวมการดำเนินการตามแผนงานโครงการอยู่ในระดับ มาก  (  = 3.79)  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                     4.  ด้านผลผลิต


        4.1  ผลการทดสอบวัดความรู้  และความสามารถของครูในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่าน


    ดาวเทียมมาจัดการเรียนรู้และพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของตนเอง  หลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม


                         4.2  ผลการประเมินการเห็นคุณค่าในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของครู  พบว่า ครูทุกคนหรือร้อยละ 100  เห็นคุณค่าในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม


         4.3  การนำเสนอผลการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  พบว่า


    ในภาพรวมครู มีการนำเสนอผลการดำเนินงานจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลของครูผู้สอน  ร้อยละ 100  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  


                        4.4  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน       ชั้น ป.1 - ป.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ ในปีการศึกษา  2549  เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2548  ร้อยละ 2.30 




ความคิดเห็นที่ 19

อรวรรณ แดงประดับ (Guest)
14 ต.ค. 2551 21:44
  1. รายงานการศึกษานักเรียน (Case Study)


     


    กรณีศึกษา  :  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านอ่างหิน  ปีการศึกษา  2549 


             มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงทุกกลุ่มสาระ


    วัตถุประสงค์


    เพื่อรายงานสาเหตุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงหลังจากการประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม


    ความสำคัญของการศึกษา


    สืบเนื่องจากการประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ปีการศึกษา  2549   มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงทุกรายวิชา  ดังนั้นจึงมีการศึกษารายกรณีเพื่อทำให้ทราบถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง  ช่วยให้ครู ผู้ปกครอง  และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้ความเอาใจใส่นักเรียนและจัดกิจกรรม  จัดสภาพแวดล้อม  ที่เหมาะสมในการพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความสามารถอย่างเต็มตามศักยภาพ


    กลุ่มที่ศึกษา


                       นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านอ่างหิน ที่เลือกแบบเจาะจง (Purposive  sampling)  จำนวน  12  คน ปีการศึกษา  2549  


    ขั้นตอนการศึกษา


    1.       การศึกษารายกรณีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 


    2.       พฤติกรรมทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 


    3.       การสังเคราะห์การศึกษารายกรณีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 


    เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล


    1.       แบบสังเกต


    2.       แบบสัมภาษณ์


    3.       แบบเยี่ยมบ้าน


    4.       แบบบันทึกผลหลังสอน


    วิธีดำเนินการศึกษา


                       การศึกษารายกรณี ใช้กระบวนการศึกษา  7 ขั้นตอน ดังนี้


    1.       กำหนดปัญหาและตั้งสมมติฐาน


    2.       รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล


    3.       ทำการวินิจฉัย


    4.       ให้การช่วยเหลือ ป้องกันและส่งเสริม


    5.       ทำนายผล


    6.       ติดตามผล


    7.       สรุปผลและข้อเสนอแนะ


    สรุปผล


                       ในการศึกษารายกรณีนักเรียน  เรื่อง  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง  ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านอ่างหิน สรุปผลได้ดังนี้


       1. จากการศึกษารายกรณีนักเรียน  เรื่อง  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง  โรงเรียนบ้านอ่างหิน


    พบว่าทั้ง  12  คน  มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านสังคมและจิตใจ  จำนวน  6  คน  และอีก  4  คน  มีสาเหตุจากพัฒนาการทางด้านสติปัญญา  ส่วนอีก  2  คน  ไม่พบประเด็นปัญหา  โดยพบรายละเอียดดังนี้


    1.1    สาเหตุปัจจัยด้านจิตใจและสังคมพบว่า นักเรียนได้อยู่ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์


    กล่าวคือ ไม่ได้อาศัยในครอบครัวที่มี พ่อ แม่ ลูก อยู่ในครอบครัวเดียวกันแม้แต่คนเดียว โดยอาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่หรือปู่ ย่า ตา ยาย  ป้า และมาอาศัยวัดอยู่จำนวน  3  คน ทำให้นักเรียนขาดความอบอุ่น ไม่มีผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ ของตนเอง สภาพครอบครัวส่วนใหญ่ยากจน  ยกเว้นเด็กชายสหรัฐที่มีเงินใช้จ่ายได้สะดวก   ทำให้นักเรียนมีปมด้อย  ไม่มั่นใจในตนเอง   ไม่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง  และประการสำคัญคิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า  สภาพสังคมของนักเรียนกลุ่มนี้ เข้าสังคมไม่เก่ง  มีเพื่อนน้อย  ไม่ชอบคบเพื่อน   เนื่องจากความอายและปมด้อย  เก็บตัวไม่ต้องการให้ใครดูถูกและพูดถึง


                               นอกจากนี้สภาพจิตใจของนักเรียนทุกคนไม่มั่นคง ไม่มั่นใจในตนเอง ว้าเหว่   ขาดความรัก  ความอบอุ่น  จิตใจสับสน  คิดมาก  แก้ปัญหาไม่ได้  ไม่มีเป้าหมายในชีวิต หาทางออกให้กับปัญหา   ต่าง ๆ ที่รุมเร้าไม่ได้และคิดสับสนวนไปวนมาจนเครียดและเหม่อลอยจนสังเกตได้


                               ส่วนสาเหตุจากความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านสติปัญญา  พบว่า   มีนักเรียน  4  คน  คือ เด็กชายณรงค์ศักดิ์   เด็กชายจักรกฤษณ์  เด็กชายประสิทธิ์และเด็กชายราชา ที่มีปัญหาทางด้านสติปัญญาเข้ามามีส่วนเป็นสาเหตุด้วย โดยที่ เด็กชายณรงค์ศักดิ์ ตอนเกิดมีความไม่สมบูรณ์ของสภาพร่างกาย  รูปร่างผอมมาก  และสมองสั่งงานช้า,  เด็กชายจักรกฤษณ์  มีลักษณะเป็นเด็กมีปัญหา  ไม่ชอบพูดจา  และไม่สนใจการเรียน  สมาธิสั้น,  เด็กชายประสิทธิ์ขาดเรียนบ่อยและมีปัญหาครอบครัว  อาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง  และบางครั้งต้องเปลี่ยนที่อยู่บ่อย ๆ  ทำให้การเรียนไม่ต่อเนื่อง  จึงไม่สนใจในการศึกษาเล่าเรียน  ประกอบกับพัฒนาการทางด้านสมองเป็นไปอย่างช้ามาก  และเด็กชายราชา  เป็นเด็กขาดความอบอุ่นอาศัยอยู่กับพระที่วัดอ่างหิน  นาน ๆ  ครั้งจึงจะได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย  สภาพที่อยู่อาศัยอยู่ร่วมกับเด็กวัดหลาย ๆ คน  บางครั้งถูกรุ่นพี่กลั่นแกล้ง  ซึ่งเป็นส่วนทำให้กลัว  คิดมาก  และหาทางออกไม่ได้  บางครั้งจึงมีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ


    1.2   แนวทางการแก้ไขปัญหาของนักเรียนที่มีปัญหาด้านจิตใจและสังคม  ที่สามารถปรับ


    พฤติกรรมต่าง ๆ  ของนักเรียนจนสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นดังนี้


                                       1.2.1  แก้ปัญหาความยากจนโดยการให้นักเรียนทำงานหารายได้  ฝึกอาชีพต่าง ๆ จัดหาทุนการศึกษา เสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียนให้


                                       1.2.2  สร้างทักษะทางสังคม โดยการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน เช่น  การรับบริจาคสิ่งของ  เป็นผู้ช่วยครู  พัฒนาวัด  ฝึกการต้อนรับผู้มาเยี่ยมโรงเรียน  นำเสนอข้อมูลหน้าเสาธง  เป็นผู้ประสานงานห้องเรียนระหว่างครู นักเรียน


                                             1.2.3  ใช้เทคนิคให้คำปรึกษานักเรียนโดยใช้ทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบภวนิยม  (Existentialism)  ทฤษฎีให้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริง (Reality  Therapy)  ทฤษฎีให้คำปรึกษาแบบบุคคลเป็นศูนย์กลาง  (Client – Centered  Therapy)  ประกอบการเสริมแรงโดยกล่าวให้กำลังใจ ยกย่อง ชมเชย ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส


                                      1.2.4  สร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน เช่น    พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า หรือญาติของนักเรียน ได้เข้าใจนักเรียนมากขึ้น ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ความรักและช่วยแนะแนวทางการปฏิบัติตน


                                     1.2.5  ให้มองเห็นศักยภาพของตนเอง  สร้างเป้าหมายและพยายามไปสู่เป้าหมายนั้น


                               1.3  พัฒนาและส่งเสริมนักเรียนที่มีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาต่ำ ดังนี้


                                       1.3.1    ฝึกอาชีพที่นักเรียนมีความสนใจ


                                                     1.3.2    ฝึกให้นักเรียนรักและเห็นคุณค่าในตนเองโดยจัดกิจกรรมกีฬา  ชมรมดนตรี 


                                       1.3.3    ฝึกนักเรียนให้มีทักษะทางสังคมโดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ


                                       1.3.4    ฝึกความเป็นผู้นำโดยเป็นผู้ช่วยครูในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ


                                       1.3.5    พัฒนาด้านการเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ 


                       2.  สังเคราะห์การศึกษารายกรณีนักเรียนเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ


                               2.1  สังเคราะห์สาเหตุที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  พบว่า เกิดจากปัจจัยด้านจิตใจและสังคมมากที่สุด   รองลงมาคือความเกี่ยวข้องกับทางสติปัญญา  พันธุกรรมและไม่ทราบแน่ชัดว่า   เกิดจากความผิดปกติทางชีวเคมีในสมอง


                               2.2  สังเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาของนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  พบว่าใช้วิธีการให้คำปรึกษา/เสริมแรง  สร้างทักษะทางสังคม  สร้างความเข้าใจขอความร่วมมือผู้เกี่ยวข้อง  และร่วมกันสร้างเป้าหมายมากที่สุดและรองลงมาใช้วิธีแก้ปัญหาความยากจน


                               2.3  สังเคราะห์กิจกรรมในการพัฒนาและส่งเสริมพฤติกรรมของนักเรียนที่มี


    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ พบว่า  กิจกรรมที่จัดมากที่สุดคือ สร้างความรักและเห็นคุณค่าในตนเอง  ฝึกทักษะทางสังคม   รู้จักวิธีการเรียน   รองลงมาคือ ฝึกอาชีพ และน้อยที่สุดคือ ฝึกความเป็นผู้นำ




ความคิดเห็นที่ 20

อนงค์ มณีรัตน์ (Guest)
15 ต.ค. 2551 08:33
  1. บทคัดย่อ


     


                   รายงานการใช้นวัตกรรมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ของเด็กปฐมวัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดเสริมประสบการณ์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อศึกษาระดับทักษะพื้นฐาน                 ทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  โดยรวมและจำแนกรายทักษะหลังการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์  3) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นเด็กปฐมวัย  ชั้นอนุบาลปีที่  2  ของโรงเรียนบ้านหินสี  อำเภอปากท่อ  จังหวัดราชบุรี  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2550  จำนวน  12  คน  เพื่อให้เด็กได้รับการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์เป็นระยะเวลา  20  สัปดาห์  สัปดาห์ละ  2  วัน  ได้แก่  วันอังคารกับวันพฤหัสบดี  วันละ  30  นาที  รวม  40  ครั้ง


                    เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ  แผนการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย  (µ)  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ( )  และค่าวิกฤตของที  (t)


     


                    ผลการศึกษาพบว่า


                    การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  โดยการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ของเด็กปฐมวัย  ก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย  (µ)  เท่ากับ  7.83  อยู่ในระดับน้อย  หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย  (µ)  เท่ากับ  16.58  อยู่ในระดับปานกลาง




ความคิดเห็นที่ 21

นางสาวณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม (Guest)
16 ต.ค. 2551 13:47
  1. ณัฎฐิกา  ลิ้มเฉลิม. (2550). การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทาง


                โรงเรียนวิถีพุทธในโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ).


     


                การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ  ในโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการ ประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ประเมินกระบวนการดำเนินโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการ และผลกระทบที่ชุมชนได้รับ โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) และรูปแบบการประเมินของโพรวัส (Provus Model) เพื่อตรวจสอบด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการ ที่เกิดขึ้นจริงเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดตามตัวชี้วัดมาตรฐานแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ทราบความสอดคล้องในการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธในโรงเรียนวัดเหนือวน(ประชาอุทิศ)กับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ


                กลุ่มตัวอย่างในการประเมิน ประกอบด้วย  คณะครูโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) 


    ในปีการศึกษา 2549 จำนวน 6 คน นักเรียนโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) จำนวน 92 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน  8  คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน  92  คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ แแบบสอบถาม แบบประเมิน แบบรายงาน แบบบันทึก      แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบวัดเจตคติ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการระดมความคิดเห็น    (Brain storming)  สอบถาม และสังเกตเชิงปริมาณควบคู่กับเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย (Inductive content Analysis)


    ผลการประเมิน พบว่า ประเด็นการประเมินทุกประเด็นและภาพรวมของโครงการ


    ผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ


                    1.  บริบทของโครงการ จากการประชุมระดมความคิดเห็นของคณะครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรากฏผลดังนี้


                         1.1  หลักการและเหตุผลของโครงการ มีความสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ นโยบายด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้


                         1.2  วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการมีความเหมาะสมและครอบคลุมสภาพปัญหาของโรงเรียน และบริบทของสังคมที่ต้องการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้แก่นักเรียน


                         1.3 กิจกรรมที่จัดให้แก่นักเรียน คณะครู และคณะกรรมการสถานศึกษา         ขั้นพื้นฐานโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) มีความคิดเห็นว่ากิจกรรมที่กำหนดไว้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธในโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) ที่กำหนดให้มีการดำเนินงานจัดสภาพและองค์ประกอบของโรงเรียนตามแนวทางวิถีพุทธในทุกด้าน


                2. ปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ความพร้อมและความเหมาะสมด้านบุคลากรครู ความพร้อมและความเหมาะสมด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา และความพร้อมและความเหมาะสมทางกายภาพของโครงการ พบว่า มีความพร้อมและความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก


                3. กระบวนการดำเนินงานโครงการ ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ และด้านการจัดกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต มีการปฏิบัติและความเหมาะสมกับเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดตามมาตรฐานตัวชี้วัดของกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในระดับมาก   ทุกด้าน


                   4. ผลผลิตของโครงการ ด้านพัฒนาการทางกาย พัฒนาการทางสังคม  พัฒนาการทางจิตใจและอารมณ์ และพัฒนาการทางสติปัญญา หลังดำเนินโครงการนักเรียนมีพัฒนาการทุกด้านเพิ่มสูงขึ้น


                5. ผลกระทบที่ได้รับจากโครงการ ด้านเจตคติของนักเรียนต่อพระพุทธศาสนา และผลกระทบที่บ้าน วัด และโรงเรียนได้รับอยู่ในทางที่ดี


                ข้อเสนอแนะ


                1. ผลการศึกษาด้านบริบท สะท้อนให้เห็นว่า หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกิจกรรม ของโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ กำหนตามความต้องการจำเป็นของสังคมในด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้แก่คนในสังคมและนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะคุณธรรม จริยธรรม เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนไทยนับถือมาแต่โบราณกาล ดังนั้นการนำคุณค่าแท้ของพระพุทธศาสนากลับมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต มีการอบรมบ่มเพาะศีลธรรม ปลูกฝังพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม กล่อมเกลาจิตใจ สร้างทัศนคติและค่านิยมที่ดีต่อวัฒนธรรมไทยให้แก่เกิดแก่คนไทย จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งให้แก่สังคม ทำให้สังคมอยู่ได้อย่างเป็นสุข และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันที่ก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งนั่นเอง


                2. ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น สะท้อนให้เห็นว่า ความพร้อมและความเหมาะสมด้านบุคลากรครู ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา และด้านกายภาพภายในสถานศึกษา เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้นักเรียนสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นควรมีการวางนโยบายและให้ความรู้ความเข้าใจ เตรียมสิ่งที่จะทำให้การดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธเป็นไปได้โดยสะดวก เช่น การหาที่ปรึกษา แหล่งศึกษา  และเอกสารข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรึกษาที่เป็นกัลยาณมิตรในการพัฒนาวิถีพุทธ ซึ่งอาจเป็นพระภิกษุ หรือคฤหัสถ์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีศรัทธาและมีความรู้ชัดในพุทธธรรม


                3. ผลการประเมินด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการ สะท้อนให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มั่นใจว่าทำให้ผู้เรียนเกิดมีฉันทะ โดยมองเห็นความจริงและซาบซึ้งในคุณค่าแห่งพุทธธรรม มีการแสดงถึงเหตุ ถึงผล เชื่อมโยงประยุกต์ใช้ปัญญาสร้างความรู้ใหม่ และกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต ให้มีลักษณะสอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น สร้างบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วย บ้าน วัด และสถาบันอื่นๆ ในชุมชนมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน  และส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมพัฒนาสถานศึกษาด้วยวิถีแห่งพุทธธรรมต่อไป


                4. ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการ สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางวิถีพุทธนั้น เมื่อเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่ชัดเจนแล้วจะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงและประโยชน์อันมากมายที่เกิดตามมาด้วยความงดงามและมีคุณค่าทั้งทางตรง และผลกระทบที่บ้าน วัด และโรงเรียนได้รับ จึงควรส่งเสริมให้โรงเรียนวิถีพุทธมีการดำเนินงานที่รุดหน้าต่อไปมีพลัง     ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของชุมชน สังคม และประเทศชาติให้เป็นวิถีแห่งสันติสุขตลอดไป


                อย่างไรก็ตามในกระบวนการดำเนินโครงการในทุกด้าน โรงเรียนก็ควรให้ความสำคัญ   ต่อข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางหรือโน้มเอียงมาทางระดับปานกลาง โดยการบริหารจัดการสถานศึกษา ส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ นำหลักพุทธธรรมมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และดำเนินงานให้มีความสอดคล้องตรงต่อความต้องการของนักเรียน ชุมชน และท้องถิ่น ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนในการพัฒนาสถานศึกษา เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาชาติ และมีคุณธรรมนำความรู้ สามารถดำเนินชีวิตอย่างสมบูรณ์


     


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น