วิชาการดอทคอม ptt logo

วิชาการ.คอม ขอสอบถามข้อมูลเรื่อง การเผยแพร่ผลงานของครู

โพสต์เมื่อ: 14:45 วันที่ 1 เม.ย. 2551         ชมแล้ว: 314,405 ตอบแล้ว: 325
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

สวัสดีครับ

 

เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้มีครูอาจารย์หลายท่านเผยแพร่ผลงานวิชาการของตัวเอง ผ่านเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ทั้งผ่านเว็บบอร์ครู-อาจารย์ และในส่วนของ Blog ซึ่งทางวิชาการดอทคอมรู้สึกยินดี และ เป็นเกียตริที่เราได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อถือจากคุณครูหลายท่าน ให้เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน

 

เนื่องจากมีผู้เผยแพร่ผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทางวิชาการดอทคอมเลยมีแนวความคิดที่จะสร้างระบบจัดการและฐานข้อมูลสำหรับผลงานวิชาการเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อให้การเผยแพร่ผลงานของครูอาจารย์แต่ละท่านเป็นระบบ และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น รวมถึงง่ายต่อการค้นหาและค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับครูอาจารย์ท่านอื่น ๆ ในการนำไปพัฒนาการเรียนการสอน และ ปรับปรุงผลงานวิชาการของตัวเอง

 

แต่เนื่องจากทางทีมงานยังขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับผลงานวิชาการ และระเบียบวิธีการนำเสนอ จึงใคร่ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน ช่วยให้ข้อมูลกับทีมงาน เพื่อจะได้นำไปรวบรวมและดำเนินการพัฒนาระบบดังกล่าวต่อไป สำหรับข้อมูลที่เราอยากทราบ ก็เช่น ประเภทของผลงานวิชาการ ว่ามีกีประเภท แบ่งหมวดหมูอย่างไร 

 

หรือถ้าครูอาจารย์แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ก็สามารถแจ้งให้ทางทีมงานทราบได้ครับ จะผ่านทางกระทู้นี้ หรือจะอีเมล์มาที่ smilesmile@vcharkarn.com ก็ได้ครับ

 

ขอแสดงความนับถือ

 

ทีมงานวิชาการดอทคอม



จ้อ
ร่วมแบ่งปัน1441 ครั้ง - ดาว 268 ดวง





จำนวน 314 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| 3| -4-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 221 28 มี.ค. 2553 (17:07)
ชื่อเรื่อง ผลการใช้โปรแกรมฝึกการเสิร์ฟควบคู่กับอุปกรณ์ช่วยฝึกที่มีผลต่อความแม่นยำ
ในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้รายงาน นายเดชา รักตะสิงห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา
สถานที่ โรงเรียนนนทรีวิทยา
ปีการศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมฝึกการเสิร์ฟเซปักตะกร้อควบคู่
กับอุปกรณ์ช่วยฝึกที่มีผลต่อความแม่นยำในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
เปรียบเทียบความแม่นยำในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบ
ความแม่นยำในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อก่อนการฝึกกับหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 2, 4, 6 และ8 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้
การศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนนนทรีวิทยา
ที่ได้มาจาการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง
ได้รับการฝึกโดยใช้โปรแกรมฝึกการเสิร์ฟเซปักตะกร้อควบคู่กับอุปกรณ์ช่วยฝึกจำนวน 20 คน และ
กลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนที่ฝึกเสิร์ฟแบบทั่วไปจำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
โปรแกรมฝึกการเสิร์ฟเซปักตะกร้อควบคู่กับอุปกรณ์ช่วยฝึก และแบบทดสอบความแม่นยำในการเสิร์ฟ
เซปักตะกร้อ ระยะเวลาในการฝึก 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
เป็นแบบกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมวัดก่อนและหลังการทดลอง (Pretest-Posttest Design with
Nonequivalent Group) สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยใช้ t – test Independent และ วิเคราะห์ความแตกต่าง
ระหว่างก่อนการฝึกและหลังการฝึก โดยใช้ t – test Dependent ผลการศึกษาพบว่า
1. คะแนนเฉลี่ยก่อนการฝึกด้วยโปรแกรมฝึกการเสิร์ฟเซปักตะกร้อควบคู่กับอุปกรณ์ช่วยฝึก
ของกลุ่มทดลอง เท่ากับ 17.20 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.65 และ คะแนนเฉลี่ยหลังการฝึก
สัปดาห์ที่ 2 เท่ากับ 18.90 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.88 คะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4
เท่ากับ 23.55 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.32 คะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 เท่ากับ
24.55 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 4.81 คะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 เท่ากับ 30.10
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.58 คะแนนเฉลี่ยก่อนการฝึกด้วยโปรแกรมฝึกการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ
แบบทั่วไปของกลุ่มควบคุม เท่ากับ 18.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.55 และ คะแนนเฉลี่ย
หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 เท่ากับ 18.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.67 คะแนนเฉลี่ยหลังการฝึก
สัปดาห์ที่ 4 เท่ากับ 18.80 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.97 คะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6
เท่ากับ 21.85 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.17 คะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 เท่ากับ 26.40
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 4.67
2. การเปรียบเทียบความแม่นยำในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม
พบว่า ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 ความแม่นยำในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อของกลุ่มทดลองกับ
กลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 , 6 และ8 ความแม่นยำ
ในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. การเปรียบเทียบความแม่นยำในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อก่อนกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 2 , 4, 6
และ 8 พบว่า ความแม่นยำในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อของกลุ่มทดลองหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4, 6, และ 8
สูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และความแม่นยำการเสิร์ฟเซปักตะกร้อของ
กลุ่มควบคุมหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 6 และ 8 สูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
นายเดชา รักตะสิงห์ โรงเรียนนนทรีวิทยา (IP:113.53.232.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 222 29 มี.ค. 2553 (09:55)
ชื่อรายงาน รายงานผลการพัฒนาสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ชื่อผู้รายงาน นายมนัส คงอยู่
ปีที่ทำรายงาน ปีการศึกษา 2550

บทคัดย่อ
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ และศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่อง ศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงานครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนพรตพิทยพยัต กรุงเทพมหานคร จำนวน 63 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้เวลาทดลองในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน รวม 8 คาบ คาบละ 50 นาที
เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน คือ สื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติต่อการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ t – test แบบ Dependent
ผลการรายงานพบว่า
1. สื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 85.93/83.87 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. เจตคติของนักเรียนต่อการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา ที่เรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
นายมนัส คงอยู่ (IP:111.84.30.255)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 223 29 มี.ค. 2553 (22:24)
บทคัดย่อ


การศึกษาค้นคว้าพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาพ
สีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาการเขียนภาพสีน้ำ รหัสวิชา ศ 30224 (สาระเพิ่มเติม) ผู้ศึกษาได้สรุปผลการรายงานดังนี้
1. เอกสารประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาพสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาการเขียนภาพสีน้ำ รหัสวิชา ศ 30224 (สาระเพิ่มเติม)
ผู้ศึกษาได้พัฒนาประสิทธิภาพ 87.26/92.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80
2. เอกสารประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาพสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาการเขียนภาพสีน้ำ รหัสวิชา ศ 30224 (สาระเพิ่มเติม)
ผู้รายงานพัฒนาขึ้นมีค่าดัชนีประสิทธิภาพเท่ากับ 0.84 ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.58
3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนที่ใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาพสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาการเขียนภาพสีน้ำ รหัสวิชา ศ 30224 (สาระเพิ่มเติม) โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จำแนกเป็นภาพรวมและรายชุด
4. พบว่าผลการประเมินทักษะการทำงานของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ เอกสารประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาพสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาการเขียนภาพสีน้ำ รหัสวิชา ศ 30224 (สาระเพิ่มเติม) หน่วยที่ 1-13 โดยภาพรวม มีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาในแต่ละด้าน ปรากฏผลดังนี้
4.1 ด้านกระบวนการทำงาน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละ
ข้อ พบว่า ปฏิบัติงานด้วยความกระตือรือร้น มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ มีความพยายาม ในการแก้ปัญหา มีการวางแผนในการปฏิบัติงาน ปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์เครื่องใช้อย่างเป็นระเบียบ ปฏิบัติงานตามขั้นตอน ตามลำดับ
4.2 ด้านพฤติกรรม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อ
พบว่า นักเรียนตรงต่อเวลา มีค่าเฉลี่ย มากที่สุด รองลงมา นักเรียนมีความขยันอดทน ต่อความยากลำบากในการทำงาน และนักเรียนมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ
4.3 ด้านผลงาน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อ พบว่า
ผลงาน ด้านเนื้อหาสาระของภาพ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านเทคนิคการระบายสี ด้านการร่างภาพ/องค์ประกอบ ด้านความสมดุล ด้านความสมบูรณ์ ประณีตสวยงาม ตามลำดับ
นายจงรักษ์ ขุนชำนาญ ja@hotmail.com (IP:113.53.55.136)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 224 30 มี.ค. 2553 (09:40)
สุรชัย จังธนสมบัติ. (2552). ผลการพัฒนาทักษะการยิงประตูโดยใช้อุปกรณ์ช่วยเก็บลูกเนตบอล
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนนทรีวิทยา

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย ดังนี้
1. เพื่อศึกษาผลการใช้อุปกรณ์ช่วยเก็บลูกเนตบอลต่อทักษะการยิงประตูของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการยิงประตูระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ก่อนการฝึกหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 3 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6
3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการยิงประตู ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 3 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 ของกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่ม

นักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนรายวิชาพลศึกษา (พ33201) จำนวน 40 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มละ 20 คน ให้กลุ่มที่ 1 (กลุ่มทดลอง) การฝึกโปรแกรมฝึกทักษะการยิงประตูควบคู่กับอุปกรณ์ช่วยเก็บลูกเนตบอล และกลุ่มที่ 2 (กลุ่มควบคุม) การฝึกโปรแกรมฝึกทักษะการยิงประตูเพียง
อย่างเดียว

ผลการศึกษาพบว่า
1. นักเรียนสองกลุ่มมีทักษะการยิงประตูหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่าก่อนการฝึกแต่
ในกลุ่มทดลองจะมีการพัฒนาทักษะการยิงประตูได้มากกว่ากลุ่มควบคุม
2. การฝึกทักษะการยิงของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 3 มีผลไม่แตกต่างกัน แต่หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 กลุ่มทดลองมีทักษะการยิงที่สูงกว่า
กลุ่มควบคุม ซึ่งตรงกับสมมุติฐานที่ผู้ศึกษาได้ตั้งไว้
3. ผลการฝึกทักษะการยิงประตูของกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึก กับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 3
ไม่แตกต่างกัน แต่ผลการฝึกทักษะการยิงประตูของกลุ่มทดลองก่อนการฝึกกับหลังการฝึก
สัปดาห์ที่ 6 และ หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 3 กับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01โดยการฝึกหลังสัปดาห์ที่ 6 มีทักษะการยิงที่สูงขึ้นกว่า ก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ ที่ 3
ผลการฝึกทักษะการยิงประตูของกลุ่มควบคุมก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่3 และ
หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01
แสดงว่าอุปกรณ์ช่วยเก็บลูกเนตบอลช่วยพัฒนาทักษะการยิงประตูของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้สูงขึ้น
นายสุรชัย จังธนสมบัติ ร.ร.นนทรีวิทยา (IP:113.53.232.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 226 30 มี.ค. 2553 (17:09)
เอกสารชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง การใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน หน่วยที่ 6 สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้จัดทำขึ้นโดยยึดหลักการและทฤษฏีทางการศึกษามาใช้ประกอบในการสร้าง เอกสารชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ มีพัฒนาการในการเรียนรู้ รู้จักรับผิดชอบ และมีสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง เอกสารชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเล่มนี้ใช้ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ สาระเพิ่มเติม เรื่อง การใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน หน่วยที่ 6 สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช มีรูปแบบสีสันสวยงามน่าสนใจ
ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง การใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (สาระเพิ่มเติม)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ในการจัดทำผู้จัดทำได้พัฒนาปรับปรุงระหว่างปีการศึกษา 2548 - 2550โดยได้จัดทำ
ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งสิ้นจำนวน 10 เล่ม และได้จัดทำคู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองจำนวน 1 เล่ม ดังนี้
หน่วยที่ 1 สมบัติของสารเคมี
หน่วยที่ 2 สารทำความสะอาด
หน่วยที่ 3 สารปรุงแต่งอาหาร
หน่วยที่ 6 สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช
หน่วยที่ 7 น้ำหมักชีวภาพ
หน่วยที่ 8 เครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน
หน่วยที่ 9 เครื่องสำอาง
หน่วยที่ 10 ยารักษาโรค
คู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิชาวิทยาศาสตร์ สาระเพิ่มเติม หน่วยที่ 6 สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน หน่วยที่ 6 สารกำจัดแมลงและศัตรูพืชชุดนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นุชรา โพธิ์ไทย
ครูชำนาญการ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์
โรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษก
nootchara@hotmail.com (IP:180.180.44.66)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 227 31 มี.ค. 2553 (12:13)
ฉบับแก้ไข

ชื่อรายงาน รายงานผลการพัฒนาสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ชื่อผู้รายงาน นายมนัส คงอยู่
ปีที่ทำรายงาน ปีการศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ และศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงานครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนพรตพิทยพยัต กรุงเทพมหานคร จำนวน 63 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้เวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน รวม 8 ชั่วโมง
เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ สื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้น
บ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ t – test แบบ Dependent
ผลการรายงานพบว่า
1. สื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 85.93/83.87 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. เจตคติของนักเรียนต่อการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา ที่เรียนด้วยสื่อวีดิทัศน์การสอน เรื่องศาสนพิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รายวิชา ส 41112 พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
นาย มนัส คงอยู่ (IP:118.175.36.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 228 31 มี.ค. 2553 (14:50)
นพนิช สุขหมั่น : การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการประหยัด ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของนักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3
ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ธงชัย วงศ์เสนา ดร.เฉลิมพล คงจันทร์
นายสืบ ตุ้มจันทร์ นางวิลาวัลย์ จุดโต และนางระเบียบกิจ ศรีแก้ว

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของนักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 เพื่อให้การศึกษาครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของนักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ด้วยกลยุทธ์ 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การเข้าใจ การเข้าถึงและการพัฒนา มีกลุ่มผู้ร่วมศึกษา มีจำนวน 3 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านละมงค์ จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านละมงค์ (ผู้ศึกษา) จำนวน 1 คน และหัวหน้าฝ่ายปกครอง จำนวน 1 คน กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ครูประจำชั้นนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-3 ของโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 14 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และนักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 453 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ครูประจำชั้นนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-3 ของโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 14 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง นักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 453 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 212 คน ได้มาจากการคำนวณโดยใช้สูตรของยามาเน่แบบทราบจำนวนประชากร
การศึกษาในครั้งนี้ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของนักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยดำเนินการเป็น 2 วงรอบ (Spiral) แต่ละวงรอบประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ดำเนินการระหว่างเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 โดยรอบที่ 1 ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม และวงรอบที่ 2 ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 มีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบบันทึก แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ปรากฏผลการศึกษา ดังนี้
วงรอบที่ 1
การจัดประชุมวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุและความต้องการ พบสภาพปัจจุบัน ปัญหา นักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ขาดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือราคาแพง การซื้อสิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่มีประโยชน์ เกินความจำเป็นไม่เหมาะสมกับวัยเรียน การซื้อขนมกินพร่ำเพรื่อ การใช้จ่ายเงินเพื่อพบปะสังสรรค์ การไม่รู้จักการใช้ชีวิตที่พอเพียง การไม่เห็นคุณค่าของการเก็บออม การไม่รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การมีพฤติกรรมเปิดน้ำแล้วไม่ปิด การปล่อยน้ำทิ้งไว้หรือการปิดน้ำไม่สนิทหรือไม่ปิดเลย เมื่อออกจากห้องเรียน ไม่ค่อยปิดไฟและพัดลม มีการฉีกสมุดหรือไม่การเขียนทุกหน้าไม่ครบทุกบรรทัด โดยสาเหตุของปัญหามาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายในโรงเรียน ประกอบด้วย ครูผู้สอนไม่เห็นความสำคัญของการสอนที่ควรสอดแทรกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัดให้กับนักเรียนเท่าที่ควร และนักเรียนขาดจิตสำนึกที่ดีในการประหยัด ไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด เลียนแบบพฤติกรรมของดารานักร้องและสื่อต่าง ๆ รวมทั้งไม่ช่วยดูแลรักษาหรือทำลายสมบัติของส่วนรวม ปัจจัยภายนอกโรงเรียน ประกอบด้วย ผู้ปกครองนักเรียน ส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญในการปลูกฝังจิตนึกของการเห็นคุณค่าของทรัพย์สินทั้งส่วนตนและส่วนรวม ไม่สร้างระเบียบในการใช้จ่ายเงินให้กับบุตรหลาน ปฏิบัติตนไม่เป็นแบบอย่างในด้าน การประหยัดที่ดี สร้างค่านิยมด้านวัตถุแก่บุตรหลาน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวนักเรียนจูงใจให้อยากได้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต ทั้งนี้กลุ่มผู้ร่วมศึกษา ตัวแทนกลุ่มเป้าหมายและตัวแทนกลุ่มผู้ให้ข้อมูลต้องการให้ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาเกี่ยวกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด ให้นักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์มีคุณลักษณะ (1) ใช้ทรัพย์สินของตนเองอย่างคุ้มค่า (2) ใช้ทรัพย์สินของส่วนรวมอย่างคุ้มค่า (3) ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ (4) การใช้น้ำและไฟอย่างคุ้มค่า และ (5) การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
ดำเนินการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด ด้วยกลยุทธ์การเข้าใจ โดยใช้เทคนิควิธีการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลยุทธ์การเข้าถึง ใช้เทคนิควิธีการศึกษาดูงานจากโรงเรียนต้นแบบ เพื่อให้ทราบแนวทางในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัดมากขึ้น และกลยุทธ์การพัฒนา ด้วยเทคนิค การจัดตั้งกลุ่มเครือข่าย การประชาสัมพันธ์และการสอดแทรกเนื้อหา การนำเสนอผลงาน การเผยแพร่แนวทางการพัฒนา การนิเทศภายใน โดยผลการประเมินการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัดที่ได้จากแบบสังเกต พบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัด อยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 79.65 เมื่อใช้แบบสอบถามเพื่อสอบถามข้อมูลผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัดโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำมาเทียบกับเกณฑ์แปลความหมายระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนด้านการประหยัด พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.49 หมายถึง นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัดอยู่ในระดับปานกลาง
วงรอบที่ 2
การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัดของนักเรียนโรงเรียนบ้านละมงค์ ในวงรอบที่ 2 สะท้อนผลการปฏิบัติงานจากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ บันทึก และทดสอบกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ทำให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการประหยัดชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือ นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการประหยัดในระดับสูง จะเห็นได้จากการปฏิบัติเป็นประจำโดยไม่มีใครบังคับ และยังเชิญชวนบุคคลอื่นให้รู้จักคุณค่าของการประหยัดอีกด้วย เช่น นักเรียนรู้จักการออมทรัพย์ในสหกรณ์ของโรงเรียน การใช้สิ่งของส่วนตัวและส่วนรวมอย่างประหยัด รู้จักหารายได้ระหว่างเรียนโดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด ได้แก่ การทำบายศรี การทำไม้กวาดทางมะพร้าว การประดิษฐ์เศษผ้าไหมเป็นเข็มกลัด ดอกไม้ กระเป๋า และเครื่องประดับต่าง ๆ การทำตะกร้าจากกล่องนม เป็นต้น จึงทำให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียนมากขึ้นที่สำคัญนักเรียนสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับบุคคลอื่นอีกด้วย ด้านผู้ปกครองก็ให้ความร่วมมือช่วยเหลือมากขึ้น และจากการสังเกต พบว่า นักเรียนมีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ด้านการประหยัดของนักเรียนวงรอบที่ 2 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 90.66 โดยมีค่าเฉลี่ย 4.00 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก
noppanit
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 229 1 เม.ย. 2553 (09:39)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด หนูรักสุขภาพ สาระสุขศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา นางสุมาลี วงศ์เครือศร
ปีที่ศึกษา 2552

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ตามจุดหมายว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีเจตคติและค่านิยมที่ดีในเรื่องธรรมชาติการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ชีวิตและครอบครัว การสร้างเสริมสุขภาพสมรรถภาพและความปลอดภัยในชีวิต มีทักษะปฏิบัติด้านสุขภาพและสมรรถภาพจนเป็นกิจนิสัย ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด
หนูรักสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผล ของการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริม
การอ่าน ชุดหนูรักสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 1 3) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดหนูรักสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านลาดค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด
หนูรักสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบแบบ 3 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ
มีค่าอำนาจจำแนก รายข้อตั้งแต่ 0.32 ถึง 0.5 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.7134 และแบบประเมินความพึงพอใจ ในการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดหนูรักสุขภาพ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้คือ
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด หนูรักสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้
สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 97.40/90.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7578 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.7578 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.78 และนักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดหนูรักสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมและเป็นรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด
สรุป หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด หนูรักสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ
พลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ช่วยให้นักเรียนสนใจในบทเรียน สามารถเรียนรู้
ได้อย่างมีระบบ สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีทักษะด้านการจดจำ การนำเสนอผลงานสร้างความมั่นใจ
แก่ตนเอง มีทักษะกระบวนการคิดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงส่งผลให้นักเรียนเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี แล้วนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง
p4444@hotmail.com (IP:125.26.248.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 230 2 เม.ย. 2553 (10:20)
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้เขียน : ภัคจิรา ตันมา

บทคัดย่อ

จุดมุ่งหมาย
เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า
ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านแม่ทราย (คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) ตำบลแม่ทราย อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่
ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2550 จำนวน 44 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความ แบบประเมินคุณภาพแบบฝึกทักษะและแบบสอบถามความพึงพอใจ ของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
การวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากค่า E1/E2 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ผลต่างค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และ หาค่าเฉลี่ย (m ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s ) ของแบบประเมินคุณภาพแบบฝึก
และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผลการศึกษาค้นคว้า
1. ผลการหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ในภาพรวม แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.00/80.98 ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
2. ผลการประเมินคุณภาพแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ในภาพรวมคุณภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นอยู่ในระดับดี
3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียน
และหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ 24.47
4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวมพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ
อยู่ในระดับมาก
ภัคจิรา ตันมา (IP:118.172.126.28)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 231 5 เม.ย. 2553 (19:11)
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง รายงานการโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียน อนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว)
ผู้รายงาน นางเมตตา สายชล
หน่วยงาน โรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว)
ปีที่ทำการศึกษา ปี 2551

รายงานการประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความเหมาะสมผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี (วัดวังยาว) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกด้านวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียน โรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว)ตามความคิดเห็นของผู้เรียน และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกด้านวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียน โรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว)ตามความคิดเห็นของผู้ปกครอง จำนวน 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมอบรมผู้เรียน กิจกรรมตรงต่อเวลา และกิจกรรมมีมารยาทในการรับประทานอาหาร โดยใช้กิจกรรมต่าง ๆในระหว่างการดำเนินการเพื่อฝึกคุณธรรม ประเมินคุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) ปีการศึกษา 2551 จำนวน 256 คน จำแนกเป็นครู จำนวน 26 คน นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 115 คน และผู้ปกครองนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 115 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย (Sample Random Sampling)
ผลการ การประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) พบว่าการดำเนินการโครงการสามารถใช้เสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพส่งผลในผู้เรียนมีวินัยและความรับผิดชอบ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นทุกด้าน กล่าวคือ การเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยในด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ พบว่าในด้านความพร้อมของด้านงบประมาณในการสนับสนุนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดค่าเฉลี่ย 4.80 ด้านกระบวนการของโครงการพบว่ามีการนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.88 ด้านผลผลิตนักเรียนดูแลบริเวณที่ตนนั่งรับประทานอาหารและโต๊ะอาหารให้สะอาดเรียบร้อยหลังรับประทานอาหารเสร็จ มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.88 ด้านผลกระทบ พบว่าผู้เรียนปฏิบัติตามระเบียบของสถานศึกษาโดยการเข้าแถวเคารพธงชาติและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 4.57 ทั้งนี้คือผลจากการดำเนินการดังที่กล่าวมาข้างต้น ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการร่วมกิจกรรมโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด เฉลี่ย 4.53 และผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองหลังการดำเนินการกิจกรรมโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) มีความพึงพอใจในระดับมาก เฉลี่ย 4.45
เมตตา สายชล (IP:125.27.249.159)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 232 7 เม.ย. 2553 (11:56)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม
โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนเทศบาล ๓ (ยมราชสามัคคี)
ชื่อผู้เขียน นางสาวนัทธกานต์ ดลรัศมี
ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล ๓ (ยมราชสามัคคี)
อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 45 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จากประชากรที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนเทศบาล ๓ (ยมราชสามัคคี) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 135 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ จำนวน 7 เล่ม ซึ่งได้แก่ จำนวนเต็มและการเปรียบเทียบจำนวนเต็ม ค่าสัมบูรณ์ของจำนวนเต็ม การบวกจำนวนเต็ม การลบจำนวนเต็ม การคูณจำนวนเต็ม การหารจำนวนเต็ม สมบัติของจำนวนเต็ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .20 - .80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติที
ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 79.96/78.67
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับดี
thipbox@hotmail.com (IP:110.164.192.44)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 233 12 เม.ย. 2553 (21:41)
บทคัดย่อ

ผู้รายงานดำเนินการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิต
ประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์
เขต 3 ปีการศึกษา 2552 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครสวรรค์
เขต 3
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครสวรรค์ เขต 3
3. เพื่อศึกษาผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครสวรรค์ เขต 3
ผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครสวรรค์ เขต 3 จำนวน 35 คน ใน
ปีการศึกษา 2552 ปรากฏผลดังนี้
1. ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์
เขต 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.61 / 81.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80



2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครสวรรค์
เขต 3 นี้แล้ว พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนเท่ากับ 22.00 คะแนน หลังเรียนเท่ากับ 32.86 คะแนนค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.39 ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลความพึงใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวังบ่อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครสวรรค์
เขต 3 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีความพึงพอใจสูงที่สุด ได้แก่
ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน (`X = 4.54)
ภัทรานิษฐ์ อิ่มศิล (IP:202.149.25.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 234 14 เม.ย. 2553 (11:12)
รายงานการวิจัย ผลของการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านย่านตาขาวอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

ชื่อผู้วิจัย นายวิชาญ มัธยันต์
ปีที่ทำการวิจัย พ.ศ. 2549

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์การแก้โจทย์ปัญหา (บทประยุกต์) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์การแก้โจทย์ปัญหา (บทประยุกต์) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามมาตรฐาน E1 / E2 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนใช้แบบฝึกทักษะและหลังใช้แบบฝึกทักษะ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2549 จำนวน 105 คน โดยใช้ประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์การแก้โจทย์ปัญหา (บทประยุกต์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 ชุด คือ ชุดที่ 1 เรื่องการคูณ การหาร โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร ชุดที่ 2 เรื่องร้อยละ ชุดที่ 3 เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละการซื้อ – ขาย และชุดที่ 4 เรื่องดอกเบี้ย และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบบแผนการวิจัยที่ใช้คือ One – Group Pretest – Posttest Design สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการทดสอบค่าที (t – test dependent)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์การแก้โจทย์ปัญหา (บทประยุกต์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามมาตรฐานของ E1 / E2 ที่กำหนดไว้ในระดับ 80/80 ซึ่งพบว่า 82.1977 / 83.2855 ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ทุกชุดแบบฝึกทักษะ
2. ในการทดสอบก่อนเรียนนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 40.0000 และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 83.2855 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะ
arungirl99@hotmail.com (IP:124.157.205.208)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 235 16 เม.ย. 2553 (07:03)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
สาระเพิ่มเติม (พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา นายกำจัด กุลโชติ
ปีที่ศึกษาค้นคว้า 2551


บทคัดย่อ


การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นการทดลอง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม(พลศึกษา)เรื่องกีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม(พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ร้อยละ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม(พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม(พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น โรงเรียนสว่างวีระวงศ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 21 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม(พลศึกษา)เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 11 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม
(พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.18 ถึง 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากัน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น เป็นแบบวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 18 ข้อ และสถิติในการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
1. เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม
(พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.16/89.07 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม(พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เท่ากับ 10.89 คะแนน ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 36.30
3. ค่าดัชนีประสิทธิผล เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระเพิ่มเติม(พลศึกษา) เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.57 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 57.00
4. ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง กีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น โดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด
kamjad@Sawang-ubn4.net (IP:125.26.131.230)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 236 18 เม.ย. 2553 (13:50)
ชื่อวิทยานิพนธ์ การพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง การฟ้อนผู้ไทยพรรณา โดยใช้แบบฝึกทักษะ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2
ชื่อผู้วิจัย เรณู นรสาร
อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประสิทธิ์ กองสาสนะ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พรสวรรค์ สุวัณณศรีย์
อาจารย์ทัศนะ เกตุมณี
ชื่อปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชา การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการฟ้อนผู้ไทยพรรณา
ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ที่กำหนด เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการฟ้อนผู้ไทยพรรณา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนโรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เลือกเรียนในรายวิชา นาฏศิลป์พื้นเมือง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552
จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบฝึกทักษะ เรื่อง การฟ้อนผู้ไทยพรรณา จำนวน 9 เล่ม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80-0.10
แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80-10 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
มีค่าความยากระหว่าง 0.37 - 0.73 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.29 – 0.64 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ
เท่ากับ 0.91 และแบบสอบถามความพึงพอใจ ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.60 – 0.77 และค่า
ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.75 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรง
ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent samples)

ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง การฟ้อนผู้ไทยพรรณา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2
มีประสิทธิภาพ 82.23/83.56
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เรื่อง การฟ้อนผู้ไทยพรรณา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร
เขต 2 มีค่าเท่ากับ 0.7022 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 70.22
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การฟ้อนผู้ไทยพรรณา โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง การฟ้อนผู้ไทยพรรณา โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด
RENU6510
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 237 23 เม.ย. 2553 (13:54)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง : รายงานการสร้างและพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ “บ้านสุขภาพ”
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้เขียน : วีระวัฒน์ รัตนะกรี
ประเภท : รายงานนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้

รายงานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนา ทดลองใช้ ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อการเรียนรู้ สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการเรียนรู้ และการเผยแพร่สื่อการเรียนรู้ “บ้านสุขภาพ” กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโนนสะอาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากโรงเรียนบ้านโนนสะอาดเป็นโรงเรียนขนาดกลางมีการจัดระดับชั้นเรียนเพียงชั้นเรียนละ 1 ห้องเท่านั้น และเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสอนโดยเป็นครูประจำชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ สื่อการเรียนรู้ “บ้านสุขภาพ” ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการทำงานโดยใช้วิธีการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและคู่มือใบงาน โดยจัดทำคู่มือใบงานประกอบสื่อการเรียนรู้ จำนวน 4 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สุขภาพดีมีค่าต่อชีวิต จำนวน 14 แผนการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t – test แบบ Dependent Sample
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ สื่อการเรียนรู้ “บ้านสุขภาพ” ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการทำงานโดยใช้วิธีการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและคู่มือใบงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้
สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ทุกเรื่อง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโนนสะอาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่เรียนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ “บ้านสุขภาพ” ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการทำงานโดยใช้วิธีการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและคู่มือใบงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโนนสะอาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
ที่เรียนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ “บ้านสุขภาพ” ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการทำงานโดยใช้วิธีการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและคู่มือใบงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ
พลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
วีระวัฒน์ รัตนะกรี (IP:115.67.125.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 238 23 เม.ย. 2553 (20:34)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา
เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน นายอุดม ต่วนเทศ


การพัฒนาชุดการสอนครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการ แก้ปัญหา เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จำนวน 34 คน ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนโกรกพระ อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์
ขั้นตอนการพัฒนาแบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 กำหนดหมวดหมู่ประสบการณ์ และ หน่วยการสอน ขั้นที่ 2 สร้างเครื่องมือในการพัฒนา ขั้นที่ 3 หาคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือ ขั้นที่ 4 ดำเนินการพัฒนา ขั้นที่ 5 จัดกระทำข้อมูล และขั้นที่ 6 สรุปผลการพัฒนา
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ ซึ่งมีประสิทธิภาพ 84.10 / 83.06 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.8 - 1 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.45 - 0.75 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25 - 0.65. และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 3) แบบวัดความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับโครงสร้าง อยู่ระหว่าง 0.8 - 1 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.93
ผลการพัฒนาพบว่า
1. ชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.10 / 83.06 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80 / 80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ที่ได้รับการสอนโดยการใช้ ชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ที่ได้รับการสอนโดยการใช้ ชุดการสอนคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05
นายอุดม ต่วนเทศ (IP:113.53.115.197)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 239 26 เม.ย. 2553 (22:49)
ชื่อเรื่อง รายงานโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียน อนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว)
ผู้รายงาน นางเมตตา สายชล
ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว
ปีที่ทำการศึกษา ปี 2551

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความเหมาะสมผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกด้านวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียน โรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว)ตามความคิดเห็นของผู้เรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกด้านวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียน โรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว)ตามความคิดเห็นของผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) ปีการศึกษา 2551 จำนวน 256 คน จำแนกเป็นครู จำนวน 26 คน นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 115 คน และผู้ปกครองนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 115 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย โครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี (วัดวังยาว) แบบสอบถามเพื่อประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี (วัดวังยาว) และประเมินความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการแสดงออกด้านวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t –test แบบ Dependent Group

ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลการประเมินความเหมาะสมของผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) ด้านสภาพแวดล้อมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59) ด้านกระบวนการ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.56)ด้านผลผลิตในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.62) ด้านผลผลิตในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.43)
2. นักเรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการแสดงออกด้านวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) ในภาพรวมหลังการดำเนินโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนสูงกว่าก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการแสดงออกด้านวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนโรงเรียนอนุบาลกุยบุรี(วัดวังยาว) ในภาพรวมหลังการดำเนินการโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของผู้เรียนสูงกว่าก่อนการดำเนินการโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
metta536.@Gmail.com (IP:125.27.247.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 240 28 เม.ย. 2553 (03:50)
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ราบวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า
ผู้ทำการศึกษา : นายวิเชียร หรูวิจิตร์พงษ์
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์: 1) ศึกษารูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า จำแนกตามเพศและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2)เพื่อพัฒนาหาประสิทธฺภาพชุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน รายวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน รายวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน
ตัวแปรที่ใชเการศึกษาครั้งนี้ : ตัวแปรต้น คือ เพศ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตัวแปรตาม คือ รูปแบบการเรียน ประชากร คือ ผู้เรียน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากเป็นห้อง จนได้ครบ 40 คน
ผลการศึกษา จากรูปแบบการเรียนรู้ 6 แบบ (แบบแข่งขัน แบบส่วนร่วม แบบพึ่งพา แบบอิสระ แบบหลีกเลี่ยงและแบบร่วมมือ) นักเรียนชายมีรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 13.73) รองลงมาแบบมีส่วนร่วม (ค่าเฉลี่ย13.66)และแบบหลีกเลี่ยงน้อยที่สุด (ค่าเลี่ย 11.02) นักเรียนหญิง จะมีรูปแบบการเรียนรู้แบบส่วนร่วมมากที่สุด(ค่าเฉลี่ย 15.53)รองลงมาแบบร่วมมือ(ค่าเฉลี่ย 14.88) และแบบหลีกเลี่ยงน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย 10.11)
ด้านประสิทธิภาพของชุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่าโดยภาพรวมสูงกว่าเกณฑ์คือ 88.18 /83.23 ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ขุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงขึ้น ด้านความพึงพอใจ พบว่าผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
วิเชียร หรูวิจิตร์พงษ์ wicien2498@yahoo. (IP:125.25.170.218)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 241 12 พ.ค. 2553 (08:46)
ชื่อผลงานทางวิชาการ เรื่อง การศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน หลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคอนสาวิทยา อำเภอปากชม จังหวัดเลย
ชื่อเจ้าของผลงาน : นายชิษณุพงศ์ ครสิงห์ ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
ปีที่ทำการศึกษาค้นคว้า : ปีการศึกษา 2551
สถานที่ศึกษาค้นคว้า : โรงเรียนคอนสาวิทยา ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน หลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80 / 80
(2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน หลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน หลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนที่เรียนลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นลูกเสือที่ทำการสอน จำนวน 1 กอง จำนวน 24 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนคอนสาวิทยา อำเภอปากชม จังหวัดเลย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต 1 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 45 ) การศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน หลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนในครั้งนี้ ผู้รายงานได้จัดสร้าง พัฒนา และใช้แบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขึ้น โดยผู้รายงานได้ค้นคว้าและวิเคราะห์โดยนำมาเรียบเรียงเป็นขั้นตอนให้สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า มี 4 ชนิด ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างและพัฒนาขึ้น (2) แบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างและพัฒนาขึ้น (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของลูกเสือก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของลูกเสือที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


ผลจากการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ พบว่า
1. แบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 84.32/88.85 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. แบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7067 หมายความว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนลูกเสือด้วยแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างและพัฒนาขึ้นทำให้ลูกเสือมีความรู้และทักษะเกี่ยวกับลูกเสือเพิ่มขึ้น เท่ากับ 0.7067 หรือ คิดเป็นร้อยละ 70.67 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของลูกเสือที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน
ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของลูกเสือที่มีต่อการเรียนแบบฝึกทักษะการผูกเงื่อน ตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
นายชิษณุพงศ์ ครสิงห์ (IP:203.172.201.197)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 242 15 พ.ค. 2553 (20:48)
ชื่องานวิชาการ ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปในการฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนบ้านปาเระ ตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
ผู้เขียน นางวัชราภรณ์ ยีเด็ง
สถานที่ โรงเรียนบ้านปาเระ
ปีการศึกษา 2551
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปในการฝึกทักษะการอ่านจับใจความ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้บทเรียนสำเร็จรูปในการฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านปาเระ ตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้ฝึกทักษะการอ่านจับใจความ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านจับใจความ
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย (X ̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่า t แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า
บทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้ฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เรื่องการอ่านจับใจความ
มีประสิทธิภาพ 84.13 / 82.69
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนก่อนและหลังใช้
บทเรียนสำเร็จรูปฝึกทักษะการอ่านจับใจความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
watcha9999@hotmail.com (IP:113.53.0.172)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 243 18 พ.ค. 2553 (00:37)
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือที่มีผลต่อความสามารถใน
การใช้กล้ามเนื้อเล็ก ชั้นอนุบาลปีที่ 2
ผู้รายงาน นางสาวประภา จีนหลง
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียน โรงเรียนบ้านบัววัฒนา ตำบลบัววัฒนา อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3

บทคัดย่อ

การทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ
3. เพื่อเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ
4. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการร่วมมือกันของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 ที่รับประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ชั้นอนุบาลปีที่ 2
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552
โรงเรียนบ้านบัววัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
ผลการทดลองพบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ผลการวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หลังการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ผลการวัดความก้าวหน้าในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หลังได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ โดยชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์แบบร่วมมือ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ทุกชุดสูงกว่าก่อนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. ผลการสังเกตพฤติกรรมการร่วมมือของเด็กอยู่ในระดับดี
นางสาวประภา จีนหลง (IP:114.128.6.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 244 18 พ.ค. 2553 (09:50)
ชื่อผลงาน รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ผู้พัฒนา นางสมเนตร ชูบำรุง

ปีการศึกษา 2551



บทคัดย่อ



การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรุพีพิทยาคม ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพรุพีพิทยาคม ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างใช้ในการพัฒนาในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนพรุพีพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฏร์ธานี เขต 3 ประจำปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศจำนวน 17 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน เรื่อง Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 5) แบบสอบถามความคิดเห็นนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผลการพัฒนา พบว่า

1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เมื่อนำไปทดลองกับนักเรียนแบบรายบุคคล แบบกลุ่มเล็ก และแบบภาคสนาม ปรากฏว่าแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง 5 เล่ม มีประสิทธิภาพ (E1 / E2) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่กำหนดไว้

2. ผลการเปรียบเทียบการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนพรุพี พิทยาคม ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ทั้ง 5 เล่ม พบว่าผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และมีคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ชุด Tenses in Use กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่นักเรียนมีความคิดเห็นมากที่สุด เรียงตามลำดับ คือ แบบฝึกทักษะนี้ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน จูงใจนักเรียนให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากขึ้น รองลงมา คือ สามารถนำความรู้ที่ได้จากแบบฝึกทักษะนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และควรใช้วิธีสอนแบบนี้ในการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศตามลำดับ
somnetchoo@hotmail.com (IP:124.157.204.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 246 20 พ.ค. 2553 (10:10)
ชื่อรายงาน ประสิทธิภาพของนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com.) วิชา ท 42101ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ชื่อผู้รายงาน นางสาวอิสสรียา เจริญลีฬหา
ตำแหน่ง ครู ชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ปีที่ทำการรายงาน ปีการศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ประชากรที่ใช้ในการรายงาน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนห้วยยอด
อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2552 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง(Purposive Sampling)จำนวน 36 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/4รวม 1 ห้องเรียนโดยได้รับ
การจัดการเรียนรู้ด้วยของนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com) วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ Backward Design วิชาภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)
แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาไทย และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/4 ภาคเรียนที่ 1 )การศึกษา 2552 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทยด้วยนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)
ผลการศึกษาพบว่านวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website(www.thailittlepoet.com) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ประสิทธิภาพของนวัตกรรมเท่ากับ83.62/85.50
สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ทางด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทยนักเรียนคะแนนประเมินผลระหว่างเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ8.15ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ0.60 และคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเท่ากับ8.55ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ0.58
สำหรับความพึงพอใจนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com)ปรากฏว่า นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ4.17 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ0.72
ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพสู่งกว่าเกณฑ์มาตรฐานนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มขึ้น และมีความพึงพอใจนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com) ในระดับมากจึงเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย
ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้
นางสาวอิสสรียา เจริญลีฬหา (IP:118.173.126.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 247 20 พ.ค. 2553 (22:29)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้พัฒนา นายวรพจน์ สุรศร
สถานที่ศึกษา โรงเรียนบ้านนิคมสายโท 12 เหนือ อำเภอบ้านกรวด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2
ปีที่พิมพ์ 2553

บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของผลการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)
กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านนิคมสายโท 12 เหนือ
อำเภอบ้านกรวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 7 คน ได้มาแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2. แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบเอกสารประกอบการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประมาณค่า ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย t – test (Dependent Sample)

ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.94 / 90.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช มีค่าเท่ากับ 0.824 แสดงว่าหลังเรียนนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 82.40
3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Paiyon2499gmail.com (IP:125.26.156.9)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 248 21 พ.ค. 2553 (20:53)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกตาล
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3
ผู้วิจัย นายปรีชา ศกุนะสิงห์
ปีที่วิจัย 2552

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกตาล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกตาล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนด้วย ชุดการเรียนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกตาล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนด้วย ชุดการเรียนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในโรงเรียนบ้านโคกตาล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดการเรียนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ รายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวน 6 หน่วย 8 เล่ม ที่ผู้ทำการวิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้นมาเอง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นจำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และ ทดสอบค่า t-test

สรุปผลการวิจัย
1. ชุดการเรียนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละรายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 80.61/84.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดการเรียนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละรายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียน เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ รายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมาก ( = 4.16, S.D. = 0.83)
นายปรีชา ศกุนะสิงห์ (IP:125.26.73.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 249 22 พ.ค. 2553 (01:03)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะเบื้องต้นการเล่นกีฬาตะกร้อของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยใช้ชุดฝึกทักษะ
ผู้วิจัย นายรังสฤษฏ์ พิมพ์ทอง
หน่วยงาน โรงเรียนโชติพันธุ์วิทยาสามัคคี ปีที่พิมพ์ 2553

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รายวิชาพลศึกษา โดยใช้ชุดฝึกทักษะเบื้องต้นกีฬาตะกร้อ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อพัฒนาทักษะเบื้องต้นการเล่นกีฬาตะกร้อของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะเบื้องต้นกีฬาตะกร้อ กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโชติพันธุ์วิทยาสามัคคี อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้มี 5 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน ชุดฝึกทักษะกีฬาตะกร้อ จำนวน 6 เล่ม ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะการเตรียมความพร้อมเล่นกีฬาตะกร้อ ชุดฝึกทักษะการเล่นลูกข้างเท้าด้านใน ชุดฝึกทักษะการเล่นลูกหลังเท้า ชุดฝึกทักษะการเล่นลูกด้วยเข่า ชุดฝึกทักษะการเล่นลูกด้วยศีรษะ ชุดฝึกทักษะการเล่นเป็นทีม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบวัดภาคปฏิบัติทักษะกีฬาตะกร้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รายวิชาพลศึกษา โดยใช้ชุดฝึกทักษะเบื้องต้นกีฬาตะกร้อ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.38/81.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. การพัฒนาทักษะกีฬาตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 5 ทักษะ พบว่า ในภาพรวมนักเรียนมีคะแนนทักษะกีฬาตะกร้อ เฉลี่ยเท่ากับ 116.87 (S.D.= 11.48) จากคะแนนเต็ม 138 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.69 ทักษะที่นักเรียนสามารถทำคะแนนได้สูงสุด คือ การเตรียมความพร้อมเล่นกีฬาตะกร้อ คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 20.40 (S.D.= 1.76) คิดเป็นร้อยละ 88.70 รองลงมา ได้แก่ ทักษะการเล่นลูกข้างเท้าด้านใน คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.93 (S.D.= 1.87) คิดเป็นร้อยละ 86.67 ทักษะที่นักเรียนทำคะแนนได้ต่ำสุด คือ ทักษะการเล่นลูกด้วยเข่า คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 18.80 (S.D.= 2.46) คิดเป็นร้อยละ 81.74 ทักษะการเล่นเป็นทีม คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.00 (S.D.= 2.42 และ 2.33) คิดเป็นร้อยละ 82.61
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะกีฬาตะกร้อมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเฉลี่ย 13.52 คิดเป็นร้อยละ 75
โดยสรุปการฝึกทักษะกีฬาตะกร้อโดยใช้ชุดฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้พัฒนาทักษะกีฬาตะกร้อของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผู้ฝึกมีทักษะในการเล่นกีฬาตะกร้อและมีสมรรถภาพทางกายสูงขึ้น
นายรังสฤษฏ์ พิมพ์ทอง (IP:125.26.74.161)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 250 22 พ.ค. 2553 (13:06)
ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2
ผู้รายงาน นายเฉลิมเกียรติ ตั้งอารมณ์
ปีที่รายงาน 2551


บทคัดย่อ

การรายงานการประเมินโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมทั่วไปของโรงเรียน ที่ดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ ในการจัดทำโครงการ ความพร้อมของสถานศึกษาและความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ของโครงการกับกิจกรรมในโครงการ 2)เพื่อศึกษาความพร้อมด้านปัจจัยนำเข้า ได้แก่ บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่ การสนับสนุนจากชุมชน ในการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียน บ้านสากอ 3) เพื่อประเมินกระบวนการดำเนินงานโครงการเกี่ยวกับกระบวนการจัดกิจกรรม การนิเทศติดตาม การประสานงาน การติดตามโครงการและการให้ความสำคัญของผู้รับผิดชอบ 4) เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ครู จำนวน 28 คน นักเรียน จำนวน 120 คน เป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 60 คน นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 60 คน และผู้ปกครอง จำนวน 120 คน รวมทั้งหมด 268 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสำรวจรายการ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .998 และแบบสอบถามมีลักษณะเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิเคร์ท(Likert ) จำนวน 42 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .893 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( )
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการประเมินพบว่า
1. ด้านสภาพแวดล้อม (Context) พบว่า ครู มีความคิดเห็นว่าการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมมากที่สุด (ร้อยละ 93.57)
2. ด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) พบว่า ครู มีความคิดเห็นว่าการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2 โดยภาพรวมมีความเพียงพอมากที่สุด (ร้อยละ 96.43)
3. ด้านกระบวนการ (Process) พบว่า ระดับความคิดเห็นของครู นักเรียน และผู้ปกครอง ต่อสภาพการปฏิบัติงานด้านกระบวนการในการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2 โดยภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก
4. ด้านผลผลิต (Product) พบว่า ระดับความพึงพอใจของครู นักเรียน และผู้ปกครอง
ต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านสากอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 2 โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
tangarom@hotmail.com (IP:118.173.214.116)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 251 22 พ.ค. 2553 (13:41)
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้รายงาน นางสุกัญญา สวยนภานุสรณ์
หน่วยงาน โรงเรียนวัดคูหาสวรรค์ ต.สี่หมื่น อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2
ปีการศึกษา 2552

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่องให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของครูสอนภาษาไทยที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง (4) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง กลุ่มประชากร คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดคูหาสวรรค์ ต.สี่หมื่น อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) แบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง ซึ่งประกอบด้วยการสร้างคำ 10 กิจกรรม การสร้างประโยค 13 กิจกรรม การสร้างข้อความและเรื่อง 31 กิจกรรม รวม 54 กิจกรรม
(2) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเรื่อง 2 ฉบับ คือ การเขียนเรื่องจากภาพที่กำหนดให้ การเขียนเรื่องที่กำหนดให้ (4) เกณฑ์การประเมินการเขียนเรื่องจำนวน 2 เกณฑ์ คือ เกณฑ์การให้คะแนนเขียนเรื่องจากภาพและการเขียนเรื่องจากเรื่องที่กำหนดให้ (5) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูสอนภาษาไทยที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง (6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ ( E1/E2) เท่ากับ 87.56/89.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดให้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเรื่องจากภาพและเรื่องที่กำหนดให้มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคิดเห็นของครูภาษาไทยที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 และความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 4. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง อยู่ในระดับมากที่สุด ได้ค่าเฉลี่ย (µ) เท่ากับ 4.83 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน () เท่ากับ 0.38 โดยสรุปแบบฝึกทักษะการเขียนเรื่อง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพ นักเรียนมีความพึงพอใจในการเขียนสามารถนำมาใช้เป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหาในการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเขียนเรื่อง เพื่อสื่อความในภาษาไทยได้
นางสุกัญญา สวยนภานุสรณ์ (IP:125.27.171.155)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 252 22 พ.ค. 2553 (13:53)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาและผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนชุด รู้รักษ์หลักภาษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้รายงาน นางจันทร์เพ็ญ สมบูรณ์สิน
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านรางสีหมอก (โพธิ์รัฐจี่ประชาสรรค์) อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2
ปีการศึกษา 2552

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนชุด รู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80
(2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนที่เรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนชุด
รู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดรู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านรางสีหมอก (โพธิ์รัฐจี่ประชาสรรค์) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) เอกสารประกอบการเรียนชุด รู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 เล่ม (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดรู้รักษ์หลักภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 ข้อ มีความยากง่าย 0.20 - 0.80 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนชุด รู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีลักษณะเป็นการประเมินค่าระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เฉลี่ยส่วนความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานได้แก่ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนชุด รู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ ( E1/E2) เท่ากับ 82.94/85.83 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนชุด รู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนชุด รู้รักษ์หลักภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีความพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( µ= 4.76 ,= 0.60 ) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน มีผลดีคือจะทำให้นักเรียนมีคุณภาพการเรียนที่สูงขึ้น ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายของสถานศึกษา และครูได้มีการพัฒนา ในรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อประกอบการสอนที่เหมาะสมมากขึ้น
นางจันทร์เพ็ญ สมบูรณ์สิน (IP:125.27.171.155)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 253 27 พ.ค. 2553 (01:47)
ชื่อผลงาน : รายงานการสรางบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ผู้รายงาน : วัฒนาพร รักษากุล
ระยะเวลาที่ศึกษา : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552

บทคัดย่อ
รายงานการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8ประการ ศึกษาความตั้งใจในการปฏิบัติตามการพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8ประการ ศึกษาความตั้งในการปฏิบัติตามการพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ความพึงพอใจของผู้เรียนโดยใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 126 คน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. สื่อในการพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ
2. ผลการศึกษาพบว่า การประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 อยู่ในระดับดี ผลการประเมินคุณภาพด้านการผลิตสื่อของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 อยู่ในระดับดี
3. ผลการประเมินความตั้งใจการปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยรวมก่อนเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ มีค่าเท่ากับ 3.99 และหลังเรียน มีค่าเท่ากับ 4.42 จึงสามารถสรุป ได้ว่าความตั้งใจในการปฏับัติตามการส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด และความรับผิดชอบของผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82 อยู่ในระดับดี ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า รายงานการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อ การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนี้ เมื่อนำไปใช้กับผู้เรียนแล้ว สามารถพัฒนาระดับคุณธรรมพื้นฐานของผู้เรียนได้จริง
นางวัฒนา รักษากุล (IP:116.58.238.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 254 27 พ.ค. 2553 (01:52)
ชื่อผลงาน : รายงานผลการศึกษานวัตกรรมประกอบการเรียนการสอน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ส 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้รายงาน : วัฒนาพร รักษากุล
ระยะเวลาที่ศึกษา : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552

บทคัดย่อ
รายงานผลการพัฒนานวัตกรรมประกอบการเรียนการสอน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ส 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพและหลังนำนวัตกรรมประกอบการเรียนการสอน รวมถึงเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังนำนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาใช้ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ผลการศึกษา สามารถสรุปได้ดังนี้
1. นวัตกรรมประกอบการเรียนการสอนที่ได้พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ ได้แก่ นวัตกรรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง พระพุทธศาสนามีทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากลและข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่อง คุณลักษณะพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ และสังคมโลก เพเวอร์พอยท์ (Power Point) และเอกสารประกอบ เรื่อง ความรู้ในการจัดทำโครงงาน ศูนย์การเรียน (Learning Center) เรื่อง สิทธิมนุษยชน รวมทั้งสิ้น 5 นวัตกรรม
2. ผลการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมว่ามีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ E1/E2 ต้องไม่ต่ำกว่า 85/85 พบว่า ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ของนวัตกรรมประกอบการเรียนการสอนทั้ง 5 นวัตกรรม เมื่อทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง มีค่าสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 85/85
3. จากการทดสอบค่า t(t-test) เพื่อหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยนวัตกรรมประกอบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่า นวัตกรรมทั้ง 5 นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีค่า t(t-test) เท่ากับ 48.500 , 45.517 , 48.778 , 41.470 และ 41.00 ตามลำดับ แสดงว่าคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนด้วยนวัตกรรมประกอบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น สูงกว่าก่อนเรียน และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 0.01
สามารถสรุปได้ว่าการนำนวัตกรรมประกอบการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 31101 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้นไปใช้ สามารถแก้ปัญหาผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ทำให้ผู้เรียนมีระดับคะแนนเพิ่มสูงขึ้น และมีความแตกต่างกันจริงของคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
นางวัฒนาพร รักษากุล (IP:116.58.238.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 255 3 มิ.ย. 2553 (20:02)
รั๊คเด็ก ปว. โดยเฉพาะ พี่สุดหล่อ (แบงค์) อิ๊ ๆ
keawlovekeaw@hotmail.com (IP:182.52.158.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 256 8 มิ.ย. 2553 (23:17)
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนสันติสุขพิทยาคม จังหวัดน่าน
ผู้ประเมิน นายสนอง ก้อนสมบัติ
สังกัด โรงเรียนสันติสุขพิทยาคม อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่านเขต 1

บทคัดย่อ

การประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนสันติสุขพิทยาคม
จังหวัดน่าน ในครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งเน้นเพื่อประเมินทั้งระบบ ทั้งด้านบริบท ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียน
สันติสุขพิทยาคม จำนวน 524 คน มีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบประเมินโครงการ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป (SPSS for Windows) เพื่อหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการประเมินโครงการ
ด้านสภาพบริบท
ผลการประเมินด้านบริบทโดยการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐ พบว่าวัตถุประสงค์ของโครงการมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 6 23 24 และ 28 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2555) มาตรฐานการศึกษาของชาติ มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานการศึกษาสถานศึกษา นโยบายของรัฐบาล และนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เช่นเดียวกับความเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน โดยภาพรวมแล้วเห็นว่าวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนสันติสุขพิทยาคม สอดคล้องกับแนวนโยบายภาครัฐอยู่ในระดับมากที่สุด และพิจารณาแต่ละรายการเห็นว่ามีความสอดคล้องระดับมากถึงมากที่สุด ทั้งในเรื่องนโยบายภาครัฐ ตลอดจนปัญหาความต้องการของโรงเรียน วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ของโรงเรียน สำหรับความเห็นของครูและชุมชน โดยรวมแล้วมีความเห็นว่ามีความสอดคล้องกันมากที่สุดส่วนด้านความเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับความสอดคล้องระหว่างกิจกรรมในโครงการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน
โรงเรียนสันติสุขพิทยาคม จังหวัดน่าน อยู่ในระดับมากทุกรายการประเมิน รายการประเมินที่เห็นว่าสอดคล้องอันดับสูงสุด คือ กิจกรรมสร้างสวนเศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน
ด้านปัจจัย
ผลการประเมินด้านปัจจัยพบว่า การประเมินโครงการโดยภาพรวมของผู้บริหารและครู
ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก ซึ่งรายการที่อยู่ในอันดับสูงสุด ได้แก่ ความเหมาะสมกับเวลาในการดำเนินกิจกรรม ส่วนรายการที่ได้ผลการประเมินอยู่ในอันดับต่ำสุดได้แก่ การจัดระบบ
การพัฒนาตามโครงการ
ส่วนความเห็นของนักเรียนด้านปัจจัย พบว่า ในภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับ
ปานกลาง ซึ่งรายการที่อยู่ในอันดับสูงสุด ได้แก่การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน
มีความพร้อมด้วยบุคลากร ครูและนักเรียน อยู่ในระดับมาก ส่วนรายการที่อยู่ในอันดับต่ำสุด ได้แก่ การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน มีความพร้อมด้วยงบประมาณ อยู่ในระดับปานกลาง
ด้านกระบวนการ
ผลการประเมินด้านทักษะกระบวนการ พบว่า การประเมินโครงการโดยภาพรวม
จากผู้บริหารและครู อยู่ในระดับมาก และรายการประเมินที่มีความเห็นว่าระดับการปฏิบัติมากที่สุด ได้แก่ โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนทุกกิจกรรม เป็นการเรียนรู้ด้วย
การปฏิบัติ ส่วนรายการผลประเมินที่อยู่อันดับต่ำสุด ได้แก่ โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
ด้วยกิจกรรมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้คุณธรรม และความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรมต่างๆ
ในโครงการทั้ง 9 กิจกรรม พบว่า กิจกรรมที่ผลประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่
กิจกรรมการแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนกิจกรรมที่ผลการประเมินอยู่ระดับ
การประเมินต่ำสุดได้แก่ กิจกรรมฝึกระเบียบแถว เดินสวนสนามของลูกเสือ – เนตรนารีและ
เมื่อพิจารณาแต่ละรายการประเมินในแต่ละกิจกรรม พบว่านักเรียนมีความคิดเห็นการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน เมื่อพิจารณาแต่ละรายการประเมิน พบว่า
ผลการประเมินจากนักเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกรายการ เรียงตามลำดับมากไปหาน้อย
อันดับแรก คือ การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนมีความพร้อมด้วยบุคลากรครูและนักเรียน
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนมีความพร้อมด้วยวัสดุอุปกรณ์สนับสนุน การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนมีความพร้อมด้วยงบประมาณ
ความคิดเห็นจากนักเรียนด้านกระบวนการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเห็นว่า
การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย นักเรียนร่วมมืออย่างเต็มใจอยู่อันดับสูงสุด ส่วนความเห็นที่อยู่อันดับต่ำสุด ได้แก่กระบวนการดำเนินงานเป็นวิธีปฏิบัติงานปกติของโรงเรียน

ด้านผลผลิต
ผลการประเมินด้านผลผลิต พบว่า การประเมินโครงการโดยภาพรวมตามความเห็น
จากผู้บริหารและครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนอยู่ในระดับมาก และระดับผลการประเมิน
มีระดับมากที่สุดอันดับสูงสุด คือ นักเรียนมีมนุษยสัมพันธ์ อันดับต่ำสุดคือ นักเรียนมีความซื่อสัตย์สุจริต
การประเมินโครงการโดยภาพรวมจากความเห็นผู้บริหารและครู อยู่ในระดับมาก และ
การประเมินแต่ละรายการพบว่า มีระดับความคิดเห็นมากอยู่อันดับสูงสุด ได้แก่ นักเรียนมีความ
มีมนุษยสัมพันธ์ อันดับต่ำสุดคือ นักเรียนมีความเสียสละ
การประเมินโครงการโดยภาพรวมจากความเห็นนักเรียนอยู่ในระดับมาก และประเมิน
แต่ละรายการพบว่า มีระดับความคิดเห็นมากอยู่อันดับสูงสุด ได้แก่ นักเรียนมีความมีมนุษยสัมพันธ์ อันดับต่ำสุดคือ นักเรียนมีพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงอบายมุข
การประเมินโครงการโดยภาพรวมจากความเห็นผู้ปกครองนักเรียนอยู่ในระดับมากและประเมินแต่ละรายการพบว่า มีระดับความคิดเห็นมากอยู่อันดับสูงสุด ได้แก่ นักเรียนมีความ
มีมนุษยสัมพันธ์ อันดับต่ำสุดคือ นักเรียนมีนิสัยรักความสะอาด
prapairat_1978@hotmail.com (IP:118.172.122.145)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 257 11 มิ.ย. 2553 (10:47)
ชื่อเรื่องศึกษา : รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ความน่าจะเป็นโดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ชื่อผู้ศึกษา : ศิริพร ปรัชญสิทธิกุล

ปีที่ศึกษา : 2553

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 5 โรงเรียนธีรกานท์บ้านโฮ่ง โดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น
กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธีรกานท์บ้านโฮ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 48 คน มีวิธีการดำเนินการศึกษา ดังนี้ ทำการทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความน่าจะเป็น ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะ จำนวน 4 ชุด ทำการทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความน่าจะเป็น และให้นักเรียนตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง
ความน่าจะเป็น จำนวน 4 ชุด และคู่มือการใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น
ผลการศึกษา พบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85. 50 / 80.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80
2. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนมีผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น พบว่านักเรียนมีพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
jjaipanya@yahoo.com (IP:113.53.248.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 258 14 มิ.ย. 2553 (15:00)
ชื่องานวิจัย การพัฒนา มาตราตัวสะกดแม่กง การเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
ชื่อผู้วิจัย นางเบญจมาศ สร้อยจิตร
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย


บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนา มาตราตัวสะกดแม่กง การเรียนกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
โดยครูผู้สอนได้จัดทำนวัตกรรม ใช้แบบฝึกทักษะ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติโดยครูคอยสังเกต และจดบันทึกพฤติกรรมของผู้เรียนตามสภาพความเป็นจริงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 24 คน ได้ทำการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อต้องการพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้เกิดศักยภาพทางด้านการเรียนทางด้านการเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทยทั้งทางด้านการอ่าน การเขียน
คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าในการพัฒนาการเรียนรู้มาตราตัวสะกดแม่กง ก่อนเรียนและหลังเรียนซึ่งผลการศึกษาพบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 52.40 ซึ่งผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำ ( = 34.58 , SD. = 1.10 ) กรณีหลังเรียนนักเรียนที่มีผลการเรียนผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 80.00 ซึ่งผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก ( = 79.92 , SD. = 1.61 ) และค่า t = 14.21 และสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
ซึ่งหมายถึงการพัฒนาการเรียนรู้มาตราตัวสะกดแม่กง ของนักเรียนได้ถูกต้องมากขึ้นโดยมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังเรียน เมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นเรียนขึ้นไปในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนจะมีทักษะทางด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทย และเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย
benz1790@yahoo.co.th (IP:61.19.69.138)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 259 3 ก.ค. 2553 (14:27)
บทคัดย่อ

หัวข้อการศึกษาค้นคว้า การพัฒนาชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้ที่ 1
ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ. 2552

ผู้รายงาน นายประจักษ์ นิสา

โรงเรียน บ้านดอนยาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5


รายงานผลการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ คือเพื่อพัฒนาชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์
มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการสอน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนยาว
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 13 คน ซึ่งได้มา
โดยการเลือกอย่างเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบฝึกการคิดวิเคราะห์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 จำนวน 12 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีความยากง่ายตั้งแต่ .38 ถึง .77 มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ .34 ถึง .69 และ
ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .86
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t

ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้ที่ 1 ร่างกายมนุษย์
83.40/81.35
2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้ที่ 1 ร่ายกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียน
สูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01(t=87.548, p=.000)
ประจักษ์ นิสา (IP:125.26.127.66)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 260 3 ก.ค. 2553 (23:21)
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม
ผู้รายงาน นางไพเราะ ถือเกาะ
โรงเรียน ลำพระเพลิงพิทยาคม
องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
ปีที่รายงาน 2552

บทคัดย่อ

รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคมให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม รวมทั้งเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม จำนวน 10 เล่ม และคู่มือการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อและแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ
จากการศึกษาผลการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบ การเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม ปรากฏผลเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ดังนี้
1. การคำนวณหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคมในภาพรวม มีประสิทธิภาพของกระบวนการ ร้อยละ 85.21 และประสิทธิภาพ ด้านผลสัมฤทธิ์ ร้อยละ 85.10 แสดงว่า มีประสิทธิภาพ 85.21/85.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังใช้บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียoลำพระเพลิงพิทยาคม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน(Post – test) สูงกว่าก่อนเรียน (Pre – test) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. การศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม สรุปแล้วโดยรวมผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ครูแจ๋ว (IP:125.26.94.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 261 4 ก.ค. 2553 (16:46)
ชื่อ ผลของการใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้ศึกษา นางสุดาพร ยิ่งสง่า
ปีที่ทำรายงานสำเร็จ พ.ศ. 2553
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์การวิจัย ( 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสะแกราชธวัชศึกษา อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 36 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Samping) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 11 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนการ์ตูน จำนวน 11 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากตั้งแต่ 0.43 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.42 – 0.79 และค่าความเชื่อมั่น 0.80 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ (E1 /E2 ) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วยสถิติทดสอบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับก่อนเรียนด้วยสถิติทดสอบ t-test ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
สรุปผลการศึกษา (1) แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 76.89 / 75.19 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75 / 75 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( =4.58: S.D.= 0.24 )
suda.09@hotmail.com (IP:222.123.48.208)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 262 5 ก.ค. 2553 (09:08)
ชื่อผลงาน การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคงทน และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแจกแจงปกติ ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายสังคมศาสตร์ โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง
ชื่อผู้ศึกษา นายประเสริฐ สุวรรณยุคบดิน (2553)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การแจกแจงปกติ ของนักเรียนระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 2) ศึกษาความคงทนใน การเรียนรู้ เรื่อง การแจกแจงปกติ ของนักเรียนระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ และ 3) ศึกษาเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแจกแจงปกติ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายสังคมศาสตร์ โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง จังหวัดราชบุรี ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ค 40212 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2552 จำนวน 4 ห้องเรียน รวม 138 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster sampling) ให้นักเรียนห้อง 6/7 จำนวน 35 คน เป็นกลุ่มทดลองและนักเรียนห้อง 6/6 จำนวน 33 คน เป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม เรื่อง การแจกแจงปกติ ที่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแจกแจงปกติ ที่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การแจกแจงปกติ และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นเพื่อวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการแจกแจงปกติ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และสถิติทดสอบที (t - test)
ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การแจกแจงปกติ ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) หลังเรียนสูงกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2) ความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง การแจกแจงปกติ ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) หลังเรียนสูงกว่าการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแจกแจงปกติ ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกลุ่มช่วยเหลือรายบุคคล (TAI) และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ อยู่ในระดับมาก
sert2508@gmail.com (IP:119.42.94.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 263 7 ก.ค. 2553 (14:58)
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้หนังสือ
ชุด“อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” และแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 3
ผู้ศึกษา : นางพิชญา สังข์เงิน
ตำแหน่ง : ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านแก่งกุลาสามัคคี
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 2

บทคัดย่อ

การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน โดยใช้หนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” และแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน แล ะการเขียน เรื่อง คำควบกล้ำ, อักษรนำ, คำเป็นคำตาย, คำ รร (ร หัน), ประโยค, คำราชาศัพท์และสำนวน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมการศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน เรื่อง คำควบกล้ำ, อักษรนำ, คำเป็น คำตาย,คำ รร (ร หัน), ประโยค, คำราชาศัพท์ และสำนวน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน เกี่ยวกับการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียน เรื่อง คำควบกล้ำ, อักษรนำ, คำเป็น คำตาย,คำ รร (ร หัน), ประโยค, คำราชาศัพท์ และสำนวน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในกานทดลองภาคสนาม เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก่งกุลาสามัคคี ปีการศึกษา 2552 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนเรื่อง คำควบกล้ำ, อักษรนำ, คำเป็น คำตาย, คำ รร (ร หัน),ประโยค, คำราชาศัพท์ และสำนวน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อซึ่งเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” จำนวน 12 ข้อ และแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนเรื่อง คำควบกล้ำ, อักษรนำ, คำเป็น คำตาย,
คำ รร (ร หัน), ประโยค คำราชาศัพท์ และสำนวน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด
“อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” ที่ผู้จัดทำสร้างขึ้นมานี้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.89/80.57 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ มาตรฐานตามเกณฑ์ 80/80 สามารถกล่าวได้ว่า นวัตกรรมที่ผู้จัดทำได้สร้างขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพอย่างดียิ่ง สามารถนำไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
2. จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนเรื่อง คำควบกล้ำ, อักษรนำ, คำเป็น คำตาย, สำนวน, คำ รร (ร หัน)ประโยค, คำราชาศัพท์และสำนวน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด“อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” พบว่าหลังจากการทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านแก่งกุลาสามัคคี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ส่วนความพึงพอใจของนักเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ ชอบการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน เรื่องคำควบกล้ำ, อักษรนำ, คำเป็น คำตาย, คำ รร (ร หัน) ,ประโยค, คำราชาศัพท์ และสำนวน จำนวน 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.15 มีความหมายว่า นักเรียนชอบการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนทั้ง 7 ชุด ซึ่งใช้ควบคู่กับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” นี้อยู่ในระดับมาก แสดงว่า นวัตกรรมที่ผู้จัดสร้างขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี โดยมี 5 ข้อ ที่นักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ข้อ 2 เนื้อหาเร้าความสนใจให้อยากเรียน, ข้อ 5 หนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว”ใช้ภาษาเข้าใจง่าย, ข้อ 9 เนื้อหาในบทเรียน และในแบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนเกิดความรู้เพิ่มขึ้น,ข้อ 10 การใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับหนังสือชุด “อ่านเขียนเรียนรู้กับครูแมว” ทำให้นักเรียน เรียนได้ดีขึ้น และ ข้อ 15 รูปเล่มหนังสือ และแบบฝึกทักษะสวยงามเหมาะสมซึ่งนักเรียนให้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 ซึ่งมากที่สุดในจำนวนข้อคำถามทั้งหมด แสดงว่านักเรียนเห็นความสำคัญของการใช้สื่อ ในการเรียนการสอน การพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองเป็นอย่างดี อีกทั้งรูปแบบของสื่อ ถ้ามีความสวยงามก็ส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้เรียนได้ดียิ่งขึ้น
พิชญา สังข์เงิน cattypoom@ hotmail.com (IP:117.47.141.121)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 264 20 ก.ค. 2553 (19:52)
ชื่อเรื่อง การศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ประกอบหนังสือการ์ตูนส่งเสริม
การอ่าน เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา
และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย นางศิริภรณ์ ศิริอมรพรรณ
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านหนองแอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
ปีที่พิมพ์ 2553
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ประกอบหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน
เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 82.77 / 84.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
2. ดัชนีประสิทธิพลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ประกอบหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ
พลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าเท่ากับ 0.6897 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 0.6897 หรือคิดเป็นร้อยละ 68.97 และจากคะแนนความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์มีค่าเท่ากับ 0.6735 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าด้านการคิดวิเคราะห์ เพิ่มขึ้น 0.6735 หรือคิดเป็นร้อยละ 67.35
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แบบสืบเสาะประกอบหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพและ
การป้องกันโรค มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01
นางศิริภรณ์ ศิริอมรพรรณ (IP:125.26.226.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 265 23 ก.ค. 2553 (21:21)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โดยใช้สื่อประสม โรงเรียนวัดอรัญญิการาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1
ผู้วิจัย : นางวาสนา ขีดขิน
ปีที่รายงาน : พ.ศ. 2552
การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ
ของสื่อประสมเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
วัดอรัญญิการาม 2) เพื่อศึกษาผลการใช้สื่อประสมเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดอรัญญิการาม และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อสื่อประสมเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกาย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 22 คนโรงเรียนวัดอรัญญิการาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยหนังสือเกมการละเล่นของเด็กไทย หนังสือเพลง หนังสือการอบอุ่นร่างกาย ใบความรู้การทดสอบสมรรถภาพทางกาย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน 6 รายการ และเขียนรายงาน
การพัฒนาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการหาประสิทธิภาพของสื่อประสม E1 / E2
ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของสื่อประสมสำหรับพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดอรัญญิการาม สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
(E1 / E2= 80/80) คือ 84.49/81.64 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถใช้เป็นต้นแบบได้
2. ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหลังการเรียนจากแผนการเรียนรู้
แต่ละแผนเมื่อคำนวณเป็นค่าร้อยละ มีค่าอยู่ระหว่าง 83.33/80.00 แสดงว่ามีค่ามากกว่าเกณฑ์
ร้อยละ 80.00 ที่ตั้งไว้ ดังจะเห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างทดสอบสมรรถภาพทางกาย ซึ่งประกอบด้วย แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายมาตรฐานของคณะกรรมการนานาชาติ (International Committee for the Standardization of Physical Test หรือ ICSPFT) เลือก 5 รายการ คือ 1) วิ่ง 50 เมตร ( 50 Meters Sprint ) เพื่อทดสอบความเร็ว 2) ยืนกระโดดไกล ( Standing Broad Jump)
เพื่อทดสอบพลังกล้ามเนื้อ 3) ลุก – นั่ง 30 วินาที (30 Seconds Sit - Up) เพื่อทดสอบ
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 4) วิ่งเก็บของ (Shuttle Run) เพื่อทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว
5) นั่งงอตัว (Trunk Forward Flexion) เพื่อวัดความอ่อนตัว และแบบทดสอบสมรรถภาพ
ทางกายเพื่อสุขภาพ (Physical Best) เลือก 1 รายการ คือ สัดส่วนของร่างกาย (ผลรวมของ Triceps และ Calf Skin Folds) หรือการหาค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)
เพื่อวัดปริมาณไขมันในร่างกาย จากการทดสอบสมรรถภาพทางกายทั้ง 6 รายการ สรุปได้ว่า
2.1 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายการวิ่ง 50 เมตร
ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( = 11.02)
หลังการใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 9.19)
2.2 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหญิงการวิ่ง 50 เมตร
ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( =12.13)
หลังการใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 9.38)
2.3 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายการยืนกระโดดไกล
ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับต่ำ ( =118)
หลังการใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( =148.8)
2.4 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหญิงการยืนกระโดดไกล
ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( = 105)
หลังการใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 141.2)
2.5 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายการวิ่งเก็บของ
ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( = 14.55)
หลังการใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 11.48)
2.6 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหญิงการวิ่งเก็บของ
ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับต่ำ ( = 15.49)
หลังการใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( =12.83)
2.7 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายการงอตัว ผลการทดสอบ
ก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.8) หลังการใช้นวัตกรรม
ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 5.8)
2.8 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหญิงการงอตัว ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.1) หลังการใช้นวัตกรรม
ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 5.8)
2.9 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชายการลุก – นั่ง ผลการทดสอบ
ก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( = 14) หลังการใช้นวัตกรรม
ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 22)
2.10 ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหญิงการลุก - นั่ง
ผลการทดสอบก่อนใช้นวัตกรรม ค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับปานกลาง ( = 9)
หลังการใช้นวัตกรรมค่าระดับสมรรถภาพอยู่ในระดับดี ( = 17)
2.11 ระดับดัชนีมวลกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในภาวะปกติ
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 19.21
3. นักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การทดสอบสมรรถภาพทางกายโดยใช้สื่อประสมในระดับมากที่สุด
krutiw513@gmail.com (IP:114.128.2.219)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 266 26 ก.ค. 2553 (21:15)
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การใช้หลักภาษาไทย หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มประชากรที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การใช้หลักภาษาไทย และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มประชากรที่มีต่อ แบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย โดยใช้นักเรียนกลุ่มประชากรชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านข่อยมิตรภาพที่ 110 ตำบล บ้านร้อง อำเภองาว จังหวัดลำปาง ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2552 จำนวน 12 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทยด้วยสูตร E1 / E2 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มประชากรที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย การหาค่าความก้าวหน้าของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนด้วยสูตรคะแนนความก้าวหน้า ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบการบรรยาย
ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 ชุด มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.78 / 84.38 หมายความว่า ผลคะแนนของนักเรียนจากการทำแบบฝึกหัดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.78 และผลคะแนนหลังเรียนของนักเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การใช้หลักภาษาไทยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.38 แสดงว่าแบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์การใช้หลักภาษาไทย ของนักเรียนกลุ่มประชากรหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน คือนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทยมีความสามารถทาง การใช้หลักภาษา มีค่าคะแนนความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นที่ 10.42 คิดเป็นร้อยละ 26.10 แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ทางการใช้หลักภาษาไทยสูงขึ้นจริง
3. นักเรียนกลุ่มประชากรมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการใช้หลักภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.60
ครู (IP:203.172.54.169)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 267 29 ก.ค. 2553 (10:16)

ชื่อเรื่อง                  รายงานการพัฒนาชุดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ(ดนตรี)


 เรื่อง  เครื่องดนตรีไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


ผู้ศึกษาค้นคว้า    นายเฉลิมพล  เถียรสายออ

ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ  โรงเรียนบัวลาย  อำเภอบัวลาย 


                               จังหวัดนครราชสีมา  กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

                                องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น


                                กระทรวงมหาดไทย


โรงเรียน                โรงเรียนบัวลาย


ปีที่พิมพ์               2553


 


บทคัดย่อ

            การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ(ดนตรี)  เรื่อง เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  (2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะ(ดนตรี) เรื่อง  เครื่องดนตรีไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ระหว่างก่อนการใช้ชุดการเรียนการสอนกับหลังการใช้ชุดการเรียนการสอน (3)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ(ดนตรี)    เรื่อง  เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  (4)  เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ (ดนตรี) เรื่อง  เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


                กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ภาคเรียนที่ 1     โรงเรียนบัวลาย  อำเภอบัวลาย   จังหวัดนครราชสีมา  กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  ปีการศึกษา 2552  จำนวน 36   คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ  ชุดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ (ดนตรี)  เรื่อง เครื่องดนตรีไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่   ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานใช้  t-test  (Dependent  Sample)


                ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้


1. ชุดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ (ดนตรี) เรื่อง เครื่องดนตรีไทยสำหรับนักเรียน


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ  86.94/87.08   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ  80/80


                                2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนมีผลสัมฤทธิ์    ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01


                                3. ชุดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ (ดนตรี) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.8786   คือนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น หลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน  ร้อยละ   87.86


                                4.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด ( )  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.76  คือมีความพึงพอใจสอดคล้องกัน


                โดยสรุปผลจากการศึกษา แสดงให้เห็นว่า ชุดการเรียนการสอนที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ  นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น และมีความพึงพอใจที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้าและสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี


 


ta_mouse
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 268 7 ส.ค. 2553 (14:37)
เรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้านการจัดทำผลงานทางวิชาการก่อนแต่งตั้งให้มี
หรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
ผู้ประเิิมิน ดร.ดุสิต สมศรี
ปีที่ประเมิน 2551

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

การประเมินโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้านการจัดทำผลงานทางวิชาการก่อนแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน 1) บริบทของโครงการ 2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ 3) กระบวนการของโครงการ และ 4) ผลผลิตของโครงการ โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPP Model ประชากรที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ขอรับการประเมินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ในปีการศึกษา 2551 จำนวน 412 คน ซึ่งได้มาโดยความสมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำแนกเป็นครูผู้สอน ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม จำนวน 2 ฉบับ คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับการประเมินโครงการ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.99 และ 2) แบบประเมินผลงานทางวิชาการ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.89 ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Statistical Package of the Social Sciences/Personal Computer Plus (SPSS/PC+) ตามประเด็น โดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นเป็นรายด้าน และรวมทุกด้าน แล้วแปลผลตามเกณฑ์การตัดสิน
ผลการประเมินพบว่า โครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้านการจัดทำผลงานทางวิชาการ โดยภาพรวมและทุกด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การผ่าน คือ 3.50 ขึ้นไป พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยเรียงลำดับดังนี้ ด้านผลผลิต ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า และด้านกระบวนการ เมื่อพิจารณารายด้าน
1. ด้านบริบท โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมินทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ คือ หลักสูตรที่ใช้ในการอบรมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดในการประเมินด้านที่ 3 ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำผลงานทางวิชาการด้วยวิธีการอบรมตามหลักสูตร วิทยากรประจำกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน และกระบวนการจัดทำผลงานทางวิชาการด้วยวิธีการอบรม และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีนโยบายสนับสนุนให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามีความก้าวหน้าในวิชาชีพอย่างชัดเจน ตามลำดับ
2. ด้านปัจจัยนำเข้า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมินทุกข้อ โดย ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ คือ ได้รับการสนับสนุนจากสถานศึกษาเรื่องงบประมาณในการอบรม และเนื้อหาของหลักสูตรในโครงการสอดคล้องกับจุดประสงค์ของโครงการ หน่วยอบรมจัดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการอบรมอย่างเพียงพอ และเนื้อหาหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการ และความสนใจของผู้เข้ารับการอบรม และได้รับการสนับสนุนโครงการจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการอบรมภาคประเมินผล ใช้เวลาเหมาะสม ตามลำดับ
3. ด้านกระบวนการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมินทุกข้อ โดย ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ คือ การอบรมให้ความรู้วิธีการเขียนรายงานผลการปฏิบัติงาน การนิเทศแนะนำของวิทยากรในการปฏิบัติงานภาคสนามและการให้ความรู้ เทคนิคของวิทยากรประจำกลุ่ม มีความเหมาะสม ตามลำดับ
4. ด้านผลผลิต โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมินทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ คือ ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจกระบวนการในการสร้างผลงานทางวิชาการ สามารถจัดทำแผนการวิจัยได้ สร้างและพัฒนาเครื่องมือเพื่อการวิจัยได้ ตามลำดับ ส่วนผลงานทางวิชาการ โดยภาพรวม ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80.94 ด้านคุณภาพของผลงานทางวิชาการ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 76.84 และด้านประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 87.54 ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ พบว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีความคิดเห็นต่อโครงการอยู่ในระดับมากและผ่านการประเมินทุกด้าน ดังนั้นจึงควรพิจารณาจัดให้ความรู้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มอื่น ๆ ให้กว้างขวางและทั่วถึงต่อไป แต่ควรปรับปรุงด้านกระบวนการของโครงการ เน้นการจัดตารางการอบรมเป็นไปตามลำดับขั้นตอนการทำผลงานทางวิชาการ ปรับปรุงวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และนำไปใช้ในการพัฒนาผลงานทางวิชาการให้บังเกิดผลตามความมุ่งหมายของหลักสูตร นอกจากนี้คณะกรรมการดำเนินโครงการควรเพิ่มความเอาใจใส่ในการจัดอบรม และสถานที่อบรมควรมีแหล่งศึกษาค้นคว้าที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการค้นคว้าขณะอบรม และสิ่งสำคัญคือ ผู้จัดทำโครงการควรช่วยเหลือประสานงาน และให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการรวบรวมผลงานในแต่ละประเภทอีกด้วย
ดร.ดุสิต สมศรี (IP:125.26.137.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 269 9 ส.ค. 2553 (09:28)

 ชื่อผลงาน             :       ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์


                                        เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


ชื่อผู้รายงาน         :       นางสาวนารีนารถ     นาคหลวง


 


                    รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80    เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิกจรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนเทศบาลท่าอิฐ เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์   ปีการศึกษา 2552  จำนวน  31  คน เครื่องมือที่ใช้คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3   จำนวน 6 ชุด   แผนการจัดการเรียนรู้   แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์  แบบสังเกตพฤติกรรมด้านความคิดเชิงวิเคราะห์  แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่ต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และผลการศึกษาพบว่า


                    1.    ผลการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ  86.82 / 87.85  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80 ที่กำหนดไว้


                    2.    นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
                   3.   ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ   4.60   ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.58   ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด


Nareenath
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 270 10 ส.ค. 2553 (08:21)
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อ
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเกษตรสมบูรณ์วิทยาคม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้รับการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive sampling) คือ ห้องเรียนที่ 5 จำนวนผู้เรียน 40 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา 24 ชั่วโมง การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัย One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษษคือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สารในชีวิตประจำวันมีประสิทธิภาพ E1/E2 เป็น 81.67 / 80.88 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 และแบบประเมินเจตคติต่อวิทยาศาสตร์มีค่าความเชื่อมั่น 0.77 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ t - test Dependent Sample
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรม
การเรียนรู้เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
weerada.v@hotmail.co.th (IP:113.53.199.64)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 271 10 ส.ค. 2553 (08:25)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์
เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการ
เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ผู้รายงาน นางสมใจ วีรดาวิญญู
ที่ปรึกษา นายเศรษฐา ศรีสุธรรมศักดิ์
ปีที่พิมพ์ 2553

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อ
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเกษตรสมบูรณ์วิทยาคม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้รับการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive sampling) คือ ห้องเรียนที่ 5 จำนวนผู้เรียน 40 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา 24 ชั่วโมง การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัย One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษษคือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สารในชีวิตประจำวันมีประสิทธิภาพ E1/E2 เป็น 81.67 / 80.88 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 และแบบประเมินเจตคติต่อวิทยาศาสตร์มีค่าความเชื่อมั่น 0.77 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ t - test Dependent Sample
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรม
การเรียนรู้เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
weerada.v@hotmail.co.th (IP:113.53.199.64)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 272 13 ส.ค. 2553 (23:13)
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ศึกษาผลการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสอนแบบกำหนดปัญหา เพื่อสร้างความตระหนัก กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนเปรมติณสูลานนท์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 48 คน ระยะเวลาในการทดลอง 15 ชั่วโมง รูปแบบที่ใช้ในการทดลองคือ One Group Pre-test Post-test Design
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องวิกฤติทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและโลก 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังใช้แผนการเรียนรู้ และ3.) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของโลก โดยใช้วิธีการสอนแบบการแก้ปัญหา เพื่อสร้างความตระหนัก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าสถิติร้อยละ (%) และค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ค่า t-test แบบ dependent
ผลการศึกษาพบว่า
1. แผนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) สาระสำคัญ 2) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3) เนื้อหาสาระ
4.) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5) สื่อการเรียนและแหล่งเรียนรู้ 6.) การวัดและประเมินผล 7.) กิจกรรมเสนอแนะ โดยแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยเนื้อหา 5แผนการเรียนรู้ ได้แก่ 1) เรื่อง วิกฤตทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและแนวทางในการแก้ไขปัญหา2)เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกและแนวทางในการแก้ปัญหา 3) ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 4) องค์กรที่มีบทบาทในการแก้ไขวิกฤติการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและโลก5) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ80.12./82.13 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของโลก โดยใช้วิธีการสอนแบบกำหนดปัญหาเพื่อสร้างความตระหนัก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ พบว่าสูงกว่าก่อนการ ใช้แผนการจัดการเรียนรู้
3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของโลก โดยใช้รูปแบบการสอนแบบกำหนดปัญหาเพื่อสร้างความตระหนัก ในภาพรวมนักเรียนเห็นด้วยในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.85 เท่ากับและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) เท่ากับ.02
ครูบุญสิริ สุทธิพิทักษ์ (IP:125.26.147.113)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 273 13 ส.ค. 2553 (23:24)
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ศึกษาผลการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสอนแบบกำหนดปัญหา เพื่อสร้างความตระหนัก กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนเปรมติณสูลานนท์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 48 คน ระยะเวลาในการทดลอง 15 ชั่วโมง รูปแบบที่ใช้ในการทดลองคือ One Group Pre-test Post-test Design
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องวิกฤติทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและโลก 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังใช้แผนการเรียนรู้ และ3.) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของโลก โดยใช้วิธีการสอนแบบการแก้ปัญหา เพื่อสร้างความตระหนัก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าสถิติร้อยละ (%) และค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ค่า t-test แบบ dependent
ผลการศึกษาพบว่า
1. แผนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) สาระสำคัญ 2) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3) เนื้อหาสาระ
4.) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5) สื่อการเรียนและแหล่งเรียนรู้ 6.) การวัดและประเมินผล 7.) กิจกรรมเสนอแนะ โดยแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยเนื้อหา 5แผนการเรียนรู้ ได้แก่ 1) เรื่อง วิกฤตทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและแนวทางในการแก้ไขปัญหา2)เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกและแนวทางในการแก้ปัญหา 3) ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 4) องค์กรที่มีบทบาทในการแก้ไขวิกฤติการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและโลก5) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ80.12./82.13 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของโลก โดยใช้วิธีการสอนแบบกำหนดปัญหาเพื่อสร้างความตระหนัก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ พบว่าสูงกว่าก่อนการ ใช้แผนการจัดการเรียนรู้
3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของโลก โดยใช้รูปแบบการสอนแบบกำหนดปัญหาเพื่อสร้างความตระหนัก ในภาพรวมนักเรียนเห็นด้วยในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.85 เท่ากับและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) เท่ากับ.02
ครูบุญสิริ สุทธิพิทักษ์ (IP:125.26.147.113)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 274 20 ส.ค. 2553 (09:49)
สุพัตรา หริ่งเพ็ชร. (2552) ผลการจัดประสบการณ์สาระท้องถิ่น เรื่อง ของดีเมืองเลย
ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระท้องถิ่นเรื่อง ของดีเมืองเลย ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์สาระท้องถิ่นเรื่อง ของดีเมืองเลย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน โดยได้รับการจัดประสบการณ์สาระท้องถิ่น เรื่อง ของดีเมืองเลย ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest Posttest Design และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ t-test แบบ Dependent และใช้ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ผลการพัฒนาการด้านร่างกาย อารมร์-จิตใจ และสังคม
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระท้องถิ่น เรื่อง ของดีเมืองเลย ของนักเรียน
ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. ผลการพัฒนาการด้านร่างกาย ปฏิบัติได้ดีร้อยละ 98.67 ปฏิบัติได้เป็นบางครั้ง
ร้อยละ 1.33 พัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ และสังคม ปฏิบัติได้ดีร้อยละ 94.00 ปฏิบัติได้เป็นบางครั้งร้อยละ 4.00 พัฒนาการด้านสติปัญญา ปฏิบัติได้ดีร้อยละ 86.67 ปฏิบัติได้เป็นบางครั้งร้อยละ 13.33
สุพัตรา หริ่งเพ็ชร (IP:112.140.189.22)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 275 20 ส.ค. 2553 (09:52)

สุพัตราหริ่งเพ็ชร.(2552)ผลการจัดประสบการณ์สาระท้องถิ่น เรื่อง ของดีเมืองเลย


������������ ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย



บทคัดย่อ



����������������������� การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระท้องถิ่นเรื่อง
ของดีเมืองเลย ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่
3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์2)เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคมและสติปัญญาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่
3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย
ที่ได้รับการจัดประสบการณ์สาระท้องถิ่นเรื่อง ของดีเมืองเลย


����������������������� กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยปีการศึกษา2552จำนวน15คนโดยได้รับการจัดประสบการณ์สาระท้องถิ่น เรื่อง ของดีเมืองเลยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest
Posttest Designและการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติt-testแบบDependentและใช้ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ผลการพัฒนาการด้านร่างกายอารมร์-จิตใจและสังคม


����������������������� ผลการวิจัยพบว่า


1.������ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระท้องถิ่นเรื่องของดีเมืองเลยของนักเรียน


ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านฟากนา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01


2.������ ผลการพัฒนาการด้านร่างกาย ปฏิบัติได้ดีร้อยละ 98.67ปฏิบัติได้เป็นบางครั้ง


ร้อยละ 1.33�� พัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจและสังคมปฏิบัติได้ดีร้อยละ94.00ปฏิบัติได้เป็นบางครั้งร้อยละ 4.00พัฒนาการด้านสติปัญญาปฏิบัติได้ดีร้อยละ86.67ปฏิบัติได้เป็นบางครั้งร้อยละ 13.33



sukrita2515
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 276 20 ส.ค. 2553 (10:41)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ผู้ศึกษา นายยุคล เกิดสุข

ปีที่ศึกษา 2552 - 2553

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อหาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนโพหัก “วงศ์สมบูรณ์ราษฎร์อุปถัมภ์” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1). แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6 แผน 18 ชั่วโมง 2). ชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 เรื่อง 3). แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4). แบบประเมินความพึงพอใจต่อชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งผู้รายงานนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานในการศึกษาด้วยสถิติ t-test

ผลการศึกษาพบว่า ชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 84.76/85.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 และดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5801 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น หลังจากการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน ร้อยละ 58.01 ซึ่งผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน โดยมีค่าเฉลี่ย 4.50 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุปชุดการสอน วิชางานช่าง (เพิ่มเติม) หน่วยการเรียนรู้ อิฐตัวหนอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาในครั้งนี้ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีได้
นายยุคล เกิดสุข (IP:158.108.233.94)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 277 20 ส.ค. 2553 (10:49)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา นางนันทา แก่นสูงเนิน
ปีที่ศึกษา 2553

บทคัดย่อ

ความมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อหาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทำนบแพ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 18 แผน 2) แบบฝึกทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 9 เรื่อง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด ซึ่งผู้ศึกษานำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานในการศึกษาด้วยสถิติ t-test
ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพ 87.06 / 82.42 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80 / 80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6547 หมายถึง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มขึ้นหลังจากการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ ร้อยละ 65.47 ซึ่งผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุปแบบฝึกทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาในครั้งนี้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เหมาะสมที่นำมาใช้พัฒนาการการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้
นางนันทา แก่นสูงเนิน (IP:158.108.233.94)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 278 25 ส.ค. 2553 (21:43)
ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการพัฒนาสวนเกษตรเป็นแหล่งการเรียนรู้ตามหลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพร้าว
กรุงเทพมหานคร
ชื่อผู้ศึกษา นางฑิตยวรรณ์ วงศ์สุวัฒน์
ปีที่ศึกษา พ.ศ. 2552

บทคัดย่อ

รายงานการประเมินโครงการพัฒนาสวนเกษตรเป็นแหล่งการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยใช้การประเมินแบบจำลองซิป (CIPP Model) มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ ดังนี้ 1)เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) เกี่ยวกับความเหมาะสมและความสอดคล้องของวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) เกี่ยวกับความเหมาะสมของบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ งบประมาณ และสิ่งอำนวยความสะดวกตามโครงการ 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation) เกี่ยวกับการดำเนินงานตามโครงการที่ปฏิบัติจริงด้านการบริหารจัดการ การจัดกระบวนเรียนรู้ การนิเทศ ติดตามกำกับและประเมินผล 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation) เกี่ยวกับผลการดำเนินโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการด้านประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งความพึงพอใจของนักเรียนและผู้ปกครองต่อการดำเนินงานตามโครงการ ประชากร คือ ผู้บริหารโรงเรียน ครูและบุคลากร ผู้เรียน ผู้ปกครองและคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร จำนวน 1219 คน กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารโรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ใช้ทุกคนเป็นกลุ่มเป้าหมายในการประเมิน ส่วนครูและบุคลากร นักเรียน ผู้ปกครองได้ขนาดตัวอย่างจากตารางเคร็จซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) รวมกลุ่มตัวอย่าง 847 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการพัฒนาสวนเกษตรเป็นแหล่งการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนเพชรถนอม ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.98 ผู้ศึกษาได้ส่งแบบประเมินโครงการเพื่อเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและได้รับแบบสอบถามคืนทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 100 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนและหลังดำเนินการโดยใช้ t-test (dependent sample)
ผลการประเมินพบว่า ผลการประเมินโครงการพัฒนาสวนเกษตรเป็นแหล่งการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนเพชรถนอม สำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานครหลังการดำเนินโครงการโดยรวมทุกด้าน พบว่า บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ มีความเหมาะสมและมีการดำเนินการ อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.60, S.D.= 0.57) และเมื่อจำแนกผลการประเมินโครงการทั้ง 4 ด้าน ปรากฏผล ในแต่ละด้าน ดังนี้
1.เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) เกี่ยวกับความเหมาะสมและความสอดคล้องของวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการพบว่า มีความเหมาะสมและมีการปฏิบัติ อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.61, S.D.= 0.57)
2. เพื่อประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) เกี่ยวกับความเหมาะสมของบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ งบประมาณ และสิ่งอำนวยความสะดวกตามโครงการพบว่า มีความพอเพียงของทรัพยากร อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.59, S.D.= 0.60)
3. เพื่อประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation) เกี่ยวกับการดำเนินงานตามโครงการที่ปฏิบัติจริงด้านการบริหารจัดการ การจัดกระบวนเรียนรู้ การนิเทศ ติดตามกำกับและประเมินผล พบว่า มีความสำเร็จและมีการปฏิบัติ อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.61, S.D.= 0.56)
4.เพื่อประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation) เกี่ยวกับผลการดำเนินโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการด้านประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งความพึงพอใจของนักเรียนและผู้ปกครองต่อการดำเนินงานตามโครงการ พบว่า มีความสำเร็จและมีคุณภาพ อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.60, S.D.= 0.55)
ผลการเปรียบเทียบการประเมินก่อนและหลังดำเนินการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัยทางสถิติที่ระดับ .05
นางฑิตยวรรณ์ วงศ์สุวัฒน์ (IP:124.122.168.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 279 2 ก.ย. 2553 (22:59)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนรายบุคคล เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพัทลุง จังหวัดพัทลุง
ผู้วิจัย นางอรอนงค์ คงจันทร์ ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนรายบุคคลวิชาเคมี เรื่องปริมาณสัมพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอนรายบุคคล เรื่องปริมาณสัมพันธ์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนรายบุคคล เรื่องปริมาณสัมพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนพัทลุง จังหวัดพัทลุง จำนวน 45 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ชุดการสอนรายบุคคลวิชาเคมี เรื่องปริมาณสัมพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดการสอนรายบุคคล เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์ แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนรายบุคคล เรื่องปริมาณสัมพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) หาค่าประสิทธิภาพ(E1/ E2) และทดสอบค่าที (t – test)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการสอนรายบุคคล เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 84.47/83.78 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (80/80) ผลการวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการสอนรายบุคคล เรื่องปริมาณสัมพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ค่า t = 31.44 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งกล่าวได้ว่าผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนรายบุคคล เรื่องปริมาณสัมพันธ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ปรากฏว่าอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดทุกข้อ
-----------------------------------
wkhongchan@yahoo.com (IP:118.173.200.183)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 280 3 ก.ย. 2553 (17:00)
ชื่อเรื่อง การศึกษาและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวอรอนงค์ รุทเทวิน
ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา
อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
ปีที่ศึกษาค้นคว้า 2552

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4/1 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 18 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 18 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวมเป็นจำนวน 18 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ชนิด 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าประสิทธิภาพ การหาค่าประสิทธิผล และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษา พบว่า
1. แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.14/82.13
2. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.6718 หรือคิดเป็นร้อยละ 67.18
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ปรากฏว่า อยู่ในระดับมากที่สุดจำนวน 6 ข้อ ที่เหลืออยู่ในระดับมาก เรียงอันดับจากค่าเฉลี่ย 3 อันดับแรก ดังนี้คือ ฉันภูมิใจและสนใจจะสะสมผลงานดีเด่นของตนเองอยู่ในระดับมากที่สุด ฉันชอบที่ครูมีแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยทำให้ตั้งใจเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และฉันชอบเรียนภาษาไทยเพราะทำให้ฉันได้ผ่อนคลายอยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ
จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี 4 โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ มีความสามารถ เกิดทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ได้สูงขึ้น และ เป็นสื่อ นวัตกรรม การเรียนการสอน ที่นำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาที่ 4 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
tanaka2009@gmail.com (IP:125.26.189.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 281 6 ก.ย. 2553 (23:31)
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม ๑
ผู้รายงาน นางวนิดา แก้วบุญเรือง
สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม ๑ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปีที่พิมพ์ 2553

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง หลักธรรมค้ำจุนโลก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นรูปแบบหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถได้อย่างเต็มศักยภาพ ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ในการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง หลักธรรมค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้ ผู้รายงานมีความมุ่งหมาย เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง หลักธรรมค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนเทศบาลเมืองท่าข้าม ๑ กองการศึกษา เทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวนนักเรียน 48 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง หลักธรรมค้ำจุนโลก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง หลักธรรมค้ำจุนโลก เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ร้อยละ (Percentage) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่า E1 / E2 ค่า t – test (Dependent Samples) และค่า ดัชนีประสิทธิผล E.I. (Effectiveness Index)

ผลการศึกษา พบว่า
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 คือ E1/E2 เท่ากับ 86.31/87.78
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 มีค่าเท่ากับ 0.7475 หรือร้อยละ 74.75
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป
มีความพึงพอใจทั้ง 4 ด้านโดยรวมเฉลี่ย 4.52 อยู่ในระดับมากที่สุด
saraph_sa@hotmail.com (IP:119.31.121.87)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 282 12 ก.ย. 2553 (11:50)
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบางกระดี่
ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่าง
ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนการ์ตูน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้บทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบางกระดี่ สำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 38 คน ซึ่งได้มา
โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่บทเรียนการ์ตูน
เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบบประเมินคุณภาพบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สำหรับผู้เชี่ยวชาญแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนา
ทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping จำนวน 15 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 81.62/82.10
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้บทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อ
การสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการใช้บทเรียนการ์ตูนสูงกว่าก่อนการใช้บทเรียนการ์ตูนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาบทเรียนการ์ตูน (IP:117.47.20.24)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 283 12 ก.ย. 2553 (11:51)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบางกระดี่
ผู้ศึกษา นางรัตนา บุญวานิช
ปีที่ศึกษา 2552
สถานศึกษา โรงเรียนวัดบางกระดี่ สำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบางกระดี่
ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่าง
ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนการ์ตูน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้บทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบางกระดี่ สำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 38 คน ซึ่งได้มา
โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่บทเรียนการ์ตูน
เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบบประเมินคุณภาพบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สำหรับผู้เชี่ยวชาญแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนา
ทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping จำนวน 15 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 81.62/82.10
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้บทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อ
การสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการใช้บทเรียนการ์ตูนสูงกว่าก่อนการใช้บทเรียนการ์ตูนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนการ์ตูนเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เรื่อง Shopping สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Rattana (IP:117.47.20.24)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 285 13 ก.ย. 2553 (10:50)
ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา
โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสุจินดา ป้องจันทร์ ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใยเทศบาลเมืองมหาสารคาม จังวัดมหาสารคาม
ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การสร้างพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กอนุบาลปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย เทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ กิจกรรมเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 20 กิจกรรม คู่มือการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือ กับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุแบบอัตนัย จำนวน 4 ข้อ โดยทำการทดลองระหว่างวันที่ 1-30 ธันวาคม 2551 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index)
ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. การพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.42/87.20 โดยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.7396 หมายความว่า การพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ ที่สร้างขึ้นชุดนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีการพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ระกว่างกล้ามเนื้อมือกับตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 73.96
สุจินดา ป้องจันทร์ (IP:125.26.149.108)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 286 13 ก.ย. 2553 (10:56)
ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา
โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสุจินดา ป้องจันทร์ ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใยเทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การสร้างพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กอนุบาลปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย เทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ กิจกรรมเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 20 กิจกรรม คู่มือการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือ กับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุแบบอัตนัย จำนวน 4 ข้อ โดยทำการทดลองระหว่างวันที่ 1-30 ธันวาคม 2551 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index)
ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. การพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.42/87.20 โดยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์จากเศษวัสดุ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.7396 หมายความว่า การพัฒนาความพร้อมด้านความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตา โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ จากเศษวัสดุ ที่สร้างขึ้นชุดนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีการพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ระกว่างกล้ามเนื้อมือกับตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 73.96
คุณครูสุจินดา ป้องจันทร์ (IP:113.53.173.52)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 287 20 ก.ย. 2553 (19:29)
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป
เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษา นางธัญวรัตม์ เอี่ยมศิริกุล
ปีที่ศึกษา 2552
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านคลองร่วม อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

บทคัดย่อ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านคลองร่วม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านคลองร่วม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 ประจำภาคเรียนที่ 2/2552 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปในครั้งนี้ มี 5 ประเภท ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนและค่า t – test แบบ Dependent Samples


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปพบว่า
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ E1/E2 = 84.93/ 85.84 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก
โดยสรุป บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบสุริยะและพลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างและพัฒนาขึ้นในครั้งนี้มีประสิทธิภาพ สามารถนำมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้
คุณครูธัญวรัตม์ เอี่ยมศิริกุล (IP:1.46.174.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 288 23 ก.ย. 2553 (14:39)
ชื่อเรื่องศึกษา รายงานการพัฒนาเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ
โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
ชื่อผู้ศึกษา นางนพวรรณ แก้วแหวน
ชื่อสถาบันที่สังกัด โรงเรียนประตูชัย
ปีการศึกษา ๒๕๕๑
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (๑) ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ (๒) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ (๓) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ และ (๔) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ โรงเรียนประตูชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต ๑ จำนวน ๔๒ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า มี ๓ ชนิด คือ ๑) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ จำนวน ๖ เล่ม ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และ ๓) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่า t-test แบบ dependent และหาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
๑. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีประสิทธิภาพดังนี้ เล่มที่ ๑ ๘ คุณธรรมพื้นฐาน (๘๓.๓๐/๘๒.๖๐) เล่มที่ ๒ เรื่องสั้นสนุกปลุกความคิด ( ๘๕.๗๐/๘๘.๖๐) เล่มที่ ๓ นิทานสอนใจเด็กดี (๘๒.๙๐/๘๔.๘๐) เล่มที่ ๔ บทร้อยกรองกล่อมใจให้ความสุข (๘๑.๗๐/๘๖.๐๐) เล่มที่ ๕ การละเล่นเด็กไทยให้ประโยชน์ (๘๓.๓๐/๘๖.๔๐) และเล่มที่ ๖ แก้วกล้าพาเที่ยวอยุธยา (๘๓.๑๐/๘๖.๗๐) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ เล่มที่ ๑ – ๖ เท่ากับ ๘๓.๓๐/๘๕.๘๐ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ๘๐/๘๐
๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีค่าเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕
๓. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีค่าเท่ากับ ๐.๖๖๙๗ แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่นักเรียนได้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๓ แล้วนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ ๖๖.๙๗
๔. นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ทุกด้านรวมมีค่าเท่ากับ ๔.๕๗ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อการเรียนแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ อยู่ในระดับมากที่สุด
นางนพวรรณ แก้วแหวน (IP:203.172.199.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 289 27 ก.ย. 2553 (14:58)
ชื่อเรื่อง : การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษกับการเรียนแบบปกติ
ชื่อผู้รายงาน : นางสาววัลภา สิงห์บุญ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ : ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ปีการศึกษา : 2553

การศึกษาครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษกับการเรียนแบบปกติและเพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน80 / 80 กลุ่มตัวอย่างที่นำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มทดลอง 30 คนและ กลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นประกอบด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ มีประสิทธิภาพ 82.00/83.00 คู่มือการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 20 ข้อมีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.75 ดำเนินการทดลองโดยให้นักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทำการทดสอบก่อนเรียนใช้เวลาในการเรียน 15 ชั่วโมง ให้กลุ่มทดลองเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและกลุ่มควบคุมเรียนแบบปกติ เมื่อเรียนจบเนื้อหาแล้วให้นักเรียนทั้งสองกลุ่มทดสอบหลังเรียนจากนั้นวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบหาค่าความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยหาค่า t – test สรุปผลการศึกษาค้นคว้าพบว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
(IP:125.25.218.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 290 28 ก.ย. 2553 (12:45)
ชื่อเรื่อง : รายงานการสร้างและทดลองใช้แบบฝึกทักษะการผันอักษร กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้รายงาน : นางสาวพิศมัย พาละพล
หน่วยงาน : โรงเรียนไขศรีปราโมชอนุสรณ์
พ.ศ. : 2553

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ
การผันอักษร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการผันอักษร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ
แบบฝึกทักษะการผันอักษร กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 /2 โรงเรียน
ไขศรีปราโมชอนุสรณ์ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เป็นห้องที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 25 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบฝึกทักษะการผันอักษรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน
30 ข้อ แบบทดสอบระหว่างเรียน จำนวน 30 ข้อ และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการผันอักษร
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
การทดสอบมาตรฐานใช้ t-test

ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการผันอักษร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.13/ 84.40
2. นักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการผันอักษร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนผลต่างเฉลี่ย 11.56 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 38.53
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการผันอักษรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
chingird@gmail.com (IP:1.46.140.82)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 292 29 ก.ย. 2553 (11:12)
เรื่อง : รายงานการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้รายงาน :นายสมศักดิ์ อินทรใจเอื้อ ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนวัดม่วง สำนักงานเขตบางแค กรุงเทพมหานคร

ปีการศึกษา : 2553
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test (Dependent Samples) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏว่า 1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.30/88.28 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นคือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3)นักเรียนมีระดับความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ซึ่งจากผลการพัฒนาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลือกซื้อ และการเก็บรักษาอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จึงกล่าวได้ว่านวัตกรรมนี้เหมาะสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้

คำสำคัญ : หนังสืออิเล็กทรอนิกส์, ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
fax_333@hotmail.com (IP:58.10.15.6)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 293 1 ต.ค. 2553 (13:30)
บทคัดย่อ


ชื่อวิจัย : รายงานการพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย
ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้วิจัย : นางปรียะดา บุญเจริญ ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) เทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง
ปีการศึกษา : 2552


การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยแบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 36 คน ในปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที
ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.73/86.88 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก อยู่ในระดับมาก
ครูปรียะดา บุญเจริญ (IP:119.42.120.215)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 294 2 ต.ค. 2553 (12:42)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้ศึกษา : นางกิ่งแก้ว ทองรุ่ง
ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2552

การศึกษาเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา สาระประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป ชุดประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 เล่ม คู่มือและแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน เวลาเรียน 17 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ
ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า มีประสิทธิภาพโดยรวมเป็น 90.43/87.71 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา สาระประวัติศาสตร์ ของนักเรียนหลังเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป พบว่า เฉลี่ยโดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูปในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53)
ครูกิ่งแก้ว ทองรุ่ง (IP:118.172.74.85)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 295 2 ต.ค. 2553 (12:47)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้ศึกษา : นางลัดดาวัลย์ เรือนคำ
ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2552

การศึกษาเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสันกลางวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 ชุด คู่มือและแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อสอบแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน ตอนที่ 2 ข้อสอบแบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ 20 คะแนน และตอนที่ 3 ทดสอบการอ่านออกเสียง 10 คะแนน รวมทั้งหมด 50 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน 15 ข้อ
ผลการศึกษาทั้งหมดสามารถสรุปได้ตามวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 86.32/82.29 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 และค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะมีค่าเท่ากับ 0.68
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะโดยเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65) และเมื่อพิจารณาแต่ละรายการพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกรายการ
ครูลัดดาวัลย์ เรือนคำ (IP:118.172.74.85)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 296 3 ต.ค. 2553 (19:23)
ชื่อผลงานทางวิชาการ การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย ให้มีความเหมาะสม
สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
ผู้วิจัย นายทวีศักดิ์ ศรีวรสาร
ที่ปรึกษา นายสุวิชัย ศรีเสน
ปีที่พิมพ์ 2553

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นการวิจัยในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา โดยประยุกต์ใช้ระเบียบ
วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พื้นที่ในการวิจัย พิจารณาเลือกหมู่บ้านที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน และการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ที่เหมาะสมในการนำมาจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น และเป็นชุมชนที่อยู่ในเขตบริการของโรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย ใช้ระยะเวลาการวิจัย
ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2552 รวมระยะเวลาในการวิจัย 3 เดือน กรอบแนวคิด
ในการสร้างหลักสูตรครั้งนี้ เกิดจากการศึกษานโยบายและความคาดหวังของหน่วยงานต้นสังกัด วิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบายของโรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย ที่กำหนดให้โรงเรียนจัดการศึกษา
ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ดำเนินการวิจัยเนื้อหาสาระตามมาตรา 23 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แนวคิดทฤษฎีที่ใช้ ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับการ
มีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาหลักสูตรในระดับท้องถิ่น แนวคิดเกี่ยวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้วิจัยได้ดำเนินการและสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

สรุปผล
การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน มีผลการดำเนินการดังนี้
1. ผลการสนทนากลุ่มเพื่อสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จากการประชุมสนทนากลุ่ม กลุ่มผู้ร่วมประชุมได้เสนอให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียน จะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ และจะเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชุมชน
ได้อย่างเหมาะสม


2. ผลการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ให้เหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่น โดยการ
มีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง สรภัญญ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การออกแบบลายผ้าไหม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง สมุนไพรในโรงเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ประเพณี ฮีต 12 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การละเล่นพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปศึกษา จัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ดนตรีพื้นบ้านอีสาน (พิณ) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ได้จัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การทำพานบายศรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัฒนธรรมอำเภอโคกโพธิ์ไชย
3. การประเมินประสิทธิภาพหลักสูตรท้องถิ่น โดยรวมพบว่า ประสิทธิภาพของหลักสูตรท้องถิ่น 8 กลุ่มสาระ อยู่ในระดับมาก หากพิจารณารายด้านเรียงลำดับจากมากไปน้อย พบว่า หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง สรภัญญ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีประสิทธิภาพที่ 4.45 หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง สมุนไพรในโรงเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพที่ 4.32
หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การออกแบบลายผ้าไหม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีประสิทธิภาพ
ที่ 4.31 หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การละเล่นพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา และหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ดนตรีพื้นบ้านอีสาน (พิณ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลป มีประสิทธิภาพเท่ากัน
ที่ 4.28 หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัฒนธรรมอำเภอโคกโพธิ์ไชย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีประสิทธิภาพที่ 4.16 หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ประเพณี ฮีต 12 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มีประสิทธิภาพที่ 4.12 และหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การทำพานบายศรี
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพที่ 4.10
tavesak@hotmail.com (IP:61.19.66.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 297 3 ต.ค. 2553 (21:29)
ชื่อเรื่อง รายงานการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทยเพื่อพัฒนาความสามารถ
ทางคณิตศาสตร์ด้านมิติสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านวังโป่ง
ชื่อผู้รายงาน นางบุปผา ทะหลวย
ปีการศึกษา 2553

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย 2) เปรียบเทียบความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านวังโป่ง อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง จำนวนทั้งสิ้น 25 คน โดยใช้แผน การทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ คู่มือการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย เพื่อพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 แผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย เพื่อพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านมิติสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 3) แบบทดสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านมิติสัมพันธ์ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การหาค่าเฉลี่ย(mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และ ค่าเฉลี่ยร้อยละ(percentage)

ผลการศึกษาพบว่า
ความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย มีค่าเฉลี่ยคะแนน เท่ากับ 58.40 และหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย มีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 87.80 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมกลางแจ้งการละเล่นแบบไทย
นางบุปผา ทะหลวย (IP:118.172.114.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 298 5 ต.ค. 2553 (09:36)
บทคัดย่อ

ชื่อผลงานการศึกษา รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดบทร้อยกรองไทย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องบทร้อยกรอง
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้ศึกษา นางเกวลี สามัญตระกูล
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านวังกระโดนน้อย
วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี (คบ.) วิชาเอก ภาษาไทย
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนบ้านวังกระโดนน้อย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์
ปีที่ทำการศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย
(1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดบทร้อยกรองไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
(2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องบทร้อยกรองไทย ของนักเรียนก่อน และหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูป
(3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุดบทร้อยกรองไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

กลุ่มตัวอย่างที่ผู้ศึกษาใช้ในการศึกษาเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้มีการคละกันของนักเรียนที่มีผลการเรียนสูงและต่ำอยู่ในกลุ่มเดียวกัน จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป ชุดบทร้อยกรองไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องบทร้อยกรองไทย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุดบทร้อยกรองไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป (80/80) ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ (IOC) ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ และสถิติ t-test แบบ dependent เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน

ผลการศึกษา พบว่า ผลการหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูป ชุด บทร้อยกรองไทย ทั้งหมด 8 เรื่อง พบว่าบทร้อยกรอง เรื่องกลอนแปด มีค่าประสิทธิภาพของบทเรียนมากที่สุด เท่ากับ 88.79/89.57 และบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องกาพย์ยานี มีค่าประสิทธิภาพของบทเรียนน้อยที่สุด เท่ากับ 80.00/80.87 สำหรับบทเรียนสำเร็จรูปทั้งชุด รวม 8 เรื่อง มีค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพเท่ากับ 83.21/83.70 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ t-test แบบ dependent พบว่าการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ย 21.74 คะแนน และ 34.09 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการหาค่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุดบทร้อยกรองไทย พบว่า โดยส่วนรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 2.87) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีคุณภาพระดับมาก จำนวน 10 รายการ
ครูเกวลี สามัตระกูล (IP:119.42.68.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 299 5 ต.ค. 2553 (15:48)
ชื่อเรื่อง การสร้างแบบฝึกทักษะ เรื่อง สารและสมบัติของสาร สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย นางแก่นจันทร์ กางทอง
สถานศึกษา โรงเรียนภูดินแดงวิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร
ปีที่พิมพ์ 2553


บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สร้างแบบฝึกทักษะ เรื่อง สารและสมบัติของสารสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังใช้แบบฝึก โดยมีขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการสร้างแบบฝึกทักษะ 2. การสร้างแบบฝึกทักษะ 3. การสร้างเครื่องมือและเอกสารประกอบ คือ แผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4. การทดลองหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 5. การปรับปรุงแก้ไข
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนภูดินแดงวิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 33 คน ใช้เวลาในการทดลอง 14 คาบ คาบละ 60 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที่ (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 89.20/84
ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง สารและสมบัติของสารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3) ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกอยู่ในระดับมาก แสดงว่าแบบฝึกทักษะนี้เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้
nuengwindowslive.com (IP:125.26.244.226)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 300 6 ต.ค. 2553 (15:34)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง : รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนบ้านนายเหรียญ
สำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร
ผู้รายงาน : นางรัตติกาล วังคะฮาด
โรงเรียน : บ้านนายเหรียญ สำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร
ปีการศึกษา : ปีการศึกษา 2552

รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนบ้านนายเหรียญ สำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพมหานครครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อประเมินผลโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนบ้านนายเหรียญ สำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพมหานครในด้านบริบท (Context) ด้านปัจจัยป้อน (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) 2) เพื่อนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะมาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนบ้านนายเหรียญ สำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา กรรมการสถานศึกษาและเครือข่ายผู้ปกครอง และนักเรียน รวมทั้งสิ้น 455 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็น 1) แบบสอบถามการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนบ้านนายเหรียญ สำหรับ ผู้บริหารและครู 2) แบบสอบถามการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนบ้านนายเหรียญ สำหรับกรรมการสถานศึกษาและเครือข่ายผู้ปกครอง 3) แบบสอบถามการประเมินโครงการโรงเรียน ส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนบ้านนายเหรียญ สำหรับนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ (%) และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการประเมิน พบว่า
1) ด้านบริบท (Context) เกี่ยวกับ สภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียนบ้านนายเหรียญ ได้แก่ นโยบายโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ เป้าหมายโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ วัตถุประสงค์ของโครงการ และแผนงานโครงการ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.60, =0.52)
2) ปัจจัยป้อน (Input) เกี่ยวกับความเหมาะสมของงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ บุคลากร และวิธีดำเนินการตามโครงการตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( =4.46 , =0.47 )

3) กระบวนการ (Process) เกี่ยวกับความเหมาะสมของ กระบวนการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ตามโครงการที่ปฏิบัติจริง ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( =4.49 , =0.46 ) ตามความคิดเห็นของกรรมการสถานศึกษาและเครือข่ายผู้ปกครอง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 3.87 , S.D.=1.07 ) และตามความคิดเห็นของนักเรียน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก ( = 4.18, S.D.= 0.42)
4) ด้านผลผลิต (Product) เกี่ยวกับ ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ที่ได้ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก( = 4.32, S.D.= 0.51) ตามความคิดเห็นของผู้ปกครอง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.03, S.D.= 1.00)
นางรัตติกาล วังคะฮาด (IP:182.232.72.234)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 301 7 ต.ค. 2553 (14:33)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา”
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย นายพนา ทองเจียว
สังกัด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1
สถานที่ทำงาน โรงเรียนบ้านหัวขัว อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
ปีที่วิจัย 2552

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านหัวขัว ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 6 คน ได้มาซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ชุด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 แผน จำนวน 15 ชั่วโมง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .50 ขึ้นไป 3) เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ .26 – .72 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ .27 – .71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า Z-test

ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/84.44 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
นายพนา ทองเจียว (IP:119.31.121.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 302 7 ต.ค. 2553 (14:46)
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา”
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย นายพนา ทองเจียว
สังกัด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1
สถานที่ทำงาน โรงเรียนบ้านหัวขัว อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
ปีที่วิจัย 2552

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านหัวขัว ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 6 คน ได้มาซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ชุด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 แผน จำนวน 15 ชั่วโมง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .50 ขึ้นไป 3) เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ .26 – .72 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ .27 – .71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า Z-test

ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/84.44 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05

นายพนา ทองเจียว (IP:119.31.121.88)
นายพนา ทองเจียว (IP:119.31.121.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 303 7 ต.ค. 2553 (19:51)
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำใน
ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา : นางนันทวัน บัวขำ

บทคัดย่อ

บทเรียนสำเร็จรูปเป็นสื่อการสอนที่สนองต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้หลายรูปแบบ และยัง
ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง สนับสนุนการจัดการเรียนสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นตัวกลางที่
ช่วยสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ
ความหมายของเนื้อหาบทเรียนได้ตรงตามที่ผู้สอนต้องการ การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันจึงได้
นำบทเรียนสำเร็จรูปมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
5 เกิดองค์ความรู้อย่างยั่งยืน มีความรู้ มีพื้นฐาน มีทักษะในการพัฒนาภาษาไทยได้ถูกต้อง และมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อประเมินผลการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเทศบาล 4 (ชุมชนวัดธรรมจักร) เทศบาลนครพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 33 คน ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ระยะเวลาที่ใช้ คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p) รายข้ออยู่ในช่วง 0.37 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ในช่วง 0.20 – 0.49 และหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตรของ Alpha-Cronbach Coefficient ได้ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.81 และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale) 5 ระดับจำนวน 10 ข้อ
ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เท่ากับ 87.14/88.48
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.6752 หรือ คิดเป็นร้อยละ 67.52
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้ค่าสถิติที (t) เท่ากับ 13.37 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
4. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจอย่างยิ่ง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.73 โดยสรุปบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
sarunrut_1972@hotmail.com (IP:223.206.84.55)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 304 9 ต.ค. 2553 (21:26)

ชื่อเรื่อง  รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ 33101 รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 


ผู้ศึกษา  นายประจวบ  ลาอาภัย


โรงเรียนบ้านท่าไม้  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร  เขต  1


ปีที่ศึกษา  2552


 


บทคัดย่อ


               


             การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย  1)  เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  เรื่อง  การเล่นกีฬา(เปตอง)  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย   3)  เพื่อเปรียบเทียบผลการแข่งขันกีฬาเปตอง  ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึกด้วยเอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตี หนีความปราชัย  4)  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย


กลุ่มตัวอย่าง  คือ  นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนบ้านท่าไม้  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร  เขต  1  ในภาคเรียนที่  2   ประจำปีการศึกษา  2552   จำนวน  28  คน


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  1)  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101 รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  จำนวน 12  แผน  2)  เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย   3)  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101 รายวิชา           พลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  จำนวน  20  ข้อ


4)  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้             โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  จำนวน  12  ข้อ


                ผลการศึกษาพบว่า  1)  เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ  95.37/94.46   2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  3)  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 


kuabju
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 305 9 ต.ค. 2553 (21:38)
เรื่อง การพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนมีนบุรี สำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
ผู้ศึกษา นางสาวรัชนี ดอกไม้ทอง
ปีที่ศึกษา 2552

บทคัดย่อ
สภาพแวดล้อมทั้งในพื้นที่บริเวณสนาม รอบอาคาร ภายในอาคารต่าง ๆ และในห้องเรียนมีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามอยู่ตลอดเวลา เป็นลักษณะของสภาพแวดล้อมที่ดี มีความเหมาะสมและสามารถเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของโรงเรียน จึงนับได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา เพราะสามารถส่งเสริมให้นักเรียน ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เต็มตามศักยภาพ และมีลักษณะนิสัยที่ดีงาม
การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนมีนบุรี สำนักงานเขตมีนบุรี สังกัดกรุงเทพมหานคร มีกลุ่มผู้ร่วมศึกษา จำนวน 9 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 32 คน ทำการศึกษาโดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการพัฒนาจำนวน 2 วงรอบ ในแต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการวางแผน 2) ขั้นการปฏิบัติ 3) ขั้นการสังเกต และ 4) ขั้นการสะท้อนผล กลยุทธ์ที่ใช้ ได้แก่ การประชุมระดมความคิด การจัดกิจกรรม 5 ส. การติดตามตรวจสอบและประเมินผล โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 3 ลักษณะ คือ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน การตรวจสอบข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และเสนอผลการศึกษาโดยวิธีพรรณนา
ผลการศึกษาพบว่า สภาพก่อนการดำเนินการพัฒนา โรงเรียนยังจัดสภาพแวดล้อมได้ไม่ดีและไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนเท่าที่ควร ยังไม่เหมาะสมในอันที่จะเสริมสร้างเจตคติ ค่านิยมที่ดีงาม และลักษณะที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นกับนักเรียน เมื่อได้ดำเนินการพัฒนาตามกระบวนการ ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ครบ 2 วงรอบ ทำให้สภาพแวดล้อมของโรงเรียน ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การพัฒนาบรรลุผลตามความมุ่งหมาย คือ โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน บริเวณสนาม รอบอาคาร ภายในอาคารต่าง ๆ และในห้องเรียน มีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามอยู่ตลอดเวลา กิจกรรมการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ห้องเรียนทุกห้องมีการจัดตกแต่งอย่างสวยงาม เอื้อต่อการเรียนรู้ตามเนื้อหาที่ศึกษาเล่าเรียน นักเรียนมีแรงจูงใจในการเรียน รักความสะอาด และมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้มีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ทั้งในด้านการเรียนรู้วิชาการต่าง ๆ และด้านความรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตน ซึ่งเป็นที่คาดหมายได้ว่า นักเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นในโอกาสต่อไป
โดยสรุป การดำเนินการจัดให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ โดยให้บุคลากรในโรงเรียน ได้มีส่วนร่วมในการวางแผน การร่วมประชุมระดมความคิด ร่วมดำเนินการพัฒนา จัดกิจกรรมส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และกิจกรรม 5 ส. เป็นผลให้โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ทำให้เกิดพัฒนาการทางกายอารมณ์และสติปัญญา กิจกรรมการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
นางสาวรัชนี ดอกไม้ทอง (IP:182.53.51.128)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 306 9 ต.ค. 2553 (21:47)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง รายงานผลการประเมินการดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554)

การประเมินผลการดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554) สำนักงานเขตบางเขน สังกัดกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์การประเมินดังนี้
1. เพื่อประเมินความคิดเห็นของครูที่มีต่อการดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554)
2. เพื่อประเมินความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554)
3. เพื่อประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของนักเรียนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554)
กลุ่มตัวอย่างใช้ในการศึกษา คือ ครูโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ปีการศึกษา 2553 จำนวน 108 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 15 คน และนักเรียน จำนวน 345 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของ ลิเคอร์ท (Likert) ดังนี้
1. แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อการดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554)
2. แบบสอบถามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีต่อการดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554)
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของนักเรียนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554)

ผลการประเมิน
การประเมินความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียนที่มีต่อการดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554) ครูมีความเห็นว่า การดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554) ในภาพรวมมีการดำเนินการอยู่ในระดับมาก กิจกรรมที่ดำเนินอยู่ในระดับมากสองลำดับแรก ได้แก่ มีการปฏิบัติตาม ปรัชญาและความมุ่งหมาย ตลอดจนวิสัยทัศน์ ภารกิจ นโยบาย และสภาพความสำเร็จของการพัฒนาไว้อย่างต่อเนื่อง ชัดเจน และ มีการดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ ตามช่วงระยะเวลาของแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์(ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554) กิจกรรมที่มีการดำเนินการอยู่ในลำดับสุดท้าย ได้แก่ มีการสรุปรายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินการ ตามแผนพัฒนาคุณภาพที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554) สำหรับคณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า การดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ (ฉบับปีการศึกษา 2552 – 2554) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายการที่คณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นว่าดำเนินการอยู่ในระดับมากสองลำดับแรก ได้แก่ ผลการเรียนของนักเรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น และมีการประชุมร่วมกับโรงเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข่าวสารซึ่งกันและกัน ส่วนรายการที่คณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นว่าดำเนินการอยู่ในลำดับสุดท้าย ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการสนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์ แรงงาน และเงินงบประมาณในการดำเนินงานของโรงเรียนให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนนักเรียนนั้น มีความคิดเห็นว่ามีการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของนักเรียนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ฉบับปีการศึกษา 2552 - 2554 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายการที่นักเรียนมีความคิดเห็นว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากสองลำดับแรก ได้แก่ นักเรียนมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแล รักษาความสะอาดของห้องเรียน อาคารเรียน อาคารประกอบ สถานที่บริเวณทั่วไป และนักเรียนแต่งกายด้วยเครื่องแบบที่ถูกต้องตามระเบียบของโรงเรียน ส่วนรายการที่นักเรียนมีความคิดเห็นว่ามีการปฏิบัติอยู่ในลำดับสุดท้าย ได้แก่ นักเรียนงดสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เสพสิ่งเสพติดทุกชนิด ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งในและนอกโรงเรียน
นายณัฐวัฒน์ วีรภัทรังกูร (IP:182.53.51.128)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 307 12 ต.ค. 2553 (22:22)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง ผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง
จังหวัดสงขลา
ชื่อผู้วิจัย นางใจทิพย์ บุญธรรม
โรงเรียน วัดโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา
ปีการศึกษา 2553

ผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโคกม่วง ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดโคกม่วง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 3 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 10 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 25 แผน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) หาค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบที (t- test)
ผลการศึกษาพบว่า (1) คุณภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคุณภาพซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ E1 / E2 เท่ากับ 83.22/86.94 (2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน พบว่า อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด โดยเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.74 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.18
boonthub@yahoo.com (IP:115.67.89.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 308 14 ต.ค. 2553 (19:40)
ชื่อรายงาน : รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ชื่อผู้รายงาน : นายนภาดล บัววังโป่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียน : โรงเรียนบ้านท่าเยี่ยม อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
ปีที่พิมพ์ : 2551
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านท่าเยี่ยม อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติ (t - test) แบบ Dependent
สรุปผลการพัฒนา
1. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่ามีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ เท่ากับ 85.05 และ
มีประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ เท่ากับ 83.33 เอกสารประกอบการสอน มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์
80 / 80 คือมีประสิทธิภาพ 85.05/83.33
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมีความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ( ) = 4.63
phiengkhuan@hotmail.com (IP:118.172.135.75)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 309 18 ต.ค. 2553 (09:52)
ชื่อรายงาน การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๔ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ผู้รายงาน นางอำไพ ทิพย์จันทร์
สถานศึกษาที่สังกัด โรงเรียนบ้านเหล่าป่าฝาง ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
ปีการศึกษา ๒๕๕๓

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ๒. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนบ้านเหล่าป่าฝาง จำนวน ๑๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการอ่านจับใจความ จำนวน ๙ ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน ๓๐ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การหาประสิทธิภาพ E๑/E๒ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ (IOC) ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก
ผลการศึกษา พบว่า
๑. ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านเหล่าป่าฝาง มีประสิทธิภาพเฉลี่ยทั้ง ๙ = E๑/E๒ โดยจำแนกเป็น ชุดที่ ๑ นิทานอ่านสนุก มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยมีประสิทธิภาพคะแนนเฉลี่ย ๘๘.๖๗/๙๓.๓๓ รองลองมา ได้แก่ ชุดที่ ๙ สืบสานปริศนาคำทาย ๘๘.๐๐/๙๑.๗๘ ชุดที่ ๒ สุขใจบทเพลง ๘๖.๖๗/๙๑.๖๗ ชุดที่ ๓ บรรเลงบทกลอน ๘๔.๔๑/๘๙.๗๘ ชุดที่ ๘ ดูดีสถานการณ์ ๘๒.๖๗/๘๘.๗๘ ชุดที่ ๔ ตามคำพ่อสอน ๘๑.๘๙/๘๘.๘๗ ชุดที่ ๕ หนูยอดนักอ่านข่าว ๘๐.๗๘/๘๗.๔๑ และชุดที่ ๖ เรื่องราวบทความ ๘๐.๖๗/๘๗.๖๗ ส่วนชุดที่ ๗ ลองตามสารคดี มีประสิทธิภาพต่ำสุด โดยมีประสิทธิภาพ ๘๐.๓๓/๘๖.๘๗

๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ๑๘.๑๘ คิดเป็นร้อยละ ๖๐.๖๐ และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ๒๕.๐๐ คิดเป็นร้อยละ ๘๓.๓๓ ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ ๘๐ ถ้าเปรียบเทียบความแตกต่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ๖.๒ คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๖๗ แสดงว่า กระบวนการเรียนการสอนจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑
การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ (IP:110.164.31.254)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 310 19 ต.ค. 2553 (14:07)
ชื่อรายงาน : รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง รำมังคละสองแคว
ประถมศึกษาปีที่ 5
กลุ่มสาระการเรียนรู้ : กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์)
ชื่อผู้รายงาน : นางนิตยา ท้าวฮ้าย
ปีที่รายงาน : 2553
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง รำมังคละสองแคว กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดจอมทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ปีการศึกษา 2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) เพื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง รำมังคละสองแคว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์) ตลอดจนศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง รำมังคละสองแคว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์) กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียน
วัดจอมทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าความยากง่าย ค่าความเชื่อมั่น ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความแตกต่าง และค่าความแปรปรวน ค่า T-test
และค่าดัชนีประสิทธิผล
ผลการพัฒนาพบว่า
1. ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง รำมังคละสองแคว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 4 บท จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนนการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียน และคะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการทดสอบหลัง โดยรวมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.50/90.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จากที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง รำมังคละสองแคว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แล้ว โดยรวมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดจอมทอง สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
3. ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง รำมังคละสองแควชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมแล้วนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับ มาก
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (IP:223.206.169.230)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 311 19 ต.ค. 2553 (16:09)
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตาของเด็กปฐมวัย
ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา)
ชื่อผู้รายงาน สุปราณี โพธิบุตร
สถานศึกษา โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรีเขต 2 ปีการศึกษา 2553
บทคัดย่อ
ในการดำเนินการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) และเพื่อศึกษาร้อยละความก้าวหน้าของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา)
ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) ประกอบไปด้วย จำนวน 3 เล่มคือ เล่มที่ 1 กิจกรรมการ ฉีก ตัด ปะ จำนวน 10 กิจกรรม เล่มที่ 2 กิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุ จำนวน 10 กิจกรรม และเล่มที่ 3 กิจกรรมการร้อย จำนวน 10 กิจกรรม รวมทั้งสิ้น 30 กิจกรรม ใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 2 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือและตา ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยระหว่างทำกิจกรรม ด้วยชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบที (t-test)
ผลการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) พบว่า ประสิทธิภาพด้านกระบวนการเรียนการสอน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด (ร้อยละ 86.64) สำหรับประสิทธิภาพด้านผลสำเร็จ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด (ร้อยละ 84.00) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) พบว่า คะแนน ผลการพัฒนา กล้ามเนื้อมือและตา ก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนน การพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา หลังการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ กล่าวคือ 84.27/52.36 ตามลำดับ ผลการศึกษาร้อยละความก้าวหน้า ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) พบว่าในภาพรวม มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 31.91 ซึ่งพบว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และเมื่อพิจารณา รายบุคคล พบว่า นักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด (มากกว่าร้อยละ 25 ขึ้นไป)
au_r@hotmail.com (IP:118.174.188.76)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 312 22 ต.ค. 2553 (15:35)
ชื่อผลงาน การพัฒนาชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
รายวิชาพระพุทธศาสนา รหัสวิชา ส31101 เรื่อง อริยสัจ 4 สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ผู้ศึกษา นางสมศิริ โกษา
ปีที่ศึกษา 2551
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ภายหลังการสอนด้วยชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่องอริยสัจ 4 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนด่านเกวียนวิทยา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 จำนวน 29 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยการจับสลาก จากนักเรียนจำนวน 5 ห้อง เครื่องมือที่ใช้เป็นแผนจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่องอริยสัจ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยนำมาหาค่าความเที่ยงตรง ค่าประสิทธิภาพ ค่าอำนาจจำแนกและค่าความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าคะแนนเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า ประสิทธิภาพของชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่อง อริยสัจ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การศึกษาพบว่า ชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นประสิทธิภาพเท่ากับ 88.45/87.60 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจากการศึกษาพบว่าชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการศึกษาพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน แสดงว่านักเรียนได้เรียนด้วยชุดการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่องอริยสัจ 4 แล้วทำให้นักเรียนมีความรู้และสามารถปฏิบัติตามหลักคำสอนจากเรื่องต่าง ๆ สูงขึ้นจากเดิม ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจ ซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ย สูงสุดเท่ากับ 4.83 และค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.60 อยู่ในระดับมากที่สุด
krondee9931@hotmail.com (IP:118.175.29.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 313 27 ต.ค. 2553 (17:01)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ
ผู้วิจัย เสาวณีย์ โชคชาตรี
ปีที่วิจัย 2552

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การหาร โดยใช้แบบฝึกทักษะ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียน เรื่อง การหาร โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์ ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 39 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 แผน (2) แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 แบบฝึก (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.76 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.28 ถึง 0.85 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.35 ถึง 0.67 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test (Dependent Sample) ผลการวิจัยปรากฏว่า
1. แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การหาร มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.51/81.88
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
yada_bulin@hotmail.com (IP:113.53.105.247)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 314 28 ต.ค. 2553 (15:16)
ชื่องานที่ศึกษา: การศึกษาเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์
โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเวียงป่าเป้าวิทยาคม
ผู้ศึกษา : นางจิตตาภัทร์ นวลคำมา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ : กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ


บทคัดย่อ

การศึกษาเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังต่อไปนี้ 1)เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบ SQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ตามเกณฑ์ 80 / 80 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเวียงป่าเป้าวิทยาคม 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบ SQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1โรงเรียนเวียงป่าเป้าวิทยาคม อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2)แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน 3) แบบประเมินความพึงพอใจ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ( ) หาค่าความแตกต่างค่า ที (t-test) หาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

สรุปผลการศึกษา
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบ SQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยเฉลี่ยทั้ง 7 ชุด พบว่าในการทดสอบคะแนนระหว่างเรียนของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้ค่าเฉลี่ยร้อยละรวม 80.44 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 92.13 ดังนั้นประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จึงสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ เท่ากับ 80.44/92.13 เมื่อพิจารณาเป็นรายเรื่อง พบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) เรื่องที่มีค่ามากที่สุดคือ เรื่องที่ 3 The House of the Future มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.00/92.30 รองลงมาคือ เรื่องที่ 2 การอ่านข่าว และ เรื่องที่ 6 เรื่อง Instruction & Labels มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.60/92.30 และ 92.60 และน้อยที่สุดคือ เรื่องที่ 7 Weather Forecast มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.00/91.60 ตามลำดับ
2. คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) จากการคำนวณจะเห็นว่า ค่า t มีค่าเท่ากับ 20.67 ซึ่งมีค่ามากกว่าค่า t ที่นัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 2.75 ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้รูปแบบSQ3R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)โดยเฉลี่ยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.39, S.D.= 0.60) และเมื่อวิเคราะห์แยกเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่นักเรียนมีความพึงพอใจ ระดับคะแนนมากที่สุดอันดับ 1 ได้แก่ ข้อที่ 6 การใช้สี ขนาดตัวอักษรในการนำเสนอมีความชัดเจน พึงพอใจระดับมากที่สุด ( = 4.77, S.D.= 0.43) ระดับรองลงมา ได้แก่ ข้อที่ 4 แบบฝึกหัดท้ายแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสม พึงพอใจระดับมากที่สุด ( = 4.73, S.D.= 0.45) และระดับน้อยที่สุด ได้แก่ ข้อที่ 1 การอธิบายการใช้แบบฝึกทักษะมีความกะทัดรัดเข้าใจง่าย พึงพอใจระดับมาก ( = 4.06, S.D. = 0.75) ตามลำดับ
punnee31@hotmail.com (IP:180.180.222.129)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 315 31 ต.ค. 2553 (20:46)
ชื่อเรื่อง รายงานการการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป
เรื่อง กฎหมายพื้นฐานและข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ผู้รายงาน นายสุชาติ ทองรับแก้ว
ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2553

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายพื้นฐานและข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายพื้นฐานและข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมและศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายพื้นฐานและข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนวัดบางปะกอก สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 40 คน โดยวิธีสุ่มแบบง่าย (Sample Random Sampling) โดยการจับฉลาก ระยะเวลาในการศึกษาจำนวน 10 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายพื้นฐานและข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของบทเรียนสำเร็จรูปแต่ละเล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test Dependent Sample)
ผลการวิจัยพบว่า
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายพื้นฐานและข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
มีประสิทธิภาพ 90.37/84.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง กฎหมายพื้นฐานและข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
อยู่ในระดับมากที่สุด
suchat@hotmail.com (IP:58.9.43.97)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 316 7 พ.ย. 2553 (09:22)
บทคัดย่อ

ชื่อผลงาน การศึกษาเปรียบเทียบวิธีจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามแนวปฏิรูป
การศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้ชุดการสอน
แบบศูนย์การเรียนกับเกมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
ผู้ศึกษา นางณัชชามณฑ์ ช้อนทอง วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
สังกัด โรงเรียนวัดไตรสามัคคี จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต ๑ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ปีที่เสนอ ๒๕๕๓

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับเกมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๕/๘๕ ๒) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับเกมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ๓) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ของนักเรียน
ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับเกมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๕ ก่อนการเรียนและหลังการเรียน ๔) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับเกมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ หลังการเรียน และ ๕) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับเกมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ หลังการเรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ของโรงเรียน
วัดไตรสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต ๑ ประจำภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ มีจำนวน ๒ ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีจับสลากเลือกนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน คละกัน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ๑) เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับเกมสร้างสรรค์ ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๕๐ ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) รายข้อตั้งแต่ ๐.๒๗-๐.๗๔ มีค่าอำนาจจำแนก (r) รายข้อตั้งแต่ ๐.๓๖-๐.๗๑ และมีค่าความเชื่อมั่น (KR-๒๐) ทั้งฉบับ เท่ากับ ๐.๘๔๑๖ และ ๓) แบบวัดเจตคติที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนกับนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้เกมสร้างสรรค์ หลังการเรียน มีข้อคำถาม จำนวนทั้งสิ้น ๒๕ ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ เท่ากับ ๐.๙๒๑๖ โดยมีสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ๑) ค่าเฉลี่ย ( ) ๒) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ๓) ค่าประสิทธิภาพของวิธีจัดการเรียนรู้ (E๑/ E๒) ๔) ค่าดัชนีประสิทธิผลของวิธีจัดการเรียนรู้ (The Effectiveness Index) และ ๕) สถิติทดสอบสมมติฐานแบบ t-test Independent Sample และ t-test Dependent Sample ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า
๑. ประสิทธิภาพของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ
โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ในภาพรวม มีประสิทธิภาพ E๑/E๒คิดเป็น ร้อยละ ๘๗.๙๗/๘๕.๒๒ และทั้ง ๗ ชุดการสอน มีประสิทธิภาพ E๑/E๒ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ
๘๕/๘๕
๒. ประสิทธิภาพของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ
โดยใช้เกมสร้างสรรค์ ในภาพรวม มีประสิทธิภาพ E๑/E๒ คิดเป็น ร้อยละ ๙๖.๕๓/๘๗.๑๔ และทั้ง ๗ เกมสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ E๑/E๒ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ ๘๕/๘๕
๓. ดัชนีประสิทธิผลของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ในภาพรวม มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) รายกลุ่ม เท่ากับ ๐.๗๑๖๔ และทั้ง ๗ ชุดการสอน มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) รายกลุ่ม สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ๐.๕๐ ขึ้นไป
๔. ดัชนีประสิทธิผลของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้เกมสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ในภาพรวม มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) รายกลุ่ม เท่ากับ ๐.๗๙๗๕ และทั้ง ๗ เกมสร้างสรรค์ มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) รายกลุ่ม
สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ๐.๕๐ ขึ้นไป
๕. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑
๖. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้เกมสร้างสรรค์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑
๗. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กับนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้เกมสร้างสรรค์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ หลังการเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑
๘. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กับนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้เกมสร้างสรรค์ มีเจตคติที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ หลังการเรียน
ในภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทั้ง ๕ ด้าน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑
นางณัชชามณฑ์ ช้อนทอง (IP:115.87.79.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 317 7 พ.ย. 2553 (09:23)
บทคัดย่อ

ชื่อผลงาน การพัฒนาและทดลองใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์
ด้านร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๕
ผู้ศึกษา นางณัชชามณฑ์ ช้อนทอง วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
สังกัด โรงเรียนวัดไตรสามัคคี จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต ๑ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ปีที่เสนอ ๒๕๕๓

การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เป็นการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ให้กับผู้เรียนอย่างเป็นระบบโดยใช้สื่อประเภทต่างๆ ที่สอดคล้องกับเนื้อหาและกิจกรรมมาช่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมาย ส่งเสริมผู้เรียนได้รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ให้มีประสิทธิภาพ ๒) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรองโดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้าน
ร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๕/๘๕ ๓) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ๔) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง ของนักเรียน
ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ก่อนการเรียนและหลังการเรียน ๕) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน
เชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ กับเกณฑ์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ร้อยละ ๘๐ หลังการเรียน และ ๖) เพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ หลังการเรียน
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ของโรงเรียน
วัดไตรสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต ๑ ประจำภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ มีจำนวน ๓ ห้องเรียน มีนักเรียน จำนวน ๑๐๘ คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ๑) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง
โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๒๐ แผนการจัดการเรียนรู้ ๒) ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๕๕ แบบฝึก ๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๕๐ ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) รายข้อตั้งแต่ ๐.๓๒-๐.๗๓ มีค่าอำนาจจำแนก (r) รายข้อตั้งแต่ ๐.๒๙-๐.๘๕ และมีค่าความเชื่อมั่น (KR-๒๐) ทั้งฉบับ เท่ากับ ๐.๘๔๖๓ ๔) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๒๐ ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) รายข้อตั้งแต่ ๐.๒๗-๐.๖๘ มีค่าอำนาจจำแนก (r) รายข้อตั้งแต่ ๐.๓๓-๐.๗๖ และมีค่าความเชื่อมั่น (KR-๒๐) ทั้งฉบับ เท่ากับ ๐.๘๐๒๕ และ ๕) แบบวัดเจตคติที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๑๕ ข้อ มีค่า
ความเชื่อมั่น (α) ทั้งฉบับ เท่ากับ ๐.๙๐๔๔ โดยมีสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ๑) ค่าเฉลี่ย () ๒) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ๓) ค่าประสิทธิภาพของวิธีจัดการเรียนรู้ (E๑/ E๒)
๔) ค่าดัชนีประสิทธิผลของวิธีจัดการเรียนรู้ (The Effectiveness Index) และ ๕) สถิติทดสอบสมมติฐานแบบ t-test One Sample, t-test Independent Sample และ t-test Dependent Sample กับประชากรกลุ่มเดียว
ผลการศึกษาพบว่า
๑. ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ ๕ ในภาพรวม มีคุณภาพ อยู่ในระดับ ดีมาก ( เท่ากับ ๔.๗๒) และทั้ง ๓ ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ มีคุณภาพ อยู่ในระดับดีมาก ( อยู่ระหว่าง ๔.๖๖-๔.๗๗)
๒. ประสิทธิภาพของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ในครั้งที่ ๓ ขั้นทดลองภาคสนาม ในภาพรวม มีประสิทธิภาพ E๑/E๒ คิดเป็น ร้อยละ ๙๕.๑๓/๘๘.๒๖ และ ทั้ง ๓ ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ มีประสิทธิภาพ E๑/E๒ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ ๘๕/๘๕
๓. ดัชนีประสิทธิผลของวิธีจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
ในภาพรวม มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) รายกลุ่ม เท่ากับ ๐.๗๙๓๔ และทั้ง ๓ ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) รายกลุ่ม สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ๐.๕๐ ขึ้นไป
๔. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง ในภาพรวม หลังการเรียน สูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ และนักเรียนห้องเรียนที่ ๕/๑-๕/๓
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑
๕. นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ หลังการเรียน ในภาพรวม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน
เชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สูงกว่าเกณฑ์การเรียนรู้ ร้อยละ ๘๐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ และนักเรียนห้องเรียนที่ ๕/๑-๕/๓ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง
สูงกว่าเกณฑ์การเรียนรู้ ร้อยละ ๘๐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑
๖. เจตคติที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ร้อยกรอง ของนักเรียน
ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้านร้อยกรอง สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ หลังการเรียน ในภาพรวม อยู่ในระดับ ดี ( เท่ากับ ๔.๑๔) และนักเรียนห้องเรียนที่ ๕/๑-๕/๓ มีเจตคติ อยู่ในระดับดี ( เท่ากับ ๔.๑๙, ๔.๑๗ และ ๔.๐๗) ตามลำดับ
m_borrirat@hotmail.com (IP:115.87.79.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 318 8 พ.ย. 2553 (09:50)
ชื่อเรื่องรายงาน : การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมิเดีย เรื่อง เซลล์สิ่งมีชีวิตและการสร้างอาหารของพืช
วิชาวิทยาศาสตร์ ว21101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้รายงาน : นายถิรภัทร์ สุวรรณชาติ

บทคัดย่อ

รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย วิชาวิทยาศาสตร์ ว21101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จัดทำเพื่อศึกษาคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง เซลล์สิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและการสร้างอาหารของพืช โดยก่อนนำไปใช้จริงได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ตรวจสอบคุณภาพ แล้วนำมาแก้ไข ทดลองใช้ ปรับปรุงจนมีคุณภาพ ประสิทธิภาพและความก้าวหน้าสูงกว่าเกณฑ์ โดยประสิทธิภาพ พบว่า เรื่องเซลล์สิ่งมีชีวิต E1/ E2 = 80.55/83.55 เรื่องสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีประสิทธิภาพ E1/ E2 = 80.22/83.22 เรื่องที่ 3 การสร้างอาหารของพืชมีประสิทธิภาพ E1/ E2 = 80.22/83.77 ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนและความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1 เซลล์สิ่งมีชีวิต ร้อยละ 41.75 t = 5.00 เรื่องที่ 2 สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ร้อยละ 40.66 t = 12.96 เรื่องที่ 3 การสร้างอาหารของพืช ร้อยละ 39.88 t = 25.51 ที่ระดับ .01 (df = 44 ; t ตาราง = 2.29 ) สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์กับไม่ได้ใช้ พบว่ากลุ่มทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย มีคะแนนสูงกว่ากลุ่มไม่ได้ใช้ ระยะกลางภาคเรียนที่ 1 ร้อยละ 45.90 ระยะปลายภาคเรียนที่ 1 ร้อยละ 50.39 ส่วนภาคเรียนที่ 2 ไม่ได้ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียทุกกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่เคยทดลองใช้ ได้คะแนนกลางภาคเรียนที่ 2 มากกว่าห้องที่ไม่ได้ใช้ ร้อยละ 22.89 และปลายภาคเรียนที่ 2 กลุ่มที่เคยทดลองได้คะแนนมากกว่า ทุกกลุ่มที่ไม่เคยใช้ ร้อยละ 35.39 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่ใช้ในภาคเรียนที่ 1 สูงกว่าภาคเรียนที่ 2 ซึ่งไม่ได้เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มากขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนเรื่องความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย วิชาวิทยาศาสตร์ ทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก และมีความคิดเห็น ที่มีความพึงพอใจในระดับมากแตกต่างกันน้อยมาก แต่มีความคิดเห็นใกล้เคียงกันในระดับมาก ( =3.62 – 3.89, S.D = 0.44-0.63) ได้แก่ ด้านประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน ผู้เรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย อยู่ในระดับมาก ทุกรายการ ( = 3.71 – 3.89, S.D = 0.44-0.55) คือ ด้านความพึงพอใจของผู้เรียน ผู้เรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมิเดีย อยู่ในระดับมากทุกรายการ ( = 3.62 – 3.80, S.D = 0.50-0.63) ด้านผลที่เกิดกับผู้เรียน ผู้เรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย อยู่ในระดับมากทุกรายการ ( = 3.71 – 3.80, S.D = 0.50-0.63) ด้านเนื้อหา ผู้เรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย อยู่ในระดับมากทุกรายการ ( = 3.71 – 3.80, S.D = 0.50-0.63) ด้านองค์ประกอบบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมิเดีย ผู้เรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมิเดีย อยู่ในระดับมากทุกรายการ ( = 3.62 – 3.76, S.D = 0.53-0.58)
tii_s@windowslive.com (IP:202.143.177.9)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 319 8 พ.ย. 2553 (10:00)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง ธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลศีขรภูมิ
ผู้รายงาน นางภาวิณี บุญช่วยชีพ
ปีที่รายงาน ปี พ.ศ.2553

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาชุดการสอน เรื่องธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลศีขรภูมิ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์
คือ 1) เพื่อพัฒนาชุดการสอนเรื่อง ธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน เรื่อง ธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้จากการใช้ชุดการสอน
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนอนุบาลศีขรภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling) จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบการรายงาน คือ ชุดการสอน เรื่องธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ชนิดเลือกตอบ
4 ตัวเลือกจำนวน 50 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง ธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย สถิติพื้นฐาน
คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ ใช้ดัชนีค่าความสอดคล้องแบบ IOC โดยนำเสนอผู้ เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของ
ชุดการสอนวิเคราะห์โดยหาค่ากระบวนการกับผลลัพธ์(E1/E2)
ผลการศึกษาพบว่า ชุดการสอน เรื่อง ธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลศีขรภูมิ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.09/82.88 ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5098 หมายถึงนักเรียนมีความรู้
หลังเรียนเพิ่มขึ้น 0.5098 คิดเป็นร้อยละ 50.98 และมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้
ชุดการสอนเท่ากับ 4.51 หมายถึง อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
โดยสรุปชุดการสอน เรื่อง ธรรมชาติของแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนสามารถที่จะนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของนักเรียนต่อไป
pavinee2504@hotmail.com (IP:125.26.114.6)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 320 8 พ.ย. 2553 (20:53)
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
m_borrirat@hotmail.com (IP:115.87.107.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 321 10 พ.ย. 2553 (09:59)
ชื่อรายงาน : รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ชื่อผู้รายงาน : นายนภาดล บัววังโป่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียน : โรงเรียนบ้านท่าเยี่ยม อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
ปีที่พิมพ์ : 2553
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านท่าเยี่ยม อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตร เขต 1 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติ (t - test) แบบ Dependent
สรุปผลการพัฒนา
1. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่ามีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ เท่ากับ 85.18 และ
มีประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ เท่ากับ 84.29 เอกสารประกอบการสอน มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์
80 / 80 คือมีประสิทธิภาพ 85.18/84.29
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมีความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ( ) = 4.68
phiengkhuan@hotmail.com (IP:118.172.135.113)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 322 12 พ.ย. 2553 (11:49)

ชื่อเรื่อง  รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  


กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ 33101 รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 


ผู้ศึกษา  นายประจวบ  ลาอาภัย


โรงเรียนบ้านท่าไม้  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร  เขต  1


ปีที่ศึกษา  2552


 


บทคัดย่อ


               


             การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย  1)  เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  เรื่อง  การเล่นกีฬา(เปตอง)  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย   3)  เพื่อเปรียบเทียบผลการแข่งขันกีฬาเปตอง  ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึกด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตี หนีความปราชัย  4)  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย


กลุ่มตัวอย่าง  คือ  นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนบ้านท่าไม้  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร  เขต  1  ในภาคเรียนที่  2   ประจำปีการศึกษา  2552   จำนวน  28  คน


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  1)  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101 รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  จำนวน 12  แผน  2)  เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย 3)  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบ การเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101 รายวิชา  พลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  จำนวน  20  ข้อ


4)  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้             โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  จำนวน  12  ข้อ


                ผลการศึกษาพบว่า  1)  เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ  95.37/94.46   2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ 33101 รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  3)  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  รหัสวิชา  33101  รายวิชาพลศึกษา(กีฬาเปตอง)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่อง  ทักษะการวางตีหนีความปราชัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 


 


kuabju
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 323 12 พ.ย. 2553 (13:00)
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นครับ หลังจากที่รอมานาน ตอนนี้วิชาการ.คอม ได้ดำเนินการพัฒนาและสร้างช่องทางเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ ผลงานครู เสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนี้ครูอาจารย์ทุกท่านสามารถใช้ช่องทางใหม่ในการเผยแพร่ผลงานของตัวเองได้แล้วครับ ที่
www.vcharkarn.com/journal

ส่วนผลงานที่เคยถูกไว้เผยแพร่ตามที่ต่างๆ เช่น กระทู้ หรือ blog ตอนนี้ทีมงานวิชาการ.คอม กำลังย้ายมูลส่วนนั้นไปยังระบบใหม่

จึงแจ้งมาให้ทราบครับ
ขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการ.คอม

Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 325 18 ต.ค. 2554 (20:30)
บทคัดย่อ
เรื่องที่รายงาน : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา
ผู้รายงาน : นางฤดี ครองสมบูรณ์
ปีที่รายงาน : พ.ศ. 2554

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนบางชัน(ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test
ผลการพัฒนา พบว่า
1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (80/80) คือ 85.18 / 86.33
2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตราหลังเรียนมีค่าสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกดไม่ตรงมาตราชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.91) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.= 0.24)
ฤดี (IP:124.122.86.89)

จำไว้ตลอด

กระทู้นี้ ปิด รับความเห็นค่ะ