วิชาการดอทคอม ptt logo

วิชาการ.คอม ขอสอบถามข้อมูลเรื่อง การเผยแพร่ผลงานของครู

โพสต์เมื่อ: 14:45 วันที่ 1 เม.ย. 2551         ชมแล้ว: 316,773 ตอบแล้ว: 325
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

สวัสดีครับ

 

เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้มีครูอาจารย์หลายท่านเผยแพร่ผลงานวิชาการของตัวเอง ผ่านเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ทั้งผ่านเว็บบอร์ครู-อาจารย์ และในส่วนของ Blog ซึ่งทางวิชาการดอทคอมรู้สึกยินดี และ เป็นเกียตริที่เราได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อถือจากคุณครูหลายท่าน ให้เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน

 

เนื่องจากมีผู้เผยแพร่ผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทางวิชาการดอทคอมเลยมีแนวความคิดที่จะสร้างระบบจัดการและฐานข้อมูลสำหรับผลงานวิชาการเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อให้การเผยแพร่ผลงานของครูอาจารย์แต่ละท่านเป็นระบบ และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น รวมถึงง่ายต่อการค้นหาและค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับครูอาจารย์ท่านอื่น ๆ ในการนำไปพัฒนาการเรียนการสอน และ ปรับปรุงผลงานวิชาการของตัวเอง

 

แต่เนื่องจากทางทีมงานยังขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับผลงานวิชาการ และระเบียบวิธีการนำเสนอ จึงใคร่ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน ช่วยให้ข้อมูลกับทีมงาน เพื่อจะได้นำไปรวบรวมและดำเนินการพัฒนาระบบดังกล่าวต่อไป สำหรับข้อมูลที่เราอยากทราบ ก็เช่น ประเภทของผลงานวิชาการ ว่ามีกีประเภท แบ่งหมวดหมูอย่างไร 

 

หรือถ้าครูอาจารย์แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ก็สามารถแจ้งให้ทางทีมงานทราบได้ครับ จะผ่านทางกระทู้นี้ หรือจะอีเมล์มาที่ smilesmile@vcharkarn.com ก็ได้ครับ

 

ขอแสดงความนับถือ

 

ทีมงานวิชาการดอทคอม



จ้อ
ร่วมแบ่งปัน1444 ครั้ง - ดาว 268 ดวง





จำนวน 314 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2- 3| 4|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 11 ต.ค. 2551 (12:11)

บทคัดย่อ


 


                    สุวาวิโรจน์  จันลา:  ผลของการใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธในการลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กปฐมวัย  โรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว


 


                    วัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อ  1)  เปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย 


ก่อนทำกิจกรรมกลุ่มกับหลังทำกิจกรรมกลุ่ม  2)  เปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย  ที่ทำกิจกรรมกลุ่มกับไม่ทำกิจกรรมกลุ่ม 


                    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 4-5 ปี  ของโรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว  จำนวน  20  คน  แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง  10  คน  และกลุ่มควบคุม  10  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี  1)  กิจกรรมกลุ่ม  จำนวน  24  กิจกรรม  2) แบบประเมินพฤติกรรม


วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาความแตกต่างของผลการทำกิจกรรมกลุ่มของ


กลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังการทำกิจกรรมกลุ่ม  โดยใช้สถิติ  t-test  (dependent  test)


และหาความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ t-test


(independent test) 


                    ผลการวิจัยพบว่า  พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่  .05  โดยพฤติกรรมก้าวร้าวหลังการทดลองลดลง  กลุ่ม


ทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมก้าวร้าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05


โดยกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยกว่ากลุ่มควบคุม  นักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมกลุ่มคือมีความสนุกสนานและมีประโยชน์  นอกจากนั้น อุปกรณ์กิจกรรม สถานที่จัดกิจกรรมและระยะเวลามีความเหมาะสม


 


สุวาวิโรจน์ จันลา: ผลของการใช้กิจกรรม (IP:125.27.126.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 ต.ค. 2551 (12:14)

บทคัดย่อ


 


                    สุวาวิโรจน์  จันลา:  ผลของการใช้กิจกรรมกลุมสัมพันธในการลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กปฐมวัย  โรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว


 


                    วัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อ  1)  เปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย 


ก่อนทำกิจกรรมกลุ่มกับหลังทำกิจกรรมกลุ่ม  2)  เปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย  ที่ทำกิจกรรมกลุ่มกับไม่ทำกิจกรรมกลุ่ม 


                    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  คือเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 4-5 ปี  ของโรงเรียนบ้านเหล่ากกโก  จังหวัดสระแก้ว  จำนวน  20  คน  แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง  10  คน  และกลุ่มควบคุม  10  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี  1)  กิจกรรมกลุ่ม  จำนวน  24  กิจกรรม  2) แบบประเมินพฤติกรรม


วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อหาความแตกต่างของผลการทำกิจกรรมกลุ่มของ


กลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังการทำกิจกรรมกลุ่ม  โดยใช้สถิติ  t-test  (dependent  test)


และหาความแตกต่างของพฤติกรรมก้าวร้าวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ t-test


(independent test) 


                    ผลการวิจัยพบว่า  พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่  .05  โดยพฤติกรรมก้าวร้าวหลังการทดลองลดลง  กลุ่ม


ทดลองและกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมก้าวร้าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05


โดยกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยกว่ากลุ่มควบคุม  นักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมกลุ่มคือมีความสนุกสนานและมีประโยชน์  นอกจากนั้น อุปกรณ์กิจกรรม สถานที่จัดกิจกรรมและระยะเวลามีความเหมาะสม


 


สุวาวิโรจน์ จันลา (IP:125.27.126.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 14 ต.ค. 2551 (20:54)

ชื่อเรื่อง                  รายงานการประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษา


                              ทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1


ชื่อผู้ประเมิน         อรวรรณ  แดงประดับ


ปีการศึกษา            2549


บทคัดย่อ


 


                การประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรีเขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ  ประเมินโครงการด้านบริบท   ปัจจัยเบื้องต้น  กระบวนการดำเนินงาน  และผลผลิต โดยใช้รูปแบบ   การประเมินแบบซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม (Stuffebeam) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative  Research)  การเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินมีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้แก่  เทคนิควิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (paired weighting procedure or paired comparison) ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า P.W.P. แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  การสนทนากลุ่ม  การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง  ตลอดจนการศึกษาวิเคราะห์เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย  นักเรียน จำนวน  75  คน ครู จำนวน  6  คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน  7  คน  ผู้ปกครอง  จำนวน  23  คน รวมทั้งสิ้น 111  คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย


ผลการประเมินสรุปได้  ดังนี้


1.       ด้านบริบทเพื่อจัดทำโครงการ


                   1.1 ผลจากการประชุมสัมมนาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  เพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานในรอบปีการศึกษา 2548  และการใช้เทคนิควิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (paired weighting procedure or paired comparison) ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า P.W.P. เพื่อหาความต้องการจำเป็น พบว่า โครงการที่ต้องการพัฒนาอันดับแรก คือ การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  และพบว่าโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 แต่ยังไม่เคยมีการประเมินโครงการ  ผู้ประเมินจึงประเมินโครงการนี้


1.2   ผลการประเมินบริบทของโครงการ ในด้านความสอดคล้องระหว่างบริบทของโครงการ


กับนโยบาย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของคณะครู โดยภาพรวมมีความสอดคล้องอยู่ในระดับ มาก ( = 4.47 )


 


2.       ด้านปัจจัยเบื้องต้น


    ผลการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ด้านความเหมาะสมหรือความเพียงพอเกี่ยวกับ


บุคลากร  งบประมาณ  สื่อ  วัสดุอุปกรณ์ และแผนงาน / โครงการ โดยภาพรวม พบว่า มีความเหมาะสมหรือเพียงพออยู่ในระดับมาก ( = 4.21 )  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


3.   ด้านกระบวนการ


                3.1  ผลการประเมินด้านความรู้  และความสามารถในกระบวนการฝึกอบรมครูเกี่ยวกับการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในภาพรวมอยู่ในระดับ  มาก (  = 3.70 ) ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                     3.2  ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อทางไกลผ่านดาวเทียม  พบว่า โดยภาพรวมครูผู้สอนทุกคนหรือร้อยละ 100  มีการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 


                     3.3  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการได้รับการนิเทศภายในของครูโดยภาพรวมครูได้รับการนิเทศภายในร้อยละ 100  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                   3.4  ผลการประเมินกระบวนการตามแผนงานโครงการ ตามความคิดเห็นของครูและผู้บริหารโรงเรียน พบว่า ในภาพรวมการดำเนินการตามแผนงานโครงการอยู่ในระดับ มาก  (  = 3.79)  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                 4.  ด้านผลผลิต


    4.1  ผลการทดสอบวัดความรู้  และความสามารถของครูในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่าน


ดาวเทียมมาจัดการเรียนรู้และพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของตนเอง  หลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม


                     4.2  ผลการประเมินการเห็นคุณค่าในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของครู  พบว่า ครูทุกคนหรือร้อยละ 100  เห็นคุณค่าในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม


     4.3  การนำเสนอผลการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  พบว่า


ในภาพรวมครู มีการนำเสนอผลการดำเนินงานจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลของครูผู้สอน  ร้อยละ 100  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  


                    4.4  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน       ชั้น ป.1 - ป.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ ในปีการศึกษา  2549  เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2548  ร้อยละ 2.30 


อรวรรณ แดงประดับ (IP:118.174.122.78)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 14 ต.ค. 2551 (21:44)

รายงานการศึกษานักเรียน (Case Study)


 


กรณีศึกษา  :  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านอ่างหิน  ปีการศึกษา  2549 


         มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงทุกกลุ่มสาระ


วัตถุประสงค์


เพื่อรายงานสาเหตุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงหลังจากการประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม


ความสำคัญของการศึกษา


สืบเนื่องจากการประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ปีการศึกษา  2549   มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงทุกรายวิชา  ดังนั้นจึงมีการศึกษารายกรณีเพื่อทำให้ทราบถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง  ช่วยให้ครู ผู้ปกครอง  และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้ความเอาใจใส่นักเรียนและจัดกิจกรรม  จัดสภาพแวดล้อม  ที่เหมาะสมในการพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความสามารถอย่างเต็มตามศักยภาพ


กลุ่มที่ศึกษา


                   นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านอ่างหิน ที่เลือกแบบเจาะจง (Purposive  sampling)  จำนวน  12  คน ปีการศึกษา  2549  


ขั้นตอนการศึกษา


1.       การศึกษารายกรณีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 


2.       พฤติกรรมทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 


3.       การสังเคราะห์การศึกษารายกรณีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 


เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล


1.       แบบสังเกต


2.       แบบสัมภาษณ์


3.       แบบเยี่ยมบ้าน


4.       แบบบันทึกผลหลังสอน


วิธีดำเนินการศึกษา


                   การศึกษารายกรณี ใช้กระบวนการศึกษา  7 ขั้นตอน ดังนี้


1.       กำหนดปัญหาและตั้งสมมติฐาน


2.       รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล


3.       ทำการวินิจฉัย


4.       ให้การช่วยเหลือ ป้องกันและส่งเสริม


5.       ทำนายผล


6.       ติดตามผล


7.       สรุปผลและข้อเสนอแนะ


สรุปผล


                   ในการศึกษารายกรณีนักเรียน  เรื่อง  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง  ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านอ่างหิน สรุปผลได้ดังนี้


   1. จากการศึกษารายกรณีนักเรียน  เรื่อง  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง  โรงเรียนบ้านอ่างหิน


พบว่าทั้ง  12  คน  มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านสังคมและจิตใจ  จำนวน  6  คน  และอีก  4  คน  มีสาเหตุจากพัฒนาการทางด้านสติปัญญา  ส่วนอีก  2  คน  ไม่พบประเด็นปัญหา  โดยพบรายละเอียดดังนี้


1.1    สาเหตุปัจจัยด้านจิตใจและสังคมพบว่า นักเรียนได้อยู่ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์


กล่าวคือ ไม่ได้อาศัยในครอบครัวที่มี พ่อ แม่ ลูก อยู่ในครอบครัวเดียวกันแม้แต่คนเดียว โดยอาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่หรือปู่ ย่า ตา ยาย  ป้า และมาอาศัยวัดอยู่จำนวน  3  คน ทำให้นักเรียนขาดความอบอุ่น ไม่มีผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ ของตนเอง สภาพครอบครัวส่วนใหญ่ยากจน  ยกเว้นเด็กชายสหรัฐที่มีเงินใช้จ่ายได้สะดวก   ทำให้นักเรียนมีปมด้อย  ไม่มั่นใจในตนเอง   ไม่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง  และประการสำคัญคิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า  สภาพสังคมของนักเรียนกลุ่มนี้ เข้าสังคมไม่เก่ง  มีเพื่อนน้อย  ไม่ชอบคบเพื่อน   เนื่องจากความอายและปมด้อย  เก็บตัวไม่ต้องการให้ใครดูถูกและพูดถึง


                           นอกจากนี้สภาพจิตใจของนักเรียนทุกคนไม่มั่นคง ไม่มั่นใจในตนเอง ว้าเหว่   ขาดความรัก  ความอบอุ่น  จิตใจสับสน  คิดมาก  แก้ปัญหาไม่ได้  ไม่มีเป้าหมายในชีวิต หาทางออกให้กับปัญหา   ต่าง ๆ ที่รุมเร้าไม่ได้และคิดสับสนวนไปวนมาจนเครียดและเหม่อลอยจนสังเกตได้


                           ส่วนสาเหตุจากความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านสติปัญญา  พบว่า   มีนักเรียน  4  คน  คือ เด็กชายณรงค์ศักดิ์   เด็กชายจักรกฤษณ์  เด็กชายประสิทธิ์และเด็กชายราชา ที่มีปัญหาทางด้านสติปัญญาเข้ามามีส่วนเป็นสาเหตุด้วย โดยที่ เด็กชายณรงค์ศักดิ์ ตอนเกิดมีความไม่สมบูรณ์ของสภาพร่างกาย  รูปร่างผอมมาก  และสมองสั่งงานช้า,  เด็กชายจักรกฤษณ์  มีลักษณะเป็นเด็กมีปัญหา  ไม่ชอบพูดจา  และไม่สนใจการเรียน  สมาธิสั้น,  เด็กชายประสิทธิ์ขาดเรียนบ่อยและมีปัญหาครอบครัว  อาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง  และบางครั้งต้องเปลี่ยนที่อยู่บ่อย ๆ  ทำให้การเรียนไม่ต่อเนื่อง  จึงไม่สนใจในการศึกษาเล่าเรียน  ประกอบกับพัฒนาการทางด้านสมองเป็นไปอย่างช้ามาก  และเด็กชายราชา  เป็นเด็กขาดความอบอุ่นอาศัยอยู่กับพระที่วัดอ่างหิน  นาน ๆ  ครั้งจึงจะได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย  สภาพที่อยู่อาศัยอยู่ร่วมกับเด็กวัดหลาย ๆ คน  บางครั้งถูกรุ่นพี่กลั่นแกล้ง  ซึ่งเป็นส่วนทำให้กลัว  คิดมาก  และหาทางออกไม่ได้  บางครั้งจึงมีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ


1.2   แนวทางการแก้ไขปัญหาของนักเรียนที่มีปัญหาด้านจิตใจและสังคม  ที่สามารถปรับ


พฤติกรรมต่าง ๆ  ของนักเรียนจนสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นดังนี้


                                   1.2.1  แก้ปัญหาความยากจนโดยการให้นักเรียนทำงานหารายได้  ฝึกอาชีพต่าง ๆ จัดหาทุนการศึกษา เสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียนให้


                                   1.2.2  สร้างทักษะทางสังคม โดยการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน เช่น  การรับบริจาคสิ่งของ  เป็นผู้ช่วยครู  พัฒนาวัด  ฝึกการต้อนรับผู้มาเยี่ยมโรงเรียน  นำเสนอข้อมูลหน้าเสาธง  เป็นผู้ประสานงานห้องเรียนระหว่างครู นักเรียน


                                         1.2.3  ใช้เทคนิคให้คำปรึกษานักเรียนโดยใช้ทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบภวนิยม  (Existentialism)  ทฤษฎีให้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริง (Reality  Therapy)  ทฤษฎีให้คำปรึกษาแบบบุคคลเป็นศูนย์กลาง  (Client – Centered  Therapy)  ประกอบการเสริมแรงโดยกล่าวให้กำลังใจ ยกย่อง ชมเชย ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส


                                  1.2.4  สร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน เช่น    พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า หรือญาติของนักเรียน ได้เข้าใจนักเรียนมากขึ้น ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ความรักและช่วยแนะแนวทางการปฏิบัติตน


                                 1.2.5  ให้มองเห็นศักยภาพของตนเอง  สร้างเป้าหมายและพยายามไปสู่เป้าหมายนั้น


                           1.3  พัฒนาและส่งเสริมนักเรียนที่มีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาต่ำ ดังนี้


                                   1.3.1    ฝึกอาชีพที่นักเรียนมีความสนใจ


                                                 1.3.2    ฝึกให้นักเรียนรักและเห็นคุณค่าในตนเองโดยจัดกิจกรรมกีฬา  ชมรมดนตรี 


                                   1.3.3    ฝึกนักเรียนให้มีทักษะทางสังคมโดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ


                                   1.3.4    ฝึกความเป็นผู้นำโดยเป็นผู้ช่วยครูในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ


                                   1.3.5    พัฒนาด้านการเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ 


                   2.  สังเคราะห์การศึกษารายกรณีนักเรียนเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ


                           2.1  สังเคราะห์สาเหตุที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  พบว่า เกิดจากปัจจัยด้านจิตใจและสังคมมากที่สุด   รองลงมาคือความเกี่ยวข้องกับทางสติปัญญา  พันธุกรรมและไม่ทราบแน่ชัดว่า   เกิดจากความผิดปกติทางชีวเคมีในสมอง


                           2.2  สังเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาของนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  พบว่าใช้วิธีการให้คำปรึกษา/เสริมแรง  สร้างทักษะทางสังคม  สร้างความเข้าใจขอความร่วมมือผู้เกี่ยวข้อง  และร่วมกันสร้างเป้าหมายมากที่สุดและรองลงมาใช้วิธีแก้ปัญหาความยากจน


                           2.3  สังเคราะห์กิจกรรมในการพัฒนาและส่งเสริมพฤติกรรมของนักเรียนที่มี


ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ พบว่า  กิจกรรมที่จัดมากที่สุดคือ สร้างความรักและเห็นคุณค่าในตนเอง  ฝึกทักษะทางสังคม   รู้จักวิธีการเรียน   รองลงมาคือ ฝึกอาชีพ และน้อยที่สุดคือ ฝึกความเป็นผู้นำ


อรวรรณ แดงประดับ (IP:118.174.166.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 15 ต.ค. 2551 (08:33)

บทคัดย่อ


 


               รายงานการใช้นวัตกรรมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ของเด็กปฐมวัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดเสริมประสบการณ์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อศึกษาระดับทักษะพื้นฐาน                 ทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  โดยรวมและจำแนกรายทักษะหลังการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์  3) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นเด็กปฐมวัย  ชั้นอนุบาลปีที่  2  ของโรงเรียนบ้านหินสี  อำเภอปากท่อ  จังหวัดราชบุรี  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2550  จำนวน  12  คน  เพื่อให้เด็กได้รับการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์เป็นระยะเวลา  20  สัปดาห์  สัปดาห์ละ  2  วัน  ได้แก่  วันอังคารกับวันพฤหัสบดี  วันละ  30  นาที  รวม  40  ครั้ง


                เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ  แผนการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย  (µ)  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ( )  และค่าวิกฤตของที  (t)


 


                ผลการศึกษาพบว่า


                การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  โดยการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ของเด็กปฐมวัย  ก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย  (µ)  เท่ากับ  7.83  อยู่ในระดับน้อย  หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย  (µ)  เท่ากับ  16.58  อยู่ในระดับปานกลาง


อนงค์ มณีรัตน์ (IP:118.174.142.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 16 ต.ค. 2551 (13:47)

ณัฎฐิกา  ลิ้มเฉลิม. (2550). การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทาง


            โรงเรียนวิถีพุทธในโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ).


 


            การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ  ในโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการ ประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ประเมินกระบวนการดำเนินโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการ และผลกระทบที่ชุมชนได้รับ โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) และรูปแบบการประเมินของโพรวัส (Provus Model) เพื่อตรวจสอบด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการ ที่เกิดขึ้นจริงเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดตามตัวชี้วัดมาตรฐานแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ทราบความสอดคล้องในการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธในโรงเรียนวัดเหนือวน(ประชาอุทิศ)กับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ


            กลุ่มตัวอย่างในการประเมิน ประกอบด้วย  คณะครูโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) 


ในปีการศึกษา 2549 จำนวน 6 คน นักเรียนโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) จำนวน 92 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน  8  คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน  92  คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ แแบบสอบถาม แบบประเมิน แบบรายงาน แบบบันทึก      แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบวัดเจตคติ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการระดมความคิดเห็น    (Brain storming)  สอบถาม และสังเกตเชิงปริมาณควบคู่กับเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย (Inductive content Analysis)


ผลการประเมิน พบว่า ประเด็นการประเมินทุกประเด็นและภาพรวมของโครงการ


ผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ


                1.  บริบทของโครงการ จากการประชุมระดมความคิดเห็นของคณะครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรากฏผลดังนี้


                     1.1  หลักการและเหตุผลของโครงการ มีความสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ นโยบายด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้


                     1.2  วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการมีความเหมาะสมและครอบคลุมสภาพปัญหาของโรงเรียน และบริบทของสังคมที่ต้องการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้แก่นักเรียน


                     1.3 กิจกรรมที่จัดให้แก่นักเรียน คณะครู และคณะกรรมการสถานศึกษา         ขั้นพื้นฐานโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) มีความคิดเห็นว่ากิจกรรมที่กำหนดไว้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธในโรงเรียนวัดเหนือวน (ประชาอุทิศ) ที่กำหนดให้มีการดำเนินงานจัดสภาพและองค์ประกอบของโรงเรียนตามแนวทางวิถีพุทธในทุกด้าน


            2. ปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ความพร้อมและความเหมาะสมด้านบุคลากรครู ความพร้อมและความเหมาะสมด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา และความพร้อมและความเหมาะสมทางกายภาพของโครงการ พบว่า มีความพร้อมและความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก


            3. กระบวนการดำเนินงานโครงการ ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ และด้านการจัดกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต มีการปฏิบัติและความเหมาะสมกับเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดตามมาตรฐานตัวชี้วัดของกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในระดับมาก   ทุกด้าน


               4. ผลผลิตของโครงการ ด้านพัฒนาการทางกาย พัฒนาการทางสังคม  พัฒนาการทางจิตใจและอารมณ์ และพัฒนาการทางสติปัญญา หลังดำเนินโครงการนักเรียนมีพัฒนาการทุกด้านเพิ่มสูงขึ้น


            5. ผลกระทบที่ได้รับจากโครงการ ด้านเจตคติของนักเรียนต่อพระพุทธศาสนา และผลกระทบที่บ้าน วัด และโรงเรียนได้รับอยู่ในทางที่ดี


            ข้อเสนอแนะ


            1. ผลการศึกษาด้านบริบท สะท้อนให้เห็นว่า หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกิจกรรม ของโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ กำหนตามความต้องการจำเป็นของสังคมในด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้แก่คนในสังคมและนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะคุณธรรม จริยธรรม เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนไทยนับถือมาแต่โบราณกาล ดังนั้นการนำคุณค่าแท้ของพระพุทธศาสนากลับมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต มีการอบรมบ่มเพาะศีลธรรม ปลูกฝังพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม กล่อมเกลาจิตใจ สร้างทัศนคติและค่านิยมที่ดีต่อวัฒนธรรมไทยให้แก่เกิดแก่คนไทย จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งให้แก่สังคม ทำให้สังคมอยู่ได้อย่างเป็นสุข และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันที่ก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งนั่นเอง


            2. ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น สะท้อนให้เห็นว่า ความพร้อมและความเหมาะสมด้านบุคลากรครู ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา และด้านกายภาพภายในสถานศึกษา เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้นักเรียนสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นควรมีการวางนโยบายและให้ความรู้ความเข้าใจ เตรียมสิ่งที่จะทำให้การดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธเป็นไปได้โดยสะดวก เช่น การหาที่ปรึกษา แหล่งศึกษา  และเอกสารข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรึกษาที่เป็นกัลยาณมิตรในการพัฒนาวิถีพุทธ ซึ่งอาจเป็นพระภิกษุ หรือคฤหัสถ์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีศรัทธาและมีความรู้ชัดในพุทธธรรม


            3. ผลการประเมินด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการ สะท้อนให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มั่นใจว่าทำให้ผู้เรียนเกิดมีฉันทะ โดยมองเห็นความจริงและซาบซึ้งในคุณค่าแห่งพุทธธรรม มีการแสดงถึงเหตุ ถึงผล เชื่อมโยงประยุกต์ใช้ปัญญาสร้างความรู้ใหม่ และกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต ให้มีลักษณะสอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น สร้างบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วย บ้าน วัด และสถาบันอื่นๆ ในชุมชนมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน  และส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมพัฒนาสถานศึกษาด้วยวิถีแห่งพุทธธรรมต่อไป


            4. ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการ สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางวิถีพุทธนั้น เมื่อเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่ชัดเจนแล้วจะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงและประโยชน์อันมากมายที่เกิดตามมาด้วยความงดงามและมีคุณค่าทั้งทางตรง และผลกระทบที่บ้าน วัด และโรงเรียนได้รับ จึงควรส่งเสริมให้โรงเรียนวิถีพุทธมีการดำเนินงานที่รุดหน้าต่อไปมีพลัง     ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของชุมชน สังคม และประเทศชาติให้เป็นวิถีแห่งสันติสุขตลอดไป


            อย่างไรก็ตามในกระบวนการดำเนินโครงการในทุกด้าน โรงเรียนก็ควรให้ความสำคัญ   ต่อข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางหรือโน้มเอียงมาทางระดับปานกลาง โดยการบริหารจัดการสถานศึกษา ส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ นำหลักพุทธธรรมมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และดำเนินงานให้มีความสอดคล้องตรงต่อความต้องการของนักเรียน ชุมชน และท้องถิ่น ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนในการพัฒนาสถานศึกษา เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาชาติ และมีคุณธรรมนำความรู้ สามารถดำเนินชีวิตอย่างสมบูรณ์


 


นางสาวณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม (IP:118.175.155.241)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 17 ต.ค. 2551 (11:50)

บทคัดย่อ


                การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง  มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  หน่วยการเรียนรู้ที่  2  เรื่อง งานเกษตรคู่บ้าน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อศึกษาผลการใช้เอกสารประกอบ     การเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  เรื่อง งานเกษตรคู่บ้านชั้นประถมศึกษาปีที่ 5        3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่ได้รับการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  เรื่อง  งานเกษตรคู่บ้าน 


ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ภาคเรียนที่ 1 


ปีการศึกษา  2549 จำนวน 7  คน  โรงเรียนบ้านยางคู่  อำเภอปากท่อ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1  


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ  เอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  หน่วยการเรียนรู้ที่  2  เรื่อง  งานเกษตรคู่บ้าน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  นอกจากนี้เครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษายังประกอบด้วย  แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน  เรื่อง งานเกษตรคู่บ้าน  แบบประเมินในระหว่างเรียนและแบบทดสอบย่อยท้ายบทเรียนแต่ละเรื่อง  แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  หน่วยการเรียนรู้ที่  2  เรื่อง  งานเกษตรคู่บ้าน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   


                ผลการศึกษาพบว่า


1.  ค่าประสิทธิภาพของสื่อนวัตกรรมเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานเกษตรคู่บ้าน จำนวน 6 เล่ม ประสิทธิภาพของกระบวนการในเอกสารประกอบ       การเรียน  81.47  ส่วนประสิทธิภาพของผลลัพธ์ในเอกสารประกอบการเรียน 85.43  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์  80/80  ที่กำหนด


2.  ผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  เรื่อง งานเกษตรคู่บ้าน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ปีการศึกษา  2549 ในลักษณะ pretest – posttest  คะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง  งานเกษตรคู่บ้าน  จำนวน  6 เล่ม  มีค่าเฉลี่ย    ร้อยละก่อนเรียนโดยรวม เท่ากับ  63.07 คะแนน ส่วนค่าเฉลี่ยร้อยละหลังเรียนโดยรวม  เท่ากับ  88.42 คะแนน และผลการพัฒนาเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ  27.23 


3. ความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียนบ้านยางคู่  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  เรื่อง  งานเกษตรคู่บ้าน  ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระ     การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  เรื่อง  งานเกษตรคู่บ้าน  โดยรวมอยู่ในระดับ  มาก  (µ = 4.49 , = .36)  ส่วนในรายข้อ ความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดทุกข้อ โดยข้อที่คะแนนสูงสุด  คือ  นักเรียนสามารถเรียนและฝึกฝนด้วยตนเองทั้งในและนอกเวลาเรียน  (µ = 4.86 , = .37)  ส่วนข้อที่คะแนนต่ำสุด  คือ  เนื้อหาต่าง ๆ ในเอกสารประกอบการเรียน เป็นเรื่องที่นักเรียนพบเห็น   เสมอ ๆ ในชีวิตประจำวัน (µ = 4.14 , =.69) 


พิชญา ช่อชูศรี (IP:118.174.131.154)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 17 ต.ค. 2551 (12:00)

บทคัดย่อ


 


               รายงานการใช้นวัตกรรมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ของเด็กปฐมวัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดเสริมประสบการณ์พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อศึกษาระดับทักษะพื้นฐาน                 ทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  โดยรวมและจำแนกรายทักษะหลังการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์  3) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นเด็กปฐมวัย  ชั้นอนุบาลปีที่  2  ของโรงเรียนบ้านหินสี  อำเภอปากท่อ  จังหวัดราชบุรี  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2550  จำนวน  12  คน  เพื่อให้เด็กได้รับการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์เป็นระยะเวลา  20  สัปดาห์  สัปดาห์ละ  2  วัน  ได้แก่  วันอังคารกับวันพฤหัสบดี  วันละ  30  นาที  รวม  40  ครั้ง


                เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ  แผนการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย  (µ)  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ( )  และค่าวิกฤตของที  (t)


 


                ผลการศึกษาพบว่า


                1.1  ประสิทธิภาพของชุดเสริมประสบการณ์ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่  2  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2550   โรงเรียนบ้านหินสี  มีประสิทธิภาพระหว่างเรียน (E ) โดยรวม  เท่ากับ  86.77  ส่วนประสิทธิภาพของผลลัพธ์  (E )  โดยรวม  เท่ากับ  84.79  จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด


1.2   พัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยรวมหลังการจัดกิจกรรม


ประกอบชุดเสริมประสบการณ์ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก  และรายทักษะอยู่ในระดับดีมากทุกทักษะ


1.3 พัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  หลังการใช้ชุดเสริม


ประสบการณ์ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมประกอบชุดเสริมประสบการณ์ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ  .01


อนงค์ มณีรัตน์ (IP:118.174.131.154)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 17 ต.ค. 2551 (12:14)

บทคัดย่อ


 


                การประเมินโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรีเขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ  ประเมินโครงการด้านบริบท   ปัจจัยเบื้องต้น  กระบวนการดำเนินงาน  และผลผลิต โดยใช้รูปแบบ   การประเมินแบบซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม (Stuffebeam) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative  Research)  การเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินมีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้แก่  เทคนิควิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (paired weighting procedure or paired comparison) ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า P.W.P. แบบสอบถาม  แบบทดสอบ  แบบสัมภาษณ์  การสนทนากลุ่ม  การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง  ตลอดจนการศึกษาวิเคราะห์เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย  นักเรียน จำนวน  75  คน ครู จำนวน  6  คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน  7  คน  ผู้ปกครอง  จำนวน  23  คน รวมทั้งสิ้น 111  คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย       ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย (Inductive  content  Analysis)


ผลการประเมินสรุปได้  ดังนี้


1.       ด้านบริบทเพื่อจัดทำโครงการ


                   1.1 ผลจากการประชุมสัมมนาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนบ้านอ่างหิน  เพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานในรอบปีการศึกษา 2548  และการใช้เทคนิควิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (paired weighting procedure or paired comparison) ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า P.W.P. เพื่อหาความต้องการจำเป็น พบว่า โครงการที่ต้องการพัฒนาอันดับแรก คือ การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  และพบว่าโครงการการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 แต่ยังไม่เคยมีการประเมินโครงการ  ผู้ประเมินจึงประเมินโครงการนี้


1.2   ผลการประเมินบริบทของโครงการ ในด้านความสอดคล้องระหว่างบริบทของโครงการ


กับนโยบาย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความคิดเห็นของคณะครู โดยภาพรวมมีความสอดคล้องอยู่ในระดับ มาก ( = 4.47 )


 


2.       ด้านปัจจัยเบื้องต้น


    ผลการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ด้านความเหมาะสมหรือความเพียงพอเกี่ยวกับ


บุคลากร  งบประมาณ  สื่อ  วัสดุอุปกรณ์ และแผนงาน / โครงการ โดยภาพรวม พบว่า มีความเหมาะสมหรือเพียงพออยู่ในระดับมาก ( = 4.21 )  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


3.   ด้านกระบวนการ


                3.1  ผลการประเมินด้านความรู้  และความสามารถในกระบวนการฝึกอบรมครูเกี่ยวกับการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในภาพรวมอยู่ในระดับ  มาก (  = 3.70 ) ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                     3.2  ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อทางไกลผ่านดาวเทียม  พบว่า โดยภาพรวมครูผู้สอนทุกคนหรือร้อยละ 100  มีการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 


                     3.3  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการได้รับการนิเทศภายในของครูโดยภาพรวมครูได้รับการนิเทศภายในร้อยละ 100  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                   3.4  ผลการประเมินกระบวนการตามแผนงานโครงการ ตามความคิดเห็นของครู พบว่า


ในภาพรวมการดำเนินการตามแผนงานโครงการอยู่ในระดับ มาก  (  = 3.79)  ตามเกณฑ์ที่กำหนด


                 4.  ด้านผลผลิต


    4.1  ผลการทดสอบวัดความรู้  ความเข้าใจของครูในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมมาจัดการเรียนรู้และพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของตนเอง  หลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม


                     4.2  ผลการประเมินการเห็นคุณค่าในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของครู  พบว่า ครูทุกคนหรือร้อยละ 100  เห็นคุณค่าในการใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม


     4.3  การนำเสนอผลการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  พบว่า


ในภาพรวมครู มีการนำเสนอผลการดำเนินงานจัดการเรียนรู้โดยใช้การศึกษาทางไกลของครูผู้สอน  ร้อยละ 100  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  


                    4.4  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน       ชั้น ป.1 - ป.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ ในปีการศึกษา  2549  เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2548  ร้อยละ 2.30 


อรวรรณ แดงประดับ (IP:118.174.131.154)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 17 ต.ค. 2551 (12:40)

นับเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่งที่วิชาการ.คอมที่ให้การสนับสนุนในเรื่องผลงานทางวิชาการโดยเฉพาะการเผยแพร่ผลงานส่วนมากจะเป็น บทคัดย่อ ผมเสนอว่าอันดับแรก สร้างห้องที่จะเผยแพร่มีที่อยู่ให้ชัดเจนเพราะง่ายต่อการเผยแพร่และค้นหา ประเด็นที่ 2 มีระเบียบกติกาหรือข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน ประเด็นต่อมา ควรให้โอกาสทุกระดับการศึกษาแม้กระทั้งระดับมหาวิทยาลัย ประเด็นสุดท้าย ควรมีช่องให้ค้นหาผลงานทางวิชาการ เช่น ระบุ ชื่อ สกุล ปีที่เผยแพร่ เป็นต้น ดังนั้นถ้ามีลักษณะเป็นลิงค์ให้ค้นหาก็จะดีเป็นอย่างยิ่งจนกลายเป็นคลังผลงานวิชาการที่ส่งผลและเกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้นำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้จนพัฒนาการจัดการศึกษา สถานศึกษา ผู้เรียนได้เป็นอย่างดีครับ


ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2902 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 17 ต.ค. 2551 (13:04)

เรียนคุณครู ที่เผยแพร่ผลงานทุกท่าน

      ตามที่ท่านได้เผยแพร่ผลงาน(บทคัดย่อ) ผมเสนอแนะว่าช่วงนี้ท่านน่าจะสมัครเป็นสมาชิกวิชาการ.คอม และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการผ่านทาง Blog จะสะดวกกว่าไหมครับ เพราะจะเปิดโอกาสให้เกิดการวิพากษ์ วิจารณ์ ตลอดจนความคิดเห็นต่างๆ จากผู้รู้หลายๆท่าน เพื่อการปรับปรุง แก้ไข พัฒนาชิ้นงาน ผลงาน นวัตกรรม เป็นต้น เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไปครับ ในการนี้ขอให้ผู้ที่ทำผลงานทางวิชาการ แก้ปัญหา พัฒนาผู้เรียน อย่างแท้จริง ที่สำคัญเป็นผลงานที่ปฏิบัติจริง ทำเอง มิได้เกิดจากการจ้างทำหรือคัดลอกใครมาเพราะการทำงานหรือปฏิบัติจริงย่อมเกิดการพัฒนาทั้งตัวผู้จัดทำจะส่งผลถึงผู้เรียนการศึกษาอย่างแท้จริงผมเชื่อว่า ท่านคือ ครูมืออาชีพ ครับ 


     ขอแสดงความนับถือ


ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2902 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 19 ต.ค. 2551 (11:52)
เรื่องที่จัดทำ : รายงานผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว (งานเกษตร) ชุดเกษตรพอเพียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้จัดทำ : นางประไพ ยินเจริญ
ปีที่จัดทำ : 2550
……………………….
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว (งานเกษตร) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 “ชุดเกษตรพอเพียง” จำนวน 8 เล่ม เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วย หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุดเกษตรพอเพียง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมชุดเกษตรพอเพียง และเพื่อประเมินเจคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดเกษตรพอเพียง
กลุ่มประชากรที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านลำคลอง อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชุดเกษตรพอเพียง จำนวน 8 เล่ม แบบประเมินคุณภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบวัดเจตคติของนักเรียนต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดเกษตรพอเพียง และแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้นำผลการทดลองมาวิเคราะห์หาคุณภาพ ประสิทธิผล และประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดเกษตรเกษตรพอเพียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เกณฑ์ E1 / E2 (80/80) ข้อมูลที่เกี่ยวกับความคิดเห็นนำมาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเกี่ยวกับการเปรียบผลคะแนนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ยและทดสอบค่าที ( t - test )

ผลการทดลองสรุปได้ดังนี้

หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชุดเกษตรพอเพียง มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 82.21 / 84.16 คุณภาพการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.67 ผลการประเมินจากนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.61 ประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดเกษตรพอเพียงเท่ากับ 0.57 ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดเกษตรพอเพียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.61 และนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมชุดเกษตรพอเพียง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่านักเรียนมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติ เห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพในโอกาสต่อไป
ประไพ (IP:118.174.148.76)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 28 ต.ค. 2551 (00:11)

บทคัดย่อ


 


การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3


ผู้รายงาน  นางพรนิภา  วงษ์รัตนะ


ปีการศึกษา 2549


 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80 ( 2 ) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์  เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ (3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3   ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   การศึกษา  2549 โรงเรียนบ้านดอนแดง  ตำบลคำเตย  อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม   จำนวน 1 ห้อง 25  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) แบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์
 ผลการศึกษาปรากฏดังนี้


1.   บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  82.15/81.60 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80


2.    นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


3.   นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก


                    โดยสรุป  บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนอยู่ในระดับมาก  ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู นำบทเรียนคอมพิวเตอร์นี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป


 


wongrattana12@thaimail.com (IP:118.174.63.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 8 พ.ย. 2551 (18:03)

ชื่อเรื่อง���������� ����� รายงานการใช้ชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเองเรื่อง อักขรวิธีไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3



ชื่อผู้รายงาน����� นางอัญชลีทองอุ่น



หน่วยงาน����������� โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1�� สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน



ปีที่ศึกษา�������� ����� 2550



บทคัดย่อ


������������������ ภาษาไทยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารและการเรียนรู้ ที่ผ่านมามักประสบปัญหาเรื่องการใช้ภาษาไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่อง อักขรวิธีไทย ดังนั้น ผู้รายงานจึงได้พัฒนาชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง เรื่อง อักขรวิธีไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นมาการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ จำนวน 44 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง เรื่อง อักขรวิธีไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.43 ถึง 0.74 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.68 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 และแบบวัดความพึงพอใจ เป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.35 ถึง 0.57 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t - test



������������������ ผลการศึกษาพบว่า ชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง เรื่อง อักขรวิธีไทย ทั้ง 7 เรื่องคือ 1) พยัญชนะไทย2) ไตรยางศ์3) สระในภาษาไทย4) วรรณยุกต์ไทย5) คำเป็นคำตาย6) การผันอักษร7) พยางค์ คำ และการประสมอักษรทุกเรื่องมีประสิทธิภาพอยู่ระหว่าง81.82 – 92.00 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง เรื่อง อักขรวิธีไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก



����������������� โดยสรุป ชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง เรื่อง อักขรวิธีไทย ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้นช่วยให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เกิดความรู้ความเข้าใจ เรื่อง อักขรวิธีไทย เป็นอย่างดี จึงขอสนับสนุนให้ครูผู้สอนภาษาไทยนำชุดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยตนเอง เรื่อง อักขรวิธีไทย ไปใช้ หรือผลิตชุดสื่อไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ต่อไป


อัญชลี ทองอุ่น (IP:222.123.250.196)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 16 พ.ย. 2551 (08:18)

ชื่อผลงาน   :   หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)


ผู้จัดทำ        :   นางสุขสม   เมฆขยาย


หน่วยงาน   :   โรงเรียน บ้านพุน้อย   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2


ปีการศึกษา :    2550


 


บทคัดย่อ


วัตถุประสงค์ของการศึกษา


                จากการที่ได้รับมอบหมายให้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านพุน้อย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะในเรื่อง การอ่านและการเขียนคำ  จากปัญหาดังกล่าวผู้จัดทำจึงได้สร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน) ขึ้น  เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้ดียิ่งขึ้น


กลุ่มเป้าหมาย


                 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านพุน้อย  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 


เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา


                 1)  หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)


 ชุด คุณธรรมนำเรียนรู้  จำนวน 4 เล่ม  ได้แก่


                    เล่มที่ 1  มาตราตัวสะกดแม่กก   เรื่อง ต้นไม้ที่รัก


                    เล่มที่ 2  มาตราตัวสะกดแม่กน   เรื่อง น้ำหวานกับหมาน้อย


                    เล่มที่ 3  มาตราตัวสะกดแม่กด   เรื่อง กระปุกวิเศษ


                    เล่มที่ 4  มาตราตัวสะกดแม่กบ   เรื่อง แด่...คุณแม่ที่เคารพ


               2)  แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ


               3)  แบบทดสอบวัดทักษะการอ่าน และการเขียน ก่อนเรียน และหลังเรียน รายเล่มๆละ 10 ข้อ


               4)  แบบทดสอบวัดทักษะการอ่าน และการเขียน รวมเล่ม  40 ข้อ


               5)  แบบประเมินคุณภาพ หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)  โดย ผู้เชี่ยวชาญ


               6)  แบบประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม


               7)  แบบสอบถามเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อ หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)


การเก็บรวบรวมข้อมูล


              1.  ให้นักเรียนทดสอบก่อนเรียน โดยทำแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านและการเขียนคำ ตามมาตราตัวสะกด แม่กก  แม่กน  แม่กด  และแม่กบ  จำนวน 40 ข้อ


              2.  ทดสอบก่อนเรียนรายเล่ม  จำนวน 10 ข้อ


              2.  จัดกิจกรรม โดยใช้แผนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ


              3.  ทดสอบหลังเรียนรายเล่ม  จำนวน 10 ข้อ


              4.  ให้นักเรียนทดสอบหลังเรียน โดยทำแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านและการเขียนคำ ตามมาตราตัวสะกด แม่กก  แม่กน  แม่กด  และแม่กบ  จำนวน 40 ข้อ


              5.  ประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม ก่อนเรียนและหลังเรียน


              6.  ประเมินเจตคติต่อการเรียน ด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน)


วิธีดำเนินการ


                1.  ระเบียบวิธีวิจัย ใช้วิธีการวิจัยกึ่งทดลอง  เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำ โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)  กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 17 คน  มีการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบทักษะการอ่าน และการเขียน


              2.  ประชากร  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านพุน้อย  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2  ปีการศึกษา 2550  จำนวน 17 คน


              3.  กลุ่มตัวอย่าง  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านพุน้อย  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2  ปีการศึกษา 2550  จำนวน 17 คน  โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง


              4.  ตัวแปรที่ศึกษา


                   ตัวแปรต้น คือ   -  หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)


                                             -  แผนการจัดการเรียนรู้  ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ


                   ตัวแปรตาม คือ  -  ทักษะการอ่าน และการเขียนคำ ตามมาตราตัวสะกด


                                             -  กระบวนการทำงานกลุ่ม


                                             -  เจตคติต่อการเรียน โดยใช้ หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)


ผลการศึกษา


                1.  ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน) ชุด คุณธรรมนำเรียนรู้ จากกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านพุน้อย  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ(E1) และประสิทธิภาพด้านผลผลิต (E2)  เท่ากับ  90.44 / 86.32  ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  .80  ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์


              2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตรตัวสะกด ก่อนและหลังการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน(ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน)ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2โรงเรียนบ้านพุน้อย พบว่าคะแนนทดสอบทักษะการอ่าน และการเขียนคำ ตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หลังเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน) ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และเมื่อพิจารณาคะแนนพัฒนาพบว่า มีค่าเฉลี่ยคะแนนพัฒนา ร้อยละ (56.17 %)  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 25  ถือว่า หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน) และการจัดการเรียนแบบร่วมมือ มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนคำ ตามมาตราตัวสะกดสูง


                3.  ผลการพัฒนากระบวนการทำงานกลุ่ม พบว่า ก่อนเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน(ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน) ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีค่าเฉลี่ยผลการประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม อยู่ในระดับ ปรับปรุง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.60 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยผลประเมินอยู่ในระดับดี  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.62 เมื่อพิจารณาตามรายการประเมินพบว่า  ก่อนเรียนผลการประเมินอยู่ในระดับปรับปรุง 6 รายการ คิดเป็นร้อยละ


 60  ระดับพอใช้ 4 รายการ คิดเป็นร้อยละ 40  และหลังเรียนพัฒนาอยู่ในระดับดี  รวม 6 รายการ  คิดเป็นร้อยละ 60 ระดับพอใช้  4 รายการ  คิดเป็นร้อยละ 40 


 4. ผลการศึกษาเจตคติต่อการเรียนด้วย หนังสือส่งเสริมการอ่าน และการเขียน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)  ชุด คุณธรรมนำเรียนรู้ เรื่อง มาตราตัวสะกด ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านพุน้อย  พบว่านักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วย หนังสือส่งเสริมการอ่าน (ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน และการเขียน)โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.69


 


Suksom44@hotmail.com (IP:118.174.83.142)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 25 พ.ย. 2551 (11:37)

ควรจัดเป็นปุ่มลิงค์ใหม่เลยครับ� เพื่อให่ง่ายกับการเข้าไปดูและเผยแพร่


ครูดนตรี (IP:203.172.199.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 25 พ.ย. 2551 (11:39)

ชื่อรายงาน                   รายงานการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  


                                     ปีการศึกษา 2549 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (การเล่นโปงลาง) โรงเรียน


                                     บ้านหนองไผ่ อำเภอหนองบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 3


ผู้รายงาน                      วันชัย  แย้มจันทร์ฉาย


สถานที่                        โรงเรียนบ้านหนองไผ่ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์


 


 


บทคัดย่อ


 


 


                     การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาผลของการใช้คู่มือการสร้างและเล่นโปงลางจากไม้ยูคาลิปตัส


ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การฝึกทักษะภาคปฏิบัติ และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนวิชาดนตรีพื้นบ้านโปงลาง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนบ้านหนองไผ่ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เก็บข้อมูลโดยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบฝึกทักษะการเล่น และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน


 


                    ผลการศึกษาพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังการเรียนการสอน โดยใช้คู่มือการสร้างและเล่นโปงลางจากไม้ยูคาลิปตัสมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ด้านการฝึกทักษะภาคปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยจากการฝึกซ้อมระหว่างเรียนค่อนข้างสูง คิดเป็นร้อยละ  86.31 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบผลลัพธ์ของกระบวนการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าผ่านเกณฑ์  ที่กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มศึกษา ส่วนความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับมาก


 


                    ผลการศึกษาสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าการใช้คู่มือการสร้างและเล่นโปงลางจากไม้ยูคาลิปตัสประกอบการเรียนการสอนวิชาดนตรีพื้นบ้านโปงลาง ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการเล่น และความพึงพอใจของผู้เรียน แสดงถึงความมีประสิทธิภาพของคู่มือ


ครูดนตรี (IP:203.172.199.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 6 ม.ค. 2552 (05:58)

 


นางเบ็ญจพร พูลลาภ (IP:61.19.66.131)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 18 ม.ค. 2552 (12:08)

ชื่อเรื่อง                รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1     


ผู้ศึกษาค้นคว้า    นางศิรินทิพย์  บุตรดีขันธ์


ตำแหน่ง               ครูชำนาญการ


โรงเรียน                กุดรังประชาสรรค์  อำเภอกุดรัง  จังหวัดมหาสารคาม


                                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคามเขต  3


ปีที่พิมพ์                2551


 


บทคัดย่อ


 


                   รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ฉบับนี้  มีความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า  เพื่อ  1)  เพื่อพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80   2)  เพื่อพัฒนาแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้องกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  3)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียน


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    ก่อนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือหนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระ


การเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  และ  4)  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนหลังการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุดรังประชาสรรค์  อำเภอกุดรัง  จังหวัดมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม  เขต 3  ปีการศึกษา  2550  จำนวน  24  คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มี  6  ชนิด  คือ  1) หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  จำนวน  9  เล่ม     2)   แบบฝึกเพื่อพัฒนา


การอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


จำนวน  9  เล่ม   3)  แผนการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    


ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น  เพื่อใช้เป็นคู่มือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้   จำนวน  18  แผน  


4)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   เพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  จำนวน  40  ข้อ   5)  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ  จำนวน  24  ข้อ  การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ค่าร้อยละ  (Percentage)  ค่าเฉลี่ย  ( )  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (SD)  และทดสอบสมมติฐาน  โดยใช้  t – test   (Dependent  Sample) และ  6)  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง   เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5  ระดับ  จำนวน  10  ข้อ 


                   ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า


                   1.  หนังสือหนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง   และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    ประสิทธิภาพ   จากการใช้ กับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ในปีการศึกษา  2550  มีค่าเท่ากับ 87.71 / 91.35   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้ 


                   2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   พบว่าหลังการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง   และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน


อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   แสดงว่าหนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง     และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    เป็นนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นได้


                   3. วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง   และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   มีค่าเท่ากับ   0.8815   แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.8815 


หรือคิดเป็นร้อยละ   88.15  


                   4.  ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง     และแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   พบว่า


                       4.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    มีความคิดเห็นต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง อยู่ในระดับมากที่สุด  โดยมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเท่ากับ  4.62   และมีค่าเฉลี่ยของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.48  


                          4.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    มีความคิดเห็นต่อการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง  อยู่ในระดับมากที่สุด  โดยมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเท่ากับ  4.52   และมีค่าเฉลี่ยของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.51 


gaaran29@sanook.com (IP:125.26.184.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 18 ม.ค. 2552 (12:14)

ชื่อเรื่อง                  รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่องหลักภาษาไทย


สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3


ผู้ศึกษาค้นคว้า      นายภานะเรศ  บุตรดีขันธ์


                                ครูชำนาญการ


โรงเรียน                กุดรังประชาสรรค์  อำเภอกุดรัง  จังหวัดมหาสารคาม


                                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3


ปีที่พิมพ์                 2551


 


บทคัดย่อ


 


                   รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่อง หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ฉบับนี้  มีจุดมุ่งหมายในการศึกษาค้นคว้าเพื่อ  1)  เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่องหลักภาษาไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ท30205   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80   2)  เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องหลักภาษาไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ท30205   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  3)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3  ก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่อง หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  และ  4)  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนหลังการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน  และแบบฝึกทักษะเรื่องหลักภาษาไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ท30205   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนกุดรังประชาสรรค์  อำเภอกุดรัง  จังหวัดมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม  เขต 3  ปีการศึกษา  2550  จำนวน  29  คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มี  6  ชนิด  คือ  1) เอกสารประกอบการเรียน เรื่องหลักภาษาไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ท30205   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  จำนวน  9  เล่ม     2)แบบฝึกทักษะ เรื่องหลักภาษาไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ท30205   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  จำนวน  9  เล่ม   3)  แผน การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ท30205  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น  เพื่อใช้เป็นคู่มือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน  20  แผน   4)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชาหลักภาษาไทย ท30205   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก  จำนวน  80  ข้อ   5)  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ เอกสารประกอบการเรียน วิชา หลักภาษาไทย  30205  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ  จำนวน  22  ข้อ  การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ค่าร้อยละ  (Percentage)  ค่าเฉลี่ย  ( )  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (SD)  และทดสอบสมมติฐาน  โดยใช้  t – test   (Dependent  Sample) และ  6)  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะรายวิชาหลักภาษาไทย ท30205   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5  ระดับ  จำนวน  10  ข้อ 


                   ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า


                   1.  เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่อง หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ประสิทธิภาพ   จากการใช้ กับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ในปีการศึกษา  2550  มีค่าเท่ากับ 80.14 / 85.66   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้ 


                   2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่อง หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าหลังการใช้ใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่อง หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   แสดงว่าใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่อง หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นได้


              3. วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้ใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะวิชา หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    มีค่าเท่ากับ   0.7872  แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.7872  หรือคิดเป็นร้อยละ   80.14         


                   4.  ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะวิชาหลักภาษาไทย พบว่า


                       4.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    มีความคิดเห็นต่อเอกสารประกอบการเรียน และแบบฝึกทักษะเรื่อง หลักภาษาไทย  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3     อยู่ในระดับมากที่สุด  โดยมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเท่ากับ  4.21   และมีค่าเฉลี่ยของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.84  


                          4.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความคิดเห็นต่อการใช้แบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเท่ากับ 4.4  และมีค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.81 


phantom39545@hotmail.com (IP:125.26.184.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 23 ม.ค. 2552 (11:55)

ชื่อเรื่อง         การศึกษาผลการเรียนรู้ เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน


                        อาชีพและเทคโนโลยี วิชาคอมพิวเตอร์ 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา


                       ปีที่ 2  โรงเรียนกุดไผทประชาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์


ผู้วิจัย             จิตติมา เกษีสังข์


ปีการศึกษา   2551


 


บทคัดย่อ


 


                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถูประสงค์เพื่อ (1)เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน   เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชาคอมพิวเตอร์ 2  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดไผทประชาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชาคอมพิวเตอร์ 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดไผทประชาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์        ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ที่มีต่อการเรียน  เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชาคอมพิวเตอร์ 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน                   กุดไผทประชาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์ ของนักเรียนที่ผ่านการเรียนโดย บทเรียน    คอมพิวเตอร์ช่วยสอน


                กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดไผทประชาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1                        ปีการศึกษา 2551 จำนวน 40 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดไผทประชาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการนำเสนอภาพนิ่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการนำเสนอภาพนิ่ง แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการนำเสนอภาพนิ่ง จำนวน 20 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ


สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent Samples


ผลการวิจัยพบว่า


                1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชาคอมพิวเตอร์ 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ                เท่ากับ  80.51/80.75  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ  80/80


                2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง กลุ่มสาระ       การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชาคอมพิวเตอร์ 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


                3. นักเรียนที่ผ่านการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชาคอมพิวเตอร์ 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับดี


                จากผลการวิจัย ในครั้งนี้ จึงเห็นได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การนำเสนอภาพนิ่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำไปเป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้


kapoogaomsin@gmail.com (IP:118.175.135.84)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 24 ม.ค. 2552 (22:59)

ชื่อเรื่อง                  การพัฒนาหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม


                                สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2


ผู้ศึกษา                   นางจารุวัลย์ สุทธิเชษฐ์      ครูชำนาญการ


หน่วยงาน             โรงเรียนบ้านบ่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2


ปีที่ศึกษา                2550


บทคัดย่อ


                                การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและผลของการใช้


หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 และเพื่อศึกษา


ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม


สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2


                                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบ่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน


                                เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม แบบทดสอบวัดคุณธรรม จริยธรรม และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน


ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน


ชั้นอนุบาลปีที่ 2


                                สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ


                                ผลการศึกษาพบว่า


                                1. หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2


ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.60/86.50


                                2.  นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรมหลังการเรียนด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในภาพรวมทุกองค์ประกอบคุณธรรม จริยธรรม สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 86.50/48 โดยมีค่าร้อยละความเมตตากรุณาเพิ่มมากที่สุด มีค่าร้อยละ 92 และค่าร้อยละ


ความกตัญญูกตเวที เพิ่มต่ำที่สุด มีค่าร้อยละ 82.50


                                3.  นักเรียนเห็นด้วยต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมมากที่สุดทุกด้าน และเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้านพบว่า นักเรียนเห็นด้วย


ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมมีมากที่สุด


ค่าเฉลี่ย 4.93 รองลงมา คือ บรรยากาศการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม


มีค่าเฉลี่ย 4.91 และนักเรียนเห็นด้วยต่อบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.88 ตามลำดับ


jaruvan89@yahoo.co.th (IP:118.172.241.28)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 25 ม.ค. 2552 (08:36)

It would it be nice to have:


1) A head line (as in a newspaper article) to quickly inform readers of the main point of the teaching report


2) An abstract of not more than 100 words to quickly explain why we "need" this (i.e. problem identification); how do we deal with it (i.e. the solution); and what is the result (so we can measure and judge the success of the work)


3) references (to the theories, the methodologies, the materials/equipment, the costing and funding, ...) for the work. (So, we can use/replicate the work elsewhere -- accurately.)


As they appear in Vcharkarn, these reports show little worthwhile information; not user-friendly - not categorised with keywords for search; and no references to further details for interested readers to follow-up.


If we could change the stylesheet for our report presentation to help readers understand the significance of the work better, I am sure that we can all benefit more from the reports.  


SR (IP:58.170.60.237)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 4 ก.พ. 2552 (20:11)

ชื่อเรื่อง                การพัฒนาหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม


                              สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2


ผู้ศึกษา                นางจารุวัลย์ สุทธิเชษฐ์      ครูชำนาญการ


หน่วยงาน           โรงเรียนบ้านบ่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2


ปีที่ศึกษา             2550                     


บทคัดย่อ


                    การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80


2) เปรียบเทียบผลของการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมก่อนและหลังการใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2  3) เปรียบเทียบการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ตามองค์ประกอบคุณธรรม จริยธรรม ก่อนและหลังการใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2  4)  ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน


ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน


ชั้นอนุบาลปีที่ 2 


                    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบ่อ


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน


                    เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม แบบทดสอบวัดคุณธรรม จริยธรรม และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน


ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน


ชั้นอนุบาลปีที่ 2


                    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ


และการทดสอบค่า ที  (t-test)


                    ผลการศึกษาพบว่า


                    1.  หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2


ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.60/86.50


                    2.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักเรียน


ชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีผลการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ


ทางสถิติที่ระดับ .01


                    3.  นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรมหลังการเรียนด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในภาพรวมทุกองค์ประกอบคุณธรรม จริยธรรม สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 86.50/48 โดยมีค่าร้อยละความเมตตากรุณาเพิ่มมากที่สุด มีค่าร้อยละ 92.50 และค่าร้อยละ


ความกตัญญูกตเวที เพิ่มต่ำที่สุด มีค่าร้อยละ 82.50


                     4.  นักเรียนเห็นด้วยต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมมากที่สุดทุกด้าน และเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้านพบว่า นักเรียนเห็นด้วย


ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมมีมากที่สุด


ค่าเฉลี่ย 4.93 รองลงมา คือ บรรยากาศการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม


มีค่าเฉลี่ย 4.91 และนักเรียนเห็นด้วยต่อบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.88 ตามลำดับ


 


jaruvan89@yahoo.co.th (IP:118.172.252.58)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 6 ก.พ. 2552 (04:37)

Thank you Aacariya jaruvan89@yahoo.co.th


for the well prepared presentation that is easy to read. I think that your abtract posted here on Vcharkarn.com can set a standard in presentation of teaching project abstract in future.


However, I lack the knowledge of the (Ministry of Education) procedure for assessing teachers' project work and I am not able to understand the project (statistical) results and the significance of the results to the children's education or teaching in general .


If you (or anyone else) could help in my learning of  "how and why the project work is done and for whom?" -- by posting here, I am sure the explanation would be very much appreciated by all readers and useful to other teachers contemplating project works.


Thank you again.


SR (IP:121.222.153.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 16 ก.พ. 2552 (13:48)
130742

ชื่อเรื่องวิจัย          :               การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speechกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


ชื่อผู้วิจัย                :               นางสุภาพ ศิริมาก


ปีที่ทำการวิจัย      :               2550


 


บทคัดย่อ


 


                   การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทาง


การเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบ้านระแงง (ศรีขรภูมิวิทยาคม) อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และ (3) เพื่อศึกษาความ


พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านระแงง (ศรีขรภูมิวิทยาคม) อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ


ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2


ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านระแงง (ศรีขรภูมิวิทยาคม) อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ (1) บทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech


กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบ่งเป็น 7 เรื่อง ได้แก่  Nouns (คำนาม) Pronouns (คำสรรพนาม) Verbs (คำกริยา) Adverbs (คำกริยาวิเศษณ์) Adjectives (คำคุณศัพท์) Conjunctions (คำสันธาน) และ Prepositions (คำบุพบท) (2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 19 แผน  (3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง Part of Speech จำนวน 40 ข้อ  และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 ข้อ ทั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t – test)


          ผลการวิจัยพบว่า


                1.  บทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีค่าประสิทธิภาพ คือ 87.18 / 85.56 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด (80 / 80)


                2.  นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านระแงง (ศีขรภูมิวิทยาคม) ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด Part of Speech กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก


 


suparp sirimark
ร่วมแบ่งปัน10 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 20 ก.พ. 2552 (12:25)
แบบฟอร์มบทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การสร้างและพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) วิชาศิลปะพื้นฐาน ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) เรื่องการประสมวงดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดอินทาราม
สาขาวิจัย ดนตรีไทย
ผู้นำเสนอ นางสาวนงนุช จันทร์แฟง
ที่อยู่/ที่ทำงาน 258 โรงเรียนวัดอินทาราม ถนนเทอดไท แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร 10600
อีเมล์ โทร. 02-4660345 , 02-4653310 ต่อ 112
ปีที่เผยแพร่ 2551

บทคัดย่อ

การรายงานครั้งนี้เป็นการรายงานและพัฒนา มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ให้มีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาศิลปะพื้นฐาน ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) ดีขึ้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวิธีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาเนื้อหาในสาระดนตรีไทย 2) การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) 3) การนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ไปทดลองใช้ 4) การประเมินและการปรับปรุงคุณภาพของ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดอินทาราม กรุงเทพมหานคร จำนวน 84 คน ประจำปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลประกอบด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความพึงพอใจ การหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 = 80/80 และการวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
ผลการรายงานปรากฏดังนี้ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างในการรายงานครั้งนี้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะพื้นฐาน ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 บ่งชี้ให้เห็นว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ที่สร้างขึ้นมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะพื้นฐาน ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) ดังนั้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) นอกจากจะใช้ประกอบการสอนวิชาศิลปะพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้ว นักเรียนในระดับชั้นอื่นๆ หรือให้ครูผู้สอนที่ต้องการศึกษาด้วยตนเอง ยังสามารถเรียนรู้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ได้
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ (IP:118.173.250.103)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 21 ก.พ. 2552 (15:46)

ชื่องานวิจัย ������� แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน


ผู้วิจัย ������������ �����นายเสน่ห์ นันธิสิงห์


สาขาวิชา ������������ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ


ปีที่วิจัย ��������� �����2551


บทคัดย่อ


การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ที่เรียนแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่������1.แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2.คู่มือและแผนการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1.ค่าร้อยละ E1/E2 2. ค่าความแตกต่าง t-test����� 3. ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D)4. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 5. ค่าความยากง่าย (P)���������� 6. ค่าอำนาจจำแนก (r)7. ค่าความเชื่อมั่น rtt



ผลการวิจัยพบว่า


1.������ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 คือมีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยรวมเท่ากับ 84.11/86.67


2.������ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01


3.������ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด


นายเสน่ห์ นันธิสิงห์ (IP:117.47.45.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 21 ก.พ. 2552 (15:57)

ชื่องานวิจัย����������������เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน


ผู้วิจัย ������������ ����������������� นางวราภรณ์ นันธิสิงห์


สาขาวิชา������������������������� กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี


ปีที่วิจัย ��������� ������������������ 2551


บทคัดย่อ


เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี���ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนากลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6



เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


1.เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี�ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


2. คู่มือและแผนการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน


สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล


��������������� 1.ค่าร้อยละ E1/E2


��������������� 2. ค่าความแตกต่าง t-test


��������������� 3. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D)


��������������� 4. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)


��������������� 5. ค่าความยากง่าย (P)


��������������� 6. ค่าอำนาจจำแนก (r)


��������������� 7. ค่าความเชื่อมั่น rtt



ผลการวิจัยพบว่า


1.������ ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน�สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 คือ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยรวมเท่ากับ 85.00/88.30


2.������ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน�อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01


3.������ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด





นางวราภรณ์ นันธิสิงห์ (IP:117.47.45.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 21 ก.พ. 2552 (16:29)

ผู้วิจัย                                นางวราภรณ์ นันธิสิงห์


สาขาวิชา                           กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี


ปีที่วิจัย                              2551


บทคัดย่อ


เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี     ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนากลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


 


เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


1.เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี                      ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


 2. คู่มือและแผนการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6


3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน


สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล


                1.ค่าร้อยละ E1/E2


                2. ค่าความแตกต่าง t-test


                3. ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)


                4. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)


                5. ค่าความยากง่าย (P)


                6. ค่าอำนาจจำแนก (r)


                7. ค่าความเชื่อมั่น rtt


 


ผลการวิจัยพบว่า


1.       ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน      สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 คือ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยรวมเท่ากับ 85.00/88.30


2.       ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสะปัน     อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01


3.       นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากเอกสารประกอบการเรียนเรื่องอาหารล้านนา กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด


 


 


 


วราภรณ์ นันธิสิงห์ (IP:117.47.45.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 22 ก.พ. 2552 (02:12)
131445

ชื่อเรื่อง รายงานการใช้และพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน บุญลือ ศรีภูวงษ์ ปีการศึกษา 2550 บทคัดย่อ เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระประวัติศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่นำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนรักถิ่นฐานบ้านเกิดของ ตนเอง และรักประเทศชาติ สอดคล้องกับพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2550 ที่แนะนำให้ครูสอนประวัติศาสตร์ให้เข้มค้น กล่าวคือให้ ปลูกฝังความรักชาติตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จึงเป็นนวัตกรรมที่ใช้สอนประกอบในสาระประวัติศาสตร์ได้อย่างประสิทธิภาพ เนื่องจากนักเรียนในระดับประถมศึกษา เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ สนองความต้องการของผู้เรียน และ หลักสูตรสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่าน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน 4 ) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหินตลาดศรีสง่าวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้เป็นครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรัก จำนวน 12 เล่ม ที่ผู้รายงานจัดทำขึ้น แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.73 / 87.13 เป็นไปตามเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80 / 80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.69 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังจากเรียนด้วยแผนการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก เพิ่มขึ้นร้อยละ 69 3. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแผนการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พบว่า นักเรียนทำคะแนนทดสอบก่อนเรียน(Pre-test) ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 48.15 เมื่อนักเรียนได้เรียนจากแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ถิ่นนี้ที่ฉันรัก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นระถมศึกษาปีที่ 5 ประกอบการสอน ทั้ง 12 เล่ม แล้วทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ย 34.85 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.13 แสดงว่า ผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ถิ่นนี้ที่ฉันรักบง สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงผลการเรียนของนักเรียน (E2) คิดเป็นร้อยละ 87.13 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ขอบคุณเวพมาสเตอร์มา ณ ที่นี้ด้วยครับ Yell


joutboo
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 23 ก.พ. 2552 (11:26)

แบบฟอร์มบทคัดย่อ


ชื่อเรื่อง                  การสร้างและพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) วิชาศิลปะพื้นฐาน   ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) เรื่องการประสมวงดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดอินทาราม


สาขาวิจัย               ดนตรีไทย


ผู้นำเสนอ              นางสาวนงนุช   จันทร์แฟง


ที่อยู่/ที่ทำงาน       258 โรงเรียนวัดอินทาราม   ถนนเทอดไท   แขวงศาลาธรรมสพน์   เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร  10600


อีเมล์                       โทร.  02-4660345 , 02-4653310 ต่อ 112


ปีที่เผยแพร่           2551


 


บทคัดย่อ


 


                การรายงานครั้งนี้เป็นการรายงานและพัฒนา มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ให้มีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาศิลปะพื้นฐาน   ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) ดีขึ้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวิธีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาเนื้อหาในสาระดนตรีไทย 2) การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) 3) การนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ไปทดลองใช้  4) การประเมินและการปรับปรุงคุณภาพของ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book )  กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดอินทาราม กรุงเทพมหานคร จำนวน 84 คน ประจำปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลประกอบด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความพึงพอใจ  การหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book )  โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 = 80/80 และการวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows


                ผลการรายงานปรากฏดังนี้ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างในการรายงานครั้งนี้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะพื้นฐาน ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  บ่งชี้ให้เห็นว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ที่สร้างขึ้นมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะพื้นฐาน ศ42101 ( สาระดนตรีไทย ) ดังนั้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book )  นอกจากจะใช้ประกอบการสอนวิชาศิลปะพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้ว นักเรียนในระดับชั้นอื่นๆ หรือให้ครูผู้สอนที่ต้องการศึกษาด้วยตนเอง ยังสามารถเรียนรู้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book ) ได้


soda.j@hotmail.com (IP:118.173.250.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 25 ก.พ. 2552 (14:18)

ชื่อเรื่อง                  การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง  กลไกมนุษย์


                            สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2


ชื่อผู้วิจัย                นางนุสรา  สมเขาใหญ่


ปีการศึกษา           2550


 


บทคัดย่อ


การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กลไกมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กลไกมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กลไกมนุษย์ ให้มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงเกินเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อประเมินผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กลไกมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ผลการวิจัยพบว่า


                1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องกลไกมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 และจากการนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  กลุ่มเป้าหมายที่ 1 จำนวน 3 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ 81.25/82.52  กลุ่มเป้าหมายที่  2  จำนวน  6 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ 81.04/82.92 และกลุ่มเป้าหมายที่ 3 ได้ค่าประสิทธิภาพ 83.83/83.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80


                2. ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  กลไกมนุษย์  พบว่า  นักเรียนมีผลของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และเมื่อเปรียบเทียบค่าที (t-test one sample) ของคะแนนหลังเรียนกับค่าที (t) ในตารางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพดีที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05


                3. ผลการประเมินการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน   พบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก  เมื่อดูในรายละเอียดพบว่า  ระดับความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียนมีความพึงพอใจสูงที่สุด  รองลงมาคือ การใช้สีเหมาะสม ต้องการเรียนด้วยบทเรียนในลักษณะนี้กับบทเรียนอื่นๆ  และแบบฝึกหัดสามารถทราบผลได้ทันที มีค่าตามลำดับ


niramon08@yahoo.co.th (IP:203.172.242.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 28 ก.พ. 2552 (15:39)

ชื่อเรื่อง                 การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด 6 ใบ  (Six Thinking Hats)


ผู้วิจัยศึกษา            นางเยาวลักษณ์  พูลเกิด


ตำแหน่ง/สังกัด ครูโรงเรียนโพธิสารพิทยากร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3


 


บทคัดย่อ


 


การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  ศึกษาการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบของ  Edward        de  Bono  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  70/70  2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของทั้งก่อนและหลังการทดลองจัดกิจกรรม  โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนโพธิสารพิทยากร  ที่เรียนโดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ                3)  เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนโพธิสารพิทยากร  ที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ปีการศึกษา  2551  โรงเรียนโพธิสารพิทยากร  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร  เขต  3  จำนวน     96  คน  (ใช้เวลาการศึกษาทดลอง  16  ชั่วโมง)


เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา  คือ  แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านเพื่อการคิดวิเคราะห์โดยใช้หมวกความคิด  6  ใบ  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง  การเรียน  แบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยโดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ  (Six  Thinking  Hats)  และแบบสอบถามประเมินประสิทธิภาพทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยโดยใช้เทคนิค      หมวกความคิด  6  ใบ  (Six  Thinking  Hats)


ผลสรุปโดยรวมของการศึกษาอยู่ในระดับเหมาะสมดีมีรายละเอียด ดังนี้


1.  การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ  ที่ผู้ศึกษาจัดทำขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน (E1/E2)  เท่ากับ  53.81/78.71  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  70/70  ที่กำหนดไว้ 


2.  ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังเรียนการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ  คะแนนเฉลี่ยโดยใช้สูตร  t – test  พบว่า  ได้ค่า  t  จากการคำนวณเท่ากับ  9.55  และค่าตารางเท่ากับ 1.661  แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ  ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05


3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด  6  ใบ  เท่ากับ  4.40  ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ผู้ศึกษาตั้งไว้อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุดโดยเป็นสมมติฐานการศึกษาที่กำหนดไว้อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญโดยรวม  ระดับความคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านแผนการจัดการเรียนรู้ด้านการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคหมวกความคิด 6 ใบ   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  และด้านการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ทางภาษาไทยโดยใช้เทคนิคหมวกความคิด 6  ใบ  (Six Thinking Hats)  อยู่ในระดับความเหมาะสมที่สามารถนำไปใช้ได้


puga
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 5 มี.ค. 2552 (19:43)

ชื่อเรื่อง               รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่องการคูณ                              


                           ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 


ผู้รายงาน             นางนงค์น้อย   ใจกองคำ


ปีการศึกษา          2551


 




บทคัดย่อ


                  การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ


ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มี


ต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  กลุ่ม  ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็น            /         นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบางลาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า มี 4 ชนิดคือ (1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นทั้งหมด 5 เรื่อง ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะจำนวน 20 ชุด


 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.50-0.69 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.30 - 0.69 และ


ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 . จุดประสงค์การเรียนรู้ใน่สุด  (3) คู่มือการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ


ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ใช้เป็นแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ประกอบด้วยแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 แผนใช้เวลาในการสอน 20 ชั่วโมง (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ผ่านการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ


ได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 มีความเหมาะสมระดับมาก ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา (- Coefficient) มีค่าเท่ากับ 0.85


ค่าสถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน คือ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สูตรการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมุติฐาน ใช้ t – test


ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้


                แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.09 / 81.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีประสิทธิผล เท่ากับ ร้อยละ 69   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


ของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีคะแนน


หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


ในระดับมากที่สุด และมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ผ่านเกณฑ์การคาดหวังที่กำหนด                               


                 สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่สร้างขึ้น


มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงพอที่ครูสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนได้


 


lineage_ll@hotmail.com (IP:118.172.202.213)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 8 มี.ค. 2552 (00:36)
บทคัดย่อ

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คอมพิวเตอร์น่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ 1) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องคอมพิวเตอร์น่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่ได้ศึกษาจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง คอมพิวเตอร์น่ารู้ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนอนุบาลสระบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โดยวิธีการจับฉลากให้ได้ จำนวน 26 คน

ผลการศึกษามีดังนี้
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคอมพิวเตอร์น่ารู้ มีประสิทธิภาพ 81.71/81.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง คอมพิวเตอร์น่ารู้ มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้สอนได้

2. นักเรียนที่ได้เรียนจากเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย เรื่อง คอมพิวเตอร์น่ารู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้

3. นักเรียนมีความพึงพอใจของต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คอมพิวเตอร์น่ารู้ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.26 ความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก
นพดล หาญชนะ nop46@hotmail.com (IP:222.123.163.11)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 9 มี.ค. 2552 (16:22)

ชื่อเรื่อง                  การพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องระบบสุริยะ สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3


ผู้รายงาน              นายประยงค์   ด่วนเดิน


ปีการศึกษา           2551


 


บทคัดย่อ


                การพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องระบบสุริยะ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่องระบบสุริยะ ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่อง ระบบสุริยะ  และ (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ระบบสุริยะ


                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2  โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี   จำนวน  44   คน  ที่ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง  มีการกระจายของผู้เรียน เก่ง ปานกลาง อ่อน   เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยเรื่องระบบสุริยะ  ใช้เวลาในการวิจัย 15  ชั่วโมง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) ชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่อง ระบบสุริยะ (2) แบบทดสอบก่อนเรียน  มีค่าความเที่ยง .76   แบบทดสอบหลังเรียน มีค่าความเที่ยง .78   การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ค่า E1/E2 และค่าที  (t-test one sample)


          ผลการวิจัยพบว่า


1. การพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่องระบบสุริยะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3   มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80


            2. ผลการศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์  เรื่อง ระบบสุริยะ  มีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05


                3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ระบบสุริยะ  พบว่า  นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับเห็นด้วยมาก


 


อาจารย์ประยงค์ ด่วนเดิน (IP:117.47.105.152)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 14 มี.ค. 2552 (08:18)

บทคัดย่อ

     การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
4 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75    เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 หน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.41 ถึง 0.77 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.26 ถึง 0.79 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.866 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผลชุดฝึกทักษะและการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้


สรุปผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า


         1. ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ทุกหน่วยการเรียนรู้และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานเท่ากับ 80.77/82.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 75/75


        2. ผลการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียน รู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 18.22 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.90 มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 24.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.76 


          3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา


ปีที่ 4  พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
          4. การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้องฟ้าพาหารเลข กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .553 แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้น ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้


นางจีรภัทร์ ทองย่น (IP:117.47.236.204)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 15 มี.ค. 2552 (12:48)

บทคัดย่อ


ชื่อเรื่อง หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช


  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4


ผู้ศึกษา เกษม สารีคำ


 


             การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมฯ และ3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมฯ กลุ่มประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนวัดท่าสี่ร้อย อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ได้มาโดยการเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ และ3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test แบบ Dependent) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป


             ผลการวิจัยพบว่า


             1. ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ค่า เท่ากับ 81.67/81.11


             2. คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01


             3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อหนังสืออ่านอ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก และรายข้ออยู่ในระดับดีถึงดีมาก


 


aj-kasem@hotmail.com (IP:222.123.169.116)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 16 มี.ค. 2552 (10:43)
ชื่อเรื่อง ผลการใช้แบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัย นายคำตัน ป้องศรี
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านดงมะไฟ อำเภอทรายมูล จังหวัดยะโสธร
ปีการศึกษา 2551

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจในของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดงมะไฟ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ซึ่งกำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 33 คน โดยการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีรูปแบบการวิจัยเป็นการทดลองกลุ่มเดียว ดำเนินการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest-Posttest Design)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” จำนวน 10 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และ 3) แบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้ค่า t-test (Dependent Samples) ในการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า
1) แบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 75.08/77.73 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 75/75
2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียนเท่ากับ 18.97 (ร้อยละ 47.42) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนเท่ากับ 77.73
3) เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนและหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกอ่านด้วยตนเอง ชุด “Yasothorn” พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t=16.196)
คำตัน ป้องศรี (IP:203.172.199.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 16 มี.ค. 2552 (14:45)

แผนการจัดการเรียนรู้ที่  1   ตามแนวคิดทฤษฏีคอนสรัคติวิสต์


กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์    รายวิชา  33101   คณิตศาสตร์ 3                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3หน่วยการเรียนรู้ที่ 2   ความน่าจะเป็น                                                                           จำนวน   15   ชั่วโมง


เรื่อง  ความน่าจะเป็น                                                                                                            เวลา   1  ชั่วโมง


ครูผู้สอน   นายอังควร   โภคานิตย์                                          โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ)


 




1.  สาระสำคัญ


                ในการทำการทดลองบางอย่างเราไม่สามารถที่จะทราบผลที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน  แต่เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าผลของการทดลองนั้นอาจมีโอกาส(ความน่าจะเป็น)ที่จะเกิดขึ้นได้น้อยมากเพียงใด  การศึกษาความน่าจะเป็น  จะทำให้เข้าใจเหตุการณ์ของความน่าจะเป็น  สามารถนำแสนอแนวคิดของตนเองรับ  ฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล


2.  จุดประสงค์การเรียนรู้


                2.1  ด้านความรู้


                        นักเรียนสามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์ใดมีความน่าจะเป็นมากน้อยเพียงใด


                2.2  ด้านทักษะ/กระบวนการ


                        2.2.1  นักเรียนให้เหตุผลในการคาดการณ์จากผลการทดลองได้


                        2.2.2  นักเรียนนำเสนอแนวคิดของตนเองจากการทดลองได้


                2.3  ด้านคุณลักษณะอื่น ๆ


                        2.3.1  นักเรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นได้


                        2.3.2  นักเรียนยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น


3.  สาระการเรียนรู้


                ในชีวิตประจำวันเรามักจะได้ยินคำว่า  โอกาส  เช่น  โอกาสที่รถจะติดที่บริเวณสี่แยกธนาคารแห่งประเทศไทย  จังหวัดขอนแก่น  เวลา  17.00  น.ในวันจันทร์-ศุกร์  เท่ากับ  80 %  จะมีความหมายถึงเหตุการณ์ที่รถจะติดมากกว่าเหตุการณ์ที่รถจะไม่ติด   ทั้งนี้จะต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ  เช่น  วันและเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่คนกำลังเลิกงานกลับบ้าน  เป็นช่วงที่นักเรียนเดินทางไปเรียนพิเศษ  ซึ่งโอกาสหรือเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นนี้มีประโยชน์มากในชีวิตประจำวันวัน  เช่น  ถ้าเราทราบแน่ว่า  รถจะติดในวันเวลาดังกล่าว  ถ้าเรามีธุระจำเป็นที่จะต้องเดินทางในวันและเวลานั้นเราก็จะได้หาทางหลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณที่มีรถติด


                ตัวอย่างการทดลองทางสถิติ  เช่น


                ขวดโหลใบหนึ่งมีลูกปัดสีขาว  40  ลูก  สีส้ม  20  ลูก  เขย่าลูกปัดในขวดโหลให้คละกัน  แล้วหยิบออกมาหนึ่งกำมือ


                เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้  คือ  เหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีขาวมากว่า  เหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีขาวและสีส้มเท่ากัน  และเหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีส้มมากกว่า  อันเป็นผลเนื่องจากการหยิบลูกปัดจากขวดโหลแต่เหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีขาวมากกว่า  เป็นเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าเหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีส้มมากกว่า  และเหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีขาวและสีส้มเท่ากัน  เพราะลูกปัดสีขาวมีมากกว่าลูกปัดสีส้ม


                ดังนั้น  จะเห็นว่าการทดลองบางอย่างที่เกิดขึ้น  เราไม่สามารถทราบผลที่อาจเกิดขึ้นได้แน่นอนแต่เราสามารถคาดการณ์ว่าผลการทดลองนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด


4.  กระบวนการเรียนรู้


             4.1  ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน


                     4.1.1  ครูสนทนากับนักเรียนทั้งชั้นถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันว่า  บางเหตุการณ์สามารถบอกได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน  บางเหตุการณ์ไม่สามารถบอกได้แน่นอน  และให้นักเรียนช่วยกันยกตัวอย่างประกอบ


                     4.1.2  ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ  โดยอ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนฟัง


                     4.1.3  ครูตั้งปัญหาถามนักเรียนดังนี้


                                ขณะที่นกกับน้อยเดินจะกลับบ้านนกพูดกับน้อยว่า  น้อยรีบเดินเร็วหน่อย วันนี้แม่ให้ไปซื้อยาที่ร้านศรีจันทร์ฟาร์มาซีเดี๋ยวรถจะติด   ถ้านักเรียนเป็นน้อยจะมีความเห็นอย่างไรให้ช่วยกันอภิปราย  ซึ่งนักเรียนอาจตอบได้ยาก  ครูติดแถบข้อความสถานการณ์บนกระดานดำให้นักเรียนหาคำตอบโดยอาศัยสถานการณ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


                                1)  ขณะที่พูดเป็นเวลาเท่าไร       ( 07.30-08.30  หรือ  15.00-17.00 )


                                2)  ขณะที่พูดเป็นวันอะไร           ( วันจันทร์-ศุกร์ )


                                3)  เส้นทางที่จะไปผ่านทางสี่แยกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือไม่     ( ผ่าน )


                แล้วถามนักเรียนว่า  ประโยคที่นกพูดว่า  น้อยรีบเดินเร็วหน่อย วันนี้แม่ให้ไปซื้อยาที่ร้านศรีจันทร์ฟาร์มาซีเดี๋ยวรถจะติด   เป็นเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด  เมื่ออาศัยสถานการณ์ใด (สถานการณ์ที่  1, 2 และ  3  ตามลำดับ)


                     4.1.4  ครูถามนักเรียนว่า  การศึกษาเหตุการณ์ที่จะเป็นไปได้มีประโยชน์หรือไม่  อย่างไร                (มี  เช่น  จากตัวอย่างถ้าเราทราบแน่นอนว่ารถจะติดในช่วงเวลาใดถ้าเราจำเป็นต้องเดินทางในช่วงเวลานั้นเราจะได้มีการหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทาง) 


             4.2  ขั้นสอน


                     4.2.1  ขั้นเผชิญสถานการณ์ปัญหาและแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล


                                -  ครูเสนอปัญหาในใบกิจกรรมที่ 1.1  ให้นักเรียนคิดแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล  และ นำอุปกรณ์ให้นักเรียนดูหน้าชั้นเรียน  นักเรียนทำความเข้าใจปัญหาเป็นรายบุคคล  และนำอุปกรณ์ให้


                                ปัญหา


                                ขวดโหลใบหนึ่งมีลูกปัดสีขาว  40  ลูก  สีส้ม  20  ลูก  เขย่าลูกปัดในขวดโหลให้คละกัน  แล้วหยิบออกมาหนึ่งกำมือ  นักเรียนคิดว่าจะได้ลูกปัดสีใดมากกว่า  เพราะเหตุใด


                     4.2.2  ขั้นไตร่ตรองระดับกลุ่มย่อย


                                1)  นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ  7  คน  แบบคละความสามารถ  สมาชิกกลุ่มแต่ละคนในเสนอคำตอบและวิธีคิดปัญหาของตนเองต่อกลุ่ม


                                2)  สมาชิกกลุ่มช่วยกันตรวจสอบคำตอบและวิธีการแก้ปัญหาของสมาชิกแต่ละคนและรวบรวมคำตอบและวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมดของสมาชิกแต่ละคน  โดยการอภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  (ถ้านักเรียนกลุ่มใดต้องการทำการทดลองประกอบการหาคำตอบของปัญหาสามารถขอรับอุปกรณ์จากครูไปทำการทดลองได้)


                                3)  กลุ่มทำการตกลงเลือกคำตอบและแนวทางในการหาคำตอบที่เป็นที่ยอมรับของสมาชิกทุกคนในกลุ่มแล้วทำลงในใบกิจกรรมที่  1.2  กลุ่มช่วยกันซักถามอธิบายให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความพร้อมที่จะเป็นตัวแทนในการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาและคำตอบของปัญหาต่อกลุ่มใหญ่


                     4.2.3  ขั้นไตร่ตรองระดับชั้นเรียน


                                1)  สุ่มตัวแทนกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานต่อกลุ่มใหญ่  โดยครูเขียนบนกระดานกลุ่มใหญ่ตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการแก้ปัญหาและคำตอบ  และให้เหตุผลค้านผลงานที่ไม่ถูกต้อง  ตัวแทนกลุ่มตอบข้อซักถามชี้แจงหรือยอมรับข้อผิดพลาด  ครูจะค้านเป็นลำดับสุดท้ายในกรณีที่ไม่มีกลุ่มใดค้าน  ผลงานที่ค้านได้จะตกไป  ผลงานที่ค้านไม่ได้จะเป็นที่ยอมรับว่าถูกต้อง


                                2)  ครูเสนอคำตอบของปัญหา  ถ้าไม่มีนักเรียนนำเสนอคำตอบที่ตรงกับที่ครูเตรียมมาแล้ว  โดยใช้คำถามกระตุ้นให้นักเรียนคิดดังนี้


                                     2.1)  ในขวดโหลมีลูกปัดสีใดบ้าง  (สีขาวและสีส้ม)


                                     2.2)  ถ้าหยิบลูกปัดออกมาหนึ่งกำมือ  น่าจะหยิบใดสีใดบ้าง (สีขาวและสีส้ม)


                                     2.3)  เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหยิบได้ลูกปัดสีส้มมากกว่าสีขาว  (เป็นไปได้)


                                     2.4)  เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหยิบได้ลูกปัดสีขาวมากกว่าสีส้ม  (เป็นไปได้)


                                     2.5)  เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหยิบได้ลูกปัดสีขาวและสีส้มเท่ากัน  (เป็นไปได้)


                                     2.6)  จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น  นักเรียนคิดว่าเหตุการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด(ได้ลูกปัดสีขาวมากกว่าสีส้ม)  เพราะเหตุใด  (ลูกปัดสีขาวมีมากกว่าลูกปัดสีส้ม) 


                                     2.7)  นักเรียนคิดว่าแน่นอนหรือไม่ว่าจะหยิบได้ลูกปัดสีขาวมากกว่าสีส้ม(ไม่แน่นอน)


                                3)  ครูนำขวดโหลที่ใส่ลูกปัดสีขาว  40  ลูก  ลูกปัดสีส้ม  20  ลูก  เขย่าลูกปัดในขวดโหลให้คละกันอย่างดี  แล้วนักเรียนส่งอาสาสมัครในแต่ละกลุ่มมาทดลองหยิบลูกแก้วปัด  แล้วบอกเพื่อนว่าหยิบลูกปัดได้สีใดมากกว่ากัน


                                4)  ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงสถานการณ์ปัญหาว่า  เหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีขาวมากกว่า  เหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีส้มมากกว่า  และเหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีขาวและสีส้มเท่ากัน  ต่างก็เป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปได้  อันเป็นผลเนื่องจากการหยิบลูกปัดจากขวดโหล  เหตุการณ์ที่  ได้ลูกปัดสีขาวมากกว่า  เป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปได้มากกว่าเหตุการณ์  ได้ลูกปัดสีส้มมากกว่า  เพราะลูกปัดสีขาวมีมากกว่าลูกปัดสีส้ม  แต่ก็ไม่แน่นอนว่าจะหยิบได้ลูกปัดสีขาวมากกว่าลูกปัดสีส้มเสมอไป


                                5)  ให้นักเรียนแต่ละคนสร้างปัญหาใหม่ที่มีโครงสร้างความสัมพันธ์แบบเดียวกับโครงสร้างเดิมโดยทำลงในใบกิจกรรมที่  1.3  แล้วแลกเปลี่ยนกับเพื่อน  หาคำตอบกับเจ้าของปัญหา  ซักถามและอภิปรายเมื่อพบข้อขัดแย้ง  ครูเข้าช่วยเหลือเฉพาะคู่ที่ไม่สามารถขจัดข้อขัดแย้งได้เอง


             4.3  ขั้นสรุป


                     4.3.1  นักเรียนร่วมกันสรุปข้อความรู้  โดยครูตั้งคำถามเพิ่มเติมจนนักเรียนสามารถสรุปได้ว่า                การทำการทดลองบางอย่างเราไม่สามารถที่จะทราบผลที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน  แต่เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าผลของการทดลองนั้นอาจมีโอกาส(ความน่าจะเป็น)ที่จะเกิดขึ้นได้น้อยมากเพียงใด


                     4.3.2  นักเรียนจดบันทึกข้อสรุปลงสมุด


             4.4  ขั้นฝึกทักษะ


                     -  นักเรียนทำแบบฝึกทักษะเป็นการบ้าน


 


 


 


5.  สื่อการเรียนรู้


             5.1  แถบข้อความสถานการณ์ตัวอย่าง                จำนวน    1  แถบ


             5.2  ขวดโหล                                                           จำนวน    1  ใบ


             5.3  ลูกปัดสีขาว                                                      จำนวน  40  ลูก


             5.4  ลูกปัดสีส้ม                                                       จำนวน  20  ลูก


             5.5  ใบกิจกรรมที่  1.1  เรื่อง  ความน่าจะเป็น (รายบุคคล)                              จำนวน  41  แผ่น


             5.6  ใบกิจกรรมที่  1.2  เรื่อง  ความน่าจะเป็น (กลุ่มย่อย)                                จำนวน    7  แผ่น


             5.7  ใบกิจกรรมที่  1.3  เรื่อง  ความน่าจะเป็น (การสร้างสถานการณ์)         จำนวน  41  แผ่น


             5.8  แบบฝึกทักษะที่  1  เรื่อง  ความน่าจะเป็น (รายบุคคล)                            จำนวน  41  แผ่น


6.  การวัดและประเมินผล


ungkawonkkw@hotmail.com (IP:124.157.220.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 17 มี.ค. 2552 (07:28)

ชื่อเรื่อง                  การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ รายวิชา ง 32261 


งานเขียนแบบ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนนครขอนแก่น   


ผู้ดำเนินการ          นายสมเกียรติ  แสงชาติ


โรงเรียนนครขอนแก่น  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1


ปีที่พิมพ์                 2551


 


 


บทคัดย่อ


 


จากการวิเคราะห์ปัญหาการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  สาระที่ 1  การดำรงชีวิตและครอบครัว (งานช่าง)  ในปีการศึกษา 25492550 นักเรียนผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ / กระบวนการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในระดับ พอใช้ เนื่องจากขาดการฝึกฝน ทบทวนตัวอย่างขั้นตอนการเขียนแบบ  ครูผู้สอนจึงมีแนวคิดที่จะสร้างสื่อการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกและทบทวนการปฏิบัติ ดังนั้น ผู้รายงานในฐานะครูผู้สอนและรับผิดชอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จึงสนใจที่จะสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการทำงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 1  งานช่าง  รายวิชาเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้เกิดแก่ผู้เรียนได้ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ตั้งไว้ การดำเนินการครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบที่สร้างขึ้น ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียน  โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนครขอนแก่น จำนวน 32 คน ระยะเวลาภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ  จำนวน 5 ชุด ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ 12 แผน เวลา 24 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ผู้รายงานได้ดำเนินการทดลองใช้และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า t-test




                ผลการดำเนินการปรากฏ ดังนี้


1.  แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ รายวิชา ง 32261  งานเขียนแบบ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ทั้ง  5  ชุด มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ได้แก่   ชุดที่ 1  ภาพฉาย  มีประสิทธิภาพ  89.22 / 93.33  ชุดที่ 2  การเขียนภาพฉาย  มีประสิทธิภาพ  90.47 / 93.33  ชุดที่ 3  ภาพสามมิติ  มีประสิทธิภาพ  89.57 / 93.33  ชุดที่ 4  การเขียนภาพไอโซเมตริก   มีประสิทธิภาพ  91.24 / 93.33  และชุดที่ 5 การเขียนภาพออบลิก  มีประสิทธิภาพ  89.45 / 93.33   และแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ทั้งฉบับ รวม  5  ชุด  มีประสิทธิภาพ  90.74/93.33  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  แสดงว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ


2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีค่าเท่ากับ 0.9011  แสดงให้เห็นว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 90.11


3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบที่เน้นทักษะกระบวนการทำงานทำให้นักเรียนมีการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหางานเขียนแบบ มีทักษะกระบวนการทำงาน คุณลักษณะนิสัยที่ดีในการทำงาน และมีผลงานจากการเขียนแบบ สูงขึ้น


4.  นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ โดยรวม อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.24)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ข้อที่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด อันดับแรก  ได้แก่ การฝึกทักษะกระบวนการทำงานเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและ เพื่อน ๆ  มาก (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.67)   อันดับรองลงมา  ได้แก่ นักเรียนพอใจผลงานที่ทำมาก เพราะได้ปฏิบัติ  ด้วยตนเอง (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.63)   และนักเรียนมีความสุขและสนุกกับการเขียนแบบชิ้นงานกับเพื่อน ๆ (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.60)   ตามลำดับ


โดยสรุป แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ รายวิชา ง 32261 งานเขียนแบบ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่สร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบ  ดังนั้น  แบบฝึกทักษะปฏิบัติงานเขียนแบบนี้สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของรายวิชาได้


 


การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะเขียนแบบ (IP:117.47.11.86)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 17 มี.ค. 2552 (12:49)

 เรื่อง      การพัฒนาการอ่านและเขียนคำควบกล้ำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ชุด คำควบกล้ำ


 


ผู้ศึกษาค้นคว้า    นางกฤษณา     มีวิชา          


ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า    ๑๘  พฤศจิกายน  ๒๕๕๑  ถึง  ๑๑  ธันวาคม   ๒๕๕๑


 


บทคัดย่อ


 


        การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ  (๑)  สร้างและหาประสิทธิภาพของ หนังสือ


อ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒  ตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ  ๘๐/๘๐


 (๒)  เพื่อหาประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒  ชุด คำควบกล้ำ(๓)  เพื่อศึกษาผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน  ภายหลังการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒  ชุด คำควบกล้ำ (๓) 


        กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่    โรงเรียนบ้านโคกคำไหล  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต ๓   ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๑  จำนวน  ๑๕  คน   ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (purposive  samplimg)  เครื่องมือที่ใช้คือ  หนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์  ชุด  คำควบกล้ำ  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิงเกณฑ์  จำนวน  ๒๐  ข้อ  ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก  (B)  ตั้งแต่  .๓๗  ถึง  .๘๓ และหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีการของ  Lovett  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  ๐.๘๐   ใช้เวลาในการทดลอง     สัปดาห์   จำนวน  ๒๐  ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล


       ผลการศึกษาค้นพบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ชุดคำควบกล้ำ มีประสิทธิภาพ  ๘๕.๖๐/๘๘.๓๓   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์    ๘๐/๘๐ ที่ตั้งไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผล  ๐.๗๓๔๓   คิดเป็นร้อยละ  ๗๓.๔๓  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ  .๐๑


        สรุปผลการศึกษาค้นคว้าแสดงว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ชุด คำควบกล้ำ  ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น  ซึ่งควรส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้เป็นสื่อ เทคโนโลยี ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป


 


นางกฤษณา มีวิชา (IP:118.175.174.223)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 18 มี.ค. 2552 (18:05)

<!--
/* Font Definitions */
@font-face
{font-family:"Angsana New";
panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:roman;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Cambria Math";
panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:roman;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:-1610611985 1107304683 0 0 159 0;}
/* Style Definitions */
p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
{mso-style-unhide:no;
mso-style-qformat:yes;
mso-style-parent:"";
margin:0cm;
margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:12.0pt;
mso-bidi-font-size:14.0pt;
font-family:"Times New Roman","serif";
mso-fareast-font-family:"Times New Roman";
mso-bidi-font-family:"Angsana New";}
.MsoChpDefault
{mso-style-type:export-only;
mso-default-props:yes;
font-size:10.0pt;
mso-ansi-font-size:10.0pt;
mso-bidi-font-size:10.0pt;
mso-ascii-font-family:Calibri;
mso-fareast-font-family:Calibri;
mso-hansi-font-family:Calibri;
mso-bidi-font-family:"Cordia New";}
@page Section1
{size:612.0pt 792.0pt;
margin:72.0pt 72.0pt 72.0pt 72.0pt;
mso-header-margin:36.0pt;
mso-footer-margin:36.0pt;
mso-paper-source:0;}
div.Section1
{page:Section1;}
-->

ชื่อเรื่อง                                    :     รายงานผลการสร้างชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
กลุ่มสาระการเรียนรู้


                                                          สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี สำหรับนักเรียนชั้น


                                                          ประถมศึกษาปีที่ 5


ผู้เขียน                                    :     ภรณี  จันทร์เทียน


 


<!--
/* Font Definitions */
@font-face
{font-family:"Angsana New";
panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:roman;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Cambria Math";
panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:roman;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:-1610611985 1107304683 0 0 159 0;}
/* Style Definitions */
p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
{mso-style-unhide:no;
mso-style-qformat:yes;
mso-style-parent:"";
margin:0cm;
margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:12.0pt;
mso-bidi-font-size:14.0pt;
font-family:"Times New Roman","serif";
mso-fareast-font-family:"Times New Roman";
mso-bidi-font-family:"Angsana New";}
.MsoChpDefault
{mso-style-type:export-only;
mso-default-props:yes;
font-size:10.0pt;
mso-ansi-font-size:10.0pt;
mso-bidi-font-size:10.0pt;
mso-ascii-font-family:Calibri;
mso-fareast-font-family:Calibri;
mso-hansi-font-family:Calibri;
mso-bidi-font-family:"Cordia New";}
@page Section1
{size:612.0pt 792.0pt;
margin:72.0pt 72.0pt 72.0pt 72.0pt;
mso-header-margin:36.0pt;
mso-footer-margin:36.0pt;
mso-paper-source:0;}
div.Section1
{page:Section1;}
-->

บทคัดย่อ


 


การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้า
ด้งนี้


1.  เพื่อสร้างชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  


2.  ศึกษาเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5


3.  ศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 


กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
โรงเรียนวัดรังษีสุทธาวาส อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี  จำนวน 45 คน  ที่ได้จากการเลือกอย่างเจาะจง 


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
ได้แก่ 


1.  ชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5


2.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 40 ข้อ


3.  แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 ข้อ


ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า


1.  ชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
  ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมี


ประสิทธิภาพ  83.21/81.44  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้


2.  ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
พบว่า  นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05


3.  ผลการแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง จังหวัดชลบุรี  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า
นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีระดับความคิดเห็นอยู่ในเกณฑ์มาก  โดยมีค่าเฉลี่ย 4.44





ภรณี จันทร์เทียน/pora_kung@yahoo.co.th (IP:125.24.85.31)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 19 มี.ค. 2552 (21:17)

ชื่อเรื่อง                  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของการใช้หนังสือประกอบการเรียน วิชาการออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย รหัส 3000-0206 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนที่ใช้หนังสือประกอบการเรียนสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 แผนกเทคนิคการผลิต สาขาเครื่องมือกล วิทยาลัยเทคนิคชุมพร


โดย                         นายประดิษฐ์   โกกนุต


สังกัด                     วิทยาลัยเทคนิคชุมพร


ปีการศึกษา            2550


 


บทคัดย่อ


                การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ วิชาการออกแบบโปรแกรมใช้คอมพิวเตอร์ช่วย รหัส 3000-0206 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนที่ใช้หนังสือประกอบการเรียนการออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 แผนกเทคนิคการผลิต สาขาเครื่องมือกล วิทยาลัยเทคนิคชุมพร อ.เมือง       จ.ชุมพร  จำนวน  24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยหนังสือประกอบการเรียนรู้วิชาการออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย จำนวน 4 หน่วย  หน่วยที่ 1 คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและเขียนแบบ  หน่วยที่ 2 การใช้โปรแกรม AutoCAD 2006 ช่วยในการเขียนแบบ  หน่วยที่ 3 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ AutoCAD 2006 หน่วยที่ 4 การควบคุม  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ตามแผนการจัดการเรียนรู้  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าที (T-Test for Dependent)


ผลการศึกษาวิจัยพบว่า


                ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการออกแบบโปรแกรมใช้คอมพิวเตอร์ช่วย นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้น แผนกเทคนิคการผลิต สาขาเครื่องมือกล วิทยาลัยเทคนิคชุมพร ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้หนังสือประกอบการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


                หนังสือประกอบการการเรียน วิชาการออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกเทคนิคการผลิต สาขาเครื่องมือกล ส่งผลให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นจึงควรนำแผนการจัดการเรียนรู้และหนังสือประกอบการเรียนนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป และสามารถนำไปประยุกต์กับแผนการเรียนรู้อื่นๆได้เป็นอย่างดี


นาย ประดิษฐ์ โกกนุต (IP:118.173.114.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 20 มี.ค. 2552 (13:46)

<!--
/* Font Definitions */
@font-face
{font-family:"Angsana New";
panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:roman;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Cordia New";
panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:swiss;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
/* Style Definitions */
p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
{mso-style-parent:"";
margin:0cm;
margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:12.0pt;
mso-bidi-font-size:14.0pt;
font-family:"Times New Roman";
mso-fareast-font-family:"Times New Roman";
mso-bidi-font-family:"Angsana New";}
@page Section1
{size:595.3pt 841.9pt;
margin:76.55pt 61.3pt 72.0pt 90.7pt;
mso-header-margin:36.0pt;
mso-footer-margin:36.0pt;
mso-paper-source:0;}
div.Section1
{page:Section1;}
-->

เรื่อง            :  รายงานการพัฒนาทักษะการคูณ พัฒนาพฤติกรรมกลุ่มเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 :
โรงเรียนบ้านกะทม (ร่วนวิทยา)


โดย              :  นางสุทร   เพียรเสมอ 


ปีการศึกษา   :  2551


 


บทคัดย่อ


 


            การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายประกอบด้วยเพื่อจัดทำและพัฒนาแบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียน


ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พฤติกรรมกลุ่ม  สร้างเสริมเจตคติทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 จำนวน  24  คน กลุ่มตัวอย่างจำแนกเป็น 2 กลุ่ม
ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการคูณเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 จำนวน 31 คน และกลุ่มตัวอย่างสำหรับการนำแบบฝึกทักษะไปใช้จริง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
แบบทดสอบจำนวน  20  ฉบับ  แบบฝึกทักษะการคูณจำนวน
19 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 19 แผน แบบวัดพฤติกรรมกลุ่ม
แบบสอบถามเจตคติทางการเรียนคณิตศาสตร์  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย


ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และการทดสอบความแตกต่างก่อนและหลังเรียน โดยใช้ค่า
t ผลการวิจัยพบว่า


                1. แบบฝึกทักษะการคูณ
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษา ปีที่ 3
ที่จัดทำและพัฒนานั้น มีประสิทธิภาพ ดังนี้


                1.1 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับ 10 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.67/85.00


                1.2 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับ 20, 30,..., 90 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.00/84.00


                 1.3 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่มีสองหลัก  ที่ไม่มีการทด มี ประสิทธิภาพ


เท่ากับ 89.50/86.00


                 1.4 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่มีสองหลัก  ที่มีการทด มีประสิทธิภาพ


เท่ากับ 92.50/89.00


                 1.5 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับ  100 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 90.00/88.00


                 1.6 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับ 200,300,...,900 มีประสิทธิภาพ  เท่ากับ 88.50/87.00


                 1.7 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับ  1,000  มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 91.50/88.00


                 1.8 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับ   2,000, 3,000,...,9,000
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.50/86.00


                 1.9 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่มีสามหลักที่ไม่มีการทด  มีประสิทธิภาพ


เท่ากับ 86.00/85.00


                 1.10 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่มีสามหลัก
ที่มีการทดจากหลักหน่วย ไปหลักสิบ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.50 /86.00


                 1.11 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่มีสามหลัก ที่มีการทดจากหลักสิบ
ไปหลักร้อย  มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.00/86.00


                1.12 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่มีสามหลัก
ที่มีการทดจากหลักหน่วยไปหลักสิบและจากหลักสิบไปหลักร้อย มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.00/85.00


                1.13 การคูณจำนวนที่มีหนึ่งหลักกับจำนวนที่มีสี่หลัก มีประสิทธิภาพ  เท่ากับ 86.50/85.00


                1.14 การคูณจำนวนที่มีสองหลักกับ 10 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.50/85.00


                1.15 การคูณจำนวนที่มีสองหลักกับ  20,30,...,90
มีประสิทธิภาพ


เท่ากับ 87.50/85.00


                1.16 การคูณจำนวนที่มีสองหลักกับจำนวนที่มีสองหลัก มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.50/86.00


                1.17 การวิเคราะห์โจทย์ปัญหาและหาคำตอบ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.50/86.00


                1.18 โจทย์ปัญหาการคูณและหาคำตอบ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.00/86.00


                1.19 การสร้างโจทย์และโจทย์ปัญหาการคูณและหาคำตอบ มีประสิทธิภาพ


เท่ากับ 87.50/88.00


            2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกเรื่อง


            3.
นักเรียนมีพฤติกรรมในการทำงานกลุ่มอยู่ในระดับ  ดี


            4.
นักเรียนมีเจคติในการเรียนอยู่ในระดับ  ดี


 



เผยแพรผลงานวิชาการ (IP:125.26.115.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 22 มี.ค. 2552 (04:48)

<!--
/* Font Definitions */
@font-face
{font-family:"Angsana New";
panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:roman;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Cordia New";
panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:swiss;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Browallia New";
panose-1:2 11 6 4 2 2 2 2 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:swiss;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
/* Style Definitions */
p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
{mso-style-parent:"";
margin:0in;
margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:14.0pt;
font-family:"Cordia New";
mso-fareast-font-family:"Cordia New";}
p.bomb, li.bomb, div.bomb
{mso-style-name:bomb;
mso-style-parent:"";
mso-style-link:"bomb Char";
margin:0in;
margin-bottom:.0001pt;
text-align:justify;
text-justify:inter-cluster;
mso-pagination:widow-orphan;
tab-stops:.6in .85in 1.1in 1.35in 1.6in;
font-size:16.0pt;
font-family:"Browallia New";
mso-fareast-font-family:"Times New Roman";}
span.bombChar
{mso-style-name:"bomb Char";
mso-style-locked:yes;
mso-style-link:bomb;
mso-ansi-font-size:16.0pt;
mso-bidi-font-size:16.0pt;
font-family:"Browallia New";
mso-ascii-font-family:"Browallia New";
mso-hansi-font-family:"Browallia New";
mso-bidi-font-family:"Browallia New";
mso-ansi-language:EN-US;
mso-fareast-language:EN-US;
mso-bidi-language:TH;}
@page Section1
{size:8.5in 11.0in;
margin:1.0in 1.25in 1.0in 1.25in;
mso-header-margin:.5in;
mso-footer-margin:.5in;
mso-paper-source:0;}
div.Section1
{page:Section1;}
-->


บทคัดย่อ


สุรีย์รัตน์ สมจิตต์.  (2552).  รายงานการศึกษาความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษ     ที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากการสอนโดยใช้แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน
. โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1.


 


            การวิจัยในครั้งนี้
มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้จากการสอนโดยใช้แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ก่อนและหลังการสอน
โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
1
ที่ไม่มีความพิการซ้ำซ้อน โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2551 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี
เขต 1 จำนวน
5 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling)


 


            เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
แผนการจัดการเรียนรู้พยัญชนะภาษาอังกฤษ          ที่คล้ายกัน แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน แบบทดสอบวัดความสามารถ         ในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คือ
การหาค่าเฉลี่ย
   และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และการเปรียบเทียบความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษ      ที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ระหว่างก่อนการสอนและหลังการสอน
โดยใช้สถิติ      
The Wilcoxon Matched Pairs Signs-Ranks
Test


 


            ผลการศึกษาครั้งนี้
พบว่า แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน
ส่งผลให้
ความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
          มีความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันได้สูงขึ้น
ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน ดังนี้


            1.
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ มีความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน
หลังการได้รับการสอนด้วยแบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน อยู่ในระดับดี


                2. ความสามารถในการจำพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกันของเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้หลังจากการสอนโดยใช้แบบฝึกการเรียนพยัญชนะภาษาอังกฤษที่คล้ายกัน สูงกว่าก่อนได้รับการสอน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05


lum00000@thaimail.com (IP:115.67.243.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 22 มี.ค. 2552 (04:54)

บทคัดย่อ


<!--
/* Font Definitions */
@font-face
{font-family:"Angsana New";
panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:roman;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Cordia New";
panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:swiss;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Browallia New";
panose-1:2 11 6 4 2 2 2 2 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:swiss;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
/* Style Definitions */
p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
{mso-style-parent:"";
margin:0in;
margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:14.0pt;
font-family:"Cordia New";
mso-fareast-font-family:"Cordia New";}
p.bomb, li.bomb, div.bomb
{mso-style-name:bomb;
mso-style-parent:"";
mso-style-link:"bomb Char";
margin:0in;
margin-bottom:.0001pt;
text-align:justify;
text-justify:inter-cluster;
mso-pagination:widow-orphan;
tab-stops:.6in .85in 1.1in 1.35in 1.6in;
font-size:16.0pt;
font-family:"Browallia New";
mso-fareast-font-family:"Times New Roman";}
span.bombChar
{mso-style-name:"bomb Char";
mso-style-locked:yes;
mso-style-link:bomb;
mso-ansi-font-size:16.0pt;
mso-bidi-font-size:16.0pt;
font-family:"Browallia New";
mso-ascii-font-family:"Browallia New";
mso-hansi-font-family:"Browallia New";
mso-bidi-font-family:"Browallia New";
mso-ansi-language:EN-US;
mso-fareast-language:EN-US;
mso-bidi-language:TH;}
@page Section1
{size:595.3pt 841.9pt;
margin:1.25in 1.0in 1.0in 1.25in;
mso-header-margin:.75in;
mso-footer-margin:35.3pt;
mso-paper-source:0;}
div.Section1
{page:Section1;}
-->


สุกัลยา  ล้ำเลิศ.  (2552).  รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน
100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
. โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1.


 


                   การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง การบวกและการลบจำนวน        ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการสอน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
1/ 2 ภาคเรียนที่
2          ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive  Sampling ) จำนวน  32  คน


 


                   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 โดยใช้เวลาในการทดลอง
12 คาบ คาบละ 60 นาที โดยไม่รวมคาบการทดสอบ      ก่อนเรียน (
Pre
– test) และหลังเรียน (Post – test) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและ
การทดสอบค่าที ( t – test ) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน    (Dependent  Samples)


 


                   ผลการศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ชั้นประถมศึกษาปีที่
1 สามารถสรุปได้ ดังนี้


                   1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.79 / 85.63  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80


                   2.    นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2  ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง
การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ประกอบการเรียนการสอน
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


lum00000@thaimail.com (IP:115.67.243.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 22 มี.ค. 2552 (07:38)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย
ผู้ศึกษา นางสาวนิรมล แก้วผล ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
ส่วนราชการ โรงเรียนกันทรวิชัย อำเภอกันทรวิชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1
ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย 2) เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย ให้มีประสิทธิภาพ 80 / 80 3) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย 4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย 5) เพื่อศึกษาความคิดเห็นนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 โรงเรียนกันทรวิชัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 44 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือ
ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย มีทั้งหมด 7 เล่ม จำนวน 12 เรื่อง ประกอบด้วย 1.1 เล่มที่ 1 เรื่อง ขนาด รูปร่าง ที่ตั้งและอาณาเขตของทวีปเอเชีย 1.2 เล่มที่ 1 เรื่อง โครงสร้างและลักษณะภูมิประเทศของทวีปเอเชีย 1.3 เล่มที่ 1 เรื่อง ลักษณะภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติของทวีปเอเชีย 1.4 เล่มที่ 1 เรื่อง ลักษณะประชากร ลักษณะทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของทวีปเอเชีย 1.5 เล่มที่ 1 เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติของทวีปเอเชีย 1.6 เล่มที่ 1 เรื่อง ลักษณะทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของประชากรของทวีปเอเชีย
1.7 เล่มที่ 2 เรื่อง ภูมิภาคเอเชียเหนือ 1.8 เล่มที่ 3 เรื่อง ภูมิภาคเอเชียกลาง 1.9 เล่มที่ 4 เรื่อง ภูมิภาคเอเชียตะวันออก 1.10 เล่มที่ 5 เรื่อง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1.11 เล่มที่ 6 เรื่อง ภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ 1.12 เล่มที่ 7 เรื่อง ภูมิภาคเอเชียใต้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ประกอบด้วย 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย จำนวน 40 ข้อ 2.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย จำนวน 12 ชุด ชุดละ 10 ข้อ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย จำนวน 1 ชุด 10 ข้อ
เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) ซึ่งมี 5 ระดับ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
และใช้สถิติ t-test (Dependent)

ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย พบว่า ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 15.20 คิดเป็นร้อยละ 38.01 หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 36.84 คิดเป็นร้อยละ 92.10 และผลต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนกับหลังเรียน มีคะแนนรวมเฉลี่ย เท่ากับ 21.64 คิดเป็นร้อยละ 54.09
2. หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย มีประสิทธิภาพ 91.43 / 92.10 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพด้านกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
คิดเป็นร้อยละ 91.43 และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละ 92.10
3. ดัชนีประสิทธิผลหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย ทุกเรื่องมีค่าดัชนีประสิทธิผลมากกว่า 0.50 หรือร้อยละ 50 โดยเรื่อง ลักษณะประชากร ลักษณะทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของทวีปเอเชีย มีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.9956 และเรื่อง ภูมิภาคเอเชียกลาง มีค่าดัชนีประสิทธิผลต่ำสุด 0.8532


4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
5. ระดับความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกันทรวิชัย ที่มีต่อ
การเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ทวีปเอเชีย ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีคะแนนเฉลี่ย 4.25 อยู่ในระดับ “มาก” ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.59 แสดงว่านักเรียนมีความคิดเห็นมากที่สุด
โดยพบว่าทุกข้อมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 3.55-4.91 อยู่ในระดับ “มาก” โดยข้อ 1 “หนังสืออ่านเพิ่มเติมทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องทวีปเอเชีย” มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 4.91 ส่วนข้อ 10 “นักเรียนเพลิดเพลินกับการเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดเท่ากับ 3.55 ซึ่งอยู่ในระดับ “มาก”
นิรมล แก้วผล / puncroo@chaiyo.com (IP:124.157.145.215)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 22 มี.ค. 2552 (20:28)
ชื่อเรื่อง แนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วย บูรณาการข้ามวิชา
ผู้ศึกษา นางเยาวลักษณ์ พูลเกิด
ตำแหน่ง/สังกัด ครูโรงเรียนโพธิสารพิทยากร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของทั้งก่อนและหลังการทดลองจัดกิจกรรม โดยใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิสารพิทยากรที่เรียนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา 3) เพื่อศึกษาระดับเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิสารวิทยากรที่มีต่อหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3 จำนวน 189 คน (ใช้เวลาการศึกษา 18 คาบ)
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา คือ หลักสูตรท้องถิ่นโรงเรียนโพธิสารพิทยากรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบฝึกทักษะภูมิปัญญาท้องถิ่น แบบสอบสอบถามเจตคติของนักเรียนต่อแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา และแบบสอบถามประเมินประสิทธิภาพหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา ผลสรุปโดยรวมของการศึกษาอยู่ในระดับเหมาะสมดีมีรายละเอียด ดังนี้
1. แนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชาที่ผู้ศึกษาจัดทำขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา (E1/E2) เท่ากับ 54.07/79.21 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้
2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังเรียนแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา คะแนนเฉลี่ยโดยใช้สูตร
t – test พบว่า ได้ค่า t จากการคำนวณเท่ากับ 45.81 และค่าตารางเท่ากับ 1.65 แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้หลักสูตรสถานศึกษาที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
3. ผลการวิเคราะห์เจตคติที่มีต่อแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา เท่ากับ 3.19 ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ผู้ศึกษาตั้งไว้อยู่ในระดับเจตคติปานกลางโดยสมมติฐานการศึกษาที่กำหนดไว้อยู่ในระดับเจตคติมากที่สุดและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญโดยรวม ระดับความคิดของผู้เชี่ยวชาญหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชาและด้านกิจกรรมประกอบหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยบูรณาการข้ามวิชา อยู่ในระดับความเหมาะสมที่สามารถนำไปใช้ได้
puga
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 23 มี.ค. 2552 (15:59)

                                                                          บทคัดย่อ


 


รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีวัตถุประสงค์


1. เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80


                2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ก่อนเรียนและหลังเรียน


                3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ


ประชากรที่ใช้ในการศึกษานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดพรสวรรค์  อำเภอ สองพี่น้อง  จังหวัดสุพรรณบุรี  จำนวน 20 คน
               เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย


1. แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน


2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วย อัตราส่วนและ


ร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระ


การเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วย  อัตราส่วนและร้อยละ


4. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน


สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และค่า t-testผลการศึกษา พบว่า


1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  หน่วย อัตราส่วนและร้อยละ  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.91/85.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้


3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วย อัตราส่วนและร้อยละ  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


4. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   หน่วย อัตราส่วนและร้อยละ อยู่ในระดับดีมาก   


นายธีระวัฒน์ ต๊ะปาง (IP:125.26.51.222)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 23 มี.ค. 2552 (22:44)
รายงานการวิจัย การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๙
บทคัดย่อ
เรื่องที่วิจัย รายงานการวิจัย การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๙
ชื่อผู้วิจัย นายรัตน์ เขื่อนเพชร
ปีที่วิจัย ๒๕๕๐
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ๒) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาการอ่านในใจของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ ๓) เพื่อศึกษาความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๙ อำเภอ แม่อาย จังหวัด เชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ จำนวน ๒๑ คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ , แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน, แบบสัมภาษณ์ ความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักเรียน สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ จำนวนนับ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่า t – test
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ๑) ได้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ จำนวน ๑๐ ชุด ๒) ผลการตรวจสอบและหาค่า IOC ของผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบแบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านในใจ พบว่า ได้ค่า IOC มีค่าเท่ากับ ๐.๘๘ ซึ่งมีค่าสูงพอสำหรับการนำแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๓) ผลสัมฤทธิ์เรื่องการจับใจความสำคัญ โดยใช้แบบฝึกการอ่านในใจของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .๐๕ ๔) ผลการสัมภาษณ์ ความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ พบว่า มีค่าเฉลี่ยร้อยละ ๙๒. ๗๑ ระดับความพึงพออยู่ในระดับมากที่สุด


นายรัตน์ เขื่อนเพชร
วิจัยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านในใจ (IP:202.149.24.161)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 24 มี.ค. 2552 (07:10)

ชื่อผลงานวิจัย                     ผลของการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบใช้วีดีโอซีดีและวิธีสาธิตที่มีต่อการ  


                                         พัฒนาทักษะเบื้องต้นกีฬาเทเบิลเทนนิสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1


                                        โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ สงขลา


ผู้วิจัย                                     นายสมจิต   ประพรหม


 


บทคัดย่อ


 


                การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการสอนโดยวิธีสอนแบบใช้วีดีโอซีดีและวิธีสาธิตที่มีต่อการพัฒนาทักษะเบื้องต้นกีฬาเทเบิลเทนนิสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ สงขลา


          `การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบผลการสอนโดยวิธีสอบโดยใช้วีดีโอซีดี และวิธีสอนแบบสาธิต ที่มีต่อการพัฒนาทักษะเบื้องต้นกีฬาเทเบิลเทนนิสของนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ และสามารถใช้แทนกันได้


 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ที่ไม่เคยเรียนกีฬาเทเบิลเทนนิสมาก่อน จำนวน 90 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ 1 เรียนด้วยวิธีสอนแบบใช้วีดีโอซีดี และกลุ่มที่ 2 เรียนด้วยวิธีสอนแบบสาธิต  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิสของมอทและลอดฮาร์ท และวีดีโอซีดีการสอนทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิส นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test)


ผลการวิจัยพบว่า


1. ทักษะเบื้องต้นกีฬาเทเบิลเทนนิสก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบใช้วีดีโอซีดีกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบสาธิตที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ0.05ไม่แตกต่างกัน


`2.ทักษะเบื้องต้นกีฬาเทเบิลเทนนิสก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีวีดีโอซีดี และภายในกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบสาธิต แตกต่างกันที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05


3. ทักษะเบื้องต้นกีฬาเทเบิลเทนนิสหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบใช้วีดีโอซีดีกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบสาธิตที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ0.05ไม่แตกต่างกัน


จากผลการวิจัยครั้งนี้แสดงว่า วิธีสอนแบบใช้วีดีโอซีดีกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบสาธิตสามารถใช้สอนทักษะเบื้องต้นกีฬาเทเบิลเทนนิสสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แทนกันได้


 


 


 


นายสมจิต ประพรหม (IP:118.174.59.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 25 มี.ค. 2552 (05:55)



นภัสสร แซ่ชื้อ.(2551).รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
5 ที่ได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนแบบ STAD. ������������ภาคเรียนที่ 2�� ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต
1.



������������������ การศึกษาในครั้งนี้
มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการเรียนแบบ
STAD
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
5 ระหว่างก่อนและหลังได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องร้อยละ
โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต
1 จำนวนห้องเรียน 1 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมดทั้งหมด 42
คนซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)



������������������ ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนการรู้
และชุดการเรียนแบบ
STAD วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องร้อยละ
ทำการวัดผลการเรียนรู้ด้วยแบบทดสอบย่อยและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องร้อยละ ใช้เวลาในการสอนทั้งหมด
17 คาบ โดยแบ่งออกเป็นทดสอบก่อนเรียน 1 คาบ ดำเนินการทดลองสอน 15 คาบ
ทดสอบหลังเรียน
1 คาบ คาบละ 60 นาที แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คือ
t-test for dependent group


���������


������������������ ผลการศึกษา สามารถสรุปได้
ดังนี้


������������������ 1. ชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์
เรื่องร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80


������������������ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
5 ภายหลังได้รับการสอนด้วยชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์
เรื่องร้อยละ สูงกว่าก่อนได้รับการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01


นภัสสร แซ่ชื้อ (IP:115.67.209.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 25 มี.ค. 2552 (05:57)

<!--
/* Font Definitions */
@font-face
{font-family:"Cordia New";
panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:swiss;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
@font-face
{font-family:"Browallia New";
panose-1:2 11 6 4 2 2 2 2 2 4;
mso-font-charset:0;
mso-generic-font-family:swiss;
mso-font-pitch:variable;
mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}
/* Style Definitions */
p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal
{mso-style-parent:"";
margin:0in;
margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:14.0pt;
font-family:"Cordia New";
mso-fareast-font-family:"Cordia New";}
p.bomb, li.bomb, div.bomb
{mso-style-name:bomb;
mso-style-parent:"";
mso-style-link:"bomb Char";
margin:0in;
margin-bottom:.0001pt;
text-align:justify;
text-justify:inter-cluster;
mso-pagination:widow-orphan;
tab-stops:.6in .85in 1.1in 1.35in 1.6in;
font-size:16.0pt;
font-family:"Browallia New";
mso-fareast-font-family:"Times New Roman";}
span.bombChar
{mso-style-name:"bomb Char";
mso-style-locked:yes;
mso-style-link:bomb;
mso-ansi-font-size:16.0pt;
mso-bidi-font-size:16.0pt;
font-family:"Browallia New";
mso-ascii-font-family:"Browallia New";
mso-hansi-font-family:"Browallia New";
mso-bidi-font-family:"Browallia New";
mso-ansi-language:EN-US;
mso-fareast-language:EN-US;
mso-bidi-language:TH;}
@page Section1
{size:8.5in 11.0in;
margin:1.0in 1.25in 1.0in 1.25in;
mso-header-margin:.5in;
mso-footer-margin:.5in;
mso-paper-source:0;}
div.Section1
{page:Section1;}
-->


จรินทร  แก้วทิพยเนตร.  (2552).  รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย
เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดการสอนแบบ
STAD. โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1.


 


               การศึกษาในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อพัฒนาชุดการสอนแบบ STAD วิชาภาษาไทย
เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย
เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
1 ระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง โดยมีกลุ่มตัวอย่าง  เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี
เขต
1 จำนวนห้องเรียน 1 ห้องเรียน
รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมดทั้งหมด
37 คนซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


 


               เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1.แผนการสอนการใช้ชุดการสอนแบบ STAD     วิชาภาษาไทย
เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป
2.ชุดการสอนแบบ STAD วิชาภาษาไทย เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป 3.แบบทดสอบย่อยประจำชุดการสอน  และ 4.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย
เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ใช้เวลาในการทดลองทั้งหมด
17 คาบ โดยทดสอบก่อนเรียน 1 คาบ ปฏิบัติกิจกรรม 15
คาบ ทดสอบหลังเรียน 1 คาบ คาบละ 60 นาที สถิติ  ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสถิติ
t-test for Dependent


 


               ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า
ชุดการสอนแบบ
STAD ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง         การเรียนวิชาภาษาไทย
เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูปสูงขึ้น โดยสรุปผลได้ ดังนี้


               1. ชุดการสอนแบบ STAD วิชาภาษาไทย
เรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ของนักเรียน
    ชั้นประถมศ
ึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80


               2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภายหลังได้รับการสอนด้วยชุดการสอนแบบ STAD วิชาเรื่องสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป
ของนักเรียน
                  ชั้นประถมศ
ึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนได้รับการสอน


 


จรินทร แก้วทิพยเนตร (IP:115.67.209.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 26 มี.ค. 2552 (16:50)

ชื่อเรื่อง���������� รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย วิชางานเกษตร


����������������������� ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการผลิตและขยายพันธุ์พืช


����������������������� กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี


ผู้รายงาน��������� นายสันติวังคีรี


ปีการศึกษา������ 2550



บทคัดย่อ



������������������� รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย วิชางานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ��เรื่องการผลิตและขยายพันธุ์พืชกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 2.เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 4. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชางานเกษตรระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ขอบเขตด้านเนื้อหา หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การผลิตพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยแบ่งเป็น 7 เรื่อง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนบ้านยาง ปีการศึกษา2550 จำนวน 18คน ดำเนินการทดลอง โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบOne - Group Pretest- Posttest Design แบบกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่มและมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียใช้สูตร E1/E2วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I. : Effectiveness Index ) และวิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สถิติทดสอบ TheWilcoxonMatchedPairsSigned – RanksTestผลการศึกษาพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย วิชางานเกษตร ชั้นประถมศึกษา�� ปีที่ 4 เรื่อง การผลิตและขยายพันธุ์พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยได้เกณฑ์ประสิทธิภาพเท่ากับ 89.84/82.96 ค่าดัชนีประสิทธิผลมีค่าเท่ากับ 0.5534 แสดงว่ากลุ่มเป้าหมายมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.34 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05


tawin2551 (IP:118.173.244.130)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 27 มี.ค. 2552 (17:31)

ชื่อเรื่อง        รายงานการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้  ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครอง


                      พระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชา


                      พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร 


สาระ            สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  รายวิชา  พระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6


หน่วยงาน  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  จังหวัดกาฬสินธุ์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


                      กาฬสินธุ์  เขต  1  ปีที่พิมพ์  2552


ผู้ศึกษา        นายพิบูลย์  นนทราช 


ที่ปรึกษา      นายชูศักดิ์  สารผล


 


บทคัดย่อ


 


                   วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาวัฒนธรรมพื้นบ้านที่บันทึกเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่  การประพฤติปฏิบัติของประชาชนธรรมดาทั่วไป  ซึ่งประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน  ชาติที่เจริญแล้วทุกชาติจะต้องมีวรรณกรรมเป็นของตัวเอง และวรรณกรรมจะมีมากหรือน้อย ดีหรือเลว ก็แล้วแต่ความเจริญงอกงามแห่งจิตใจของชนในชาตินั้น ๆ วรรณกรรมเป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่า ชาติใดมีความเจริญทางวัฒนธรรมสูงแค่ไหนและยุคใดมีความเจริญสูงสุด ยุคใดมีความเสื่อมทรามลง เพราะฉะนั้นวรรณกรรมแต่ละชาติ จึงเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า ยุคใดจิตใจของประชาชนในชาติ มีความเจริญหรือเสื่อมอย่างไร (พิทยา ว่องกุล.   2540 : 1)  ผู้ศึกษาในฐานะเป็นครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  ได้ตระหนักในคุณค่าของวรรณกรรมท้องถิ่น  ที่อุดมด้วยคติธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา  ควรนำมาจัดการเรียนรู้ส่งเสริมเผยแพร่ให้นักเรียนได้ศึกษา  เพื่อให้ผู้เรียนได้ตระหนักในคุณค่าของวรรรมกรรมท้องถิ่น  ร่วมอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาวอีสานให้ดำรงอยู่สืบไป  รวมทั้งการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นเยาวชนที่ดีของชาติ  จึงได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้  ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร


                   การศึกษาครั้งนี้อยู่ในระหว่างภาคเรียนที่  1/2551  ใช้สอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  มีความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า  1)  เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาจากวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80  2)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาจากวรรณกรรมท้องถิ่น  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  จำนวน  65  คน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6/1  จำนวน  32  คน  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  แผนการจัดการเรียนรู้  ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  จำนวน  9  แผน  18  ชั่วโมง  หนังสือสิ่งเสริมการอ่านประกอบภาพ  จำนวน  9  เล่ม /  เรื่อง  ได้แก่  ตำนานฟ้าแดดสงยาง,  ประเพณีฮีต  12,  คอง  14,  โสก  (โฉลก),  สรภัญญ์,  บทเซิ้ง,  กลอนลำพื้นบ้าน,  ผญา,  และ  คำสูตรขวัญ  กิจกรรมที่ใช้คือกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 


                   1.  การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาจากวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  ตามเกณฑ์  80/80  (E1/E2)   มีประสิทธิภาพเท่ากับ  86.15/81.69 


                   2.  ดัชนีประสิทธิผล วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน หลังเรียนของนักเรียน  ที่เรียนแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  (E.I.)  มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.5471  แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น  ร้อยละ  54.71  นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่  พัฒนาการขึ้นมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.5


                   3.  ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาอีสานในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมท้องถิ่น  ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน  วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนฟ้าแดดสูงยางวิทยาคาร  มีเฉลี่ยต่ำสุดในด้านที่   4   ด้านการวัดผลและประเมินผล  มีค่าเฉลี่ยที่  4.14  S.D.  0.76  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก  ค่าเฉลี่ยสูงสุด  ในด้านที่  5  ด้านการปลูกฝังจิตสำนึก  4.47  S.D.  0.66  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก  และค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่  4.35  S.D.  0.70  อยู่ในระดับเหมาะสมมาก


 


Phi.boon@hotmail.com (IP:115.67.50.125)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 28 มี.ค. 2552 (08:54)
137856

ชื่อเรื่อง                      การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร


                               กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 


ผู้ศึกษา                       นายสว่าง จิตรจักร์


โรงเรียน                    บ้านต่างแคน   


 ปีที่พิมพ์                  2551


 


บทคัดย่อ


                 


                  การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง  งานเกษตร  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3)  ศึกษาดัชนีประสิทธิผลบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มี ต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้            การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


                  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกทุ่งน้อย และโรงเรียนบ้านต่างแคน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2   ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2550 จำนวน 4  ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 110 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียน            ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต่างแคน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2   ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 14  คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling) 


                  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง งานเกษตร  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 แผน  2)แบบทดสอบย่อยในบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียน และหลังเรียน จำนวน 5 ชุด ๆละ 10 ข้อ  3) บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30  ข้อ  มีค่าความยากง่าย (P)  ตั้งแต่ 0.36 ถึง 0.79 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.30 ถึง  1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.90 และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3   3 ด้าน จำนวน 12  ข้อ 


                  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้  t-test  (Dependent  Samples)


                  ผลการศึกษาพบว่า  1) บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.36/85.24    ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  3) ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3   จากคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า  ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6265 หรือร้อยละ 62.65 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง งานเกษตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี                   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด


                 โดยสรุป การศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้บทเรียนสำเร็จรูป ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล มีประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู และทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนาตนเองในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  มีความสุขในกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายร่วมกัน  มีคุณธรรมจริยธรรมจากการมีปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม และสามารถนำความรู้  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ทักษะการปฏิบัติตนที่ถูกต้องในเรื่อง งานเกษตร ไปใช้ในชีวิต ประจำวัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


 


 


 


 


 


 


 


 


SAWANG200967
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 57 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 29 มี.ค. 2552 (10:33)

บทคัดย่อ


รายงานการวิจัยเรื่อง           การพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม


                                                โรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี


ผู้วิจัย                                      นายเดชา  ขุมเงิน


ปีที่ทำการวิจัย                       พ.ศ.2550


                การพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม  โรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี  มีวัตถุประสงค์  ดังนี้


                1.  เพื่อศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี


                2.  เพื่อศึกษาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี  ก่อนและหลังดำเนินการ  ดังนี้


                     2.1  พฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหาร 


                     2.2  พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน


                     2.3  พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน


                3.  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอน  โรงเรียนวัดจั่นเจริญศรีที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี


                4.  เพื่อศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ผู้ปกครองนักเรียนและชุมชนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี


                5.  เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรีก่อนและหลังดำเนินการ


                กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้  ได้แก่  ครู  นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย(Simple  Random  Samping)  ได้กลุ่มตัวอย่างจากครูผู้สอนปีการศึกษา  2550  จำนวน  10  คน  นักเรียนจำนวน  60  คน  ผู้ปกครองจำนวน  60  คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรีปีการศึกษา  2550  จำนวน  9  คน


                เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  แบบสังเกตจำนวน  7  ฉบับ


ผลการวิจัย  พบว่า


                1.  ผลการศึกษาพฤติกรรมการทำงานแบบมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงเรียน  พบว่า  พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรีหลังดำเนินการอยู่ในระดับมาก  คือบุคลากรในโรงเรียนร้อยละ  77.73  ขึ้นไปยอมรับว่าบุคลากรของโรงเรียนมีพฤติกรรมการทำงานแบบมีส่วนร่วม  พฤติกรรมที่แสดงออกมากที่สุด  2  พฤติกรรม  ได้แก่  พฤติกรรมการปฏิบัติงาน  กิจกรรมตามกรอบแนวคิดที่ทุกฝ่ายร่วมกันกำหนด  และปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจ  ส่วนพฤติกรรมที่แสดงออกน้อยที่สุด  ได้แก่  พฤติกรรมการกำหนดขอบข่ายของงานและแบ่งงานกันรับผิดชอบ


                2.  ผลการศึกษาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาก่อนและหลังดำเนินการ


                     2.1  ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหาร  พบว่า  มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมหลังการดำเนินการเพิ่มขึ้นจากก่อนดำเนินการคิดเป็นร้อยละ  14.38  โดยภาพรวมพฤติกรรมการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารอยู่ในระดับดี  คือ  จำนวนบุคลากรหลักของโรงเรียนร้อยละ  83.95  ยอมรับว่าผู้บริหารมีการทำงานแบบมีส่วนร่วม


                    2.2  พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน 


                            2.2.1  พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนจากการสังเกตกาสอนโดยบุคลากรหลักของโรงเรียน  พบว่า  ครูผู้สอนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอยู่ในระดับดี  หลังดำเนินการมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากก่อนดำเนินการคิดเป็นร้อยละ  18.02  พฤติกรรมที่ครูผู้สอนส่วนใหญ่ใช้มากที่สุดได้แก่  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สรุปความรู้จากการปฏิบัติจริง  มีการใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายและใช้วิธีวัดและเครื่องมือวัดที่หลากหลายตามสภาพจริงและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้  ส่วนพฤติกรรมที่ใช้น้อยที่สุดได้แก่  เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนมีความเหมาะสมน่าสนใจและมีการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่


                             2.2.2  พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนและคุณลักษณะของครูตามความคิดเห็นของผู้เรียน  พบว่า  ด้านการจัดการเรียนการสอน  พฤติกรรมที่ผู้สอนปฏิบัติมากที่สุดตามความเห็นของผู้เรียนคือ  จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นคว้าหาคำตอบและสรุปข้อความรู้ด้วยตนเอง  ส่วนพฤติกรรมที่ครูผู้สอนปฏิบัติน้อยที่สุดได้แก่  ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียน


                     2.3  ผลการศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน  พบว่า  หลังดำเนินการมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นจากก่อนดำเนินการคิดเป็นร้อยละ  12.11  โดยที่ผ่านมารายการที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติมากที่สุดได้แก่  รายการ  วันที่ข้าพเจ้าไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์  สารสาร  หรือหนังสือต่างๆจะรู้สึกหงุดหงิดมาก  ส่วนรายการที่ปฏิบัติน้อยที่สุดได้แก่  รายการข้าพเจ้าปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานหรือวิธีแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม


                3.  ผลการศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรีที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี  พบว่า  ครูผู้สอนมีความพึงพอใจมากที่สุดได้แก้ประเด็นความอิสรเสรีในการแสดงความคิดเห็นการให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาปรับปรุงงานของบุคลากรในฝ่าย  ประเด็นการทำงานในทีมงานของท่าน  ท่านมีส่วนร่วมในการคิดริเริ่มตัดสินใจ  พัฒนาปรับปรุงและประเมินผลการปฏิบัติงาน  ประเด็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรของโรงเรียนและประเด็นการใช้คุณธรรมของผู้บริหารมาประกอบการบริหาร  ส่วนประเด็นที่ครูผู้สอนพึงพอใจรองลงมาได้แก่  ประเด็นบรรยากาศในการทำงาน  การนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในการเรียนการสอน  ปรับปรุง  อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน


                4.  ผลการศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี  ผู้ปกครองนักเรียนและชุมชนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรี  พบว่า  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ผู้ปกครองนักเรียน  และชุมชนส่วนใหญ่พึงพอใจในการจัดการศึกษาของโรงเรียนอยู่ในระดับมาก  ประเด็นที่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ผู้ปกครองนักเรียนและชุมชนพึงพอใจมากที่สุดได้แก่  คณะครู  บุคลากร  ได้เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนอยู่เสมอ  ส่วนประเด็นที่พึงพอใจน้อยที่สุด  ได้แก่  ชุมชนได้ศึกษาและรับรู้ผลการดำเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียน


                5.  ผลการเปรียบเทียบผลการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรีก่อนและหลังดำเนินการ  พบว่า  คุณภาพตามมาตรฐานโรงเรียนวัดจั่นเจริญศรีก่อนและหลังการดำเนินการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05


นายเดชา ขุมเงิน (IP:125.26.45.31)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 29 มี.ค. 2552 (15:29)

บทคัดย่อ


 


 


ชื่อเรื่อง  :  การจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์


                     ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย


                     สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5


ผู้วิจัย      :    นิภาลัย  แรกข้าว


ประเภทการวิจัย   :  การวิจัยเชิงทดลอง


ที่ปรึกษา  :   ดร. นาวิน  พรหมใจสา


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


 


                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน  เรื่อง  การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง  การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านแฮะ  อำเภอปง  จังหวัดพะเยา จำนวน  11  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน  แบบประเมินเอกสารประกอบการเรียนรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้  ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์โดยหา ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


                ผลการศึกษาพบว่า เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 5  เรื่อง  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80


กล่าวคือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   เล่มที่ 1   ตอน การฟอกขาวและการย้อมสีเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/83.00    เล่มที่ 2  ตอน การประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ  84.00/83.00 


เล่มที่ 3  ตอน   การประดิษฐ์กระทงจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/85.00   เล่มที่ 4  ตอน


การประดิษฐ์ถาดสามเหลี่ยมจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ  85.00/ 85.00   เล่มที่ 5


ตอน การประดิษฐ์มาลัยเกลียวจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ  86.00/87.00  นักเรียน


มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสาร


ประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน อยู่ในระดับมากที่สุด  ทั้งนี้เป็นการจัดการเรียนการสอน


ที่นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบนิทาน ทำให้นักเรียนสนุกสนาน เกิดความเพลิดเพลิน


nipalai@yahoo.co.th (IP:222.123.81.77)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 30 มี.ค. 2552 (00:48)































บทคัดย่อ






ชื่อเรื่อง    รายงานผลการประเมินโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งฟาร์มในโรงเรียนบ้านแพง   อำเภอโกสุมพิสัยสังกัด



               สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3



ผู้วิจัย       นายปองภพ    ภูจอมจิตร



ตำแหน่ง   รองผู้อำนวยการ วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ โรงเรียนบ้านแพง



ปีที่พิมพ์    2550



 







                การประเมินโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งฟาร์ม ในเขตพื้นที่ โรงเรียนบ้านแพง ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ภายใต้กรอบแนวคิดแบบจำลองการประเมินโครงการ ซีโป (CPO’s Evaluation Model) ของ เยาวดี  รางชัยกุล  วิบูลย์ศรี โดยมีความมุ่งหมายของการประเมิน


คือเพื่อประเมินโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งฟาร์มในเขตพื้นที่ โรงเรียนบ้านแพง ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ในด้านต่อไปนี้ ปัจจัยพื้นฐ