| ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น! |
|
6 ธันวาคม 2025... จาการ์ตา จะอยู่ใต้ทะเล
โพสต์เมื่อ:
16:50 วันที่ 17 เม.ย. 2551 ชมแล้ว:
52,257
ตอบแล้ว:
4
ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของ กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของอินโดนีเซีย ที่มีประชากรราว 12 ล้านคน ธนาคารโลกชี้ชะตา 6 ธันวาคม 2025 เมืองหลวงแห่งนี้จะจมลงสู่ใต้ท้องทะเล ผู้เชี่ยวชาญจาก ธนาคารโลกได้กำหนดวันชี้ชะตาเมืองหลวงแห่งนี้จากการศึกษาวงจรทางดาราศาสตร์ซึ่งจะมีผลต่อการขึ้นลงของน้ำทะเล ในทุกๆ18.6 ปี ผู้เชี่ยวชาญพบว่า ถ้าไม่มีการป้องกันล่วงหน้า ในอีก18 ปี น้ำทะเลจะสูงขึ้นถึงจุดสูงสุด ซึ่งสูงพอที่จะจมจาการ์ตาลงไปได้ทั้งเมือง นาย JanJaap Brinkman วิศวกรชาวดัชซ์จากบริษัท Delft Hydraulics ผู้ทำงานร่วมกับธนาคารโลกในการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า วิกฤตการณ์น้ำท่วมเมืองครั้งนี้ ไม่ใช่ผลจากปรากฏการณ์เรือนกระจก หรือภาวะโลกร้อน แต่ปัญหาใหญ่ที่ก่อให้เกิดการทรุดตัวของแผ่นดินก็คือ การเจริญเติบโตของเมืองอย่างขาดการวางแผนและควบคุม จาการ์ตา ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบเนินเขาชายฝั่งทะเลจะจมลงอีก 40-60 เซนติเมตรจากระดับปัจจุบัน หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จากการศึกษาโดย คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ในปี 2025 น้ำทะเลจะสูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนเพียง 5 เซนติเมตร เราสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า น้ำทะเลจะท่วมสู่จาการ์ตาได้ไกลแค่ไหน นาย Brinkman กล่าว จากการศึกษาพบว่า ถ้าไม่มีการป้องกันใดๆ น้ำทะเลจะล้นท่วมเข้ามาถึงบ้านพักของประธานาธิบดี ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งราว 5 กิโลเมตร และตัวเมืองเก่าซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศจะจมมิดอยู่ใต้ทะเล ถึงแม้ว่าวันที่ 6 ธันวาคม จะเป็นวันที่น้ำขึ้นสูงสุด แต่ นาย Brinkman เชื่อว่าจะมีอุทกภัยอีกหลายครั้งก่อนที่วันนั้นจะมาถึง นอกจากปัญหาการขยายตัวของตัวเมืองอย่างขาดการวางแผนแล้ว โรงงาน โรงแรมและอาคารบ้านเรือนขนาดใหญ่ยังได้ทำการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลลึกลงไปใต้ระบบส่งน้ำประปาของเมือง ซึ่งก่อให้เกิดการทรุดตัวของดินมากยิ่งขึ้นอีก ทางธนาคารโลกได้เรียกร้องให้หยุดการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน และหน่วยงานของกรุงจาการ์ตาเองก็พยายามลดการขุดเจาะน้ำใต้ดินโดยการขึ้นราคาน้ำบาดาลแต่ไม่ประสบผลสำเร็จนัก ถ้าการขุดเจาะน้ำบาดาลยังเป็นไปอย่างนี้ บางส่วนของจาการ์ตาจะจมลงไปลึกกว่า 5 เมตร นาย Brinkman กล่าว ความจริงของวิกฤตครั้งนี้เริ่มมีให้เห็นได้แล้ว ณ ชุมชนแออัด มัวราบารู ทางตอนเหนือของกรุงจาการ์ตา ติดชายฝั่งทะเล ชุมชนแออัดแห่งนี้ถูกความเจริญจากภายในตัวเมือง ทั้งอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ดันออกมาจนใกล้ชายฝั่ง เมื่อปีที่แล้วน้ำได้ท่วมชุมชนแห่งนี้สูงถึงสองเมตร ต้นไม้หลายต้นซึ่งเคยให้ความร่มเงากับชุมชนบัดนี้จมมิดอยู่ใต้ทะเล ระบบน้ำประปาในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ไม่สมบูรณ์นัก ประชากรมากถึง 40% ในจาการ์ตาไม่ได้รับน้ำประปา ถึงแม้ว่าจะมีการขายระบบประปาให้กับชาวต่างชาติด้วยความหวังที่จะปรับปรุงบริการในปี 1997 บริษัทต่างชาติทั้งสองบริษัทก็ไม่สามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของประชากรที่ได้รับน้ำสะอาดใช้จาก 60% เป็น 75% ภายในปี 2007 ได้ เจ้าหน้าที่ประปาเมืองจาการ์ตา นาย Achmad Lanti กล่าว น้ำประปาที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการนี้ทำให้ ชาวกรุงจาการ์ตาไม่มีทางเลือกมากนัก ชาวจาการ์ตาจำเป็นต้องซื้อน้ำในราคาที่สูงขึ้น ขุดบ่อบาดาล และบางครั้งพวกเขาก็จำเป็นต้องขโมย น้ำประปาครึ่งหนึ่งในจาการ์ตา สูญหายระหว่างท่อทั้งจากการรั่วไหลและการลักขโมย นาย Lanti กล่าว บางครั้งหัวขโมยเหล่านี้ก็ทำเพียงคนเดียว แต่หลายครั้งการขโมยน้ำประปานั้นทำโดยกลุ่มโจรซึ่งเรียกได้ว่าเป็น เจ้าพ่อน้ำประปา นาง Sayong วัย 65 ปีและ สามี นาย Aris วัย 70 ปีต้องขนน้ำสะอาด3 รถเข็นจากปั๊มมาใช้และขายให้กับผู้คนที่อาศัยในชุมชนมัวราบารู ทั้งสองอาศัยอยู่กับลูกสองคนและหลานอีกสองคน นาง Sayong มีรายได้จากการขายน้ำมากที่สุด 20,000 รูปี หรือประมาณ 60 บาท รายได้อันน้อยนิดนี้ทำให้เธอไม่มีทางเลือกมากนัก และจำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่ มัวราบารูอย่างหวาดกลัว ด้วยการเจริญเติบโตอย่างไร้การวางแผนและควบคุม การก่อสร้างตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องทำให้มีการระบายน้ำตามธรรมชาติน้อยลง นอกจากนี้ ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลก็ถูกทิ้งลงในทางระบายน้ำทำให้การระบายน้ำของมหานครนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน เป็นไปอย่างยากลำบาก ระบบระบายน้ำซึ่งออกแบบสร้างโดยชาวดัชซ์เมื่อครั้งอินโดนีเซียยังเป็นอาณานิคมอยู่นั้นไม่สามารถรับมือกับการเจริญเติบโตของเมืองนี้ได้ นาย Hongjoo Hahm ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสาธารณูปโภคของธนาคารโลกในอินโดนีเซียกล่าว ที่นี่เกิดน้ำท่วมทุกปี เขากล่าว และระดับน้ำที่ท่วมอยู่ทุกวันนี้คือระดับอุทกภัยที่ชาวดัชซ์คาดว่าจะเกิดขึ้นทุกๆ 25 ปี อ้างอิง: The Straits Time April 14, 2008 "Indonesia's thirsty capital is a sinking city" Access: 18/04/2008 http://www.straitstimes.com/Latest%2BNews/Asia/STIStory_227062.html
![]() จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 เม.ย. 2551 (16:57) อ่านข่าวนี้จากหนังสือพิมพ์ Straits Time ของสิงคโปร์อ่ะ อยากจะบอกเพื่อนๆว่า น่ากลัวมากๆ มาคิดๆดูแล้ว กรุงเทพฯก็ไม่ได้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเท่าไหร่ เราเองก็พัฒนาเมืองของเราอย่างไม่ค่อยจะมีทิศทาง การขยายตัวของกรุงเทพฯก็เร็วมาก เราเองก็ใช้น้ำบาดาลเหมือนกัน วันนึงเราจะจมอย่างเค้ามั้ยเนี่ย อยากจะขอให้ผู้ใหญ่ช่วยดูแลเรื่องการวางผังเมืองแล้วก็การพัฒนาที่ดินด้วยนะคะ ทำอะไรอย่ามองแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น ได้เงินวันนี้แต่ไม่มีเมืองอยู่ข้างหน้า รักษาสิ่งที่เรามีไว้ดีกว่านะคะ พวกเราต้องช่วยกันประหยัดน้ำแล้วก็ไม่ทิ้งขยะลงคูคลองระบายน้ำนะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 เม.ย. 2551 (15:19) ตอนที่เราเริ่มอ่านไป เราก็คิดถึงกรุงเทพขึ้นมาเหมือนกันเลยครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 19 เม.ย. 2551 (01:01) รัฐบาลสิงคโปร์ ประสบความสำเร็จกับระบบจัดการน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพระดับโลก ซึ่ง อเมริกาและญี่ปุ่น สนใจอย่างมาก ลองเข้าไปชมดูนะค่ะ เพราะก่อนที่จะถึง 2025 พวกเราอาจจะต้องเจอกับปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดไว้ใช้อย่างรุนแรง แน่นอนว่า Global warming อาจจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่... ฤดูกาลที่อาจะเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับน้ำท่วมและความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมดุล จะเป็นปัญหาใหญ่ของเราในอีกไม่นานนี้ พ่อขุนรามคำแหง เคยกล่าวไว้ว่า เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะ โลกกำลังโทรม แต่ธรรมชาติย่อมต้องการปรับสมดุลเสมอ เราเองก็ต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง เพราะมนุษย์ ได้สร้างสรรค์และทำลายมามากมายเช่นกัน http://www.pub.gov.sg/NEWater_files/index.html
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 ก.ค. 2551 (21:16) กรุงเทพฯ และภาคใต้ก็คงจมใต้ทะเลเหมือนกัน ในอนาคตแถวภาคอีสานอาจจะเป็นเมืองหลวง ... peerawat. pra@hot mail.com (IP:203.155.228.26) | ||||