คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ชีวิตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์
โพสต์เมื่อ: 22:00 วันที่ 23 เม.ย. 2551         ชมแล้ว: 9,972 ตอบแล้ว: 38

๑. ชีวิตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษา, คุณคิดหรือรู้สึกว่าไง


๒. มีเวลาปลีกตัวไป ค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ตกอยู่ใต้การจับตามองของคนอื่นไหม (เช่น แอบทำคนเดียว สมมุติว่าจะพิสูจน์ความชั่วของนักการเมือง ด้วยเทคนิค เอ็กซเรย์ดิฟแฟรกชันผลึกเดี่ยว)


๓. เรื่องเงินเดือน หรือรายได้ของอาชีพนี้ ใครมีข้อมูลช่วยเปรียบเทียบให้ดูหน่อย


๔. ภาวะของ ชีวิตอาจารย์คณะวิทย์ ที่เป็นอยู่   และภาวะที่ควรจะเป็นในสังคมไทย หากเห็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีแนวทางแก้ไขอย่างไร และคิดว่าทำแล้วเกิดผลดีอย่างไร


๕. เรื่องที่อยากจะเล่า


จะตอบส่วนไหนก็ตามสบายนะครับ เนื่องด้วยกระผมอยากรู้มานานแล้วครับ จึงขอความอนุเคราะห์ ผมอยากเป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุ ๙-๑๐ ขวบ และไม่เปลี่ยนใจเลย แต่ผมเป็นคนเรื่องมาก (ขออภัย) เดี๋ยวก็ติดปัญหาส่วนตัวเรื่องสุขภาพบ้างเรื่องโรคจิตบ้างเรื่องนั้นเรื่องโน้นบ้างที่เป็นอุปสรรคเวอร์ๆ และก็ยังไม่หายสงสัยว่าจะทำอาชีพนี้รอดไหม จึงต้องขอรายละเอียด คิดว่าอาจจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย



พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 210 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 37 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 25 เม.ย. 2551 (22:38)

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่สงสัยว่าทำไมจึงหาความยุติธรรมได้อยาก อย่างตัวอย่างที่จะเล่านี้



บ้านข้าพเจ้าอาศัยอยู่แถวๆกับโรงงานอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าตั้งได้อย่างไรทั้งที่ประกาศเป็นพื้นที่สีเขียว



ครั้งแรกตอน ป.3 ข้าพเจ้ากำลังร้องเพลงชาติเกิดเป็นลมไป เพราะสูดดมกลิ่นที่โรงงานปล่อยมานและก็ไม่รู้ว่ากลิ่นของอะไร แต่เหม็นแสบคอเลยที่เดียว



พ่อข้าพเจ้าได้ไปร้องเรียนเรื่องนี้ คุณทราบไหมว่าอีกสามสี่วันมีโทรศัพท์มาที่โรงเรียนว่าทางโรงงานจะมาบริจาคของ และจัดงานวันเด็กให้โรงเรียน



และยังมีมียายขายขนมคนหนึ่งเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ยายได้ไปตักน้ำในแม่น้ำเพื่อจะมาล้างหน้าเพียงยายจุ่มมือไปรู้สึกคัน ยายจึงไม่ล้างหน้า จากนั้นมือยายก็ก็เป็นผื่นแดงอักเสบ ยายต้องไปรักษาอยุ่เป็นเดือน (รู้สึกว่ายายแกหายไปตั้งสองเดือนกว่า อดกินข้าวต้มมัด กับใส่ไส้ตั้งนาน)



ที่รู้ๆบ้านยายอยู่ในแนวทางตอนใต้ของท่อระบายน้ำเสียลับๆของโรงงานนี้



แถมในปัจจุบันยังปล่อยเศษเถ้าถ่านจากการเผาถ่านหินในโรงไฟฟ้าเล้กๆของมัน



ชาวบ้านหลายต่อหลายท่านต้องไปหาหมอเพื่อแคะถ่านหินออก(ครั้งหนึ่ง 200-300 บาท มีในในบ้านโดนมาแล้ว )



และเสียงรบกวนอันดังสนั่น เวลามันเดินเครื่อง



มีหน่วยงานเข้ามาตรวจแล้วด้วยว่าเป็นมลพิษทางอากาศหรือไม่



แกเอาเครื่องตรวจไปตั้งริมแม่น้ำหน้าวัด ซึ่งเป็นที่พักผ่อนลมเย็นจะอากาศดีมาก(แล้วทำไมไม่ไปตั้งแถวๆโรงงานเนี่ยสงสัย)



แล้วเวลามามีคนมาตรวจนะไม่เห็นจะทำงานเสียงเงียบ ไม่เหม็น ไม่มีอะไรทั้งสิ้น



ร้องเรียนไปหลายรอบก็ไม่เกิดผล ก็เงินมันค้ำอยู่



แต่หลายๆเสียงบอกว่าถ้าโรงงานปิดคนเกือบครึ่งหมู่บ้านจะต้องตกงาน



และที่รู้ๆเค้าเสียภาษีให้กับอบตปีล่ะเจ็ดหลัก



แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรพัฒนา



บ่นซะยาว ที่รู้ๆเคยไปถ่ายรูปโรงงานจะทำรายงานส่งอาจารย์ มันส่งยามมากวดหนีแทบตาย



เฮ้อนี่หรือชีวิต


namiko เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 26 เม.ย. 2551 (18:18)

แง๊วแง๊ว..No Comment


Mr.T เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 511 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 26 เม.ย. 2551 (20:17)
เห็นเรื่องน่าหนักใจอย่างนี้ อยากขอชี้แจงนะครับว่า การที่มีคนมาเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยดีในสังคม หาเป็นเพื่อตอกย้ำความสิ้นหวังไม่  เราพูดกันในฐานะคนที่มีความใฝ่ฝันความหวัง เผื่อว่าจะมีทางช่วยประเทศไทย  เมื่อชาวไทยยังไม่สงบสุข ใครฤๅอาจนิ่งเฉย  ถึงช่วยไม่ได้ก็ปล่อยวาง ถึงรู้แล้วจะแก้ไม่ได้ ก็ยังดีกว่าไม่ได้พยายามครับ
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 210 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 26 เม.ย. 2551 (20:31)
88277

ดิฉันเห็นด้วย   กับการแสดงความเห็นออกมา  เพราะถ้าเรานิ่งเฉยกันหมด  จะไม่มีใครรู้  ใครเข้าใจว่า    คนในสังคม  คิดอย่างไรกันบ้าง  


อย่าปล่อยให้ใครก็ตามที่จะมีโอกาสมาบริหารบ้านเมือง   เข้าใจเราผิดๆ  ว่าเรารับได้กับสภาพ ที่เป็นอยู่  เราทนได้กับการถูกละเมิดสิทธิ   โดยไม่มีความคิดอะไรในสมองเลย


เราคิด  เจ็บใจ  เสียใจ  เสียดาย กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรา   เสียดายทรัพยากร เสียดายของที่เรามี   


ที่ปวดสุดๆ ก็คือ  เรารู้ แต่เรายังทำอะไรไม่ได้  และ ต้องยอมให้คนที่มีหน้าที่ เขาทำกับบ้านเมืองเราจนเป็นแบบนี้


เพราะว่า  เราเป็นเสียงข้างน้อยค่ะ   แต่...แต่....ไม่มีทางเลือก  ยังไงก็ต้องพูด  เขียนกันออกมา    เพื่อให้คนที่เขาอาจคิดแบบเรา   เปล่งเสียงออกมาบ้าง  อย่าให้คนที่คิดแบบเรา แล้วพูดออกมา  ต้อง กลายเป็นคนบ้า  พล่ามอยู่ได้คนเดียวค่ะ


เขียนเพื่อเป็นกำลังใจให้คนคิดแบบเดียวกัน  ไม่ถอดใจ  กลายเป็นคนเข้าเกียร์ว่างค่ะ


หมายเหตุ... ตอนนี้เกียร์ว่างก็ไม่ต้องเข้าแล้วค่ะ  เข้าเบรคมือ จอดเลย   เพราะ   น้ำมัน จะสี่สิบบาทแล้ว 


เนี่ยค่ะ  ปัญหาบ้านเรา เป็นปริศนา ที่หาคำตอบไม่ได้ค่ะ แบบ สะพานทั้งเจ็ดในรูปนี้แหละ


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 27 เม.ย. 2551 (00:04)
วิธีแก้ครับ  ล้มระบบทุนนิยม(มือใครยาวสาวได้สาวเอา)   แล้วเข้าป่ากาน  :D
ขำ ๆ น่ะครับ  อย่าเครียด


ปัญหาใหญ่.. ต้องมองหลายมุม แต่ต้องแก้จุดเดียว ^^ สู้ ๆ ครับ
เรื่องของสังคมมันลึกซึ้ง ต้องศึกษาให้เข้าใจ ก่อนเข้าไปแก้ไข...
ตุเช่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 195 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 157 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 28 เม.ย. 2551 (16:19)
ถ้าใครมีอะไรจะเล่าอีเมลมาถึงผมก็ได้ครับ ที่ peerakitk@hotmail.com (เป็นเอ็มเอสเอ็นด้วย)
พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 210 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 28 เม.ย. 2551 (21:10)
ผมเป็นครูวิทยาศาสตร์ครับ  สอนฟิสิกส์ม.ปลาย  ได้อ่านกระทู้นี้แล้ว มีความรู้สึกหลายอย่าง  ทั้งรู้สึกดีที่คิดว่ามีคนสนใจปัญหาการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเยาวชนไทยหลายต่อหลายคน  แต่อีกความรู้สึกก็คือผมก็เพิ่งรู้นะครับว่าในระดับอุดมศึกษาหรือระดับนักวิจัยก็มีปัญหามากมายในด้านนี้เหมือนกัน แต่ก่อนก็ได้แต่คิดว่าในระดับมหาวิทยาลัยคงจะมีความเป็นอิสระทางวิชาการมากกว่าเยอะ  ไม่เป็นไรครับอย่างน้อยก็มีคนมองเห็นเหมือนกันหลายคนและพยายามหาวิธีแก้ไข  สื่อสารกันให้มากครับ...
55/bayern055@thaimail.com (IP:61.19.32.222)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 30 เม.ย. 2551 (10:05)

ตอบคำถามตามคำขอครับ ...



๑. ชีวิตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษา, คุณคิดหรือรู้สึกว่าไง
ตอบ โดยส่วนตัวพอใจกับชีวิตแบบนี้ครับ มีอิสระในการทำงานหลายอย่างที่อยากทำ ไม่ว่าจะสอน ทำงานวิจัย หรือทำงานเพื่อสังคม อย่างทำเว็บวิชาการนี่ไง




๒. มีเวลาปลีกตัวไป ค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ตกอยู่ใต้การจับตามองของคนอื่นไหม (เช่น แอบทำคนเดียว สมมุติว่าจะพิสูจน์ความชั่วของนักการเมือง ด้วยเทคนิค เอ็กซเรย์ดิฟแฟรกชันผลึกเดี่ยว)
ตอบ มีเวลาหรือไม่ขึ้นอยู่ว่าอยากจะทำอะไรบ้างครับ สำหรับผมนอกจากงานสอนแล้ว ก็มีเวลาพอที่จะทำวิจัย (ซึ่งเป็นภาระงานของอาจารย์อยู่แล้ว) แล้วก็อย่างที่บอกในข้อ 1 คือมีเวลาทำเว็บวิชาการ




๓. เรื่องเงินเดือน หรือรายได้ของอาชีพนี้ ใครมีข้อมูลช่วยเปรียบเทียบให้ดูหน่อย
ตอบ เรื่องเงินเดือนนี่พูดยาก มันแล้วแต่ความพอใจ ความคาดหวัง และสภานะภาพทางการเงินของแต่ละคน ให้ข้อมูลคร่าว ๆ ก็แล้วกัน อย่างในจุฬา ที่ผมทำงานอยู่ จบปริญญาเอก เงินเดือนเริ่มต้น 18,000 กว่าๆ เงินเดือนขึ้นทุกปี ถ้าคุณขอทุนวิจัย เช่น ของสกว. คุณก็จะมีเงินเดือนเพิ่มอีก 10,000 บาทต่อเดือน นี่ไม่รวมเงินพิเศษ เช่น ถ้าคุณมีผลงานวิชาการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติคุณก็จะได้เงินค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อหนึ่งบทความ (ต้องมี Impact factor นะ) และถ้าเป็นผู้วิจัยหลักของบทความนั้น มหาวิทยาลัยจ่ายเพิ่มให้อีก 15,000 บาท ... และถ้าทั้งสอนและทำวิจัยแล้วคุณยังมีเวลาเหลืออีก ก็ลองไปสอนให้คอร์สอินเตอร์ทั้งหลาย ซึ่งก็ตกชั่วโมงละ 1,500 ถึง 2,500 บาท รายได้เฉลี่ยสำหรับอาจารย์ใหม่ (คิดแค่สอนกับขอทุนวิจัย ไม่รวมสอนพิเศษ) น่าจะอยู่ประมาณ 30,000 ได้ ถ้าขอตำแหน่งวิชาการได้ ก็จะได้เงินประจำตำแหน่งเพิ่มอีก ... ผศ. ก็ 5,000 บาท ทั้งนี้แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วก็คงไม่อดตาย แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก 




๔. ภาวะของ ชีวิตอาจารย์คณะวิทย์ ที่เป็นอยู่   และภาวะที่ควรจะเป็นในสังคมไทย หากเห็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีแนวทางแก้ไขอย่างไร และคิดว่าทำแล้วเกิดผลดีอย่างไร
ตอบ  ... ตอบยากแฮะ อย่างที่บอกมันแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่โดยส่วนตัวแล้วถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด สังคมโดยรวมก็จะดีขึ้นเอง




๕. เรื่องที่อยากจะเล่า
ตอบ ความจริงก็มีเยอะ แต่ที่อยากเล่าตรงนี้คือ ความรู้สึกเป็นห่วงนิสิตรุ่นใหม่ที่เข้ามามากกว่า เพราะมีวุฒิภาวะ รวมถึงวินัยในตัวเองที่ต่ำลงจนน่าใจหาย ... ประกอบกับบรรยากาศวิชาการในคณะลดน้อยลงทุกทีๆ ... ก็น่าเป็นห่วงอนาคต ... บ่นแค่นี่แหละครับ


จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1411 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 30 เม.ย. 2551 (10:36)

มี impact facor ได้ 20000 มี impact factor 2 ขึ้นไปได้ 50000 เราต้องจ่ายค่า invoice ตอนตีพิมพ์ด้วยก็ประมาณนี้ แล้วที่เราต้องจ่ายตอนทำวิจัยอีกไม่รู้เท่าไหร่ ได้ก็ดีแล้วนะ แต่อย่าติดว่าตัวเลขนี้เป็นรายได้ เอาไว้พาน้อง ๆ ผู้ช่วยวิจัยไปกินข้าวอร่อย ๆ ร้องคาราโอเกะ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน


unity sun power เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 120 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 123 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 30 เม.ย. 2551 (10:49)

ดิฉันว่าการเลือกทำงานอะไรก็ตาม ประกอบสามอย่าง  คือ   ความรู้สึกต่องานนั้นๆ  หากรักในงาน ก็จะเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่ง    ความถนัด    ฐานะทางเศรษฐกิจ   การกดันของสังคมแวดล้อม  โดยเฉพาะในครอบครัว     ทั้งสี่องค์ประกอบเป็นตัวกำหนดให้เรามุ่งไปในทิศทางใดๆ 


แต่ว่าจะเป็นดังที่ตั้งใจหรือไม่   เราเลือกไม่ได้    ส่วนจะไปทางไหน  ขึ้นกับปัจจัยที่สี่ข้อว่าอะไรมีอิทธิพลสูงสุด  


เช่น   มีความจำเป็นทางการเงิน  ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม  เราอาจไม่ได้ประกอบวิชาชีพที่ใจรัก  แต่จำเป็นต้องเบนเข็มไปทำอย่างอื่น  ที่มีรายได้ตอบสนอง  ความจำเป็นขั้นพื้นฐานได้   


***  สิ่งที่น่าวิตกเมื่อฟังบรรยากาศของ นิสิต ในคณะ ฯ   ปัจจุบัน  กับคำว่า บรรยากาศ ทางวิชาการ ดูจะลดน้อยลง   ก็ไม่ต้องสงสัยต่อไปว่า    ทำไมความรู้  ความคิดของ คนในสังคมไทย  ทุกวันนี้  ดูจะถดถอยไปด้วย    เพราะยังไม่เคยเห็นยุคไหน   ที่มองอะไรกว้างไกลจนเกินขอบเขต  เช่น   กับการตั้งคำถามถึงนิยาม ของ บางเรื่อง    การพูดแนวศรีธนญชัยศาสตร์  


ความสนใจของคนรุ่นใหม่  ค่อนข้างไปในแนวทาง จิตนาการมากเกินไปหรือเปล่า สนใจเรื่องวงการบันเทิง   เรื่องที่ดูดี    งานที่จะต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง  จมกับห้องทดลอง   ค้นคว้าตำรา  อาจมีคนสนใจน้อยลง    แม้แต่งานบันเทิงที่เป็นที่สนใจก็เถอะ   จะมีการหาข้อมูลที่ลึกๆ  ในลักษณะการค้นคว้า  ก็แทบจะไม่มี   


ส่วนหนึ่งอาจเกิดจาก  ความรวดเร็วของสื่อในอีเลคโทรนิค  ในปัจจุบัน  จากข่าวในสื่อเดียว  เร็วกว่า ลัดนิ้วมือ  ก็แพร่ไปทั้งเมืองได้แล้ว  แล้วก็ไม่ต่อ..ยอด     แต่ลอกกันซ้ำๆ  ในเรื่องเดิม     


มีความรู้สึกว่า  สังคมมันฉาบฉวยยังไงก็ไม่ทราบค่ะ    ซึ่งดิฉันว่ามันไม่ได้จำกัดเฉพาะแวดวงวิชาการ   แต่อาจลามไปวงการอื่นด้วยค่ะ  ชนิดที่เรารู้ตัว  แต่ไม่รู้จะเริ่มแก้ไขจากจุดใด


***  ดิฉันมีข้อสงสัย  ว่า   เคยได้ยิน การประชาสัมพันธ์งานครบรอบปี คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย    ประมาณปีก่อน   ว่าสมาคมศิษย์เก่า ด้วย    ซึ่งเขามีบทบาทอะไรส่งเสริม  ต่อ วงการวิทยาศาสตร์บ้าง ละคะ


 


 


 


 


หน้าใหม่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 237 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 30 เม.ย. 2551 (15:54)

มีคุณจ้อมาช่วยตอบคำถามในนี้แล้วห้าข้อ  ความจริงมีเก้าข้อครับ อีกสี่ข้ออยู่ความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 1


ขอคุยกับคุณหน้าใหม่ครับ : เรื่องความเสื่อมจากความประณีตในจิตใจ เป็นธรรมดาครับถ้ามองในกรอบพุทธศาสนาอันหนึ่งที่ว่า อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ยุคปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 75 ปี ถ้าเทียบกับสมัยอื่นๆ (ต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 10140 ปี) เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่กิเลสหนาแน่น เป็นไปตามกรรมของสัตว์โลกและการหมุนเวียนของสังสารวัฏครับ  ผมได้ยินมาเยอะเรื่องคำทำนายที่ว่า เวลานี้ประเทศไทยใกล้จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ต้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  ก็คงต้องอาศัยพวกเราช่วยกันทีละเล็กละน้อย


เรื่องเกี่ยวกับการฝึกงาน ของนักศึกษาคณะวิทย์ http://www.vcharkarn.com/vcafe/143620


พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 210 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 3 พ.ค. 2551 (10:32)

ไม่ได้เข้าเวบนี้เสียนานเนื่องจากติดธุระปะปังหลายๆอย่าง


แถมคอมพิวเตอร์คู่ใจมาเสียอีกต่างหาก


มานั่งอ่านแล้วก็คิดถึงสภาพสังคมไทยในปัจจุบันเหมือนกัน


ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องคลุกคลีกับวงการวิทยาศาสตร์


ผมได้อ่านข้อความทั้งหมด ซึ่งสะท้อนความเป้นจริงในสังคมไทย ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ


คนคิดที่จะแก้ มีอยู่มากครับ  แต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะเริ่มให้เป็นรูปร่างได้


Zeolite เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 64 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 3 พ.ค. 2551 (21:54)
เรื่องปัญหา ขอสรุปสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "ถ้าเห็นว่ามันไม่ดี ก็ทำให้มันดีขึ้นครับ" แต่อย่าไปหวังพึ่งนักการเมือง วันนี้ผมเพิ่งได้ยินเรื่อง ผู้สมัคร ส.ส. หลายๆ คน แล้วกลุ้มใจว่า ประเทศเราอยู่ในอำนาจของคนพวกนี้หรือ และมันมีแต่แบบนี้หมดเลย (?) ได้ยินเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับพวกนี้อีกครับ เลยไม่น่าสงสัยว่าเงินพัฒนาประเทศจำนวนมหาศาลหายไปไหนหมด

ถ้าหวังจะทำอะไรให้เป็นรูปเป็นร่าง โปรดพิจารณากระทู้ ถ้าไม่อาจทนให้วงการวิทยาศาสตร์ไทยตกต่ำ
http://www.vcharkarn.com/vcafe/143913


พีรกิตติ์ คมสัน ประชาอุทิศ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 210 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 6 พ.ค. 2551 (01:06)
90368

ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นและเล่าประสบการณ์บางส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยคน ความจริงผมเคยเขียนเรื่องที่ไว้ในกระทู้ที่ไหนก็จำไม่ได้แล้ว

ผมสอนหนังสือในคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยหลายแห่งเมืองไทยมาเกือบ 30 ปี พยายามหาเพื่อนร่วมงานที่จะคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็หาได้ยากมาก ก็เลยลาออก ตอนนี้สอนในมหาวิทยาลัยในและต่างประเทศเป็นช่วงสั้นๆ

เรื่องที่เกี่ยวกับกระทู้นี้เป็นเรื่องใหญ่ ละเอียดอ่อน และมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องมากมายที่จะต้องคำนึงถึง ผมเคยคุยกัยผู้ใหญ๋ระดับสูงมากของกระทรวงศึกษเกี่ยวกับการที่จะให้เปลี่ยนแปลงนี้ ท่านตอบน่าฟัง(และน่าเศร้า)มากว่า
ท่านถามผมว่ารู้จักคำพังเพยที่ว่า "อย่าเข็นครกขึ้นภูเขาหรือไม่"
ผมตอบท่านว่า "เคยครับ" ท่านก็พูดต่อว่า "ไอ้ที่เรากำลังจะทำนี้มันยากยิ่งกว่าเข็นภูเขาลงครกเสียอีก" แต่เราก็ต้องพยายามทำแม้ว่าช่วงชีวิตนี้เราจะไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง

เพื่อนๆผมหลายคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไทยไม่ได้ หรือได้ที่คะแนนไม่สูง แต่ต่อมาไปเรียนต่างประเทศก็ได้เป็นแนวหน้าของห้อง และหลายคนก็ไปทำงานที่องค์การ NASA เรื่องนี่ต้องพิจารณาอย่างเป็นธรรมเหมือนกัน เพราะคนพวกนี้อาจเป็นอัจฉริยะและมีเป็นส่วนน้อยของสังคม ดังนั้นเราต้องอย่าเผลอเอา Exceptional case มาเป็น Norm ของสังคม แม้แต่ Einstein เองท่านก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยใน Berlin ไม่ได้และต้องไปเรียนในสวิสเซอร์แลนด์ แต่นั่นมันก็เมื่อร้อยปีที่แล้วมา ผมโชคดีกว่า Einstein มากที่สามารถสอบเข้าเรียนต่อฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยที่ Berlin ได้ ประสบการณ์ที่อยากเล่าให้พวกเราฟังเป็นอย่างยิ่งคือ

ในชั่งโมงเรียนเมื่ออาจารย์ให้การบ้านมาทำ เด็กเยอรมันจะไม่ลอกการบ้านกันเลย ทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ หรืออย่างเก่งก็ขอให้เพื่อนช่วยแนะ แล้วกลับไปทำเอง ส่วนใหญ่จะศึกษาค้นคว้ากันเอง เรียนด้วยตนเอง และอ่านไปล่วงหน้าก่อนที่อาจารย์จะสอน ต่างจากคนไทยมากราวกับฟ้ากับก้นเหว (ฟ้ากับดินยังไม่พอ) นักเรียน นักศึกษาเราลอกกันมาก แทบทุกครั้งที่ผมคุมสอบ มักจะจับทุจริตได้ เป็นทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน มีอยู่ครั้งหนึ่งนานมาแล้วผมทนไม่ได้ จึงประกาศหน้าห้องขณะที่นักศึกษากำลังจะลงมือสอบว่า ขณะที่สอบผมจะขอเข้าไปค้นตัวทุกคนว่ามีใครแอบเอาโน้ตย่อซุกซ่อนเข้ามาหรือไม่ ถ้าพบจะมีความผิดอย่างร้ายแรง แต่ถ้าใครจะกลับใจเอามากองไว้หน้าห้องเดี๋ยวนี้ ผมจะไม่เอาผิด ปรากกฏว่าในชีวิตผมยังไม่เคยมีอะไรที่น่าตกใจเท่านี้มาก่อนคือ ผมได้กองกระดาษโน้ตย่อที่แอบเอาเข้ามาจำนวนมหาศาล แม้แต่ในคณะวิทยาศาสตร์ จฬาฯที่ผมเคยเรียนอยู่เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้วก็ยังมีเป็นจำนวนมาก

ผมได้รับเชิญให้ไปสอนนักศึกษาปริญญาโทในประเทศจีน เขาแต่งตั้งเป็น Professor ที่ Guangxi Normal University ที่เมืองกุ้ยหลิน http://www.rise.gxnu.edu.cn/ZXYJS06/shownews.asp?newsid=221

นักศึกษาที่นี่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจสูงกว่านักศึกษาไทยมากอย่างเห็นได้ชัด หลายครั้งขอร้องให้ผมช่วยบรรยายพิเศษตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบเที่ยงคืนไม่ยอมเลิก ในชีวิตผมก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งที่สองรองจากชาวญี่ปุ่นที่ผมเคยสอนมา
อีกเรื่องหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ก็คือ เมื่อ 13 ปีที่แล้วผมได้มีโอกาสออกข้อสอบและติวนักเรียนฟิสิกส์โอลิมปิกส์และมีโอกาสนำนักเรียนฟิสิกส์ทีมชาติไทยไปแข่งที่กรุงปักกิ่ง ได้เห็นความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของนักเรียนจีนและเวียดนามแล้วผมใจหดหู่มากครับ


สมัยที่ผมเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ราวปี 2515 มีอาจารย์เพียงไม่กี่คนที่จะสอนเนื้อหาวิชาการสอดแทรกคุณธรรม คุณค่าของชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคม มีเพียง 2 ท่านเท่านั้นที่อยากเอยนามท่านคือ อาจารย์ระวี ภาวิไล และอาจารย์ลิขิต ฉัตรสกุล (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) ต่อมาพอผมเริ่มทำงาน ได้มีโอกาสช่วงสั้นๆทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันแห่งหนึ่ง แถวๆเอกมัย ดูแลรับผิดชอบเกื่ยวกับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ ตอนหลังมีการประชุมปรึกษากันระหว่างเพื่อนๆของผมที่เป็นผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่อธิการบดีลงมา เราลงความเห็นว่า เรารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้สอนนักเรียนเหล่านี้ถึงความอ่อนน้อนถ่อมตน ความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม นักเรียนทุนจำนวนมากเหล่านี้ หลังเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ จะทำตัวหยิ่งผยอง และเห็นแก่ตัวอย่างน่าเกลียด แต่ก็มีจำนวนน้อยบางส่วนที่เสียสละทำงานเพื่อสังคมอย่างน่าชมเชย ซึ่งผมอดที่จะเอ่ยถึงและแสดงความชื่นชมไม่ได้ต่อนักเรียนทุนในโครงการที่ผมเคยมีส่วนรับผิดชอบเหล่านนี้ ได้แก่ คุณจ้อและทีมงานที่ได้ก่อตั้ง วิชาการ.คอม ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจนได้รับรางวัลเกียรติยศดังรูป ดูรายละเอียดของท่านเหล่านี้ได้จาก วิชาการ.คอม คือ ใคร?



 


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2064 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 342 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 6 พ.ค. 2551 (01:44)
90371

เมื่อพูดถึงการเป็นอาจารย์ในคณะวิทยาศาสตร์ เราจะต้องคำนึงว่าเป็นองค์กรที่สร้างบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นก็อดที่จะพูดถึงการพัฒนาศักยภาพทางสมองตั้งแต่เด็กก่อนที่จะมาเรียนสูงๆในคณะวิทยาศาสตร์ไม่ได้


จากงานวิจัยของ Prof.Eysenck แห่ง University of London พบว่าการพัฒนาความสามารถของสมองมนุษย์นั้นจะมีมากในช่วงตั้งแต่เกิดจนอายุประมาณ 12 ปีแล้วจะหยุด ถ้าไม่ฝึกให้เป็นคนหัดใช้ความคิดความสามารถก็จะลดลง (ดูที่กราฟประกอบ) สำหรับพวกที่ฉลาดก็เช่นกันจะมีมากจนถึงประมาณ 20 ปี อังกฤษหรือประเทศอื่นๆหลายประเทศให้ความสำคัญกับการประถมศึกษาเป็นอย่างมาก เด็กในวัย 0-12 ขวบ ถ้าได้อาหารที่ดี สิ่งแวดล้อมทางการศึกษาที่ดี รวมทั้งครูที่มีความเฉลียวฉลาด จะทำให้เราได้ประชากรที่ดีของประเทศ นี่พูดกันง่ายๆ ตรงๆจากผลการวิจัย คราวนี้เรากลับมามองการประถมศึกษาของไทยเรา อันที่จริงเรื่องสถานที่เรียนเราไม่ค่อยมีปัญหาอะไร หลายโรงเรียนสวยงามมาก มีป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่อย่างดี (แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพเด็กอย่างมีนัยสำคัญเลย) ที่มีปัญหาคือ คุณภาพครูที่ไม่มีพื้นความรู้ หรือมีก็ไม่ตรงกับวิชาที่สอนนัก แต่ที่สุดยอดก็คือ สามารถสอนได้ทุกวิชาไม่ว่าจะให้สอนอะไร ผมเคยไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนประถมหลายครั้ง ตกใจมากกับการสอนของครูที่ทำให้ผิด Concept


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2064 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 342 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 6 พ.ค. 2551 (01:46)
90375
พ่อ-แม่ญี่ปุ่นต้องการให้ลูกรักดนตรี ขณะที่ตั้งครรภ์เขาจะเปิดเพลงแล้วเอาลำโพงมาแนบที่ท้องเพื่อให้เด็ก Absorp เสียงก่อนที่จะคลอดออกมา เพราะขณะที่อยู่ในครรภ์ 9 เดือน สมองจะพัฒนาได้ถึง 25% เขาคงเชื่อว่า Mozart effect นั้นมีอิทธิพลมากต่อจิตใจ
อายุขวบครึ่งสมองพัฒนา 50%
อายุ 6 ขวบสมองพัฒนา 90 %
ตั้งแต่ 12 ขวบก็พัฒนาเต็มที่แล้ว
งานวิจัยของ Prof.Bloom จาก Chicago สอดคล้องกับ Prof.Eysenck

เมือราว 35 ปีก่อนมีคนทำวิจัยสำรวจ IQ ของเด็กไทย พบว่าเฉลี่ยสูงกว่าเด็กสิงคโปร์ ถ้าใครติดตามผลการสำรวจ IQ ของเด็กประถมของไทยโดย พญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ เมื่อไม่นานมานี้ จะตกใจว่า ต่ำกว่า 100 มากทีเดียว (ไม่กล้านึกเลยว่าเด็กพวกนี้บางคน ต่อไปจะมาบริหารประเทศไทยเรา แถมห้อยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย)
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2064 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 342 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 6 พ.ค. 2551 (01:54)
90376
ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นองค์ประกอบพื้นฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาคนที่จะเรียนให้ตรงสาขาในคณะวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาสมองและการสร้างวัฒนธรรมการเรียนการสอนใหม่ที่จะผลิตคนที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคม

อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์น่าจะให้มีส่วนคัดเลือกนักเรียนจากความสามารถเฉพาะทางตามความถนัดและความคิดสร้างสรรค์ในสาขาวิชาชีพนั้นๆ แต่ที่น่าเป็นห่วงก่อนที่จะให้เด็กมาสอบเพื่อวัดความถนัดนี้ ระบบการศึกษาของเราได้เตรียมความพร้อมหรือพัฒนาความสามารถของเด็กในวัยเยาว์เฉพาะทางหรือไม่ อย่างไร

พูดแบบนี้หลายท่านอาจจะงง จะขอขยายความและยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น วิชาชีพทางด้านเคมี
มองในแง่อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ออกข้อสอบคัดเลือก
1.เตรียมข้อสอบวัดความรู้พื้นฐานทั่วไปจากหลักสูตรที่เรียนในโรงเรียน
2.เตรียมข้อสอบวัดความถนัดเฉพาะทาง เช่นวัดความคิดสร้างสรรค์ วัดแววนักเคมี หรือ วัดแนวคิดต่างๆที่เกี่ยวกับวิชาชีพเคมี หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม

สำหรับข้อ 2. นี้ จะเห็นได้ชัดว่าถ้าเด็กไม่เคยได้รับแนวคิด หรือข้อมูลพื้นฐานที่สนันสนุนต่างๆจากอาจารย์แนะแนว หรือโรงเรียนในชุมชนนั้นที่เพียงพอ ทั้งๆที่เด็กมีพรสวรรค์ทางเคมีจริง เด็กคนนั้นก็จะได้คะแนนน้อยกว่าเด็กในเมืองใหญ่ หรือที่อยู่ใกล้กับอุตสาหกรรมเคมี จุดนี้จะเห็นได้ชัดว่า ครูแนะแนวและครูในสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญ
ครูแนะแนวมีข้อมูลที่เอื้ออำนวยเพียงพอหรือไม่ ครูสาระวิทยาศาสตร์นั้นๆพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitude) ให้กับนักเรียนเพียงพอหรือไม่ หรือมัวแต่สอนแบบกวดวิชา เน้นทำโจทย์แบบ "เก็งและสกัดกั้นข้อสอบ" ซึ่งส่วนใหญ่เน้นแนวกวดวิชาเหมือนกันหมดทั้งประเทศ และถ้าสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก ตามหลักสถิติ ปังคุงกับเจมส์ยังทำได้ 25% โดยที่ไม่ต้องเรียนมาก่อน ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยดูแล้วตกใจ บางวิชาเด็กทำคะแนนเฉลี่ยได้ 20% แสดงว่านอกจากจไม่รู้เรื่องแล้ว ยังเข้าใจผิดอีกด้วยซ้ำ ระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์แย่แล้ว !!

ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดในส่วนนี้ ผมเคยทำหน้าที่คัดเลือกนักเรียนเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิคส์ เราคัดเลือกจากนักเรียนทั่วประเทศเกือบหมื่นคนในสมัยนั้น คัดหลายรอบจนได้รอบ 50 คนสุดท้าย ผมได้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้เรื่อง Lab ผลการสำรวจพบว่า นักเรียนเหล่านี้มีประสบการณ์จาก lab ในโรงเรียนน้อยมาก กว่า 80% ของนักเรียนคัดมาชั้นยอดนี้ ไม่มีการทดลองจริงเลย หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โรงเรียนให้ทำแต่ lab แห้งในหนังสือ

ผมจะไม่โทษใคร แต่จะขอยกตัวอย่างของประเทศอื่นเพื่อเป็นแนวคิด
อุตสาหกรรมเคมีของประเทศอังกฤษต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพ สมาคมอุตสาหกรรมเคมีและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยดังๆ ได้ร่วมกันจัดทำเอกสาร โปสเตอร์ CD Rom (ดูรูปที่แนบประกอบ) รวมทั้ง เว็ปไซต์แนะแนว ส่งไปให้ตามโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ ข้อมูลเหล่านี้ประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสต่างๆในวิชาชีพเคมี (ได้แก่ลักษณะงาน แหล่งงาน ความก้าวหน้าในอนาคตการงาน) ความรู้สามัญที่นักเรียนจำเป็นต้องรู้จากโรงเรียน ความรู้ความสามารถเฉพาะทางที่นักเรียนควรรู้ Videoความรู้เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมเคมี เกมส์คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเคมี แนะแนวทางการทำโครงงานเคมี เทคนิคการจัดกิจกรรมและค่ายเคมี เป็นต้น

สรุปประเด็นปัญหา:
1. จะช่วยเหลือครูแนะแนวอย่างไรให้มีความพร้อมที่จะแนะแนวอย่างมีประสิทธิภาพ
2. จะช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพครูวิทยาศาสตร์อย่างไรให้มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆและสอดคล้องกับวิธีการคัดเลือกนักเรียนให้มีคุณภาพเข้ามหาวิทยาลัย
3. สมาคมวิชาชีพต่างๆเอื้อมมือลงมาช่วยเหลือครู-นักเรียน-โรงเรียน เพียงพอหรือยัง หรือมัวแต่จะคอยวัตถุดิบทางบุคลากรที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่ควรจะได้

ต้องขออภัย หากผมมองประเด็นปัญหาไม่รอบคอบ หรือไม่ครบถ้วน รบกวนท่านผู้อื่นร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยครับ หากไม่รบกวนจนเกินไป ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นกรุณาใช้ภาษาไทยที่ไพเราะและถูกต้องด้วยนะครับ
แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2064 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 342 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 7 พ.ค. 2551 (22:53)
90824

อยากให้ดูตารางเปรียบเทียบจำนวนนักวิทยาศาสตร์-วิศวกรและช่างเทคนิคต่อจำนวนประชากร 1 ล้านคนของประเทศ Pacific Rim แม้จะเป็นข้อมูลที่เก่าไปสักหน่อยแต่ก็เป็นดัชนีที่ชี้อะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน โดยเฉพาะการเปรียบเทียบจำนวนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรระหว่างไทยกับสิงคโปร์ว่าต่างกันอย่างน่าตกใจ


แขชนะ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2064 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 342 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 22 พ.ค. 2551 (10:27)

ผมครูเป็นมหาวิทยาลัย แต่ได้แค่ 2 ปี  ก็ต้องมีอันระหกระเหินมาเป็นครูมัธยม ด้วยเหตุที่ไม่ระงับอารมณ์ตัวเอง


แล้วก็มีความสุขพอควรกับการเป็นครูมัธยม


ปัญหานั้นก็มีบ้างหนักมั่ง เบามั่ง แล้วแต่สภาพแวดล้อม


ผมไม่ได้มองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ แต่มองวิธีจัดการกับปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ คือปัญหามันติดตัวเราไปทุกที่ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ทำเป็นลืมๆ มันบ้างก็ได้


ความจริงแล้วอาการของผมกับคุณพีรกิตต์ ก็ไม่ต่างกันมากนักบางทีก็ทำเป็นลืมๆไป แต่บางทีก็ลืมตัวไปบ้างก็ยังมี


ในวันหนึ่งผมเมื่อสอนเสร็จ ผมก็ซึมเศร้า เพราะสงสารตัวเอง สงสารเด็ก สงสารแผ่นดินไปพร้อมๆกัน


แล้วผมก็คิดได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว เราก็เพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่ได้มีคุณค่ามากกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นเลย แล้วทำไมสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆที่เรียกว่า โฮโมซาเปี้ยนจึงทำเรื่องยุ่งๆได้มากมายนัก


ช่างเถอะ แค่เราคิดดีทำดี ชีวิตนี้ก็ดีถมไป ทำเท่าที่ทำได้และทำให้ดี อะไรที่ทำไม่ได้ก็ปล่อยๆ ไปบ้าง  สงสารตัวเองบ้างเถอะนะ


แล้วผมก็นึกได้ว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรดีๆ อีกตั้งหลายอย่าง


xx เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 545 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 27 มิ.ย. 2551 (22:05)
ดีใจที่มีคนพูดถึงคุณพ่อด้วย อ่านแล้วget คะ  วิภาวี 044-248999
กอลฟ์ (IP:58.147.18.219)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.